ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 327 เหตุการณ์บนถนน
ภายในกระโจมเวทีขนาดเล็กของคณะละครสัตว์ไรซ์
ขอเพียงคุ้นตาว่าเคยเห็นสิ่งใดมาก่อน นักทำนายสามารถ
ทวนความทรงจำกลับมาอีกครั้งได้ไม่ยากเย็น ไคลน์ใช้นิ้วดัน
กรอบแว่นบนสันจมูกพลางเอนหลังพิงเก้าอี้ และพึมพำบางสิ่ง
โดยแทบไม่เกิดเสียง
ถัดมา มันหลับตาลงแสร้งทำเป็นพักสายตาราวสิบวินาที่
แต่ความจริงคือ ไคลน์เข้าฌานและสะกดจิตตัวเองให้หลับใหล
เป็นเทคนิคการเข้าสู่นิมิตความฝัน
ภายในนั้น ชายหนุ่มมองเห็นห้องนั่งเล่นบรรยากาศมืดสลัว
มีเทียนไขเพียงหนึ่งเล่มบนโต๊ะกาแฟคอยมอบแสงสว่าง ผู้คน
มากมายนั่งล้อมวงบนโซฟาและเก้าอี้ บ้างสวมหน้ากาก บ้าง
สวมผ้าคลุมหัว บ้างสวมทั้งสองอย่าง
ไคลน์ลืมตาตื่นจากความฝัน พร้อมกับใช้มือข้างหนึ่งเลื่อน
ขึ้นมาลูบหน้าผากอย่างแนบเนียน มันมองตรงไปข้างหน้า แสร้ง
ทำเป็นสนใจการแสดงของนักฝึกสัตว์
ชายหนุ่มทราบทันทีว่าความฝันเมื่อครู่หมายถึงสิ่งใด
แน่นอน ฉากห้องนั่งเล่นดังกล่าวคือชุมนุมลับของเนตรแห่ง
ปัญญา
ภายในชุมนุม ไคลน์จดจำนักปรุงยาร่างท้วมได้แม่นยำ
เพราะชายคนนั้นชอบใช้คำประชดประชันในการตักเตือนคนอื่น
ด้วยความหวังดี แต่หากสนใจแค่น้ำเสียงและลีลาการพูด ใครได้
ยินเป็นต้องอยากซัดหน้าสักหมัดสองหมัด ไม่น่าจะได้แก่ตาย
เป็นนักปรุงยาคนนั้นจริงหรือ…ไม่น่าใช่ เขาจะเรียนการ
ฝึกสัตว์มาจากไหน?
หากเราจำไม่ผิด เอกสารลับของเหยี่ยวราตรีระบุไว้ชัดเจน
ว่า ลำดับเก้า นักปรุงยาจะยังไม่มีเนตรวิญญาณเหมือนผู้วิเศษ
ลำดับเก้า ส่วนใหญ่เขาย่อมไม่ทราบสีออร่าอารมณ์ของสัตว์
เหล่านั้นแน่ และเหนือสิ่งอื่นใด เนตรวิญญาณของผู้วิเศษลำดับ
เก้า ส่วนมากมักไม่คมชัดเหมือนกับเส้นทางสำหรับแกะรอย…
ไคลน์พยายามคิดหาข้อสรุป พลางแสร้งทำหน้าสนุกสนาน
ไปกับการแสดงบนเวทีขนาดเล็ก
ภายในเนตรวิญญาณของชายหนุ่ม สีออร่าอารมณ์ของสัตว์
ค่อนข้างไม่มั่นคง ไม่ว่าจะเป็นหมีดำ เสือ หรือลิงบาบูนขนหยิก
หากถูกยั่วยุรุนแรงกว่านี้อีกสักระดับ รับรองได้เลยว่าเกิดการ
อาละวาดอย่างแน่นอน
หมายความว่า ชายร่างท้วมผู้ส่งเสียงตะโกนเมื่อครู่ไม่มี
เจตนาก่อกวนการแสดง แต่กำลังตักเตือน ราวกับมันอ่าน
