ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 25 มหาวิหาร
ขณะอะซิกพึมพำ มันหันชำเลืองมองเคว็นติน·โคเฮ็นโดย
หวังให้อีกฝั่ายช่วยเค้นสมองนึก
โคเฮ็นนัยน์ตาฟั้าส่ายศีรษะโดยปราศจากความลังเล
“ผมไม่คุ้นเลย”
“…ครับ บางทีอาจเป็นแค่คำคล้ายที่มีรากภาษา
เดียวกัน”
อะซิกลดมือซ้ายลงพลางยิ้มชืดเชิงตำหนิตัวเอง
ไคลน์ค่อนข้างผิดหวังกับผลลัพธ์ แต่ก็เรียกร้องมากกว่านี้
ไม่ได้
“อาจารย์ มิสเตอร์อะซิก พวกคุณคงทราบอยู่แล้วว่าผม
หลงใหลในปริศนาของยุคสมัยที่สี่มาก ดังนั้นถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติม
หรือนึกสิ่งใดออก ช่วยส่งจดหมายแจ้งผมสักหน่อยได้ไหม
ครับ?”
“ไม่มีปัญหา”
การกระทำของไคลน์ในวันนี้นับว่าน่ายกย่อง อาจารย์ทั้ง
สองคนจึงยินดีช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยเฉพาะศาสตราจารย์โค
เฮ็น
อะซิกพยักหน้าตาม
“ยังใช้ที่อยู่เดิมใช่ไหม?”
“ตอนนี้ก็ใช่ครับ แต่ผมมีแผนกำลังจะย้ายบ้าน เมื่อเวลา
นั้นมาถึง ไว้เขียนจดหมายแจ้งที่อยู่ใหม่ส่งไปให้ทั้งสองท่าน
ครับ”
ไคลน์ตอบอย่างนอบน้อม
โคเฮ็นขยับไม้ค้ำสีดำในมือซ้ายพลางกล่าว
“นั่นสินะ ถึงเวลาต้องย้ายไปอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ที่
ดีกว่าเดิมแล้ว”
ขณะเดียวกัน ไคลน์ชำเลืองอ่านข้อความบนหนังสือพิมพ์
ที่อะซิกกำลังถือ
“อาจารย์ มิสเตอร์อะซิก หนังสือพิมพ์กล่าวถึงการตาย
ของเวิร์ชและนาย่าไว้ว่าอย่างไรครับ? ตำรวจเคยมาสอบปากคำ
ผมแล้วก็จริง แต่พวกเขาไม่ได้เล่ารายละเอียดมากนัก”
ขณะอะซิกกำลังจะอธิบาย โคเฮ็นรีบหยิบนาฬิกาพกโซ่ทอง
ที่ห้อยติดกับเสื้อทักซิโด้ดำออกมาสำรวจเวลา
กริ๊ก! ฝาถูกเปิดออก ไม้ค้ำในมือซ้ายขยับตามเป็นจังหวะ
เดียวกัน
“การประชุมวิชาการใกล้เริ่มแล้ว อะซิก พวกเราไม่ควร
เสียเวลานานกว่านี้ ส่งหนังสือพิมพ์ให้โมเร็ตติซะ”
“ครับ”
อะซิกยื่นหนังสือพิมพ์กระดาษให้ไคลน์
“พวกเราต้องไปแล้ว อย่าลืมเขียนจดหมายระบุที่อยู่ใหม่
ของคุณมาด้วย ส่วนที่อยู่ของพวกเรายังคงเหมือนเดิม…
แผนกประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยโฮอี้ ฮะฮะ!”
