ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 366 ความทะเยอทะยานของแฮงแมน
หลังจากตรวจสอบเบื้องต้น ไคลน์ยืนยันแล้วว่าไม่มีสิ่ง
ผิดปรกติเกี่ยวกับครอบครัวไวท์ เรื่องน่าเสียดายก็คือ สองสามี
ภรรยาไม่ทิ้งเศษผมไว้แม้แต่เส้นเดียว นับว่ามีพื้นฐานในด้าน
การต่อต้านสะกดรอยพอสมควร
ไคลน์เดินกลับมายังห้องนอนซึ่งเต็มไปด้วยหุ่นฟิกเกอร์ มัน
เดินทวนเข็มสี่ก้าวและส่งตัวเองเข้าห้วงมิติเหนือสายหมอกเทา
เจตนาคือการยืนยันความจริง
ท่ามกลางสายหมอก ก่อนจะเริ่มลงมือทำนาย ชายหนุ่มเสก
ฟิกเกอร์หญิงสาวส่วนสูงไล่เลี่ยกับตนขึ้นมาหนึ่งตัว จากนั้นก็
เตรียมใช้วิธีเดียวกับสมัยอยู่ทิงเก็น คือการทำนายผ่านภาพ
มายาของวัตถุ เทคนิคนี้เคยถูกใช้กับตราศักดิ์สิทธิ์แห่งสุริยัน
มาแล้ว
ไคลน์หยิบปากกาและกระดาษขึ้นมาเขียนประโยคทำนาย
“ต้นกำเนิดของสิ่งนี้”
มันวางปากกาลงและถือกระดาษหนังด้วยมือข้างหนึ่ง
จากนั้นก็พึมพำพลางเอนหลังพิงเก้าอี้พนักสูง เพ่งจิตปรับสมาธิ
ให้สงบนิ่งด้วยการเข้าฌาน
เมื่อท่องครบเจ็ด ตาดำเปลี่ยนเป็นสีเข้มข้นพร้อมกับการปิด
สนิทของเปลือกตา
ท่ามกลางโลกสีเทาพร่ามัว ไคลน์มองเห็นช่างทำตุ๊กตากำลัง
บรรจงปันงานอย่างพิถีพิถัน ตามด้วยภาพของหุ่นหญิงสาวตา
แดงถูกยกมาวางในห้องแสดงฟิกเกอร์ จากนั้น มันมองเห็นเอ็ม
ลินกำลังล้วงหยิบกระเปั๋าสตางค์โดยไม่ยอมละสายตาจากเธอ
ตัดมายังฉากสุดท้าย เป็นภาพของห้องนอนใหญ่ในบ้านซึ่ง
ไคลน์กำลังสำรวจอยู่
แวมไพร์ผู้มีนิสัยสุดโอหัง เอ็มลิน ผมสีดำหวีเรียบแปล้
ใบหน้าหล่อเหลาละมุนละไม กำลังนั่งบนขอบเตียงพลางจ้อง
มองตุ๊กตาตัวใหญ่ด้วยสีหน้าหลงใหล ขณะเดียวกันก็ชำเลืองไป
ทางฟิกเกอร์ตัวอื่นเป็นระยะ
แค่คนคลั่งฟิกเกอร์สินะ…
ไคลน์ลืมตาขึ้นมาบนมิติสายหมอกและใช้ฝั่ามือจับหน้าผาก
จากนั้น มันตวัดมือหนึ่งหนเพื่อลบฟิกเกอร์สาวสวยให้
หายไปโดยสมบูรณ์ ก่อนจะหยิบปากกาและกระดาษขึ้นมา
เขียนประโยคทำนายใหม่
“ฉากการตายภายใน 10 ปีหลังของบ้านหมายเลข 48
ถนนหลวงอ่าวแม่น้ำ”
จากคำบอกเล่าของชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง ครอบครัว
ไวท์เพิ่งย้ายมาอยู่อาศัยได้ไม่เกินสิบปี ไคลน์จึงสามารถทำนาย
แบบตีกรอบให้แคบลงได้ หากตระกูลไวท์แสร้งทำเป็นแวมไพร์
ผู้ดีแค่ฉากหน้า แต่ลับหลังแอบเชือดมนุษย์และสูบเลือดเป็น
อาหาร ย่อมต้องมีเบาะแสหลงเหลือภายในบ้านสักอย่างสอง
อย่าง
ภายในระยะเวลายาวนานถึงสิบปี หากไม่เคารพกฎหมาย
จากก้นบึ้ง ครอบครัวไวท์จะไม่มีทางกลบเกลื่อนหลักฐานได้
มิดชิด
หลังจากตรวจทานประโยคทำนายบนกระดาษอย่างถี่ถ้วน
ไคลน์ขยับปากพึมพำเจ็ดหนพร้อมกับส่งตัวเองเข้าสู่ความฝัน
ท่ามกลางโลกมืดมนไม่คมชัด ภาพสีดำปกคลุมการมองเห็น
นานหลายอึดใจ ก่อนจะสลับกลับไปเป็นจุดขาวดำกะพริบ ปิด
ท้ายด้วยการฉากภาพแตก ไม่มีสิ่งใดปรากฏขึ้นมากไปกว่านั้น
ผลลัพธ์การทำนายก็คือ
ไม่มี!
