ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 336 ตระกูลอับราฮัม
นอกเหนือจากมาสเตอร์คีย์และนาฬิกาพกสีเงินซึ่งหัวขโมย
คนก่อนหยิบติดมือไป สภาพห้องเหมือนกับในนิมิตความฝันทุก
ประการ.
ไคลน์มองไปรอบตัวและได้พบกับหม้อเหล็กสีดำ ขวดโหล
แก้ว รวมถึงเชิงเทียนทองแดงซึ่งเทียนดับมอดไปนานแล้ว
สัมผัสวิญญาณบอกกับมันว่า วัตถุเหล่านี้เป็นเพียงข้าวของ
เครื่องใช้ธรรมดา ไม่ปรากฏประกายออร่าทางวิญญาณใด
หืม แต่ถ้าเทียบกับในนิมิตความฝัน เรารู้สึกว่ามีบางสิ่งถูก
เพิ่มเข้ามา.
ไคลน์เอื้อมถุงมือดำออกไปสัมผัสกับผิวโต๊ะ
ปลายนิ้วเปือนฝุั่นทันที่
มันลองทำนายอย่างคร่าวอีกสองสามครั้ง แต่ผลลัพธ์ล้วน
ระบุว่าห้องใต้ดินแห่งนี้ไม่มีช่องลับหรือทางเดินลับซ่อนอยู่
ความสนใจจึงมุ่งตรงมายังสมุดบันทึกสีน้ำตาล
ไคลน์พลิกเปิดอย่างระมัดระวัง เนื้อหาในหน้าแรกปรากฏสู่
สายตา
“นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นการขจัดคำสาปอันแสนยาวนานของ
ตระกูล! ฉันต้องการให้ทุกคนจดจำรายละเอียดสำคัญของ
เหตุการณ์ไว้อย่างละเอียด! เหล่าทายาทในอนาคตเอ๋ย เตรียม
ฟังคำสอนของฉันไว้ให้ดี!”
ช่างน่าสมเพช นายดื่มโอสถลำดับ 9 และคลุ้มคลั่งทันที่
กลายเป็นสัตว์ประหลาดพร้อมกับจบชีวิตลงอย่างน่าอดสู ความ
ยิ่งใหญ่ของตระกูลอับราฮัมเป็นได้เพียงตัวอักษร.
ไคลน์รำพันเย้ยหยัน จากนั้นก็เริ่มอ่านเนื้อหาอย่างคร่าว
หน้าแล้วหน้าเล่า
มันประเมินว่าตนสามารถนำสมุดบันทึกกลับไปอ่านต่อได้
จึงไม่ต้องการแช่อยู่ในบ้านนานนัก
“พวกเรา ตระกูลอับราฮัม เคยเป็นหนึ่งในตระกูลทรง
พลังของยุคสมัยสี่มาก่อน พวกเราคือกำลังสำคัญของกองทัพอัน
เกรียงไกรแห่งราชวงศ์ทูดอร์! ในยุคสมัยดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น
ออกัสตัสแห่งโลเอ็น ไอน์ฮอร์นแห่งฟุซัค เซารอนแห่งอินทิส
หรือกาสตีญ่าแห่งเฟเนพ็อต พวกมันทำได้เพียงแหงนมอง
ตระกูลของเราจากเบื้องล่างด้วยความอิจฉา! แน่นอน พวกมัน
ไม่ได้อ่อนแอ เพียงแต่ฝั่ายเราแข็งแกร่งกว่ามาก! ไม่เพียงเท่านั้น
แม้แต่ตระกูลซาราธและอันทีโกนัสก็ยังด้อยกว่าพวกเรา
เล็กน้อย! แต่น่าเสียดาย ความรุ่งโรจน์ของตระกูลได้เลือน
หายไปพร้อมกับสงครามสี่จักรพรรดิ เนื่องจากท่าน ‘เบเทล’
บรรชนอันดับหนึ่งของตระกูลเรา ได้หายตัวไปอย่างเป็นปริศนา
ภายในสมรภูมิแห่งเทพ ส่งผลให้ผู้วิเศษลำดับสูงทั้งหมดของ
พวกเราถูกสังหารจนไม่เหลือ นับแต่นั้นมา ตระกูลอับราฮัมก็ถูก
คำสาปชั่วร้ายเล่นงานมาตลอด บรรพบุรุษรุ่นแล้วรุ่นเล่า
