ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 372 เหตุการณ์คนหาย
หลังจากนั่งเฝั้านานกว่าครึ่งชั่วโมงและยืนยันว่าไม่มีความ
ผิดปรกติใดเกิดขึ้น ไคลน์และเอ็มลินเดินทางกลับอย่างเงียบงัน
แต่ละคนต่างมีความคิดในใจ
เพียงไม่นาน พวกเขากลับมายังอาคาร 15 ถนนมินส์อีกครั้ง
แวมไพร์หนุ่ม เอ็มลินไวท์ เลื่อนกำปันขึ้นมาปิดปากพลาง
กระแอมเล็กน้อย
“ข้าใช้หนี้เสร็จแล้ว หวังว่าพวกเราจะไม่ได้เจอกันอีกใน
อนาคต!”
น้ำเสียงขึงขังจริงจัง… แต่มิสเตอร์ไวท์ คุณลืมเรื่องสำคัญ
ไปแล้วหรือ…
ไคลน์ยิ้มอย่างมีเลศนัย
“หลังจากนี้ ผมคงต้องแวะเข้าไปหาบิชอปยูทรอฟสกี้เป็น
ครั้งคราว ถ้าไม่อยากพบหน้ากันขนาดนั้น คุณก็ไม่ควรเดินทาง
ไปวิหารฤดูเก็บเกี่ยว และถ้าคุณหักห้ามใจตัวเองไม่ให้ไปวิหาร
ได้เมื่อใด หมายความว่าผมก็ไม่ต้องช่วยหาทางขจัดการชี้นำทาง
ใจแล้ว นับเป็นเรื่องดีมากทีเดียว”
สีหน้าเอ็มลินพลันบิดเบี้ยว มันนิ่งเงียบราวสองนาทีก่อนจะ
เชิดคางขึ้น
“ฮึ! พวกเราชาวผีดูดเลือดล้วนเต็มไปด้วยบุคลากร
เก่งกาจมากมาย ข้าจะเขียนจดหมายให้พวกเขาช่วยก็ได้!”
หลังจากพูดจบ แวมไพร์หนุ่มนำฝั่ามือทาบอกและโค้งตัว
เพื่อเป็นการกล่าวคำอำลา
ขณะหันหลังและเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เอ็มลินลดฝีเท้าลงพลาง
หมุนตัวกลับมาถาม
“…เจ้าทำอาหารชนิดใดเตรียมไว้หรือ?”
“ซุปกระดูกวัวหัวไชเท้า กินกับข้าวสวยและพริกขี้หนู
ชาวเขาเฟเนพ็อต”
ไคลน์ตอบด้วยสีหน้าเปียมสุขขณะสูดกลิ่นอาหารซึ่งลอย
โชยมาจากบ้านของตน
เอ็มลินขมวดคิ้วพลางส่ายหัว
“พริกขี้หนูไม่ดีต่อสุขภาพของผีดูดเลือด”
นั่นสินะ เราก็จินตนาการไม่ออกเหมือนกันว่าแวมไพร์จะ
เคี้ยวพริกขี้หนูในลักษณะใด…
แต่ถ้าเป็นแวมไพร์เคี้ยวซาลาเปา กระเทียม และหัวหอมก็
พอจะเคยเห็นผ่านตามาบ้าง… ไคลน์รำพันพลางชี้ไปทาง
ประตูบ้านเป็นเชิงบอกใบ้ว่า อาหารจานดังกล่าวพร้อมกินทุก
เมื่อ
เอ็มลินไวท์ครุ่นคิดราวสามวินาทีและบีบเสียงให้เล็กลง
“จะว่าไป จากเหตุการณ์เมื่อคืน ข้าลองไตร่ตรองอย่างถี่
ถ้วนและพบว่า เจ้าไม่ได้ทำอะไรเพื่อเป็นการช่วยให้ข้าถูกปล่อย
ตัวแม้แต่อย่างเดียว แล้วทำไมเจ้าถึงยังได้รับค่าจ้าง? ตาแก่นั่น
คิดจะปล่อยข้าให้เป็นอิสระแต่แรกแล้ว!”
