ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 354 การผจญภัยในเขตตะวันออก
กรุงเบ็คลันด์ เขตตะวันออก
ก่อนถึงสี่แยก
เมื่อไมค์·โยเซฟเห็นเด็กเล็กกลุ่มหนึ่งซึ่งมีสภาพ
อ่อนเพลียและแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเก่า นักข่าวอาวุโสเช็ดปาก
และเตรียมเดินไปให้เงินติดตัวสักคนละสองสามเพนนี
ทว่า พฤติกรรมดังกล่าวถูกห้ามไว้โดยอดีตคนเร่ร่อน เฒ่า
โคห์เลอร์
“พวกเขาเป็นหัวขโมย”
“หัวขโมย? แล้วพ่อแม่ไปไหน? พวกเขาถูกแก๊งอันธพาล
ควบคุมอยู่หรือ?” ในฐานะนักข่าวอาวุโสของสำนักพิมพ์ ไมค์ไม่
เคยเข้ามาทำงานในเขตตะวันออกด้วยตัวเอง แต่มันก็พอจะ
ทราบข่าวคราวว่า แก๊งอันธพาลในย่านนี้มักจับเด็กเล็กมาฝึก
ขโมยของ
“พ่อแม่? ไม่น่าจะมี หรือถ้ามีก็คงเป็นหัวขโมยมาก่อน
เหมือนกัน แน่นอน คุณนักข่าวกล่าวถูกต้องแล้ว เด็กส่วนใหญ่
จะถูกควบคุมโดยกลุ่มอันธพาล พวกมันจะสอนให้เด็กลักขโมย
จนชำนาญ…ยกตัวอย่างเช่น อันธพาลกลุ่มหนึ่งจะแขวนเสื้อโค้
ทของผู้ชายไว้บนกำแพง นำผ้าเช็ดมือสอดไว้ในกระเปั๋าเสื้อ
และห้อยสายนาฬิกาพกออกมาด้านนอก เด็กทุกคนถูกฝึกอย่าง
หนักจนกว่าจะขโมยผ้าเช็ดมือได้โดยไม่ทำให้สายนาฬิกาขยับ
เขยื้อน…ผมได้ยินเรื่องพวกนี้มาจากเพื่อนในเรือนทำงาน สมัย
ยังไม่มีบ้านซุกหัวนอน”
เฒ่าโคห์เลอร์พึมพำยาว
“เฮ่อ ผมยังจำได้แม่นยำ หัวขโมยอายุน้อยสุดซึ่งเคยถูก
ตำรวจจับกุม มีอายุเพียงหกขวบเท่านั้น…”
และโคห์เลอร์ยังจำได้ด้วยว่า เด็กคนนั้นปั่วยตายด้วยโรค
ร้ายในเวลาถัดมา
เมื่อเกิดความเครียด มันอยากบุหรี่กะทันหัน แต่ตัดสินใจไม่
สูบเพราะคำนึงถึงสุขภาพของตัวเองมากกว่า ทำเพียงหยิบ
ขึ้นมาดมกลิ่นให้หายเสี้ยน
“หกขวบ…” ไมค์พลันอึ้งกับตัวเลขอายุ
ไคลน์ฟังอย่างเงียบงันพลางถอนหายใจ
“สมกับเป็นเขตตะวันออก”
ชายหนุ่มมองไปรอบตัวด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ดินแดนแห่งนี้ใกล้เคียงกับผืนปั่า มากกว่าอารยธรรม
ของมนุษย์เสียอีก ภารกิจสัมภาษณ์ของพวกเราถือเป็นการผจญ
ภัยอย่างหนึ่ง นอกจากต้องเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดจากอันตราย
ร้ายแรง คุณต้องคอยระแวงสัตว์ตัวเล็กซึ่งดูเหมือนจะไม่มีพิษมี
ภัย แต่ความจริงแล้วร้ายกาจกว่าใครเพื่อน…ผมหมายถึงยุง…
ไมค์ หากคุณเผยให้พวกมันเห็นว่ากระเปั๋าสตางค์ของคุณน่า
ดึงดูดมากแค่ไหน ถึงคอยจะปกปั้องไว้เป็นอย่างดี แต่จนแล้วจน
รอดก็ต้องมีหัวขโมยสักคนเสี่ยงลงมือ และถ้าพวกเราขัดขืน
แม่น้ำทัสซอคในวันพรุ่งนี้อาจมีศพลอยอืดเพิ่มอีกสาม”
“คุณนักสืบกล่าวได้ถูกเผง! ชาวตะวันออกมีจำนวน
มากมายจนนับไม่หมด ถึงจะหายตัวไปสักคนสองคนก็คงไม่มี
ใครรู้แน่!”
