ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 282 นี่ล่ะ เขตตะวันออก
ภายในอาคารใกล้ถูกทิ้งร้างของมหาวิทยาลัยแพทย์เก่า
ขณะเดินออกจากชุมนุมผู้วิเศษซึ่งจบลงได้ไม่นาน ออเดรย์กำลัง
มีสีหน้าเหม่อลอย แต่ทันใดนั้น ม่านหมอกสีเทาอันคุ้นเคยพลัน
ปรากฏตรงหน้า พร้อมกับบุคคลเด่นตระหง่านท่ามกลางเก้าอี้
พนักสูง
“นี่คือเบาะแส”
เสียงของเดอะฟูลดังกังวานในสมอง ตามด้วยภาพฉากแล้ว
ฉากเล่าถูกฉายเรียงต่อกันประหนึ่งฟิล์มม้วน…ฟิล์มแบบสี
บุคคลปริศนา ร่างกายไม่บึกบึนมากนัก แต่สูงเข้าขั้นพิสดาร
ถึงสองเมตรกว่า สวมชุดคลุมนักบวชสีดำสนิท เส้นผมสีเหลือง
ทองหยักศกเล็กน้อย ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม ดุดันและเปียมด้วยจิต
สังหารแบบไม่ปกปิด มุมปากห่อเหี่ยวอย่างไม่ปรกติ
องค์ประกอบโดยรวมคล้ายกับหมาปั่าดุร้าย
เบาะแส? เบาะแสของมือวางระเบิดหอพักบนถนนดาราวี?
เบาะแสของฆาตกรผู้สังหารกาวิน? ชายในภาพคือคนร้าย? ออ
เดรย์จ้องมองอย่างประหลาดใจในตอนแรก แต่ไม่นานก็เริ่ม
เข้าใจประเด็น
มิสเตอร์ฟูลได้เบาะแสเร็วจัง…สุดยอด…! ท่านช่างยอด
เยี่ยม…ไม่สิ ท่านคือผู้ปราดเปรื่องมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว!
หลังจากถอนหายใจยาว ออเดรย์หันไปมองฟอร์สด้านข้าง
ขณะฟอร์สกำลังถอดผ้าปิดปาก หมวกผ่าตัด และเดินขึ้นไป
นั่งในรถม้า เธอตระหนักถึงสายตาผิดปรกติจากออเดรย์ด้านข้าง
จึงหันกลับมามองพลางซักถาม
“หน้าฉันมีอะไรติดอยู่หรือ?”
“เปล่า” ออเดรย์เบือนหนี นั่งลงบนเบาะฝังตรงข้าม
และถอดอุปกรณ์ปลอมตัวเช่นกัน
ฟอร์สย้อนนึกถึงการชุมนุมเมื่อครู่ เธอซักถามอย่างสงสัย
“มิสออเดรย์ เหตุใดคุณถึงไม่ประกาศตัวว่าต้องการซื้อ
สูตรโอสถ ‘ผู้ชม’ หากทำเช่นนั้น คุณอาจได้ติดต่อกับคนของ
สมาคมแปรจิต”
ฟอร์สจำได้เพียงว่า มิสออเดรย์เงียบงันเกือบตลอดการ
ชุมนุม เธอขายวัตถุวิญญาณออกไปบางชิ้น และซื้อสินค้าของ
สมาชิกคนอื่นติดไม้ติดมือมาบ้าง
ออเดรย์เผยรอยยิ้มเจือจาง
“ดิฉันเพิ่งเข้าร่วมชุมนุมเป็นวันแรก ควรจับตามองไป
ก่อนสักพัก”
“ดิฉันต้องการสูตรโอสถและวัตถุดิบหลักมากก็จริง แต่ก็
เตือนสติตัวเองเสมอว่า ห้ามรีบร้อนเด็ดขาด เพราะการทำตัวให้
คุ้นเคยกับการชุมนุม ย่อมปลอดภัยกว่าบุ่มบ่ามใจร้อน”
สิ่งนี้ถือเป็น ‘ความมืออาชีพ’ ของผู้วิเศษเส้นทางผู้ชม
และเหนือสิ่งอื่นใด การชุมนุมเมื่อครู่ไม่มีวัตถุดิบหายากอย่าง ไข
สันหลังเสือดำลายมาร หรือผลึกแก่นน้ำพุเอลฟ ซึ่งมิสเตอร์เวิร์
ลปรารถนาจะซื้อต่อ…ออเดรย์พึมพำในใจ
ฟอร์สจ้องมองใบหน้าเด็กสาวผู้ยังมีอายุเพียงย่างสิบแปด
เธอเริ่มตระหนักว่าอีกฝั่ายสุขุมเยือกเย็นเกินวัยไปมาก ชนิด
