ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 472 อันตรายซ่อนเร้น
คุณหญิงเคทลินกำลังนั่งบนโซฟาภายในห้องนั่งเล่น
คฤหาสน์ เก้าอี้ฝังตรงข้ามมีรองพ่อบ้าน ผู้ช่วยพ่อบ้าน และคน
รับใช้หัวหน้าส่วนงานต่างๆ กำลังนั่งตั้งใจฟัง
สตรีเลอโฉมมาดสง่างามกำลังแจกแจงรายละเอียดพลาง
มอบคำแนะนำสำหรับงานเลี้ยงรับรองในค่ำคืนนี้ บทสนทนา
เป็นไปอย่างไหลลื่นจนกระทั่งบุตรสาว ออเดรย์ เดินมานั่ง
ด้านข้างผู้เป็นมารดา
“ท่านแม่ หนูมีเรื่องจะคุยด้วย” เด็กสาวชำเลืองสายตาไป
ทางบุคคลอื่นภายในห้อง
ระหว่างมายังห้องนั่งเล่น ออเดรย์สัมผัสถึงแรงกระเพื่อม
แผ่วเบา แต่ก็ไม่พบความผิดปรกติใดมากไปกว่านั้น
คุณหญิงเคทลินพยักหน้ารับ
“พวกคุณออกไปก่อน”
ห้องนั่งเล่นถูกบรรยากาศเงียบงันครอบงำอย่างรวดเร็ว
แม้กระทั่งซูซี่ก็ยังได้รับสัญญาณจากออเดรย์ให้ออกไปก่อน
“เจ้าควรใช้เวลาอยู่กับแม่มากกว่านี้ เพื่อศึกษาหลักการ
บริหารสิ่งต่างๆ ภายในบ้านอย่างละเอียด จริงอยู่ เจ้าได้รับ
การศึกษาโดยไม่ขาดตกบกพร่อง แต่การได้เห็นของจริงย่อม
เสริมสร้างให้ทฤษฎีชัดเจนยิ่งขึ้น”
แม้จะมีอายุจริงห้าสิบกว่า แต่คุณหญิงเคทลินกลับมีใบหน้า
คล้ายหญิงสาววัยสามสิบตอนต้น เธอกำลังเผยรอยยิ้มอย่าง
อ่อนโยนพลางสอนสั่งบุตรสาว
“เอาล่ะ นางฟั้าของแม่ เจ้าต้องการพูดคุยในเรื่องใด”
ออเดรย์พยายามฉีกยิ้มอย่างสง่างามตามคำสอนในคาบ
เรียนมารยาท แต่สุดท้ายกลับทำได้เพียงเผยรอยยิ้มจืดชืดและ
ไม่สบายใจ
เด็กสาวเม้มริมฝีปาก
“ท่านแม่ หนูปิดบังบางสิ่งจากท่านแม่และท่านพ่อมา
ตลอด”
“หืม…” คุณหญิงเคทลินเอียงคอ ไม่กล่าวสิ่งใดขณะรอ
คำอธิบายเพิ่มเติม
คำตอบของออเดรย์ตะกุกตะกักในตอนต้น แต่หลังจากนั้นก็
เริ่มลื่นไหลและคล่องแคล่ว
“น…หนูเป็นผู้วิเศษ หมายถึง บุคคลผู้มีพลังพิเศษด้วยการ
ดื่มโอสถ”
คุณหญิงผมทองยกคิ้วเล็กน้อย พลางมอบคำตอบโดย
ปราศจากอาการตกใจ
“แม่รู้อยู่แล้ว ทั้งพ่อและแม่ทราบมาตลอด”
“เอ๋…?” ออเดรย์อึ้งจนหมดคำพูด
คุณหญิงเคทลินปิดปากหัวเราะในลำคอ
“เจ้านำวัตถุดิบวิเศษออกไปจากคลังสมบัติของตระกูล คิด
ว่าคนอย่างพ่อเจ้าจะดูไม่ออกเชียวหรือ ไร้เดียงสาเกินไปแล้ว
ทั้งรอบตัวพ่อเจ้า ภายในคฤหาสน์แห่งนี้ รวมถึงดินแดนใน
ครอบครองของตระกูลเราทั้งหมด ไม่มีแห่งใดขาดแคลนผู้วิเศษ
ส่วนหนึ่งถูกว่าจ้างตามปรกติ ส่วนหนึ่งถูกส่งมาจากโบสถ์
รัตติกาล และส่วนหนึ่งเป็นสมาชิกของตระกูลฮอลล์ ฝั่าบาทเอง
ก็ทราบในเรื่องนี้และแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น พวกเราจึงไม่ได้
ขัดขวางเมื่อเจ้าต้องการลิ้มรสประสบการณ์แปลกใหม่ของโลก