ไคลน์ยิ้ม
“คิดแบบนั้นก็ไม่ถูก ผู้ปกครองของคุณมอบหมายภารกิจ
ให้ตามหาตัวคุณ ไม่ใช่ภารกิจช่วยเหลือ ในเมื่อผมเป็นคนพบ
คุณ ฉะนั้น เงินค่าจ้างก็ต้องเป็นของผมถูกต้องแล้ว และถ้าผม
ไม่เดินทางไปกระตุ้นเหตุการณ์ คุณคงเอาแต่หมกตัวอยู่ในวิหาร
ฤดูเก็บเกี่ยวนานนับสัปดาห์หรือนับเดือน ก่อนจะรู้ตัวว่าตน
ไม่ได้ถูกบิชอปยักษ์กักขัง เหนือสิ่งอื่นใด ถ้าไม่มีผม คุณจะไม่มี
ทางทราบเลยว่าเทียนไขจิตฝันร้ายมีพลังสำหรับชี้นำบุคคล
อื่น”
“เจ้ากำลังจะบอกเป็นนัยว่า สมองของข้าต่ำกว่า
มาตรฐานมนุษย์หรือไง?”
ใบหน้าเอ็มลินเริ่มโกรธเคือง
ผิดแล้ว ไม่ได้บอกเป็นนัย แต่บอกโต้งๆ เลยต่างหาก…
ไคลน์ยิ้มเงียบพลางเปิดประตูและเดินตรงเข้าไปในครัว หัว
สมองมีเพียงซุปรสเลิศซึ่งตนพิถีพิถันปรุงขึ้นมา กินกับข้าวสวย
ร้อนๆ สีขาว กินกับเนื้อสันในอ่อนนุ่มเหนียวหนึบ ซดกับไข
กระดูกเข้มข้นซึ่งซึมออกจากกระดูกหลังจากถูกต้มเป็น
เวลานาน หัวไชเท้าหวานชุ่มน้ำต้มเนื้อ และสุดท้ายคือพริกขี้หนู
สับจากชาวเขาเฟเนพ็อต
ท่ามกลางพริกขี้หนูสับลอยเต็มซุป ยังมีเกลือผลึกสีชมพูและ
ใบพาสลีย์สีเขียวลอยปะปน
…
วันพฤหัสบดีตอนเช้า
ตามคำนัดหมาย ไคลน์เดินเดินทางไปยังร้านกาแฟราคา
สมเหตุสมผลแห่งหนึ่งในเขตตะวันออก
เฒ่าโคห์เลอร์ ผู้สวมแจ็กเกตตัวหนาสภาพเก่าโทรม กำลัง
นั่งตรงมุมร้าน ตรงหน้าเป็นชารสชาติเกือบจะไม่เหมือนชา และ
ขนมปังดำหนึ่งแถว
ไคลน์เดินไปนั่งฝังตรงข้าม หยิบบางสิ่งซึ่งเตรียมไว้ล่วงหน้า
ขึ้นมาวาง และดันพวกมันไปข้างหน้าเข้าหาโคห์เลอร์
ทั้งหมดคือเงินค่าจ้างอันประกอบด้วยธนบัตร 5 ซูลสองใบ
1 ซูลสี่ใบ และเหรียญเพนนีสีทองแดงอีกกำมือหนึ่ง ไคลน์จงใจ
แถมเพื่อให้เงินค่าจ้างกองนี้ดูมีราคาแพง
เฒ่าโคห์เลอร์นั่งจ้องกองเงินระยิบระยับเป็นเวลานาน ก่อน
จะเหยียดแขนขวาออกมาลูบคลำด้วยอาการสั่นเทา
มันมองแล้วมองอีก พลางใช้มือข้างหนึ่งปาดน้ำตาและฉีก
ยิ้มกว้าง
“ถ้าเป็นย่านท่าเรือ พวกเราต้องแบกกล่องสินค้าหนัก
หลายกิโล ร่วมถึงต้องทำความสะอาดพื้นโดยใช้เท้าจุ่มลงไปใน
น้ำเย็นและสกปรก เพียงเพื่อเศษเงินแค่หนึ่งซูลต่อวัน…”
แต่ในปัจจุบัน เงินจำนวนมากถึง 15 ซูลกำลังถูกวางไว้
ตรงหน้า!