อารมณ์และสภาพจิตใจของสัตว์แสดงได้ทะลุปรุโปร่ง
หลังจากได้ยินคำเตือน นักฝึกสัตว์ทำสีหน้าอึมครึมทันที่
ไคลน์อ่านออร่าและพบว่าอีกฝั่ายกำลังฉุนเฉียว แต่ก็มิได้ทำตัว
โง่เขลา มันเริ่มอ่อนโยนต่อสัตว์มากขึ้น สามารถประคองการ
แสดงได้จนจบอย่างราบรื่น
ถัดมาเป็นการแสดงตลกล้อเลียนคั่นเวลา และถึงคราวการ
แสดงของนักมายากลสักที่ ชายหนุ่มกำลังตั้งตารอคอยสิ่งนี้
นักมายากลบนเวทีสวมทักซิโด้ โบว์หูกระต่าย และหมวก
ทรงสูงใบใหญ่สีเข้าชุด ในวินาทีปรากฏตัวสู่สายตาผู้ชม มันทำ
การพ่นไพ่ลูกใหญ่ออกจากปาก เรียกเสียงฮือฮาและชื่นชมจาก
กลุ่มคนดูได้เป็นอย่างดี
ลูกไม้เด็กเล่น…ไคลน์ผู้เคยดูรายการเฉลยมายากลหลาย
ครั้งสมัยอยู่โลกเก่า สามารถพบกลลวงของกลพ่นไฟได้ทันที่
ด้วยสายตาอันพิเศษกว่ามนุษย์ทั่วไปเล็กน้อย
ถัดมา นักมายากลแสดงกลหนีตายยอดนิยม ปล่อย
นกพิราบออกจากหมวก เสกดอกไม้ กลไพ่ และอีกมาก ไคลน์
คิดว่าตนจะจับผิดกลเหล่านี้ได้ง่าย เพราะเคยเห็นเฉลยจากโลก
เก่ามาแล้วนับไม่ถ้วน แต่ความเป็นจริงกลับไม่ง่ายดายเช่นนั้น
ชายหนุ่มค่อนข้างประหลาดใจเมื่อพบว่าตนยังคงถูกนักมายากล
บนเวทีหลอกได้แนบเนียน สาเหตุหลักมาจาก อีกฝั่ายใช้เทคนิค
เบี่ยงเบนความสนใจได้ช่ำชองมาก หลอกล่อให้ผู้ชมคอย
เพ่งมองไปยังทิศทางต้องการ ส่วนกลของจริงล้วนแอบกระทำ
อยู่เบื้องหลัง ดังนั้น แม้ไคลน์จะทราบเทคนิคมาก่อน แต่ก็ยาก
จะมองตามความไวของมือได้ทัน
เขาไม่มีพลังพิเศษ แต่สามารถหลอกสายตาของเราได้ซึ่ง
หน้า…เข้าใจแล้ว หลักสำคัญอยู่ตรงการเบี่ยงเบนความ
สนใจ…หมายความว่า กฎข้อต่อไปของนักมายากลคือการ
เบี่ยงเบนความสนใจของศัตรู ขณะเดียวกันก็แอบแสดงกลของ
ตัวเองลับหลัง?
ไคลน์ลองคาดเดา มันยังไม่ทราบว่านี่คือกฎของนักมายากล
จริงหรือไม่
การพิสูจน์เพียงทางเดียวก็คือ ต้องปฏิบัติจริงและรอ
ประเมินผลตอบรับ
มาถึงตรงนี้ การแสดงของนักมายากลจบลงอย่างราบรื่น
ชมผู้ไม่ตระหนี่เสียงปรบมือ ทุกคนต่างมอบกำลังใจให้กับ
นักแสดงบนเวทีผู้ปราศจากข้อผิดพลาด บรรยากาศภายใน
กระโจมเล็กกำลังครื้นเครงสุดขีด
หืม กฎข้อสาม หลังจากจบการแสดง นักมายากลต้องการ
ให้ผู้ชมปรบมือเป็นกำลังใจ?
