ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1024 แอบเล่นงำนลับๆ
ดินแดนสวรรค์ทมิฬที่ถูกกลบทับไปด้วยเลือดลมของมหาราชาชนต่าง เผ่า เนื่องจากไม่มีแสงเดือนแสงดาวสาดส่องจึงยิ่งเปลี่ยนมาเป็นมืดมิดหม่น มัว
เรือรบกระดูกขาวของเผ่าโครงกระดูกลำหนึ่งมองดูคล้ายเคลื่อนที่ไป อย่างเชื่องช้า แต่ในความเป็นจริงกับบินทะยานอย่างรวดเร็ว
ร่างกระดูกสูงใหญ่ของมหาราชาเลี่ยกู่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหัวเรือ คอย ปลดปล่อยปราณออกไปรับสัมผัสกับทางช้างเผือกรอบด้าน
ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ เขาได้ทำการค้นหาดวงดาวบริเวณรอบๆ โดยมี อาณาจักรแห่งที่เก้าเป็นจุดศูนย์กลาง หมายจะตามหาร่องรอยของพวก เนี่ยเทียน
เขามั่นใจว่าต่อให้เผยฉีฉีจะร้ายกาจมาแค่ไหน แต่การทำลาย “คำสา ปลับน้ำแข็งสวรรค์” ก็ต้องทำให้นางได้รับบาดเจ็บสาหัสและไม่สามารถ หนีไปได้ไกลนักอยู่ดี
“หืม?”
จุดลึกในลูกตาสีเขียวมรกตมหาราชาเลี่ยกู่พลันฉายประกายประหลาด เห็นได้ชัดว่าเขาสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง
พ่าเก๋อเซินนั่งนิ่งๆ อยู่บนเรือนกายที่ใหญ่โตของเขาก็ถลันลุกขึ้นยืน เช่นกัน
“ดาวมอดดับเบื้องหน้ามีปราณเลือดของสัตว์วิเศษไหลพลุ่งพล่าน ” มหาราชาเลี่ยกู่ชี้นิ้วกระดูกไปยังกลุ่มอากาศสีเทาที่ห่างจากพวกเขาไปอีก ระยะทางหนึ่ง ในกลุ่มอากาศก็คือดวงดาวมอดดับที่พวกเนี่ยเทียนซ่อนตัว อยู่ “ไปดูทางนั้นกันเถอะ”
พ่าเก๋อเซินรีบตวาดสั่งด้วยภาษาของเผ่าโครงกระดูกทันที
ทิศทางการบินทะยานของเรือกระดูกขาวจึงเปลี่ยนไปกะทันหันเพราะ คำสั่งของเขา
“เลือดลมที่เหลืออยู่ในหัวกะโหลกของสัตว์วิเศษ ไม่นึกเลยว่าจะเปี่ยม ล้นขนาดนี้” มหาราชาเลี่ยกู่พึมพำ ขนาดเขาหลับตาก็ยังสัมผัสได้ถึง ประกายแสงสีทองอร่ามของหัวกะโหลกสัตว์ทองไหลตัวนั้น “สายเลือด ของสัตว์ตัวนี้ก่อนตาย น่าจะเป็นระดับเก้า สัตว์วิเศษระดับเก้าไม่มีทางมา อยู่ในดวงดาวมอดดับโดยไร้สาเหตุ มันควรจะต้องถูกลูกศิษย์ของลัทธิจิต มืดเก็บเอาไปนานแล้วต่างหาก”
เรือกระดูขาวบินทะยาน พลังงานความตายสีเทาซีดแผ่ออกมาจากใน ร่างของเผ่ากระดูกที่อยู่บนเรืออย่างต่อเนื่อง
“สถานการณ์สงครามของฝุายต่างๆ เป็นอย่างไรบ้างแล้ว?” พ่าเก๋อ เซินเอ่ยถามเบาๆ
“พวกสำนักเผ่ามนุษย์ที่พวกเราร่วมมือด้วยต่างก็เค้นสมองคิดเพื่อวาง แผนการในครั้งนี้ พวกเราก็ย่อมต้องเป็นฝุายได้เปรียบอยู่แล้ว ” มหา ราชาเลี่ยกู่กล่าวอย่างมาดมั่น “ขนาดคูกู่ต้าจุนยังลงมือเองแล้ว คราวนี้เรา ต้องทำให้เผ่ามนุษย์เจ็บหนักได้แน่นอน ขอแค่สังหารแดนเทพเจ้าอย่าง
พวกโม่เหิง จีหยวนฉวนและลู่เจี้ยเฟิงไปได้สักคน เผ่ามนุษย์ก็ย่อมเสียหาย อย่างใหญ่หลวง”