เฒ่าโคห์เลอร์เห็นพ้อง
ไมค์ตั้งใจฟังโดยไม่ขัดคอ มันก้มหน้าไตร่ตรองสักพักก่อนจะ
เปล่งเสียง
“1.35 ล้าน”
“หือ…?” เป็นเพราะกำลังปั่วย เสียงไคลน์จึงค่อนข้าง
แหบ
ไมค์อธิบายขณะก้าวเดิน
“ตัวเลขของชาวตะวันออกโดยประมาณ แต่ผมมั่นใจว่ามี
จำนวนมากกว่านั้น”
“เยอะขนาดนั้นเชียว?” เฒ่าโคห์เลอร์แสดงสีหน้า
ประหลาดใจ
แม้ว่ามันจะคุ้นเคยกับทุกซอกมุมในเขตตะวันออกเป็นอย่าง
ดี และทราบว่าย่านนี้มีจำนวนประชากรมหาศาล แต่ก็ไม่เคยคิด
ว่าจะมากถึงหลักล้าน
ลำพังเขตเดียวของเบ็คลันด์ ก็มีจำนวนคนมากกว่าทิงเก็น
ทั้งเมืองหลายเท่า…
ไคลน์นำตัวเลขไปเปรียบกับเมืองซึ่งตนคุ้นเคยในอดีต
มันมองไปยังสี่แยกข้างหน้า ห่างถัดไปแค่ไม่กี่ก้าว พลาง
กล่าวซักถาม
“แล้วเราจะไปไหนกันต่อ?”
เฒ่าโคห์เลอร์มองตรงและส่งเสียง
“ห้ามตรงไปเด็ดขาด ย่านนั้นเป็นถิ่นของแก๊งซีมังเกอร์
พวกมันปั่าเถื่อนและไร้เหตุผล ถ้ารู้ว่ามีนักข่าวกำลังตระเวน
สัมภาษณ์ชาวเมือง คงได้ส่งคนตามมารุมกระทืบแน่”
แก๊งซีมังเกอร์? ไอ้พวก ‘สมองน้อย’ ผู้ให้ทำเราต้องสูญ
เงิน 10 000 ปอนด์…ถ้าจำไม่ผิด หมอนั่นเป็นเพชฌฆาตของ
กลุ่มสินะ ชื่ออะไรสักอย่าง จำไม่ได้แล้ว…โชคยังดีว่าเงินหมื่น
ปอนด์ช่วให้เราได้รับสูตรโอสถเส้นทางนักทำนายลำดับ 7 6 5
รวมถึงดวงตาดำล้วนของโรซาโก้ แถมยังเก็บราชทูตแห่งอินทิส
ได้หนึ่งคน.
จริงสิ เรายังไม่รู้เลยว่าฝั่ายใดได้ครอบครองเอกสารต้นแบบ
ของเครื่องหาผลต่างฮัลโมซีนรุ่นสาม.
