ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 364 มหาวิหารสุขสงบ
นักมายากลยังเหลือกฎอะไรอีกบ้าง?
หลังจากไคลน์อ่านหนังสือพิมพ์เสร็จ มันกลับมาขบคิดถึง
ปัญหาสำคัญในปัจจุบัน
ชายหนุ่มเคยมีสมมติฐานไปแล้วหนึ่งข้อ นั่นคือกฎ ‘ต้องมี
ผู้ชมคอยปรบมือในตอนสุดท้ายหลังการแสดงจบ’ แต่ลำพัง
กฎข้อเดียวคงไม่พอต่อการเร่งสปีดเทคนิคสวมบทบาทแน่
ขณะสมองกำลังผุดข้อสันนิษฐานมากมาย ไคลน์พลันนึกถึง
ประเด็นหนึ่งซึ่งมันยังหาข้อสรุปไม่ได้
สมัยยังเป็นนักทำนาย การได้รับคำยกย่องจากใครสักคนว่า
‘คุณช่างสมกับเป็นนักทำนายตัวจริง!’ มักมอบความรู้สึกคล้าย
กับโอสถมีพัฒนาการให้เราเสมอ…
แต่หลังจากได้ทราบเทคนิคการตั้งกฎ เราก็มองว่าเรื่อง
ดังกล่าวเป็นการคิดไปเองมาตลอด เพราะความรู้สึกของผู้อื่นไม่
น่าจะส่งผลต่อความเร็วการย่อยโอสถภายในร่างกายได้เลย
ตรงกันข้าม เป็นเพราะเราสวมบทบาทได้ดีมากต่างหาก คนอื่น
จึงชมว่าเราสมกับเป็นนักทำนายตัวจริง โอสถย่อยได้เร็วขึ้น
เพราะฝีมือสวมบทบาท ไม่ใช่เสียงชมเชย…
นับแต่นั้น เราก็มองว่าปัจจัยจากบุคคลภายนอกไม่น่าจะ
เกี่ยวข้องกับความเร็วในการย่อยโอสถ มันไม่สมเหตุสมผล
เกินไป ไม่ว่าจะหลักวิทยาศาสตร์หรือศาสตร์เร้นลับ…
แต่ในฐานะนักมายากล อาชีพของเรามีความเกี่ยวข้องกับ
ผู้ชมอย่างลึกซึ้ง บนโลกความเป็นจริง การแสดงมายากลทุกครั้ง
ต้องมีเสียงปรบมือปิดท้าย… ถ้าสมมติฐานนี้ช่วยให้โอสถย่อย
เร็วขึ้นได้จริง หมายความว่าแนวคิดของเราเป็นสิ่งผิดมา
ตลอด…
และหากความรู้สึกของคนอื่นมีผลกับการย่อยโอสถ การ
แสดงกลของเราก็จำเป็นต้องได้รับเสียงปรบมืออย่าง
เหมาะสม…
หืม ลองคิดต่อยอดอีกสักนิด บางที่ สาเหตุทำให้เจ็ดเทพ
จารีตตัดสินใจดำเนินการก่อตั้งศาสนาอย่างเอาจริงเอาจัง เป็น
เพราะว่าพวก ‘ท่าน’ ต้องอาศัยความศรัทธาจากคนหมู่มาก
เป็นแหล่งพลังงานให้ตัวเอง?
