ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 263 แรงบันดาลใจและการทดลอง
ภายใต้แสงจันทร์แดงสลัว ไคลน์เลิกผ้าห่มขึ้นและพยุงตัวนั่ง
สำหรับนักทำนาย คุณสมบัติพื้นฐานคือการไม่ละเลยความ
ฝัน โดยเฉพาะฝันเมื่อครู่ มันไม่มีทางเป็นฝันร้ายปรกติแน่นอน
ไคลน์ในชุดเบาสบายสำหรับนอน เดินไปหยุดยืนหน้า
กระจกเงาเต็มบานและซักถามด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“ผมฝันถึงประตูอาบเลือดภายในห้องวิญญาณ
มาร…”
ใบหน้าของมิสบอดี้การ์ดปรากฏบนผิวกระจก เธอตอบกลับ
ด้วยเสียงเรียบไร้อารมณ์
“เป็นอิทธิพลจากออร่าวิญญาณมาร”
“อาการจะดีขึ้นถ้าออร่าดังกล่าวถูกขจัดออกไปอย่าง
สมบูรณ์”
แบบนี้นี่เอง…ไคลน์พยักหน้ารับและเดินไปยืนข้างเตียง
มันโน้มตัวหยิบนาฬิกาพกสีทองออกมาเปิดฝา
เมื่อเห็นว่ายังเช้า ชายหนุ่มทิ้งตัวนอนบนเตียงเพื่อหลับยาว
และคราวนี้ ความฝันแบบเดิมก็ไม่ปรากฏขึ้นมาอีกเลย
…
เช้าวันถัดมา วันอาทิตย์ ไคลน์รู้สึกกระปรี้กระเปร่าเป็น
พิเศษ มันลงมือทำไข่ลวกกินกับขนมปังทาเนยเป็นอาหารเช้า
ภายในอาณาจักรโลเอ็น รวมถึงอาณาจักรใหญ่แห่งอื่นบน
ทวีปตะวันออก สุภาพบุรุษต้องอ่านหนังสือพิมพ์ขณะ
รับประทานอาหารมื้อเช้า ไคลน์ก็ไม่มีข้อยกเว้น มันเริ่มกาง
หนังสือพิมพ์ในรายการสมัครสมาชิกของตน ประกอบด้วยทัส
ซอค เบ็คลันด์โพส และเบ็คลันด์เดลี
“ร่างกฎหมายสอบข้าราชการพลเรือนได้ผ่านสภาขุนนาง
แล้ว การสอบรอบแรกจะถูกจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนสิบสอง การ
สอบรอบสองจะถูกจัดในช่วงปลายเดือนหนึ่ง หลังจากนั้นสอง
สัปดาห์จะเป็นการสอบสัมภาษณ์รอบสุดท้าย…ภายในสัปดาห์
หน้า รัฐบาลจะประกาศตำแหน่งงานและความสามารถขั้นต่ำ
จากนั้นก็จะทยอยเปิดรับสมัคร…ผู้รายงานข่าวเชื่อว่า
ตำแหน่งงานส่วนใหญ่จะสังกัดภายในกรุงเบ็คลันด์…”
ไคลน์จินตนาการภาพคนเก่งจากทุกสาขาอาชีพเริ่มหลั่งไหลมา
รวมตัวในเบ็คลันด์ มันยกแก้วชาดำซิบปขึ้นมาจิบด้วยสีหน้า
ผ่อนคลาย
ไคลน์อดคิดถึงเบ็นสันไม่ได้ สมองกำลังส่งเสียงคุยกับตัวเอง
“ร่างกฎหมายถูกผลักดันเสร็จในช่วงปลายเดือนเก้า
ประกาศตำแหน่งงานต้นเดือนสิบ รับสมัครเสร็จสิ้นช่วงต้นเดือน
สิบเอ็ด และเริ่มสอบรอบแรกช่วงต้นเดือนสิบสอง…ระยะเวลา
กระชั้นชิดมาก แต่ก็สมเหตุสมผลเช่นกัน แสดงให้เห็นว่ากษัตริย์
และนายกรัฐมนตรีเร่งผลักดันกฎหมายมากเพียงใด”
“แบบนี้ก็เข้าทางเบ็นสันเขามีเวลาเตรียมตัวก่อนคนอื่นราว
สองเดือน ถึงจะไม่ฉลาดหลักแหลมเท่าหัวกะทิจาก
มหาวิทยาลัย แต่ก็คงเอาชนะผู้เข้าแข่งในตำแหน่งงานตัวเองได้