เมื่อก่อนเทียบไม่ติด
ฟอร์สยิ้มแห้ง
“ถ้าฉันเป็นคุณ คงใจร้อนด่วนได้ จนพลาดโอกาสสำคัญ
ไปแล้วแน่นอน”
ออเดรย์ยิ้มอย่างรักษากิริยา
“ดิฉันจะถามเพื่อนคนพิเศษให้ ว่ามีความคืบหน้าของคดี
วางระเบิดบนถนนดาราวีบ้างไหม กรุณารอฟังข่าวพร้อมกับ
ซิล”
“ตกลง” ฟอร์สผงกศีรษะ
…
ไคลน์ไม่กลับถนนมินส์ทันที่ มันเลือกงีบหลับภายในหอพัก
หนึ่งเตียงนอน บนถนนปาล์มดำของเขตตะวันออก
ชายหนุ่มกังวลว่า ชายปริศนาต้องสงสัยในชุดนักบวชสีดำ
จะตระเวนไปตามถนนเขตตะวันออกเพื่อค้นหาตนให้พบ
แม้โอกาสเดินสวนกันบนถนนจะไม่มาก และไคลน์ยังมีเวลา
ปลอมตัวให้แนบเนียน จนอีกฝั่ายจดจำใบหน้าไม่ได้ แต่ผลการ
ทำนายกลับระบุว่า โอกาสถูกฆาตกรพบตัวไม่ใช่ศูนย์เปอร์เซ็นต์
โดยสมบูรณ์ มันจึงไม่คิดเสี่ยงดวง เนื่องจากเพิ่งผ่านเรื่องราว
คราวซวย ถูกตำรวจยึดปืนแบบไม่คาดฝัน จึงไม่มีทางเลือก
นอกจาก ซุกหัวนอนในเขตตะวันออกหนึ่งคืน
ถึงยามรุ่งสาง มันเปลี่ยนไปสวมชุดคนงานสีน้ำเงินเข้มอีกตัว
หนึ่ง หมวกแก๊ปสีน้ำตาลอ่อน และเดินออกจากห้อง ลงบันได
หอพักพร้อมกับย่างกรายเข้าสู่ถนนปาล์มดำ
ฉากตรงหน้าคือหมอกสีขาวอมเหลือง ปกคลุมบรรยากาศ
รอบถนนแน่นหนา ไคลน์มองเห็นผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาเลือน
ราง อากาศเย็นเฉียบยามเช้ากำลังไหลแทรกซึมเข้ามาในเนื้อผ้า
ไคลน์ก้มศีรษะต่ำพลางรีบย่ำเท้าตรงไปข้างหน้า เฉกเช่น
ผู้คนรอบตัวซึ่งกำลังเร่งฝีเท้าไปทำงานไม่ต่างกัน
ขณะก้าวเดิน มันเหลือบเห็นบุรุษอายุราวสี่สิบถึงห้าสิบ
ด้านหน้า อีกฝั่ายสวมเสื้อกันหนาวตัวหนา จอนสองข้างขาว
หงอก ฝีก้าวค่อนข้างเร่งรีบ มือข้างหนึ่งถือบุหรี่ด้วยอากัปกิริยา
สั่นเทา อีกข้างล้วงหยิบกล่องไม้ขีดไฟจากกระเปั๋าเสื้อ
ขณะเปิดกล่องไม้ขีด มือขวาพลันสั่นระริกกะทันหัน ส่งผล
ให้บุหรี่หล่นพื้นและกลิ้งกลุกกลุกมาทางไคลน์
ไคลน์ชะงักฝีเท้า ก้มหยิบบุหรี่ตัวดังกล่าว และยื่นกลับคืน
ให้อีกฝั่าย
“ขอบคุณมาก! ขอบคุณมากครับ! ผมคงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มี
สหายเก่าอย่างเจ้านี่ เหลืออีกไม่มากซะด้วยสิ…” ชาย
แปลกหน้ากล่าวขอบคุณไคลน์นอบน้อมพลางใช้มือหยิบบุหรี่
ใบหน้าขาวซีดผิดวิสัย หนวดเครารกรุงรังราวกับไม่ได้โกน
หลายวัน สีหน้าแววตาอิดโรยชัดเจนโดยไม่ปิดบัง มันส่งเสียง
พึมพำออกจากริมฝีปาก
“เมื่อคืนก็ไม่ได้นอนอีกแล้ว ไม่รู้ว่าจะทนได้อีกสักกี่วัน
หวังว่าท่านวายุสลาตันจะอวยพรให้วันนี้ได้งานจากเรือนทำงาน
บ้าง…”
คงเป็นหนึ่งในบรรดาคนจรจัด ผู้ถูกตำรวจไล่ตะเพิดในยาม
ค่ำคืน…ไคลน์เปิดปากซักถามอย่างสงสัย “ทำไมกษัตริย์และ
นายกรัฐมนตรีถึงไม่ให้พวกคุณนอนในสวนสาธารณะ?”
