ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 232 ผับวีรบุรุษ
‘ใครกัน? ทำไมอีกฝั่ายถึงทราบว่าเราซื้อสูตรผลิตโอสถ
เจ้าพนักงาน? ’
ดวงตาเขียวเข้มของซิลเริ่มหดเกร็ง ความกระวนกระวายทำ
ให้เธอรีบสำรวจรอบตัว แต่ก็ไม่พบว่ามีใครน่าสงสัยกำลังจับตา
มอง
‘จากคำนโยบายของมิสเตอร์ A รายละเอียดการค้าขาย
ในชุมนุมจะไม่ถูกเปิดเผย’
ซิลไม่มีทางเลือกนอกจากชำเลืองไปทางเก้าอี้นวมตัวใหญ่
ของมิสเตอร์ A ผู้สวมผ้าคลุมปกปิดใบหน้าเกือบทั้งหมด
เฉกเช่นทุกครั้ง อีกฝั่ายกำลังกวาดสายตาสำรวจพฤติกรรม
สมาชิกชุมนุมอย่างเงียบงัน
ซิลรีบใช้ศอกสะกิดฟอร์สด้านข้างพลางส่งเสียงกระซิบ
“ฉันควรไปไหม”
ฟอร์สหยิบกระดาษขึ้นมามาอ่านอย่างคร่าวๆ และตอบ
กลับโดยไม่ลังเล
“ไปเถอะ ในเมื่อมีมิสเตอร์ A คอยสอดส่องสถานการณ์
ไม่มีใครกล้าทำอันตรายเธอแน่ และยังเป็นโอกาสได้ทราบ
จุดประสงค์แท้จริงของอีกฝั่ายด้วย ใครจะรู้ บางทีคนคนนั้นอาจ
มีช่องทางหาวัตถุดิบหลักให้เธอก็ได้”
“สมเหตุสมผล”
ซิลผู้คอยระวังตัวตลอดเวลา หันไปผงกศีรษะให้กับผู้ช่วย
มิสเตอร์ A พร้อมกับลุกเดินตามชายคนดังกล่าวไปทางห้องอ่าน
หนังสือ และเหมือนกับทุกครั้ง ผ้าคลุมหัวถูกดึงขึ้นมาสวม
ปกปิดระหว่างทาง
‘ผ้าคลุมปิดบังใบหน้ามิดชิดจนแทบมองไม่เห็น
ทางเดิน’
ซิลในผ้าคลุมหัวเปิดประตูเข้าไปพบกับบุรุษสวมชุดทักซิโด้
มันกำลังนั่งหลังโต๊ะอ่านหนังสือตัวใหญ่
ชายคนดังกล่าวสวมหน้ากากสีทองปกปิดครึ่งซีกบนของ
ใบหน้า เผยให้เห็นเพียงดวงตา รูจมูก ปาก และแก้มอีกเล็กน้อย
ไม่มีทางคาดเดาตัวตนแท้จริงได้เลย
ดวงตาน้ำตาลอ่อนของมันชำเลืองมองผู้มาเยือนพร้อมกับชี้
นิ้วไปยังเก้าอี้ฝังตรงข้าม
“เชิญนั่งก่อน”
เสียงแหบพร่าคล้ายกับจงใจดัด แต่นอกจากนั้นก็ไม่พบ
ความผิดปกติ
ซิลปิดประตูห้องอ่านหนังสือ ตามด้วยการยืดอกเดินไปนั่ง
บนเก้าอี้อย่างทะมัดทะแมงโดยไม่เผยอาการประหม่าหรือหวั่น
เกรง
สตรีร่างเล็กส่งเสียงซักถาม
“คุณมีวัตถุดิบหลักของโอสถเจ้าพนักงาน?”