ไม่ยาก เพราะระดับหัวกะทิคงไม่เล็งตำแหน่งเดียวกับเบ็นสันอยู่
แล้ว”
“เขาต้องไม่เป็นไรแน่…”
ไคลน์เตรียมทำมือสี่จุดบนอก สัญลักษณ์ของจันทร์แดง
พร้อมกับพูดว่า ‘ท่านเทพธิดาได้โปรดอวยพรเขาด้วย’ แต่
เมื่อตระหนักว่าคนคุ้มกันสาวสวยอยู่ใกล้ตัว มันจำเป็นต้องระงับ
อารมณ์โดยเร็ว เพราะเคยบอกกับทุกคนไว้ว่าตนนับถือศาสนา
เทพจักรกลไอน้ำ
หลังจากกัดขนมปังคำสุดท้าย มันก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์
ต่อ
“ทั้งสภาขุนนางและสภาสามัญยอมผ่านร่างกฎหมาย
คณะกรรมมลพิษในอากาศแห่งชาติแล้ว รัฐบาลจึงมีอำนาจ
ก่อตั้งหน่วยงานดังกล่าวทันที…หนึ่งเดือนถัดไปจะเป็น
ช่วงเวลาแสนสำคัญ สมาชิกพรรคการเมืองจะวิ่งเต้นสุด
ความสามารถ เพื่อส่งคนเข้าไปเป็นคณะกรรมการให้มากกว่า
อีกฝั่าย…”
“… สภาพขุนนางอนุมัติให้จัดตั้งหน่วยตรวจสอบอิสระ
ของโรงงานแอลคาไลน์แล้ว เปั้าหมายคือการลดระดับมลพิษใน
โรงงานแอลคาไลน์ทั่วอาณาจักรให้น้อยลง”
“… โฆษณาหน้าห้าไม่มีประกาศรับซื้อสินค้าจาก
บริษัทเอินส์ หมายความว่าพรุ่งนี้ตอนเย็นไม่มีการชุมนุมของ
เนตรแห่งปัญญา”
…
เมืองทิงเก็น บ้านเลขที่ 2 ถนนดารารัตน์
เบ็นสันอ่านเนื้อข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ซ้ำไปซ้ำมา หลงลืม
การมีอยู่ของขนมปังบนจานตัวเองโดยสิ้นเชิง
“ร่างกฎหมายการสอบข้าราชการพลเรือนผ่านแล้วหรือ
ไง?” เมลิสซ่าในชุดเดรสดำยาว หันมองพี่ชายด้านข้างผู้กำลังทำ
ตัวแปลกประหลาดไปจากทุกที่
ตลอดหลายวันผ่านมา หนังสือพิมพ์เล่นข่าวเกี่ยวกับร่าง
กฎหมายบ่อยครั้งจนผิดวิสัย โดยเฉพาะการสอบข้าราชการพล
เรือน ดังนั้น หากร่างกฎหมายจะผ่านภายในวันสองวันก็คงไม่ใช่
เรื่องแปลก
เบ็นสันตัดสินใจวางหนังสือพิมพ์ลง จัดแต่งเส้นผมสีดำขลับ
อย่างประณีต ก่อนจะถอนหายใจยาวด้วยสีหน้าผ่อนคลาย
“ใช่”
ในวินาทีนี้ สองพี่น้องต่างไม่กล่าวสิ่งใดออกมาเป็นเวลานาน
บรรยากาศภายในบ้านพลันเงียบสงัด เสียงมีดส้อมจากภาชนะ
รับประทานอาหารแทบไม่ดังให้ได้ยิน
แต่สถานการณ์กระอักกระอ่วนถูกทำลายลงโดยสาวใช้เบล
ล่าผู้เดินออกจากห้องครัว เบ็นสันฉีกยิ้มกว้างพลางกล่าวกับ
น้องสาว
“ใครบางคนได้ทำนายเรื่องนี้เอาไว้อย่างแม่นยำ กะแล้ว
เชียว สำหรับโลกยุคปัจจุบัน ข้อมูลข่าวสารสำคัญเหนือสิ่งอื่น
ใด”
“อื้อ” เมลิสซ่าตอบกลับด้วยสีหน้าแววตาเย็นชา
เหมือนทุกครั้ง
เบ็นสันกัดขนมปัง มันกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ในข่าวบอกว่า โรงเรียนโพลีเทคนิคเบ็คลันด์จะปฏิรูป
ใหม่ให้กลายเป็นมหาวิทยาลัย”