“ใครจะไปทราบ? แต่การนอนข้างนอกภายใต้สภาพ
อาการเช่นนี้ เกรงว่าจะไม่ได้ตื่นอีกเลยเสียมากกว่า กลางวันยัง
พอทน ยังมองหาจุดอุ่นให้งีบหลับได้ เฮ่อ…แต่ถ้านอนตอน
กลางวัน พวกเราจะเสียโอกาสหางานในชั่วโมงเร่งด่วน รวมถึง
ไม่มีแรงไปทำงานในเรือนทำงาน” ชายสูงวัยจุดบุหรี่สูบ ก่อน
จะอัดเข้าปอดหนึ่งลมหายใจ
เมื่อได้รับกำลังวังชากลับคืนบางส่วน ชายคนดังกล่าวเริ่ม
เดินตีคู่ไคลน์ แน่นอน ไคลน์ไม่รู้จักอีกฝั่ายมาก่อน และไม่มีทาง
ทราบว่า จุดหมายของเขาคือแห่งหนใดภายใต้ม่านหมอกสี
เหลืองอ่อนหนาทึบ
ชายหนุ่มไม่มัวเสียเวลาคุยเรื่องจิปาถะ มันเตรียมเร่งฝีเท้า
ปลีกตัวออกห่าง แต่ทันใดนั้นเอง มุมสายตาเหลือบเห็นชายคน
เดิม กำลังก้มเก็บวัตถุสีคล้ำขึ้นจากพื้นถนน
ลักษณะคล้ายแกนแอปเปิล ถูกกัดจนเหลือเพียงส่วนตรง
กลาง
ชายสูงวัยกลืนน้ำลายดังอึก ก่อนจะยัดแกนผลไม้สกปรก
เข้าไปในปาก เคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยจนแหลกละเอียด และกลืน
ลงท้องโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า ไม่มีสิ่งใดหลงเหลือหรือถูกคาย
ออกมา
เมื่อหันกลับมาเห็นสายตาตะลึงของไคลน์ ชายคนเดิมใช้มือ
เช็ดมุมปาก ยักไหล่แผ่วเบา และส่งรอยยิ้มขื่นขม
“ผมไม่ได้กินอะไรมาเกือบสามวันแล้ว”
ประโยคดังกล่าวกระแทกใจไคลน์หนักหน่วง อารมณ์ของ
มันถูกโยกคลอนทันที่
ไคลน์ถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนจะหันไปยิ้ม
“ต้องขอโทษด้วย ผมแนะนำตัวเองช้าไป ผมคือนักข่าว
จากหนังสือพิมพ์ กำลังทำข่าวเกี่ยวกับคนไร้บ้านอยู่พอดี ขอ
สัมภาษณ์คุณสักหน่อยได้ไหม? พวกเราไปนั่งคุยในร้านกาแฟกัน
เถอะ”
ชายสูงอายุผงะเล็กน้อย ก่อนจะอมยิ้ม
“ไม่มีปัญหา! ภายในร้านอบอุ่นกว่าบนถนนอยู่แล้ว”
“เอ่อ…ถ้าคุณพอจะมีเวลาว่าง หลังจากสัมภาษณ์เสร็จ
แล้ว ผมของีบหลับสักครึ่งชั่วโมงได้ไหม…ม…ไม่สิ สิบห้า
นาทีก็ได้! แค่นั้นก็พอแล้ว”