อะซิกหัวเราะเสียงค่อยก่อนจะเดินออกจากห้องไปพร้อมโค
เฮ็น
ไคลน์ถอดหมวกคำนับครู่หนึ่งจนกระทั่งสองบุรุษลับตา
จากนั้นก็หันมากล่าวคำอำลากับเจ้าของห้องทำงาน-ฮาวิน·
สโตน ก่อนจะเดินออกจากอาคารหินสามชั้นสีเทาอมเขียว
ขณะหันหลังให้แสงแดด ไคลน์ยกมือซ้ายที่ถือไม้ค้ำขึ้นมา
ช่วยกางกระดาษหนังสือพิมพ์ หน้าแรกมีข้อความเขียนไว้ตัว
ใหญ่ว่า
หนังสือพิมพ์ทิงเก็นฉบับเช้า
ทิงเก็นเป็นเมืองที่มีหนังสือพิมพ์และวารสารมากมาย… มี
ทั้งฉบับเช้า ฉบับเย็น หนังสือพิมพ์ซื่อตรง หนังสือพิมพ์
รายวันเบ็คลันด์ ทัสซอคไทม์ วารสารครอบครัว และเอกสาร
จำพวกบทวิเคราะห์ แสดงความเห็นในประเด็นต่างๆ
อย่างต่ำก็เจ็ดถึงแปดฉบับเท่าที่ไคลน์นึกออก แน่นอนว่า
หลายฉบับไม่ใช่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น แต่ถูกแจกจ่ายผ่านรถจักร
ไอน้ำไปทั่วราชอาณาจักร
ปัจจุบัน เทคโนโลยีกระดาษและการพิมพ์พัฒนาขึ้นมาก
ส่งผลให้หนังสือพิมพ์มีราคาเพียงหนึ่งเพนนีเท่านั้น ทุกบ้าน
สามารถเข้าถึงได้ไม่เว้นแต่แค่ครอบครัวที่ฐานะค่อนข้างยากจน
ไคลน์ไม่มัวอ่านให้เสียเวลา มันรีบพลิกหาหัวข้อ ‘กลุ่มโจร
ติดอาวุธบุกปล้นบ้านอุกอาจ’ ทันที่
“…จากรายงานของกรมตำรวจ สถานที่เกิดเหตุซึ่งเป็น
บ้านของมิสเตอร์เวิร์ชค่อนข้างสยดสยอง เงินทองและเครื่อง
เพชรหายไปอย่างไร้ร่องรอย รวมถึงสิ่งของมีค่าที่ใกล้มือและ
หยิบจับได้ง่าย ไม่มีแม้แต่เพนนีเดียวที่เหลือทิ้งไว้”
“เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่า ฝั่ายที่ก่อเหตุต้องเป็นกลุ่มหัว
รุนแรงอำมหิต พวกมันเลือกฆ่าผู้บริสุทธิ์อย่างมิสเตอร์เวิร์ชและ
มิสนาย่าโดยปราศจากความปรานี”
“นับเป็นการท้าทายกฎหมายอันศักดิ์สิทธิ์ของ
อาณาจักรโลเอ็นที่อุกอาจมาก! ระบบความปลอดภัยสาธารณะ
กำลังถูกกระตุกหนวดเสือ! ไม่มีใครต้องการเผชิญชะตากรรม
เดียวกับพวกเขา!”
“แต่โชคดีที่ยังเหลือข่าวดีให้ได้ยินอยู่บ้าง ทางกรมตำรวจ
แจ้งว่าสามารถระบุเบาะแสที่พักของหัวโจกคนร้ายได้แล้ว หาก
มีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบต่อไป”
“จอห์น·บราวนิ่ง รายงาน”
ความจริงถูกปกปิดไว้โดยสมบูรณ์…
ขณะเดินไปบนถนนอย่างไม่เร่งรีบ ไคลน์ผงกศีรษะด้วย
จังหวะหนักแน่น
ถัดมาเป็นการไล่อ่านหัวข้อข่าวสำคัญที่เหลือ แต่ทันใดนั้น
เส้นขนบริเวณต้นคอพลันลุกตั้งชูชัน คลับคล้ายถูกเข็มเรียวเล็ก
จิ้มแทงอย่างนุ่มนวล เป็นความรู้สึกยุบยิบที่จับต้องได้
มีใครบางคนกำลังจ้องเรา?
จับตามอง? หรือเฝั้าสังเกต?
ไคลน์ผุดความคิดมากมายในหัวขณะความรู้สึกถูกจ้องมอง
ยังคงเด่นชัด
สมัยยังอยู่โลกเก่า ไคลน์เคยรู้สึกถูกดวงตาที่มองไม่เห็นจับ
จ้องบ่อยครั้งก็จริง แต่ก็ไม่มีครั้งใดที่ชัดเจนและจับต้องได้
เท่ากับวินาทีนี้!
