ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 29 งานและบ้านเช่าคือสิ่งสำคัญ
ไคลน์พยายามเก็บงำอารมณ์ ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยสี
หน้าใคร่รู้
“นักทำนายมีพลังแบบไหนกันครับ?”
“ถามผิดนะ คุณต้องถามว่า-โอสถนักทำนายมอบพลัง
แบบไหนให้ผู้ดื่ม”
ดันน์ส่ายศีรษะพลางอมยิ้ม มันเบือนสายตาจากจันทร์แดง
กลับมามองไคลน์
เงาดำยามค่ำคืนสาดทอดทับร่างดันน์จนกลืนหายเข้าไป
ความมืด
“นักทำนายเชี่ยวชาญเกี่ยวกับศาสตร์หลายแขนง ทั้ง
ดาราศาสตร์ การพยากรณ์ ลูกตุ้มวิญญาณ และการดูดวง
ลูกแก้ว”
“แน่นอน คุณจะไม่ได้ครอบครองความรู้ทั้งหมดทันทีที่
ดื่มโอสถ พลังจากโอสถเพียงแค่ช่วยให้คุณเรียนรู้ศาสตร์
เหล่านั้นได้ง่ายขึ้น”
“แต่ข้อเสียย่อมมี นักทำนายจะไม่มีทักษะด้านต่อสู้โดย
สิ้นเชิง เอ่อ… ลองนึกถึงภาพของผู้ประกอบพิธีกรรมที่ต้อง
เตรียมตัวหลายขั้นตอน อารมณ์คงประมาณนั้น เป็นศาสตร์ที่
อยู่ตรงข้ามกับการต่อสู้ แต่หากเป็นด้านปัญญาเวทมนตร์และ
พิธีกรรม นักทำนายจะมีศักยภาพสูงกว่าผู้ส่องความลับแบบ
ลุงนีลล์”
สอดคล้องกับสิ่งที่มันต้องการมากทีเดียว… แต่ข้อเสียด้าน
พลังต่อสู้ก็น่าหวั่นใจไม่น้อย หากต้องเผชิญหน้าศัตรูคงรับมือได้
ยากกว่าผู้วิเศษเส้นทางอื่น
ยิ่งไปกว่านั้น ดันน์กำชับชัดเจนว่าโบสถ์เทพธิดารัตติกาลไม่
มีโอสถลำดับถัดไปของเส้นทางนักทำนาย…
และวิหารศักดิ์สิทธิ์ก็อาจไม่มีเช่นกัน
วิหารศักดิ์สิทธิ์หมายถึงวิหารแห่งความสงบ ศูนย์บัญชาการ
สูงสุดของศาสนาเทพธิดารัตติกาล ถ้าแม้แต่ที่นั่นยังไม่มีสูตร
โอสถ เหยี่ยวราตรีสาขาไหนไม่มีทั้งนั้น
หมายความว่า ไคลน์จะกลายเป็นผู้วิเศษที่พ่ายแพ้
แม้กระทั่งปืนสั้นไปอีกหลายปี…
ไคลน์ลังเลระหว่างนักทำนายและผู้ส่องความลับ มันไม่มอง
ถึงผู้เก็บซากศพอีกแล้ว
เมื่อเห็นไคลน์แสดงสีหน้าอมทุกข์ ดันน์อมยิ้มพลางกล่าว
“ไม่ต้องรีบตัดสินใจก็ได้ ไว้ค่อยให้คำตอบผมเช้าวัน
จันทร์ เหยี่ยวราตรีของทิงเก็นไม่สนใจว่าคุณจะเลือกเส้นทาง
ไหน พวกเรายินดีต้อนรับสมาชิกใหม่เสมอ”
“ดังนั้น หลับตาลงและถามใจตัวเองดู”