ไคลน์พึมพำติดตลก แต่อีกใจกำลังคำนึงถึงความเป็นไปได้
เมื่อทุกสิ่งจบลง ชายหนุ่มดึงปกโค้ทกระดุมสองแถวขึ้นมา
ปิดส่วนคางและปาก มันเดินออกจากกระโจมเล็กโดยไม่คิด
ทักทายบุคคลซึ่งน่าจะเป็นนักปรุงยาร่างท้วม เพียงจดจำใบหน้า
จริงไว้ เผื่อได้ใช้ในโอกาสสำคัญ เพราะการเข้าไปทักทายส่งเดช
อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะกับคนนิสัยแปลก
ประหลาดเช่นนั้น
ไคลน์ตัดสินใจเดินทางกลับถนนมินส์ด้วยรถม้าสาธารณะ
แบบราง
รถม้าประเภทนี้มีสองชั้น แต่เนื่องจากยังไม่ใช่ชั่วโมงเร่งด่วน
จำนวนของผู้คนจึงค่อนข้างบางตา ไม่ว่าจะชั้นหนึ่งหรือสอง
และเหมือนเดิม ไคลน์เลือกนั่งโดยคำนึงความปลอดภัยเป็น
หลัก ชั้นล่าง ติดกระจก
รถม้าแล่นไปตามทาง หยุดบ้าง เร่งความเร็วบ้าง ไม่มีสิ่งใด
ผิดปรกติ ไคลน์นั่งหรี่ตาพลางครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ของกฎ
การสวมบทบาทเป็นนักมายากล
ทันใดนั้น หัวใจชายหนุ่มพลันเต้นระรัวผิดจังหวะ สติของ
มันคมชัดและเป็นเหตุเป็นผลมากกว่าในยามปรกติ นี่คืออาการ
เดียวกับเมื่อครั้งถูกใครบางคนรุกรานความฝันหรือถูกพิธีกรรม
สื่อวิญญาณ
เพียงไม่นาน ไคลน์ก็มั่นใจว่าตนไม่ได้อยู่บนโลกความจริงอีก
แล้ว
ในฐานะผู้มีประสบการณ์กับความรู้สึกเช่นนี้อย่างดี มันตี
เนียนไม่รับรู้ถึงความผิดปรกติรอบตัว ไคลน์หันไปมอง
สุภาพบุรุษสวมทักซิโด้ด้านข้าง อีกฝั่ายสวมหมวกทรงสูงและ
กำลังพลิกหน้าหนังสือพิมพ์ด้วยมือซ้าย ไคลน์หันไปมองเด็กสอง
คนซึ่งกำลังถูกหญิงสาวในชุดเดรสสีฟั้ากล่าวตำหนิ เนื่องจาก
เอาแต่เล่นซนและไม่ยอมเชื่อฟังหล่อน ไคลน์หันไปมอง
ผู้โดยสารอีกมากกำลังเคี้ยวขนมปังหรือจิบถ้วยชากาแฟซึ่งพวก
เขาพกติดตัวมาเอง…
สิ่งรอบตัวยังคงเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน
ทว่า เมื่อชายหนุ่มลองเปิดเนตรวิญญาณตรวจสอบ มัน
พบว่าผู้โดยสารทุกคนปราศจากสีออร่าโดยสิ้นเชิง
หมายความว่า พวกเขาไม่มีร่างเนื้อ!
แม้จะกำลังพูดคุยเสียงดัง เคี้ยวขนมปัง หรืออ่าน
หนังสือพิมพ์ แต่ทุกคนบนรถม้าล้วนปราศจากชีวิต
นี่เป็นภาพลวงตา หรือคนเหล่านี้เสียชีวิตกะทันหันโดยยัง
เหลือจิตตกค้าง ทำให้ใช้ชีวิตแบบมนุษย์ปรกติโดยไม่รู้ตัว?
ไคลน์พยายามเยือกเย็น มันมองออกไปนอกหน้าต่างและ
พบรถม้าคันอื่น รวมถึงผู้คนเดินเบียดเสียดไปมาบนถนน ไม่ต่าง
อะไรกับฉากยามบ่ายของกรุงเบ็คลันด์
แต่ทุกคนล้วนปราศจากสีออร่าเช่นเคย…
ขณะรถม้าเคลื่อนตัวไปข้างหน้าด้วยความเร็วปรกติ ไคลน์
เริ่มตึงเครียด เนื่องจากมันยังไม่ทราบสถานการณ์ปัจจุบันของ
ตัวเอง
ชายหนุ่มทดสอบก้มมองขา และพบสีออร่าของมนุษย์ ผิด
ไปจากทุกคนรอบตัว
ทันใดนั้น โสตประสาทไคลน์รับรู้ได้ถึงเสียงคำรามดังกึกก้อง
และดูเหมือนจะไม่ใช่เสียงของมนุษย์เสียด้วย
มันรีบหันไปมองยังทิศทางดังกล่าว และได้พบกับสุนัขสีดำ
ตัวใหญ่ กำลังยืนกลางถนน
สุนัขกำลังแยกเขี้ยว เผยให้เห็นฟันซี่ขาวแต่สกปรก มีคราบ
คล้ายสนิมและคราบเลือดเกรอะกรัง เป็นตัวอะไรไปไม่ได้
นอกจากสุนัขปีศาจผู้ก่อคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง
หมาดำขยายร่างกลายเป็นปีศาจตัวเดียวกับในความทรงจำ
ไคลน์คราวก่อน ปีกค้างคาวสยายจากแผ่นหลัง เขาแพะ
ลวดลายประหลาดงอกเหนือใบหู
สุนัขปีศาจแหงนหน้ามองท้องฟั้าและตะโกนเป็นภาษา
ปีศาจ
“กัดกร่อน!”
