ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 377 อาหารค่ำของคาพิน
ไคลน์วางปากกาหมึกซึมสีแดงเข้มลงและนำกระดาษเขียน
ประโยคทำนายมาถือด้วยมือข้างหนึ่ง จากนั้นก็เอนหลังพิงพนัก
เก้าอี้
ริมฝีปากชายหนุ่มขยับพึมพำ ‘เวลาอาหารค่ำของคาพินใน
คืนนี้’ หนแล้วหนเล่า
ขณะเสียงไคลน์ก้องกังวานรอบห้วงมิติเหนือสายหมอกเทา
เปลือกตาปิดลงอย่างอ่อนโยน
ท่ามกลางนิมิตความฝัน มันได้พบกับห้องอาหารหรูหราและ
โอ่โถง เต็มไปด้วยเครื่องลายครามเคลือบทองคำ จานคาเวียร์
ไก่ย่าง สตูว์แกะ สเต๊กเนื้อริบอาย ปลากระดูกมังกรทอดเกรียม
ซุปครีมข้น และอาหารหรูอีกมาก
ทุกจานถูกจัดวางตามลำดับพิเศษเพราะแขกแต่ละคนมี
รสนิยมต่างกัน หนึ่งในกลุ่มผู้ร่วมโต๊ะอาหารประกอบด้วย
สุภาพบุรุษร่างค่อนข้างท้วม คาพิน สุภาพบุรุษวัยกลางคนสวม
ผ้าคลุมหัวสีขาว เฮรัส สตรีสวมเชิ้ตขาวผ้าบาง เคธี่ และพาร์ค
เกอร์ ผู้มีใบหน้าค่อนข้างไร้อารมณ์เนื่องจากแก่ชรา
ถัดไปจากโต๊ะอาหาร ไคลน์ได้พบหน้าต่างบานใหญ่ถูก
ตกแต่งอย่างหรูหรา นอกหน้าต่างเป็นภาพของกลุ่มเมฆบาง
รวมถึงดวงจันทร์แดงเลือนรางบนท้องฟั้า
ชายหนุ่มลืมตาขึ้นและรีบบันทึกตำแหน่งของดวงจันทร์ลง
ในความทรงจำ ถัดมา มันใช้ความรู้ด้านดาราศาสตร์ค้นหา
ช่วงเวลาดังกล่าวอย่างแม่นยำ
ระหว่าง 19 : 30 น.ถึง 19 : 45 น
เมื่อประเมินจากข้อมูลภายในฉาก คาพินและพวกพ้องกิน
อาหารไปกว่าครึ่งทาง ฉะนั้น ต้องถอยกลับไปราว 15 นาที…
ช่วงเวลาเหมาะแก่การลงมือคือ 19 : 30…
ไคลน์พึมพำขณะถอดรหัสจากความฝัน
การกินอาหารเย็นช่วงทุ่มครึ่งไม่ใช่เรื่องผิดวิสัย ถือเป็น
มาตรฐานของอาณาจักรโลเอ็นหรือแม้กระทั่งทวีปเหนือ
เนื่องจากกลุ่มคนชนชั้นกลางจำนวนมาก-ผู้อาศัยในแถบชาน
เมืองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลส่วนตัวหรือเป็นเพราะความจน คน
กลุ่มนี้ต้องโดยสารรถจักรไอน้ำราคาถูกมาทำงานทั้งขาไปและ
ขากลับ ฉะนั้น กว่าจะถึงบ้านก็ดึกดื่นทุ่มกว่า ช่วงเวลา
รับประทานอาหารเย็นจึงเริ่มต้นหลังทุ่มครึ่งเป็นส่วนใหญ่
สมัยทิงเก็น ไคลน์เองก็เคยต้องกินอาหารค่ำในช่วงทุ่มครึ่ง
แต่เกิดจากสาเหตุอื่น
ครอบครัวสามพี่น้องในตอนนั้นยังไม่มีสาวใช้หรือแม่บ้าน
คอยอำนวยความสะดวก เมื่อแต่ละคนกลับถึงบ้าน ก็ต้อง
วุ่นวายกับงานบ้านและงานส่วนตัวสักพักกว่าจะพร้อม ประกอบ
กับระยะเวลาในการปรุงอาหารอันค่อนข้างนาน ไม่ได้เป็น
เพราะอาศัยไกลจากสำนักงานหรือโรงเรียน
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมชาวเมืองผู้มีรายได้ต่ำจึงต้อง
รับประทานอาหารเย็นช่วงทุ่มครึ่งถึงสองทุ่มเป็นต้นไป
และเนื่องจากอาหารเย็นกับเที่ยงห่างกันค่อนข้างมาก มื้อ
ชายามบ่าย-กิจวัตรซึ่งเคยเป็นของชนชั้นสูง ได้กลายมาเป็น
ธรรมเนียมปฏิบัติของชนชั้นกลางไปด้วย
หลังจากตีความผลการทำนายเสร็จ ไคลน์นึกทบทวนฉากใน
นิมิตอย่างละเอียดอีกครั้งและพบปัญหา :
ภรรยาและลูกคาพินไปไหน?