ตลอดสิบปีหลัง ไม่มีใครตายภายในอาคารหมายเลข 48
ถนนหลวงอ่าวแม่น้ำ!
เมื่อนำปัจจัยทั้งหมดมาสรุปผล มีความเป็นไปได้มากกว่า
ครอบครัวไวท์คือแวมไพร์เคารพกฎหมายอย่างแท้จริง หากไม่
นับการขโมยถุงเลือดในโรงพยาบาลซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยเล็กน้อย
เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์…
ไคลน์จ้องมองโต๊ะทองแดงตรงหน้าพร้อมกับแผ่พลัง
วิญญาณห่อหุ้มร่างกาย ส่งตัวเองกลับมายังโลกจริง
เมื่อภาพรอบตัวกลับเป็นห้องนอนเอ็มลิน ชายหนุ่มรีบ
ทำลายร่องรอยของตนทั้งหมดภายในอาคาร 48 ถนนหลวงอ่าว
แม่น้ำ
มาถึงจุดนี้ ไคลน์ยังไม่ยอมด่วนสรุป มันเดินอ้อมเข้าไปใน
สถานีตำรวจอ่าวแม่น้ำ ตามด้วยการลอบแทรกซึมเข้าในห้อง
เก็บเอกสารโดยอาศัยการปลอมตัวปะปนไปกับกลุ่มขี้เมาและ
หัวขโมยเพื่อสร้างความแนบเนียน
เมื่อแผนการสำเร็จ ไคลน์เปิดตะเกียงแก๊สภายในห้องอย่าง
อาจหาญพร้อมกับหยิบแฟั้มเอกสารสำนวนคดีคนหายในช่วงสิบ
ปีหลังออกมาตรวจสอบ
กลุ่มตำรวจเดินผ่านไปผ่านมาด้านนอกห้องเป็นระยะ แต่ไม่
มีใครเอะใจว่าภายในห้องเก็บเอกสารกำลังสว่างไสว
ไม่มีใครสงสัยแม้แต่คนเดียว…
ผ่านไปสักพัก ไคลน์ผู้กำลังสวมถุงมือสีดำได้นำแฟั้มเอกสาร
กลับไปวางคืนจุดเดิม
ท่ามกลางความมืด ชายหนุ่มปิดตะเกียงและถอดหมวก มัน
โค้งคำนับอย่างนอบน้อมไปทางห้องโถงใหญ่ของสถานีตำรวจ
…
เมื่อกลับถึงบ้านบนถนนมินส์ ไคลน์อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า
และเดินมานั่งเก้าอี้หน้าโต๊ะอ่านหนังสือภายในห้องนอน ชาย
หนุ่มกางแผนผังเมืองเบ็คลันด์ซึ่งซื้อจากรถจักรไอน้ำเมื่อนาน
มาแล้ว ก่อนเดินทางเข้ามายังเบ็คลันด์เสียอีก
มันกวาดตามองหาถนนกุหลาบในย่านทิศใต้เป็นอันดับแรก
เนื่องจากละแวกดังกล่าวเป็นตำแหน่งของวิหารฤดูเก็บเกี่ยว-
อาคารซึ่งบิชอปยูทรอฟสกี้ใช้คุมขังเอ็มลิน·ไวท์
เพียงไม่นาน ไคลน์ก็จดจำรายชื่อของจุดสำคัญในละแวก
ใกล้เคียงได้หมด รวมถึงโครงสร้างถนนในแถบดังกล่าว
การแสดงต้องไม่รีบร้อนหรือหิวกระหายความสำเร็จมาก
เกินไป และต้องบรรจงชักจูงผู้ชมให้คล้อยตามไปกับกล…
ไคลน์พึมพำพลางพับกระดาษและลดมือข้างถือปากกาลง
“ถึงนักสืบสจ๊วต ผมไม่แน่ใจว่าคุณได้พบเอ็มลิน·ไวท์
แล้วหรือยัง แต่สายข่าวของผมแจ้งเข้ามาว่า เขาพบบุคคล
