ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 321 ตัวตนน่าสะพรึง
ภายในโถงจัดแสดงซึ่งมีไดอารีจักรพรรดิโรซายล์ถูกเก็บ
รักษา จิตแห่งจักรกลสองคนได้ยินเสียงประหลาดดังเตือน
ทั้งคู่จึงรีบหันไปมองบล็อกตัวต่อ สมบัติวิเศษปิดผนึก
รูปทรงอาคาร อย่างพร้อมเพรียง
ภายใต้โครงสร้างแบบย่อส่วนของพิพิธภัณฑ์ชั้นหนึ่ง จุดสี
เทาแปลกปลอมกำลังกะพริบส่องแสงเป็นระยะ
“มีวัตถุปลอดสัญญาณชีพลอยเข้ามาในห้องน้ำใกล้
สุด” หนึ่งในสมาชิกหน่วย ทำการอ่านค่าความผิดปรกติของ
สมบัติปิดผนึก
พวกพ้องด้านข้างทำสีหน้าผ่อนคลาย ก่อนจะขมวดคิ้วและ
ลองคาดเดา
“ลมพัดใบไม้แห้งเข้ามาหรือ”
“เป็นไปได้” สมาชิกคนแรกพยักหน้ารับ “รอจนกว่า
พนักงานรักษาความปลอดภัยจะเดินผ่านมา ค่อยให้พวกเขา
ช่วยตรวจสอบแทน เพราะหัวหน้ากำชับไว้ว่า ห้ามออกจากจุด
เฝั้ายามอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม โดยเฉพาะการ
ไปไหนมาไหนคนเดียว”
หากเกิดสถานการณ์วิกฤติจริง พวกมันจะได้นำไดอารี
จักรพรรดิโรซายล์ติดตัวออกไปด้วย
“ตกลง” พวกพ้องไม่คัดค้าน
…
ภายในห้องสำนักงานบนชั้นสองของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ
ไคลน์กำลังล่องลอยประหนึ่งภูตผี ผ่านผนังห้องแล้วห้องเล่า
ปลายทางคือบริเวณเหนือห้องอ่านหนังสือจำลองของจักรพรรดิ
โรซายล์
มันไม่รีบร้อน ไคลน์ลอยตัวพลางจับสัมผัสของ ‘กล่องไม้ขีด
ไฟ’ อย่างสม่ำเสมอเพื่อกะเกณฑ์ระยะทาง
เมื่อเคลื่อนตัวออกห่างจากกล่องไม้ขีดไฟราวสามสิบเมตร
ชายหนุ่มยกมือขวาโปร่งใสขึ้นพร้อมกับดีดนิ้วอย่างเงียบงัน
ภายในห้องน้ำชั้นหนึ่งใกล้กับโถงเก็บรักษาไดอารีจักรพรรดิ
โรซายล์ กล่องไม้ขีดไฟบนพื้นเกิดระเบิดเสียงแผ่วเบา
เพลิงสีแดงลุกโชนทันที่ เผาไหม้กระดาษและกระถางต้นไม้
ภายในห้องน้ำหลายจุด ลุกลามไปถึงประตูไม้บางส่วน
เปลวเพลิงอาจยังไม่ใหญ่โตจนส่งผลต่อตัวอาคาร แต่ก็มาก
พอจะสร้างความตื่นตระหนกให้กับหน่วยคุ้มกัน
พนักงานรักษาความปลอดภัยละแวกใกล้เคียงซึ่งได้ยินเสียง
ผิดปรกติ รีบรุดมายังจุดเกิดเหตุทันที่
ในเวลาเดียวกัน ภายในโถงจัดแสดงไดอารีจักรพรรดิโร
ซายล์ จิตแห่งจักรกลสองคนต่างก็เห็นฉากเพลิงไหม้ปรากฏขึ้น
ภายในสมบัติปิดผนึก พวกมันรีบรุดหน้าไปยังห้องน้ำ เจตนาไม่
เพียงต้องการดับเพลิง แต่ยังหวังจับกุมตัวผู้ก่อความวุ่นวายให้
ได้
แต่ทันใดนั้น ฝีก้าวพวกมันพลันชะงักเมื่อตระหนักถึงคำ
เตือนของหัวหน้า
ห้ามออกจากโถงจัดแสดงเด็ดขาด ห้ามอยู่ห่างจากสมุด
บันทึกโรซายล์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม!