เป็นไปได้… หากการปรบมือหลังแสดงกลช่วยให้นักมายา
กลซึมซับโอสถได้เร็ว ความศรัทธาต่อเทพของสาวก ก็ต้องช่วย
ให้ซึมซับโอสถเทพได้เร็วขึ้นเช่นกัน…
…เราอคติกับเทพเกินไปไหม? จริงอยู่ว่าเราไม่ใช่สาวกของ
เทพองค์ใดเป็นพิเศษ แต่ก็ยอมรับว่าเทพมีอยู่จริงและแสดง
ความเคารพยำเกรงเสมอ ไม่เคยลบหลู่ในทางเสียหาย ทุกครั้ง
จะแสดงท่าทีนอบน้อมและนับถือ ถึงจะไม่ได้ศรัทธาอย่างไม่ลืม
หูลืมตาก็เถอะ…
ไคลน์พยายามปรับเปลี่ยนชุดความคิดตัวเองและมองในมุม
ใหม่
มันนำกฎของตัวตลกและนักทำนายมาเทียบอย่างละเอียด
พลางวิเคราะห์หาแนวทางมาปรับใช้กับนักมายากล
จนกระทั่งเริ่มพบเบาะแส
ในเมื่องานหลักของนักมายากลคือการแสดงกลให้คนดู
รับชม ก็หมายความว่า นักมายากลต้อง ‘เป็นฝั่ายเริ่ม’ ด้วย
ใช่ไหม?
ต้อง ‘ชิงลงมือก่อน’ ไม่ใช่อยู่ในสถานะรอตอบโต้แบบ
นักทำนายหรือตัวตลก…
จากมองจากมุมของ ‘โชคชะตา’ สิ่งนี้นับว่าสอดคล้อง
กับทฤษฎีเก่าของเรา
นักทำนายต้อง ‘เคารพ’ โชคชะตา
ตัวตลกต้อง ‘ยอมรับ’ โชคชะตาและฝืนยิ้มในวันทุกสิ่ง
ไม่เป็นใจ
และสุดท้าย นักมายากลต้องเป็นฝั่ายเริ่มก่อนเพื่อ ‘ท้า
ทาย’ โชคชะตา
ถึงแม้นักมายากลจะไม่มีพลังสำหรับบิดเบือน ‘ความ
จริง’ แต่ลำพังการสร้าง ‘ภาพลวงตา’ ก็มากพอจะทำให้
ผู้คนปรบมือยอมรับหากพวกเขาพึงพอใจ…
ไคลน์พยักหน้ากับตัวเองพลางวางแผนอนาคตอันใกล้
สมองกำลังไตร่ตรองว่าตนควรต้อง ‘ชิงลงมือ’ ในลักษณะใด
เริ่มจากภารกิจอะไร? คงต้องเป็นภารกิจเสี่ยงอันตรายไม่
มาก… นึกออกแล้ว เริ่มจากการช่วยแวมไพร์เอ็มลิน·ไวท์
ออกจากการคุมขังของหลวงพ่อยูทรอฟสกี้…
แต่ก่อนอื่น เราต้องยืนยันให้ได้ว่ากลุ่มคนอมนุษย์เหล่านี้
เคารพกฎหมายและไม่สร้างความเดือดร้อน อย่างมากก็แค่แอบ
ขโมยเลือดในโรงพยาบาลกิน…
หืม พรรคพวกของเอ็มลินอาศัยอยู่ในอาคารหลังไหนของ
ย่านทิศใต้?
เราจำไม่ได้เลย แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็สามารถใช้เทคนิค
ทำนายเรียกความทรงจำในอดีตกลับคืนมาได้ อา… จากนั้นก็
ต้องไม่ลืมทำนายตรวจสอบอันตรายของภารกิจ…
เมื่อได้ข้อสรุปให้ตัวเอง ไคลน์วางหนังสือพิมพ์ลงพลางลุก
ยืน สองเท้าก้าวขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง
เพื่อทดสอบเทคนิคสวมบทบาท มันต้องกระทำในสิ่งไม่
เกี่ยวข้องกับตัวเองแม้แต่น้อย นี่ไม่ใช่นิสัยของไคลน์เลยสักนิด
แต่เพื่อความก้าวหน้า ชายหนุ่มไม่เกี่ยงวิธีการ
เส้นทางของเรานับว่าง่ายกว่าเส้นทางอื่นค่อนข้างมาก ไม่
อยากจินตนาการถึงความยากลำบากเมื่อผู้ชายทั้งแท่งต้องสวม
บทบาทเป็นแม่มดสุขสม… ไม่แปลกใจว่าทำไมเมืองเงินพิสุทธิ์
ต้องคอยเน้นย้ำหนักหนา
“ห้ามลืมเด็ดขาดว่ากำลังสวมบทบาท!”
