ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 315 กลับมาเยือนวิหารฤดูเก็บเกี่ยว
เมืองเงินพิสุทธิ์ ภายในห้องมืดอันคับแคบ
เดอร์ริคกำลังนั่งบนขอบเตียง ก้มหน้าอ่านและจดจำข้อมูล
ของเจ็ดเทพจารีตที่เพิ่งได้รับมาจากชุมนุมทาโรต์ โดยพยายาม
บันทึกลงในสมองอย่างตั้งใจ
พระนามของเทพอันแปลกหูทั้งเจ็ด รวมถึงตำนานพิสดาร
อันไม่สอดคล้องกับคำสอนของเมืองเงินพิสุทธิ์เลยสักนิด สองสิ่ง
นี้ทำให้เด็กหนุ่มเริ่มตระหนักว่า โลกของแฮงแมนและจัสติส
แตกต่างกับตนเป็นอย่างมาก
ดินแดนของพวกเขาไม่ถูกเทพทอดทิ้งเหมือนกับเรา หรือว่า
หลังจากถูกพระองค์ทอดทิ้งไป ก็มีเทพองค์ใหม่สานต่อทันที?
เดอร์ริคนั่งเงียบงันในความมืดโดยไม่ขยับเขยื้อนร่างกาย
ด้านนอกหน้าต่างมีสายฟั้าสีขาวฟาดผ่าลงมาเป็นระยะ ช่วย
มอบแสงสว่างให้กับบรรยากาศโดยรอบ
เด็กหนุ่มพยายามจับลักษณะเด่นของเทพทั้งเจ็ด เชื่อมโยง
เข้ากับเทพบรรพกาลตามตำนานของเมืองเงินพิสุทธิ์ แต่พบว่ามี
เทพหลายตนครอบครองพลังไม่ตรงกัน
ตัวอย่างเช่น มังกรจินตภาพ ‘แอนเคอร์เวล’ ไม่มีเทพ
องค์ใดจากบรรดาทั้งเจ็ด ครอบครองพลังของเส้นทางมังกรเลย
เทพสงครามมีลักษณะเด่นคล้ายคลึงกับราชาคนยักษ์ เออ
เมียร์ เทพวายุสลาตันมีพลังคล้ายราชาเอลฟ ซอนญาทริม
เทพธิดารัตติกาลมีพลังคล้ายราชาหมาปั่าอสูร เฟรเกีย หรือไม่ก็
ต้นตระกูลแวมไพร์ ลิลิธ…แต่ในทางกลับกัน ด้านเทพสุริยัน
เจิดจรัส พระแม่ธรณี เทพปัญญาความรู้ และเทพจักรกลไอน้ำ
มิได้ใกล้เคียงกับเทพบรรพกาลตนใดทั้งสิ้น…
น่าเสียดาย เราเองก็ไม่ได้ตั้งใจเรียนในคาบประวัติศาสตร์
มากนัก อาจมีหลายสิ่งตกหล่นไปจากความทรงจำ…
ฟูั่ว…ในเมื่อช่วงนี้ยังไม่มีภารกิจลาดตระเวน เราควรหมก
ตัวอยู่ในหอสมุดของเมืองสักพัก ความรู้คือสิ่งจำเป็นสำหรับ
แลกเปลี่ยนข้อมูล…
เดอร์ริคลุกขึ้นพลางวางแผนในใจ
ปัญหาของเด็กหนุ่มคล้ายกับชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ส่วนใหญ่
นั่นคือ เด็กแทบทุกคนจะตั้งใจเรียนเฉพาะวิชาสำคัญและใช้งาน
ได้จริงเท่านั้น เช่นวิชาศึกษาปีศาจ วิชาจำแนกสัตว์ประหลาด
และวิชาผู้วิเศษ เป็นการเรียนเพื่อรับมือกับภัยอันตรายไม่คาด
ฝัน
รวมถึงวิชาเกี่ยวกับเพราะปลูก เพื่อมองหาแหล่งอาหาร
เพิ่มเติมให้กับเมืองเงินพิสุทธิ์ จึงไม่แปลกหากวิชาเสริมอย่าง
ประวัติศาสตร์และตำนานปรัมปราจะไม่ได้รับความนิยม
อย่างไรก็ตาม ข้อดีของวิชาประวัติศาสตร์คือการช่วยให้
ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ภาคภูมิใจในแผ่นดินเกิด รวมใจเป็นหนึ่ง
เดียว ช่วยให้สมาชิกหน่วยต่างๆ ตั้งใจปฏิบัติภารกิจมากขึ้น
สภาอาวุโสของเมืองจึงไม่ปิดกั้นข้อมูลมากนัก หากใครสนใจจะ
ศึกษาประวัติศาสตร์เพิ่มเติมจากหอสมุดก็สามารถกระทำได้
ตามสะดวก
เดอร์ริคเชื่อว่า ด้วยความช่วยเหลือจากโอสถปัจจุบัน ตน
สามารถจดจำเรื่องราวย้อนกลับไปได้ราวยี่สิบสามสิบปีก่อน
อย่างละเอียด
เด็กหนุ่มเดินออกจากบ้านพร้อมกับเหน็บขวานเฮอริเคนไว้
ข้างเอว มุ่งหน้าตรงไปตามทางเดินหินสะอาดสะอ้าน แต่สภาพ
ค่อนข้างเก่าและมีร่องรอยอารยธรรมเก่าแก่ จุดหมายปลายทาง
คือคอหอยคู่ ณ เขตเหนือของเมือง
หอคอยคู่แบ่งออกเป็นหลายส่วน มีทั้งหอสมุด จุด
แลกเปลี่ยนคะแนนผลงาน และจุดแจกจ่ายของใช้จำเป็นใน
ชีวิตประจำวัน
เหนือสุดของยอดหอคอยคือห้องพักอาศัยของเหล่าสภา
อาวุโส รวมไปถึงคลังเก็บสมบัติปิดผนึก สูตรโอสถ และวัตถุดิบ
ทุกชนิดซึ่งถูกสั่งสมรวบรวมนานกว่าสองพันปี
หลังจากเดินผ่านทางเข้าหอคอยยอดแหลม เด็กหนุ่มตรง
ขึ้นไปยังชั้นสามทันที่ เพราะเขตดังกล่าวคือห้องเก็บหนังสือ
ประวัติศาสตร์และตำนานปรัมปราของเมือง
ขณะเดอร์ริคเตรียมหยิบหนังสือ ‘ตำนานต้นกำเนิด’
ออกจากชั้นวาง ฝั่ามือยาวเรียวและผิวพรรณขาวซีดพลันพรวด
ตัดหน้าพร้อมกับคว้าหนังสือเล่มดังกล่าวไป
เดอร์ริครีบไล่มองตามต้นแขน เมื่อพบว่าอีกฝั่ายเป็นใคร
มันรีบก้มศีรษะต่ำ เลื่อนฝั่ามือขึ้นมาทาบบนหน้าอกและกล่าว
เสียงค่อย
“สวัสดีครับ ท่านอาวุโสโลเฟียร์”
สตรีผู้แย่งหนังสือ ‘ตำนานต้นกำเนิด’ ตัดหน้าเดอร์ริค
ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหนึ่งในหกสภาอาวุโส ‘คนเลี้ยงแกะ’ โล
เฟียร์
สาวสวยสวมเสื้อคลุมสีดำยาว สลักลวดลายลึกลับสีม่วงเข้ม
เส้นผมของเธอมีสีเงินลักษณะค่อนข้างหนา ช่วงปลายหยักศก
โค้งงอเล็กน้อย
ใบหน้าเรียบเนียนเกลี้ยงเกลา รูปโฉมงดงามตามแบบฉบับ
ผู้วิเศษ หากพิจารณาจากใบหน้า อายุของเธอไม่ควรจะมากกว่า
สามสิบตอนต้น ดวงตาสีเทาลุ่มลึกประหนึ่งสามารถทะลวงเข้า
ไปในดวงวิญญาณของคู่สนทนา
โลเฟียร์ผงกศีรษะลงแผ่วเบา รับการทักทายจากเด็กหนุ่ม
ตามมารยาท จากนั้นก็เดินออกจากเขตอ่านหนังสือพร้อมกับ
หนังสือหนึ่งเล่ม
อาวุโสโลเฟียร์กลับเป็นปรกติแล้ว…ไม่เหมือนกับช่วงก่อน
หน้าที่เธอมักสับเปลี่ยนอารมณ์อย่างกะทันหันจนยากคาดเดา
ประเดี๋ยวร้องไห้ ประเดี๋ยวเย้ยหยัน ประเดี๋ยวเดือดดาล…
เดอร์ริคก้มหน้าตรึกตรอง
ทันใดนั้น มันเริ่มตระหนักถึงบางสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล
อาวุโสโลเฟียร์ทำตัวปรกติเกินไป…
ปรกติจนน่าสงสัย…
…
เมื่ออ่านแฟั้มเอกสารจบ ไคลน์ไม่พบว่ามีคดีใดเกี่ยวข้องกับ
สัตว์โดยตรง
ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น เพราะย้อนกลับไปสมัยตำรวจกำลังทำ
คดีดังกล่าว พวกมันคงมองข้ามเบาะแสเกี่ยวกับสัตว์ไปทั้งหมด
เราต้องจำใส่ใจไว้ว่า ห้ามนำตัวเองเข้าไปสืบคดีโดยตรง
เด็ดขาด ต่อให้ตัดประเด็นที่ปีศาจสามารถสัมผัสถึงจิตมุ่งร้าย
ของผู้โจมตีออกไป แต่ลำพังความเสี่ยงในการเผชิญหน้ากับ
เหยี่ยวราตรี ก็มาพอจะทำให้เราคิดถอนตัวจากคดีนี้…ตัวเรา
เป็นเพียงหน่วยสนับสนุน ขอบเขตไม่มากไปกว่าการมอบ
คำแนะนำภายนอกอย่างผิวเผิน รวมถึงวิเคราะห์ว่า
พยานหลักฐานน่าเชื่อถือมากเพียงใด…
ไคลน์ย้ำเตือนตัวเอง
หลังจากเข้าใจพลังของปีศาจอย่างถ่องแท้ ชายหนุ่มชะงัก
แผนเดิมของตนทันที่ ยกเลิกการบอกให้สจ๊วตพยายามสืบหา
สัตว์เลี้ยงของผู้ต้องสงสัยทุกคน เพราะการทำเรื่องดังกล่าว อาจ
ส่งผลให้ปีศาจสัมผัสจิตมุ่งร้ายจากสจ๊วต และเกิดความสูญเสีย
โดยไม่จำเป็น
การสืบสวนยังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้น ทิศทางของรูปคดียังไม่
แน่ชัด ถ้าไปไม่ยุ่งกับสัตว์เลี้ยง สจ๊วตคงปลอดภัยไปอีกสักพัก
เนื่องจากปีศาจตนดังกล่าวคงไม่กล้าลงมือบุ่มบ่าม มันไม่ใช่พวก
เสียสติเหมือนกับชุมนุมแสงเหนือ เพราะหากมีพฤติกรรมสุดโต่ง
เช่นนั้นจริง คงไม่อยู่รอดมานานจนถึงทุกวันนี้…
ไม่วันพรุ่งนี้ก็วันมะรืน สจ๊วตคงส่งรายงานความคืบหน้า
ฉบับแรกมาถึง อาจมีเบาะแสเชื่อมโยงไปสู่ปีศาจตนดังกล่าว
เป็นเบาะแสลับที่ทุกคนมองข้ามาตลอด…
ไคลน์ล้วงกระเปั๋ากางเกงพลางเดินตรึกตรองภายใน
ห้องนั่งเล่น
ปัจจุบัน มันกำลังคิดไม่ตกอยู่หนึ่งเรื่อง
นั่นก็คือ ตนควรบอกใบ้อย่างไรให้เหล่านักสืบตระหนักได้ว่า
ผู้ลงมือก่อคดีฆาตกรรมต่อเนื่องอาจเป็นสัตว์ ไม่ใช่คนตามความ
เข้าใจเดิม
เราพูดออกไปตรง ๆ ไม่ได้ แบบนั้นฟังดูน่าสงสัยเกินไป
ต้องคอยชักจูงจากเงามืดเท่านั้น…
ไคลน์ก้มหน้าครุ่นคิดเป็นเวลานาน ภายในใจต้องการหาวิธี
ทำให้นักสืบทุกคนรวมถึงตัวเองปลอดภัย ขณะเดียวกันก็ต้องทำ
ให้ตนไม่ตกเป็นเปั้าเพ่งเล็งจากนักสืบคนอื่นมากนัก
ผ่านไปสักพัก หลังจากได้ข้อสรุป ชายหนุ่มหยิบปากกาและ
กระดาษขึ้นมาเขียน
“ถึงมิสเตอร์สแตนธอน ผมเริ่มตระหนักถึงข้อบกพร่องใน
สมมติฐานของตัวเอง ย้อนกลับไปในขณะที่นักสืบทุกคนกำลัง