ไคลน์ย้อนนึกเหตุการณ์ในช่วงเดือนก่อน
“แก๊งซีมังเกอร์? แก๊งชาวเขาใช่ไหม?” ไมค์ซักถาม
“คุณนักข่าวเคยได้ยินชื่อพวกมันด้วยหรือ?” เฒ่าโคห์
เลอร์แสดงสีหน้าประหลาดใจ
ไมค์พ่นลมทางจมูก
“พวกมันพัวพันในหลายคดี ชื่อเสียงโด่งดังออกไปนอก
เขตตะวันออก และเคยได้ยินมาว่า สมาชิกคนหนึ่งมีส่วน
เกี่ยวข้องกับสายลับของอินทิส”
…บุคคลข้างนายตอนนี้คือเหยื่อของเหตุการณ์นั้นยังไงล่ะ
และยังเป็นผู้แจ้งข่าวให้ทางการทราบด้วย…ไคลน์แอบเสริม
“ถ้าพวกมันโด่งดังขนาดนั้น แล้วทำไมตำรวจถึงไม่จับให้
สิ้นเรื่องสิ้นราวสักที?”
เฒ่าโคห์เลอร์ซักถามอย่างซื่อตรง นับว่าสมเหตุสมผลหาก
มองจากสายตาของบุคคลระดับรากหญ้าในสังคม
ไมค์พลันกระอักกระอ่วน มันกระแอมในลำคอสองครั้ง
“ตำรวจจับได้เฉพาะในกรณีมีหลักฐานชัดเจน พวกมัน
ไม่ได้ทิ้งหลักฐานไว้ในจุดเกิดเหตุเสมอไป ยิ่งไปกว่านั้น เขต
ตะวันออกยังกว้างใหญ่มาก ไม่ใช่เรื่องง่ายหากจะให้ตามหากลุ่ม
คนผู้เอาแต่มุดหัวหลบหนี”
ขณะเล่า ไมค์ทำหน้าห่อเหี่ยว
“การทำลายแก๊งซีมังเกอร์ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ในอนาคต
หากมีชาวเขาลงมายังเบ็คลันด์และหางานสุจริตทำไม่ได้ พวก
มันก็จะใช้ความถนัดของตัวเอง-การทะเลาะวิวาท เพื่อหาเลี้ยง
ชีพ และกลุ่มซีมังเกอร์ถัดไปก็จะถูกก่อตั้งขึ้นใหม่อยู่ดี”
เป็นปัญหาเชิงสังคมสินะ.
ไคลน์รำพันพลางชี้ไปทางซ้ายและขวา
“เลือกมา”
เฒ่าโคห์เลอร์มองไปทางขวาของถนน
“ฝังนั้นเป็นถิ่นของแก๊งฮูลี ขอเพียงเราไม่ไปยุ่งกับโสเภณี
และผับซึ่งเป็นธรุกิจหลัก พวกมันก็จะไม่มายุ่งวุ่นวาย ฮะฮะ!
แล้วก็ ตอนนี้ยังเช้าอยู่ ไม่ต้องห่วงว่าจะพบพวกมัน ปั่านนี้คง
กำลังหลับอยู่”
ในภาษาโลเอ็น คำว่า ‘ฮูลี’ หมายถึง ‘นอกกฎหมาย’
จึงสามารถอนุมานได้ว่า อันธพาลกลุ่มนี้รู้ตัวว่าพวกมันกำลังทำ
อะไรอยู่
ไคลน์และไมค์ไม่คัดค้าน พวกมันเดินตามไกด์ประจำถิ่นไป
ยังถนนอีกเส้นหนึ่ง
อาคารบ้านเรือนสองฝังเริ่มดูดีขึ้น ริมถนนมีคราบขยะและ
ความสกปรกน้อยลง กลิ่นเจือจางในอากาศประกอบด้วยซุป
หอยนางรม ปลาทอด เบียร์ขิง และอาหารเครื่องดื่มประเภทอื่น
ตามแต่พ่อค้าแม่ค้าแผงลอยจะนำมาขาย รวมถึงยังมีกลิ่นคาว
จากผลิตภัณฑ์จำพวกปลาตกค้าง
ระหว่างเดิน ไคลน์รู้สึกคุ้นเคยถนนเส้นนี้เป็นพิเศษ เพราะ
บรรยากาศดันเหมือนกับถนนกางเขนเหล็กของเมืองทิงเก็นมาก
จุดต่างแตกเดียวก็คือ เนื่องจากเบ็คลันด์เป็นเมืองท่าขนาด
ใหญ่ ปริมาณปลาสดจึงสูงกว่าหลายเท่า
“หอพักตรงนี้มีคุณภาพสูง สมัยยังเตร็ดเตร่แถวนี้ ผมรู้สึก
ว่าทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีค่อนข้าง…เนื้อตัวสะอาด”
เฒ่าโคห์เลอร์ชี้ไปทางอาคารสามชั้นสีเหลืองซีด
เมื่อทั้งสามเดินใกล้ พวกมันเริ่มมองเห็นปั้ายด้านหน้าหอพัก
เป็นภาพของนาฬิกาพก นาฬิกาแขวน และไขควง ประกอบกัน
โดยด้านล่างเขียนกำกับไว้ว่า
“รับซ่อมนาฬิกา”
“มีช่างนาฬิกาอาศัยในอยู่หอพัก?”
