ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 400 ‘เด็กใหม่’ เป็นงาน
ภายในห้องมืดสนิท พื้นห้องค่อนข้างแข็งกระด้าง เดอร์
ริค·เบเกอร์ ผู้แสร้งทำเป็นหมดสติจนถึงเมื่อครู่ เริ่มพยุงตัว
ลุกขึ้นยืน
ขวานเฮอร์ริเคนถูกปลดออกไปตรวจสอบหาความผิดปรกติ
เฉกเช่นวัตถุและสมบัติติดตัวทุกชนิดบนเสื้อผ้า ไม่มีสิ่งใด
หลงเหลือ
เดอร์ริคสูดลมหายใจยาวพลางกวาดสายตารอบตัวหนึ่งหน
ดวงตาเด็กหนุ่มกำลังส่องสว่าง คล้ายกับมีดวงตะวันฉบับ
ย่อส่วนอยู่ข้างใน ช่วยให้มองเห็นทุกสิ่งภายในห้องได้อย่าง
ชัดเจน
ภายในห้องอันไม่คุ้นเคยแห่งนี้ เดอร์ริคมองเห็นเครื่องเรือน
เพียงสามชนิด : โต๊ะหนึ่งตัว เก้าอี้สองตัว และเทียนไขหนึ่งแท่ง
กลางโต๊ะ
พื้นห้องทำจากหินลวดลายซับซ้อน
เทียนไขถูกใช้งานไปประมาณครึ่งหนึ่ง
สำหรับชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ เครื่องเรือนข้างต้นคือของใช้
จำเป็นต่อหนึ่งห้อง เนื่องจากสัตว์ประหลาดจากความมืดจะ
ลอบโจมตีหากบรรยากาศรอบขาดแสงสว่างเป็นเวลานาน
โดยไม่รีรอ เดอร์ริคเดินไปนั่งบนเก้าอี้และเอื้อมมือหยิบ
เทียนไข
ถัดมา เด็กหนุ่มลงมือหักเทียนไขออกเป็นสามเล่ม เล่มแรก
ยาวสามส่วนสี่จากของเดิม ก่อนจะนำท่อนคงเหลือมาแบ่งครึ่ง
ให้กลายเป็นอีกสองเล่ม
เดอร์ริคจัดการตกแต่งเทียนไขเล็กน้อย จนไส้เทียนแต่ละ
เล่มอยู่ในสภาพพร้อมจุด
พรึบ!
เด็กหนุ่มถูปลายนิ้วสร้างเพลิงสีทองและนำไปจุดไส้เทียนทั้ง
สาม
สองเล่มด้านบนคือตัวแทนเดอะฟูล ส่วนท่อนล่างโดดเดี่ยว
คือตัวแทนของเดอร์ริค
หลังจากเตรียมแท่นบูชาเสร็จ เด็กหนุ่มมิได้เทผงสมุนไพร
สารสกัด หรือน้ำมันสกัดลงบนเปลวเทียนเหมือนทุกครั้ง ตรงกัน
ข้าม มันลัดขั้นตอนไปท่องพระนามเต็มอันศักดิ์สิทธิ์ของเดอะ
ฟูลทันที่ ตามด้วยการเข้าฌานเพ่งสมาธิจดจ่อ
เดอร์ริคสวดภาวนาซ้ำไปมาด้วยท่วงทำนองราบเรียบ
ประหนึ่งพยายามสะกดจิตตัวเองให้เข้าสู่ภวังค์
ด้วยความช่วยเหลือจากฌาน เด็กหนุ่มเริ่มเข้าสู่ภาวะไม่
ปรกติ จิตล่องลอย พลังวิญญาณไหลซึมออกจากร่างกายเป็น
ระยะในปริมาณไม่มาก สมองค่อนข้างขาวโพลน แต่สติกลับยัง
คมชัดอยู่หลายส่วน ไม่สูญเสียตัวตนโดยสิ้นเชิง กายจิตรู้สึก
คลับคล้ายกำลังโบยบินขึ้นไปยังดินแดนบนฟากฟั้า
สิ่งนี้เรียกว่า ‘ละเมอเทียม’
เดอร์ริค ผู้ได้รับอนุญาตจากเดอะฟูลเป็นกรณีพิเศษ กำลัง