ประชุมแสดงความเห็น พวกเราต่างคิดตรงกันว่า ฆาตกรไม่
น่าจะชำแหละศพเก่งมาตั้งแต่เกิด หรือก็คือ มันต้องเคยฝึกฆ่า
คนมาก่อน หรือไม่ก็เป็นนักเรียนแพทย์ที่เคยชำแหละศพ ใน
ตอนนั้น ผมก็มีความเห็นตรงกับทุกคน เชื่อว่ามันคงเคยก่อคดี
ในอดีต หรือไม่ก็เคยทำงานเกี่ยวกับศพ ทำให้แนวทางการ
สืบสวนของพวกเราเป็นไปในทิศทางดังกล่าวทั้งหมด แต่ตลอด
สองวันที่ผ่านมา หลังจากผมไตร่ตรองกับตัวเองอย่างละเอียด ก็
เริ่มพบข้อบกพร่องว่า คนร้ายไม่จำเป็นต้องฆ่ามนุษย์เพื่อฝึกฝน
ฝีมือเสมอไป… ต้องไม่ลืมว่า การฆ่าสัตว์ก็ช่วยฝึกชำแหละศพ
ได้เหมือนกัน โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ซึ่งมีอวัยวะภายในคล้ายมนุษย์
กรุงเบ็คลันด์มีสัตว์ตายทุกวัน และไม่มีใครคอยเก็บสถิติในเรื่อง
ดังกล่าว ฉะนั้น เมื่อมีซากสัตว์หายไปก็คงไม่มีใครตระหนักถึง
ไม่มีทางสืบหาว่าใครนำไป หากมองในมุมนี้ ซากสัตว์เหล่านั้น
จะเหมาะแก่การฝึกชำแหละศพเป็นอย่างมาก ทั้งหมดคือ
ความคิดของผม และต้องการปรึกษาหารือกับคุณ เชอร์ล็อก โม
เรียตี้”
ไคลน์มิได้ระบุอย่างเถรตรงว่าฆาตกรอาจเป็นสัตว์ร้าย แต่
การเอ่ยถึงซากสัตว์อาจทำให้นักสืบหัวไวอย่างไอเซนการ์ดหัน
มาสนใจเบาะแสเกี่ยวกับสัตว์มากขึ้น และบางที่ อาจนำเรื่องนี้
ไปบอกหน่วยพิเศษอีกทอดหนึ่ง สะกิดให้คนเหล่านั้นเอะใจและ
เปลี่ยนแปลงแนวทางสืบสวน
ขณะขีดเขียน ไคลน์สัมผัสได้ว่าข้อความของตนกำลังสื่อ
ความหมายเป็นนัยดังนี้
สาเหตุที่ทำให้ปีศาจตนดังกล่าวไม่ถูกตำรวจจับกุมมานาน
หลายปี เพราะเหยื่อของมันคือสัตว์ ไม่ใช่มนุษย์
ความตายของสัตว์จำนวนเล็กน้อยจะไม่ทำให้กรมตำรวจหัน
มาสนใจ
หวังว่าจดหมายของเราจะช่วยจุดประกายความคิดของพวก
เขา…
ไคลน์พับกระดาษใส่ซองจดหมาย จากนั้นก็เดินนำไปส่งที่
สำนักงานไปรษณีย์สุดถนนมินส์
ราวสิบห้านาทีถัดมา หลังจากนักกฎหมายเยอร์เก้นมองเห็น
นักสืบเชอร์ล็อกเดินวนเวียนผ่านหน้าบ้านตนหลายรอบ มัน
ตัดสินใจเปิดประตูออกไปถามเพื่อคลายความสงสัย
“มิสเตอร์โมเรียตี้ คุณลืมหยิบกุญแจบ้านออกมาด้วยใช่
ไหม”
“ก…ก็ทำนองนั้นครับ” ไคลน์ยิ้มแห้ง
“เข้ามานั่งเล่นในบ้านผมก่อนสิ รอให้ฟั้ามืดค่อยแอบปีน
กลับเข้าบ้านตัวเอง ในฐานะนักสืบเอกชน ฝีมือการปืนปั่ายของ
คุณคงไม่ธรรมดา” เยอร์เก้นชักชวนไคลน์ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
แบบนี้ก็ได้หรือ…ไคลน์ยืนมึนงงราวสองสามวินาที่ ก่อน
จะฉีกยิ้มกว้าง
“เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ!”