“เริ่มรับนักศึกษาอย่างเป็นทางการภายในปีหน้า ไม่มีการ
สอบทางวิชาการ ไวยากรณ์ และวรรณกรรมโบราณ มีเพียงการ
สอบวัดความรู้ทางวิศวกรรมอย่างเข้มข้น เหมาะสำหรับให้
นักเรียนจากกลุ่มโรงเรียนเทคนิคทั่วอาณาจักรเข้าศึกษาต่อ”
“เมลิสซ่า เธอควรลองสอบดู”
“แต่ว่า…” เมลิสซ่ารีบปฏิเสธตามนิสัย
เบ็นสันขัดจังหวะ ก่อนจะพูดแทรกพร้อมกับรอยยิ้ม
“ค่าเรียนถูกกว่ากันครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยทิง
เก็น เพิร์ธ โฮอี้ เบ็คลันด์ หรือมหาวิทยาลัยรัฐแห่งอื่น มีศักดิ์ศรี
เทียบเท่ามหาวิทยาลัยอุตสาหกรรมคอนสแตนแห่งแคว้นเลียบ
ทะเล แถมยังมีโอกาสทางการต่อยอดได้มากกว่า เมลิสซ่า เธอ
ชอบสาขาวิศวกรรมไม่ใช่หรือ? เครื่องกล ไอน้ำ หรืออะไร
ทำนองนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับการพัฒนาความรู้เพิ่มจาก
ของเดิม”
“ลองดูสักครั้งไหม? ไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน จริงอยู่ พวก
เราสามารถอาศัยเงิน ‘ก้อนนั้น’ ไปจนตายได้โดยไม่ต้อง
ทำงาน แต่ในเมื่อยังอายุไม่มาก เราสามารถไขว่คว้าอนาคตด้วย
มือตัวเองได้ กำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้ เธอก็เห็นไม่ใช่หรือ
เทียบกับหลายเดือนก่อน ทักษะด้านวิชาการของฉันพัฒนาขึ้น
จากเดิมมาก”
“แล้วก็…ถ้าได้ลงเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัว บางที
อะไรๆ อาจจะดีขึ้น”
“ฉันรู้ว่าเธอไม่อยากทิ้งทิงเก็น ไม่อยากทิ้งบ้านหลังนี้
เอ่อ พวกเราจะกลับมาอีกครั้งแน่นอน แต่ไม่ใช่ตอนยังไม่แก่”
เมลิสซ่ากวาดสายตามองสิ่งของบนโต๊ะรับประทานอาหาร
ปากพะงาบหุบอ้าหลายครั้งก่อนตัดสินใจเปล่งเสียง
“แต่เบลล่า…”
หลังจากไคลน์เสียชีวิต เธอไม่ต้องการสาวใช้ประจำ
ครอบครัวอีก แต่เมื่อคิดว่าเบลล่าอาจต้องตกงาน ชีวิตของเด็ก
คนนั้นอาจย่ำแย่และไม่มีใครให้พึ่งพา เมลิสซ่าจึงละทิ้งความคิด
ดังกล่าว เธอไม่นึกเสียดายเงินค่าจ้างของเบลล่าสัปดาห์ละ ห้า
ซูล เนื่องจากตระกูลโมเร็ตติมีรายรับประจำปีไม่ต่ำกว่า สาม
ร้อยปอนด์
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เบ็นสันส่ายศีรษะพลางยิ้ม
“ยังเหลือเวลาอีกหลายเดือน นานพอให้เบลล่ามองหา
งานใหม่ ก่อนจะถึงเวลานั้น พวกเรายังคงมอบค่าจ้างและ
ห้องนอนให้เธอเหมือนเดิม เหนือสิ่งอื่นใด ทักษะทำอาหารของ
เบลล่าพัฒนาขึ้นมากแล้ว มีโอกาสสมัครเป็นแม่ครัวในบ้านใคร
สักคน แต่น่าเสียดาย…ช่างมันเถอะ อย่าลืมสิ เรื่องย้ายบ้าน
จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ เธอสอบติดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งเบ็ค