ไคลน์อ้าปากค้าง ไร้คำจะกล่าวไปชั่วขณะ ก่อนจะรวบรวม
สติและเดินนำทาง ‘ผู้ถูกสัมภาษณ์’ เข้าไปในร้านกาแฟราคา
ประหยัดริมถนน
เครื่องเรือนภายในร้านจำพวกโต๊ะและเก้าอี้มีลักษณะมันเงา
ไคลน์มองสำรวจผ่านบานหน้าต่างและพบว่ามีลูกค้าไม่มากนัก
อุณหภูมิด้านในสูงกว่าบนถนนเล็กน้อย
ชายสูงอายุใช้มือลูบคลำลำคอ เผยให้เห็นลูกกระเดือก
แหลมเลื่อนขึ้นเลื่อนลง สิ่งนี้คือลักษณะอาการของความหิว
ไคลน์จ้องมองอีกฝั่ายนั่งบนโซฟา ตัวมันเดินไปสั่งชาสอง
แก้วใหญ่ สตูว์ขาแกะถั่วลันเตาหนึ่งจาน ขนมปังสองก้อน ขนม
ปังปิงสองชิ้น เนยคุณภาพต่ำ และครีมเทียมหนึ่งชุด ทั้งหมดมี
ราคารวม 17.5 เพนนี
เมื่ออาหารจานแรกเสร็จพร้อมทาน ไคลน์เดินยกมาวางบน
โต๊ะ
“กินให้อิ่มก่อน พวกเราค่อยเริ่มสัมภาษณ์หลัง
จากนั้น”
“จานนี้ของผม?” ชายสูงอายุซักถามด้วยสีหน้าคาดหวัง
เจือตกตะลึง
“นอกเหนือจากขนมปังปิงหนึ่งชิ้นและชาหนึ่งแก้ว
ทั้งหมดคือของคุณ” ไคลน์ยิ้ม
ชายสูงอายุใช้มือขยี้ตาสองสามหน ก่อนจะเปล่งเสียงสั่น
เครือ
“… ค…คุณช่าง มีจิตใจประเสริฐนัก…”
“หลังจากไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน ห้ามรีบกลืนอาหาร
ลงท้องเด็ดขาด” ไคลน์เตือน
“ผมทราบดี เพราะเคยเสียเพื่อนไปหนึ่งคนด้วยสาเหตุ
นี้” ชายสูงอายุพยายามอย่างหนัก เพื่อไม่ให้ตัวเองกินอาหาร
อย่างมูมมาม ถ้วยชาถูกยกขึ้นจิบเป็นระยะ
ไคลน์จัดการขนมปังปิงของตนเสร็จภายในเวลาไม่นาน มัน
นั่งมองอีกฝั่ายบรรจงรับประทานอาหารโดยไม่กล่าวสิ่งใดขัด รอ
ให้อีกฝั่ายจัดการตัวเองจนเรียบร้อย
“ฟูั่ว…ผมไม่ได้อิ่มท้องแบบนี้มาสามเดือนแล้ว
กระมัง…ไม่สิ ครึ่งปีเห็นจะได้ อาหารของเรือนทำงานมีไว้เพื่อ
ประทังชีวิตเท่านั้น” ผ่านไปสักพัก ชายสูงอายุวางช้อนลง
พลางก้มมองจานอาหารว่างเปล่า
ไคลน์ผู้แสร้งปลอมตัวเป็นนักข่าว ซักถามอีกฝั่ายอย่างเป็น
กันเอง
“คุณกลายเป็นคนไร้บ้านได้อย่างไร?”