ทั้งสองมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะเบือนสายตาไปยัง
ทางเข้าพิพิธภัณฑ์ ต่างคนต่างชักอาวุธวิเศษของตัวเองออกมา
กำแน่นขนัด
ในฐานะหน่วยผู้วิเศษแห่งโบสถ์เทพจักรกลไอน้ำ จิตแห่ง
จักรกลไม่เคยขาดแคลนยุทโธปกรณ์
…
ขณะมักซ์·ลิเวอร์มอร์กำลังเดินตรวจตราชั้นหนึ่งด้วย
ตะเกียงในมือตามปรกติ เมื่อสัมผัสถึงความวุ่นวาย มันรีบมุ่ง
หน้าไปยังโถงจัดแสดงไดอารีโดยไม่คิดถึงเรื่องอื่น
การจับคนร้ายไม่สำคัญเท่ารักษาสิ่งของ!
ยิ่งไปกว่านั้น มักซ์เชื่อว่า ไม่ว่าผู้บุกรุกจะมีแผนการเป็น
อย่างไร แต่ถ้าเผลอเหยียบพื้นชั้นหนึ่งของพิพิธภัณฑ์เข้าแล้ว
พวกมันจะถูกฤทธิ์ของสมบัติปิดผนึกบล็อกตัวต่อเล่นงาน จนมิ
อาจหลบหนีออกจากตัวอาคาร
หากไม่มีความช่วยเหลือจากบุคคลภายนอกตึก ผู้บุกรุกก็
เตรียมติดอยู่ในนี้ตลอดกาลได้เลย!
หรือต่อให้มีคนช่วย ก็ต้องใช้เวลาพักสักกว่าจะทำให้พลัง
ของสมบัติปิดผนึกเสื่อมลง
“ถ้าย่างกรายเข้ามาเมื่อไร ก็เตรียมกลายเป็นเหยื่อของ
ฉันได้เลย!” มักซ์·ลิเวอร์มอร์วิ่งเต็มฝีเท้า ผ่านโถงจัดแสดง
หลายห้อง จนกระทั่งมองเห็นเงาลางของลูกทีมจิตแห่งจักรกล
ทั้งสองคน
ในเวลาเดียวกัน ไคลน์ซึ่งลอยตัวอยู่บนชั้นสองของ
พิพิธภัณฑ์ พุ่งผ่านกำแพงห้องแล้วห้องเล่าโดยมีความทรงจำใน
สมองช่วยนำทาง
จนกระทั่ง ร่างกายชายหนุ่มลอยเข้ามาในห้องว่าง ซึ่งเป็น
บริเวณเหนือห้องสมุดจำลองพอดิบพอดี
มันไม่รีบร้อนลงมือ เพียงก้มมองด้านล่างอย่างใจเย็น หวัง
ให้เนตรวิญญาณช่วยมอบข้อมูลเป็นประโยชน์
แต่เนื่องจากพื้นชั้นสองของพิพิธภัณฑ์ถูกปูด้วยแผ่นหินหนา
ทำให้ไคลน์มองไม่เห็นออร่าภายในห้องหนังสือด้านล่าง จึง
ยืนยันไม่ได้ว่ามีใครดักรอหรือไม่ และมีกับดักรออยู่ไหม
อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มยังคงเลือกทำตามแผนเดิม กางแขน