เมื่อกล่าวจบ ดันน์·สมิทก้มศีรษะลงเล็กน้อยตาม
มารยาท ก่อนจะเดินตรงไปยังบันไดไม้เพื่อลงชั้นล่าง
ไคลน์ไม่กล่าวสิ่งใด ไม่แม้แต่จะบอกลา มันยืนมองดันน์จาก
ไปอย่างเงียบงัน
แม้ชายหนุ่มปรารถนาที่จะเป็นผู้วิเศษมาตลอด แต่เมื่อ
โอกาสมาถึงตรงหน้า ไคลน์กลับออกอาการลังเล
สาเหตุมีหลายประการ ทั้งเรื่องที่เส้นทางไม่สมบูรณ์ การ
คลุ้มคลั่งของผู้วิเศษ ความน่าเชื่อถือของไดอารีจักรพรรดิโร
ซายล์ รวมถึงเสียงกระซิบที่จะตามเย้ายวนหลอกหลอนผู้วิเศษ
ทั้งหมดก่อตัวกันเกิดเป็นคูน้ำรอบตัวไคลน์และกีดขวางการ
พัฒนา
“แต่ถึงจะแย่ยังไง ก็ไม่โหดร้ายไปกว่าการให้เด็กม.6 อายุ
สิบแปดตัดสินใจอนาคตครั้งสำคัญของตัวเอง…”
ไคลน์ยิ้มจืดชืด ขณะปิดประตูและเดินกลับไปที่เตียง หัว
สมองยังคงพยายามปะติดปะต่อข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน
มันทิ้งตัวลงบนเตียงชั้นล่างโดยที่ดวงตายังเปิดอยู่ เอาแต่
จ้องมองแผ่นไม้ของเตียงชั้นบนซึ่งกำลังถูกแสงจันทร์สีแดงสาด
ทอด
ขี้เมาเอะอะโวยวายขณะเดินโซซัดโซเซบนถนนกางเขน
เหล็กเบื้องล่าง รถม้าแล่นผ่านเกิดเสียงกุบกับ สิ่งเหล่านี้มิได้
ทำลายความสงบสุขยามค่ำคืน ตรงกันข้าม มันยิ่งช่วยส่งเสริม
ให้ความมืดมิดมีเสน่ห์และลึกลับซับซ้อน
จิตใจไคลน์กำลังสงบนิ่งขณะย้อนนึกถึงชีวิตบนโลกเก่า ตัว
มันที่ชอบออกกำลังกาย บิดาที่ชอบพูดจาล้งเล้งเสียงดัง มารดา
ที่ขยันทำงานหนักแม้จะมีโรคประจำตัว เพื่อนฝูงที่เติบโตมา
ด้วยกัน เล่นฟุตบอลด้วยกัน เล่นบาสเกตบอลด้วยกัน เล่นไพ่
นกกระจอกด้วยกัน
รวมถึงสาวที่สารภาพรักแต่ล้มเหลว…
ความทรงจำทั้งหมดเปรียบดังน้ำนิ่ง ไม่มีสิ่งใดสลักลึกลงใน
ใจเป็นพิเศษ มิได้กระเพื่อมจนสั่นคลอนจิตใจสถานหนัก ไคลน์
ไม่ได้โหยหาหรืออาวรณ์แทบขาดใจ เพียงแต่ ความทรงจำ
เหล่านั้นช่วยให้ชีวิตของมันชุ่มฉ่ำและมีสีสันเสมอมา
คงจริงที่ว่า คนเราจะเห็นค่าของสิ่งใกล้ตัวในยามที่สูญเสีย
ไปแล้ว
ท้องฟั้าที่เคยแดงฉานเริ่มเปลี่ยนเป็นแสงทองอร่ามในยาม
เช้า ไคลน์ครุ่นคิดกับตัวเองอยู่นานจนได้คำตอบ
…
