ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 31 โอสถ
ดันน์ สมิทจ้องมองไคลน์ด้วยนัยน์ตาสีเทาโดยไม่กล่าวสิ่งใด
เป็นเวลานานกว่าหนึ่งนาที่
แม้จะถูกสายตากดดัน แต่ไคลน์มีได้แสดงท่าทีสะดุ้งแต่
อย่างใด มันยังคงประสานสายตากับดันน์อยู่เช่นนั้น
“ผมขอเตือนเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าดื่มโอสถไปแล้ว คุณจะ
ถอยหลังกลับไม่ได้อีก”
ดันน์กล่าวด้วยน้ำเสียงลุ่มลึกแต่ไร้อารมณ์
ไคลน์ฉีกยิ้ม
“ผมทราบครับ แต่ผมขอเลือกที่จะทำตามเสียงของ
หัวใจ”
ประการแรก พลังของผู้ไร้หลับไม่สอดคล้องกับสิ่งที่มัน
ต้องการ เช่นเดียวกับพลังของโอสถ ‘ผู้ชม’ ซึ่งเคยได้ยินจาก
ชุมนุมไพ่ทาโรต์
ไคลน์ไม่แน่ใจว่าตนจะมีโอกาสพบเบาะแสโอสถเส้นทางอื่น
อีกตอนไหน ดังนั้นสุภาษิตที่ว่า ช้าๆ ได้พร้าสองเล่มงาม คงไม่
เหมาะกับสถานการณ์เร่งด่วนในปัจจุบัน
ด้วยเหตุนี้ การตัดสินใจจึงอยู่ในขอบเขตที่โบสถ์เทพธิดา
รัตติกาลจัดหาได้ เหลือเพียงผู้เก็บซากศพ นักทำนาย และผู้ส่อง
ความลับ
และเมื่อตัดผู้เก็บซากศพออกไป ตัวเลือกเหลือเพียงผู้ส่อง
ความลับและนักทำนาย
ทั้งสองเส้นทางอ่อนแอด้านการต่อสู้ทั้งคู่ และชำนาญในเวท
มนตร์พิธีกรรมเหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ช่วยให้ไคลน์ตัดสินใจ
ได้หนักแน่นคือ เนื้อความซึ่งเขียนอยู่ในไดอารีของจักรพรรดิโร
ซายล์-ชายคนนั้นเสียใจที่ไม่ได้เลือกหนึ่งในสามเส้นทาง
ประกอบด้วยผู้ฝึกหัด นักจารกรรม และนักทำนาย
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับ ‘การสวมบทบาท’ และ
‘การย่อย’ ที่ไคลน์ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก เพียงแต่ทราบว่า สอง
สิ่งดังกล่าวถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยลดโอกาสคลุ้มคลั่งของ
ผู้วิเศษ แถมยังช่วยดึงประสิทธิภาพของโอสถออกมาถึงขีดสุด
ส่วนเสียงประหลาดที่คอยตามหลอกหลอนในหัว เสียง
ประหลาดที่จูงใจให้ผู้วิเศษตกอยู่ในอาการคลุ้มคลั่ง ไคลน์ได้ยิน
พวกมันก่อนจะกลายเป็นผู้วิเศษเสียอีก
“เข้าใจแล้ว”
ดันน์หยิบหมวกทรงกึ่งสูงขึ้นมาสวม
“ตามผมลงไปข้างล่าง”
ไคลน์พยักหน้าพลางถอดหมวกคำนับ
กึก กึก กึก
คนทั้งสองมุ่งหน้าลงไปยังชั้นล่าง เสียงฝีเท้าดังสะท้อนทั่ว
ทางเดินมืดสลัว
ไคลน์เริ่มเกิดภาวะตึงเครียด มันพยายามหาเรื่องคุย
“หัวหน้าครับ คุณบอกว่าโอสถจะไม่มอบความรู้ด้านเวท
มนตร์และสิ่งเหนือธรรมชาติให้ผม เป็นสิ่งที่ต้องศึกษาและ
ขวนขวายด้วยตัวเอง หากเป็นเช่นนั้นจริง บรรพบุรุษของเราหา
ความรู้จากไหนกัน? ต้องเสี่ยงชีวิตเหมือนกับการไขปริศนาโอสถ
หรือไม่?”