ชายสวมหน้ากากยกมุมปากเล็กน้อย
“ถูกต้อง ผมมีดวงตาแห่งหนอนปีศาจหวาดกลัวและอุ้ง
เท้าขวาของหมีประจัญบานสีเงิน และด้วยความสัตย์จริง สูตร
เจ้าพนักงานในมือคุณเป็นสินค้าฝากขายของผมเอง”
‘กะแล้วเชียว’
ซิลอาจถูกเพื่อนสนิทหยอกล้อเรื่องสติปัญญาบ่อยครั้ง แต่
การเอาตัวรอดจากวงการผู้วิเศษเบ็คลันด์และความโหดร้ายของ
กลุ่มอันธพาลเขตตะวันออกมาได้ ย่อมแปลว่าหล่อนไม่ได้สมอง
ทึบขนาดนั้น สัญชาตญาณหยั่งรู้อันตรายล่วงหน้าเฉียบแหลมไม่
ต่างจากสัตว์ปั่า
เธอถามเสียงต่ำ
“แล้วคุณต้องการอะไร”
“เฟั้นหาบุคคลเหมาะสมเพื่อร่วมงาน”
ชายสวมหน้ากากยังคมยิ้ม
“ด้วยสภาพการเงินในปัจจุบันของคุณ คงเป็นการยากจะ
ให้รวบรวมเงินก้อนใหญ่สำหรับซื้อวัตถุดิบหลักสองชิ้นในเวลา
อันสั้น แน่นอน คุณสามารถนำสูตรโอสถไปขายในชุมนุมผู้วิเศษ
อื่น แต่เชื่อผมเถอะ การกระทำเช่นนั้นจะนำอันตรายมาถึงตัว
โดยไม่จำเป็น คุณอาจไม่ได้ขายทับกับผมโดยตรง แต่ผู้
ครอบครองสูตรเจ้าพนักงานมีอยู่มากมายในกรุงเบ็คลันด์แห่งนี้
ไม่ใช่แค่ผมคนเดียว”
ซิลขมวดคิ้วถาม
“ในเมื่อพวกคุณเป็นองค์กรใหญ่ผู้ถือครองสูตรโอสถเจ้า
พนักงานและผู้ตัดสินไว้ในมือ แล้วเหตุใดถึงยังต้องการความ
ช่วยเหลือจากฉัน”
“ในบางเรื่องพวกเราไม่ต้องการลงไปคลุกคลีด้วยตัวเอง
เหตุผลค่อนข้างซับซ้อน และผมก็ยังไม่ต้องการเปิดเผยตอนนี้
แต่โดยส่วนมาก ผู้วิเศษนอกกฎหมายเส้นทางผู้ตัดสินแทบทุก
คน จะมีสายสัมพันธ์สนิทชิดเชื้อกับชนชั้นสูงไม่มากก็น้อย จึงไม่
สามารถเคลื่อนไหวได้เองอย่างอิสระ”
ชายสวมหน้ากากอธิบายเรียบง่าย
‘มันไม่รู้จักชาติกำเนิดของเรา และไม่เคยได้ยินชื่อเสียง
ของเราในเขตตะวันออก’
สตรีร่างเล็กถอนหายใจผ่อนคลาย
ชายสวมหน้ากากเล่าต่อ
“คุณจะมองเป็นภารกิจของชุมนุมก็ได้ แค่ทำงานให้ผม
และผมก็จะตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อ หากสัมผัสถึงอันตราย
คุณก็แค่ปฏิเสธ เป็นการแลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียม เมื่อรวบรวม
เงินได้มากพอ ก็สามารถซื้อวัตถุดิบหลักจากผมได้โดยตรงใน
ราคาถูกกว่าปกติเล็กน้อย แถมยังปลอดความเสี่ยง”
‘นี่มัน…’
ซิลผู้มีสภาพคล่องทางการเงินไม่มั่นคงถูกเล่นงานจุดอ่อน