ไคลน์นั่งฟังโดยไม่พูดขัด จนกระทั่งในอีกหลายวินาทีถัดมา
มันซักถาม
“คุณได้เห็น ได้ยิน ได้พบอะไรมาบ้าง”
เฒ่าโคห์เลอร์เก็บเงินเข้ากระเปั๋าเสื้อและยกแก้วชาขึ้นมา
จิบ ก่อนจะเลือนปลายนิ้วขึ้นมาลูบขอบตา
“ผมได้พบคนงานท่าเรือหลายคน รวมถึงเพื่อนเก่าแก่ซึ่ง
เคยรู้จักกันตั้งแต่ยังเป็นคนเร่ร่อนด้วยกัน บางคนได้งานใหม่ใน
โรงงาน แต่บางคนก็ต้องนอนในเรือนทำงานสลับกับ
สวนสาธารณะเป็นระยะ… เฮ่อ วิถีชีวิตเหมือนกับตัวผมใน
อดีตไม่มีผิด เมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวลือสุดแปลกประหลาดและ
ไม่ทราบต้นตอ เนื้อหาใจความทำนองว่า ในเมื่อทุกคนนับถือ
เจ็ดเทพจารีต แล้วทำไมถึงไม่ศรัทธาพระผู้สร้างต้นกำเนิด
โดยตรงไปเลย? พระองค์ยังไม่ได้จากทุกคนไปไหน ท่านยังคง
สถิตอยู่ในทุกสรรพสิ่ง! การสวดภาวนาถึงพระองค์จะนับเป็น
การสารภาพบาป ไม่เพียงถูกเชิญเข้าสู่อาณาจักรหลังความตาย
ของพระองค์ แต่ยังจะมีชีวิตอันรุ่งโรจน์ก่อนเสียชีวิต
ตัวอย่างเช่น การไม่ต้องทำงานหนัก และการมีเนื้อชุ่มฉ่ำกับเนย
คุณภาพสูงกินทุกมือ”
นี่มัน… เป็นกลอุบายของชุมนุมแสงเหนือในการเพิ่มผู้
ศรัทธาหรือไง?
หลังจากเกิดเหตุการณ์ลาเนวุส พวกมันก็หันมาสนใจกลุ่ม
คนยากจนในเขตตะวันออก ย่านท่าเรือและย่านโรงงาน
ทันที…
พวกมันกำลังเล็งสิ่งใดอยู่? สามโบสถ์หลักทราบเรื่องนี้แล้ว
หรือยัง?
ไคลน์ปาดก้อนเนยระหว่างขนมปังสองแผ่นและกัดหนึ่งคำ
ใหญ่โดยไม่คาดหวังอะไรมากนัก
เฒ่าโคห์เลอร์เว้นวรรคสักพักก่อนจะเล่าต่อ
“มิสเตอร์นักสืบ จากคำสั่งของคุณ ผมเฝั้าจับตามองสาว
โรงงานทอผ้าและได้ทราบว่า ทางตำรวจเข้าสลายการชุมนุมจน
แผนของพวกเธอล้มเหลว แต่แกนนำชุมนุมประท้วงกลับถูก
เลื่อนขั้นขึ้นเป็นหัวหน้างาน ทว่า คนงามหนึ่งในสามของกลุ่มผู้
ชุมนุมมีอันต้องตกงาน บางรายขยันหางานใหม่ บางราย
กลายเป็นโสเภณีข้างถนน และบางรายหายหน้าหายตาไปจาก
เมือง ทั่วทั้งเขตตะวันออกกำลังโกลาหล”
หากเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นขณะคีลิงเกอร์ลอบแทรกซึมกรุงเบ็ค
ลันด์ มันคงสามารถฆ่าคนวันละหนึ่งถึงสองศพได้โดยไม่ตกเป็น
เปั้าความสนใจ… ไคลน์รำพัน
เฒ่าโคห์เลอร์เล่าเรื่องราวในชีวิตประจำวันของตัวเองอีกสัก
พัก ก่อนจะพูดเสริม
“…แล้วก็ลูกสาวคนสุดท้องของไลฟหายตัวไปอย่างเป็น
ปริศนา”
“ไลฟ?” ไคลน์มั่นใจว่าตนไม่เคยได้ยินคนชื่อนี้มาก่อน
เฒ่าโคห์เลอร์อธิบาย
“ไลฟคือสาวใช้ซักผ้าซึ่งคุณและคุณนักข่าวเคยพบเมื่อ
คราวก่อน ตอนนั้นเธอกำลังมีปากเสียงกับผู้หญิงอีกหนึ่งคน
ตามปรกติแล้ว ไลฟจะซักผ้าอยู่กับบ้านพร้อมลูกสาวสองคน แต่
เมื่อวาน ขณะลูกสาวทั้งสองคนเดินกลับจากการส่งผ้าให้ลูกค้า
เด็กคนเล็กได้หายตัวไปอย่างเป็นปริศนา ช่างน่าสงสาร… ไลฟ
เป็นหม้ายมานานหลายปี เธอหวังกับลูกสาวสองคนนี้ไว้มาก แต่