แม้แต่มื้อค่ำก็ไม่มาร่วมโต๊ะ?
หรือคาพินจะเป็นศาสนิกชนของเทพวายุสลาตัน เชื่อว่า
ผู้นำครอบครัวมีศักดิ์สูงกว่า ภรรยาและบุตรจึงต้องแยกนั่งกิน
ข้าวในห้องนั่งเล่นแทน?
หรือจะด้วยเหตุผลอื่น?
คาพินยังไม่แต่งงานและมีภรรยา?
แต่อายุของมันย่างเข้าวัยกลางคนแล้ว…
ไคลน์ลงทำนายถามหาคำตอบของข้อสงสัยเหล่านี้ แต่
ทั้งหมดก็คว้าน้ำเหลว
หลังจากตระหนักว่าพลังวิญญาณของตนเริ่มไม่เพียงพอ มัน
ตัดสินใจยุติความสงสัยไว้เพียงเท่านี้
ทุ่มครึ่งสินะ…
ชายหนุ่มเน้นย้ำเวลากับตัวเองพลางดำดิ่งกลับสู่โลกความ
จริง
…
ตกเย็นวันเดียวกัน คาพิน ผู้สวมเนกไทหูกระต่ายแม้จะทำ
ตัวตามสบายอยู่บ้าน หรี่ตาลงพลางหันไปจ้องหน้าลูกน้อง
จากนั้นก็ซักถามเชื่องช้าแต่เย็นชา
“ฟาเบียนตายแล้ว?”
“ครับบอส” แม้ชายคนนี้จะเป็นลูกน้องคอยรับใช้
คาพินมานาน แต่ร่างกายของมันพลันสั่นกลัวอย่างมิอาจหัก
ห้าม
“อ็อดเดส บอกกี่หนแล้วให้เรียกฉันว่านายท่าน จำเอาไว้
นายท่าน! และในอีกไม่ช้า แกจะต้องเรียกฉันว่าท่านเซอร์”
คาพินคลายเนกไทหูกระต่ายเล็กน้อยและใช้มืออีกข้างหยิบ
ซิการ์แท่งหนา
“ฟาเบียนตายเมื่อไร ตายได้ยังไง?”
“ช่วงบ่ายของวันนี้ครับ ผมส่งเขาไปเขตตะวันออกเพื่อ
ทำงาน แต่กลับกลายเป็นว่า หมอนั่นดันไปมีเรื่องกับคนของแก๊ง
ซีมังเกอร์จนถูกแทงคอตาย…” อ็อดเดสเล่าเสียงสั่น
คาพิน ผู้กำลังก้มหน้าจุดซิการ์ เปล่งเสียงราบเรียบคล้ายกับ
ไม่แยแส
“ฟาเบียนยังโง่เขลาไม่เปลี่ยน แต่พวกแก๊งซีมังเกอร์โง่
เขลาถึงขั้นไม่รู้ว่าฟาเบียนเป็นสมุนของฉันเชียวหรือ”
“ท่านครับ ชาวเขาส่วนใหญ่จะเข้าร่วมแก๊งซีมังเกอร์ทันที
หลังจากย้ายมาอยู่เขตตะวันออก พวกมันปั่าเถื่อน ไม่มีสมอง
และไม่สนใจว่าใครเป็นใคร” อ็อดเดสรีบอธิบาย
คาพินพ่นลมเย้ยหยัน
“พวกมันลืมไปแล้วหรือว่าเบ็คลันด์ไม่ใช่ทุ่งราบบ้านเกิด
สักหน่อย? ลืมไปแล้วหรือว่าท่านคาพินคนนี้เป็นใคร? อ็อดเดส
วันพรุ่งนี้ ฉันต้องการศพของหัวหน้าแก๊งซีมังเกอร์บนถนนเส้น
ดังกล่าวมาวางไว้หน้าห้อง ถ้าแกทำไม่ได้ ฉันจะจับเมียแก ลูก
แก รวมถึงตัวแกโยนลงแม่น้ำทัสซอค”
“ไม่มีปัญหาครับท่าน!” อ็อดเดสรีบขานตอบฉะฉาน
จากนั้น มันกระซิบถามคาพิน
“เอ่อ… ผมใช้ใครได้บ้างครับ?”