“นอกจากพวกเขาแล้วยังมีบุตรแห่งดวงดาวของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว และเทพบุตร เทพธิดาของสำนักห้าธาตุ เสาหลักของเผ่ามนุษย์ ในอนาคตพวกนี้ล้วนได้รับการฝากฝังความหวังจากสามสำนักใหญ่ ไม่รู้ว่า ต้องทุ่มเททรัพยากรในการฝึกตนไปกับพวกเขามากแค่ไหน หากพวกเขา ตายไป ก็ถือเป็นการโจมตีที่หนักหนาสำหรับสามสำนักใหญ่เช่นกัน”
“โม่เหิงจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว จีหยวนฉวนจากลัทธิจิตต วิสุทธิ์ต่างก็ถูกคูกู่ต้าจุนของเผ่าพันธุ์เราและเสวียนหมิงต้าจุนของเผ่าอสูร กายรั้งตัวสู้ติดพัน สองคนนี้ ต่อให้คูกู่ต้าจุนและเสวียนหมิงต้าจุนเอาชนะ ได้ แต่ก็ยากที่จะสังหาร มีเพียงลู่เจี้ยเฟิงจากสำนักห้าธาตุเท่านั้นที่มี ความหวังมากที่สุดที่จะฝังร่างของไว้ในดินแดนสวรรค์ทมิฬนี้ได้”
พ่าเก๋อเซินงงงัน “จีหยวนฉวนจากลัทธิจิตตวิสุทธิ์เชี่ยวชาญเวทลับห้วง มิติ สังหารได้ยาก เรื่องนี้ข้าพอจะเข้าใจได้ แต่โม่เหิงจากพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวับห้วงมิติ ทั้งยังไม่มีทางจะถอนตัวออก จากดินแดนสวรรค์ทมิฬได้ในเวลาสั้นๆ นี้ ด้วยพลังของคูกู่ต้าจุนก็น่าจะ สังหารเขาได้สิถึงจะถูก?”
“เอาชนะเขาได้ อาจพอมีหวังอยู่บ้าง แต่สังหารเขาน่ะหรือ? พันยาก หมื่นยาก!” มหาราชาเลี่ยกู่ส่ายหัวพลางเอ่ยสั่งสอน “เจ้ามีความเข้าใจต่อ แดนเทพเจ้าของเผ่ามนุษย์ไม่ลึกซึ้งนัก แดนเทพเจ้าสามคนอย่างโม่เหิง จี หยวนฉวนและลู่เจี้ยเฟิงนี้ แม้จะเป็นแดนเทพเจ้าช่วงต้นกันทั้งหมด ทว่า พลังการต่อสู้ที่แท้จริง กลับกลายเป็นโม่เหิงที่แข็งแกร่งที่สุด”
“โม่เหิงผู้นี้เป็นผู้อาวุโสใหญ่ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวมานาน หลายพันปีแล้ว ท่ามกลางสงครามของชนเผ่าในมหาสมุทรดาวมอดดับ เขา ต่างหากถึงจะเรียกว่าเทพแห่งการสังหารของเผ่ามนุษย์ที่แท้จริง ตอนที่เขา ยังเป็นแค่แดนเอตทัคคะก็เคยสังหารมหาราชาสายเลือดระดับเก้าของเผ่า ภูตผีปีศาจไปสองคนในจุดลึกของมหาสมุทรดาวมอดดับ สายเลือดของสอง คนนั้นในเวลานั้น ตามหลักแล้วแข็งแกร่งกว่าเขาระดับหนึ่งด้วยซ้ำ”
“พอกลายมาเป็นแดนเทพเจ้าก็มีน้อยครั้งนักที่เขาจะลงมือ ช่วงเวลาที่ เจ้าถือกำเนิดนับว่ายังสั้นมากนัก ดังนั้นจึงไม่ค่อยเคยได้ยินชื่อเสียงอันน่า เกรงขามของเขา”
“ด้วยสายเลือดระดับเก้าขั้นต้นของคูกู่ต้าจุนยังจงใจปล่อยให้เขา ทำลายคำสาปลับน้ำแข็งสวรรค์โดยไม่ลงมือห้ามปราม ให้เขาใช้กายธรรม แห่งเทพมาทำลายอาณาจักรแห่งที่เก้า นั่นก็เป็นเพราะกริ่งเกรงในพลังการ ต่อสู้ของเขา จึงคิดจะลดทอนพละกำลังเขาไปก่อนรอบหนึ่ง”
“ข้าเดาเอาว่าที่คูกู่ต้าจุนทำแบบนี้ก็เป็นเพราะไม่มีความมั่นใจว่าจะ เอาชนะเขาได้”
พ่าเก๋อเซินตะลึงหนักยิ่งกว่าเดิม “เขาแข็งแกร่งขนาดนี้จริงๆ หรือ?”