ประกอบพิธีกรรมในรูปแบบสั้นกระชับเพื่อแข่งกับเวลา
…
เหนือห้วงมิติสายหมอกสีเทา ท่ามกลางพระราชวังหรูหรา
โอ่อ่า
ไคลน์ ผู้กำลังนั่งเล่นดวงตาดำล้วน พลันสังเกตเห็นดาวแดง
ตัวแทนเดอะซันเริ่มยุบพองและส่องสว่าง ก่อนจะฉายแสง
ออกมาเป็นร่างมายาของเด็กหนุ่ม ขณะเดียวกัน คลื่นสายหมอก
เบื้องล่างเริ่มมีการไหลเวียนเล็กน้อยจนมองเห็นด้วยตาเปล่า
ฉากตรงหน้าทำให้ไคลน์เกิดความโล่งใจ เพราะสิ่งนี้
หมายความว่า เดอะซันน้อยผ่านส่วนยากสุดของภารกิจเสี่ยง
ตายมาแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนกลบเกลื่อนให้แนบเนียน
ไคลน์ไม่มัวรีรอ มันวางดวงตาดำล้วนและหยิบไพ่จักรพรรดิ
มืดขึ้นมาถือ
ตัวตนชายหนุ่มถูกยกระดับขึ้นทันตาเห็น พลังของห้วงมิติ
เหนือสายหมอกเทาเริ่มยอมรับในตัวไคลน์และให้ความร่วมมือ
ถัดมา มันหยิบกระดาษรูปคนขึ้นมาถือ ก่อนจะสะบัดข้อมือ
เหวี่ยงไปทางร่างมายาของเดอะซันน้อยด้านข้าง
พลังของห้วงมิติเริ่มหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับกระดาษ ก่อ
เกิดเป็นเทวทูตผู้มีปีกสีดำสนิทสิบสองคู่ มาพร้อมบรรยากาศน่า
เกรงขามเหนือพรรณนา
เทวทูตเคลื่อนตัวผ่านแสงสีแดงเข้มของดวงดาว และผสาน
เป็นหนึ่งเดียวกับร่างมายาของเด็กหนุ่มอย่างอบอุ่นอ่อนโยน
จากนั้น เทวทูตเริ่มลุกไหม้และสลายตัวไป จนกระทั่งเหลือ
เพียงซากขี้เถ้าของกระดาษ
มาถึงตรงนี้ งานของไคลน์จบลงอย่างสมบูรณ์ ส่วนเรื่อง
‘เทวทูตกระดาษ’ ของตนจะช่วยเหลือเดอะซันได้มากน้อย
เพียงใด คงต้องสุดแล้วแต่โชคชะตา ชายหนุ่มไม่มั่นใจในตัวเอง
มากนัก
เราพยายามสุดฝีมือแล้ว… หลังจากนี้ต้องสวดภาวนาให้
สวรรค์เห็นใจ…
…
ท่ามกลางสติอันเลือนราง เดอร์ริคมองเห็นเทวทูตกำลังร่อน
ลงจากสวรรค์และโอบกอดตนไว้ด้วยปีกสีดำสิบสองคู่
ทันใดนั้น สติเด็กหนุ่มกลับมาคมชัดอีกครั้ง เบื้องหน้า
ปรากฏภาพเทียนไขสามเล่มกำลังลุกไหม้อย่างอ่อนโยน
หลังจากแสดงการคำนับต่อเดอะฟูลเสร็จ เดอร์ริครีบจบ
พิธีกรรมและดับเทียนสองเล่มเล็กซึ่งเป็นตัวแทนเดอะฟูล
ถัดมา เด็กหนุ่มกำเศษเทียนทั้งสองแท่งไว้ในมือพร้อมกับ
สร้างเปลวเพลิงสีทองลุกโชน
แปะ.แปะ.แปะ
เมื่อเทียนไขสองเล่มเล็กเริ่มละลายกลายเป็นของเหลว
เดอร์ริคนำน้ำตาเทียนหยดใส่เทียนไขเล่มยาวเพื่อเพิ่มขนาด
รวมถึงหยดรอบโคนเทียนเพื่อให้มีลักษณะคล้ายกับเพิ่งถูกใช้
