ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 373 ตามหาคน
ราวกับเฒ่าโคห์เลอร์เกิดความหวาดกลัวเมื่อเห็นท่าทีเกรี้ยว
กราดของไลฟ มันผงะถอยหลังครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
“ไลฟ ทางนี้คือคุณนักสืบ ข…เขายินดีช่วยตามหาเด
ซี่”
ไลฟนำใบหน้าอันเหี่ยวย่นและไม่เรียบเนียนหันมาจ้องไคลน์
พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“พวกเราแจ้งตำรวจไปแล้ว”
หญิงสาวผู้นี้คงมีอายุราวสามสิบ แต่ใบหน้ากลับดูคล้าย
หญิงวัยห้าสิบกว่า
ไคลน์มองไปรอบห้องซึ่งเต็มไปด้วยเสื้อผ้าเปียกแขวนเรียง
ราย มันยังจำเหตุการณ์ขณะมาเยือนห้องนี้เมื่อคราวก่อนได้
เลือนรางว่า :
มีเด็กหญิงอายุสิบสามสิบสี่คนหนึ่ง บรรจงใช้เตารีด
ดัดแปลงคุณภาพต่ำ รีดเสื้อผ้ายับย่นจากราวแขวนจนเรียบ
เนียนทีละตัว ตามฝั่ามือปรากฏรอยถูกลวกไหม้หลายจุด
เด็กคนนั้นคือเดซี่ผู้หายตัวไปสินะ…
ไคลน์หันมาจ้องมองสาวซักผ้า ไลฟ พลางกล่าวเสียงเรียบ
“คิดว่าตำรวจจะช่วยตามหาเดซี่จริงหรือ? คุณมั่นใจได้
อย่างไรว่า บุคคลผู้เป็นต้นตอการ ‘หายตัว’ ของเดซี่จะไม่
คอยจับตามองสถานการณ์ของพวกคุณอยู่? อยากเสียลูกสาว
เพิ่มอีกหนึ่งคน หลังจากเสียไปแล้วหนึ่งคนใช่ไหม?”
เมื่อคำพูดสุดแสนทำร้ายจิตใจแล่นกระทบโสตประสาทไลฟ
สีหน้าเฉยเมยของเธอเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวทีละนิด หญิง
สาวอ้าปากค้าง แต่มิอาจเปล่งถ้อยคำใดออกมาเป็นเวลานาน
ดวงตาเย็นชาเริ่มกลายเป็นแดงก่ำ
ไลฟก้มหน้าและพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงสิ้นหวังเจือหด
หู่
“แต่ฉันไม่มีเงิน…”
หอพักพลันเงียบเชียบ แม้แต่เด็กสาวผู้เอาแต่สะอื้นก็ยังปิด
ปากสนิท
ไคลน์เม้มปากพลางถอนหายใจ
“ผมเคยทำงานอาสาสมัครเป็นครั้งคราว ไม่มีจุดประสงค์
อื่นแอบแฝง นอกจากการได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ผม
ไม่ได้ทำแบบนั้นมาสักพักแล้ว ได้โปรดช่วยมอบโอกาสให้
ด้วย”
“อาสาสมัคร?” ไลฟเงยหน้ามองพลางทวนคำซ้ำ
ไคลน์พยักหน้ารับ
“เป็นการทำงานแบบไม่รับค่าจ้าง แต่ก็ไม่ได้ฟรีเสีย
ทีเดียว ผมต้องการรอยยิ้มแสนอบอุ่นเป็นการตอบแทน ในเมื่อ
ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้ว ทำไมถึงไม่ลองเชื่อใจผมดู”
ไลฟพลันเงียบงัน เธอยกแขนขึ้น-ท่อนแขนอันเหี่ยวย่นซึ่ง
เกิดจากการแช่น้ำเป็นเวลานานติดต่อกันหลายปี ก่อนจะมัน
ปาดน้ำตาและกล่าวด้วยเสียงค่อย
“คุณนักสืบ คุณช่าง… เป็นสุภาพบุรุษจิตใจ
งดงาม…”
เสียงหญิงสาวเริ่มสะอื้น
“…เรื่องราวก็คือ เที่ยงตรงวันมะรืน เดซี่นำผ้าไปส่ง
ลูกค้าโดยมีเฟรย่าคอยนำทาง บ้านของลูกค้าอยู่รอบนอกเขต
ตะวันออก เด็กทั้งสองคนจึงต้องเดินผ่านถนนหลายเส้น เพื่อให้
กลับมาทันอาหารกลางวัน เฟรย่าเลือกกลับทางลัดซึ่งเป็นซอย
เปลี่ยว ขณะคลาดสายตาไปครู่หนึ่ง พอรู้ตัวอีกที่ เดซี่ด้านหลังก็
หายตัวไปแล้ว เฟรย่ารีบเดินย้อนกลับ แต่ก็หาน้องสาวไม่พบ
และเดซี่ก็ไม่ได้กลับบ้านในวันนั้น เรื่องเกิดแถวไหน? เฟรย่า”
เด็กสาวนามเฟรย่าลุกยืน ดวงตากำลังแดงก่ำและมีอาการ
บวมเล็กน้อย
เธอเล่าพลางสะอื้น
“แถวซอยขวานหักค่ะ… คุณนักสืบ เดซี่จะไม่เป็นอะไร
ใช่ไหม?”