สองข้างและทิ้งตัวลอยลงอย่างเงียบงัน
ร่างมายาโปร่งใสทะลุผ่านพื้นหินจมลงไปด้วยอากัปกิริยาไม่
รีบร้อน
…
ใบหน้าโปร่งใสของมนุษย์คนหนึ่ง ปรากฏขึ้นท่ามกลางโคม
เทียนคริสตัลระยิบระยับบนเพดานห้องหนังสือโรซายล์
ศีรษะประหลาดกวาดสายตารอบตัวด้วยท่าทีระมัดระวัง
พยายามสำรวจหาความผิดปรกติทุกซอกมุม
ไม่มีผู้วิเศษหรือพนักงานรักษาความปลอดภัยแม้แต่คน
เดียว…
เมื่อพึมพำจบ ไคลน์ทิ้งตัวลงจากเพดาน ลอยลงมาหยุดหน้า
โต๊ะอ่านหนังสือของโรซายล์ ด้วยความเร็วสูง
เพียงมองปราดเดียว มันเอื้อมมือข้างหนึ่งหยิบแผ่นคั่น
หนังสือจากเอกสารพิมพ์เขียว และมืออีกข้างเอื้อมหยิบแผ่นคั่น
หนังสือลวดลายไก่เขี่ยราวกับเด็กเล็กขีดเขียน
ทำเช่นนี้เพื่อปั้องกันมิให้ผู้วิเศษทรงพลัง บุคคลซึ่งมีพลัง
มองเห็นฉากจารกรรมได้ด้วยนิมิตความฝัน ทราบเจตนาแท้จริง
ว่าตนหมายปองแผ่นคั่นหนังสือจากเอกสารพิมพ์เขียวตั้งแต่แรก
มิสจัสติสจะได้รอดพ้นจากการตกเป็นผู้ต้องสงสัย แม้เธอจะเคย
ใช้มือเปล่าจับต้องแผ่นคั่นหนังสือ
ด้วยความช่วยเหลือจากนกหวีดของอะซิก ร่างจิตไคลน์
คมชัดจนสามารถหยิบจับวัตถุได้อย่างไม่ยากเย็น สองมือดึง
แผ่นคั่นหนังสือสองใบขึ้นมาพร้อมกัน จากนั้นก็นำมาเก็บไว้ใน
ร่างจิตซึ่งมีสภาวะกึ่งวิญญาณ
มาถึงจุดนี้ หัวใจไคลน์เริ่มเยือกเย็น ไม่เกิดอาการประหม่า
เหมือนช่วงไม่กี่วินาทีก่อนหน้า
มันเหยียดแขนสองข้างออกอีกครั้ง หวังขโมยแผ่นคั่น
หนังสืออื่นๆ ภายในห้องให้หมด
“อุแว๊~ อุแว๊~ อุแว๊~”
เสียงทารกแหกปากดังหวีดแหลม กังวานทั่วโถงจัดแสดงจน
ไคลน์รู้สึกแสบแก้วหู
ลักษณะของเสียงค่อนไปทางล่องลอย คล้ายกับร้องมาจาก
สักแห่งแสนไกล
ร่างกายไคลน์พลันชะงัก แน่นิ่งไม่กระดุกกระดิก ประหนึ่ง
น้ำในทะเลสาปเกิดแข็งตัวฉับพลัน
ภายในร่างจิต มันไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าตนจะถูกแช่แข็ง
เช่นนี้!