ไคลน์เริ่มเข้าใจเบื้องหลังของวลีดังกล่าว
…
เมืองเงินพิสุทธิ์ ภายในห้องมืดใต้หอคอย
หัวหน้าใหญ่แห่งหกสภาอาวุโส โคลิน·อีเลียด กำลังยืน
ข้างหน้าต่างพลางจ้องมองเมืองเงินพิสุทธิ์ซึ่งถูกความมืดมิดและ
สายฟั้าปกคลุม
แสงจากสายฟั้าเผยให้เห็นเส้นผมสีเงินไม่เรียบร้อย เผยให้
เห็นรอยแผลเป็นลึกบนแก้ม เผยให้เห็นรอยย่นร่องลึกบน
ใบหน้า
…เผยให้เห็นดวงตาเจือความหวาดกลัว
จนกระทั่งผ่านไปสักพัก โคลินหันไปจ้องมุมห้องอันมืดมิด
และซักถามด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“พบอะไรบ้างไหม”
เงาดำตรงมุมมืดเริ่มเคลื่อนไหว เกลียวเส้นสีดำนูนยื่นออก
จากพื้นในลักษณะหมุนวน
เสียงของมันทั้งสากและพร่า คล้ายกับการนำโลหะสองชิ้น
มาเสียดสีอย่างรุนแรงจนทำให้โสตประสาทเกิดอาการระคาย
เคือง
“หลังจากเดอร์ริค·เบเกอร์กลับถึงบ้าน เขาแสดง
อาการไม่ปรกติบางอย่างออกมา แต่ก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงถึงขั้น
ต้องจัดการทันที”
โคลินพยักหน้ารับ
“เขาทำอะไร?”
ด้วยความช่วยเหลือจากสมบัติวิเศษใต้หอคอย ผู้คลุ้มคลั่ง
และร่างแยกของบุคคลลึกลับถูกกำจัดลงสำเร็จ แต่โคลินกลับยัง
รู้สึกว่าเรื่องราวในคราวนี้ยังไม่จบ
อดีตหัวหน้าทีมสำรวจเกิดคลุ้มคลั่งกะทันหันอย่างไม่มี
สาเหตุ บุคคลปริศนาตัดสินใจลงมืออย่างฉุกละหุกแม้จะเคย
อดทนอย่างเงียบงันมานานกว่า 42 ปีเต็ม โดยไม่แยแสกับดัก
และผนึกรอบห้องเลยสักนิด
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้โคลินผู้เคยลงมือสังหารปีศาจมานับไม่
ถ้วน พลันเกิดความกังวลว่าจะมีภัยร้ายแรงตามมา
โคลินเชื่อว่าบุคคลปริศนาจงใจลงมือโดยมีจุดประสงค์แอบ
แฝงชัดเจน ถึงจะยังไม่ทราบว่าเปั้าหมายคือสิ่งใด แต่นี่คงไม่ใช่
เรื่องดีแน่
เหนือสิ่งอื่นใด คนร้ายไม่กังวลว่าแผนการของตนจะ
ล้มเหลว คงเพราะมันมีวิธีตัวรอดจากระบบรักษาความ
ปลอดภัยของเมืองเงินพิสุทธิ์ได้อย่างแนบเนียน
หลังจากใช้พลังนักล่าปีศาจสำรวจและพบความไม่ปรกติใน
ตัวเด็กหนุ่มเดอร์ริค โคลินจึงแสร้งทำเป็นถูกตบตาและปล่อยให้
เด็กคนดังกล่าวกลับบ้านได้ทันที่ แต่ในความเป็นจริง มันแอบส่ง
ใครบางคนตามสะกดรอยตามหลัง
วิธีนี้แตกต่างจากขั้นตอนในอดีต-การจับมากักขังและคอย
เฝั้าสังเกตพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดทุกฝีก้าว แต่ปัจจุบัน มัน
จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงหลักปฏิบัติของเมืองเงินพิสุทธิ์อย่างไม่มี
ทางเลือก
ทันใดนั้น เงาสีดำหมุนเป็นเกลียวพลางส่งเสียง
“หลังจากกลับเข้าห้องนอน เขานั่งลงบนขอบเตียงและ
พึมพำบางสิ่ง แต่ผมได้ยินไม่ชัดเจนเนื่องจากแอบซุ่มอยู่ในจุด
ค่อนข้างห่าง โดยเกรงว่าจะถูกบุคคลลึกลับพบตัว ถึงกระนั้น
ผมสามารถยืนยันได้ว่านั่นคือความไม่ปรกติ หลังจากพึมพำจบ
เดอร์ริคนอนหลับอย่างรวดเร็วคล้ายกับอ่อนเพลียสุดขีด แต่
หลังจากงีบหลับได้ไม่นาน เขาก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพื่อประกอบ
พิธีกรรม ผมสงสัยว่าเด็กหนุ่มเดอร์ริคน่าจะไม่มีสติในขณะนั้น
คงเป็นผลจากการถูกบุคคลลึกลับควบคุมมากกว่า เหนือสิ่งอื่น
ใด พิธีกรรมของเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธสัญญาลับ”
โคลินก้มหน้าครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะกล่าวด้วยมาดเคร่งขรึม
“นึกแล้วเชียว… ต้องเป็นวิธีสำหรับติดต่อกับร่างจริงแน่
มันมีจุดประสงค์อะไร? แล้วทำไมถึงยอมถูกคุมขังใต้หอคอย
นานกว่า 42 ปีอย่างสงบสุข?”
เงาดำย่อมมิอาจตอบคำถามของโคลินได้ จึงทำเพียงเล่า
เหตุการณ์ต่อจากเดิม
“แต่หลังจากเสร็จพิธีกรรม เดอร์ริคไม่แสดงอาการ
ผิดปรกติใดออกมาอีกเลย พวกเราควรจัดการกับเรื่องนี้โดยเร็ว
ดีไหมขอรับ? ผมเกรงว่า หากร่างจริงของบุคคลลึกลับเกิดสนใจ
เมืองนี้ขึ้นมา ลำพังพวกเราอาจยังรับมือกันไม่ไหว”
โคลินเงียบงัน ก่อนจะกล่าว
“ตอนนี้จับตามองต่อไปก่อน บุคคลลึกลับยังไม่แสดงท่าที
มุ่งร้าย จึงไม่ควรลงมือบุ่มบ่ามให้เป็นภัยต่อตัวเอง เฮ่อ ยังจำคำ
พยากรณ์ได้ไหม? ใกล้ถึงเวลาของหายนะตามคำบอกเล่าเข้ามา
ทุกที… ยิ่งพวกเริ่มสำรวจดินแดนโดยรอบมากเพียงใด ก็ยิ่งได้
พบซากปรักหักพังประหลาดมากขึ้นเท่านั้น แถมหลายครั้งยัง
พบสิ่งของพิสดารยากจะทำความเข้าใจ…”
“ขอรับ ท่านผู้นำ”
เงาดำหมุนกลับลงพื้นอย่างเชื่องช้า จากนั้นก็หายไปโดย
สมบูรณ์
ในเวลาเดียวกัน ภายในบ้านตระกูลเบเกอร์ เด็กหนุ่มเดอร์
ริคกำลังเกร็งคอไออย่างรุนแรงราวกับหัวใจจะหลุดออกมา
แค่ก! แค่ก! แค่ก!
มันคุกเข่างอตัวบนพื้นห้องและไออย่างไม่หยุดพักจนกระทั่ง
คอเริ่มแสบ แต่ไม่นานหลังจากนั้นก็พ่นบางสิ่งออกจากปาก
พรวด!
วัตถุสีใสไหลผ่านลำคอ ออกจากปาก และหล่นกระทบพื้น
วัตถุดังกล่าวคือหนอนแมลงขนาดความยาวเท่านิ้วโปั้ง หนาเท่า
นิ้วเด็ก!