เมื่อมันเปิดปาก ไคลน์ยืนยันได้ทันทีว่าสิ่งมีชีวิตดังกล่าวเป็น
ของจริง เนื่องจากมองเห็นสีออร่าอย่างแจ่มชัด รวมถึงแรง
กระหายเป็นล้นพ้นราวกับใกล้คลุ้มคลั่งเต็มที่
หลังจากสิ้นเสียงสุนัขปีศาจคำราม ภาพมายาของคนเดิน
ถนนจำนวนหนึ่งเกิดระเบิด แปรสภาพเป็นหมอกสีดำ ลอย
คละคลุ้งทั่วบริเวณพร้อมกับบดบังการมองเห็นของไคลน์
ในเวลาเดียวกัน ไคลน์เริ่มสัมผัสว่ามี ‘คนจริง’ แฝงตัว
อยู่ในกลุ่มชาวเมืองตัวปลอมอันคราคร่ำ สีออร่าจำนวนมาก
ล่องลอยกลางอากาศรวมถึงพื้นถนนรอบตัวไคลน์ และหากใคร
ใช้พลังวิญญาณ ร่างกายจะปรากฏความแวววาวขึ้นจากเดิม
เล็กน้อย
เกิดอะไรขึ้น? คนธรรมดาเป็นแค่ภาพมายา แต่ผู้วิเศษคือ
ของจริงทั้งหมด…
หมายความว่าเหยี่ยวราตรี ทูตพิพากษา และจิตแห่งจักรกล
กำลังปฏิบัติการล้อมจับสุนัขปีศาจ โดยใช้สมบัติวิเศษบางชนิด
‘ดึง’ เฉพาะผู้วิเศษเข้ามาในมิติโดดเดี่ยว เพื่อมิให้ส่งผล
กระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง?
แล้วเราก็เป็นคนซวยบัดซบ ถูกดึงเข้ามาในมิติโดยบังเอิญ
กับเขาด้วย…
ไคลน์เค้นสมองประมวลผล พยายามคาดเดาสถานการณ์
อย่างคราว
ทำไมเราถึงได้อับโชคขนาดนี้…
ขณะถอนหายใจห่อเหี่ยว ไคลน์ได้ยินเสียงหวีดร้องอันน่า
สยดสยอง ราวกับเจ้าของเสียงกำลังเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส
หลังจากหมอกสีดำจางหาย ชายหนุ่มมองเห็นเหตุการณ์
ด้านนอกอย่างแจ่มชัดอีกครั้ง เป็นภาพของสุนัขสีดำตัวใหญ่ล้ม
หงายหลังกระแทกพื้นจนเกิดเสียง ‘ตึง’ ร่างกายของมันถูก
ผ่าออกเป็นสองซีกเท่าเทียมซ้ายขวา ขณะเดียวกัน ละอองแสง
บนท้องฟั้าได้รวมตัวกันเป็นรูปทรงคล้ายพระจันทร์ ช่วยมอบ
แสงสว่างให้กับมิติอันมืดมิด
สุนัขตัวใหญ่ส่งเสียงครางเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมกันนั้น ศพ
ของมันขยายขนาดและเกิดระเบิดหนักหน่วง ราวกับอาศัย
วิญญาณและเลือดเนื้อเป็นแรงขับเคลื่อน เปลวไฟสีฟั้าอมแดง
กระจัดกระจายไปทุกทิศทางรอบมิติลึกลับ
ทว่า เปลวไฟกลับถูกสยบอำนาจอย่างรวดเร็วเมื่อเริ่มลอย
ขึ้นฟั้า วัตถุส่องแสงจ้าคล้ายดวงจันทร์ได้ดูดซับแรงระเบิดและ
พลังธาตุอัคคีไว้เกือบทั้งหมด
การดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของสุนัขปีศาจกลายเป็นหมัน มัน
เสียชีวิตลงอย่างหมดจด ไม่เหลือไว้แม้แต่เศษซากหรือตะกอน
พลัง
ทรงพลังชะมัด…ไคลน์ตัดพ้อ
แต่ทันในนั้น มันเริ่มฉุกคิดได้ว่า ในเมื่อจัดการศัตรูได้แล้ว
หน่วยปฏิบัติการจะไม่เอะใจกับ ‘ผู้วิเศษเถื่อน’ บนรถม้า
ประจำทางเลยหรือ? ตัวมันมีสีของออร่าแจ่มชัดแตกต่างจาก
ชาวเมืองปรกติโดยสิ้นเชิง!