ไคลน์พลันหวนนึกถึงฉากอันคุ้นเคยจากความทรงจำของ
ไคลน์·โมเร็ตติคนก่อน
ในสมัยนั้น เบ็นสัน เมลิสซ่า และตัวมัน มักตระเวนหาร้าน
ซ่อมนาฬิกาพกสีเงินซึ่งเป็นของต่างหน้าจากพ่อ แต่ไม่ว่าจะซ่อม
สักกี่ร้าน นาฬิกาก็จะพังอย่างรวดเร็วหลังจากกลับถึงบ้านเสมอ
จนกระทั่งเมลิสซ่าศึกษากลไกด้านในอย่างละเอียด เธอจึง
ซ่อมแซมมันจนกลับไปอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน นับแต่นั้น
ไคลน์จึงพกติดตัวตลอดเวลา ถือเป็นสิ่งของมีราคาเพียงไม่กี่ชิ้น
ในร่างกาย
และเมื่อไคลน์ ‘เสียชีวิต’ จากเหตุระเบิดภายในบริษัท
รักษาความปลอดภัยหนามทมิฬ สิ่งของมูลค่าสูงชิ้นดังกล่าวจึง
ไม่ถูกฝังมาพร้อมกับศพ
ปั่านนี้คงอยู่กับเบ็นสันกระมัง…หมอนั่นจะยังคิดถึงเราทุก
ครั้งเมื่อหยิบนาฬิกาออกมาตรวจสอบเวลาไหม?
ไคลน์ยกโค้งมุมปากยิ้ม
“น่าจะใช่” ไมค์กล่าวด้วยน้ำเสียงลังเล
สำหรับนาฬิกาพกราคาสูงทั่วไป หากเกิดความผิดปรกติใด
ขึ้น คนส่วนใหญ่มักติดต่อให้ร้านขายรับผิดชอบ โดยร้าน
เหล่านั้นจะส่งช่างของตัวเองมาบริการถึงบ้าน
เมื่อย่างกรายเข้าไปในอาคารสีเหลือง ทั้งสามได้พบกับชาย
วัยกลางคนหนวดเคราดกดำ
บุรุษคนดังกล่าวกำลังเดินออกจากห้องน้ำรวมบนชั้นหนึ่ง
ท่าทางคล้ายเตรียมเดินกลับห้องตัวเอง แต่เมื่อเห็นชายแปลก
หน้าสามคนเดินเข้ามา จึงหันมาซักถาม
“มาซ่อมของ?”
ช่างบังเอิญอะไรอย่างนี้…ได้พบช่างนาฬิกาทันทีเลยหรือ?
ไคลน์ค่อนข้างประหลาดใจ
ไมค์หยิบนาฬิกาพกออกมาและฉีกยิ้ม
“ใช่ครับ นาฬิกาพกของผมเริ่มเดินไม่ตรง รบกวนช่วยดู
ให้สักนิดได้ไหม?”
