ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 326 คำแนะนำจาก ‘ผู้เชี่ยวชาญ’
เดิมที่ ไคลน์ต้องการถามอลันว่า ก่อนจะเข้าสู่ช่วงดวงตกใน
ระยะหลัง ครอบครัวของเขาเคยนำวัตถุแปลกประหลาดเข้ามา
ในบ้านบ้างหรือไม่ จำพวกตุ๊กตาสกปรกมอมแมม
แต่ขณะกำลังจะเปล่งเสียง ชายหนุ่มเกิดฉุกคิดได้ว่า คำพูด
ดังกล่าวตรงประเด็นเกินไปสักหน่อย ทั้งอลันและทาลิมอาจมอง
ว่าตนมีความเชี่ยวชาญด้านเรื่องเหนือธรรมชาติจนผิดวิสัย
นักสืบ แน่นอน เรื่องนี้สามารถอธิบายได้ด้วยประสบการณ์ของ
นักสืบเอกชนชื่อดัง แต่ไคลน์มองว่าตนไม่ควรเสี่ยงโดยไม่จำเป็น
ลงเอยด้วย มันตัดสินใจอ้อมค้อมโดยการถามว่า มีใครใน
ครอบครัวของอลันเคยประสบความโชคร้ายมาก่อนหรือไม่
หลังจากได้ยินคำถาม ศัลยแพทย์อลันทำหน้านึกสักพักก่อน
จะตอบ
“ไม่ครับ หากไม่นับอุบัติเหตุรถไฟได้ดินซึ่งทุกคนเดินทาง
ไปพร้อมกับผม พวกเขาไม่ได้ประสบความโชคร้ายแบบสุดโต่ง
นัก มีดีบ้างร้ายบ้างสลับกันไปตามปรกติ”
น่าแปลก…หากต้นตอความซวยเกิดจากสมบัติวิเศษ
จำพวก ‘หุ่นกระบอกอัปมงคล’ ความโชคร้ายก็ต้องเกิดกับ
ทุกคนภายในรัศมีอย่างเท่าเทียม…หรืออลันจะเผลอทำเลือด
ของตัวเองหยดลงบนวัตถุดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการเชื่อมต่อ
ชนิดพิเศษ?
ในการมองเห็นของไคลน์ สีออร่าของศัลยแพทย์อลัน·
คริสต์ สอดคล้องคำบอกเล่าเป็นอย่างดี ไม่เผยความผิดปรกติใด
ออกมา
ชายหนุ่มครุ่นคิดสักพัก ตามด้วยซักถาม
“แล้วมีใครในโรงพยาบาลโชคร้ายแบบคุณบ้างไหม?”
“ไม่เลย ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเชื่อว่าตัวเองถูกสาปโดยฝีมือ
ใครสักคน” อลันเลื่อนมือขึ้นมาจัดระเบียบโบว์หูกระต่ายเล่น
สีหน้าแววตาปรากฏความกังวลชัดเจน
ทาลิมจ้องมองอย่างเงียบงัน แต่สายตาบ่งบอกว่ามันกำลัง
ฉงน
ไคลน์ขมวดคิ้วตรึกตรองสักพัก
“ก่อนจะดวงตก คุณเคยเผชิญเหตุการณ์แปลกประหลาด
บ้างหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น การเผลอทำมีดบาดมือ คงทราบใช่
ไหมว่าเลือดคือสื่อกลางสำคัญในพิธีสาปแช่ง”
“ผมเองก็กังวลเรื่องนี้ จึงลองนึกทบทวนจนมั่นใจว่า ตัว
ผมไม่เคยเสียเลือดในทุกกรณีตลอดช่วงสามเดือนหลังสุด”
อลันเล่าด้วยน้ำเสียงหนักแน่นขณะถือมีดและส้อม
น่าแปลกมาก…
เราควรทำอย่างไรดี…คงใช้พลังทำนายโฉ่งฉ่างต่อหน้าพวก
เขาไม่ได้แน่…
ไคลน์ตัดสินใจซักถามเพิ่มเติม