ร่างโปร่งใสพลันขดตัวกลายเป็นวงแหวน
เดอร์ริคเคยเห็นสิ่งนี้ภายในห้องผู้ปั่วยใต้ของหอคอย
ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เด็กหนุ่มมั่นใจได้ว่า ตนได้เป็นอิสระจาก
อามุนด์อย่างแท้จริงแล้ว
มันก้มตัวลงและหยิบหนอนแมลงสีใสขึ้นมาพิจารณา
หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียด เด็กหนุ่มมั่นใจว่าตนนับวง
แหวนสีใสได้ทั้งหมด 12 วง
ไว้ทำอะไร? แล้วมันต้องทำยังไงบ้าง?
แต่หนอนตัวนี้คงตายไปแล้วกระมัง…
เดอร์ริคครุ่นคิดหลายตัดพ้อเสียงค่อย
…
แคว้นเหมันต์
ทางตอนเหนือของอาณาจักรโลเอ็น
มหาวิหารสีดำสไตล์วิกตอเรียตั้งเด่นตระหง่านท่ามกลาง
ภูเขาหิมะสูงชัน กินอาณาบริเวณเป็นวงกว้างรอบเทือกเขา
ด้านหน้าเป็นผาชัน รายล้อมทุกทิศด้วยหิมะสีขาวโพลนและ
ความเงียบงันสมบูรณ์
นี่คือวิหารหลักของโบสถ์เทพธิดารัตติกาล
หรือรู้จักกันในนาม มหาวิหารสุขสงบ
เลียวนาร์ด·มิเชล เจ้าของเส้นผมสีดำขลับและดวงตาสี
เขียวมรกต กำลังเดินออกจากห้องพักส่วนตัวพร้อมกับชุดกันลม
สีดำ
มือสองข้างสวมถุงมือแดง
เนื่องจากมันเพิ่งเลื่อนลำดับพลังสำเร็จและกำลังปรับสภาพ
จิตใจ จึงไม่มีโอกาสเข้าร่วมปฏิบัติการใดเลย รวมถึงไม่มีโอกาส
ได้เข้าเรียนคาบวิชาศาสตร์เร้นลับ
หลังจากเดินเลี้ยวพ้นมุมห้อง เลียวนาร์ดได้พบกับบันไดซึ่ง
นำพาไปสู่ชั้นหนึ่ง
เมื่อก้มมองลงไปด้านล่าง เลียวนาร์ดเหลือบเห็นดันน์·
สมิทในชุดกันลมสีดำ มาพร้อมดวงตาสีเทาลุ่มลึกอบอุ่น
ขณะเดียวกันก็เห็นไคลน์·โมเร็ตติผู้มีกลิ่นอายนักวิชาการฟุั้ง
กระจายรอบตัว
คนทั้งสองกำลังส่งยิ้มกลับมาหาตน
เลียวนาร์ดทำได้เพียงส่ายหัวพลางเอียงคอ
ความจำของเราย่ำแย่ขนาดนี้แล้วหรือ…
แย่ถึงขั้นจำไม่ได้ว่าพวกเขาไม่อยู่แล้ว…
เลียวนาร์ดเบือนหน้าหนีพลางเดินลงไปยังชั้นหนึ่งของวิหาร
มันเคาะประตูห้องขนาดเล็กและเปิดเข้าไป
ด้านในมีเก้าอี้วางเรียงหลายตัว แต่ส่วนใหญ่มากถูกเหยี่ยว
ราตรีสวมถุงมือแดงจับจองไว้หมดแล้ว
เลียวนาร์ดเลือกนั่งแบบสุ่มและหันไปสนทนากับเพื่อน
ข้างเคียง
ผ่านไปสักพัก อาวุโสใหญ่แห่งเหยี่ยวราตรี ‘เครสไทน์·
ซีสม่า’ ผู้มักสวมเสื้อปกคอตั้งปิดบังริมฝีปากและคาง
ตลอดเวลา ได้เดินเข้ามาในห้องและเปล่งเสียงทักทายกับทุกคน
“สำหรับคาบเรียนวันนี้ ผมจะสอนสิ่งสำคัญให้พวกคุณ
ทุกคน ในฐานะถุงมือแดง พวกคุณจะได้เดินทางมากกว่าเหยี่ยว
ราตรีทั่วไป และมีโอกาสเผชิญหน้าผู้วิเศษลำดับสูงบ่อยครั้ง
หากพวกมันแสดงท่าทีชัดเจนว่าต้องการสังหารคุณ ถึงตอนนั้น
ไม่ต้องคิดถึงเรื่องอื่นนอกจากหาทางทิ้งเบาะแสให้หน่วยสืบสวน
สาวตัวไปถึงอีกฝั่ายได้ โดยวิธียอดนิยมและได้ผลมากก็
คือ…”
“.”