ทางเดินใต้ดินยังมีบรรยากาศเหมือนกับทุกครั้ง อากาศที่นี่
บริสุทธิ์มาก แถมมีระบบถ่ายเทที่ดี แต่ด้วยเหตุผลบางประการ
ไคลน์กลับเย็นสันหลังวาบเมื่อมีสายลมพัดผ่าน
ดันน์หันมาจ้องไคลน์ ท่ามกลางแสงไฟสลัว นัยน์ตาเทาของ
มันลุ่มลึกกว่าปรกติ
ดันน์ตอนกลับอย่างสุขุม
“ถูกต้อง บรรพบุรุษอาศัยการทดลองและสรุปผล แต่นั่น
เป็นเพียงหนึ่งในสามวิธีที่มนุษย์ได้รับความรู้ของศาสตร์เหนือ
ธรรมชาติ”
“วิธีที่สองคือ เทพประทานความรู้ให้โดยตรง และวิธีที่
สามคือ เอ่อ… เป็นความรู้ที่ได้จากเสียงเพรียกกระซิบซึ่ง
ผู้วิเศษได้ยินเฉพาะบุคคล ใช่แล้ว… มันเป็นเสียงเย้ายวนที่
อันตรายมาก แต่ในบางครั้งก็มอบความรู้ที่มนุษย์ไม่เคยทราบ
มาก่อน”
“ทว่า จากข้อมูลด้านสถิติ ผู้วิเศษทุกคนที่ตั้งใจฟังเสียง
ดังกล่าวล้วนมีจุดจบเดียวกันคือคลุ้มคลั่ง”
“ถึงอย่างนั้น มนุษยชาติก็ติดหนี้บุญคุณพวกเขาที่ยอม
เสียสละตัวเอง บันทึกหรือไดอารีที่พวกเขาทิ้งไว้ก่อนตายล้วน
เป็นประโยชน์ต่อชนรุ่นหลังอย่างมหาศาล”
หนูทดลอง?
อากาศเย็นยะเยียบของโถงทางเดินส่งผลให้ร่างกายไคลน์
เริ่มสั่นเทา
ถ้าอย่างนั้นแล้ว พิธีกรรมเปลี่ยนดวงชะตาของเรา ที่จะได้
ยินเสียงกระซิบทุกครั้งหลังจากเดินทวนเข็มเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม
จัตุรัส จะส่งผลให้เราเกิดอาการคลุ้มคลั่งในอนาคตเหมือนกัน
หรือไม่?