เมื่อลุกจากเตียง มันเดินไปยังห้องน้ำรวมเพื่อทำกิจวัตรหลัง
ตื่นนอน ล้างหน้าแปรงฟัน
จากนั้นก็เดินจับจ่ายตลาดชดเชยอาหารที่หมดลงไปกับมื้อ
ใหญ่เมื่อคืน ธนบัตรหนึ่งซูลถูกยื่นให้มาดามสลินเพื่อเป็นค่าขนม
ปังไรย์หนักแปดปอนด์ซึ่งมีราคาเก้าเพนนี ถัดมาเป็นการจับจ่าย
จิปาถะทดแทนอาหารภายในบ้านที่หมดลง
หลังจากเสร็จมื้ออาหาร ขณะพี่น้องคนอื่นกำลังเปลี่ยน
เสื้อผ้าเพื่อเตรียมตัว
“ราคาสินค้าบริโภคเริ่มคงที่แล้ว…”
ไคลน์กล่าว
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ วันว่างของเบ็นสันและเมลิสซ่า
ไคลน์อยู่ในชุดสุภาพ มันนั่งลงบนเก้าอี้พลางกาง
หนังสือพิมพ์ฉบับเก่าของเมื่อวานออกมาอ่าน พลางกล่าวด้วย
น้ำเสียงตื่นเต้น
“บ้านว่างให้เช่า : เขตเหนือ บ้านเลขที่สาม ถนนเวนเดล
บ้านเดี่ยวสองชั้น ชั้นบนประกอบด้วยหกห้องนอน สามห้องน้ำ
และสองระเบียงใหญ่ ชั้นล่างประกอบด้วยห้องทานอาหาร
ห้องนั่งเล่น ห้องครัว สองห้องน้ำ และสองห้องนอนแขก รวมถึง
ห้องเก็บของใต้ดิน หน้าบ้านมีพื้นที่ส่วนตัวกว้างสองอาร์ รวมถึง
สวนขนาดเล็ก สัญญาเช่ามีตั้งแต่หนึ่งปี สองปี ไปจนถึงสามปี
ค่าเช่าสัปดาห์ละหนึ่งปอนด์กับอีกหกซูล ท่านใดที่สนใจ ให้
เดินทางไปยังถนนแชมเปญและตามหามิสเตอร์กุซุฟ”
“นั่นจะเป็นบ้านในอนาคตของพวกเรา”
หลังจากเบ็นสันแต่งตัวเสร็จ มันกล่าวขณะสวมหมวกทรง
กึ่งสูงสีดำ
“โฆษณาบ้านเช่าในหนังสือพิมพ์มักแพงกว่าที่สำนักงาน
จัดหาบ้านเช่าเสมอ ที่สำนักงานจะมีตัวเลือกราคาถูกกว่าซึ่ง
คุณภาพแทบไม่ต่างกัน”
“ทำไมพวกเราไม่ไปสำนักงานจัดหาบ้านเช่าสำหรับชน
ชั้นทำงานโดยเฉพาะล่ะ?”
เมลิสซ่าเดินออกจากห้องพร้อมกับส่งเสียงถาม ในมือถือ
หมวกตาข่ายของดูต่างหน้ามารดา เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย
แล้ว สาวน้อยมาในชุดเดรสยาวสีเทาซึ่งมีรอยปะชุนหลายแห่ง
ถึงจะมีนิสัยเงียบขรึมและเก็บตัว แต่นั่นก็มิได้ปกปิดความ
ร่าเริงของเธอ
เบ็นสันหัวเราะ
“เธอไปได้ยินชื่อสำนักงานจัดหาบ้านเช่าชนชั้นแรงงาน
มาจากใคร? เจนนี่? มาดามร็อชเชอร์? หรือเซเลน่าเพื่อนซี้?”