เหนือธรรมชาติ… เฮ่อ… สักวันหนึ่ง เจ้าต้องโตขึ้นและกลายเป็น
ผู้ใหญ่ พ่อและแม่คงปกปั้องเจ้าได้ไม่ตลอดรอดฝัง ฉะนั้น ใน
เมื่ออาจต้องเผชิญหน้ากับอันตราย การมีพลังพิเศษติดตัวไว้บ้าง
ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย จากความรู้ของแม่ ผู้วิเศษในช่วงแรกจะ
ไม่ได้เผชิญอันตรายมากนัก และการเลื่อนลำดับแต่ละครั้งต้อง
ใช้เวลากว่าหนึ่งถึงสองปี พ่อเจ้าจึงมิได้คัดค้าน พวกเราคิดจะรอ
ให้ลูกโตกว่านี้อีกสักหน่อย จึงค่อยกล่าวตักเตือน และห้ามมิให้
เลื่อนลำดับไปมากกว่าปัจจุบัน”
ผิดแล้วค่ะแม่ ความรู้ของแม่ล้าสมัยมาก! แม่ยังไม่รู้จัก
เทคนิคสวมบทบาทดีพอ ถ้าหนูมีวัตถุดิบครบเมื่อ ก็สามารถ
กลายเป็นผู้วิเศษลำดับ 7 ได้ก่อนปีใหม่…
และเหนือสิ่งอื่นใด หนูไม่มีแผนจะหยุดพัฒนา ความตาย
ของดยุคนีแกนทำให้หนูเข้าใจว่าโลกมิได้สงบสุขเหมือนกับใน
จินตนาการสมัยเด็ก พลังคือสิ่งจำเป็นในการปกปั้องทุกคนใน
ครอบครัว…
ขณะพลังของมิสเตอร์ฟูลเริ่มฟืนฟูกลับมาทีละนิด เทพมาร
จำนวนมากพยายามแบ่งร่างลงมาจุติและสร้างความเสียหายบน
โลกมนุษย์ แม้ว่าเราจะยังไม่โต และยังขาดประสบการณ์ชีวิต
ค่อนข้างมาก แต่เราก็สัมผัสถึงอันตรายแอบแฝงจากเรื่องเหล่านี้
ได้…
ออเดรย์รู้อยู่แก่ใจว่า ตนไม่มีวันปกปิดเรื่องการแอบหยิบ
วัตถุดิบวิเศษออกจากคลังสมบัติตระกูลได้ตลอด แต่เธอคิดว่า
อย่างน้อย พ่อและแม่คงมองเป็นเพียงการขโมยไปเพราะอยากรู้
อยากเห็น มิใช่กลายเป็นผู้วิเศษ
ไม่อยากจะเชื่อ… ฟูั่ว!
หลังจากยกภูเขาออกจากอก เด็กสาวกล่าวต่อไปโดยไม่
สนใจคำเตือนของมารดา
“ท่านแม่ หนูได้เข้าร่วมองค์กรลับแห่งหนึ่ง เป็นองค์กรเชิง
วิชาการและมิได้บูชาเทพมาร แต่หนูสาบานไว้ว่าจะไม่เปิดเผย
ชื่อขององค์กรให้ใครทราบ ได้โปรดอภัยในเรื่องนี้ด้วย”
โดยไม่รอให้มารดาซักถาม เด็กสาวรีบเล่าเข้าประเด็น
“วันนี้หนูเพิ่งได้รับแจ้งข่าวด่วน หญิงสาวสามัญชนซึ่งองค์
ชายเอ็ดซัคตกหลุมรัก ความจริงแล้วคือแม่มด แต่ยังไม่มีใคร
ทราบเจตนาแท้จริงของหล่อน”
ทั้งสองประโยคของออเดรย์มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลย
ประโยคแรกหมายถึงสมาคมแปรจิต ส่วนประโยคหลังหมายถึง
ชุมนุมทาโรต์และมิสเตอร์ฟูล
ด้วยการจัดเรียงคำพูดในลักษณะเมื่อครู่ ทำให้ทุกคำกล่าว
ของเธอล้วนเป็นความจริง หากถูกทำนายตรวจสอบก็จะไม่พบ
การโกหกเกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้คนฟังคล้อยตามไปเองว่า
องค์กรลับนิรนามผู้แจ้งข่าวด่วนคือสมาคมแปรจิต
รอยยิ้มบนใบหน้าเคทลินเริ่มซีดจาง
“แม่มด…?”