“แล้วมีเรื่องไม่ปรกติอีกบ้างไหม”
“อลัน ลองทบทวนดูให้ดี ความโชคร้ายของคุณไม่มีทาง
เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล คุณเคยทำให้ใครโกรธเคือง หรือไปเป็น
กว้างขวางคอของใครสักคนบ้างไหม?” ทาลิมช่วยรบเร้า
อลันนั่งจ้องอาหารในจานด้วยสีหน้าครุ่นคิด ทางด้านไคลน์
ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างสูญเปล่า มันรีบจัดการอาหารใน
ถาดของตัวเองให้หมดก่อนจะเย็นชืดและไม่อร่อย
ขณะไคลน์เริ่มเข้าสู่จานของหวาน อลันเงยหน้าขึ้นและเล่า
ต่อ
“ผมไม่ใช่คนชอบเข้าสังคมนัก จึงไม่ได้สนิทกับเพื่อน
ร่วมงานคนใดเป็นพิเศษ แต่ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะสาปใส่ผม
ด้วยเรื่องแค่นี้ แต่ว่า…หลังจากได้ยินคำพูดของคุณ ผมเริ่มนึก
บางเรื่องขึ้นได้ และเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับศาสตร์เหนือ
ธรรมชาติ”
“เรื่องอะไร?” ไคลน์และทาลิมเกิดความสนใจพร้อมกัน
“ก่อนจะประสบความโชคร้ายต่อเนื่อง ผมได้รับ
มอบหมายให้ดูแลคนไข้รายหนึ่ง เขาเป็นเด็กชายอายุไม่ถึงสิบ
ขวบ มีชะตากรรมน่าสงสาร ต้องถูกตัดขาซ้ายด้วยเหตุผล
ซับซ้อน”
อลันเลื่อนนิ้วมาตรงดั้งเพื่อขยับกรอบแว่น
“ในฐานะคุณพ่อมือใหม่ ผมจึงเห็นใจเด็กเล็กเป็นพิเศษ
หากมีโอกาสเดินตรวจวอร์ดคนไข้เมื่อใด ผมจะหาโอกาสพูดคุย
กับเขาอยู่เสมอ เพื่อมอบกำลังใจในการใช้ชีวิต”
อลันเว้นวรรคพักหายใจ และเริ่มเล่าอย่างคล่องแคล่วลื่น
ไหล
“ผมยังจำได้ดี ในวันก่อนถึงคิวผ่าตัด ผมตั้งใจเดินเข้าไป
คุยกับเด็กคนนั้นเป็นพิเศษ แต่เขากำลังหดหู่เพราะทราบว่า ขา
ซ้ายของตนจะถูกตัดทิ้งในอีกไม่ช้า ผมจำได้ว่าเขาชอบเล่นไพ่ทา
โรต์มาก ถึงขั้นติดตัวตลอดเวลานับแต่เริ่มเข้าโรงพยาบาล
แม้แต่ครอบครัวก็ไม่สามารถพรากไปได้ เพื่อให้คนไข้ใจเย็นลง
ผมไม่มีทางเลือกนอกจากเล่นไพ่ทาโรต์กับเขา ในครั้งนั้น ผม
เลือกไพ่ขึ้นมาหนึ่งใบ เป็นกงล้อแห่งโชคชะตากลับหัว”
“เด็กคนนั้นเงยหน้าขึ้น เขามองผมและกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ไร้เดียงสาว่า คุณหมอ คุณจะโชคร้ายหลังจากนี้…”
“คุณหมอ คุณจะโชคร้ายหลังจากนี้…?” ทาลิมทวนคำ
พลางหยุดหายใจชั่วขณะ “ทั้งเหตุการณ์และบรรยากาศทำให้
ผมรู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูก…คุณอย่าบอกนะว่าเด็กคนนั้น
ตายคาเตียงผ่าตัด?”