งาน
เมื่อเทียนสองเล่มเล็กละลายจนหมด บนโต๊ะไม้จึงเหลือแค่
เทียนเล่มใหญ่ในสภาพถูกจุดมาสักระยะหนึ่ง แม้ความยาวจะ
สั้นลงจากเดิมเล็กน้อย แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตทั่วไปของการใช้
งาน
หลังจากลบร่องรอยน่าสงสัยทั้งหมดเรียบร้อย เด็กหนุ่มใช้
มือดับเทียนไขเล่มสุดท้าย ส่งผลให้บรรยากาศรอบตัวกลับไปมืด
สนิทอีกครั้ง
เดอร์ริคนั่งนิ่งบนเก้าอี้พลางมองตรงไปข้างหน้าโดยไม่ขยับ
เขยื้อนร่างกายเป็นเวลานาน
ภายในใจกำลังเป็นกังวล กลัวว่าสภาอาวุโสจะลงมือได้ไม่
เร็วพอ ทำให้ทีมสำรวจสามารถกระจายตัวไปรอบเมือง และมี
คนบริสุทธิ์เผลอกิน ‘ผลดูมแห้ง’ กับ ‘เห็ด’ เข้าไปเป็น
จำนวนมาก
ขณะเดียวกันก็กังวลว่า ผู้นำสูงสุดและอาวุโสคนอื่นจะพบ
เบาะแสเพิ่มเติม จนทำให้การเตรียมตัวของตนต้องสูญเปล่า
เดอร์ริคเกลียดชังพวก ‘คนนอก’ ผู้อาศัยในความมืดและ
มีเจตนาร้ายต่อเมืองเงินพิสุทธิ์เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นอา
มุนด์หรือพระผู้สร้างเสื่อมทรามก็ตาม
เด็กหนุ่มกำลังรู้สึกผิด ตนแสร้งทำเป็นคลุ้มคลั่งเพื่อ
หลีกเลี่ยงไม่เข้าร่วมทีมสำรวจ และปิดปากเงียบโดยไม่ยอม
ตักเตือนดาร์กกับคนอื่น ส่งผลให้พวกเขาต้องกลายเป็นสัตว์
ประหลาดจิตใจคดเคี้ยว
หนึ่งในเพื่อนอันน้อยนิด เดอร์ริคต้องเห็นดาร์กตายไปต่อ
หน้าต่อตา
แม้จะไม่ได้ประจักษ์วาระสุดท้ายอย่างแท้จริง แต่เด็กหนุ่ม
เชื่อว่า ด้วยสภาพก้อนเนื้ออัปลักษณ์ดังกล่าว ความตายอาจเป็น
ทางเลือกฉลาดกว่า
มันไม่มีทางทราบว่าผ่านไปนานแค่ไหน กับการจมอยู่ในหัว
ความคิดสับสนว้าวุ่นตามลำพัง ระหว่างกำลังนั่งรออย่างเบื่อ
หน่าย เด็กหนุ่มตัดสินใจจุดเทียนไขขึ้นมาอีกรอบ
ทันใดนั้น ผนึกของห้องถูกคลายออกจนเกิดเสียงดังกังวาน
พร้อมกับการเปิดแง้มของบานประตูด้านหน้า
เมื่อเงยศีรษะขึ้นมอง ด้วยความช่วยเหลือจากแสงเทียน
เหลืองนวล เดอร์ริคมองเห็นหญิงสาวกระโปรงดำเดินเข้ามา
เส้นผมของเธอมีสีดำสนิท ถูกรวบและมัดหางม้าเรียบร้อย
“มาดามไอโฟลว์…” เดอร์ริคเรียกชื่ออีกฝั่ายตาม
ความเคยชิน
ไอโฟลว์คือหญิงสาวใบหน้าสะสวย แต่มีริ้วรอยเล็กน้อยรอบ
ขอบตา เธอส่งยิ้มพลางพยักหน้ารับตามมารยาท ก่อนจะเดิน
อย่างไม่รีบร้อน มานั่งลงบนเก้าอี้ฝังตรงข้ามเด็กหนุ่ม
“มีอะไรอยากเล่าไหม?”