เข้าอย่างจัง เธอพยายามสงวนท่าทีไม่ให้อีกฝั่ายเห็นอาการสั่น
เทาขณะมอบคำตอบ
“ไม่มีปัญหา ถ้าดิฉันมีสิทธิ์ปฏิเสธงาน”
“ตกลงตามนั้น” ชายสวมหน้ากากฉีกยิ้ม
“ไว้ค่อยคุยรายละเอียดเพิ่มเติมในอนาคต และเพื่อให้
คุณสบายใจ ผมเปิดโอกาสให้คุณต่อรองเงื่อนไขภารกิจได้ตาม
ความต้องการ”
“เข้าใจแล้ว”
แม้ซิลจะยังไม่เข้าใจนักว่าเหตุใดอีกฝั่ายถึงมอบหมายงานให้
เธอ และยังไม่ทราบว่าเป็นงานประเภทใด แต่เธอก็ตอบตกลง
กลับไปโดยไม่คิดมาก เพราะอย่างน้อยในปัจจุบันกลิ่นของ
อันตรายก็ยังไม่โชยออกมาให้สัมผัสถึง
………
ตลอดวันอาทิตย์ ไคลน์หมดเวลาไปกับการซื้อโต๊ะและชุด
ดื่มชาใหม่ รวมถึงการนำเสื้อตัวเก่งไปเย็บซ่อมแซม
ใช้เงินไปราว หกปอนด์ เก้าซูลสำหรับการฟืนฟูห้องรับแขก
ห้องรับประทานอาหาร และสมบัติส่วนตัวให้กลับมามีสภาพ
ดังเดิม
‘ขาดทุนย่อยยับ…หวังว่าตำรวจจะขายทรัพย์สินของ
เมอซอลมาชดเชยให้เราได้บ้าง เฮ้อ…โอกาสริบหรี่เต็มที่ และ
ต่อให้ได้จริงก็คงชดเชยแค่บางส่วนเท่านั้น’
ไคลน์เก็บใบเสร็จและใบแจ้งราคาไว้ในลิ้นชักอย่างเป็น
ระเบียบเรียบร้อย เผื่อว่ามีโอกาสได้ใช้ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ความคุ้มค่าโดยรวม ไคลน์ถือ
ว่าทำกำไรอย่างแท้จริงเนื่องจากตะกอนพลังของเมอซอล
สามารถนำไปขายได้ไม่ต่ำกว่า สามร้อยปอนด์ แต่เงื่อนไขแรก
คือต้องเข้าสู่วงการใต้ดินของเบ็คลันด์ให้ได้เสียก่อน
หลังจากจบมื้อค่ำชายหนุ่มสวมชุดขนสัตว์คอเต่าสีทึบไว้
ด้านใน ชุดคนงานสีน้ำเงินอมเทาทับด้านนอก และหมวกแก๊ป
ใบเดิม จากนั้นก็มุ่งหน้าออกจากบ้านโดยมีเปั้าหมายเป็นถนน
ประตูเหล็กของเขตสะพานเบ็คลันด์ ระหว่างทางต้องเปลี่ยน
ขบวนหลายต่อ
เดินสำรวจเพียงไม่กี่ก้าวก็ได้พบผับวีรบุรุษ
ประตูหน้ามีขนาดใหญ่ทำจากไม้สีดำสนิท และมีชายกำยำ
สูงสองเมตรกว่ายืนกอดอกคอยตรวจตราคนเข้าออก
ชายกำยำกล้ามโตใช้หางตาชำเลืองมองไคลน์เล็กน้อย แต่
ไม่ได้ยับยั้งการผลักประตูเข้าไป
อย่างไรก็ตามลูกกระเดือกชายร่างใหญ่พลันกระตุกเมื่อได้
ยินเสียงโห่ร้องดังกระหึ่มจากด้านใน สิ่งนี้คือบรรยากาศ
ตามปกติของผับในช่วงลูกค้าแน่นขนัด
ก่อนจะย่างกรายผ่านกรอบประตู ไคลน์สัมผัสถึงสายลม