“แต่ผู้วิเศษลำดับสูงส่วนใหญ่ไม่โง่ พวกมันมักไม่โจมตีเข้า
มาโดยตรง แต่จะพยายามหาโอกาสหลอกใช้ด้วยปัจจัยต่าง ๆ
นานา ต้องคอยระวังสภาพจิตใจของตัวเองตลอดเวลา ห้ามให้
ถูกปันหัวโดยเด็ดขาด โดยประเด็นสำคัญซึ่งต้องจดจำมี
ดังนี้…”
เลียวนาร์ดบนเก้าอี้หลังห้อง กำลังแสดงสีหน้าตั้งใจฟังพลาง
เผยรอยยิ้ม เนื่องจากเปั้าหมายการแก้แค้นของมันคือผู้วิเศษ
ลำดับสูง!
เครสไทน์เว้นวรรคสองวินาที่
“ในกรณีแรก ผู้วิเศษลำดับสูงจะแสร้งทำเป็นตัวตนลึกลับ
ผู้ยิ่งใหญ่ อาศัยเหตุผลมากมายหลอกล่อให้คุณเอ่ยนามเต็มของ
มัน ในกรณีถัดมา ผู้วิเศษลำดับสูงซึ่งอยู่ในภาวะไม่พร้อมต่อสู้
คนกลุ่มนี้จะมีพฤติกรรมคล้ายสมบัติวิเศษ คอยหลอกล่อว่าจะ
ช่วยเติมเต็มความปรารถนา ยกตัวอย่างเช่น ตะเกียงวิเศษซึ่ง
สัญญาว่าจะทำให้ความฝันเป็นจริงได้สามข้อ รวมไปถึงบ่อน้ำ
วิเศษ สำหรับกรณีถัดมา เป็นของผู้วิเศษลำดับสูงซึ่งมีชื่อโอสถ
ว่า ‘ปรสิต’ พวกมันมักอ้างว่าสูญเสียร่างเนื้อและจำเป็นต้อง
อาศัยร่างวิญญาณของคุณเพื่อให้มีชีวิตรอด คนเหล่านี้จะคอย
เน้นย้ำว่าตัวมันไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้หากไม่มีคุณ จึงไม่มีวัน
ทรยศคุณอย่างแน่นอน จากนั้น มันจะยอมมอบความรู้และสูตร
โอสถให้ทีละนิด รวมถึงการประเคนผลประโยชน์มากมายให้คุณ
หวังจะให้คุณแข็งแกร่งและช่วยมันสร้างร่างเนื้อกลับมาใหม่
หรือไม่ก็ต้องการแก้แค้นใครสักคน… แต่ในความเป็นจริง หาก
ผู้วิเศษคนใดมีปรสิตสิงอยู่กับตัว ร่างกายจะอ่อนแอลงมาก
เนื่องจากถูกใช้เป็นสารอาหารให้ปรสิต ฝั่ายได้ประโยชน์มีเพียง
ตัวปรสิตเท่านั้น”
ยิ่งได้ฟัง รอยยิ้มเลียวนาร์ดก็ยิ่งจางหาย