เมื่อมาถึงทางแยก ดันน์มิได้ตรงไปยังประตูยานิส และมิได้
เลี้ยวขวาไปคลังอาวุธ คลังอุปกรณ์ หรือคลังเก็บของเก่า แต่มัน
เลือกเลี้ยวซ้ายไปยังมหาวิหารพระแม่เซเลน่า
ทว่า ขณะมาเดินถึงกลางทาง หัวหน้าเหยี่ยวราตรีชะงัก
ฝีเท้าและใช้มือกดปุั่มเปิดประตูลับอย่างรวดเร็ว ไคลน์ไม่ทัน
สังเกตว่าดันน์กดลงไปยังจุดใด
“ที่นี่คือห้องแปรธาตุของเหยี่ยวราตรี ผมจะบอกให้
ลุงนีลล์หยิบสูตรโอสถนักทำนายรวมถึงส่วนผสมที่ใช้ออกมา
จากประตูยานิส แล้วก็… คุณโชคดีมากเลยนะ สงสัยเป็น
เพราะเทพธิดาคอยอำนวยพร เหยี่ยวราตรีของเราจึงยังเหลือ
วัสดุสำหรับผลิตโอสถนักทำนายได้อีกสองขวด ไม่อย่างนั้นคง
ต้องรอไปอีกพักใหญ่”
ดันน์ชี้นิ้วเข้าไปในห้อง
“นั่งรอด้านในก่อน ลุงนีลล์จะมาผสมโอสถให้ที่นี่ คุณ
ต้องคอยศึกษาไว้ ถือเป็นพื้นฐานของศาสตร์พลังเหนือธรรมชาติ
แล้วก็… ห้ามแตะต้องอุปกรณ์ภายในห้องโดยพลการ พวกมัน
แพงมาก อันตรายมาก หรือไม่ก็ทั้งคู่”
เมื่อกล่าวจบ ดันน์เว้นวรรคไปพักหนึ่งก่อนจะพูดเสริม
เหมือนทุกครั้ง
“เอ่อ… จริงด้วย ผมลืมบอกไป คุณกลายเป็นผู้วิเศษ
เนื่องจากถูกคนขององค์กรลับสะกดรอยและรื้อค้นบ้าน การ
ตัดสินใจของคุณทำให้เหยี่ยวราตรีได้รับข้อมูลสำคัญ หรืออีกนัย
หนึ่งก็คือ ความดีความชอบตรงนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ไม่ได้
แปลว่าคุณกลายเป็นเจ้าหน้าที่ฝั่ายปฏิบัติการแล้ว คุณยังคงเป็น
เจ้าหน้าที่พลเรือนเช่นเคย ค่าตอบแทนรายสัปดาห์จึงไม่
เปลี่ยนแปลง หน้าที่ของคุณคล้ายคลึงของเดิม พยายามเดิน
สำรวจเบาะแสระหว่างบ้านเวิร์ชและหอพัก แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมา
คือ คุณต้องตั้งใจศึกษาศาสตร์เหนือธรรมชาติกับลุงนีลล์อย่าง
เป็นกิจจะลักษณะ ส่วนเรื่องเวลาให้นัดแนะกันเอาเอง”
“เข้าใจแล้วครับ”
สิ่งเดียวที่ตะขิดตะขวงใจไคลน์คือการที่ค่าตอบแทนไม่
เพิ่มขึ้น… นอกนั้นเขารับได้
จากคำบอกเล่าของดันน์ก่อนหน้านี้ ผู้วิเศษจำเป็นต้องทำ
ความเคยชินกับพลังของโอสถไปอีกสักพัก หมายความว่า หาก
มันถูกบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการทันทีและต้องออกปฏิบัติ
ภารกิจเหนือธรรมชาติ สิ่งเดียวที่รออยู่คงเป็นความตายแน่แท้
ขณะดันน์เดินกลับไปถึงทางแยก มันหันหลังมาเรียกไคลน์
อีกหน
“ยังมีอีกเรื่อง”
นั่นปะไร…
ไคลน์เริ่มเคยชินกับ ‘รูปแบบ’ ของหัวหน้าผู้นี้แล้ว
“พวกเราสามารถวิเคราะห์การกระทำของลัทธิเร้นลับได้
บางส่วน”
ดันน์กล่าวด้วยน้ำเสียงปรกติ
“มีความเป็นได้สูงที่พวกมันจะไม่ก่อกวนคุณอีกใน
อนาคต แต่อย่าประมาทไว้จะดีกว่า เพราะตราบใดที่พวกเรายัง