ชายหนุ่มยังคงไม่ลืมว่า คุณย่าของเยอร์เก้นมีฝีมือทำอาหาร
เป็นเลิศ!
แถมตนยังได้ฆ่าเวลาอย่างมีความสุขด้วยการเล่นกับเจ้าแมว
ดำโบรดี้!
…
เมื่อท้องฟั้ามืดสนิทและไคลน์เริ่มอิ่มท้อง มันเดินทางกลับ
เข้าบ้านของตน ก่อนที่จะออกจากบ้านอีกครั้งพร้อมกับไม้ค้ำใน
มือซ้าย
แผนการสำหรับวันนี้ก็คือ เดินทางไปยังถนนกุหลาบย่านทิศ
ใต้ของสะพานเบ็คลันด์เพื่อซักถามบิชอปยูทรอฟสกี้ว่า ใครคือ
เจ้าของมาสเตอร์คีย์คนก่อนหน้าเขา
ด้วยความช่วยเหลือจากการทำนายด้วยแท่งวิญญาณ ชาย
หนุ่มเดินทางมาถึงวิหารฤดูเก็บเกี่ยวในยามท้องฟั้ามืดสนิท และ
แอบใช้เส้นทางเดียวกับคราวก่อนลอบเข้าไป
อย่างไรก็ตาม บิชอปยูทรอฟสกี้มิได้กำลังสวดมนตร์อยู่ใน
ห้องโถง ด้านนอกมีเพียงม้านั่งยาวอันว่างเปล่าและเงียบสงัด
กำลังพักผ่อน…? ไคลน์ขมวดคิ้วขณะแทรกซึมเข้าไปด้าน
ในห้องโถง
หลังจากเลี้ยวหนึ่งโค้ง ชายหนุ่มได้พบกับหลวงพ่อร่างใหญ่
สูงสองเมตรกว่า กำลังเดินขึ้นมาจากบันไดห้องใต้ดิน โดยมีฉาก
หลังเป็นเสียงดังโครมครามคล้ายกับมีใครบางคนกำลังทุบประตู
หินบานใหญ่ของห้องใต้ดิน
เขาขังใครไว้ในห้องใต้ดิน?
ไคลน์เริ่มจินตนาการถึงเหตุการณ์วิปริตต่างๆ นานาใน
สมอง
บิชอปยูทรอฟสกี้เงยหน้ามองชายหนุ่มจากกึ่งกลาง
ขั้นบันได เมื่อพบว่าอีกฝั่ายคือชายที่แต่งหน้าด้วยแถบสามสี
หลวงพ่อร่างยักษ์ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนซักถาม
“คุณยังกลับบ้านไม่ถูกอีกหรือ”
หน้าเราเหมือนคนหลงทางรหรือไง? ไคลน์ยิ้มแห้ง
“หลวงพ่อครับ ผมไม่ได้หลง”
“หรือสูตรโอสถของผมจะมีข้อผิดพลาด? นั่นไม่น่าเป็นไป
ได้…” บิชอปยูทรอฟสกี้ชะงักฝีเท้าพลางพึมพำ
ปัจจุบัน แม้จะยืนขั้นบันไดต่ำกว่า แต่ความสูงกลับของมัน
กลับเท่าไคลน์พอดิบพอดี
“ไม่ครับ เป็นสูตรที่ถูกต้อง” ชายหนุ่มมอบคำตอบ
ซื่อตรง
ทันใดนั้น ประตูหินด้านล่างถูกทุบด้วยจังหวะถี่และรุนแรง
ยิ่งกว่าเดิม ตามด้วยเสียงโหวกเหวกของผู้ชาย
“ปล่อยข้าออกไป!”