ไม่ว่าจากความทรงจำของตัวมันหรือของไคลน์คนก่อน
การที่ประสาทสัมผัสของเราเฉียบคมขึ้น เป็นผลมาจาก
เดินทางข้ามโลกหรือพิธีกรรมเปลี่ยนดวงชะตากันแน่?
ไคลน์คิดแผนสำหรับค้นหาตัวอีกฝั่ายโดยใช้ความรู้จาก
นิยายและทีวีบนโลกเก่า มันหยุดเดินและลดหนังสือพิมพ์ในมือ
ลง ก่อนจะแสร้งกวาดสายตามองไปรอบริมแม่น้ำโฮอี้ประหนึ่ง
นักท่องเที่ยวหยุดพักชมวิว
ถัดมาเป็นการแสร้งสำรวจวิวทิวทัศน์รอบตัวอย่างเชื่องช้า
และดื่มด่ำไปกับมัน ศีรษะและแววตาบรรจงหันมองเก็บ
รายละเอียด เมื่อวนครบหนึ่งรอบเต็ม ภาพทั้งหมดถูกบันทึกใน
หัวสมองโดยไม่ขาดตกบกพร่อง
นอกเหนือจากต้นไม้ ทุ่งหญ้าเขียวขจี และนักศึกษาที่เดิน
ผ่านไปมาแล้ว ไม่มีบุคคลน่าสงสัยอยู่ในระยะการมองเห็นแม้แต่
คนเดียว!
แต่ความรู้สึกของการถูกจ้องมองยังคงเด่นชัดไม่แปรเปลี่ยน
นี่มัน… หัวใจไคลน์เริ่มเต้นระรัว เลือดลมสูบฉีดไปทั่วร่าง
อย่างเดือดพล่าน
หนังสือพิมพ์ถูกพับขึ้นมาปกปิดใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่งเพื่อมิให้
ใครเห็นสีหน้าอันตื่นตระหนก
ไม้ค้ำในมือถูกกำแน่น สมาธิจดจ่ออยู่กับการใช้มือขวาชัก
ปืนออกจากซองรักแร้ซ้าย
หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว… ไคลน์ย่องเดินไปด้านหน้าที
ละนิด ไม่ผิดแน่ อีกฝั่ายยังคงจับตามองอยู่ แต่ปราศจาก
สัญญาณการลงมือทำร้าย
มันเดินผ่านถนนหน้ามหาวิทยาลัยด้วยจังหวะการเดินที่ไม่
ค่อยจะไหลลื่นนัก จนกระทั่งมาถึงสถานีรถม้าสาธารณะในที่สุด
ค่อนข้างบังเอิญที่รถม้าผ่านมาทันทีโดยไม่ต้องรอนาน
“กางเขน… ซุตแล… ไม่สิ เอาเป็นถนนแชมเปญก็แล้ว
กัน”
ไคลน์ตอบกลับโลเลตะกุกตะกัก
มันคิดจะตรงกลับบ้านในตอนแรก แต่นึกได้ว่าอาจทำให้อีก
ฝั่ายทราบที่อยู่ จึงเกิดเปลี่ยนใจจะไปลงถนนซุตแลนกลางคัน
เพื่อแวะสำนักงานเหยี่ยวราตรีและรายงานเหตุการณ์กับ
ดันน์·สมิท
ทว่าไคลน์เกิดเปลี่ยนใจอีกครั้ง การไปหาเหยี่ยวราตรี
โดยตรงอาจทำให้บุคคลที่จับตามองไหวตัวทันและทราบถึง
ความลับของบริษัทรักษาความปลอดภัยหนามทมิฬ
ด้วยเหตุนี้ ไคลน์จึงต้องมุ่งหน้าไปทางอื่น
“หกเพนนี”
เจ้าหน้าที่เก็บเงินแจกแจงราคาตามหน้าที่
ไคลน์ไม่ได้พกธนบัตรปอนด์ติดตัวมาเลย มีเพียงแบงก์หนึ่ง
ซูลสองใบกับเหรียญเพนนีอีกจำนวนมาก
มันจ่ายค่ารถม้าด้วยหกเหรียญก่อนจะดึงตัวเองเข้าไปใน
ห้องโดยสาร
หลังจากนั่งลงและประตูห้องโดยสารถูกปิดมิดชิด
ความรู้สึกถูกจับตามองพลันหายไปเป็นปลิดทิ้ง!