ขณะคาพินกำลังจะมอบคำตอบ สุภาพบุรุษวัยกลางคน
สวมผ้าโพกหัวสีขาว เฮรัส เดินเข้ามาใกล้กับคนทั้งสอง
มันเหลือบมองอ็อดเดสด้วยสายตาเย็นชาราวกับน้ำแข็ง
ก่อนจะหันกลับมาทางคาพิน
“ผมได้ยินว่าสมุนคนหนึ่งของคุณมีเรื่องกับแก๊งในเขต
ตะวันออก และถูกฆ่าตายใช่ไหม”
“ใช่ครับ มิสเตอร์เฮรัส” คาพินรีบลุกขึ้นยืนพลางหนีบ
ซิการ์ด้วยมือขวา
เฮรัสจ้องเข้าไปในดวงตาคาพิน
“คุณกำลังจะส่งคนไปแก้แค้น?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหงื่อเม็ดใหญ่พลันผุดบนหน้าผากคาพิน
ทันที่
“ม…ไม่ใช่อย่างนั้นครับ มิสเตอร์เฮรัส คุณเข้าใจผิด
แล้ว”
เฮรัสพยักหน้ารับเล็กน้อย
“ก็ดี… คุณต้องห้ามลืมว่า ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ
เช่นนี้ พวกเราไม่ควรก่อปัญหาไร้สาระโดยเด็ดขาด”
มันเว้นวรรคหลายวินาทีเพื่อเฝั้ามองอากัปกิริยาของคาพิน
“คุณไม่ใช่พ่อค้ามนุษย์รายเดียวในกรุงเบ็คลันด์สักหน่อย
ถึงพวกเราจะสนับสนุนคุณ แต่ก็สนับสนุนคนอื่นได้เช่นกัน
รบกวนท่องจำให้ขึ้นใจด้วย เหตุผลให้ผมตัดสินใจเลือกคุณ เป็น
เพราะถึงแม้คุณจะเลวทรามและไร้ยางอาย แต่ก็เป็นคน
ระมัดระวังตัว ไม่ใช่เพราะคุณเป็นพ่อค้ามนุษย์อันดับหนึ่งของ
วงการนี้”
อ็อดเดสยืนฟังบทสนทนาจากด้านข้างด้วยสีหน้ากระอัก
กระอ่วน มันปรารถนาจะกลายเป็นอากาศธาตุ จะได้ไม่ต้องเห็น
บอสใหญ่ของตนกำลังทำตัวนอบน้อมต่อหน้าผู้อื่น
โดยปราศจากสีหน้าขุ่นเคือง คาพินยิ้มรับ
“มิสเตอร์เฮรัส ผมกำลังกังวลว่า ความตายของฟาเบียน
อาจมีเงื่อนงำ และนั่นจะเป็นอุปสรรคขัดขวางแผนการของ
คุณ”
“ไม่เลย ฟาเบียนตายอย่างเป็นธรรมชาติ”
เฮรัสกล่าวเสียงขรึม
“ผมไม่ได้รับการตอบสนองแบบพิเศษ”
“อย่างนั้นหรือครับ…” คาพินแสร้งทำเป็นกระจ่าง
“เช่นนั้นค่อยเบาใจ”
มันส่งสัญญาณให้อ็อดเดสออกไป ตามด้วยการเปล่งเสียง
กระซิบกระซาบ
“มิสเตอร์เฮรัส สินค้าล็อตนี้มีเด็กหญิงตรงตามสเปคของ
คุณด้วย”
เมื่อเห็นสีหน้าเฮรัสผ่อนคลาย คาพินเสริม
“พร้อมจัดส่งทุกเมื่อครับ”
เฮรัสพยักหน้าเชื่องช้า
“ทำได้ดี พามายังห้องของผมคืนนี้”
“ได้ครับ! มิสเตอร์เฮรัส” คาพินขานรับพลางฉีกยิ้ม
กว้าง
หลังจากเฮรัสเดินออกไป สีหน้าคาพินพลันหม่นมอง มันสูด
ลมหายใจยาวและพึมพำ
“หวังว่าคราวนี้จะรักษาสัญญาสักที… เราไม่อยากยุ่ง
เกี่ยวกับเรื่องพรรค์นี้อีกแล้ว!”