ลันด์”
เบ็นสันต้องการจะพูดว่า ‘แต่น่าเสียดาย คงจะดีไม่น้อยถ้า
เบลล่ามีเวลาฝึกฝีมือทำครัวนานกว่านี้’ อย่างไรก็ตาม เมื่อได้
เห็นสีหน้าเจ็บปวดของน้องสาว มันรีบเปลี่ยนเรื่องอย่างไม่มี
ทางเลือก
โดยไม่รอให้เมลิสซ่ากล่าวสิ่งใด เบ็นสันใช้ฝั่ามือลูบไล้เส้น
ผมพลางอมยิ้ม
“พรุ่งนี้ฉันจะลาออกจากงานประจำ อุทิศเวลาทั้งหมด
ให้กับการสอบ หนังสือพิมพ์ระบุว่าตำแหน่งงานส่วนใหญ่
สังกัดเบ็คลันด์ นั่นคือเปั้าหมายของฉัน พวกเราจะย้ายไปอยู่
ด้วยกันในเมืองหลวง”
เมลิสซ่าเงียบงันสามวินาที่ ตามด้วยการพยักหน้ารับเชิงเห็น
ด้วย
ถัดมา เธอวางมีดส้อมลง หยิบผ้าเช็ดปากขึ้นมาซับคราบ
และกล่าวกับเบ็นสัน
“ขอตัวไปอาบน้ำ”
“อื้อ” เบ็นสันนั่งมองแผ่นหลังน้องสาวเดินออกจาก
ห้องรับประทานอาหาร ทันใดนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าพี่ชายคนโต
พลันเลือนหาย
มันหยิบนาฬิกาพกสีเงินลายใบองุ่นออกมาจ้องมองเป็น
เวลานาน ตามด้วยการถอนหายใจยาวด้วยดวงตาอันพร่ามัว
…
ตลอดวันอาทิตย์ทั้งวัน ไคลน์ตระเวนไปยังหอสมุด
สาธารณะในเขตเชอร์วู้ดทั้งหมด เพื่อค้นคว้าเกี่ยวกับชีวประวัติ
ของตระกูลไวเคาต์พาวน์ ทว่า ตระกูลพาวน์กลับไม่มีหนังสือ
ชีวประวัติส่วนตัวแม้แต่เล่มเดียว รวมถึงไม่มีนักประวัติศาสตร์
คนใดสนใจรวบรวมข้อมูลให้เป็นกิจจะลักษณะ
ข้อมูลทั้งหมดกระจัดกระจายตามเอกสารประวัติศาสตร์เล่ม
โน้นทีเล่มนี้ที่ และเมื่อโลกยุคปัจจุบันไม่มีระบบ ‘ค้นหา’
แบบดิจิทัลคอยอำนวยความสะดวกไคลน์ แค่คิดว่าต้อง
เผชิญหน้ากับหนังสือกองยักษ์ สมองของมันพลันเจ็บแปลบ
กะทันหัน
ผ่านไปหกชั่วโมง อ่านหนังสือไปหลายเล่ม แต่กลับไม่พบ
ข้อมูลสำคัญใดเลย
“หากไม่หาผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ขุนนางโดยตรง
มาช่วยเรื่องนี้ ก็ต้องติดสินบนพนักงานตำรวจในกรม ให้พวกมัน
ช่วยหาบ้านหลังปัจจุบันของบาโรเน็ตพาวน์แทน อีกฝั่ายมียศ
เป็นขุนนาง กรมตำรวจคงมีบันทึกบ้านพักเก็บไว้บ้าง จำนวนขุน
นางไม่ได้มีมากขนาดนั้นสักหน่อย” หลังจากไคลน์กลับถึง
บ้าน 15 ถนนมินส์ มันเดินไปหยุดยืนหน้ากระจกเงาเต็มบาน
จากนั้นก็ส่งเสียงพูดกับอากาศ”
ผิวกระจกเผยภาพมิสบอดี้การ์ดในเดรสโกธิกสีดำและหมวก
ใบเล็กเข้าชุดบนหัว
เธอพยักหน้ารับเล็กน้อย เชิงเห็นด้วยกับแนวคิดไคลน์
ตามด้วยเสียงอันล่องลอย
“หมดเวลาคุ้มกันแล้ว”
ผมรู้น่า ผ่านมาสามวันเต็มแล้ว…ไคลน์ก้มหน้าครุ่นคิด
เล็กน้อยก่อนซักถาม
“ถ้าผมหาเบาะแสของตระกูลพาวน์ได้ คุณต้องการทราบ
ด้วยไหม?”