ไม่มีความชัดเจนว่า สมุดบันทึกอันทีโกนัสมีความสำคัญกับพวก
มันในระดับใด”
“จากการสำรวจเบื้องต้น สมุดเล่มนี้เป็นของโบราณจาก
ยุคสมัยที่สี่จริง มีพลังอำนาจบางอย่างแอบแฝงอยู่ และยัง
เกี่ยวพันกับจักรวรรดิโซโลม่อนและขุนนางทุจริตในสมัยนั้น
โดยตรง”
“เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณมากหัวหน้า”
ไคลน์ถอนหายใจยาว
นี่คืออีกหนึ่งเหตุผลที่ว่า ทำไมไคลน์ถึงต้องรีบกลายเป็น
ผู้วิเศษนัก
เมื่อเห็นดันน์เดินลับสายตาโดยไม่กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม ไคลน์
จึงย่างกรายเข้าไปในห้องแปรธาตุ
ด้านในมีโต๊ะยาวตั้งอยู่พร้อมกับอุปกรณ์หลากหลายชนิด
ทั้งหลอดทดลอง หลอดหยด ตาชั่ง รวมถึงเบ้าหลอม คล้ายคลึง
กับอุปกรณ์ในคาบเรียนวิทยาศาสตร์มาก เพียงแต่โบราณและ
ไม่ละเอียดเท่าเครื่องไม้เครื่องมือยุคปัจจุบัน
นอกจากนั้นยังมีหม้อต้ม ทัพพีไม้สีเข้ม บอลคริสตัล และ
อุปกรณ์ที่ไม่คุ้นเคยอีกหลายชนิด แถมยังมีตราสัญลักษณ์
ศักดิ์สิทธิ์ถูกตกแต่งอยู่ทั่วห้อง มอบบรรยากาศลึกลับเหนือคำ
บรรยาย
ไคลน์กวาดสายตามองไปรอบห้องอย่างสนอกสนใจ แต่
แน่นอน มันไม่โง่พอจะใช้มือสัมผัสจับต้อง
ถัดมาไม่นาน เสียงฝีเท้าขึ้นจากด้านนอก เป็นลุงนีลล์ที่เดิน
เข้ามาพร้อมกับกล่องสีเงินสลักลวดลายซับซ้อน
ลุงนีลล์ยังคงสวมชุดคลุมสีดำซึ่งไม่เข้ากับยุคสมัย แต่ดันเข้า
กับหมวกสักหลาดที่มีสีเดียวกันอย่างลงตัว
“เจ้าหนุ่ม นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะเลือกเส้นทางนัก
ทำนาย”
ลุงนีลล์วางกล่องสีเงินลงบนโต๊ะ ก่อนจะใช้นัยน์ตาสีแดงที่
เริ่มขุ่นมัวจ้องพิจารณาไคลน์
“นิสัยของเจ้าเหมือนกับฉันตอนยังหนุ่มไม่มีผิด ไม่ชอบที่
จะเหมือนใคร หลงใหลการแสวงหาความรู้… ไม่เลว เอาล่ะ
ช่วยฉันจุดโคมไฟในห้องก่อน จากนั้นก็ปิดประตู”
“ครับ”
ไคลน์ระวังตัวสุดขีดขณะเอื้อมมือเปิดโคมไฟแก๊สที่ติดกับ
ผนังห้อง มันไม่ต้องการทำสิ่งใดหล่นแตก เพียงไม่นาน ห้องแปร
ธาตุก็สว่างไสวเหมาะแก่การทำงาน
แกร่ก!
ประตูลับถูกปิดสนิท ไคลน์หันกลับมาพบชายชราผมขาวที่มี
ริ้วรอยลึกหลายแห่งบนใบหน้า ปัจจุบัน ลุงนีลล์กำลังใช้เศษกิ่ง
ไม้ประหลาดขูดกับหม้อต้มสีดำสนิท
“การปรุงโอสถระดับต่ำงั้นง่ายมาก อย่างน้อยก็จนถึง
ลำดับเจ็ด ขั้นตอนไม่ซับซ้อน ไม่จำเป็นต้องใช้เพลิงชนิดพิเศษ
หรือพิธีกรรมประหลาด แถมคาถาก็เรียบง่าย”
“แค่ผสมวัสดุตามปริมาณที่ระบุไว้ในสูตร ทำตามขั้นตอน
โดยไม่บิดเบือน เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว”
ลุงนีลล์ฉีกยิ้มกว้าง
“แค่นี้เองหรือครับ?”
