ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 355 คนนอก
นี่มัน…
หลังจากเสียงขาดห้วง เดอร์ริคได้สติคืนมาพร้อมกับ
ความรู้สึกว่า มันอยากช่วยอีกฝั่าย
แต่ผู้คุมสองคนซึ่งกำลังเดินขนาบซ้ายขวาเด็กหนุ่ม ไม่
เปลี่ยนสีหน้าไปจากเดิมเลยสักนิด ประหนึ่งเหตุการณ์เมื่อครู่
ไม่ได้เกิดขึ้นจริง และเดอร์ริคมองเห็นภาพหลอนไปเอง
“มีคนร้องขอความช่วยเหลือ” เด็กหนุ่มหันไปกล่าวกับ
อัศวินรุ่งอรุณสองคน
อัศวินร่างใหญ่ฝังซ้ายมือ สวมเกราะสีเงินเต็มอัตราศึก ส่ง
เสียงตอบ
“อย่าได้ถูกหลอกเชียว นั่นคืออาการทั่วไปของผู้วิเศษใน
สภาพใกล้คลุ้มคลั่ง”
งั้นหรอกหรือ… พวกเขาร้องขอความช่วยเหลือเพราะไม่
อยากกลายเป็นสัตว์ประหลาด… เดอร์ริคครุ่นคิดพลางเห็นใจ
ขณะเกิดอารมณ์ดังกล่าว เสียงมายาในหัวเด็กหนุ่ม ซึ่งเป็น
ผลพวงจากสภาวะจวนเจียนคลุ้มคลั่ง เริ่มดังแจ่มชัดขึ้นกว่าเดิม
หลังจากเดินไปได้ไม่กี่ก้าว อัศวินรุ่งอรุณคนเดิมชี้ไปทาง
ประตูบานซ้าย
“พักอยู่ในนี้ไปก่อน พวกเราจะนำอาหารและยามาส่ง
เมื่อถึงเวลา”
ขณะกล่าว มันหยิบขวดสีดำเงาออกมายื่น
ขวดชนิดนี้ถูกสร้างจากกากใยของอาหารหลักประจำเมือง
เงินพิสุทธิ์ หญ้าผิวดำ
กากใยของพืชชนิดนี้ หากทำปฏิกิริยากับของเหลว จะเกิด
เป็นแผ่นฟิล์มบางซึ่งมีสรรพคุณกันน้ำและเป็นผนึกเวทมนตร์
เดอร์ริคเปิดฝาและดื่มมันเข้าไป ความรู้สึกเย็นวาบเริ่มแล่น
ผ่านหลอดอาหารลงไปถึงส่วนกระเพาะ
ร่างกายเบาหวิวทันที่ ภาพการมองเห็นอันพร่ามัวเริ่ม
กลับมาคมชัด โสตประสาทซึ่งเต็มไปด้วยเสียงมายาหลอกหลอน
เริ่มเจือจางลง
แกร่ก!
เสียงบานประตูเหล็กปิดสนิทและลงกลอน
เดอร์ริคเดินเข้ามาในห้องส่วนตัว
ภาพแรกในการมองเห็นคือ เทียนไขแผ่แสงเหลืองนวล วูบ
วาบเล็กน้อย กำลังส่องสว่างสว่างและเผยตำแหน่งเครื่องเรือน
ภายในห้องอย่างชัดเจน ประกอบด้วย ฟูกวางพื้น เก้าอี้ตัวเล็ก
และโต๊ะสี่เหลี่ยม
นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรอีก แต่บนกำแพงและประตูมี
ลวดลายซับซ้อนสลัก คล้ายกับห้องถูกผนึกอย่างสมบูรณ์ด้วยสิ่ง
เหล่านี้
เดอร์ริคเริ่มใจเย็นลงจากผลของยา มันนั่งลงบนฟูกโดยไม่
คิดให้รกสมอง และทิ้งตัวนอนอย่างผ่อนคลาย