“หากข้ากับเขาอยู่ในระดับเดียวกัน ข้าก็ต้องแพ้แน่นอน แพ้อย่างราบ คาบด้วย” มหาราชาเลี่ยกู่ถอนหายใจหนึ่งที “เมื่อหลายปีก่อนตอนที่เขา ยังเป็นแค่แดนเอตทัคคะ ข้าเคยสัมผัสกับเขามาก่อน ความทรงจำที่เขา มอบให้ข้าตราตรึงไว้ลึกเกินไป หนึ่งในมหาราชาภูตผีปีศาจสองคนที่ถูกเขา สังหาร ข้าได้เห็นการตายของเขาเองกับตา”
พอพูดถึงเรื่องในอดีต มหาราชาเลี่ยกู่ที่ทุกวันนี้ตำแหน่งในเผ่าโครง กระดูกเป็นรองแค่ต้าจุนสามท่านเท่านั้น ดวงตาของเขากลับยังคงหม่นแสง
พ่าเก๋อเซินสามารถสัมผัสได้ถึงความกลัวจากร่างของเขา และต้น กำเนิดความกลัวนั้นก็ย่อมต้องเป็นโม่เหิงผู้อาวุโสใหญ่ของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว
……
มุมหนึ่งของดวงดาวมอดดับ
ขณะที่เนี่ยเทียนใช้การสูบดึงพลังชีวิตดึงเลือดลมที่เหลืออยู่ในหัว กะโหลกของสัตว์ทองไหลออกมา สีหน้าเขาก็บานเป็นกระด้ง
ก่อนหน้านี้เขาเคยได้ประมือกับเลือดลมที่มหาราชาข่าตี๋ทิ้งเอาไว้ผ่าน ความว่างเปล่ามาแล้วครั้งหนึ่ง
เลือดลมที่มหาราชาข่าตี๋ทิ้งไว้ในแดนเอตทัคคะของฟางเทียนอี้ไม่มีพลัง จิตวิญญาณรวมอยู่ด้วย แต่สายเลือดแห่งชีวิตของเขาก็ยังได้แค่สลายเลือด ลมเหล่านั้นทิ้ง ไม่สามารถดูดซับมันมาได้
ทว่าคราวนี้ตอนที่เขาใช้การสูบดึงพลังชีวิตดึงเลือดลมของสัตว์ทองไหล ระดับเก้าออกมา กลับราบรื่นจนน่าเหลือเชื่อ
ที่ทำให้เนี่ยเทียนตกตะลึงที่สุดก็คือ แค่หัวกะโหลกหัวเดียวของสัตว์ ทองไหล ทว่าจิงชี่เลือดเนื้อที่ซ่อนอยู่ด้านในกลับมีมากกว่าจิงชี่เลือดเนื้อที่ อยู่ในศพทั้งร่างชองนักรบเผ่ากิ้งก่าสายเลือดระดับแปดถึงหกเจ็ดส่วน
หากสัตว์ทองไหลระดับเก้าตัวนี้มาอยู่ตรงหน้าเขาแบบเต็มตัว เกรง ว่าจิงชี่เลือดเนื้อของมันคงมากกว่าจำนวนรวมของนักรบเผ่ากิ้งก่า สายเลือดระดับแปดสิบกว่าคนเสียอีก
“เพียงพอแล้ว สัตว์ทองไหลตัวนี้เพียงพอที่จะทำให้อาการบาดเจ็บของ ศิษย์พี่หญิงเผยหายดีแล้ว!”