ร้อนระอุจากด้านในพัดปะทะใบหน้า กลิ่นเข้มข้นของเบียร์
มอลต์คละคลุ้งปะปนกับเสียงอึกทึกครึกโครม
และไม่ผิดไปจากคาด ไคลน์มองเห็นเวทีสองแห่งใจกลางผับ
เวทีหนึ่งถูกใช้สำหรับแข่งสุนัขล่าหนูและการพนัน ส่วนอีกเวทีมี
ลักษณะคล้ายเวทีมวย นักชกสองคนกำลังรอฟังเสียงระฆังตรง
มุม กลิ่นผสมผสานระหว่างเหงื่อไคลและแอลกอฮอล์กำลังตลบ
อบอวลภายในผับ
ไคลน์ขยับแว่นตากรอบทอง ด้วยการใช้ปลายนิ้วสอดขึ้นไป
ตามแนวสันจมูก และกดกึ่งกลางแว่นมิให้หลุดร่วงขณะ
เบียดเสียดคนรอบข้าง เมื่อปกปั้องทรัพย์สินส่วนตัวจนมั่นใจ
ชายหนุ่มแหวกฝูงชนเข้าไปจนถึงบาร์หน้าเคาน์เตอร์
ไคลน์ชิงกล่าวตัดหน้าโดยไม่เปิดโอกาสให้บาร์เทนเดอร์ขยับ
ปาก
“เบียร์นันวีลล์หนึ่งแก้ว”
กล่าวกันว่าเบียร์ชนิดนี้เลิศรสเป็นอันดับหนึ่งใน
อาณาจักรโลเอ็น
“ห้าเพนนี” บาร์เทนเดอร์ตอบชำนาญ
ไคลน์ควักเหรียญออกมาหนึ่งกำมือและเลือกหยิบเหรียญ
เพนนียื่นให้อีกฝั่ายจำนวนห้าเหรียญ แลกมากับแก้วไม้ขนาด
ใหญ่บรรจุเบียร์สดสีทองอร่าม กลิ่นหอมเย้ายวนใจโชยแตะจมูก
ขณะแก้วถูกเลื่อนมาวางตรงหน้า
“ต่อหน้าเบียร์นันวีลล์ เบียร์หลายยี่ห้อไม่สมควรถูก
เรียกว่าแอลกอฮอล์ด้วยซ้ำ พวกมันเป็นได้แค่เครื่องดื่ม
ธรรมดา”
บาร์เทนเดอร์ยิ้ม ไคลน์ยกแก้วซด
ความรู้สึกเย็นสดชื่นแผ่ซาบซ่าน รสสัมผัสแรกคือขมฝาด
เจือความหอมละมุน แต่เพียงไม่กี่อึดใจ รสชาติของมอลต์พลัน
ระเบิดท่วมท้นช่องปาก ตบท้ายด้วยรสติดค้างค่อนไปทางหวาน
หลังจากวางแก้วลงไคลน์ก้มมองฟองสีขาวสักพักก่อนเงย
หน้าซักถาม
“คาสปาส·คันลินิงอยู่ไหน”
บาร์เทนเทนเดอร์พลันชะงักการเช็ดแก้ว สายตาชำเลือง
ไคลน์สองสามอึดใจก่อนจะชี้ไปทางด้านข้าง
“ห้องบิลเลียดหมายเลขสาม”
ด้วยนิสัยไม่ชอบเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ไคลน์รีบลุก
เดินถือแก้วเบียร์ไปทางห้องบิลเลียดหมายเลขสามทันที่
หลังจากเคาะเสียงค่อยสามครั้ง ไคลน์ออกแรงผลักประตู
เข้าไป บุรุษสองคนภายในห้องพลันหยุดกิจกรรมและมองมา
ทางประตู
“ผมกำลังตามหาคาสปาส·คันลินิง”
ขณะบรรยากาศกำลังเงียบสงัด ไคลน์รีบอธิบายเสริม
“สหายเก่าแนะนำมา”
เมื่อสิ้นเสียงชายวัยห้าสิบผู้สวมเสื้อลินินและมีจมูกใหญ่ขยับ