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ เด็กหนุ่มได้ยินเสียงเคาะ
บานประตูเหล็ก ‘ตึงตึงตึง’
ต้นเสียงไม่ได้มาจากประตูห้องตน แต่เป็นห้องข้างเคียง
เดอร์ริคพยุงตัวนั่งและเงี่ยหูฟัง เสียงร้องโหยหวนและหวีด
แหลม ดังปะปนมากับพร้อมเสียงเคาะประตูอันเกรี้ยวกราด
เส้นขนทั่วร่างพลันตั้งชัน เดอร์ริครีบตั้งท่าปั้องกันตัวตาม
สัญชาตญาณ
ทันใดนั้น เสียงเคาะถูกย้ายมาบนผนังซึ่งใช้ร่วมกันระหว่าง
สองห้อง จังหวะการเคาะเริ่มช้าลง แต่หนักแน่นจนทำให้กำแพง
นูนยื่น
ขณะเด็กหนุ่มเตรียมสวดคาถาอัญเชิญแสงศักดิ์สิทธิ์
บรรยากาศรอบตัวพลันสว่างวาบกะทันหัน ราวกับไม่ได้อยู่ใน
ห้องพักผู้ปั่วย แต่เป็นดินแดนด้านนอกซึ่งมีสายฟั้าฟาดผ่า
ผ่านไปหนึ่งอึดใจ เสียงเคาะประตูเงียบลง ห้องพักผู้ปั่วยใต้
หอคอยคู่กลับมาสงบอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม สุ้มเสียงไม่ได้ดับสนิทโดยสมบูรณ์ ยังเหลือ
เสียงฝีก้าวดังสะท้อนจากระยะไกล ดึงกึกก้องจนหัวใจถูกบีบ
เค้น
เดอร์ริคยังคงไม่เข้าใจ ว่าขณะเกิดเสียงเคาะประตูเหล็ก
เกรี้ยวกราดในตอนแรก เกิดอะไรขึ้นกับผู้ปั่วยในห้องข้างตนกัน
แน่
ทันใดนั้น
กึก.กึก.กึก
ราวกับใครบางคนใช้ปลายนิ้วเคาะกำแพง เสียงกุกกักดัง
แผ่วเบา เป็นกำแพงคนละฝังกับเสียงเคาะประตูเมื่อครู่
“ใครกัน?” เดอร์ริคซักถามเสียงขรึม อากัปกิริยา
เตรียมพร้อมรับมือสิ่งไม่คาดฝัน
เสียงเคาะหยุดลงทันที่ ตามด้วยเสียงพูดแหบพร่าและ
ค่อนข้างชรา
“เป็นเด็กหนุ่มหรอกหรือ”
“แล้วคุณคือ?” เมื่อเห็นอีกฝั่ายยังพูดคุยรู้เรื่อง เดอร์ริค
โน้มตัวพิงกำแพงและให้หูแนบกับผนังโลหะเย็นเฉียบ
เสียงชราคิกคักและกล่าว
“ผู้ปั่วยห้องติดกับเจ้า ฉันเคยได้ยินเขาแสดงอาการใกล้
คลุ้มคลั่งบ่อยครั้ง วันนี้คงถึงขีดจำกัดแล้วกระมัง”
คลุ้มคลั่งโดยสมบูรณ์?
เดอร์ริคซักถามผ่านหนังโลหะ
“เขากลายเป็นสัตว์ประหลาดแล้วหรือ”
“ไม่ใช่สัตว์ประหลาด แต่เป็นซากศพ เขาถูกจัดการโดย
วัตถุลึกลับ สิ่งนี้ถูกผนึกไว้ในห้องของผู้ปั่วยทุกคน”
เสียงชราถอนหายใจยาว
“ฉันถูกขังอยู่ในนี้มานานกว่าสี่สิบสองปีแล้ว ได้ยินพวกผู้
คุมพูดแต่เรื่องเดิมทุกวัน”
เดอร์ริคพลันประหลาดใจ จึงรีบถามกลับ
“สี่สิบสองปี?”