ไคลน์สูดลมหายใจเข้าลึก แข้งขากำลังสั่นระริกอย่าง
หวาดกลัว
เราควรทำอย่างไรดี?
ต้องไปไหนต่อ?
ไคลน์มองออกไปนอกหน้าต่างพร้อมกับเค้นสมองนึกหา
วิธีการเอาตัวรอด
จนกว่าจะทราบเจตนาของผู้จับตามอง มันต้องสมมติให้อีก
ฝั่ายมีเจตนาร้ายไว้ก่อน
ความคิดและไอเดียมากมายผุดขึ้นในหัว แต่เกือบทั้งหมด
ต้องโยนทิ้งเพราะเสี่ยงอันตรายหรือเพ้อฝันเกินไป
ข้อสรุปปรากฏหลังจากผ่านไปหลายนาที่
ต้องแจ้งให้เหยี่ยวราตรีทราบเสียก่อน นี่คือทางเดียวที่จะ
หลุดพ้นจากอันตรายได้เด็ดขาด
แต่ครั้นจะตรงไปสำนักงานเลยก็ไม่ใช่เรื่อง บางทีอีกฝั่าย
อาจเล็งสิ่งนี้ไว้ตั้งแต่แรก…
เมื่อชั่งน้ำหนักหาข้อดีข้อเสียและค่อยๆ ตัดตัวเลือกทิ้ง ใน
ที่สุดสมองไคลน์ก็ได้คำตอบชัดเจน
ซู้ด-
มันสูดลมหายใจให้ฉ่ำปอดเพื่อเรียกความสุขุมกลับคืนมา
วิวทิวทัศน์ด้านนอกรถม้ากำลังแล่นฉิวอย่างรวดเร็ว
ไคลน์ถึงที่หมายซึ่งเป็นถนนแชมเปญโดยปลอดภัย มันเปิด
ประตูและก้าวลงรถพร้อมกับไม้ค้ำ ทันใดนั้น ความรู้สึกของการ
ถูกจ้องมองหวนกลับมาอีกระลอก
มันแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น มือซ้ายถือไม้ค้ำ มือขวาถือ
หนังสือพิมพ์ สองเท้าก้าวเดินจากถนนแชมเปญไปทางเส้นตัด
กับถนนซุตแลน
แต่เมื่อถึงทางแยก มันไม่เลี้ยวเข้าซุตแลน แต่เลือกเดินเข้า
ไปในถนนพระจันทร์แดงที่อยู่ข้างกัน ผ่านไปเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึง
ลานกว้างและมหาวิหารขนาดใหญ่ซึ่งมียอดแหลม
มหาวิหารพระแม่เซเลน่า-สำนักงานใหญ่ของโบสถ์เทพธิดา
รัตติกาลสาขาเมืองทิงเก็น
ในฐานะสาวกอย่างไคลน์ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่มันจะเข้าร่วม
พิธีสวดภาวนาในวันว่าง
การตกแต่งภายนอกคล้ายคลึงกับโลกเก่ามาก เป็นอาคาร
ทรงโกธิกเก่าแก่ กึ่งกลางเป็นหอนาฬิกาสูงสีดำหรูหราอลังการ
ฝังซ้ายขวาหอนาฬิกาประดับประดาด้วยกระจกตารางหมาก
ฮอสสีน้ำเงินสลับแดง
ไคลน์รีบเดินเข้าวิหารและตรงไปยังห้องสวดภาวนาทันที่
ระหว่างทางได้เชยชมทัศนียภาพอันงดงามสองข้างฝัง บาน
หน้าต่างสูงตกแต่งด้วยกระจกสีแดงสับน้ำเงิน ปล่อยให้แสงแดด
ลอดผ่านเข้ามามอบความสว่าง
กระจกสีน้ำเงินเป็นน้ำเงินเข้มจนเกือบดำ ส่วนกระจกแดงก็
แดงเหมือนพระจันทร์แดงในยามค่ำคืน ผสมผสานจน
บรรยากาศภายในวิหารค่อนข้างลึกลับและเงียบสงบ
ความรู้สึกถูกจับตามองหายไป ไคลน์แสร้งทำหน้านิ่งพลาง
เดินตรงไปยังประตูห้องสวดภาวนาที่บุคคลภายนอกเข้าออกได้
ตลอดเวลา
ภายในห้องไม่มีกระจกสูงเหมือนด้านนอก บรรยากาศอึมค
รึมและมืดกว่าเล็กน้อย