พยายามกอบกู้ศักดิ์ศรี แต่ก็ไม่มีใครทำสำเร็จแม้แต่คนเดียว
ทั้งหมดล้วนกลายเป็นบ้าหรือไม่ก็คลุ้มคลั่งไปเสียก่อน หลายคน
จบชีวิตขณะเลื่อนขั้นเป็นผู้วิเศษลำดับสูง และอีกหลายคน
เสียชีวิตตอนลำดับ 7 หรือ 8…การคลุ้มคลั่งแต่ละครั้งจะทำให้
ตระกูลบราฮัมย่างกรายเข้าใกล้ความสูญสิ้นมากขึ้นทุกขณะ คน
เหล่านั้นกลายเป็นสัตว์ประหลาดไร้จิตใจ หลงลืมสายเลือด
เดียวกันจนหมดสิ้น ลงมือสังหารพี่น้อง พวกพ้อง และเครือ
ญาติโดยไม่ยั้งมือ ราวกับไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป คลุ้มคลั่งเพียง
หนึ่ง แต่ต้องล้มตายทีละนับสิบนับร้อย เพื่อการดำรงอยู่ของ
สายเลือด ตระกูลอับราฮัมจึงตัดสินใจไม่อาศัยอยู่ด้วยกันเหมือน
สมัยอดีต ทุกคนแยกย้ายเป็นครอบครัวเล็ก กระจัดกระจายอยู่
ทั่วทุกหัวระแหงบนทวีปเหนือ เพื่อให้ไม่เกิดการสูญเสียใหญ่
หลวงหากมีใครคลุ้มคลั่งขึ้นมาอีก ท่านพ่อของฉันหวาดกลัวต่อ
คำสาป จึงเลือกเดินบนเส้นทางคนธรรมดา ถ้าไม่เพราะ
เกียรติยศของตระกูลได้ซึบซับเข้าไปในสายเลือดท่านพ่อ เขาคง
ไม่มีวันเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ฉันต้องการบันทึกเรื่องราวทั้งหมด หวัง
เก็บไว้ในความทรงจำ และต้องการเตือนสติตัวเองว่า ตระกูลอับ
ราฮัมเคยยิ่งใหญ่มากเพียงใดในอดีต”
ผู้วิเศษรุ่นแล้วรุ่นเล่าเกิดคลุ้มคลั่งโดยไม่มีข้อยกเว้น? ดู
เหมือนคำสาปของตระกูลอับราฮัมจะร้ายแรงยิ่งกว่าเมืองเงิน
พิสุทธิ์เสียอีก…เดี๋ยวก่อน พวกมันทุกคนคือผู้วิเศษเส้นทางผู้
ฝึกหัด หรือว่าจะได้ยินเสียงเพรียกขอความช่วยเหลือจาก
มิสเตอร์ประตู?
นี่มัน…ไม่ใช่การขอความช่วยเหลือแล้ว แต่เป็นคำสาปฆ่า
ล้างตระกูล!
หือ แต่น่าแปลก จากคำบอกเล่าของมิสเมจิกเชี่ยน เธอ
ไม่ได้ยินเสียงเพรียกในคืนจันทร์เต็มดวงเพราะดื่มโอสถผู้ฝึกหัด
เข้าไป แต่เป็นเพราะใช้กำไลข้อมือหิน โดยหลังจากนั้นก็ไม่เคย
หนีพ้นจากเสียงเพรียกอีกเลย ไม่ว่าจะสวมกำไลอยู่หรือไม่.
แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเหล่าผู้วิเศษของตระกูลอับราฮัมกันแน่?
หรือจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมิสเตอร์ประตู?
จริงสิ เนื้อหาในสมุดระบุไว้ว่า บรรพชนอันดับหนึ่งตระกูล
อับราฮัม-เบเทล·อับราฮัม ได้หายตัวไปในสงครามสี่
จักรพรรดิ หรือชายคนนั้นจะเป็นมิสเตอร์ประตู?
ถูกพลังบางชนิดทำให้กายเนื้อสลายไปจากโลกจริง ส่วน
กายจิตถูกกังขังไว้ท่ามกลางความมืดมิดและพายุเกรี้ยวกราด?