หญิงสาวถามอ่อนโยน
เดอร์ริคจ้องมองตอบ ทันใดนั้น มันพลันสังเกตเห็นว่า
ดวงตาอีกฝั่ายกำลังส่องแสงเป็นวงรีสีทองในแนวตั้ง ไม่ผิดไป
จากสัตว์ปั่า
สติของเด็กหนุ่มหลุดลอยกะทันหัน เข้าสู่ภาวะละเมอด้วย
อากัปกิริยาสะลึมสะลือ
ถัดมา ไอโฟลว์ทำการปรับแต่งแสงเทียนให้ฉาบใบหน้าเด
อร์ริคอย่างถ้วนทั่ว
ตาดำสีทองอ่อน ทรงรีแนวตั้ง เริ่มลดประกายระยิบระยับ
ลงทีละนิด จนกระทั่งเข้าสู่ภาวะไร้ตัวตนของผู้ชมอย่างสมบูรณ์
ทันใดนั้น รอบตาดำทรงรี พลันปรากฏวงแหวนสีทองซ้อน
รอบนอก วงแล้ววงเล่า ลักษณะคล้ายกับกำลังสร้างคลื่นสีทอง
อันงดงามและน่าเกรงขาม
ขณะเดียวกัน เดอร์ริคในภาวะจิตล่องลอยเริ่มมองเห็น
ภาพสีดำสนิทสลับกับแสงสีทองสว่างจ้าเป็นระยะ
แต่ทันใดนั้น สติเด็กหนุ่มพลันกระจ่างชัดอย่างไม่มีเหตุผล
คล้ายกับถูกบางสิ่งฉุดรั้งขึ้นมาจากอาการจิตหลุดลอย
เดอร์ริคกลับมามองเห็นเทียนไขสีเหลืองนวลและมาดามไอ
โฟลว์ เจ้าของดวงตาสีทองทรงรีแนวตั้ง
จากมุมสายตา หัวหน้าอาวุโสมาดสง่างามและน่าเกรงขาม
โคลิน·อีเลียด กำลังเดินเข้ามาร่วมวงสนทนา
โคลินพยักหน้าให้ไอโฟลว์หนึ่งครั้งและเอ่ยปากซักถามเด็ก
หนุ่ม
“ในช่วงหลัง คุณทำอะไรลงไปบ้าง”
เดอร์ริคทบทวนบทพูดของตนพลางกล่าวกลับไปด้วย
น้ำเสียงและสีหน้าแสร้งเหม่อลอย
“ผมไม่ทราบ สมองของผมขาวโพลนเกือบตลอดเวลา
คล้ายกับอยู่ในความฝัน ได้สติกลับมาเพียงบางครั้งบางคราว
เท่านั้น…”
ขณะเด็กหนุ่มมอบคำตอบ ดวงตาของนักล่าปีศาจ โค
ลิน·อีเลียด เริ่มปรากฏอักขระซับซ้อนสีเขียวเข้มขณะจ้อง
ไอโฟลว์ซักถาม
“แล้วยังจำได้ไหม ว่าตัวเองเคยเผชิญหน้ากับดาร์ก·รี
เจนซ์?”
“จำได้แค่ว่า พวกเรากำลังจะสู้กัน… นอกเนือจากนั้น
ผมมองเห็นผู้ชายถูกห้อยกางเขนใหญ่ในสภาพกลับหัว และ
ผู้ชายสวมหมวกปลายแหลม สวมแว่นตาขาเดียว… ใช่แล้ว
ผมเคยเห็นเขาในห้องใต้หอคอยมาก่อน เขาหันมายิ้มให้ผมและ
พูดว่า…”
เดอร์ริคเล่าเรื่องยาว
ไอโฟลว์หันไปมองโคลินครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาถามซัก
เดอร์ริค
“เขาพูดว่าอะไร?”
“ผมก็จำไม่ได้ละเอียดนัก… เขายิ้มและพูดกับผมอย่าง
เย็นชาว่า ‘พระผู้สร้างเสื่อมทราม’ ‘พระผู้สร้างแท้จริง’
และ ‘คนเลี้ยงแกะ’ …”
เดอร์ริคพยายามข่มอาการตื่นเต้นไว้อย่างสุดความสามารถ
กล่าวกันตามตรง เด็กหนุ่มไม่ชำนาญการโกหกสักเท่าไร แต่
มันก็ยอมเสี่ยงเพื่อให้ได้บอกกับหัวหน้าอาวุโสว่า ผู้ต้องสงสัยใน
เหตุการณ์คราวนี้คือพระผู้สร้างเสื่อมทรามและคนเลี้ยงแกะ!