แต่ห้องก็มิได้มืดสนิท ณ ผนังด้านบนเหนือแท่นบูชาทรงโค้ง
ที่ตั้งในจุดลึกสุด ตรงข้ามกับประตูทางเข้าพอดิบพอดี บริเวณ
ดังกล่าวมีรูโหว่ขนาดกำปันมนุษย์ราวยี่สิบจุด ปล่อยให้แสงแดด
เล็ดลอดเข้ามามอบความสว่างกับผู้คนภายในห้องสวดภาวนา
เจตนาก็เพื่อให้มองเห็นดวงดาวอันศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์ผุด
ผ่องส่องระยิบระดับยามค่ำคืน เหตุผลก็ไม่ซับซ้อน สถานที่แห่ง
นี้เคารพบูชาเทพธิดารัตติกาลซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งกลางคืน
แม้แต่คนอย่างไคลน์ก็ไม่คิดลบหลู่ดูหมิ่นเทพ มันตัดสินใจ
ก้มศีรษะลงเล็กน้อยอย่างนอบน้อม
ขณะบิชอปเทศนาธรรมด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุน ไคลน์เดินหา
ที่นั่งอย่างเงียบงันไปบนทางเดินกลางห้องที่แบ่งม้านั่งไม้
ออกเป็นสองฝังซ้ายขวาอย่างเท่าเทียม ก่อนจะตัดสินใจนั่งลง
บนเก้าอี้ยาวในจุดใกล้กับทางเดิน
ไม้ค้ำในมือซ้ายถูกบรรจงวางพิงพนักด้านหน้า ไคลน์ถอด
หมวกออกวางไว้บนตักพร้อมกับหนังสือพิมพ์ ก่อนจะโน้มตัวไป
ด้านหน้าเล็กน้อย ศีรษะก้มลงและประสานมือซ้ายขวาเข้าหา
กัน
ทุกการกระทำเป็นไปอย่างไม่เร่งร้อน ท่าทีคล้ายคลึงกับผู้ที่
ตั้งใจมาสวดภาวนา
เมื่อมีทางเลือกไม่มากนัก ไคลน์หลับตาลงดำดิ่งเข้าสู่ความ
มืดมิด หูเงี่ยฟังเสียงเทศนาจากบิชอปด้านหน้า
“ผู้ที่ขาดแคลนอาหารและเครื่องนุ่งห่ม ผู้ที่ปราศจากสิ่ง
ห่อหุ้มร่างกายในยามหนาวเหน็บ”
“ผู้ที่ชุ่มฉ่ำเปียกปอนด้วยฝีมือของสายฝน ผู้ที่ต้องนอน
แอบอิงหินก้อนใหญ่เพราะปราศจากที่อยู่อาศัย”
“เด็กกำพร้าที่ถูกช่วงชิงตัวจากอ้อมอกมารดา พวกเขา
ทุกคนล้วนปราศจากความหวังในการดำรงชีวิต พวกเขาต้อง
เผชิญวิบากกรรมเพราะความยากจนที่ตนเลือกเกิดไม่ได้”
“แต่รัตติกาลมิเคยทอดทิ้งคนเหล่านี้ ในทางกลับกัน
รัตติกาลจะโอบอุ้มพวกเขาด้วยความรักความอาทร”
…
บทสวดเทศนาดังกังวานในหัวไคลน์ ภาพการของเห็นของ
มันยังดำมืดขณะหลับตา แต่จิตใจกลับผ่อนคลายและถูกชำระ
ล้างอย่างน่าประหลาด
ไคลน์อดทนอย่างใจเย็นจนกระทั่งบิชอปเทศนาจบและ
ดำเนินขั้นตอนสุดท้ายของพิธี
หลังจากนั้น บิชอปเปิดประตูห้องสารภาพบาปที่อยู่ไม่ห่าง
นักและเข้าไปนั่งด้านใน ชายหญิงภายในห้องสวดทุกคนพลันลุก
ขึ้นยืนและต่อแถวเพื่อรอเข้าห้องสารภาพบาป
ไคลน์ลืมตา มันสวมหมวกกลับคืนและลุกขึ้นต่อแถวโดย
แทรกตัวปะปนกับคนอื่น
ใช้เวลาราวยี่สิบนาทีกว่าจะถึงคิว
เมื่อเดินเข้าไปในห้องสารภาพบาป ไคลน์หันกลับไปปิด
ประตูที่อยู่ด้านหลัง ภาพการมองเห็นพลันมืดสนิท
“บุตรต้องการกล่าวสิ่งใดอย่างนั้นหรือ?”