ปัจจุบันกลับ… เฮ่อ ตำรวจของเขตตะวันออกไม่มีทางทำคดีนี้
อย่างจริงจังแน่”
คนขาดโอกาสมักเผชิญสถานการณ์เลวร้ายกว่าคนปรกติ
เสมอ เพราะพวกเขาไม่มีความสามารถในการหลีกหนีอันตราย
หรือเปลี่ยนสภาพแวดล้อมอยู่อาศัย…
วลีดังจากโลกเก่าผุดขึ้นในความทรงจำชายหนุ่ม
หลังจากวินาทีแห่งความเงียบงันผ่านไป ไคลน์เปิดปากอีก
ครั้ง
“รบกวนพาผมไปพบพวกเธอ คุณก็รู้ว่าผมเป็นนักสืบ
อาจพอช่วยเหลืออะไรได้บ้าง”
“…แต่พวกเขาไม่มีเงิน” โคห์เลอร์เตือน
ไคลน์หยิบหมวกและไม้ค้ำ
“ผมชอบทำกุศล”
…
เขตเชอร์วู้ด ภายในหอพักซึ่งสองสาวเช่าอาศัยร่วมกัน
ซิลกลับไปใช้ชีวิตนักล่าค่าหัวตามเดิม ส่วนฟอร์สรีบปัน
ต้นฉบับเพื่อออกหนังสือนิยายเล่มใหม่ หวังออมเงินซื้อวัตถุดิบ
หลักโอสถนักตุกติก
แต่การเขียนหนังสือนิยายสักเล่มย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ฟอร์ส
เกาหัวแกร่กด้วยสีหน้ากระสับกระส่าย จนกระทั่งตัดสินใจ
ออกไปเดินเล่นเพื่อมองหาแรงบันดาลใจ
ขณะก้าวเดิน หญิงสาวพบว่าเธอวกกลับมายังละแวก
คุ้นเคยโดยไม่รู้ตัว
ถัดไปไม่ไกลคือคลินิกยุสเซฟ ถือเป็นสถานพยาบาลเอกชน
ขนาดปานกลาง ซึ่งเคยเป็นสำนักงานแห่งแรกในชีวิตของเธอ
หลังจากยืนจ้องอยู่นาน ฟอร์สเริ่มหวนนึกถึงเรื่องราวของ
หญิงชราผู้ชักนำให้เธอเข้าสู่โลกผู้วิเศษ จึงตัดสินใจเดินเข้าไปใน
ซอยแคบฝังขวาเพื่อใช้เป็นทางลัด
สองฝังถนนเต็มไปด้วยใบต้นเมเปิล บรรยากาศโดยรวม
ค่อนข้างเงียบสงบ
ฟอร์สยังจำได้ดีว่าหญิงชราเคยอาศัยอยู่ในอาคารหมายเลข
39 ย้อนกลับไปตอนนั้น เธอมีเหตุให้มาเยือนบ่อยครั้งเนื่องจาก
ต้องนำยามาส่ง รวมถึงการช่วยฉีดเข้าเส้นเลือด และบางครั้งก็
ช่วยทำงานบ้านจิปาถะ
ผ่านมาเกือบสามปี… บ้านหลังดังกล่าวคงเปลี่ยนมือผู้เช่า
ไปหลายคนแล้ว… เรายังจำได้แม่นยำ ขณะแวะมาช่วยเก็บ
กวาดบ้านหลังนี้เป็นครั้งสุดท้าย เราได้พบสมุดบันทึกประหลาด
หลายเล่ม…
ฟอร์สเดินทอดน่องใต้ร่มเงาต้นเมเปิลไร้ใบจนกระทั่งมาถึง
อาคารหมายเลข 39 อย่างไม่รีบร้อน
ขณะสมองกำลังนึกทบทวนอดีต หญิงสาวเริ่มได้รับแรง
บันดาลใจใหม่สำหรับงานเขียนของตน
ทันใดนั้น ฟอร์สเหลือบเห็นชายชราสวมโค้ทขนสัตว์และ
หมวกทรงกึ่งสูงสีดำ กำลังยืนหน้าประตูอาคารหมายเลข 39
ชายคนดังกล่าวสั่นกริ่งบ้านทั้งหมดสามครั้ง
ผ่านไปราวสามนาที่ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครเปิดประตู ชายชรา
ดวงตาสีฟั้าส่ายหัวและหันหลังเตรียมกลับ พลางพึมพำกับ
ตัวเองด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“ก็ยังไม่มีใครตอบรับเหมือนเคย…”
จนกระทั่งอีกฝั่ายตระหนักว่าฟอร์สกำลังยืนมองจาก
ด้านข้าง มันเดินตรงเข้าหาพลางเผยรอยยิ้มเป็นมิตร
“คนสวย คุณอาศัยในย่านนี้หรือ? รู้จักลาโบโร่กับอาลิสา
ไหม?”