“เป็นความโชคร้าย เดิมทีผมเคยเป็นคนงานแถวหน้า มี
ชีวิตรุ่งเรืองและครอบครัวแสนอบอุ่น ภรรยาหนึ่งคน ทายาทตัว
น้อยอีกสอง ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง แต่เมื่อไม่กี่ปีก่อน โรคร้ายได้
พรากชีวิตพวกเขาไป ผมต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลอยู่นาน
สูญเสียงาน สูญเสียทรัพย์สินและครอบครัวในคราวเดียว
หลังจากนั้นผมก็ไม่สามารถหางานได้ ไม่มีเงินเช่าบ้านหรือซื้อ
อาหาร ทำได้แค่เตร็ดเตร่ไปตามถนนแต่ละสาย แอบงีบหลับใน
มุมอบอุ่นของสวนสาธารณะ ร่างกายของผมอ่อนแอลงทุกขณะ
และส่งผลให้หางานได้ยากขึ้นทุกขณะเช่นกัน…” ชาย
สูงอายุเล่าด้วยสีหน้าอาลัยอาวรณ์เจือความเศร้า
มันจิบชาหนึ่งอึก ถอนหายใจ และเปิดปากเล่าเหตุการณ์ต่อ
“ทางรอดเดียวของผมคือ รอโอกาสเพื่อจะเข้าไปในเรือน
ทำงาน แต่คุณคงทราบดี เรือนทำงานรับคนได้จำกัด หากโชคดี
ต่อแถวได้ทันเวลา ผมก็จะต่อลมหายใจไปอีกหลายวัน นั่นจะ
ช่วยฟืนฟูกำลังวังชากลับมาบางส่วน และมีโอกาสหางานใหม่ทำ
ชั่วคราว ใช่แล้ว…แค่ชั่วคราวเท่านั้น แต่ไม่นานก็กลับมาตก
งานอีกครั้ง กลับเข้าสู่วงจรเดิม รอโอกาสกลับเข้าไปในโรง
ทำงานเพื่อพักฟืนเอาแรง ผมไม่ทราบว่าตัวเองจะทนวังวนแบบ
นี้ได้อีกนานแค่ไหน ถึงแม้จะเคยเป็นคนงานฝีมือดีมา
ก่อน…”
ไคลน์ก้มหน้าตรึกตรองเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากซักถาม
“คุณเหลือบุหรี่อีกกี่มวน?”
“ไม่มาก” ชายสูงอายุเผยรอยยิ้มขื่นขม “เป็น
ทรัพย์สินสุดท้ายของผมแล้ว เป็นสมบัติเพียงชิ้นเดียวนับตั้งแต่
ถูกเจ้าของบ้านไล่ตะเพิดออกมา ฮะฮะ…จริงอยู่ว่า มีกฎห้าม
นำบุหรี่เข้าไปในเรือนทำงาน แต่ผมจะซ่อนไว้อย่างแนบเนียน
เสมอ ตามรอยตะเข็บเสื้อผ้า จะหยิบออกมาสูบในตอนเผชิญ
ความยากลำบากเท่านั้น มันช่วยต่อชีวิตให้ผมได้ชั่วคราว และ
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานแค่ไหน…ขอเน้นย้ำ
อีกครั้ง ผมเคยเป็นคนงานฝีมือดีมาก่อน”
ไคลน์ไม่ใช่นักข่าวอาชีพ จึงไม่ทราบว่าตนควรซักถามแบบ
ไหนต่อ
ชายหนุ่มเบือนศีรษะไปทางหน้าต่าง จ้องมองออกไป และ
เห็นชาวเมืองสภาพอิดโรยเจือความหิวโหยจำนวนมาก กำลัง
เดินสวนกันไปมารอบร้านกาแฟ
บางคนค่อนข้างปรกติ คงเป็นชาวเมืองทั่วไปของเขต
ตะวันออก ส่วนอีกหลายคนมีสีหน้าเฉยเมย เปียมด้วยความ
เหนื่อยล้า ไม่เหมือนกับมนุษย์สักเท่าไร เป็นพวกร่อนเร่พเนจร
ตัวจริงเสียงจริง
ช่องว่างระหว่างคนสองประเภทมีไม่มาก ประเภทแรกจะ
กลายเป็นประเภทหลังได้ทันที่ หากเกิดความผิดพลาดขึ้นแม้
เพียงเล็กน้อยในอาชีพการงาน ตัวอย่างเช่น บุคคลตรงหน้า…
เมื่อไคลน์หันหน้ากลับมา มันพบว่าอีกฝั่ายขดตัวนอนหลับบน
โซฟาไปแล้ว
หลังจากผ่านไปหลายนาทีอย่างเงียบงัน ชายหนุ่มตัดสินใจ
เขย่าตัวชายสูงอายุเพื่อปลุกให้ตื่น ก่อนจะยื่นเหรียญเพนนีหนึ่ง
กำใหญ่ให้
“ค่าสัมภาษณ์”
“ต…ตกลงครับ! ขอบคุณ…ขอบคุณมาก!” ชาย
สูงอายุพลันแสดงสีหน้าประหลาดใจ พร้อมกันนั้น มันเห็นไคลน์
กำลังเดินไปทางประตูร้าน จึงรีบส่งเสียงเรียกไล่หลัง “ผมจะนำ
เงินไปเช่าหอพัก อาบน้ำให้สะอาด นอนหลับเต็มอิ่ม และหา
งานดีๆ ทำให้ได้!”