รูปพรรณสัณฐานคล้ายเอ็มลิน·ไวท์บนถนนทูเตว่าในย่านทิศ
ใต้ของสะพาน สายสืบเน้นย้ำว่าอีกฝั่ายมีใบหน้าคล้ายกับบุคคล
ในภาพวาดเป็นอย่างมาก”
…
ชายหนุ่มปล่อยปากกาออกจากมือและพับกระดาษ
จดหมายอย่างประณีต จากนั้นก็สอดจดหมายใส่ซองสีขาว
พร้อมกับติดตราไปรษณียากรสีดำราคาหนึ่งเพนนี
…
ท่ามกลางทะเลโซเนียอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา คลื่นทะเล
ยังคงขยับขึ้นลงเป็นระลอกใหญ่ตลอดเวลา
ทว่า โทสะสีครามก็ยังแล่นฉิวโดยไม่ได้รับผลกระทบใด ไม่มี
แม้แต่อาการโคลงเคลง
อัลเจอร์·วิลสันกำลังนั่งอยู่ภายในห้องกัปตันเรือพร้อม
กับถือเครื่องวัดเส้นรุ้งแวง
มันกำลังหลับตา
ทันใดนั้น รอยยิ้มพลันปรากฏบนใบหน้ากะลาสีหนุ่มอย่างมี
เลศนัย
เราย่อยสมบูรณ์แล้ว…
อัลเจอร์ลืมตาขึ้นพร้อมกับทดสอบตวัดมือ เพียงพริบตา
บรรยากาศรอบตัวเริ่มสว่างไสวไปด้วยแสงสีฟั้าคราม
แสงฟั้าอมขาวผสมผสานเข้าด้วยกันจนมีลักษณะคล้ายคลื่น
ทะเลลูกใหญ่
เมื่ออัลเจอร์ประสานมือด้านหน้า คลื่นน้ำพลันแยกออกจาก
กันกะทันหัน จากนั้นก็กลายเป็นละอองฝนโปรยปรายลงบนโต๊ะ
หลังจากผ่านไปนานเกือบสี่เดือน โอสถกะลาสีของมันก็ย่อย
เสร็จสมบูรณ์!
ตลอดระยะเวลาดังกล่าว ไม่เพียงอัลเจอร์จะใช้เวลาส่วน
ใหญ่ไปกับท้องทะเลเพื่อทำภารกิจให้โบสถ์ แต่มันยังพยายาม
สำรวจเส้นทางเดินเรือใหม่ รวมถึงการสำรวจหาเกาะร้างซึ่งยัง
ไม่เคยมีใครค้นพบมาก่อน แม้จะต้องเผชิญความล้มเหลว
บ่อยครั้ง แต่อัลเจอร์ก็มุมานะทำจนสำเร็จ
การค้นพบเกาะแห่งใหม่ส่งผลให้โอสถกะลาสีมีพัฒนาการ
ก้าวกระโดด อัลเจอร์จึงเชื่อว่าสิ่งนี้คือกฎข้อสำคัญของเทคนิค
สวมบทบาท
กุญแจคือการมีปฏิสัมพันธ์กับทะเล รับรู้ข้อมูลของเส้นทาง
เดินเรือและสภาพอากาศภายในทะเลอย่างละเอียด รวมถึงการ
ออกสำรวจและค้นหาสิ่งใหม่อยู่เสมอ
อัลเจอร์ผู้มีมาดขรึมตลอดเวลาเริ่มลุกเดินไปมาอย่างกระวน
กระวาย
ภายในห้องกัปตัน สมองของมันกำลังไตร่ตรองวางแผน
สำหรับอนาคต
ก่อนอื่นก็ต้องรีบหาสูตรโอสถ ‘ผู้รับใช้วายุ’ ให้พบ…
จากนั้นก็รวบรวมวัตถุดิบหลักมาปรุงเป็นโอสถ แต่ห้ามแจ้งกับ
โบสถ์เด็ดขาดว่าเรากลายเป็นผู้วิเศษลำดับ 6 แล้ว…
ทำแบบเดียวกันกับโอสถลำดับถัดไป มันต้องรีบกลายเป็น
ลำดับ 5 ‘นักขับขานสมุทร’ ให้ได้ภายในสามปี!