หลังจากนั้น เสียงเพรียกของเขาจึงถูกกระจายไปถึงหูของ
เหล่าทายาทบนเส้นทางเดียวกัน แต่เนื่องจากผู้วิเศษลำดังสูง
คลุ้มคลั่งไปหมดแล้ว ปัจจุบันจึงเหลือเพียงผู้วิเศษลำดับต่ำได้ยิน
ส่งผลให้การร้องขอความช่วยเหลือ กลายเป็นคำสาปของ
ตระกูลนานนับพันปี จนเกือบทำให้ตระกูลอับราฮัมสูญสิ้น.
และคงเป็นเหตุผลว่าทำไม มิสเตอร์ประตูถึงมีข้อมูล
เกี่ยวกับยุคสมัยสี่ รวมถึงสงครามสี่จักรพรรดิมากเป็นพิเศษ.
ถ้าสมมติฐานของเราเป็นจริง คงพูดได้เพียงว่า…ไม่มีตระกูล
ใดน่าสงสารไปกว่าตระกูลอับราฮัมอีกแล้ว!
แต่เราก็ยังไม่แน่ใจว่า เนื้อหาในสมุดบันทึกจะถูกกาลเวลา
บิดเบือนความจริงหรือไม่ การเล่าแบบปากต่อปากมักเกินจริง
และถูกแต่งเติมเสมอ.
หือ ในสงครามสี่จักรพรรดิ เหล่าทวยเทพได้แยกสมรภูมิ
ออกไปสู้กันต่างหากหรือ?
ไคลน์ขมวดคิ้ว ความเร็วในการพลิกหน้ากระดาษเพิ่มขึ้นที
ละนิด
.
หลังจากอ่านจนจบ มุมปากไคลน์ยกขึ้นเล็กน้อย มันเริ่ม
รู้สึกว่าการเดินทางในค่ำคืนนี้ช่างคุ้มค่า กระสุนชำระล้างหนึ่ง
นัดไม่เสียไปอย่างสูญเปล่า
แน่นอน ยังคงต้องเข้ามิติสายหมอกเพื่อยืนยันว่าสูตรโอสถ
เหล่านี้เป็นของจริงหรือไม่
โหรจารย์…เส้นผู้ฝึกหัดเองก็มีอาชีพสำหรับทำนาย
เหมือนกันสินะ…หมายความว่าสมมติฐานก่อนหน้านี้ของเรา
ถูกต้อง เส้นทางนักทำนายและผู้ฝัดหัดสามารถสลับกันได้ใน
ลำดับสูง.
ไคลน์พยักหน้าพลางใช้มือพลิกกระดาษ
แม้จะยืนยันความคุ้มค่าของสมุดบันทึกเล่มนี้ได้แล้ว แต่มัน
ตัดสินใจยังไม่รีบออกจากจุดเกิดเหตุทันที่
ไคลน์กังวัลว่าสมุดบันทึกเล่มนี้อาจถูกฉีกบางหน้าออก และ
หน้าดังกล่าวถูกซ่อนอยู่ในจุดใดสักแห่งภายในบ้าน จะได้ไม่ต้อง
ย้อนกลับไปกลับมาหลายรอบให้เสียเวลา ในเมื่อไม่ได้รีบร้อน
อะไร การตรวจทานให้แน่ใจจึงเป็นทางเลือกฉลาด
ขณะพลิกหน้าอย่างต่อเนื่อง ไคลน์เริ่มมองเห็นภาพรวมของ
ทายาทตระกูลอับราฮัมคนนี้มากขึ้น
หลังจากพ่อและแม่เสียชีวิต เขาพยายามตระเวนเข้าร่วม
แวดวงผู้วิเศษเพื่อรวบรวมข้อมูลของโอสถและหาซื้อวัตถุดิบ
หลัก
ชายคนนี้พยายามอย่างหนักนานสองปีเต็ม จนกระทั่งไขข้อ
สงสัยของตัวเองจนกระจ่าง และลงมือปรุงโอสถผู้ฝึกหัดได้
สำเร็จ
ช่วงท้ายของสมุดบันทึกมีเนื้อหาว่า :
“…ท่านพ่อของฉันซึ่งเป็นคนธรรมดา ไม่สามารถทนต่อ
ความโหดร้ายของโรคประจำตัวและด่วนจากโลกนี้ไป ท่านแม่