“พระผู้สร้างเสื่อมทราม… พระผู้สร้างแท้จริง…
ข้อมูลตรงตามภาพจิตรกรรมฝาผนังใต้วิหารลึกลับ” โคลินพ
ยักหน้าเชิงกระจ่าง
ก่อนจะขมวดคิ้วพึมพำกับตัวเองเสียงค่อย
“คนเลี้ยงแกะ…”
“แล้วมีอะไรอีกไหม?” ไอโฟลว์ซักถามด้วยน้ำเสียง
อ่อนโยนจนผิดธรรมชาติ
เดอร์ริคตอบล่องลอย
“หลังจากนั้น ทั้งสองเกิดการปะทะกันจนโลกทั้งใบสว่าง
จ้า ผมมองไม่เห็นอะไรอีกเลยจนกระทั่งตื่นขึ้นมาและอาเจียน
รุนแรง…”
ตลอดการตอบคำถามของเด็กหนุ่ม อักขระสีเขียวภายใน
ดวงตาโคลินมิได้จางหาย มันคอยส่งสัญญาณบอกใบ้ให้ไอโฟลว์
เค้นคำตอบเป็นระยะ
เดอร์ริคเลือกตอบอย่างชาญฉลาด เกือบทั้งหมดเป็นการ
ปั้ายสีให้อามุนด์ตามบทเรียนติวเข้มของแฮงแมน และหากถูก
ถามนอกประเด็น มันจะแสร้งทำเป็นความจำเสื่อม
จนกระทั่ง ไอโฟลว์ถาม
“คุณนำขวานเล่มนั้นมาจากไหม? แล้วคุณมีสูตรโอสถ
เส้นทางสุริยันได้อย่างไร?”
“ผมซื้อขวานจากตลาดมืด คนขายสวมหน้ากากปิดบัง
ตัวตนมิดชิด บอกได้เพียงว่าเป็นเพศชาย… สูตรโอสถเส้นทาง
สุริยันเป็นของพ่อแม่ผม พวกเขาพบมันระหว่างยังเป็นสมาชิก
ทีมสำรวจ…”
เดอร์ริคตอบล่องลอยแต่ไหลลื่น
ว่ากันตามตรง เดอะซันพกพาสิ่งของผิดวิสัยของเมืองเงิน
พิสุทธิ์ติดตัวอยู่หลายชิ้น แฮงแมนจึงคอยเน้นย้ำวิธีตอบคำถาม
ชี้แจงไว้ล่วงหน้า ส่งผลให้เดอร์ริคไม่ตะกุกตะกักขณะถูกถามจี้
แม้ว่าตลาดมืดของเมืองเงินพิสุทธิ์จะค่อนข้างเสรีแตกต่าง
จากทวีปเหนือ แต่ก็ยังมีพ่อค้าแม่ค้าบางคนตัดสินใจปกปิด
หน้าตาด้วยหลากหลายเหตุผล สิ่งนี้จึงเป็นทางออกสุดสมบูรณ์
แบบสำหรับเดอร์ริค
หลังจากไอโฟลว์ถามจบ เธอหันไปกล่าวกับนักล่าปีศาจ โค
ลิน·อีเลียด
“เขาไม่ได้โกหก… ระบุให้ชัดคือ เขาไม่มีทางโกหกต่อ
หน้า พลัง ‘มงกุฎรุ่งโรจน์’ ด้วยประการทั้งปวง”
โคลินพยักหน้ารับ
“อา… เขาไม่ได้เผยกลิ่นอายความชั่วร้าย กัดกร่อน
หรือเสื่อมทรามออกมาเช่นกัน”
นักล่าปีศาจย่อมถนัดการค้นหากลิ่นอายเหล่านี้จากร่างกาย
เปั้าหมาย
ในฐานะ ‘อาชีพ’ ลำดับสูง นักล่าปีศาจจะชำนาญด้าน
การเก็บซ่อนจิตสังหารและลบตัวตน จนบรรดาปีศาจสัมผัสถึง
ไม่ง่ายนัก ศัตรูจะได้ไม่เกิดความระมัดระวังขณะถูกซุ่มโจมตี
หมายความว่า นักล่าปีศาจคือของแสลงสำหรับปีศาจโดย
แท้จริง ฉะนั้น การตรวจจับว่าใครเป็นปีศาจหรือไม่ อาจง่ายยิ่ง
กว่าการหายใจเข้าออกด้วยซ้ำ
หลังจากก้มหน้าตรึกตรองตามลำพังอยู่นานสองนาน โคลิน