ไม่นานเนี่ยเทียนก็เอาจิงชี่เลือดเนื้อของตัวเองที่แข็งแกร่งขึ้นมาได้ เพราะหัวกะโหลกนั้นไปรักษาอาการบาดเจ็บให้เผยฉีฉีอีกครั้ง
หัวกะโหลกของสัตว์ทองไหลยังคงเป็นสีทองอร่าม ปราณเลือดก็มาก ไพศาลราวมหาสมุทร
สองวันต่อมา
เผยฉีฉีคลายหัวคิ้วออกจากกัน มองเนี่ยเทียนที่หยุดมือแล้วเอ่ยอย่าง อ่อนโยน “อาการบาดเจ็บของข้าพอจะทรงตัวได้ระยะหนึ่งแล้ว พลังงานที่ ลอดทะลวงคำสาปลับน้ำแข็งสวรรค์แบบนั้นข้าอาจจะยังเอามาใช้ไม่ได้ แต่ หากคิดจะลอดทะลวงความว่างเปล่าก็พอจะร่ายใช้ได้ครั้งสองครั้งแล้วล่ะ”
เนี่ยเทียนสีหน้าคึกคักทันทีที่ได้ยิน
สามารถใช้วิชา “ลอดทะลวงความว่างเปล่า” ได้อีกครั้ง นี่ก็คือข่าวที่ดี มากๆ นี่หมายความว่าเผยฉีฉีจะสามารถพาเขาและหวงจินหนันหนีออกไป จากดวงดาวมอดดับดวงนี้ได้อย่างง่ายดาย
ดวงดาวมอดดับที่พวกเขาอยู่กันในตอนนี้ไม่ได้ถูกผนึกด้วย “คำสาปลับ น้ำแข็งสวรรค์” นางจึงสามารถพาพวกเนี่ยเทียนสองคนไปส่งยังพื้นที่อื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงได้
ความปลอดภัยของพวกเขาจึงได้รับการรับประกันที่มั่นคงขึ้นมาทันที
“แย่แล้ว!”
ทว่าเวลานี้เอง จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงหวงจินหนันร้องโวยวายอย่างหวาดกลัว ไม่เป็นสุข ในมือเขาถือลูกผลึกใสเอาไว้ลูกหนึ่ง กำลังเร่งร้อนมุ่งหน้ามาทาง นี้ “พวกเจ้าดูนี่สิ!”
ลูกผลึกใสที่มองเห็นได้ทะลุปรุโปร่งสามารถสะท้อนภาพท้องฟูานอก อาณาจักรได้
ในลูกใสนั้นมีภาพของเรือกระดูกสีขาวที่มหาราชาเลี่ยกู่เป็นผู้ควบคุม ปรากฏตัวอย่างชัดเจน
“มากสุดครึ่งวัน เรือกระดูกขาวของเผ่าโครงกระดูกลำนี้ก็จะมาถึงที่นี่” หวงจินหนันขมวดคิ้วเป็นปม “บนเรือกระดูกมีมหาราชาเลี่ยกู่ที่พวกเรา เคยเจอในอาณาจักรแห่งที่เก้าอยู่ด้วย และยังมีคนของเผ่าโครงกระดูกอยู่ อีกไม่น้อย”
“พวกเขามาช้าไปแล้ว” เผยฉีฉีสีหน้าเฉยเมย “โชคดีที่เจ้าไม่เห็นแก่ ส่วนตัว ยอมมอบสัตว์ทองไหลระดับเก้ามาให้ เมื่อเนี่ยเทียนร่ายเวท อาการบาดเจ็บของข้าจึงดีขึ้นมาก ตอนนี้ข้าสามารถใช้ลอดทะลวงความ ว่างเปล่าได้อีกครั้งแล้ว ไม่ต้องรอให้เรือกระดูกขาวนั่นมาถึง พวกเราก็ สามารถหนีออกไปจากที่นี่ได้”
ดวงตาของหวงจินหนันเป็นประกายทันที
“ไปกันเถอะ อย่ารอให้มหาราชาเลี่ยกู่ออกจากเรือมาถึงที่นี่กะทันหัน แล้วใช้พรสวรรค์ทางสายเลือดที่พิเศษได้” เผยฉีฉีลุกขึ้นยืนช้าๆ มือที่เรียว ยาวราวลำเทียนของนางกรีดตวัด มีดแสงห้วงมิติที่คมกริบจำนวนนับไม่ ถ้วนก็รุมกันฉีกทึ้งความว่างเปล่า เจาะรอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งออกมา “พลังของข้ายังไม่ฟื้นคืนมาหมด ได้แต่หนีไปยังดวงดาวมอดดับที่อยู่ใกล้ๆ เท่านั้น”
“แค่นั้นก็พอแล้ว!” หวงจินหนันหัวเราะร่า “ระหว่างดวงดาวมอดดับ ด้วยกันเองก็มีทางช้างเผือกกว้างใหญ่กั้นขวาง เรือรบกระดูกของเผ่าโครง กระดูกก็อย่าหวังว่าจะหาพวกเราได้เจอในระยะเวลาสั้นๆ!”