“คิดว่า” ไคลน์ตอบเสียงเรียบ
มันมองไปรอบตัว
“มีของใช้ในชีวิตประจำของเดซี่บ้างไหม ผมมีสิทธิ์ยืม
สุนัขตำรวจมาใช้เป็นกรณีพิเศษ จมูกของพวกมันดมกลิ่นได้ไกล
และมักถูกใช้ค้นหาบุคคล”
“…ไม่มีเลย” ไลฟครุ่นคิดสักพักก่อนจะมอบคำตอบ
ด้วยสีหน้าเจ็บปวด
เฟรย่าพลันหลั่งน้ำตาอีกครั้งเมื่อตระหนักว่าพวกตนหมด
โอกาสตามหาน้องสาว
ทันใดนั้น เด็กสาวเริ่มกะพริบตาถี่
“เดี๋ยวนะคะ… ไอ้นั่นน่าจะใช้ได้! สมุดคำศัพท์ของเด
ซี่!”
“สมุดคำศัพท์?” เฒ่าโคห์เลอร์ทวนคำ
ไลฟเล่าเสียงสะอื้น
“ฉันให้เฟรย่ากับเดซี่เรียนหนังสือกับโรงเรียนกุศลภาคค่ำ
ตัวฉันจะซักผ้าไปทั้งชีวิตก็ได้ แต่เดซี่กับเฟรย่าต้องไม่ใช่”
ความรักของแม่…
ไคลน์ถอนหายใจด้วยสีหน้าอึมครึม
โรงเรียนกุศลตอนภาคค่ำมักถูกก่อตั้งโดยสามโบสถ์หลัก
หรือไม่ก็องค์กรการกุศลอื่น เริ่มสอนจากสองทุ่มถึงสี่ทุ่ม
โรงเรียนประเภทนี้จะไม่คิดเงิน และแม้กระทั่งเตรียมเครื่อง
เขียนกับปากกาให้ สอนเกี่ยวกับพื้นฐานการใช้ชีวิต โดยแทบทุก
โรงเรียนจะสอนเกี่ยวกับศาสนาหรือความเชื่อฝังของตัวเอง
ไคลน์เคยได้ยินลุงนีลล์เล่าว่า เขาเคยเป็นครูในโรงเรียนกุศลของ
โบสถ์รัตติกาลอยู่หลายปี
เนื่องจากไม่ค่อยมีใครอาสาเป็นครูในโรงเรียนกุศล วิธีการ
สอนแบบพิเศษจึงถูกคิดค้นขึ้น บรรดาครูอาสาจะมาถึงก่อน
เวลาสอนเล็กน้อยพร้อมกับเด็กหัวดีในชั้นเรียนจำนวนหนึ่ง ฝั่าย
ครูจะสอนให้เด็กเหล่านั้นเข้าใจเนื้อหาของแต่ละวัน ก่อนจะ
ปล่อยให้กลุ่มเด็กหัวดีเป็นฝั่ายสอนเพื่อนต่ออีกทอดหนึ่ง โดยครู
อาสาจะยังคอยกำกับการสอน คอยชี้จุดบกพร่องของการเรียน
และการสอน วิธีนี้ถูกเรียกว่า ‘การสอนแบบบ่มเพาะ’
ในลักษณะคล้ายกัน ถ้าเป็นองค์กรการกุศลซึ่งไม่ใช่สาม
โบสถ์หลัก เนื้อหาพิเศษจะสอนเกี่ยวข้องกับวิชากลไกหรือไม่ก็
ช่างเทคนิคประจำโรงงาน การสอนสิ่งเหล่านี้จะช่วยเปลี่ยนให้
คนจนกลายเป็นหัวหน้างาน และสามารถหลุดพ้นจากความ
ยากจนในอนาคต
แต่น่าเสียดาย องค์กรดังกล่าวมีจำนวนน้อยจนไม่พอเพียง
ต่อความต้องการ อีกทั้งยังไม่สามารถจัดการสอนได้อย่าง
ต่อเนื่อง
เฟรย่าเสริมด้วยเสียงสะอื้น
“เดซี่ชอบการเรียนมาก เธอได้รับมอบหมายจากครูอาสา