ตามปรกติ สัญญาณการคลุ้มคลั่งจะแบ่งออกเป็นสามระยะ
ระยะแรกจะคือการตักเตือนทางร่างกาย ผู้วิเศษจะได้ยินเสียง
และเห็นภาพหลอน ระยะสอง ไม่สามารถควบคุมจิตใจและ
ร่างกายได้อีกต่อไป แสดงพฤติกรรมประหลาดบ่อยครั้ง และ
ระยะสุดท้าย กลายเป็นผู้คลุ้มคลั่งโดยสมบูรณ์ รูปลักษณ์
ภายนอกแปรเปลี่ยนเป็นสัตว์ประหลาด
หรือในอีกความหมายหนึ่ง ถึงจะเป็นผู้ปั่วยระยะสอง แต่ถ้า
ถูกนำตัวลงมาในห้องใต้หอคอยคู่ได้ทันเวลา พวกเขาจะถูก
รักษาด้วยพิธีกรรม ยาคุณภาพสูง รวมถึงเทคนิคอื่น และหาย
เป็นปรกติภายใน 18 เดือน ถ้าทำถึงเช่นนี้แล้วยังไม่หาย
หลังจากนั้นไม่นานจะกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด จึงค่อนข้าง
น่าเหลือเชื่อ เมื่อได้ยินว่าใครสักคนถูกกักขังภายในห้องผู้ปั่วย
นานถึงสี่สิบสองปี
ในส่วนของผู้ปั่วยระยะแรก พวกเขาจะถูกรักษาตัวเพียงไม่กี่
วัน หรืออย่างมากก็ไม่เกินยี่สิบวัน จากนั้นก็จะกลับออกไปใน
สภาพสมบูรณ์
เสียงชราหัวเราะอีกครั้ง
“ใช่แล้ว ฉันก็ไม่คาดคิดเหมือนกันว่า ตัวเองจะถูกขังในนี้
นานถึงสี่สิบสองปี ฉันไม่มีสัญญาณการคลุ้มคลั่ง แต่พวกเขาคิด
ว่าฉันพร้อมกลายเป็นสัตว์ประหลาดได้ทุกเมื่อ”
เดอร์ริคขมวดคิ้ว ซักถามอย่างฉงน
“เกิดอะไรขึ้นเมื่อสี่สิบสองปีก่อน?”
ในช่วงเวลาดังกล่าว แม้แต่พ่อและแม่ของเดอร์ริคก็ยังไม่
เกิด
เสียงชราเงียบงันสักพัก
“ครั้งหนึ่ง ฉันเคยเป็นหัวหน้าทีมสำรวจ หน่วยของพวก
เราค้นพบซากเมืองเก่าแก่ ระยะเดินทางห่างจากเมืองเงินพิสุทธิ์
ราวครึ่งเดือน ฉันคำนวณจากความเร็วในการเดินเท้า เมือง
ดังกล่าวคล้ายคลึงพวกเรามาก มีร่องรอยการถูกปกครองโดย
คนยักษ์ และนับถือมหาเทพผู้ปราดเปรื่องและทรงพลัง
มหาเทพผู้รังสรรค์ทุกสิ่งจากต้นกำเนิด แต่น่าเสียดาย เมืองของ
พวกเขาถูกทำลายจนราบคาบ และไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น”
เดอร์ริคไม่ประหลาดใจกับเรื่องซากเมืองสักเท่าไร มันส่ง
เสียงคาดเดาอย่างสุขุม
“หรือพวกคุณบังเอิญเผชิญกับเหตุการณ์ประหลาดเข้า
จึงถูกระบุให้เป็นผู้สุ่มเสี่ยงว่าจะเกิดอาการคลุ้มคลั่ง?”
“ไม่ผิด แต่ก็ไม่ถูก” เสียงชราหัวเราะ
“หลังจากพวกเราสำรวจเข้าไปถึงแก่นแท้ของเมือง มี
หลักฐานน่าสนใจบ่งชี้ว่า เมืองดังกล่าวเปลี่ยนความเชื่อในช่วง
หลัง พวกเขาคิดว่าเทพองค์ใหม่ จะช่วยให้เมืองของตนรอดพ้น
จากหายนะ แต่สุดท้ายก็ไม่เกิดขึ้น เทวรูปของเทพดังกล่าวถูก
ทำลายจนเศษซากกระจัดกระจายไปทั่วเมือง”
เล่ามาถึงจุดนี้ เสียงปริศนาเริ่มเคร่งขรึม
“จนกระทั่ง พวกเราพบชายคนหนึ่ง นับเป็นหนแรกอย่าง
แท้จริงในรอบ 200 ปี กับการค้นพบมนุษย์นอกเมืองเงินพิสุทธิ์!