เมลิสซ่าหันไปมองเบ็นสันพร้อมกับตอบเสียงค่อย
“มาดามร็อชเชอร์… พวกเราเจอกันตอนล้างหน้าก่อน
นอนเมื่อคืน เธอถามเกี่ยวกับการสัมภาษณ์งานของไคลน์ ฉันจึง
เล่าให้ฟังอย่างคร่าว เธอก็เลยบอกให้ลองไปติดต่อสำนักงาน
จัดหาบ้านเช่าสำหรับชนชั้นแรงงาน”
เมื่อเบ็นสันสัมผัสได้ว่าไคลน์กำลังขมวดคิ้ว มันส่ายศีรษะ
และอธิบายอย่างอารมณ์ดี
“กลุ่มเปั้าหมายของสำนักงานดังกล่าวคือคนจน ไม่สิ
ระบุให้ชัดคือกลุ่มชนชั้นล่างของสังคม บ้านเช่าส่วนใหญ่จะมี
สภาพทรุดโทรม ถูกซ่อมบำรุงมาแล้วหลายครั้ง เกือบทั้งหมดจะ
เป็นห้องน้ำรวม ข้อดีเดียวคือได้เลือกว่าจะเช่าห้องหนึ่งเตียง
สองเตียง หรือสามเตียงเท่านั้น เธอยังต้องการอาศัยใน
สภาพแวดล้อมเหมือนเดิมต่อไปหรือ?”
“ถึงสำนักงานจัดหาบ้านเช่าสาขาทิงเก็นจะมีลักษณะ
ธุรกิจคล้ายคลึงกัน แต่ตัวเลือกกว้างกว่ามาก ที่นั่น พวกเราจะมี
สิทธิ์เลือกบ้านแถวสำหรับชนชั้นกลางระดับต่ำ แต่ด้วยความ
สัตย์จริง ฐานะทางการเงินของพวกเราดีกว่าชนชั้นกลางระดับ
ต่ำไปมากแล้ว แต่ก็ยังห่างจากชนชั้นกลางที่แท้จริงอยู่
พอสมควร ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รายได้ แต่เป็นเงินเก็บที่ยังมีไม่มาก
พอ”
ไคลน์พักหน้าขณะรับฟัง ก่อนจะวางหนังสือพิมพ์ลงและ
หยิบหมวกทรงกึ่งสูงสีดำมาสวม
“ไปกันเถอะ”
“ถ้าจำไม่ผิด สำนักงานจัดหาบ้านเช่าสาขาทิงเก็นจะอยู่
บนถนนดารารัตน์”
เบ็นสันกล่าวขณะใช้มือผลักประตู
“เฉกเช่นสำนักงานจัดหาบ้านเช่าสำหรับชนชั้นแรงงาน
ธุรกิจประเภทนี้จะถูกเรียกว่า ‘เงินกินเปล่า 5%’… พวกนายรู้
ไหมว่าหมายถึงอะไร?”
“ไม่ทราบ”
ไคลน์ตอบพลางยกไม้ค้ำก้าวเดินเคียงข้างเมลิสซ่า
ขณะเดียวกัน เด็กสาวผมดำเงางามยาวถึงหลังรีบส่ายหน้า
เป็นเชิงไม่ทราบ
เบ็นสันอธิบายต่อ
“สำนักงานจัดหาบ้านเหล่านี้ได้รับอิทธิพลมาจากสาขา
เมืองหลวงเบ็คลันด์ ช่องทางรายได้จะมีทั้งหมดสามส่วน”
“อย่างแรก ได้รับเงินสนับสนุนจากหน่วยงานการกุศล
อย่างที่สอง ได้รับเงินจากการระดมทุนพิเศษ พวกมันสามารถกู้
เงินรัฐบาลได้ในอัตราดอกเบี้ยเพียง 4% ต่อปี และอย่างที่สาม
ถ้าหาลูกค้าให้เจ้าของบ้านเช่าได้ สำนักงานจะหักรายได้ 5%
จากค่าเช่าที่เจ้าของบ้านได้รับ นี่คือที่มาของคำว่า ‘เงินกินเปล่า
5%’”
สามพี่น้องเดินลงบันไดและตรงไปยังถนนดารารัตน์ สาเหตุ
ที่ยังไม่บอกมิสเตอร์แฟรงค์เพราะเบ็นสันต้องการรับประกัน
บ้านหลังใหม่เสียก่อน ทั้งสามไม่อยากตกอยู่ในสถานที่ถูกไล่
ออกจากบ้านเดิม แต่ไม่มีบ้านใหม่ให้ย้ายเข้า
“แต่เคยได้ยินจากเซเลน่าว่า มีสำนักงานจัดหาบ้านบาง
แห่งดำเนินการทุกอย่างโดยไม่คิดเงิน เรียกได้ว่าการกุศลเต็ม
ตัว”
เมลิสซ่าถามพลางขมวดคิ้ว
เบ็นสันคิกคัก
“ก็มีอยู่นะ เช่นบริษัทสินเชื่อเดอไวล์ที่เซอร์·เดอไวล์
บริจาคเงินส่วนตัวสมทบ เขาจะสร้างหอพักราคาถูกกว่าปรกติ
สำหรับชนชั้นแรงงานโดยเฉพาะ แถมยังมีที่ปรึกษาเกี่ยวกับบ้าน
เช่าคอยให้คำแนะนำโดยไม่คิดเงิน แต่ผู้เข้าพักอาศัยจะถูกตี
กรอบด้วยกฎที่เข้มงวด”
“ฟังดูเหมือนนายไม่ค่อยชอบเขา?”