…
ช่วงบ่าย ไคลน์เข้าร่วมงานเลี้ยงของตระกูลซาเมอร์ มีแขก
ร่วมงานทั้งหมดสิบคน
อาหารประกอบด้วยสเต๊กซอสแอปเปิล อกไก่ย่าง ปลาทอด
ไส้กรอก ซุปครีม อาหารหรูหราหลายชนิด แชมเปญสองขวด
และไวน์แดงหนึ่งขวด
ขณะเดินกลับจากห้องน้ำ ไคลน์ได้พบคุณนายซาเมอร์
ระหว่างทาง จึงขอบคุณอย่างจริงใจ
“ถือเป็นอีกหนึ่งมื้อเที่ยงในความทรงจำของผม อาหาร
รสชาติยอดเยี่ยมมาก ต้องขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ”
“ราคารวมทั้งหมด สี่ปอนด์ แปดซูล จุดแพงอยู่ตรง
แอลกอฮอล์สามขวด แต่ทั้งไวน์และแชมเปญล้วนเป็นของสะสม
ของลุคอยู่แล้ว เขามีตู้สำหรับแช่โดยเฉพาะเลยนะ” คุณนาย
ซาเมอร์คนสวยเผยรอยยิ้มอ่อนโยน
โดยไม่เปิดโอกาสให้ไคลน์แทรก
“ลำพังงานของแมรีก็ทำเงินให้คุณได้สิบปอนด์แล้ว หาก
ยังคงรักษาระดับนี้ไว้ได้ การจัดงานเลี้ยงแบบดิฉันก็ไม่ใช่เรื่อง
ยาก ชนชั้นกลางอย่างพวกเรา ควรจัดงานเลี้ยงต้อนรับเพื่อนฝูง
เดือนละครั้ง ส่วนสัปดาห์อื่นก็เข้าร่วมงานเลี้ยงของเพื่อนฝูง
สลับกันไป”
ไคลน์ผู้ชาชินกับนิสัยโอ้อวดของหล่อน ทำเพียงยิ้มรับอย่าง
สุภาพ
“ผมคงต้องรอให้มีรายรับต่อปีไม่ต่ำกว่า สี่ร้อยปอนด์
เสียก่อน จึงจะมีกำลังทรัพย์มากพอสำหรับจัดงานหรูหราแบบ
มาดาม”
เมื่อได้ยิน สตาร์ลิ่งเชิดคางขึ้นทันที่ เธอพยายามยกโค้งมุม
ปากอย่างสงวนกิริยา
“สี่ร้อยสามสิบปอนด์ค่ะ… ต้อง สี่ร้อยสามสิบ
ปอนด์”
…
ย่านอู่ต่อเรือไบลัมตะวันออก โรงเหล้าสหภาพแรงงาน
ซิลสวมรองเท้าบูตช่วยเพิ่มส่วนสูง ติดหนวดเคราปกปิด
ใบหน้า องค์ประกอบโดยรวมจึงคลายเด็กผู้ชายตัวเล็ก
เธอพยายามนึกทบทวนภาพวาดล่าสุดของมิสออเดรย์ หวัง
สลักใบหน้าของบุคคลซึ่งอาจเป็นฆาตกรลงในความทรงจำจนไม่
ลืมเลือน
หากกาวินถูกฆ่าด้วยฝีมือมันจริง…ชายคนนั้นต้อง
ปั้วนเปียนรอบโรงเหล้าแห่งนี้แน่…ซิลสั่งเบียร์ไรย์และชุด
อาหาร ถือมานั่งกินในมุมหนึ่งของร้านอย่างไม่รีบร้อน ระหว่าง
นั้นก็กวาดสายตาสำรวจรอบตัวเป็นระยะ หวังว่าจะได้พบ
เปั้าหมายในความทรงจำ
ผ่านไปสักพักใหญ่ ประตูโรงเหล้าเปิดออก ซิลเงยหน้ามอง
ตามความเคยชิน
เพียงปราดเดียว ดวงตาหญิงสาวพลันหดเกร็งและสั่นเทา
อย่างหยุดไม่อยู่ ร่างกายของเธอแข็งที่อประหนึ่งถูกสาปให้เป็น
หิน
ผู้มาเยือนโรงเหล้ารายใหม่ คือบุรุษซึ่งมีส่วนสูงไม่ต่ำกว่า
สองเมตร!