ปากตอบเสียงทุ้ม
“เข้ามา”
เจ้าของเสียงมีรูปร่างใหญ่โต แผลเป็นลากยาวตั้งแต่หางตา
ขวาลงมาถึงมุมปาก จมูกมีสีแดงก่ำตามประสาตาแก่ขี้เมา
ไคลน์เดินเข้าไปพร้อมกับเบียร์ในมือ ทุกย่างก้าวเป็นไป
อย่างระมัดระวัง ขณะเดียวกัน สายตาชำเลืองเห็นเพื่อนเล่น
บิลเลียดของคาสปาสเดินนำไม้คิวไปวาง และเปิดประตูหลัง
ออกไปอย่างรู้งาน
คาสปาส·คาลินิงเดินกะเผลกมาหาไคลน์พลางซักถาม
“ต้องการอะไร”
“ลูกโม่สั่งทำพิเศษพร้อมกระสุน ห้าสิบนัด”
ไคลน์ยกเบียร์นันวีลล์ขึ้นจิบ
“สามปอนด์ สิบซูล”
คาสปาสบอกราคาคล่องแคล่ว
“แพงกว่าร้านอาวุธทั่วไปเล็กน้อย เป็นค่าแบกรับความ
เสี่ยงของฉัน”
“ตกลง”
ไคลน์หยิบปึกธนบัตร หนึ่งปอนด์ห้าใบออกมานับ สิ่งนี้ถูก
เตรียมล่วงหน้าแยกไว้ในช่องพิเศษของกระเปั๋ากางเกง
คาสปาสยื่นแขนมารับธนบัตรสี่ใบพร้อมกับนำไปส่องไฟ
ตรวจสอบลายน้ำ หลังจากมั่นใจว่าเป็นของจริง มันผงกศีรษะ
แผ่วเบา
“ตรงไปตรงมาผิดกับหน้าตา ขอเวลาห้านาที”
มันวางธนบัตรไว้บนโต๊ะบิลเลียด ตามด้วยการเดินกะเผลก
ออกจากห้องโดยมีไม้เท้าพยุง
หลังจากเห็นอีกฝั่ายลับสายตา ไคลน์หันกลับมาสำรวจโต๊ะ
บิลเลียดอย่างละเอียด และพบว่าโครงสร้างคล้ายคลึงโต๊ะสนุก
เกอร์บนโลกเก่าจนน่าตกใจ
‘ฝีมือคุณใช่ไหม รุ่นพี่โรซายล์’
ไคลน์เกือบสูญเสียมาดขรึมขณะส่ายศีรษะอย่างขบขัน
ยืนรอเพียงไม่นาน คาสปาสเปิดประตูห้องกลับเข้ามาพร้อม
กับห่อถุงกระดาษสีน้ำตาลในมือข้างหนึ่ง และธนบัตร ห้าซูล
สองใบในอีกมือ
ไคลน์รับเงินพร้อมกับแกะสินค้าทันที่
ด้านในเป็นโลหะทรงกระบอกสีเงินแวววาวงดงาม สิ่งนี้คือ
ลำกล้องปืนลูกโม่ บริเวณด้ามจับมอบความรู้สึกคล้ายไม้วอลนัต
นอกจากนั้นยังมีกระสุนระยิบระยับอีก ห้าสิบนัดบรรจุในกล่อง
อย่างประณีต
ไคลน์ปลดโม่อย่างชำนาญพลางนำกระสุนห้านัดยัดใส่
จากนั้นก็เสียบไว้ในซองปืนรักแร้ใหม่เอี่ยม สิ่งนี้ถูกซื้อเตรียมไว้
ตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อน
ถัดมาไคลน์เก็บกระสุนอีก สี่สิบห้านัดไว้ในตัวพร้อมกับเงย
หน้ามองคาสปาส ก่อนจะตัดสินใจซักถามหลังจากไตร่ตรองอยู่
สักพัก
“ถ้าผมต้องการจ้างคนคุ้มกันฝีมือดีต้องติดต่อกับใคร ขอ
แบบแข็งแกร่งในระดับเหนือขีดจำกัดของมนุษย์”