อลันส่ายหัว
“การผ่าตัดผ่านไปด้วยดี และเด็กคนนั้นก็ออกจาก
โรงพยาบาลในเวลาถัดมา เขายังขอบคุณผมด้วยตัวเองก่อน
กลับ ตอนนั้นผมจึงไม่คิดอะไรมาก แต่เมื่อลองไตร่ตรองอย่าง
รอบคอบ นั่นอาจเป็นการยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติเพียง
หนเดียวของผมตลอดสองเดือนหลัง พวกคุณคงทราบอยู่แล้วว่า
ไพ่ทาโรต์มักถูกใช้ในการดูดวง”
ขณะเดียวกัน ไคลน์กำลังควงเหรียญทองแดงเล่นระหว่าง
นิ้วมือ ประหนึ่งเป็นอากัปกิริยาขณะ ‘ยอดนักสืบ’ ใช้สมอง
ครุ่นคิด
ทันใดนั้น เหรียญถูกดีดขึ้นไปในอากาศอย่างชำนาญ ก่อน
จะตกลงโดยมีฝั่ามือแบรับ ไคลน์ชำเลืองเล็กน้อยพร้อมกับทำสี
หน้าคล้ายกับ ‘เสร็จ’ กระบวนการความคิดของตน
“เด็กคนนั้นชื่ออะไร บ้านอยู่ไหน”
อลันตอบทันที่
“วิล·อัสติน ผมจำบ้านของเขาไม่ได้ มิสเตอร์นักสืบ
คุณพอจะมีคำแนะนำให้ผม หรือรู้จักกับผู้เชี่ยวชาญศาสตร์
เหนือธรรมชาติสักคนไหม?”
ไคลน์จิบชาดำหนึ่งคำ จากนั้นก็เผยรอยยิ้มต่อหน้าสายตา
คาดหวังของอลันและทาลิม
“คำแนะนำของผมก็คือ เดินทางไปยังวิหารประจำ
ศาสนาของคุณ บอกเล่าความโชคร้ายในระยะหลังให้บิชอปฟัง
จากนั้นก็ถามไปตามตรงว่า เขาพอจะมีวิธีช่วยเหลือบ้างไหม
หากผมจำไม่ผิด อลัน คุณเป็นสาวกของเทพธิ…เอ่อ โบสถ์
รัตติกาลใช่ไหม”
ไคลน์เกือบหลุดพูดคำว่าเทพธิดา แต่นึกขึ้นได้ทันว่า เชอร์
ล็อก·โมเรียตี้คือนักสืบเอกชนผู้นับสือศาสนาเทพจักรกลไอ
น้ำ
“ผมเคยสวดภาวนาต่อเทพธิดาแล้ว รวมถึงเข้าพิธีรับศีล
และบริจาคทาน แต่ทั้งหมดก็ไม่ช่วยอะไร บางที่ หมอดูเก่งๆ สัก
คนอาจมีประสิทธิภาพมากกว่า” ศัลยแพทย์อลันไม่เห็นด้วย
กับคำแนะนำของนักสืบเชอร์ล็อก
ทาลิมพยักหน้าเห็นด้วย
“นั่นสินะ เหล่าเทพคงไม่สนใจความโชคร้ายของสามัญ
ชนสักเท่าไร หากใครโชคดีก็จะถือเป็นการอวยพร หากโชคร้าย
ก็จะถือเป็นบททดสอบ”
สหาย เป็นเพราะพวกนายยังศรัทธาไม่แรงกล้าพอต่างหาก
โดยเฉพาะนาย ทาลิม พูดแบบนั้นเดียวก็โดนเทพวายุสลาตัน
เสกสายฟั้ากลางกระหม่อมเข้าสักเส้น…
ไคลน์สลับมองเพื่อนฝูงทั้งสองพลางนั่งยิ้ม
“ผมมอบแนะนำตามหลักสามัญสำนึก หากโลกนี้มีตัวตน
ลึกลับและทรงพลังอยู่จริง…สมมติว่ามีจริงก็แล้วกัน บุคคลซึ่ง
ใกล้เคียงกับนิยามดังกล่าวมากกว่าใครคงหนีไม่พ้นเจ็ดเทพ
จารีตใช่ไหม? ไม่อย่างนั้น บุคคลอื่นต้องสร้างชื่อเสียงและความ
ยิ่งใหญ่ขึ้นมาทัดเทียมหรือแซงหน้าไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ถ้า
โลกนี้ไม่มีตัวตนเหนือธรรมชาติอยู่แต่แรก การเสียเวลาไปพบ
หมอดูหรือหมอผีก็คงไม่เกิดประโยชน์อันใด ดังนั้น ไปขอ