ไม่อยากจะเชื่อ! นอกเมืองเงินพิสุทธิ์ของพวกเรา ท่ามกลาง
ความมืดมิดไร้จุดจบ ยังมีใครบางคนรอดชีวิตอยู่!
เดอร์ริคซักถามตามความเคยชิน
“แล้วคุณก็พาเขากลับมา?”
เสียงชราเว้นวรรคราวสองวินาที่
“พ่อหนุ่ม… เจ้าไม่ประหลาดใจเลยหรือ เมืองเงินพิสุทธิ์
ของเราพยายามอย่างหนักในการสำรวจดินแดนโดยรอบ
จนกระทั่งได้พบผู้รอดชีวิตครั้งแรกเมื่อสี่สิบสองปีก่อน!”
ว่ากันตามตรง ในมุมมองคนทั่วไป ข่าวนี้ค่อนข้างน่าตก
ตะลึง แต่สำหรับเราผู้ได้พบมิสจัสติส แฮงแมน และคนอื่น
บ่อยครั้ง รวมถึงเคยได้ฟังประวัติศาสตร์ของเจ็ดเทพจารีต
เบื้องต้น การจะมีมนุษย์อาศัยอยู่นอกเมืองเงินพิสุทธิ์ จึงไม่ใช่
เรื่องแปลกอะไรมากมายนัก…
เดอร์ริคเกาหัวแกร่ก ก่อนจะแสร้งทำเป็นผงะตกใจอย่างไม่
แนบเนียน
“จ…จริงด้วย! ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน ไม่น่าเชื่อ!
นอกจากชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ ข้างนอกยังมีมนุษย์อาศัยอยู่ด้วย
หรือ?”
“…” เสียงชราเงียบงันสักพัก “ระบบการศึกษาของ
เมืองเงินพิสุทธิ์ตกต่ำลงหรือไง?”
โดยไม่รอให้เดอร์ริคพูด มันถอนหายใจ
“ถูกต้อง พวกเราชักชวนบุคคลดังกล่าว ให้กลับเมืองมายัง
เมืองพิสุทธิ์ในฐานะแขก เขาตอบตกลงหลังจากไตร่ตรองสักพัก
หลังจากนั้น พวกเราระมัดระวังความผิดปรกติทุกฝีก้าว
จนกระทั่งใกล้กลับถึงเมือง ชายคนนั้นได้หายตัวไปอย่างลึกลับ
“พวกเราพยายามค้นหาจนสุดความสามารถ แต่สุดท้ายก็
ไม่พบตัว จึงเดินทางกลับเมืองอย่างไม่มีทางเลือก ทว่า ความไม่
ปรกติเริ่มขึ้นหลังจากนั้น สมาชิกในหน่วยของฉันเกิดคลุ้มคลั่งที
ละคนสองคน ไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่คนเดียว! หกสภาอาวุโสคาด
ว่า หน่วยของฉันถูกปนเปือนด้วยพลังบางอย่างจากบุคคล
ปริศนา และชายคนนั้นไม่น่าจะใช่มนุษย์ แต่เป็นสิ่งมีชีวิต
จำพวกวิญญาณมาร หรือสัตว์ประหลาด ฉันจึงถูกคุมขังไว้ใน
ห้องนี้ และพวกเขาจะแวะเวียนมาดูอาการเป็นระยะ แต่ไม่เคย
แจ้งความคืบหน้า ไม่เคยปล่อยให้เป็นอิสระ”
เดอร์ริคสูดลมหายใจหนักแน่น ถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“แล้วชายคนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร คุณยังจำได้ไหม?”
“…หน้าตาทั่วไป ไม่มีสิ่งใดโดดเด่น แต่งกายเหมือนกับ
พวกเรา จำได้แค่ว่าเป็นผู้ชาย… แต่ถึงอย่างนั้น บรรดาหก
อาวุโสคงใช้พลังพิเศษ ตรวจสอบจากความทรงจำอันขาดห้วง
ของฉันได้อยู่ดี”
เสียงชราใช้เวลานึกนานเกือบนาที่ ก่อนจะอธิบายด้วย
น้ำเสียงเจือความเศร้า
เดอร์ริคยังคงซักไซ้
“เขาได้บอกชื่อไหม? แล้วเคยอาศัยในเมืองใดมาก่อน?”