มันยังจำได้แม่นยำ ระหว่างฤดูกาลเก็บเกี่ยวในปีหนึ่ง ใคร
บางคนมาขอพบและพูดว่า
ผมต้องการเด็กสาวไร้เดียงสาจำนวนมาก
นับตั้งแต่วันนั้น ชีวิตคาพินเกิดการพลิกผันครั้งใหญ่ มันถือ
ส่วนแบ่งตลาดสูงเป็นอันดับห้าของกลุ่มธุรกิจใต้ดินในเมือง
หลวง
คาพินเริ่มกลายเป็นมหาเศรษฐีค่อนข้างมีชื่อเสียง ได้รู้จัก
บุคคลสำคัญมากมายในกรุงเบ็คลันด์ และชักนำให้คนเหล่านั้น
เข้าสู่วงการทุจริต
จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง คาพินต้องการลบล้างบาปแสนโสมม
ในอดีต มันต้องการฟอกให้ ‘คาพิน’ กลายเป็นบุคคลบริสุทธิ์
ผุดผ่อง จะได้เข้าสู่แวดวงชนชั้นสูงได้อย่างเต็มภาคภูมิ อย่างไรก็
ตาม คาพินยังมิอาจบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวจวบจนปัจจุบัน
ขณะชำเลืองซิการ์ในมือ มันใช้มืออีกข้างหยิบรูปถ่ายของ
ตนและภรรยากับลูกอีกสองคนขึ้นมามอง
คาพินนำนิ้วหัวแม่มือลูบไล้ไปบนภาพถ่ายอย่างทะนุถนอม
ก่อนจะหรี่ตาลงและพึมพำ
จบเรื่องนี้เมื่อไร ทุกคนจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอย่างพร้อม
หน้า…
เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ คาพินเดินออกจากห้องหนังสือพลาง
สวมรอยยิ้มจอมปลอม
“มาดามเคธี่ ทางนี้คือคาเวียร์และไก่ย่างของโปรดของ
คุณ ผมตั้งใจเตรียมไว้ให้คุณโดยเฉพาะ” ชายร่างท้วมกล่าว
กับหญิงสาวในเสื้อเชิ้ตสีขาวบาง
เคธี่ใช้มือลูบแผลเป็นบนใบหน้าโดยไม่กล่าวสิ่งใดกลับมา
คาพินทราบดีว่าสตรีเงียบขรึมผู้นี้มีนิสัยรุนแรงปั่าเถื่อน จึง
ไม่ซักไซ้ เพียงจ้องมองหล่อนทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้อย่างเงียบงัน
ถัดมา เฮรัส ผู้สวมผ้าคลุมหัวสีขาว เดินเข้ามาในห้องอาหาร
และพยักหน้ารับการทักทายจากผู้ร่วมโต๊ะทุกคน
ชายชราพาร์คเกอร์กำลังจิบไวน์ก่อนมื้ออาหาร พลางเผย
รอยยิ้มมุมปากขณะจ้องมองคาพินนั่งลง
คาพินคลี่ผ้าเช็ดปากสีขาวผืนใหญ่และนำมาสอดไว้กับคอ
เสื้อ ขณะเดียวกันจ้องมองอาหารถูกยกมาเสิร์ฟทีละจานอย่าง
ต่อเนื่อง
จนกระทั่ง มันยกแก้วขึ้นและส่งเสียง
“แด่พระองค์วายุสลาตัน! เพื่ออนาคตอันสดใสของพวก
เราทุกคน!”