คนทั้งสามก้าวเข้าไปในรอยแยกห้วงมิติอย่างรวดเร็ว
ช่องทางห้วงมิติที่มีความมั่นคงอย่างถึงที่สุดซึ่งเกิดจากวิชา “ลอด ทะลวงความว่างเปล่า” เช่นนี้จะไม่มีพลังประหลาดของห้วงมิติแทรกซอน เข้ามาทำร้าย เป็นเหตุให้คนทั้งสามสามารถลอดผ่านไปได้อย่างไร้อุปสรรค ง่ายดายและปลอดภัย
หลายวินาทีต่อมา พวกเขาก็มาถึงดวงดาวที่มอดดับอีกแห่งหนึ่ง
“เอาล่ะ ในเวลาสั้นๆ นี้เรือกระดูกขาวของเผ่าโครงกระดูกคงยังตามมา ไม่ทัน” น้ำเสียงของเผยฉีฉีผ่อนคลาย “เว้นเสียแต่ว่าชนต่างเผ่าพวกนั้นจะ จัดวางรอยแยกห้วงมิติที่พิเศษไว้ในบริเวณรอบๆ หรือว่าพวกลูกศิษย์ลัทธิ จิตมืดจะมาสร้างประตูข้ามอาณาจักรไว้ที่นี่”
พอกล่าวอย่างนี้ นางก็เรียกผลึกไม่เป็นรูปเป็นร่างนั้นออกมารับสัมผัส อย่างละเอียด
“โชคไม่เลว บริเวณใกล้ๆ นี้ไม่มีประตูข้ามอาณาจักร ไม่มีค่ายกลนำส่ง ขนาดใหญ่” เผยฉีฉียิ่งวางใจลงได้ ก่อนจะใช้สายตาบอกเป็นนัยแก่เนี่ย เทียน “หากเจ้ายังมีพลังเหลือ ช่วยร่ายเวทต่อให้ข้าที หากบาดแผลในร่าง ข้าฟื้นตัวได้เมื่อไหร่ จำนวนครั้งที่ข้าสามารถร่ายใช้ลอดทะลวงความว่าง เปล่าก็จะเพิ่มมากขึ้น”
“ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว” เนี่ยเทียนยิ้มสดใส “หัวกะโหลกสัตว์ทองไหล ระดับเก้าของพี่หวงอันนั้นมีจิงชี่เลือดเนื้อที่เปี่ยมล้นอย่างถึงที่สุด มาก พอจะทำให้อาการบาดเจ็บทางเรือนกายของเจ้าหายดี”
พอเห็นว่าตอนนี้ยังปลอดภัยดี หวงจินหนันก็หัวเราะแห้งๆ แล้วขยับ ออกห่างคนทั้งสองอย่างรู้อะไรควรไม่ควร
เนี่ยเทียนจึงลงมือดึงเอาพลังงานที่เหลืออยู่ในสัตว์ทองไหลระดับเก้า ออกมาช่วยให้เผยฉีฉีฟื้นตัวต่ออีกครั้ง
ผ่านไปอีกหลายวัน หวงจินหนันย้อนกลับมาอีกครั้ง บอกว่าเรือกระดูก ขาวของเผ่าโครงกระดูกปรากฏตัวอีกแล้ว
เผยฉีฉีจึงร่ายใช้ลอดทะลวงความว่างเปล่าเป็นครั้งที่สอง
พวกเขาไล่ล่าและหลบหนีกันอย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมา อาศัยลอดทะลวง ความว่างเปล่าของเผยฉีฉีย้ายจากดวงดาวมอดดับแห่งหนึ่งไปอีกแห่งหนึ่ง อยู่อย่างนี้ และในที่สุดอาการบาดเจ็บทางกายของเผยฉีฉีก็หายดี
“สมควรตายนัก!”