ให้สอนเพื่อนคนอื่นในชั้นเรียน เธอชอบจดคำศัพท์ใหม่ลงสมุด
และนอนกอดไว้อย่างนั้นทั้งคืน เธอชอบตื่นแต่เช้าเพื่อออกไป
อาศัยแสงไฟริมถนนสำหรับอ่านและจดจำคำศัพท์ เธอมักบ่น
บ่อยครั้งว่าตะเกียงแก๊สแถวนี้เสียบ่อย…”
ขณะเล่า เฟรย่ารีบวิ่งไปทางเตียงสองชั้นและหยิบปึก
กระดาษยับย่นจากใต้หมอนเก่า
เนื่องจากอยู่ในสภาพแวดล้อมเปียกชื้นตลอดเวลา ข้อความ
บนกระดาษจึงเริ่มเลือน
ขอบกระดาษมีสภาพเปือยยุ่ย ราวกับถูกเปิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เป็นเวลานาน
“คุณนักสืบ ส…สิ่งนี้ใช้ได้ไหมคะ?”
เฟรย่ายื่น ‘สมุดศัพท์’ สภาพเป็นปึกกระดาษซึ่งไม่มีการ
เย็บให้ติดกัน พลางซักถามไคลน์อย่างประหม่า
“ได้สิ” ชายหนุ่มตอบกระชับ
นี่ไม่ใช่การพูดเพื่อให้เฟรย่าสบายใจ แม้สิ่งนี้จะไม่ได้อยู่ติด
ตัวเดซี่ตลอดเวลา แต่ก็ถูกใช้งานบ่อยครั้งในระยะหลัง และ
เหนือสิ่งอื่นใด กระดาษทุกแผ่นอัดแน่นด้วยความตั้งใจอันแน่ว
แน่ของเด็กหญิง ไม่มีสิ่งใดเหมาะแก่การทำนายด้วยแท่ง
วิญญาณไปมากกว่านี้
ชายหนุ่มพลิกอ่านเนื้อหา
“ถ้าอย่างนั้น ผมขอตัวออกไปหาสืบเบาะแสก่อน ยิ่งพบ
เดซี่เร็วเท่าไรก็ยิ่งดี”
ไลฟและเฟรย่ารู้สึกตื้นตันจนหมดคำจะกล่าว หนึ่งมารดา
หนึ่งบุตรสาวเพียงยืนมองนักสืบหนุ่มและโคห์เลอร์เดินจากไป
ปากขยับเปล่งเสียง ‘ขอบคุณมากค่ะ’ ‘ขอบคุณมาก
มิสเตอร์นักสืบ’ และ ‘ขอบคุณมาก สุภาพบุรุษใจกว้าง’
เป็นระยะ
หลังออกจากหอพัก ไคลน์มองโคห์เลอร์
“นับแต่นี้ คุณช่วยจับตามองเหล่าหญิงสาวโรงงานทอผ้า
ซึ่งเพิ่งถูกไล่ออกจากงาน โดยเฉพาะกลุ่มยังหางานใหม่ไม่ได้
หรือไม่ได้เป็นโสเภณีข้างถนน และควรให้ความสนใจกับกรณี
คนหายมากเป็นพิเศษ… แต่เหนือสิ่งอื่นใด คุณต้องห่วงความ
ปลอดภัยของตัวเองเป็นหลัก ซักถามให้น้อย เฝั้ามองให้มาก ถ้า
ผลงานออกมาดี ผมจะให้โบนัสก้อนใหญ่”
“ตกลง!” เฒ่าโคห์เลอร์ผงกหัวหนักแน่น
มันยังไม่กล่าวคำอำลาทันที่ หลังจากแสดงสีหน้าลังเลสักพัก
โคห์เลอร์ตัดสินใจเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงคาดหวัง
“คุณจะหาเดซี่พบใช่ไหม…”
“บอกได้เพียงว่า ผมจะทำอย่างสุดฝีมือ”
ไคลน์ไม่รับปาก
เฒ่าโคห์เลอร์ถอนหายใจพลางเผยรอยยิ้มขื่นขม