เสียใจกับเรื่องนี้มาก จึงตรอมใจตายตามในเวลาถัดมา นั่น
หมายความว่าฉันเป็นอิสระแล้ว แต่เรื่องน่าเจ็บปวดก็คือ ท่าน
พอไม่ยอมอธิบายข้อมูลของโลกผู้วิเศษให้ฟังมากนัก ท่านหวัง
ให้ฉันไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเส้นทางต้องคำสาป ฉันจึงให้ต้อง
ขวนขวายหาข้อมูลด้วยตัวเองจนกระทั่งเริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้าง”
โชคยังดี ท่านพ่อไม่ได้ฝั่าฝืนกฎเหล็กของตระกูลซึ่งเหล่าอาวุโส
เป็นผู้กำหนดขึ้น ขณะนอนอยู่บนเตียงก่อนจะเสียชีวิต เขาได้
มอบสูตรโอสถผู้ฝึกหัด นักตุกติก และโหราจารย์ให้ฉัน ฉันต้อง
จดบันทึกสูตรโอสถเหล่านั้นไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองหลงลืม…ลำดับ 9
ผู้ฝึกหัด…ลำดับ 8 นักตุกติก…ลำดับ 7 โหราจารย์…จากความรู้
ด้านศาสตร์เร้นลับของฉัน โลกมนุษย์และโลกวิญญาณจะ
ใกล้ชิดกันเป็นพิเศษในคืนจันทร์เต็มดวง ส่งผลให้ช่วงเวลา
ดังกล่าว มนุษย์จะมีพลังวิญญาณเข้มข้นมากกว่าปรกติ เหมาะ
สำหรับดื่มโอสถเพื่อเลื่อนลำดับ ในคืนจันทร์เต็มดวงคราวหน้า
ฉันจะกลายเป็นผู้ฝึกหัดเต็มตัว! ฉันต้องแข็งแกร่งขึ้น และกอบกู้
ชื่อเสี่ยงของตระกูลอับราฮัมกลับมาให้ได้! เมื่อถึงลำดับ 7 ฉันจะ
ติดต่อกลับไปหาเหล่าอาวุโสตามกฎของตระกูล ฉันทราบ
ช่องทางติดต่อดีอยู่แล้ว แต่สิ่งนี้เป็นความลับและไม่สามารถจด
บันทึกได้”
เลือกดื่มโอสถเพื่อเลื่อนลำดับในคืนจันทร์เต็มดวง?
ไคลน์ถึงกับผงะเมื่ออ่านจบท่อนนี้ มันส่ายศีรษะพลางเปั่า
ปาก ก่อนจะเลื่อนมือขึ้นมาทำสัญลักษณ์สี่จุดแทนพระจันทร์
แดงกลางอก
“ท่านเทพธิดา ได้โปรดยกโทษให้แก่ความไม่รู้ของเขา
ด้วย”
ไคลน์เริ่มเข้าใจแล้วว่า เหตุใดผู้ฝึกหัดหน้าใหม่ถึงคลุ้มคลั่ง
ทันทีหลังจากดื่มโอสถ
จากสมมติฐานของตน คำสาปซึ่งทำลายตระกูลอับราฮัมมา
นานนับพันปี ต้องเกี่ยวข้องกับเสียงเพรียกขอความช่วยเหลือ
ของมิสเตอร์ประตูในคืนจันทร์เต็มดวงแน่นอน
แล้วหมอนี่ก็ดันเลือกดื่มโอสถเข้าไปในคืนจันทร์เต็มดวง.
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขาจะต้องได้ยินเสียงเพรียกจาก
มิสเตอร์ประตูในขณะตะกอนพลังของโอสถยังไม่เสถียร พลัง
วิญญาณกำลังปันปั่วนถึงขีดสุดในตอนนั้น.
ผลลัพธ์จึงเป็นไปตามนิมิตความฝัน.
ร่างกายระเบิดกระจัดกระจาย.
โชคดีว่าถ้อยคำ ‘โฮนาซิส เฟรเกีย’ ในหัวเราไม่ได้
อันตรายถึงแก่ชีวิต.