คำปรึกษาจากบิชอปมากประสบการณ์ของเจ็ดโบสถ์หลัก น่าจะ
เป็นทางออกสมเหตุสมผลกว่าไม่ใช่หรือ”
อลันก้มหน้าตรึกตรอง ก่อนจะรับยอมรับว่าคำพูดไคลน์ไม่มี
ช่องโหว่ตามหลักตรรกะ
“สมเหตุสมผล…บางที่ ผมอาจต้องให้ท่านบิชอปช่วย
เป็นสื่อกลางสำหรับถ่ายทอดความเดือดเนื้อร้อนใจไปถึง
เทพธิดา”
ผิดแล้วสหาย ตามระเบียบขั้นตอน บิชอปจะส่งต่อคดีไปให้
เหยี่ยวราตรีต่างหาก และพวกเขาจะทำการบุกรุกความฝันของ
คุณเพื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริง…ไคลน์เสริม
มันไม่คิดช่วยเหลืออลันด้วยตัวเอง เพราะเส้นทางของตนไม่
มีพลังขจัดความโชคร้าย หากต้องการเปลี่ยนแปลงดวงชะตา
ใครสักคน มีเพียงสองวิธีให้เลือกใช้ หนึ่งคือ ค้นหาต้นตอของ
ความโชคร้ายและขจัดมัน สองคือ ประกอบพิธีกรรมขจัดปัดเปั่า
ไคลน์ไม่รู้จักพิธีกรรมช่วยเสริมดวงชะตาอย่างเป็น
กิจจะลักษณะ หรือต่อให้รู้จัก ก็ต้องลำบากประกอบพิธีกรรม
รุ่มร่ามต่อหน้าคนไม่สนิทชิดเชื้อ นั่นคงไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไร
ในเมื่อมีเหยี่ยวราตรีคอยบริการประชาชน เราก็ไม่
จำเป็นต้องเปลืองแรงทำเอง…ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า ต้นตอ
ความโชคร้ายมาจากเด็กชายคนนั้นหรือไพ่ทาโรต์ในมือกันแน่
แต่ถ้าเป็นอย่างหลัง แปลว่าไพ่ทาโรต์คือสมบัติวิเศษที่สอดคล้อง
กับพลังของเรามาก น่าเสียดาย…
ไคลน์ส่ายศีรษะ มันฝืนข่มความโลภภายในจิตใจส่วนลึก
เอาไว้
เมื่ออลันตัดสินใจได้ มันหันมาจ้องไคลน์และอมยิ้ม
“ขอบคุณมาก นักสืบโมเรียตี้ ถึงคุณจะไม่ชำนาญเรื่อง
เหนือธรรมชาตินัก แต่ยังคงยึดมั่นในเหตุและผลของตัวเอง จน
สามารถหาทางออกเป็นรูปธรรมให้ผมได้”
เขาพูดไม่ผิด เรายังเชี่ยวชาญเรื่องเหนือธรรมชาติไม่มาก
พอ… ไคลน์ยิ้มชืดตอบรับ
“เรียกผมว่าเชอร์ล็อกก็พอ อลัน”
นับตั้งแต่ไม่ได้เป็นเหยี่ยวราตรี ความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับ
ของเราก็ไม่พัฒนาขึ้นเลย อาจมีข้อมูลเกี่ยวกับตัวตนลำดับสูงอยู่
บ้าง แต่ในทางกลับกัน เราแทบไม่รู้จักพิธีกรรมระดับสูงเลยสัก
อย่างเดียว พิธีกรรมระดับกลางก็ทราบเพียงหนึ่งชนิด นั่นคือพิธี
สังเวยและรับมอบ…
ทางด้านยันต์อรรถประโยชน์ นอกจากยันต์เทพธิดา
รัตติกาลระดับพื้นฐานทั้งสามชนิดและยันต์เพลิงสุริยัน เราก็ไม่
มีความรู้ด้านการสร้างยันต์ชนิดอื่นอีก…
ไคลน์ถอนหายใจ มันเริ่มเกิดความรู้สึกว่า ตนควรเร่งมือ
พัฒนาความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับให้มากกว่านี้ หรืออย่างน้อยก็
ขออ่านหนังสือเกี่ยวกับโลกผู้วิเศษสักเล่มสองเล่ม