“ผมเคยเสียลูกชาย จึงไม่อยากให้ใครต้องประสบชะตา
กรรมแบบเดียวกัน…”
ชายชราโบกมือและเดินข้ามถนนไปอีกฝัง
ไคลน์เดินออกจากละแวกดังกล่าวอย่างไม่เร่งรีบ ปึก
กระดาษ ‘สมุดศัพท์’ ของเดซี่ถูกพันรอบไม้ค้ำ ตามด้วยการ
ใช้พลังทำนายกับ ‘แท่งวิญญาณ’ โดยไม่ให้ผู้คนรอบข้างพบ
ความผิดปรกติ
ได้ผลลัพธ์… ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ…
สำหรับตอนนี้ เรายังพิสูจน์ไม่ได้ว่าผลการทำนายถูก
บิดเบือนหรือไม่…
ชายหนุ่มชำเลืองทิศทางการล้มของไม้ค้ำและใช้ฝั่ามือรับไว้
อิงจากผลทำนายดังกล่าว ไคลน์รีบเดินให้พ้นเขตตะวันออก
เพื่อเช่ารถม้า
ครึ่งชั่วโมงถัดมา รถม้าเลี้ยวเปลี่ยนเส้นทางเป็นระยะ
จนกระทั่งแล่นมาถึงถนนไอรุสซึ่งอยู่ระหว่างเขตเชอร์วู้ดและ
เขตตะวันตก
รถม้าจอดหน้าบ้านหลังหนึ่ง หน้าบ้านมีลานหญ้ากว้างใหญ่
ใจกลางทางเข้าเป็นจัตุรัสน้ำพุขนาดย่อม รวมถึงรูปปันหินอ่อน
ลวดลายวิจิตรงดงาม
ทันใดนั้น ไม้ค้ำของไคลน์พลันล้มลงไปยังทิศทางของตัว
บ้าน!
มองผ่านบานหน้าต่าง ไคลน์เห็นกลุ่มบอดี้การ์ดกำลังเดิน
ตรวจตราภายในเขตรั้วบ้านด้วยสีหน้าเคร่งขรึม พร้อมด้วยสุนัข
ดุร้ายคอยแลบลิ้นตลอดเวลา
ระบบรักษาความปลอดภัยด้านในมีระดับสูงจนน่า
เหลือเชื่อ…
เหนือสิ่งอื่นใด โดยไม่ต้องใช้พลังทำนายตรวจสอบ สัมผัส
วิญญาณของไคลน์สามารถบอกได้ทันทีว่าข้างในมีอันตราย
รุนแรงรออยู่!
นี่มันบ้านอะไรกัน… การหายตัวไปของเดซี่เกี่ยวข้องกับ
คฤหาสน์แสนอันตรายได้ยังไง?
ไคลน์พยายามเค้นสมองนึก พลางบอกให้คนขับตรงไป
ข้างหน้า
คนขับรถม้าตอบกลับอย่างประหลาดใจ
“คุณไม่ได้มาหามิสเตอร์คาพินหรอกหรือ”
คาพิน? ไคลน์คุ้นหูอย่างบอกไม่ถูก
ชายหนุ่มอมยิ้มและถามกลับ
“ทำไมถึงคิดแบบนั้น?”
“มีลูกค้าจากเขตตะวันออกหลายคนนั่งรถของผมมายัง
บ้านหลังนี้ ฮะฮะ! นี่คือบ้านของมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล
มิสเตอร์คาพิน!”
คนขับรถม้าเล่าอย่างเป็นกันเอง
เขตตะวันออก… คาพิน… มหาเศรษฐี…
ในวินาทีนี้ ไคลน์จำได้แล้วว่าคาพินคือใคร
มีข่าวลือหนาหูว่า อีกฝั่ายเป็นถึงผู้นำองค์กรอาชญากรรมซึ่ง
กระทำแต่เรื่องชั่วช้า
…และหนึ่งในนั้นคือการลักพาตัวเด็กสาวไร้เดียงสา!