“อุแว๊~ อุแว๊~ อุแว๊~”
ท่ามกลางเสียงร้องเด็กทารก รอบตัวไคลน์ปรากฏรอยร้าว
ของห้วงมิติกะทันหัน ลักษณะคล้ายรั้วเหล็กสีดำไม่ปะติดปะต่อ
เพียงพริบตา รอยแยกสีดำขยายออก เผยให้เห็นดวงตากลม
โตชุ่มเลือดสด ขนาดค่อนข้างใหญ่ กึ่งกลางเป็นตาดำลุ่มลึกไร้
ก้นบึ้ง ด้านในตาดำยังมีหนอนตัวเล็กกำลังยุบพองและดีดดิ้น
ยั้วเยี้ย
หนึ่ง สอง สาม
รอยแยกมิติเพิ่มจำนวนขึ้นในทุกลมหายใจ ทั้งหมดมาพร้อม
ดวงตาประหลาดอันน่าขนลุก ดวงตายักษ์มากมายกำลังเพ่งมอง
ไคลน์ด้วยบรรยากาศเย็นยะเยือกและไร้ความปรานี
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ทุกสรรพสิ่งหยุดนิ่งโดยไม่ทราบ
สาเหตุ แม้แต่ร่างจิตของไคลน์ก็มิอาจหลุดพ้นจากภาวะยอม
จำนน
สายตาไคลน์พร่ามัวกะทันหัน ดวงตาซึ่งเคยมองทุกสิ่งอย่าง
ปรุโปร่ง กลับถูกบดบังด้วยพลังลึกลับ ชายหนุ่มรู้สึกว่าตนติดต่อ
กับโลกวิญญาณได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เงาลางและริ้วแสงสีเข้ม
ซึ่งอัดแน่นด้วยภูมิความรู้มหาศาล พลันจืดจางลงถนัดตา
“ทำไมถึงเล็งขโมยแค่แผ่นคั่นหนังสือ” เสียงแผ่วเบาไร้
อารมณ์ของหญิงสาวดังแว่ว
ไคลน์เงยหน้าขึ้น สายตาเพ่งมองขอบชั้นหนังสือด้านบนสุด
ซึ่งสูงลิบจนเกือบติดเพดาน ใกล้กันเป็นบันไดยาวพาดขึ้นไป
ปลายสุดบันไดมีร่างของบุคคลผู้หนึ่งกำลังนั่งไขว่ห้าง
รอบตัวมีหมอกดำสนิทรายล้อม
รองเท้าหนังของหญิงสาวยื่นออกจากราวบันไดเล็กน้อย
ราวกับเตรียมเหาะเหินเดินอากาศ
สัมผัสถึงตัวตนของเธอไม่ได้เลย…เป็นอาวุโสใหญ่หรือ
อาร์คบิชอปของโบสถ์จักรกลไอน้ำงั้นหรือ…และไม่ใช่แค่นั้น
เธออาจเป็นตัวตนระดับครึ่งเทพ!
ไคลน์ไม่ตอบคำถาม เพียงหรี่ตาลงเล็กน้อย
“ทำไมถึงขโมยแต่แผ่นคั่นหนังสือ ไปรู้มาจากไหนว่าต้อง
ขโมยแผ่นคั่นหนังสือ?”
บุคคลปริศนาถามย้ำ น้ำเสียงอ่อนโยนของเธอแฝงกลิ่นอาย
ความขึงขัง
ขณะเดียวกัน ดวงตาประหลาดภายในรอยแยกมิติเริ่มพอง
ตัว ราวกับจะแผ่ปกคลุมทุกอณูภายในห้องหนังสือ
แต่ยังไม่ทันสิ้นเสียงหญิงสาว ไคลน์เผยรอยยิ้มเปียมเลศนัย
พร้อมกันนั้น ร่างมายาของมันพลันหายไปในพริบตา ไม่
หลงเหลือเศษเสี้ยวพลังใดไว้ให้สะกดรอยตาม
แม้แต่นกหวีดทองแดงอะซิกและแผ่นคั่นหนังสือก็หายไป
พร้อมกับร่างจิต
…
เหนือสายหมอกสีเทา ท่ามกลางเสาหินของพระราชวงศ์
โบราณ
จิตไคลน์ถูกส่งกลับมายังเก้าอี้เดอะฟูล
ชายหนุ่มเอนหลังพิงเก้าอี้พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“ขอโทษที่ แต่เราเตรียมตัวพร้อมมาก”
ร่างจิตของมันไม่ได้เกิดจากพลังพิเศษเส้นทางใดเส้นทาง
หนึ่ง และไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพ แต่เป็นผล
มาจากพิธีกรรมอัญเชิญตัวเอง
พิธีกรรมข้างต้นสามารถกระทำได้ด้วยความช่วยเหลือของ
มิติสายหมอกเท่านั้น จึงถือเป็นสภาพแวดล้อมพิเศษซึ่งไม่มีใน
โลกเหนือธรรมชาติตามปรกติ
ด้วยเหตุนี้ ขอเพียงไคลน์สำเร็จปฏิบัติการช่วงชิงไพ่เย้ยเทพ
มันไม่ต้องคำนึงถึงแผนการหลบหนีให้ปวดหัว แค่เพ่งจิตสิ้นสุด
พิธีกรรม ก็จะทำให้จิตถูกส่งกลับมายังมิติสายหมอกได้โดย
สวัสดิภาพ!