ไคลน์สัมผัสได้ มันอมยิ้ม
“เข้าใจผิดแล้ว ฉันเคารพเซอร์·เดอไวล์มาก เพียงแต่
เขายังเข้าไม่ถึงความยากจนที่แท้จริง หอพักคนจนอาจเป็นสิ่งที่
ฟังดูสวยหรู แต่ในทางปฏิบัติแล้วไม่จริงเลย ตัวอย่างเช่น ทุกคน
ที่ย้ายเข้าต้องฉีดวัคซีนหลักครบหมดแล้วเท่านั้น แถมยังต้อง
แบ่งเวรทำความสะอาดห้องน้ำรวม ห้ามปล่อยเช่าพื้นที่ในห้อง
ให้บุคคลอื่น ห้ามทำกิจกรรมหารายได้ภายในห้อง ห้ามมั่วสุม
เรื่องเพศภายในห้อง ห้ามเด็กเล็กวิ่งตามทางเดิน”
“ให้ตายสิ… เขาคิดจะสร้างหอพักอบรมสุภาพบุรุษและ
สุภาพสตรีหรืออย่างไร?”
เบ็นสันตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ไคลน์ขมวดคิ้ว
“เท่าที่ฟังดูก็ไม่เห็นเป็นปัญหาตรงไหน ฉันกลับคิดว่าเป็น
กฎที่สมเหตุสมผลดีแล้ว”
“นั่นสิ”
เมลิสซ่าพยักหน้าเห็นด้วย
เบ็นสันเอียงคอมองน้องชายน้องสาวก่อนจะหัวเราะคิกคัก
“สงสัยฉันคงเลี้ยงพวกเธอดีเกินไป จึงไม่เคยพบเห็น
ความยากจนที่แท้จริง พวกเธอคิดว่าคนเหล่านั้นจะมีเงินจ่ายค่า
วัคซีนหลักครบทุกชนิดอย่างนั้นหรือ? การขอรับวัคซีนฟรีจาก
รัฐบาลต้องรอนานกว่าสามเดือน”
“พวกเธอคิดว่างานของคนเหล่านั้นมั่นคงนักหรือ? ถ้าไม่
มีรายได้เสริมจากการแบ่งพื้นที่ห้องให้คนนอกเช่าห้อง ถ้าเกิด
อุบัติเหตุและตกงาน ก็ต้องย้ายออกทันทีใช่ไหม?”
“แถมยังมีหญิงสาวอีกหลายคนที่หารายได้โดยการเย็บ
เสื้อผ้าหรือแพ็คกล่องไม้ขีดขาย กิจกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่
เกิดรายได้ทั้งสิ้น ต้องไล่ออกจากหอพักให้หมดทุกคนเลยรึ
เปล่า?”
“คนจนแทบทั้งหมดจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงาน
พวกเธอคิดว่าคนเหล่านั้นมีเวลาอบรมวินัยบุตรหลานหรือ
อย่างไร? จะห้ามเด็กวิ่งบนทางเดินได้จริงหรือ?”