ไคลน์ประหลาดใจเล็กน้อย
ง่ายขนาดนี้เชียว? ง่ายเหมือนกับพิธีกรรมเปลี่ยนดวง
ชะตา…
ง่ายจนน่ากลัว
“คงเป็นของขวัญจากเทพกระมัง… เทพธิดาจง
เจริญ”
ลุงนีลล์ทำสัญลักษณ์ดาวแดงสี่จุดบริเวณหน้าอก ก่อนจะ
เปิดกล่องเงินและนำกระดาษหนังแพะที่มีสภาพเก่าแก่โบราณ
ออกมา
กระดาษหนังแพะสีน้ำตาลอมเหลืองค่อยๆ ถูกคลี่ออกทีละ
นิดจนเผยให้เห็นอักษรด้านใน ไคลน์แอบชำเลืองจาก
ระยะห่าง…
เป็นอักษรเฮอร์มิส ภาษาที่มันคุ้นเคย
หมึกบนกระดาษมีสีแดงเข้มราวกับเขียนด้วยเลือด แถม
คลับคล้ายคลับคลาว่ายังไม่แห้งสนิท แต่ก็ไม่มีสิ่งใดพิเศษ
นอกเหนือจากนี้
“นักทำนาย : น้ำบริสุทธิ์หนึ่งร้อยมิลลิลิตร วานิลลาราตรี
สิบสามหยด มินท์ทองคำเจ็ดใบ…”
ไคลน์พยายามอ่านเนื้อความ แต่อักษรที่เหลือถูกบดบังโดย
ข้อมือของลุงนีลล์อย่างมิดชิด
“น้ำบริสุทธิ์คือน้ำที่ผ่านการกลั่นซ้ำหลายสิบหน โชคดีที่
ฉันทำเตรียมไว้ล่วงหน้าจำนวนหนึ่ง เราจึงข้ามขั้นตอนนี้ไป
ได้”
ขณะกล่าว ลุงนีลล์เอื้อมมือหยิบขวดแก้วที่ปิดสนิทบนโต๊ะ
ด้วยความเคยชิน จากนั้นก็บิดฝาและเทน้ำบริสุทธิ์ประมาณหนึ่ง
ร้อยมิลลิลิตรลงในหม้อต้มโดยไม่คิดมาก
ไคลน์ไม่กล้าถามสิ่งใด กลัวว่าตนจะไปรบกวนสมาธิการ
ผสมของลุงนีลล์ เพราะแต่ไหนแต่ไร ตัวมันมีหน้าที่แค่ดื่ม
“วานิลลาราตรีสิบสามหยด… นี่ก็เป็นสิ่งที่เตรียมไว้
ล่วงหน้าแล้วเช่นกัน มันถูกใช้ในหลายโอกาสมาก”
ลุงนีลล์นำขวดสีน้ำตาลใบเล็กออกจากกล่องเงิน เปิดฝา
และใช้หลอดหยดดูดขึ้นไปเล็กน้อย ก่อนจะหยดลงในหม้อต้ม
จำนวนสิบสามหยดถ้วนด้วยท่าทีผ่อนคลาย
เกิดกลิ่นเย้ายวนเจือจางลอยจากปากหม้อ ไคลน์สัมผัสได้
ถึงความสงบอย่างน่าประหลาด
“มินท์ทองคำเจ็ดใบ…”
ลุงนีลล์หยิบกระปุกสีเงินขนาดไม่ใหญ่มากออกมาเปิดฝา
ปลายนิ้วคีบใบไม้ออกมาใส่หม้อทั้งหมดเจ็ดครั้ง จากนั้นก็ใช้
จมูกสูดดมกลิ่นในหม้อดังฟุดฟิด
“4 5 6 7… สมบูรณ์แบบ”
ลุงนีลล์ยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนจะก้มหน้าอ่านสิ่งที่เขียนบน