และจากมิติสายหมอก เพียงส่งตัวเองกลับลงไปบนโลกจริง
ก็เป็นอันเสร็จสิ้นปฏิบัติการ
ความน่าทึ่งของมิติสายหมอกก็คือ สามารถปิดกั้นพลังของ
ตัวตนระดับเทพสุริยันเจิดจรัสและพระผู้สร้างแท้จริงได้ ไคลน์
จึงเชื่อโดยไม่เคลือบแคลงว่า ไม่มีสิ่งใดสามารถขัดขวางการเพ่ง
จิตสิ้นสุดพิธีกรรมอัญเชิญของตนแน่นอน นอกเสียจากจะถูก
เทพหลายองค์รุมโจมตีพร้อมกัน
เว้นเสียแต่ว่า อีกฝั่ายจะมีพลังพิเศษในการทำลายร่าง
วิญญาณในพริบตา หรือไม่ก็พลังในการทำให้วิญญาณหมดสติ
ด้วยปัจจัยข้างต้น ไคลน์จึงไม่เคยกังวลว่าตนจะหลบหนี
ล้มเหลว
เวลาในร่างจิตทุกวินาทีมีค่า ไคลน์จึงไม่อัญเชิญร่างจิตจาก
เขตเชอร์วู้ดและพุ่งตรงมายังพิพิธภัณฑ์ แต่เลือกประกอบ
พิธีกรรมใกล้กับจุดเกิดเหตุแทน
…
ท่ามกลางแสงจันทร์แดงเลือนรางจากหน้าต่างบานใหญ่
หญิงสาวปริศนายังคงนั่งนิ่งบนบันไดชั้นบนสุด สายตาเพ่งมอง
โต๊ะอ่านหนังโดยไม่กล่าวสิ่งใด ขณะเดียวกัน ดวงตาโชกเลือด
เริ่มเลือนหายไปพร้อมกับรอยแยกมิติสีดำ เสียงเด็กทารกร้อง
ระงมไม่หลงเหลือ
ผ่านไปสักพัก ปลายสุดของบันไดสูงเสียดเพดานเหลือเพียง
ความว่างเปล่า ราวกับไม่เคยมีใครนั่งอยู่ตรงนั้นมาก่อน
ณ โถงเก็บรักษาไดอารีโรซายล์
มักซ์ส่งเสียงกล่าวกับลูกน้องทั้งสอง
“พวกคุณเฝั้าห้องนี้ไว้ก่อน ผมจะออกไปจับกุมตัวผู้บุก
รุก! ด้วยอำนาจของสมบัติปิดผนึก มันจะต้องถูกขังอยู่สักแห่ง
ภายในชั้นหนึ่งของพิพิธภัณฑ์แน่นอน!”
ขณะกล่าว มักซ์หันไปจ้องบล็อกตัวต่อรูปทรงชั้นหนึ่งของ
พิพิธภัณฑ์แบบย่อส่วน เพื่อมองหาว่า มีจุดสีแดงซึ่งหมายถึง
มนุษย์ปรากฏอยู่ตรงไหนบ้าง จะได้เข้าไปจับกุมถูก
แต่ไม่ว่าจะเพ่งจุดแดงและพยายามนับสักเท่าไร มักซ์ก็
พบว่ามีบางสิ่งไม่ถูกต้อง
จำนวนคนไม่เพิ่มขึ้น!