ไคลน์เริ่มกระวนกระวาย มันรีบหยิบกระดาษรูปคนออกมา
และสะบัดข้อมือ สร้างร่างเหมือนของตนแต่ปราศจากสีออร่า
ส่วนทางด้านร่างหลัก ด้วยความช่วยเหลือจากเวทมนตร์
‘สลับตำแหน่ง’ ไคลน์เข้าไปหลบอยู่ในเงาของร่างปลอม
ชั่วคราว
ผ่านไปสักพัก ชายหนุ่มได้ยินเสียงพ่นลมหายใจแผ่วเบาดัง
มาจากทางฝังถนน
เป็นลมหายใจซึ่งแฝงความหงุดหงิดและหัวเสียไว้อย่าง
ชัดเจน
ใครกัน? พฤติกรรมไม่น่าใช่คนของหน่วยปฏิบัติการ…
ไคลน์เกิดความฉงน แต่แน่นอน มันไม่โง่พอจะเสนอหน้า
ออกไปเสี่ยงอันตราย
ในเวลาถัดมา บนท้องฟั้าปรากฏดวงตาราวสองสามคู่ เริ่ม
สอดส่องมองมาทางฝูงชนจำนวนมากโดยรอบ ราวกับต้องการ
หาบางสิ่งให้พบ ไม่แสดงท่าทีว่าจะหยุดพัก
เมื่อเหตุการณ์ทั้งหมดจบลง ไคลน์มองเห็นรอยแยกมิติ
รอบตัวเริ่มแตกร้าว ก่อนจะแหลกละเอียดในลักษณะแผ่น
กระจก
ในวินาทีดังกล่าว ความรู้สึก ‘จริง’ พลันแผ่ซ่านไปยังทุก
ส่วนของร่างกาย ชายหนุ่มมั่นใจว่าตนถูกส่งกลับมายังโลกปรกติ
แล้ว
ไคลน์รีบทำลายร่างปลอมและกลับไปนั่งแทนตำแหน่ง เมื่อ
หันมองรอบตัว ผู้โดยสารยังมีพฤติกรรมเหมือนเดิมทุกประการ
ใครอ่านหนังสือพิมพ์ก็ยังอ่านเช่นนั้น ผู้ปกครองตำหนิเด็กเล็ก
และอีกหลายคนซึ่งกำลังเคี้ยวขนมปังอย่างเอร็ดอร่อย
จุดแตกต่างเดียวจากเมื่อครู่คือ เนตรวิญญาณของตน
มองเห็นสีออร่าของพวกเขาได้แจ่มชัด!
เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ไคลน์พบว่ารถม้าเคลื่อนตัว
เป็นระยะทางไกลจากตอนแรกค่อนข้างมาก
ดูเหมือนมิติพิเศษสำหรับต่อสู้เมื่อครู่ จะยังเชื่อมต่อเวลากับ
ความจริงอยู่ หากการต่อสู้ยืดเยื้อกว่านี้อีกสักหน่อย จนกระทั่ง
รถม้าแล่นออกจากรัศมีอำนาจของสมบัติวิเศษ เราจะถูกดีด
ออกจากรถม้าและยืนอยู่กลางถนนในสภาพติดขอบมิติ จากนั้น
ก็จะถูกหน่วยผู้วิเศษพบตัวและจับกุม…โชคยังดี เบ็คลันด์เป็น
มหานครแห่งนคร ดินแดนแห่งความหวัง ย่อมมีผู้วิเศษลำดับสูง
จากสามโบสถ์หลักไม่น้อย สุนัขปีศาจจึงเสียท่าภายใน
พริบตา…
ไคลน์ตรึกตรองด้วยท่าทางสั่นกลัวแผ่วเบา
มันเคยคิดว่า ต่อให้สามโบสถ์หลักร่วมมือกันสืบคดี ถึงจะ
รู้ตัวคนร้าย แต่การตามจับกุมตัวไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอีกฝั่ายคือ
เส้นทางปีศาจซึ่งสามารถสัมผัสถึงอันตรายล่วงหน้า
ทั้งเหยี่ยวราตรี ทูตพิพากษา และจิตแห่งจักรกล คงต้องใช้
เวลาหลายวันในการสืบหาแหล่งกบดาน และวางแผนล้อมจับ
โดยไม่ให้กระทบประชาชน ปัจจัยเหล่านี้ค่อนข้างน่าปวดหัว
ไม่เพียงเท่านั้น ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่า สุนัขปีศาจยังไม่
เผ่นหนีออกจากกรุงเบ็คลันด์ แต่โอกาสหลบหนีมีต่ำมาก เพราะ
ถ้าหนีไปเมื่อไร พิธีกรรมเลื่อนระดับก็จะล้มเหลวทันที่ ถือเป็น
การออกจากรัศมีของแท่นบูชา
ผลข้างเคียงของพิธีกรรมล้มเหลวก็คือ สุนัขปีศาจตัวนั้นอาจ
เกิดอาหารคลุ้มคลั่ง เนื่องจากถูกแรงกระหายกัดกินจิตใจอย่าง
หนักหน่วง
แต่ใครจะไปคิดว่า หลังจากเหยื่อรายสิบสองถูกสังหาร
เพียงหนึ่งคืนและอีกครึ่งวัน สุนัขปีศาจตัวนั้นถูกล้อมจับ สังหาร
และเก็บกวาดอย่างหมดจด!
น่าขนลุกฉิบ…นี่คือเบ็คลันด์…นี่คือพลังแท้จริงของสาม
โบสถ์หลัก! แม้จะมีพลังหยั่งรู้ถึงอันตราย แถมยังเป็นผู้วิเศษ
ลำดับหก ซึ่งย่อยโอสถสมบูรณ์และเตรียมเลื่อนระดับ กลับถูก
พบตัวและทำลายทิ้งอย่างง่ายดาย…
สมบัติวิเศษสำหรับสร้างห้วงมิติ สิ่งนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ เห็น
ทีเราคงต้องระวังตัวให้มากกว่านี้…
ไคลน์รู้สึกราวกับตนได้เรียนรู้สิ่งสำคัญ
ทันใดนั้น ชายหนุ่มฉุกคิดได้ว่า เจ้าของเสียงพ่นลมหายใจ
หงุดหงิด ซึ่งตนได้ยินขณะหลบซ่อนในเงาร่างปลอม อาจเป็น
เจ้าของหรือผู้สมรู้ร่วมคิดกับสุนัขปีศาจตัวนั้น!
หมอนั่นไม่ถูกพบตัวเหมือนกับเรา และบางที่ ระเบิดลูก
ใหญ่ส่งท้ายอาจเป็นฝีมือของมันเช่นกัน…แต่เราไม่ควรด่วน
สรุป อาจเป็นผู้วิเศษเถื่อนเหมือนกับเรา และหงุดหงิดเพราะถูก
หน่วยปฏิบัติการลากเข้ามิติลึกลับ…
ไคลน์รีบมองออกไปนอกหน้าต่าง เผื่อว่าจะได้พบกับ
เจ้าของเสียงพ่นลมหายใจ แต่ไม่ว่าจะมองสักเท่าไร ก็เห็นแค่คน
เดินถนนผ่านไปมา สวมโค้ทกระดุมสองแถวและหมวกทรงกึ่งสูง
ไม่มีความผิดปรกติแม้แต่อย่างเดียว