“เพื่ออนาคตอันสดใส” พาร์คเกอร์ขานรับ
เฮรัสไม่กล่าว เพียงยกแก้วไวน์ขึ้นและวาดสัญลักษณ์ ส่วน
เคธี่เมินเฉยโดยสิ้นเชิง
ในวินาทีนี้ นาฬิกาโบราณบนผนังห้องโถงรับประทาน
อาหารกำลังบอกเวลา 7 : 23 น
…
ณ โรงแรมราคาถูกย่านสะพานเบ็คลันด์
ไคลน์ในสภาพปลอมตัว ล้วงหยิบนาฬิกาพกสีทองขึ้นมา
ตรวจสอบเวลา จากนั้นก็โปรยผงรัตติกาลศักดิ์สิทธิ์และสร้าง
กำแพงวิญญาณผนึกห้องพัก
เมื่อจบขั้นตอน มันตั้งแท่นบูชาอย่างหยาบและเริ่มประกอบ
พิธีกรรม
“ตัวข้า! ขออัญเชิญผู้มีนามดังนี้! เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย
ผู้ปกครองลึกลับเหนือห้วงสายหมอกเทา ราชันเหลืองดำผู้ครอง
พลังโชคลาภ”
…
เมื่อท่องจบ ไคลน์เดินถอยหลังสี่ก้าวและส่งจิตเข้าสู่ห้วงมิติ
เหนือสายหมอกเทาเพื่อเตรียมตอบสนองพิธีกรรม
ท่ามกลางพระราชวังคนยักษ์สูงตระหง่านและเงียบเชียบ
ประตูอัญเชิญเริ่มก่อตัวจากละอองคลื่นแสงสีขาว เกิดเป็นบาน
ประตูสลักลวดลายซับซ้อน ลักษณะกำลังถูกเปิดออกไปด้าน
นอก
ไคลน์ไม่รีบร้อนตอบสนอง กลับกัน มันหยิบบรรดาสมบัติ
วิเศษของตัวเอง เช่นเข็มกลัดสุริยัน และนำทั้งหมดมาผสาน
กลมกลืนกับร่างวิญญาณตามแผน
สุดท้าย ชายหนุ่มนำไพ่จักรพรรดิมืดมาผสานเข้ากับร่าง
วิญญาณ
ทันใดนั้น ไคลน์พลันตระหนักว่ากายจิตของตนเริ่มเป็นรูป
เป็นร่างคมชัด ประหนึ่งมีกล้ามเนื้อและผิวหนังห่อหุ้ม มันมั่นใจ
ว่าในสภาพเช่นนี้ ตนสามารถหยิบปืนบนโลกจริงขึ้นมายิงตน
ตายได้!
ถัดมา หมอกสีดำเจือจางเริ่มผุดขึ้นรอบตัว ก่อนพวกมันจะ
ควบแน่นและฉาบบนผิวหนังไคลน์จนมีลักษณะคล้ายกับชุด
เกราะสีดำสนิท
เหนือศีรษะสวมมงกุฎดำ หัวไหล่ถึงแผ่นหลังสวมผ้าคลุมเข้า
ชุดสีเดียวกัน
ในวินาทีนี้ ไคลน์รู้สึกราวกับตัวเองคือจักรพรรดิผู้พร้อมออก
ผจญภัย
จักรพรรดิมืด
ชายหนุ่มยืนพิจารณากระสุนชำระล้างและปืนลูกโม่สักพัก
ก่อนจะตัดสินใจไม่นำติดตัวไป
หลังจากมั่นใจว่าทุกสิ่งถูกเตรียมการพร้อม ไคลน์กระโดด
เข้าไปในช่องว่างบนบานประตูมายาเบื้องหน้า
ฉากแรกในการมองเห็นคือแสงเทียนจากแท่นบูชา โดยไม่
รีรอ ไคลน์รีบนำร่างวิญญาณของตน เหาะข้ามฟากไปยัง
คฤหาสน์คาพินบนถนนไอริส เขตเชอร์วู้ด ด้วยความเร็วสูง
เพียงไม่กี่นาที่ กายจิตไคลน์ลอยมาถึงจัตุรัสน้ำพุหน้า
คฤหาสน์คาพินสำเร็จ ก่อนจะล่องลอยเข้าไปในตัวอาคารอย่าง
ไม่รีบร้อน
บรรดาบอดี้การ์ดลาดตระเวนเดินขวักไขว่ด้านล่างโดยไม่
สังเกตเห็นความผิดปรกติ ประกอบกับยังไม่ถึงเวลาดึกสงัด ด้าน
นอกจึงไม่มีการอารักขาจากผู้วิเศษ
เหนือสิ่งอื่นใด ไคลน์ไม่กังวลเลยสักนิดว่า ผู้วิเศษด้านในจะ
ตรวจพบความผิดปรกติหรือเกิดลางสังหรณ์เกี่ยวกับอันตราย
รอบตัว
สาเหตุเพราะ คุณสมบัติพิเศษของไพ่จักรพรรดิมืดก็คือ :
ต่อต้านพลังทำนายและการหยังถึงทุกชนิด!