กระดาษหนังแพะต่อ
“พิษจากใบเฮ็มล็อคสามหยด… นี่ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ควร
กินส่งเดช พิษของใบไม้ชนิดนี้จะทำให้รู้สึกชาไปทั้งตัว หากดื่ม
เข้าไปในปริมาณมากอาจถึงตายได้ เป็นวิธีฆ่าตัวตายที่คนสมัย
โบราณนิยมใช้”
เอ่อ… ผมคงไม่โง่ขนาดนั้นกระมัง
ไคลน์รำพันกับตัวเอง
ลุงนีลล์นำหลอดหยดอันใหม่ออกมาดูดของเหลวในขวด
ก่อนจะหยดพิษใบเฮ็มล็อคลงไปในหม้อต้ม ของเหลวในหม้อ
ผสมผสานกันจนเกิดกลิ่นประหลาดที่มอบความรู้สึกสดชื่น
“ผงหญ้าโลหิตมังกรเก้ากรัม…”
ลุงนีลล์รื้อค้นกล่องสีเงินสักพักก่อนจะหยิบหลอดแก้วที่ด้าน
ในมีผงสีดำบรรจุออกมา จากนั้นก็เทใส่ถ้วยบีกเกอร์ที่วางอยู่บน
ตาชั่งจนครบเก้ากรัม
มันคว่ำบีกเกอร์เทผงใส่หมอต้มพร้อมกับคนกวนส่วนผสม
ทั้งหมดสองรอบด้วยทัพพีไม้สีเข้ม
ท่าทีเฉื่อยชาและไม่พิถีพิถันของลุงนีลล์ทำให้ไคลน์เป็น
กังวลเล็กน้อย
“อันที่จริง วัตถุดิบเหล่านี้เป็นเพียงส่วนเสริม ไม่
จำเป็นต้องตามสูตรเปั๊ะๆ ก็ได้ หืม… จะใส่เพิ่มอีกสักนิดดีรึ
เปล่านะ?”
ลุงนีลล์กล่าวติดตลก
“แต่วัตถุดิบอีกสองชนิดที่เหลือนั้นไม่ใช่ เราสามารถใส่
น้อยกว่าปรกติได้ แต่ต้องไม่ห่างจากที่ระบุในสูตรมากนัก
ไม่อย่างนั้นการปรุงโอสถจะล้มเหลว… และห้ามใส่เกินโดย
เด็ดขาด ไม่อย่างนั้น เจ้าเตรียมตัวกลายเป็นคนเสียสติได้เลย
แถมยังมีโอกาสสูงมากที่จะเสียชีวิตคาที่”
ไคลน์พลันตึงเครียดขณะลุงนีลล์หยิบโหลแก้วสีดำออกจาก
กล่องสีเงิน
“โลหิตหมึกลาวาสิบมิลลิลิตร… เจ้านี่เป็นสายพันธุ์ที่
แปลกมาก เรียกว่าสัตว์วิเศษก็ไม่ผิดนัก น่าจะกลายพันธุ์มาอีก
ทอดหนึ่ง เลือดของมันจะเสื่อมคุณสมบัติทันทีที่โดนแสงแดด
เราจึงต้องเก็บไว้ในภาชนะทึบแสง”
โทนเสียงของลุงนีลล์ไม่ผ่อนคลายเหมือนก่อนหน้า มัน
บรรจงตวงเลือดสิบหยดใส่หลอดแก้วอย่างระมัดระวัง
โลหิตหมึกลาวาจะมีสีฟั้าเรืองแสงเหมือนกับท้องฟั้า มันจะ
พ่นฟองอากาศลวงตาตลอดเวลาราวกับเป็นประตูกับเชื่อมต่อ