“ทางออกเดียวคือการขังปิดตายภายในห้องขณะ
ผู้ปกครองออกไปทำงาน รอให้เด็กโตกว่านี้ สักเจ็ดแปดขวบ
ค่อยส่งไปโรงงานบางแห่งที่ยอมรับเด็กเข้าทำงาน”
เบ็นสันอธิบายด้วยคำพูดที่แตกต่างจากทุกครั้ง ไคลน์พลัน
เย็นสันหลังวาบเมื่อฟังจบ
คนยากจนที่แท้จริงมีความเป็นอยู่แร้นแค้นขนาดนั้นเชียว
หรือ?
เมลิสซ่าที่เดินข้างไคลน์ เธอเงียบงันเป็นเวลานานก่อนจะ
กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยียบ
“หลังจากเจนนี่ย้ายไปอยู่ถนนสายล่าง เธอก็ไม่ยอมให้ฉัน
ไปเยี่ยมที่บ้านอีกเลย”
“ก็ได้หวังว่าพ่อของเธอจะตั้งตัวได้เมื่อหายจากอาการ
บาดเจ็บ แต่เคยได้ยินมาว่า คนติดเหล้ามักใช้เหล้าเพื่อบำบัด
ตัวเอง…”
เบ็นสันยิ้มแห้ง
ไคลน์ไม่กล่าวสิ่งใดต่อ เมลิสซ่าก็เช่นกัน สามพี่น้องเดินไป
บนถนนดารารัตน์อย่างเงียบงันจนกระทั่งถึงหน้าสำนักงาน
จัดหาบ้านเช่าสาขาทิงเก็น
เจ้าหน้าที่ต้อนรับคือชายวัยกลางคนที่มีรอยยิ้มเป็นมิตร มัน
มิได้สวมชุดทางการนัก มีเพียงเชิ้ตขาวและกั๊กดำพอเป็นพิธี
“เรียกผมว่าสกาเตอร์ ขอทราบได้ไหมครับว่าบ้านในใจ
เป็นแบบไหน?”
มันฉีกยิ้มกว้างขณะชำเลืองมองไม้ค้ำเลี่ยมเงินในมือไคลน์
ชายหนุ่มหันไปมองเบ็นสันที่มีวาทศิลปสูงกว่า ก่อนจะทำ
สัญญาณมือบอกใบ้ให้อีกฝั่ายอธิบายแทน
เบ็นสันหันไปกล่าวหนักแน่น
“บ้านแถวครับ”
สกาเตอร์หยิบแฟั้มเอกสารเล่มใหญ่มาเปิดออกทีละหน้า
มันกำลังอมยิ้ม
“มีทั้งหมดห้าหลังที่ยังว่างอยู่ อันที่จริง สำนักงานของเรา
มีกลุ่มเปั้าหมายเป็นครอบครัวใหญ่ขนาดตั้งแต่หกถึงสิบคน
อาศัยภายในบ้านใหญ่หลังเดียว ส่งผลให้ไม่มีรายชื่อของบ้าน
แถวมากนัก บนถนนดารารัตน์มีหนึ่งหลัง บ้านเลขที่สอง เขต
เหนือมีหนึ่งหลัง เขตตะวันออกมีหนึ่งหลัง… ค่าเช่าอยู่ระหว่าง
สิบสองถึงสิบหกซูล รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถอ่านได้ที่นี่”
สกาเตอร์ยื่นแฟั้มเอกสารให้เบ็นสัน ไคลน์ และเมลิสซ่า
หลังจากกวาดสายตามอง สามพี่น้องชี้นิ้วไปยังจุดเดียวกัน
โดยมิได้นัดหมาย
“ไปดูบ้านเลขที่สองบนถนนดารารัตน์กันก่อนเถอะ”
เบ็นสันเสนอแนะ ไคลน์และเมลิสซ่าพยักหน้าพร้อมเพรียง
บ้านหลังดังกล่าวอยู่ในเขตที่ทั้งสามคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี
เพราะถนนดารารัตน์นั้นใกล้กับถนนกางเขนเหล็กมาก