คาสปาสลูบจมูกแดงก่ำ ดวงตาเริ่มหรี่ลง
มันยืนจ้องไคลน์นานเกือบสองนาที่ ปล่อยให้ความเงียบงัน
สร้างแรงคุกคามกัดกร่อนจิตใจอีกฝั่าย
“ฉันเดินไปถามให้ได้ แต่ไม่ขอรับประกันว่าจะมีใคร
ยอมรับภารกิจ”
‘รู้จักผู้วิเศษหลายคนสินะ…’
ไคลน์ฉีกยิ้ม
“ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร แต่ผมขอแสดงสินน้ำใจ
ล่วงหน้า”
คาสปาสหยิบธนบัตรจากโต๊ะบิลเลียดและเดินออกจากห้อง
อีกครั้ง หนนี้นานถึงสิบนาทีเต็ม ก่อนจะเปิดประตูกลับเข้ามา
ใหม่
ไคลน์ใช้เวลาระหว่างรออย่างเบื่อหน่ายจัดการเบียร์นันวีลล์
จนเกลี้ยงแก้ว
“เขาอยากพบผู้ว่าจ้างก่อนตัดสินใจ”
คาสปาสอธิบายเสียงทุ้มต่ำ
“ไม่มีปัญหา ถ้าเป็นผมก็คงต้องการทราบรายละเอียด
และความยากของภารกิจก่อนรับงานเหมือนกัน”
ไคลน์อมยิ้มพร้อมผงกหัว จากนั้นก็เดินตามคาสปาสขา
กะเผลกแหวกผ่านฝูงชนกลุ่มใหญ่ ผ่านเวทีมวย จนกระทั่งถึง
ห้องใกล้ครัว
คาสปาสหยุดเดินและเคาะประตูเสียงเบา
หลังจากได้รับอนุญาต มันผลักประตูเข้าไปโดยมีไคลน์ตาม
ติด ด้านในเป็นห้องเล่นไพ่ขนาดใหญ่ ผู้คนจำนวนสิบกว่ากำลัง
ล้อมวงเล่นไพ่โปั๊กเกอร์
เมื่อเห็นคาสปาสและไคลน์เดินผ่านกรอบประตูเข้าไป ชาย
สวมกั๊กดำเชิ้ตขาวลุกยืนอย่างไม่รีบร้อน ส่วนคนเล่นไพ่อื่นๆ
พลันหยุดการกระทำโดยไม่ส่งเสียง
ไคลน์กวาดสายตามองหนึ่งรอบพร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย
เพราะนอกจากบุรุษกั๊กดำผู้ลุกเดินเข้ามาใกล้ สมาชิกวงไพ่คน
อื่นมอบบรรยากาศแปลกประหลาดยากอธิบาย ใบหน้าแต่ละ
คนซีดเซียวผิดวิสัย ดวงตาคล้ายสัตว์ปั่า
ไคลน์รีบกระทบกรามซ้ายเปิดเนตรวิญญาณ และทันใดนั้น
กล้ามเนื้อทุกมัดบนร่างกายพลันสั่นกระตุก มันมิอาจควบคุมสี
หน้าสุขุมของตนไว้ได้ เนื่องจากออร่าของสมาชิกวงไพ่ทั้งหมด
เป็นสีดำเข้ม!
หมายความว่านอกจากบุรุษเสื้อกั๊กดำ ทั้งสิบกว่าคนภายใน
ห้องล้วนไม่มีชีวิตอยู่อีกแล้ว!
‘ไม่ใช่แค่ตาย เพราะคนตายไม่มีสีออร่า ทั้งหมดเป็นซอม
บี้!’
ขณะไคลน์สัมผัสถึงกลิ่นอายความเน่าเปือยลอยโชย บุรุษ
กั๊กดำเดินมาหยุดยืนตรงหน้า ผิวพรรณของมันขาวซีดไม่ต่าง
จากเหล่าซอมบี้มากนัก มุมปากยกโค้งเล็กน้อย แววตาเปียม
ด้วยความดุร้าย