โลกวิญญาณ
“หลังจากตวงเสร็จ ต้องเทมันออกสักสองสามหยดเพื่อ
ไม่ให้ปริมาณเกินที่กำหนด”
ลุงนีลล์กล่าวเสียงค่อย
ในวินาทีที่เลือดสีฟั้าสัมผัสกับของเหลวในหม้อต้ม เกิดเสียง
ฟองผุดคล้ายกับน้ำเดือด บรรยากาศรอบห้องแปรธาตุถูกอาบ
ด้วยแสงสีฟั้าครามทันใด
ไคลน์รู้สึกคุ้นเคยและไม่คุ้นเคยในเวลาเดียวกัน
เหมือนกับ… ตอนอยู่ในท้องแม่
โลหิตหมึกลาวามีอำนาจกระตุ้นดวงวิญญาณของมนุษย์มาก
เพียงนั้น
“และสุดท้าย คริสตัลวารีดาวห้าสิบกรัม”
เสียงของลุงนีลล์ได้ปลุกให้ไคลน์กลับสู่โลกความเป็นจริงอีก
ครั้ง มันรีบมองไปบนโต๊ะ
ในมือชายชรากำลังถือเศษคริสตัลที่ใสบริสุทธิ์อย่างน่า
เหลือเชื่อ และที่แปลกคือ ผิวของมันไม่ได้มีลักษณะเหลี่ยมแข็ง
แต่โค้งมนคล้ายคลึงกับเยลลีสีใสเสียมากกว่า
แสงสีฟั้ารอบห้องส่องสะท้อนคริสตัลจนเกิดประกาย
ระยิบระยับประหนึ่งบรรจุดวงดาวไว้ด้านใน
“นี่เป็นวัสดุหายากสำหรับสร้างคริสตัลทำนาย… ต้อง
ใช้ให้ประหยัดและคุ้มค่าที่สุด”
ลุงนีลล์กล่าวพลางใช้มีดเงินเล่มเล็กที่มีลวดลายซับซ้อนกรีด
แยกคริสตัลออกจากกัน
“น้ำบริสุทธิ์ วานิลลาราตรี ใบมินท์ทองคำ พิษใบเฮ็ม
ล็อค ผงหญ้าโลหิตมังกร เลือดหมึกลาวา และคริสตัลวารีดาว
ทั้งหมดสำหรับโอสถนักทำนาย…”
ไคลน์ทวนวัตถุดิบซ้ำ
เมื่อจัดการเสร็จ ลุงนีลล์หยิบเศษคริสตัลวารีดาวใส่หม้อต้ม
จนครบห้าสิบกรัม
ซู่วว-
หมอกสีเทาฟุั้งโขมงออกจากหม้อต้ม บรรยากาศภายในห้อง
แปรธาตุพลันตลบอบอวล
ท่ามกลางหมอกคละคลุ้ง ไคลน์มองเห็นดวงดาวจำนวนมาก
ส่องแสงระยิบระยับ ขณะเดียวกันก็รู้สึกราวกับถูกสิ่งที่มองไม่
เห็นกำลังจ้องมอง
หมอกเทาสลายไปในอีกหลายวินาทีถัดมา ลุงนีลล์รีบใช้
ทัพพีไม้ตักของเหลวเหนียวหนืดออกจากหม้อต้ม ลักษณะของ
มันนุ่มเหนียวและเกาะกันเป็นเนื้อเดียว ไม่มีแม้แต่หนึ่งหยดที่
เหลือค้างติดก้นหม้อ
ลุงนีลล์นำของเหลวดังกล่าวใส่แก้วสีขุ่นเบื้องหน้าก่อนจะชี้
นิ้ว
“เสร็จแล้ว โอสถนักทำนายของเจ้า”