โดยเฉพาะความรู้ในการแยกพลังปนเปือนของพระผู้สร้าง
แท้จริง ออกจากดวงตาดำล้วนของโรซาโก้ เพื่อนำดวงตา
ดังกล่าวไปใช้ปรุงโอสถเลื่อนเป็นลำดับห้า ในอนาคต
…
ไคลน์งีบยามบ่ายในสโมสรครักซ์ จากนั้นก็เดินไปขึ้นรถม้า
สาธารณะ มุ่งหน้าไปยังคณะละครสัตว์ไรซ์ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำทัสซอ
คทางฝังเขตเชอร์วู้ด
วันนี้ไม่ใช่วันหยุดนักขัตฤกษ์หรือวันหยุดสุดสัปดาห์ ผู้คน
เข้าชมคณะละครสัตว์จึงค่อนข้างบางตา ส่งผลให้ตัวตลกซึ่งรับ
งานสร้างความสนุกสนาน พลอยห่อเหี่ยวไร้ชีวิตชีวาตามไปด้วย
หลังจากเดินผ่านแนวกระโจมดูดวงและซุ้มขายอาหาร
จำพวกพายผลไม้ แพนเค้ก และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไคลน์
ต้องเดินเท้าอีกสักพักจึงจะพบกระโจมเวทีขนาดเล็ก
กระดานดำด้านหน้าเขียนไว้ว่า
“วันธรรมดาแสดง สี่ รอบ รอบละ หนึ่ง ชั่วโมง”
รอบแรกเริ่มต้นตอนบ่ายโมงตรง และสิ้นสุดในเวลาบ่าย
สองโมงตรง หมายความว่า ตอนนี้เพิ่งต้นรอบแรกได้ไม่นาน
ไคลน์ตัดสินใจซื้อบัตรเข้าชมทันที่
เมื่อเดินผ่านด่านตรวจ เสียงผู้ชมด้านในกำลังดังกระหึ่มด้วย
ความตื่นเต้น
ฉากแรกคือการแสดงของนักฝึกสัตว์ มันกำลังใช้แส้เฆี่ยนหมี
ดำ พร้อมกับสั่งให้ทำท่าทางตลกขบขันเอาใจคนดู ไม่ห่าง
ออกไปเป็นเสือตัวใหญ่ลายเหลืองสลับดำ รวมถึงลิงบาบูนขน
หยิกสีเข้มซึ่งกำลังนั่งบนเก้าอี้
เพี้ยะ!
หมีดำกลิ้งตัวหนึ่งตลบหลังจากถูกแส้ฟาด
“ฉันจะบอกอะไรให้นะ หมีตัวดำนี้รอจังหวะเอาคืนนาย
อยู่!” ใครบางคนตะโกนขึ้นจากแถวหน้าสุด สามารถเรียกเสียง
ตลกขบขันจากกลุ่มคนดูได้เป็นอย่างดี
ผู้ชมส่วนใหญ่ต่างคิดว่า คงเป็นมุกสำหรับสร้างอารมณ์ขัน
แบบใหม่ของคณะละครสัตว์
แต่ไคลน์เห็นต่าง มันพบว่าสีออร่าอารมณ์ของนักฝึกสัตว์
กำลังโมโหและหงุดหงิด
ชายหนุ่มอมยิ้มพลางเดินไปนั่งแถวหน้าสุดติดขอบเวที่ มัน
ไม่ต้องการให้บัตรราคาแพงต้องสูญเปล่าแม้แต่เพนนีเดียว
ทันใดนั้น บุคคลผู้แหกปากเมื่อครู่ เริ่มส่งเสียงตะโกนไปทาง
นักฝึกสัตว์อีกครั้ง
“เสือตัวนั้นต้องการขย้ำคอนาย ส่วนลิงบาบูนต้องการใช้
นายเป็นเบาะรองนั่ง!”
ท่ามกลางเสียงเฮฮาจากฝังคนดู การแสดงของนักฝึกสัตว์
พลันชะงักกะทันหัน
นี่มัน…!
ถึงจะฟังดูเหมือนการก่อกวน แต่เราสัมผัสได้เลือนรางว่า ผู้
พูดมีเจตนาหวังดี ต้องการเตือนให้นักฝึกสัตว์ระวังตัวเอาไว้…
ไคลน์รีบมองไปยังต้นเสียง และได้เห็นใบหน้าของบุคคลผู้
ส่งเสียงตะโกนเมื่อครู่เต็มสองตา
อายุราวสามสิบ ใบหน้าอวบอ้วน
เสียงแบบนี้ วิธีการพูดแบบนี้ ทำไมเราถึงคุ้นเคยนัก…
ไคลน์พึมพำ