ไคลน์ถอนหายใจโดยไม่รู้ตัว
ถัดมา มันลองวิเคราะห์หาสาเหตุว่า ทำไมมาสเตอร์คีย์ถึงได้
มีพลังพิสดารติดมาด้วย
มาสเตอร์คีย์ไม่ได้เกิดจากตะกอนพลังโอสถของผู้ฝึกหัด
เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงเสียงเพรียกเปียมพลังวิญญาณ
ระดับสูงของมิสเตอร์ประตูด้วย ส่งผลให้ผู้ใช้งานมีโอกาสหลง
ทางและนำพาตัวเองเข้าสู่อันตราย
ส่วนมากมักมาพร้อมความฉิบหาย
ไม่ต่างอะไรกับคำสาปเลยสักนิด.
และเมื่อไคลน์พิจารณาจากปัจจัยทั้งหมด มิสเตอร์ประตู
น่าจะเป็นบรรพบุรุษของตระกูลอับราฮัมตัวจริง-เบเทล·อับ
ราฮัม
ฟูั่ว! ไคลน์ถอนหายใจยาวเมื่ออ่านข้อมูลทุกตัวอักษรจบ
จากนั้นก็ลองสำรวจรอบห้องอีกสักพักเพื่อยืนยันให้แน่ใจว่าไม่มี
สิ่งใดตกหล่น จึงค่อยเดินกลับขึ้นมายังตัวบ้าน
ไคลน์ตัดสินใจกลับทางเดียวกับขามา ขณะก้าวเดินก็โยน
นกหวีดทองแดงเพื่อสำรวจหาวิญญาณไปตามทาง จนกระทั่งถึง
ระเบียงใหญ่ ชายหนุ่มยกมือซ้ายขึ้นมาดีดนิ้ว
ก้านไม้ขีดไฟซึ่งกระจัดกระจายอยู่ตามขั้นบันไดไม้ พลันลุก
โชนท่ามกลางแสงจันทร์สีแดงนวล
ก่อนจะดับมอดภายในเวลาอันสั้น เหลือไว้เพียงรอยไหม้สี
ดำเจือจาง
.
มันอ้อมกลับไปทางเขตตะวันออกเพื่อเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย
จากนั้นก็เดินทางกลับมาถึงถนนมินส์ก่อนเที่ยงคืน
ไคลน์ส่งตัวเองขึ้นมิติสายหมอกเทาและใช้ลูกตุ้มวิญญาณ
ยืนยันว่า สูตรโอสถทั้งสามชนิดบนเส้นทางผู้ฝึกหัดล้วนเป็นของ
จริง
ถัดมา มันสร้างเดอะเวิร์ลตัวปลอมขึ้นบนเก้าอี้ฝังตรงข้าม
โต๊ะทองแดงโบราณ
ขณะกำลังจะส่งพลังควบคุม ชายหนุ่มพลันยกมือขึ้นมาตบ
หน้าผากตัวเองหนึ่งฉาด
ลืมเสียสนิท!
ตอนนี้ดวงตาดำล้วนอยู่บนโลกจริง.
ไคลน์ต้องวุ่นวายประกอบพิธีกรรมอัญเชิญตัวเอง นำร่างจิต
ออกมาหยิบดวงตาดำล้วนกลับไปยังมิติสายหมอก และเสก
เดอะเวิร์ลขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัว
ให้มีลักษณะคล้ายคลึงห้องธรรมดา
ตามด้วยการควบคุมเดอะเวิร์ลทำท่าสวดภาวนาด้วยแสง
แหบพร่า
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย…รบกวนท่านช่วยแจ้งกับมิสเม
จิกเชียนว่า ผมได้รับสูตรโอสถนักตุกติกมาแล้ว หวังเป็นอย่างยิ่ง
ว่าเธอจะแลกเปลี่ยนด้วยสมบัติวิเศษในขอบเขตของเทพสุริยัน
เน้นหนักในด้านชำระล้างและปัดเปั่าวิญญาณอาฆาต หากมูลค่า
ของสมบัติวิเศษสูงกว่าสูตรโอสถ ผมยินดีจ่างเพิ่มด้วยทอง
ปอนด์”
เมื่อควบคุมเดอะเวิร์ลเสร็จ ไคลน์ถ่ายพลังวิญญาณเข้าไปใน
ดาวแดงตัวแทนเมจิกเชียน
มันยังไม่ลืมว่า เมื่อครั้งมิสซิลจ้างใครบางคนประกอบพิธี
ชำระล้างและปัดเปั่าวิญญาณ ในคราวนั้น มิสเมจิกเชี่ยนเองก็
อยู่ด้วย!