เสียงชราพ่นลมหายใจ
“บอกสิ เขาบอกว่าตัวเองชื่อ…”
มันเว้นวรรค
“อามุนด์”
…
วันอาทิตย์เช้า ย่านโรงงาน
ตลอดสองวันผ่านมา ไคลน์และไมค์ออก ‘ผจญภัย’ ทั่ว
เขตตะวันออก โดยมีเฒ่าโคห์เลอร์คอยเป็นไกด์นำทาง
ส่งผลให้ไมค์ได้เห็นเต็มสองตา ว่าผู้คนราวห้าถึงเจ็ด ต้อง
นอนเบียดเสียดกันในหอพักคับแคบ มีสภาพน่าอดสูขนาดไหน
และไมค์ยังได้เห็นฉากหดหู่กว่านั้นอีกมาก
ไม่ใช่แค่นั้น ในย่านยากจนอันดับหนึ่งของเขตตะวันออก
หนึ่งห้องนอนจะต้องผู้มีคนเบียดเสียดราวสิบคน ปราศจากเตียง
นอน ทั้งหมดนอนเบียดกันบนพื้น แถมยังต้องแบ่งด้วยว่า ใคร
จะนอนเวลาไหนบ้าง กลางวันหรือกลางคืน ภาพดังกล่าวทำให้
นักข่าวอาวุโสเกิดความสะเทือนใจหนักหน่วง
เหนือสิ่งอื่นใด ความยากจนยังทำให้มนุษย์ไม่แบ่งแยกเพศ
ต่อกัน ชายหญิงซึ่งไม่ใช่คู่สามีภรรยา ร่วมหลับนอนภายในหนึ่ง
ห้องแคบโดยไม่มีใครถือสา พฤติกรรมสุ่มเสี่ยงเข้าคุกหากเป็น
ชนชั้นกลาง ถูกคนเหล่านี้แสดงให้เห็นจนคุ้นชินสายตา
“…สกปรก แออัด เหม็นอับ นั่นคือนิยามของความคิด
แรกในหัว ผมเชื่อเหลือเกินว่า ชาวเมืองในย่านดังกล่าวจะต้องมี
ปรสิตชอนไชในร่างกายสักตัวสองตัว เพราะอาคารบ้านเรือนมี
สภาพทรุดโทรมและสร้างมานาน ไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบท่อ
ระบายน้ำ ส่งผลให้ทั้งอึ ฉี่ และอ้วก เกลื่อนกลาดกระจัด
กระจาย อาคารทุกหลังจะมีห้องน้ำเพียงหนึ่ง และยิ่งแย่ไปกว่า
นั้น ถนนแต่ละเส้นจะมีห้องน้ำสาธารณะเพียงห้องเดียว
เท่านั้น… คนเหล่านี้ต้องทำงานหนักทุกวัน ทั้งวัน แต่กลับมี
เงินเพียงพอสำหรับเติมเต็มความอิ่มท้องในแต่ละมื้อ ไม่เหลือ
เก็บออม ฉะนั้น หากตกงานสักสองสามวัน ทุกคนจะได้เผชิญ
กับนรกบนดิน… ผมเชื่อว่า หากมีใครหยิบยื่นโอกาสให้พวก
เขา อัตราการตายจะลดลงอย่างมาก”
ไมค์เขียนบันทึกลงในรายงานสืบสวน
นักข่าวอาวุโสยังคงทึ่งกับภาพของกลุ่มคนเร่ร่อนยามค่ำคืน
พวกเขาไม่มีห้องให้ซุกหัวนอนเพื่อฟันฝั่าอากาศหนาวเย็น
ภาพของเด็กหญิงอายุไม่มาก ยืนตามถนนหรือในผับเพื่อรอ
ขายบริการ ภาพของคนเมามายจนแหกปากโวยวายไม่ได้สติ
ราวกับไม่สนว่าจะมีวันพรุ่งนี้หรือไม่ ทั้งหมดได้เปิดโลกใบใหม่
ให้แก่ไมค์·โยเซฟอย่างมาก
สีหน้าของมันทวีความอึมครึม