เธออาจไม่สันทัดข้อมูลของโลกเหนือธรรมชาติมากนัก แต่
วลีดังกล่าวได้มอบกลิ่นอายความชั่วร้ายเข้มข้น
ออเดรย์รีบพยักหน้า
“ใช่ค่ะ แม่มดสุขสม และเรื่องน่าตกใจกว่านั้นคือ เธอมีนาม
ว่า ทริสซี่·ชีค”
“น่าตกใจอย่างไร” มารดาซักถาม
“สมาชิกขององค์กรเคยอ่านพบชื่อชีคภายในหนังสือ
โบราณ” ออเดรย์กุเรื่องอย่างชำนาญ ไม่ว่าจะแววตาหรือภาษา
กายล้วนสมบูรณ์แบบ “ในยุคสมัยที่สี่หรือนานกว่านั้น ชีคคือชื่อ
ของแม่มดบรรพกาล”
เด็กสาวรีบเสริมต่อ
“หล่อนคือเทพธิดามาร!”
คุณหญิงเคทลินอาจไม่ทราบความหมายของแม่มดบรรพ
กาล แต่เธอไม่มีทางไม่ทราบความหมายของเทพธิดามาร
ผู้เป็นแม่นั่งไม่ติดเบาะ ตามด้วยการซักถามอย่างกระวน
กระวาย
“เจ้ามั่นใจไหม…”
“…ไม่ค่อยค่ะ” ออเดรย์มิได้เคลือบแคลงในตัวมิสเตอร์ฟูล
เพียงแต่ การกล่าวออกไปอย่างมั่นใจคงไม่เหมาะสมสักเท่าไร
“ถึงกระนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่หนูคิดว่าการ
ติดต่อกับราชวงศ์… ไม่สิ ติดต่อกับหน่วยพิเศษของโบสถ์
รัตติกาลและให้พวกเขาช่วยยืนยันข้อมูล ก็คงไม่ใช่เรื่องเสียหาย
อะไรนัก เพราะถ้าอีกฝั่ายคือเทพธิดามารจริง สถานการณ์จะได้
ถูกแก้ไขอย่างทันท่วงที”
เคทลินเงยหน้ามองบุตรสาวอย่างประหลาดใจ
“…ออเดรย์ ลูกโตขึ้นมาก”
ถ้าไม่เพราะนี่เป็นเรื่องเร่งด่วน ออเดรย์คงแสร้งทำหน้าขรึม
และรีบกลับไปดีใจกระโดดโลดเต้นภายในห้องตัวเองแล้ว
แต่ปัจจุบันมิได้เป็นเช่นนั้น เธอหาได้ใส่ใจกับคำชมเชย บน
ใบหน้าปรากฏเพียงความกังวลใจ
“ท่านแม่ ช่วยปิดเรื่องของหนูไว้เป็นความลับได้ไหมคะ ได้
ยินมาว่า หน่วยพิเศษของทางโบสถ์และราชวงศ์ไม่ค่อยเป็นมิตร
กับผู้วิเศษนอกองค์กรพวกเขาสักเท่าไร… ให้บอกว่าเป็นข่าว
จากท่านพ่อก็ได้ ท่านพ่อคงมีเครือข่ายข้อมูลในมือไม่น้อย”
เคทลินลุกขึ้นยืนพลางเดินเข้ามาสวมกอดบุตรสาวอย่าง
อ่อนโยน
“ไม่ต้องกังวล พ่อกับแม่จะไม่นำลูกไปเสี่ยงอันตรายแน่นอน
พ่อของเจ้ายังไม่กลับจนกว่าจะเย็น แต่ไม่ต้องกังวล แม่จะให้