มิสบอดี้การ์ดไม่ตอบ เพียงผงกศีรษะ
“เอ่อ…ให้แจ้งผ่านมาริค?” ไคลน์ถามต่อ
คำตอบเป็นการพยักหน้าอีกครั้ง ทันใดนั้น คนคุ้มกันสาว
สวยโน้มตัวมาด้านหน้าเล็กน้อย สองมือยกชายกระโปรงขึ้น ปิด
ท้ายด้วยการคำนับอย่างงดงาม
ภาพของเธอเลือนหายไป ผิวกระจกสะท้อนภาพไคลน์ราว
กับไม่มีสิ่งใดพิเศษ
ไคลน์กวาดสายตามอง ยังคงไม่ผ่อนคลายตัวเองแม้จะเห็น
ภาพดังกล่าว มันเดินไปเตรียมอาหารเย็นตามปรกติ เติมเต็ม
ท้องให้อิ่มหนำสำราญ
รอจนกระทั่งตกดึกสงัด มันเดินกลับขึ้นห้องนอน รูดม่านปิด
มิดชิด นำกล่องบุหรี่โลหะออกมาปิดฝา และวางมือลงบน
ตะกอนพลังของโรซาโก้ ดวงตาดำล้วน
เสียงเพรียกมายาพลันบุกรุกจิตใจไคลน์ทุกทิศทาง ราวกับ
หวังทำลายดวงวิญญาณให้แหลกละเอียด ราวกับหวังบิดเบือน
สติให้ไม่สามารถใช้การได้ตลอดไป
ไคลน์ฝืนต่อสู้กับความรู้สึกราวกับสมองใกล้ระเบิดอย่างเต็ม
กลืน จนกระทั่งเริ่มมองเห็นด้ายมายาสีดำพุ่งออกจากร่างกาย
พวกมันมีจำนวนมหาศาล กระจุกตัวหนาแน่น ลักษณะ
เลือนรางล่องลอย ยืดยาวออกไปสู่ห้วงมิติไร้ก้นบึ้ง
ไคลน์กวาดสายตามองรอบตัว เมื่อไม่พบด้ายดำเส้นอื่น
นอกจากของตัวเอง จึงสบายใจได้ว่ามิสบอดี้การ์ดไม่อยู่แล้ว
ชายหนุ่มรีบปล่อยมือจากดวงตาดำล้วน ไม่สามารถอดทน
ต่อแรงบีบเค้นได้นานกว่านี้ จนกระทั่งผ่านไปราวหนึ่งอึดใจ
เหตุการณ์รอบตัวจึงเริ่มกลับเป็นปรกติ
“ฟูั่ว! เข้ามิติสายหมอกได้สักที่ ถึงเวลายืนยันสมมติฐาน
ก่อนหน้าแล้ว…” ไคลน์พูดกับตัวเอง ตามด้วยการรีบตั้ง
แท่นบูชายันอย่างหยาบ ส่งคำขออัญเชิญตัวเอง และเข้าไปตอบ
รับคำขอด้วยตัวเอง
ถัดมา ด้วยกายจิตถือนกหวีดทองแดงของมิสเตอร์อะซิก
มันหยิบกล่องบุหรี่โลหะและส่งตัวกลับสู่ห้วงมิติสายหมอก
ไคลน์นั่งลงบนตำแหน่งประธานใหญ่ของโต๊ะทองแดง
โบราณ นำปลายนิ้วเสียดสีกันจนเกิดเปลวเพลิง และเริ่มเผาร่าง
สัญญาเปือนเลือดกับสิ่งของไม่จำเป็นทิ้งจนหมด
เมื่อจัดการเสร็จสรรพ มันเปิดกล่องบุหรี่โลหะตรวจสอบ
และได้พบเรื่องน่าประหลาดเกี่ยวกับดวงตาดำล้วน วัตถุ