ในทางช้างเผือกอันมืดมิด เรือกระดูกขาวของเผ่าโครงกระดูกลำนั้น จอดนิ่งอยู่ริมขอบของดวงดาวมอดดับดวงหนึ่ง
มหาราชาเลี่ยกู่กล่าวอย่างหงุดหงิด “ปล่อยให้เจ้าเด็กสามคนนั่นหนีไป จากใต้หนังตาของพวกเราได้อีกครั้งแล้ว! นังหนูจากลัทธิจิตตวิสุทธิ์ผู้นั้นฝืน แหวกผนึกคำสาปลับน้ำแข็งสวรรค์ ย่อมต้องบาดเจ็บสาหัส! ภายใต้ สถานการณ์เช่นนี้ นางกลับยังสามารถใช้ลอดทะลวงความว่างเปล่าของ ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!”
ประมือกับสี่สำนักใหญ่ที่เก่าแก่มานานหลายปี เขาจึงรู้จักวิชาลับหลาย ชนิดของทั้งสี่สำนักเป็นอย่างดี
เขารู้ดีว่าเผยฉีฉีเองก็เป็นบุคคลที่เรียกได้ว่าพิเศษยิ่งสำหรับลัทธิจิตต วิสุทธิ์ หาไม่แล้วคงไม่มีทางลอดทะลวงความว่างเปล่าได้ตามใจชอบทั้งๆ ที่ มีตบะและขอบเขตเพียงเท่านี้
แล้วนับประสาอะไรกับที่เผยฉีฉียังหนีออกมาจากอาณาจักรแห่งที่เก้า ซึ่งถูกปิดผนึกไว้ด้วยคำสาปลับน้ำแข็งสวรรค์ นี่จึงเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ เข้าไปใหญ่
เดิมทีนึกว่าเผยฉีฉีต้องถูกพลังโจมตีกลับ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ไม่มี ทางร่ายใช้ลอดทะลวงความว่างเปล่าได้อีก ใครจะไปคาดคิดว่าทุกครั้งที่ พวกเขาหาตัวอีกฝุายเจอ เด็กรุ่นเล็กทั้งสามของเผ่ามนุษย์จะหนีหายไปใน ชั่วพริบตา
หากนี่ไม่ใช่ “ลอดทะลวงความว่างเปล่า” ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือมานาน ของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ แล้วยังจะเป็นอะไรไปได้อีก?
“อ๊ะ!”
ขณะที่ก้าวเข้ามาในดวงดาวมอดดับที่ไม่คุ้นเคยอีกแห่งหนึ่ง เส้นสายตา ของเผยฉีฉีก็พลันหันไปมองยังดวงดาวมอดดับอีกแห่งที่ห่างไปไกลซึ่ง โดยรอบมีคลื่นห้วงมิติกระเพื่อมรุนแรง แล้วกล่าวว่า “ผู้อาวุโสของลัทธิ จิตตวิสุทธิ์ข้าคนหนึ่งอยู่ทางฝั่งนั้น ดูเหมือนว่าผู้อาวุโสคนนั้นจะไปเป็น เพื่อนซือคงฉั่ว เขามีตบะเป็นแดนเอตทัคคะช่วงต้น รับผิดชอบพาซือคงฉั่ว ไปสำรวจอาณาจักรแห่งอื่น”
“ทำไมพวกเขาถึงมาอยู่ในดวงดาวมอดดับ ไม่ใช่อาณาจักรที่ยังมี ชีวิต?”