องครักษ์เงาปรากฏตัว คนอื่นจะได้เข้าใจว่าเขาคาบข่าวมา
รายงาน จากนั้น แม่จะนำข้อมูลไปบอกกับโบสถ์รัตติกาล และ
ให้พวกเขาส่งคนมาคุ้มครองครอบครัวเราทันที”
“ตกลงค่ะ!” ออเดรย์ฉีกยิ้มกว้าง
เด็กสาวพลันรู้สึกผ่อนคลาย ความกังวลใจหลายเรื่องซึ่งเคย
ค้างคามานาน ได้ถูกสะสางจนหมดในคราวเดียว
…
ขณะกำลังแหงนมองท้องฟั้าและเห็นกลุ่มอุกกาบาตกำลัง
กระจายตัวปกคลุมท้องฟั้าเหนือแนวปั่าอย่างสมบูรณ์ ไคลน์เกิด
ความท้อแท้สิ้นหวังเหนือพรรณนา
ถึงจะใช้กระโจนเพลิงจนหมด แต่ก็ไม่มีทางหนีพ้นเขตปั่าได้
ทัน ไม่แคล้วตกเป็นเหยื่อของฝนอุกกาบาตอยู่ดี และร่างกาย
แสนอ่อนแอของนักทำนาย ก็ไม่ช่วยให้ทนทานต่อการพุ่งถล่ม
ของอุกกาบาต
เรามั่นใจ ต่อให้เป็นโอสถซอมบี้ผู้ขึ้นชื่อด้านความแข็งแกร่ง
ของร่างกาย แต่ก็คงกลายสภาพเป็นก้อนเนื้อบดถ้าต้องรับแรง
กระแทกจากก้อนหินไฟระยำบนท้องฟั้าอย่างจัง…
กระโจนไฟ… จริงสิ…!
ทันใดนั้น ขณะเหลือบเห็นเปลวเพลิงสีเหลืองอมส้มอันโชติ
ช่วงด้านบน ชายหนุ่มพลันเกิดแนวคิดบางอย่างทันที่
ท่ามกลางสถานการณ์ซึ่งความเป็นความตายถูกตัดสินด้วย
เสี้ยววินาที่ ไคลน์รีบลงมือโดยไม่มัวไตร่ตรองให้มากความ
เปั๊าะ!
หลังจากคำนวณระยะทาง มันดีดนิ้วเพื่อจุดก้านไม้ไฟซึ่งยัง
เหลือในช่องกระเปั๋าลับ
แสงสีแดงอมส้มลุกไหม้คลอกร่างสักพักก่อนจะเลือนหายไป
ไคลน์ปรากฏตัวอีกครั้งบนเปลวไฟเหนือก้อนอุกกาบาตบน
ท้องฟั้า
ฟั้าววววว!
ขณะลูกอุกกาบาตกำลังพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วสูง
ไคลน์โผล่ออกในจุดเหนือขึ้นไปจากก้อนอุกกาบาตเล็กน้อย แต่
ยังคงสัมผัสถึงความร้อนในปริมาณแสนสาหัส
พลังกระโจนไฟอาจช่วยให้ชายหนุ่มทนความร้อนได้ในชั่ว
เวลาหนึ่ง แต่หลังจากเดินออกจากเปลวไฟปลายทาง
ความสามารถในการทนไฟก็จะสูญหายไปด้วยเช่นกัน ส่งผลให้
ต้องใช้ ‘ควบคุมไฟ’ เพื่อลดอุณหภูมิอุกกาบาตลง ร่างกายของ
ตนจะได้ไม่ถูกคลอกจนกลายเป็นเถ้าถ่าน
และเหนือสิ่งอื่นใด ไคลน์ไม่สามารถกระโดดหลบไปใน
อากาศได้ถ้าปราศจากกองไฟรอบตัว
เปั๊าะ!