ดังกล่าวมิได้แผ่อาการบ้าคลั่งให้เห็นเหมือนกับเมื่อครั้งอยู่บน
โลกจริง ทว่า การปนเปือนยังคงแอบแฝงอยู่ภายในอย่างเงียบ
งัน ไคลน์สัมผัสได้เลือนราง ราวกับมันกำลังจำศีลในฤดูหนาว
“ยังแยกภาวะปนเปือนออกไม่ได้สินะ…” ชายหนุ่ม
พึมพำด้วยสีหน้าผิดหวัง ขณะเดียวกัน ร่างของบุคคลผู้หนึ่ง
ปรากฏบนเก้าอี้ฝังสมาชิกชุมนุมทาโรต์ แต่งกายด้วยเสื้อคลุมสี
ดำยาว
ผลลัพธ์ออกมาเป็นเช่นเดียวกันการทดลองหลายครั้งก่อน
หน้า ร่างโคลนของไคลน์มีลักษณะแข็งที่อไร้วิญญาณ มอง
อย่างไรก็ไม่สมจริงสักนิด ไม่มีทางตบตาสมาชิกชุมนุมทาโรต์ได้
แน่นอน
แต่คราวนี้ไคลน์มีแรงบันดาลใจใหม่
มือข้างหนึ่งถือดวงตาดำล้วน ด้วยอำนาจของมิติสายหมอก
โสตประสาทไคลน์มีเพียงความเงียบสงัด ปราศจากเสียงเพรียก
หรือภาวะบ้าคลั่งโดยสิ้นเชิง
แต่ผลของตะกอนพลังยังอยู่ มันมองเห็นด้ายมายาสีดำ
จำนวนมากยื่นออกจากร่างโคลนบนเก้าอี้สมาชิกชุมนุม
ไคลน์ถ่ายพลังวิญญาณเข้าไปในดวงตาดำล้วนอย่าง
ระมัดระวัง ตามด้วยการทดสอบควบคุมด้ายมายาสีดำบนร่าง
โคลน
ทันใดนั้น มันรู้สึกคล้ายกับกำลังคว้าบางสิ่งไว้ในมือ
นี่มัน…เมื่อไคลน์เริ่มจินตนาการ ร่างโคลนพลันยกมือขึ้น
หนึ่งข้าง
สำเร็จ! เราสามารถสร้างสมาชิกปลอมได้จากพลังนักเชิด
หุ่น! แต่สิ้นเปลืองสมาธิมากเกินไป ไม่มีทางสร้างได้มากกว่าหนึ่ง
ร่างแน่…แล้วก็ สัญลักษณ์ด้านหลังเก้าอี้ก็ไม่เปลี่ยน แต่จัสติส
และคนอื่นคงไม่สังเกตเห็นอยู่ดี…ไคลน์เริ่มฝึกควบคุมหุ่น
กระบอกอย่างตื่นเต้น หัดบังคับช่วงปากและลำคอจนชำนาญ
จนคล้ายกับร่างโคลนสามารถสื่อสารได้จริง
เมื่อตระหนักว่าพลังวิญญาณของตนใกล้เหือดแห้ง ชาย
หนุ่มแสยะยิ้มพร้อมกับหันหน้าไปทางร่างโคลนไร้ชีวิต
“ยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่ เจ้าต้องการแทนตัวเองด้วยไพ่
ใบไหนหรือ?”
เมื่อกล่าวจบ เดอะฟูลปิดปากตัวเองสนิท ร่างโคลนบนเก้าอี้
สมาชิกเริ่มเคลื่อนไหว มันเลื่อนมือขึ้นมาลูบคางพลางครุ่นคิด
ตามด้วยการเปล่งเสียงแหบพร่าพร้อมรอยยิ้ม
เวิร์ล!’
ผมขอเลือกไพ ” เดอะเวิร์ล”