ระหว่างนี้ เราต้องรับบทบาทเป็นกัปตันเรือโทสะสีครามไป
พลาง โดยพยายามเลี่ยงการพบปะกับหน่วยทูตพิพากษา
ระดับสูง เพื่อไม่ให้ความลับรั่วไหล…
หากเรากลายเป็นลำดับ 5 และมีพลังมากพอเมื่อใด ค่อยหา
โอกาสแอบกลับไปยัง ‘เกาะ’ ดังกล่าว…
อัลเจอร์หันไปทางขวามือ
ดวงตาของมันมองทะลุแผ่นไม้กระดาษของเรือไปยังทะเล
กว้างใหญ่ด้านนอก ทิศทางดังกล่าวคือพิกัดของเกาะลึกลับและ
เก่าแก่
อัลเจอร์ไม่รีบร้อนไต่เต้าตำแหน่งภายในโบสถ์วายุสลาตัน
รอให้ตัวเองได้ครอบครองในสิ่งปรารถนาเสียก่อน ค่อยกลับมา
เร่งสปีดตามคนอื่นก็ยังไม่สาย
และเมื่อถึงเวลานั้น มันจะสวมรอยเป็นเพียงผู้วิเศษลำดับ 7
แม้ว่าตัวจริงจะอยู่ถึงลำดับ 5 แล้วก็ตาม
การดื่มโอสถลำดับ 6 ‘ผู้รับใช้วายุ’ ซ้ำอีกครั้งคงไม่ใช่
เรื่องเสียหายอะไรนัก…
การทำเรื่องดังกล่าวจะช่วยให้ตะกอนพลังผู้รับใช้วายุ
ภายในร่างกายแข็งแกร่งขึ้น แลกมากับการใช้เวลาย่อยโอสถ
นานกว่าเดิมมาก แต่อย่างน้อยก็ไม่มีผลข้างเคียงร้ายแรง
และมันคิดจะทำแบบเดิมเมื่อย่อยโอสถลำดับ 5 เสร็จ
สมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม การดื่มโอสถลำดับ 5 ซ้ำจะไม่เหมือนกับการ
ดื่มลำดับ 6 ซ้ำเสียทีเดียว เนื่องจากโอสถลำดับ 5 มีความ
เข้มข้นกว่ามาก โอกาสคลุ้มคลั่งจึงมากตามไปด้วย
แต่มันก็มีแผนรองรับไว้แล้ว นั่นคือการหาภรรยาและ
แต่งงาน เพื่อถ่ายตะกอนพลังให้กับทายาทและลดภาระของ
ตัวเอง
เมื่อทุกอย่างสำเร็จ เราจะเข้าใกล้ตำแหน่งพระคาร์ดินัลมาก
ขึ้น เข้าใกล้ความเป็นผู้วิเศษลำดับสูงจนห่างเพียงไม่กี่ก้าว! นี่
เป็นโอกาสของเรา โอกาสจะได้เฉิดฉายในยุคสมัยใหม่!
อัลเจอร์มโนภาพตัวเองกำลังสวมชุดคลุมของพระคาร์ดินัล
ขณะเดียวกันก็มีอำนาจในมือล้นพ้นจนสามารถบงการทูต
พิพากษาได้ตามใจชอบ
หลังจากจมอยู่กับความฝันแสนหวานเป็นเวลานาน กะลาสี
หนุ่มเบือนหน้ากลับมาก้มต่ำและทบทวนความเป็นจริงอีกครั้ง
…ขั้นตอนหลังจากนี้จะเริ่มยากและมีแต่ความเสี่ยง โชค
ยังดีว่าเรามีชุมนุมทาโรต์คอยหนุนหลัง ถึงแม้จะมีอันตรายไม่
แพ้กันก็ตาม แต่หนทางย่อมไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบอยู่แล้ว!
คงต้องเร่งหาไดอารีจักรพรรดิโรซายไปแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ
ท่าน… ต้องทราบให้ได้ว่าไพ่ของมิสเตอร์ฟูล-ไพ่หน้าคว่ำบน
โต๊ะทองแดง มีความลับใดซ่อนอยู่กันแน่!