เสียงบิชอปดังจากอีกฟากฝังของผนังกั้นที่ทำจากไม้
ไคลน์นำตราตำรวจ ‘หน่วยปฏิบัติการพิเศษที่เจ็ด’
ออกมาจากกระเปั๋า มันรีบยื่นผ่านทางช่องว่าง
“มีใครบางคนกำลังสะกดรอยตาม ผมต้องการพบ
ดันน์·สมิทโดยเร็ว”
ราวกับภาวะอารมณ์ถูกความมืดมิดภายในห้องแคบเข้า
ครอบงำ เสียงของไคลน์นุ่มนวลกว่าปรกติแม้กำลังตื่นเต้น
บิชอปนำตราตำรวจไปตรวจสอบด้วยความเงียบงันหลาย
วินาที่ ก่อนจะเปล่งเสียงกล่าว
“หันหน้าเข้าหาห้องสารภาพบาปและหมุนตัวไปทางขวา
เดินตรงไปจนสุดแล้วจะพบกับประตูลับ เข้าไปในประตู บุคคล
ที่รออยู่ด้านในจะนำทางจนถึงที่หมายเอง”
เมื่อกล่าวจบ บิชอปทำการดึงเชือกภายในห้องเพื่อส่ง
สัญญาณบอกนักบวชบางคนให้เตรียมความพร้อมหลังจากได้
ยินเสียงระฆัง
ไคลน์รับตราตำรวจกลับมาพร้อมกับถอดหมวกเลื่อนไว้
บริเวณอก มันก้มคำนับอย่างนอบน้อมก่อนจะเปิดประตูออก
จากห้องสารภาพบาป
เมื่อมั่นใจว่าปราศจากความรู้สึกถูกจับตามอง ไคลน์สวม
หมวกกลับที่เก่า มันหันหน้าเข้าหาห้องสารภาพบาปครู่หนึ่ง
ก่อนจะหมุนตัวไปทางขวาโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า เดินตรงไปเรื่อยๆ
จนใกล้กับแท่นบูชาทรงโค้ง
ประตูลับอยู่ไม่ห่างจากแท่นมากนัก มันเปิดออกอย่างเงียบ
งันและรีบแทรกตัวเข้าไปในช่องว่างโดยระวังไม่ให้ใครเห็น
เมื่อประตูปิดลงไร้เสียง ไคลน์ได้พบกับนักบวชวัยกลางคน
ในชุดคลุมสีดำ ภายในห้องมีแสงสว่างเล็กน้อยจากโคมไฟแก๊ส
“ให้ช่วยอะไร?”
นักบวชถามสั้นห้วน
ไคลน์แสดงตราตำรวจพร้อมกับเล่าในสิ่งที่เคยอธิบายบิชอป
เมื่อครู่
นักบวชวัยกลางคนไม่กล่าวสิ่งใดต่อ มันหันหลังกลับและ
เดินนำทางอย่างเงียบงัน
ไคลน์พยักหน้าก่อนจะขยับปีกหมวกให้เข้าที่เข้าทาง
จากนั้นก็รีบเดินตามนักบวชไปไม่ห่าง
โรแซนเคยกล่าวไว้ว่า ณ ทางเดินสี่แยกที่ตรงไปยังประตูยา
นิส หากเลี้ยวซ้ายจะสามารถใช้ไปโผล่ที่วิหารพระแม่เซเลน่าได้