เปลือกนอกของมันคือมหาเศรษฐีผู้มีสายสัมพันธ์กับบุคคล
ทรงอิทธิพลของอาณาจักร
โดยไม่กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม ไคลน์เอนหลังพิงผนังห้องโดยสาร
และหลับตาลง
รถม้าเคลื่อนตัวไปทีละนิด ฉากคฤหาสน์หรูด้านหลังเริ่มไกล
ขึ้นทุกขณะจนกระทั่งเลือนหายไปจากหน้าต่าง
…
ภายในร้านกาแฟขนาดย่อม
ฟอร์สได้ฟังเรื่องราวและทราบว่าชายชราฝังตรงข้ามชื่อ
‘ลอว์เรนซ์·นอร์ด’ ผู้มาจากเมืองคอนสแตนแห่งแคว้น
เลียบทะเล และยังเป็นครูสอนหนังสือ
เขายังไม่ทราบว่าสามีของมาดามอาลิสาเสียชีวิตไปนานแล้ว
และไม่ทราบว่าอาลิสากินตะกอนพลังของสามีจนกลายเป็น
ผู้วิเศษ รวมถึงไม่ทราบว่าเราสืบทอดตะกอนพลังจากมาดาม
อาลิสาอีกทอดหนึ่ง… เขาก็น่าจะเป็นผู้วิเศษเหมือนกันใช่
ไหม? มีพลังทำนายรึเปล่า?
หลังจากจิบกาแฟเฟอร์โม่ หญิงสาวเรียบเรียงคำพูด
“ดิฉันเคยเป็นหมอของคลินิคยุสเซฟในละแวกใกล้เคียง
ส่วนมาดามอาลิสาเป็นคนไข้ซึ่งมีโอกาสพบหน้ากันบ่อยครั้งจน
สนิทสนม โดยในตอนนั้น สามีของเธอ มิสเตอร์ลาโบโร่ ได้
เสียชีวิตไปแล้ว… …บางครั้งบางคราว ดิฉันจะคอยปลอบใจ
เธอด้วยบทสนทนาทั่วไป รวมถึงช่วยจัดการเรื่องต่างๆ หากมี
โอกาส… ลงเอยด้วย เธอตัดสินใจเขียนพินัยกรรมยกเงินออม
และเงินสดทั้งหมดของตัวเองให้ดิฉัน จากนั้นก็บริจาค
เครื่องประดับ อัญมณี หนังสือ เครื่องเรือน และสิ่งของอื่นๆ
ให้กับการกุศล ทั้งหมดกระทำโดยมีสำนักงานกฎหมายของเธอ
เป็นพยาน”
ฟอร์สเล่าความจริง แต่เล่าไม่หมด
ลอว์เรนซ์เลื่อนมือขึ้นมาลูบหน้าผาก
“ช่างน่าเศร้า ทำไมอาลิสาถึงไม่ยอมติดต่อหาผมเลยสัก
ครั้งในระยะหลัง…”
“เธอไม่เคยเอ่ยชื่อคุณมาก่อน คล้ายกับไม่พอใจ
ครอบครัวฝังมิสเตอร์ลาโบโร่นิดๆ”
ฟอร์สเล่าอย่างซื่อตรง
ลอว์เรนซ์เงียบงันสักพัก
“ขอบคุณมากสำหรับข้อมูล ช่วยให้ผมเข้าใจสถานการณ์
ได้มากทีเดียว ว่าแต่ ลาโบโร่กับอาลิสาถูกฝังไว้ไหน?”
“สุสานกรีน” ฟอร์สตอบพลางล้วงนาฬิกาพกออกมา
เปิดฝาและชำเลือง
“มิสเตอร์ลอว์เรนซ์ ดิฉันมีบางสิ่งต้องไปจัดการต่อ ขอตัว
ก่อนค่ะ”
ลอว์เรนซ์ไม่ขัดข้อง มันยืนส่งตามมารยาทและจ้องมองหญิง
สาวเดินจากไป
เมื่อนั่งลงอีกครั้ง ชายชราใช้มือนวดขมับด้วยสีหน้า
เคร่งเครียดและพึมพำกับตัวเอง
ลาโบโร่ตายแล้ว เขาไม่มีลูกหลานคอยสืบสกุล และเราก็ยัง
ไม่รู้ว่าอาลิสาทำยังไงกับตะกอนพลังของลาโบโร่…
ริชาร์ดตายด้วยฝีมือชุมนุมแสงเหนือ… แซมไม่คิดติดต่อ
หาพวกเรา ไม่ต้องการแบกรับภาระหรือชื่อของตระกูลไว้บน
บ่า…
อับราฮัมกำลังจะจบสิ้นจริงหรือ?