มันยังไม่เปิดเผยตัวจริงหรือขอสัมภาษณ์อย่างโผงผาง แต่
เริ่มด้วยบทสนทนาพื้นฐานและเป็นธรรมชาติ
ชายวัยกลางอมยิ้ม จากนั้นก็เดินนำทั้งสามไปยังหอพักสอง
ห้องนอนของตน ก่อนจะชี้ไปทางเก้าอี้ข้างโต๊ะและกล่าว
“ช่วยนั่งรอตรงนี้สักครู่ ผมขอออกไปหยิบเครื่องมือ
ก่อน”
“คุณไม่ได้เก็บเครื่องมือไว้ในบ้านหรือ?” ไมค์ขมวดคิ้ว
พลางถามด้วยสีหน้าฉงน
ช่างนาฬิกาส่ายหัวและยิ้ม
“จะเป็นแบบนั้นได้ยังไง เครื่องมือซ่อมนาฬิกามีราคาสูง
มาก ผมไม่มีทางซื้อทั้งหมดคนเดียวไหว ดังนั้น พวกเราจึงรวม
เงินกันและซื้ออุปกรณ์หนึ่งเซต ประกอบด้วยเครื่องมือสามสี่ชิ้น
หากใครมีงานก็สามารถนำไปใช้ได้เลย และด้วยเหตุนี้ พวกเรา
จึงต้องย้ายมาพักใกล้กัน พูดให้ชัดคือ ถ้าเราอยู่ไกลกันเกินไป
การยืมเครื่องมือก็จะเสียเวลาและสิ้นเปลืองค่ารถม้า”
เมื่อเล่าจบ ชายวัยกลางคนเดินออกจากห้องและหายไปสัก
พัก
การได้พบช่างนาฬิกาทันทีไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะ
ลูกบ้านของหอพักหลังนี้ล้วนเป็นช่างนาฬิกา…ไคลน์พลัน
กระจ่าง
เฒ่าโคห์เลอร์มองไปรอบห้องและกล่าวด้วยน้ำเสียงเจอ
ความอิจฉา
“ก่อนจะล้มปั่วย ผมเคยอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบ
นี้มาก่อน ภรรยามักร่วมมือกับแม่บ้านคนอื่นช่วยกันทำงานเย็บ
ปัก และลูกสองคนของผม…พวกเขา…”
ไมค์ถอนหายใจยาว และกล่าวด้วยกระซิบ
“ผมเคยเข้าใจมาตลอดว่าช่างฝีมือต้องร่ำรวยมาก…”
“ผมด้วย…” ไคลน์ปั้องปากพูด
.
หลังจากสัมภาษณ์ชาวหอพักอย่างอบอุ่น ทั้งสามคนเริ่ม
ออกผจญภัยอีกครั้ง
ขณะเดินไปได้หนึ่งร้อยเมตร พวกมันได้ยินหญิงสาวสองคน
กำลังมีปากเสียง
พวกเธอพ่นถ้อยคำสุดหยาบคายใส่กันโดยไม่หวงแหน
ส่งผลให้ได้เรียนรู้ศัพท์ใหม่มากมาย
เหตุผลของการทะเลาะคือ หญิงสาวคนซ้ายกำลังตำหนิ
หญิงคนขวาว่า เธอคือตัวการทำให้บ้านเช่าของพวกหล่อน
สกปรกและมีเสียงดัง ส่วนผู้หญิงคนขวาตะโกนสวนกลับว่า
ปัญหาเริ่มจากผู้หญิงคนซ้ายต่างหาก ใครบอกให้ชวนแขกเข้า
มาในบ้านตอนกลางคืน
“ตรงนั้นคือแม่บ้านซักรีดใช่ไหม?” ไมค์ขมวดคิ้วถาม