“เอ่อ…นั่นคือ?” ไคลน์ซักถามให้หายคาใจ
บิชอปยูทรอฟสกี้เผยรอยยิ้มอบอุ่น
“แวมไพร์”
เมื่อสิ้นเสียงคำตอบ ชายในห้องใต้ดินตะโกนสวนออกมา
“เป็นแวมไพร์แล้วผิดอะไร!? แวมไพร์สมควรถูกกักขัง
ภายในนี้แล้วหรือ! ทำไมข้าถึงต้องถูกเจ้าดุด่าและเทศนาธรรม
ทุกวัน! เฮ่อะ! แล้วอีกอย่าง ข้าคือผีดูดเลือดอันสูงส่ง ห้ามเรียก
ด้วยชื่อต่ำช้าอย่างแวมไพร์เด็ดขาด! จะบอกอะไรให้ ข้านับถือ
ดวงจันทร์เพียงสิ่งเดียว! ไม่มีวันศรัทธาพระแม่ธรณีของเจ้า
แน่นอน! ช่วยเลิกเพ้อฝันสักที่ ไอ้นักบวชระยำ!”
ไคลน์ไม่เคยพบแวมไพร์มาก่อน จึงเอ่ยปากถามด้วยสีหน้า
ฉงน
“หลวงพ่อ คุณจับเขาขังทำไมหรือ”
บิชอปยูทรอฟสกี้หันกลับมามองชายหนุ่มพร้อมกับมอบ
คำตอบ
“เขาคือเจ้าของมาสเตอร์คีย์คนก่อน วันหนึ่ง ชายคนนี้
บังเอิญเดินหลงเข้ามาในวิหารฤดูเก็บเกี่ยว”
“…” ไคลน์เริ่มคิดอย่างจริงจังว่าตนควรพกกุญแจ
บัดซบติดตัวดีไหม เพราะเริ่มสัมผัสได้ว่า ชีวิตในช่วงหลังช่าง
ลำบากลำบนเสียเหลือเกิน
โชคดีว่าเรายังพอใช้พลังทำนายช่วยสนับสนุนได้…ชาย
หนุ่มถอนหายใจผ่อนคลาย
“ตอนนั้นเขากำลังอยู่ในภาวะหิวเลือด เมื่อผมตรวจพบ
ความผิดปรกติจึงจับมาขังไว้”
ยูทรอฟสกี้เล่าเสริมด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“เฮ่อะ! เลิกพูดเรื่องเลือดได้แล้ว! ข้าจะอ้วก! ข้าต้องการ
เลือดของเด็กสาวแรกแย้มต่างหาก ไม่ใช่เลือดของนักบวชแก่
เหม็นเขียวอย่างเจ้า!” แวมไพร์ในห้องใต้ดินเริ่มระเบิดโทสะ
ยูทรอฟสกี้อธิบายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“เมื่อเขาหิวเลือด ผมจะให้เขาดื่มเลือดของผมแทน”
ไคลน์พยักหน้ารับพลางก้มศีรษะลงไปมองด้านล่าง และได้
พบกับประตูหินที่สลักตราศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิตแผ่นใหญ่ไว้บนผิว
รวมถึงอักขระเวทมนตร์และสัญลักษณ์พิเศษอีกมาก เกิดเป็น
อำนาจผนึกแน่นหนา
เป็นเหตุผลที่ในตอนกลางวัน ถึงจะมีสาวกแวะเวียนมาสวด
ภาวนาในห้องโถง ก็ไม่มีใครได้ยินเสียงแหกปากของแวมไพร์ตน
นี้…
ไคลน์ประเมินสถานการณ์อย่างคร่าว
“แล้วสหายมาหาด้วยเรื่องใด” บิชอปยูทรอฟสกี้
ซักถาม
ไคลน์ตอบกลับตามตรง
“ผมต้องการทราบว่าใครคือเจ้าของดั้งเดิมของมาสเตอร์
คีย์”
“งั้นก็ถามเขาได้เลย” หลวงพ่อร่างยักษ์ชี้นิ้วไปทาง
ประตูห้องใต้ดิน
แวมไพร์ด้านในพลันชะงักเสียงแหกปาก จากนั้นก็คิกคักใน
ลำคอและกล่าว
“สหาย ข้าตอบคำถามของเจ้าได้”
“แต่เงื่อนไขคือการช่วยข้าออกไป!”