อาลิสา? นี่มันชื่อของหญิงชรา… ยังไม่มีผู้เช่ารายใหม่ย้าย
เข้ามาอีกหรือ?
หลังจากใช้ความคิดสักพัก ฟอร์ขานตอบ
“ดิฉันไม่แน่ใจว่าจะเป็นอาลิสาเดียวกับของคุณหรือไม่
เธอเคยอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้มานาน แต่เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่
สามปีก่อน”
“เสียชีวิตไปตั้งแต่สามปีก่อน? แล้วลาโบโร่ล่ะ?”
ชายชราผู้มีรอยย่นตรงหางตารีบซักถามอย่างร้อนรน
“สามีของเธอเสียชีวิตไปก่อนเธอเสียอีก” ฟอร์สตอบ
ตามความจริง
ชายชราเผยสีหน้าตกตะลึงชั่วขณะ ก่อนเผยรอยยิ้มขื่นขม
โดยไม่ปิดบัง
หลังจากถูกบรรยากาศเงียบงันปกคลุมเป็นเวลานาน ชาย
ชราเงยหน้ากล่าวกับฟอร์ส
“ขอบใจมาก สาวสวย”
“ผมเป็นพี่ชายของลาโบโร่ อาศัยในแคว้นเลียบทะเลมา
ตลอด จนกระทั่งจดหมายจากพวกเขาขาดหายไป จึงลอง
ตัดสินใจแวะมาเยี่ยมเยียน คุณช่วยเล่ารายละเอียดในช่วงสอง
สามปีก่อนให้ฟังได้ไหม?”
พี่ชายของสามีมิสอาลิสา? บางที่ เขาเป็นสมาชิกตระกูลลับ
ดังกล่าว…
ฟอร์สเรียกสติกลับมาและเผยรอยยิ้ม
“ไม่มีปัญหาค่ะ”
สมองของหญิงสาวประมวลผลอย่างรวดเร็ว ว่าสิ่งใดควรพูด
และสิ่งใดไม่ควร
ชายชราชี้ไปทางด้านหลัง
“ทางนั้นมีร้านกาแฟบรรยากาศน่าสนใจ”
…
ไคลน์กลับมาเยือนหอพักสภาพค่อนข้างเก่าในเขต
ตะวันออกอีกครั้ง
มันเห็นหญิงสาวซึ่งเคยมีปากเสียงบนถนนอย่างหยาบคาย
เมื่อคราวก่อน แต่ปัจจุบัน หญิงคนดังกล่าวกำลังยืนข้างกองผ้า
ขนาดใหญ่ของลูกค้า ใบหน้าค่อนข้างชราปราศจากประกาย
ความสุขโดยสิ้นเชิง ไม่เหลือเรี่ยวแรงจะสิ่งใดต่อไป แววตาเหม่อ
ลอยคล้ายกับวิญญาณหลุดจากร่าง
ทางด้านลูกสาวคนโต เด็กสาวอายุราวสิบเจ็ดสิบแปด กำลัง
นั่งบนเตียงเพื่อเตรียมซักผ้า
เธอเอาแต่ส่งเสียงสะอื้นไม่หยุด
“หนูผิดเอง… หนูไม่ยอมดูแลน้องให้ดี… ไม่น่าพาน้อง
เข้าไปในซอยแคบทางลัดนั่นเลย เธอบอกว่าตัวเองกำลังจะได้
เรียนศัพท์ใหม่จากโรงเรียนกุศลในคืนนี้ เป็นความผิดของ
หนู… เป็นความผิดของหนู…”
ไลฟพลันได้สติกลับมาและหันไปจ้องลูกสาวคนโต หญิงสาว
สลัดใบหน้าโศกเศร้าพลางตวาดด้วยโทสะ
“ร้องแล้วมันได้อะไรขึ้นมา? ไปทำงานต่อได้แล้ว! อยาก
อดตายนักหรือไง? เด็กไม่ได้เรียนหนังสืออย่างเธอคงไม่มี
อนาคตแบบอื่นรออยู่หรอกนะ!”
หลังจากดุด่าเสร็จ ไลฟหันมาเห็นเฒ่าโคห์เลอร์หน้าประตู
“เฒ่าโคห์เลอร์เองหรือ? …แล้วเขาคือ?” หญิงสาวขมวด
คิ้ว