ชายหนุ่มดีดนิ้วอีกครั้ง อากาศอันร้อนระอุในระยะสายตา
พลันเกิดเป็นประกายไฟลุกโชน
มันรีบหนีไปบนท้องฟั้าด้วยเปลวเพลิงลูกแล้วลูกเล่า หวัง
รักษาชีวิตให้รอดจากการแรงระเบิดอันเกิดจากอุกกาบาตปะทะ
พื้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะกระโจนไฟสักกี่ครั้งหรือลองเสี่ยงชีวิต
สักกี่หน แต่การหนีให้พ้นจากอันตรายก็ยังไม่ใกล้ความจริงสัก
เท่าไร
ไคลน์มีสองทางให้เลือก หนึ่ง หนีลงพื้นและพยายามวิ่งเอา
ตัวรอดสุดชีวิต เตรียมรับแรงปะทะชุดแรกซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อ
อุกกาบาตกระทบพื้น หรือสอง กระโดดลอยไปมาในอากาศโดย
เอาตัวรอดจากแรงปะทะ แต่จะถูก ‘เมฆเห็ด’ สีขาวกลืนกิน
ร่างกายแทน
ณ กลางอากาศ ขณะไคลน์กำลังชั่งใจ ภาพการมองเห็นของ
มันพลันแปรเปลี่ยนอย่างกะทันหัน ทุกเฉดเริ่มสีเข้มข้นและ
ฉูดฉาดคล้ายกับภาพวาดสีน้ำมัน สีแดงยิ่งแดงสว่าง สีเหลืองยิ่ง
คมชัด และสีขาวยิ่งสว่างเจิดจ้า
ทันใดนั้น ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกว่า ภาพการมองเห็นรอบตัวอัน
คล้ายกับ ‘ภาพสีน้ำมัน’ นั้นมิใช่โลกแห่งความจริง ไคลน์ก้ม
มองลงไปเบื้องล่างและพบว่า ฝนอุกกาบาตระลอกแรกได้
กระทบพื้นจนเกิดคลื่นกระเพื่อมทุกทิศทาง เมฆทรงเห็ดสีขาว
ปนเทาพลันพวยพุ่งขึ้นท้องฟั้าในปริมาณเข้มข้น
แต่ทุกสิ่งมิได้ส่งผลกระทบต่อไคลน์แม้แต่น้อย ราวกับมิติ
‘ภาพวาดสีน้ำมัน’ ถูกแยกออกจากโลกปรกติโดยสมบูรณ์
ชายหนุ่มทำหน้างุนงงสักพัก ก่อนจะมองเห็นบุคคลผู้หนึ่ง
กำลังยืนไม่ห่างจากตน
ผิวทองแดง สูงปานกลาง รูปร่างสันทัด สวมสูทยาวสีดำ
เกือบถึงเข่า หมวกทรงกึ่งสูง ดวงตาลุ่มลึกกร้านโลก ใบหน้า
อบอุ่น และไฝสีดำเม็ดเล็กตรงติ่งหูขวา
“มิสเตอร์อะซิก!”
ไคลน์โพล่งด้วยสีหน้าปีติยินดี
ขณะเดียวกันก็เข้าใจทันทีว่า นิมิตความฝันเกี่ยวกับมิสเตอร์
อะซิกเมื่อหลายเดือนก่อนหมายถึงสิ่งใด
มันหมายถึงวินาทีนี้!
ท่ามกลางทะเลเลือดอันกว้างใหญ่ ไคลน์ถูกมิสเตอร์อะซิก
ดึงแขนขึ้น จึงรอดพ้นจากความตายมาได้อย่างฉิวเฉียด ฉากนี้
สามารถแปลความหมายได้ว่า ตนจะถูกช่วยชีวิตไว้โดยมิสเตอร์
อะซิก!
ยังไม่ทันสิ้นเสียงยินดีของชายหนุ่ม อะซิกโบกมือทักทายพอ
เป็นพิธีพร้อมกับยื่นมืออีกข้างจับแขนไคลน์แน่น จากนั้น คนทั้ง
สองเริ่มท่องไปในโลกพิสดารอันเต็มไปด้วยสีสันฉูดฉาด
…
ปากกาขนนกแสนธรรมดากำลังอยู่ในสภาพแน่นิ่ง ผิว
กระดาษซีดจางลงเล็กน้อย
ทันใดนั้น ชายวัยกลางคนสีหน้าเคร่งขรึมและตาบอดหนึ่ง
ข้าง พลางก้มหน้าขีดเขียนบางสิ่งอย่างรวดเร็วประหนึ่งถูกเข้า
สิง
“ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ความทรงจำและพลังของอะซิก·อาย
เกสยังฟืนฟูกลับคืนมาไม่หมด ขณะเขาเดินทางผ่านโลก
วิญญาณ อันตรายไม่คาดฝันจึงเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ส่งผลให้เขา
กับนักสืบเชอร์ล็อก·โมเรียตี้หลงทางท่ามกลางโลกวิญญาณ
จนกระทั่งโผล่ออกมาเผชิญหน้ากับอินซ์·แซงวิลล์และพวกพ้อง”