ไพ่ดังกล่าวเพิ่งปรากฏขึ้นในตอนหลัง…
ไพ่… ไดอารีจักรพรรดิโรซาย…
เราคงคิดมากไปกระมัง…
อัลเจอร์พลันหรี่ตาลงด้วยตาดำหดเกร็ง
…
อาคารหมายเลข 15 ถนนมินส์ ไคลน์อ้าปากหาวพร้อมกับ
ปิดสวิตช์ตะเกียงแก๊ส จากนั้นก็สอดแทรกร่างกายเข้าไปใต้ผ้า
ห่มหนา
ในตอนแรก มันวางแผนจะขึ้นไปทดลองขวดพิษชีวภาพบน
มิติสายหมอก รวมถึงทำนายหาสูตรโอสถเส้นทางนักโทษสาม
ลำดับแรกจากตะกอนพลังมนุษย์หมาปั่า
แต่หลังจากผ่านค่ำคืนแสนอ่อนเพลียไปกับการตามหา
ข้อมูลของแวมไพร์เอ็มลิน·ไวท์ ชายหนุ่มรู้สึกร่างกายไร้
เรี่ยวแรง จึงตัดสินใจยกยอดแผนการทั้งหมดไว้ทำพรุ่งนี้
ขณะกำลังทิ้งตัวนอนและหลับตา มันพลันเกิดความรู้สึกไม่
ชอบมาพากล
สัมผัสวิญญาณของนักทำนายกำลังพยายามบอกใบ้บางสิ่ง!
ผ่านมาแล้วหลายวันนับตั้งแต่เราได้ครอบครองขวดพิษ
ชีวภาพและตะกอนพลังมนุษย์หมาปั่า แต่กลับมีเหตุให้ต้อง
ผัดวันประกันพรุ่งเรื่อยมา ไม่ว่าจะด้วยเหตุจากสภาพจิตใจหรือ
ร่างกาย…
คล้ายกับจงใจเลื่อนการทำนายออกไป…
ผิดปรกติมาก!
ไคลน์รีบดีดตัวนั่งบนเตียงพลางครุ่นคิด
ย้อนกลับไปในอดีต ขณะเราได้พบเมกูสในสโมสรพยากรณ์
เราคิดจะใช้เนตรวิญญาณตรวจสอบความผิดปรกติของร่างกาย
เธอ แต่ตอนนั้นกลับเกิดอาการผงะจนเสียจังหวะและปล่อยให้
อีกฝั่ายลับสายตาไป…
ในภายหลัง เราพบว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเกินขึ้นจาก
อิทธิพลของทายาทเทพมารในครรภ์เมกูส สัญชาตญาณของนัก
ทำนายได้ช่วยเตือนทางอ้อม ไม่อย่างนั้นคงเกิดอาการคลุ้มคลั่ง
ในทันที่
ครั้งนี้ก็เช่นกัน แถมยังชัดเจนกว่ามาก.
ถ้าจำไม่ผิด มาดามชารอนเคยบอกว่า โรงเรียนกุหลาบมีวิธี
บงการสาวกทุกคนได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ชนิดว่าเราไม่มีวัน
จินตนาการความน่าสะพรึงกลัวออก.
คล้ายกับดวงวิญญาณของทุกคนถูกพันธนาการด้วยบางสิ่ง
ทรงพลังและมีอำนาจล้นพ้น เป็นเหตุผลให้ข้อมูลของเส้นทาง
มนุษย์กลายพันธุ์แทบไม่เคยรั่วไหลออกสู่ภายนอก…
พวกมันศรัทธาในเทพผู้ถูกล่าม… หมายความว่า หากเรา
ใช้ตะกอนพลังมนุษย์หมาปั่าทำนายถามสูตรโอสถในเส้นทาง
เราจะเข้าไปพัวพันกับเทพมารทันทีและเผชิญเหตุการณ์ร้ายแรง
ชนิดเกินตัว?
ไคลน์ครุ่นคิดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เรื่องนี้มีเงื่อนงำจนยาก
จะทำใจนอนหลับ
แต่ทำไมเมื่อครั้งทำนายถึง ‘โลหิตสุริยัน’ และ ‘ใบหูสีดำ
ของผู้สดับ’ สัมผัสวิญญาณนักทำนายกลับไม่แสดงผลแจ้ง
เตือน…
หรือแปลว่าเทพผู้ถูกล่ามทรงพลังยิ่งกว่าเทพสุริยันเจิดจรัส
และพระผู้สร้างแท้จริง?
หรือแปลว่า ‘ท่าน’ มีพลังพิเศษสำหรับบุกรุกห้วงมิติ
เหนือสายหมอกเทาโดยเฉพาะ?
ไม่สิ บางทีต้นตนของภัยอันตรายอาจมาจากขวดพิษชีวภาพ
มิใช่ตะกอนพลังมนุษย์หมาปั่า…
เมื่อได้ข้อสรุป ไคลน์ผู้มากด้วยความหวาดระแวง ตัดสินใจ
จะทดสอบทำนายขวดพิษชีวภาพในวันพรุ่งนี้ แล้วมาดูกันว่า
สัมผัสวิญญาณของนักทำนายจะร้องเตือนหรือไม่