“นี่มัน…” หัวหน้าจิตแห่งจักรกลกำลังยืนแข็งที่อ
ด้วยผิวพรรณซีดเซียว
…
ณ อาคารหมายเลข 18 ถนนหลวงราชา
ภายในห้องเก็บสินค้า ไคลน์ลืมตาขึ้นพร้อมกับยกโค้งมุม
มปากด้วยสีหน้าพึงพอใจ
มันทิ้งนกหวีดทองแดงของอะซิกและแผ่นคั่นหนังสือไว้บน
ห้วงมิติสายหมอก ไม่โง่พอจะพกติดตัวให้เกิดปัญหาตามมาใน
ภายหลัง
หลังจากดับเทียนและจบพิธีกรรม ไคลน์ลงมือทำลาย
หลักฐานในจุดเกิดเหตุทิ้ง และอาศัยสารสกัดชนิดพิเศษซึ่งทำ
เตรียมไว้ล่วงหน้า โปรยขจัดกลิ่นของผงรัตติกาลศักดิ์สิทธิ์
รวมถึงกลิ่นน้ำมันสกัดนานาชนิด
ถัดมาเป็นการสลายกำแพงวิญญาณ และยืนมองสายลมพัด
กระจัดกระจายทุกทิศทาง
ไคลน์ล้วงหยิบมาสเตอร์คีย์ เตรียมนำตัวเองออกจากถนน
หลวงราชา หารถม้าเช่า และหนีให้ไกลจากพิพิธภัณฑ์
มันไม่ผลีผลาม ใช้ไม้ค้ำทำนายหาทิศทางถูกต้อง เพื่อ
ปั้องกันไม่ให้ตัวเองเดินหลงเข้าไปในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ หรือไม่
ก็วิหารของโบสถ์หลักสักแห่ง
ชายหนุ่มเดินเข้าหากำแพงบ้านอย่างรีบร้อนแต่เงียบเชียบ
จากนั้นก็ใช้มาสเตอร์คีย์ไขกำแพงบ้าน เตรียมเดินทะลุไปยัง
อาคารหลังติดกัน
แต่หลังจากเดินเป็นเส้นตรงไปได้สักพัก มันเริ่มตระหนักว่า
ตนจดจำทิศทางและภาพแวดล้อมรอบตัวไม่ได้
หืม…ถ้าเราเดินทะลุตึกอีกสองหลังและพ้นจากถนนราชา
หมายความว่ายังไม่หลง แผนถัดไปคือการเช่ารถม้ากลับ…
แต่ถ้าหลงล่ะ? ควรทำนายอีกรอบเพื่อยืนยันดีไหม?
ไว้กลับถึงบ้านเมื่อไรจะศึกษาไพ่เย้ยเทพให้หนำใจเลยพับผ่า
สิ!
เมื่อตัดสินใจได้ ไคลน์เสียบกุญแจใส่ผนังและบิดข้อมืออย่าง
อ่อนโยน
กำแพงด้านหน้าเกิดคลื่นน้ำมายากระเพื่อมแผ่วเบา ชาย
หนุ่มเดินทะลุเข้าไป และโผล่ออกมาในบ้านไม่คุ้นเคย
เมื่อมองไปทางหน้าบ้าน อาคารฝังตรงข้ามมีลักษณะเป็น
ตึกแถวแบบมีเฉลียง
ทันใดนั้น มันฟุดฟิดจมูกเนื่องจากได้กลิ่นเลือดสด
เข้มข้น…
กลิ่นเลือดสดเข้มข้น!
ไคลน์ขมวดคิ้วทันที่ สายตาหันกลับไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่ง
กำลังนอนแผ่อยู่ในห้องนั่งเล่นด้านหลัง
สีหน้าของหล่อนเปียมด้วยความเจ็บปวดทรมาน กึ่งกลาง
ช่องท้องมีบาดแผลขนาดใหญ่เหวอะหวะ ท้องน้อยซูบผอม
ผิดปรกติ ราวกับเครื่องในถูกสาวออกไปจนหมด
พร้อมกันนั้น ไคลน์ได้ยินเสียง
“กรรร!”