“ซือคงฉั่ว!” หวงจินหนันสีหน้าเย็นเยียบ แค่นเสียงในลำคอ “เนี่ย เทียน อย่าโทษที่ข้าพูดจาไม่น่าฟัง บุตรแห่งดวงดาวคนนี้ของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวพวกเจ้ามีชื่อเสียงไม่ค่อยดีนักในหมู่สำนักใหญ่ๆ หลายปี มานี้ลูกน้องเขาก่อเรื่องมากมาย มีปัญหาขัดแย้งกับคนอื่นไปทั่ว”
“ไม่ว่าใครก็ตามที่เดินทางร่วมกับเขา หลังจบเรื่องก็มักจะ วิพากษ์วิจารณ์เขาด้วยถ้อยคำที่ไม่ดีเสมอ”
ไม่รอให้เนี่ยเทียนแสดงท่าที หวงจินหนันก็กล่าวอีกว่า “คุณหนูเผย ข้า ไม่ต้องการเจอหน้ากับคนอย่างเจ้าซือคงฉั่วผู้นี้ ไม่อยากร่วมมือทำอะไรกับ เขา ต่อให้เขายังมีลูกน้องที่แกร่งกล้าอีกมากมาย ข้าเองก็ไม่อยากไปข้อง เกี่ยวด้วย พวกเรา…ไม่ต้องไปสนใจพวกเขาได้ไหม?”
เผยฉีฉีคิดอยู่ครู่หนึ่ง กำลังจะพยักหน้ารับ เนี่ยเทียนกลับตะโกนขึ้นมา ก่อนว่า “ช้าก่อน!”
หวงจินหนันงงงัน “เนี่ยเทียน เจ้าคงไม่มีความสัมพันธ์อันดีอะไรกับเจ้า ซือคงฉั่วผู้นี้หรอกนะ? เท่าที่ข้ารู้มา ดูเหมือนว่าเขาจะอคติกับเจ้ามา ตอน นั้นที่อยู่ในนครสะเก็ดดาว ลูกน้องของเขายังคอยพูดจาเสียดสีเจ้า เจ้าคง ไม่ได้ลืมไปแล้วหรอกกระมัง?”
“จำได้สิ แน่นอนว่าต้องจำได้” เนี่ยเทียนยิ้มพิกล “มหาราชาเลี่ยกู่ผู้ นั้นตามหาพวกเราอยู่ตลอดเวลาไม่ใช่หรือ? เมือ่หาเปูาหมายไม่พบ ข้าว่า เขาคงไม่ยอมรามือง่ายๆ ซือคงฉั่วก็เป็นบุตรแห่งดวงดาวของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวเช่นกัน ตำแหน่งและฐานะของเขา เมื่อเทียบกับพวกเรา แล้ว ข้ารู้สึกว่าหากมหาราชาเลี่ยกู่เจอตัวเขา น่าจะมีความสนใจอย่างลึก ล้ำไม่ต่างกัน”
หวงจินหนันเข้าใจได้ทันที เขาหัวเราะหึหึ กล่าวว่า “เจ้านี่มันร้ายกาจ ไม่เบา”
“ศิษย์พี่หญิงเผย ไปที่ดวงดาวมอดดับที่ซือคงฉั่วอยู่ แต่ว่าอย่าให้เข้าไป อยู่ในจุดเดียวกับพวกเขา” เนี่ยเทียนเสนอแนะ “หากเจ้าสามารถติดต่อ กับผู้อาวุโสของลัทธิเจ้าผู้นั้นได้ก็พยายามอย่าให้เขาบอกซือคงฉั่ว อย่าให้ ซือคงฉั่วรู้ถึงการมาถึงของพวกเรา”
“แผนการชั่วร้ายเต็มหัว” เผยฉีฉีค้อนตาใส่เขา “ในเมื่อเป็นอย่างนี้ พวกเราก็ไม่ต้องรีบร้อน รอให้เรือกระดูกขาวนั่นมาถึงก่อน พวกเราค่อย จากไป ถึงเวลานั้นข้าจะจงใจทิ้งร่องรอยล่อให้พวกเขาไปตามทิศทางที่พวก เราจากไป ให้มหาราชาเลี่ยกู่ติดตามไปได้อย่างราบรื่น”
“คุณหนูเผยฉลาดจริงๆ!” หวงจินหนันเอ่ยชื่นชม
——