ลุกยืนและเดินออกจากห้อง ก่อนจะหันไปพูดกับเงาดำในมุม
หนึ่งด้านนอกห้อง
“พวกเราคงต้องปล่อยเดอร์ริคไปก่อน ช่วงนี้ไม่น่าจะเกิด
ปัญหาใดตามมา อย่างไรก็ตาม รบกวนช่วยจับตามองเขาไปอีก
สักพัก ในเมื่ออามุนด์เคยสร้างมาร่างแยกมาแล้วสองหน การจะ
มีร่างสามหรือสี่ก็คงไม่ใช่เรื่องประหลาดนัก”
“ขอรับ ท่านผู้นำ” เงาดำตอบด้วยเสียงพร่าคล้ายกับ
โลหะเสียดสี
…
หลังจากเดอร์ริค ‘ตื่น’ ขึ้น ห้องสอบสวนก็เหลือเพียง
ความว่างเปล่า มีแค่ข้อความระบุว่าสามารถกลับบ้านได้ทุกเมื่อ
เด็กหนุ่มถอนหายใจยาวขณะย่างกรายออกจากห้องด้วย
ฝีเท้าแผ่วเบา มันยังไม่ลืมคำเตือนของแฮงแมน :
“ถึงแม้ทุกสิ่งจะผ่านไปอย่างราบรื่น แต่คุณห้ามลดความ
ระมัดระวังลงเด็ดขาด! การจับตามองคงเกิดขึ้นอีกสักระยะ
หากไม่แล้ว แปลว่าผู้นำสูงสุดของพวกคุณยังอ่อนหัด!”
นั่นสินะ สำหรับช่วงนี้ เราคงเอ่ยพระนามเต็มอันศักดิ์สิทธิ์
ของมิสเตอร์ฟูลไม่ได้…
เดอร์ริคพึมพำขณะเดินลงบันไดวนหอคอย
ทันใดนั้น มุมสายตาพลันเหลือบเห็นบุคคลใบหน้าคุ้นเคย
หญิงสาวสวมชุดคลุมยาวแซมด้วยแถบสีม่วง
คนเลี้ยงแกะคนสวย อาวุโสโลเฟียร์!
ดวงตาสีเทาซีดของเธอหันมาจ้องเดอร์ริค ตามด้วยการเผย
รอยยิ้มอบอุ่นและอ่อนโยน
รอยยิ้มอบอุ่นและอ่อนโยน!
…
เมื่อกลับถึงห้อง โลเฟียร์เดินมานั่งหน้าโต๊ะอ่านหนังสือและ
คลี่ม้วนคาถาหนังสัตว์อ่าน
หญิงสาวใช้มือซ้ายกระชากนิ้วชี้ขวาออกมาทั้งลำ ไม่เหลือ
แม้แต่โคนนิ้ว อย่างไรก็ตาม กลับไม่มีเลือดสาดกระเซ็นเปรอะ
เปือนแม้แต่หยดเดียว ราวกับโลหิตทั้งหมดถูกขังไว้รอบรอยตัด
ของบาดแผลอย่างเรียบเนียน
เธอนำนิ้วชี้ข้างดังกล่าวมาจับต่างปากกา
โลเฟียร์ใช้มือซ้ายเขียนสัญลักษณ์เลือดลงบนกระดาษ เป็น
สัญลักษณ์ ‘เนตรไร้ตาดำ’ ซึ่งเป็นตัวแทนของความลึกลับ
และ ‘เส้นขดเป็นเกลียว’ คล้ายรหัสพันธุกรรมของมนุษย์ ซึ่ง
เป็นตัวแทนของความเปลี่ยนแปลง
หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเป็นหนสุดท้าย เธอนำ
กระดาษหนังมาห่อกับ ‘นิ้วชี้ขวา’ และยัดเข้าไปในปาก ตาม
ด้วยการเคี้ยวเสียงดังกร้วมกร้ามและกลืนลงคอจนหมด
ขณะมือขวาเหลือเพียงสี่นิ้ว ปากแผลบริเวณโคนนิ้วชี้เริ่มยุบ
พอง ก่อนจะพุ่งพรวดออกมาเป็นนิ้วชี้ใหม่เอี่ยม เพียงแต่สีซีดลง
จากเดิมเล็กน้อย
หญิงสาวรีบก้มหน้าอ่านบางสิ่งบนฝั่ามือข้างขวา จากนั้นก็
พึมพำออกมาหนึ่งคำ
“เดอะฟูล…?”