“ใช่ครับ ผมรู้จักหล่อน เป็นแม่หม้าย เธอกับลูกสาวสอง
คนคอยรับจ้างซักเสื้อผ้าให้ลูกค้า” เฒ่าโคห์เลอร์ตอบฉะฉาน
ไมค์ก้มหน้าครุ่นคิด
“ช่วยพาผมไปหาเธอหน่อย”
โคห์เลอร์พยักหน้ารับ และนำทางทั้งสองผ่านจุดทะเลาะ
เบาะแว้ง ตรงไปทางหอพักสภาพทรุดโทรม คุณภาพต่ำกว่า
หอพักสีเหลืองซีดเมื่อครู่อย่างชัดเจน
ขณะก้าวเท้ามาถึงด้านนอกห้องของแม่บ้านซักผ้า ไคลน์
สัมผัสถึงความอับชื้นทันที่
ภายในห้องมีเสื้อผ้าเปียกแขวนเรียงราย เด็กสาวอายุสิบเจ็ด
สิบแปดกำลังนั่งยองข้างกะละมังใบใหญ่ สองมือออกแรงขยี้
เสื้อผ้าชุ่มฟองสีขาว ส่วนเด็กสาวอีกหนึ่งคน อายุน้อยกว่าคน
แรกเล็กน้อย กำลังรีดเสื้อลินินอย่างระมัดระวังและตั้งใจ ท่าที
ของเธอบ่งบอกชัดเจนว่า เคยถูกความร้อนจากไอน้ำลวกมือ
มาแล้วหลายหน
ตรงนี้คงเป็นทั้งห้องทำงานและห้องหลับนอนของพวก
หล่อน ต้องถูกอากาศเปียกชื้นซึมเข้าร่างกายทุกวัน.
ไม่เพียงเท่านั้น กลิ่นของน้ำยาชนิดต่างๆ ยังแสบจมูกเอา
เรื่อง
“คุณไม่เหม็นบ้างหรือ?” ไมค์รีบอุดจมูก
ไคลน์ตอบเสียงอู้อี้
“ผมเป็นหวัด”
น้ำเสียงไม่ได้เจือความตลกแม้แต่น้อย
ไมค์ปล่อยมือและเดินเข้าไปในห้อง พลางกล่าวกับเด็กสาว
สองคนว่า
“ผมเป็นนักข่าว ต้องการสัมภาษณ์แม่บ้านซักผ้าเพื่อไป
เขียนบทความ”
ทันใดนั้น เด็กสาวผู้กำลังนั่งยองขยี้ผ้า ส่ายศีรษะและกล่าว
ด้วยน้ำเสียงเกรงใจ
“ต้องขอโทษด้วยค่ะ แต่พวกเรางานยุ่งจนไม่สามารถสละ
เวลาให้ได้”
ไมค์ถูกปฏิเสธอย่างไม่ไยดี
ถัดมา มันเดินกลับออกมายังริมถนนด้วยสีหน้าอึมครึม
หลังจากมองกลับไปอีกครั้ง นักข่าวอาวุโสเม้มปากอย่างผิดหวัง
“ไปหลังอื่นกันเถอะ”
.
ณ เมืองเงินพิสุทธิ์
หลังจากเดอร์ริค·เบเกอร์ถูกวินิจฉัยว่าเผชิญอาการ
หลอนทั้งภาพและเสียง เด็กหนุ่มถูกนำตัวลงมายังชั้นล่างสุด
ของหอคอยคู่
ห้องนี้มีไว้เพื่อดูแลบุคคลผู้แสดงสัญญาณการคลุ้มคลั่งอย่าง
ใกล้ชิด เทคนิคมากมายจึงถูกนำมาใช้เพื่อประคองอาการ
ขณะกำลังเดินไปบนทางเดินบรรยากาศมืดมนและน่าขนลุก
เดอร์ริคได้ยินเสียงเพรียก
“ช่วยด้วย!”
เสียงดังมาจาก ห้องปิดผนึก
ช่วยด้ว-
ทันใดนัน เสียงขาดห้วงและเงียบสนิท