ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1027 เปิดศึก!
แก่นเลือดที่มีการเลื่อนขั้นหยดที่หนึ่งได้ถูกชุบหลอมขึ้นมาแล้ว ซึ่ง ตอนนี้แก่นเลือดหยดนั้นอยู่ในหัวใจของเขา
แก่นเลือดโปร่งใสงดงามจับตา ลักษณะคล้ายสะเก็ดเพชรสีชาด ด้านบนยังมีลวดลายประณีตบรรจง คล้ายสลักความอัศจรรย์ของชีวิต เอาไว้
ในแก่นเลือดเต็มไปด้วยปราณแห่งชีวิตที่เข้มข้นและบริสุทธิ์อย่างถึง ที่สุด
ทว่าการก่อตัวของแก่นเลือดหยดนี้กลับตั้งอยู่บนพื้นฐานของแก่นเลือด สิบหยดที่มีอยู่ก่อนหน้า และจิงชี่เลือดเนื้อที่เหลืออยู่ของสัตว์ทองไหล
หากคิดจะสร้างแก่นเลือดหยดที่สองขึ้นมาก็จำเป็นต้องใช้ศพของสัตว์ โบราณหรือชนต่างเผ่าสายเลือดระดับแปด ทว่าเนื้อสัตว์วิเศษที่เหลืออยู่ใน มือของเนี่ยเทียนตอนนี้กลับมีการเผาผลาญไปในทุกๆ วัน
หากแก่นเลือดห้าสิบหยดก่อตัวขึ้นมาได้ เขาก็จะสามารถเข้าไปในต้น กำเนิดของสายเลือดเพื่อช่วงชิงเวทลับทางสายเลือดมาได้
“เส้นทางการเลื่อนขั้นของสายเลือดช่างยาวไกลนัก นับแต่ระดับเจ็ด เป็นต้นไป ก็ไม่รู้ว่าการแปรสภาพและปลุกพรสวรรค์ในแต่ละขั้นต้องใช้จิง ชี่เลือดเนื้อมากแค่ไหน และต้องใช้เวลานานเท่าไหร่”
เนี่ยเทียนถอนหายใจอย่างปลงตก
หากไม่มีศพของสัตว์โบราณหรือชนต่างเผ่ามาเพิ่ม ก็ยากที่เขาจะหล่อ หลอมแก่นเลือดขึ้นมา และไม่สามารถทำให้ร่างกายแข็งแกร่งโดยการ ตอบสนองความหิวโหยของปราณเลือดสีเขียวนั่นได้
นี่หมายความว่าแม้สายเลือดของเขาจะเลื่อนขั้นมาถึงระดับเจ็ดได้ สำเร็จ แต่ในเวลาสั้นๆ นี้เขาก็ไม่สามารถทำให้สายเลือดแห่งชีวิตเกิดการ เปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ขึ้นมาได้อีก
เขาจึงถูกบีบให้ต้องตั้งใจฝนตน เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับมหาสมุทร วิญญาณจุดตันเถียนต่อไปทั้งวันทั้งคืน
พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปแล้วสองวัน
สองวันมานี้เผยฉีฉีไม่ได้มาสอบถามสถานการณ์การเลื่อนขั้นทาง สายเลือดของเขา แต่ตั้งใจฝึกตนอยู่ข้างๆ บางครั้งถึงจะเหลือบมามองเขา บ้าง
“ฟูุว์!”
จู่ๆ เผยฉีฉีก็พ่นลมหายใจออกมายาวเหยียดแล้วผุดลุกขึ้นยืน
เนี่ยเทียนรีบหันไปมองนางทันที
“เรือกระดูกขาวของเผ่าโครงกระดูกลำนั้นขับมุ่งหน้าไปยังดวงดาว มอดดับที่ซือคงฉั่วอยู่แล้ว! ” เผยฉีฉีมีท่าทางตื่นเต้นเล็กน้อย “สงคราม อาจปะทุได้ทุกเมื่อ!”
ดวงตาเนี่ยเทียนเป็นประกาย รีบเอ่ยถาม “ผู้อาวุโสในลัทธิของเจ้าท่าน นั้น…”
“ผู้อาวุโสฟุานสามารถใช้ลอดทะลวงความว่างเปล่าได้ ทว่ารอยแยก ห้วงมิติที่นางเปิดออกจะดำรงอยู่ได้แค่ไม่กี่วินาที” เผยฉีฉีมีท่าทางเป็น กังวลเล็กน้อย “ตัวผู้อาวุโสฟุานเองก็เชี่ยวชาญเวทลับห้วงมิติ ทั้งยังมีตบะ เป็นแดนเอตทัคคะช่วงต้น หากนางไม่ใช้ลอดทะลวงความว่างเปล่า ลำพัง แค่เคลื่อนไหวอยู่ในดวงดาวมอดดับแห่งนั้นก็น่าจะเอาตัวรอดได้”
“ถ้าอย่างนั้นก็ให้นางหาข้ออ้างไม่ร่ายใช้ลอดทะลวงความว่างเปล่า ปล่อยให้ซือคงฉั่วต่อสู้กับเผ่าโครงกระดูกไป!” เนี่ยเทียนเสนอแนะ
“จะทำแบบนี้ก็ได้ แต่ว่าหากหลังจบเรื่อง…ซือคงฉั่วยกเรื่องนี้มาเอาผิด ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ของเรา” เผยฉีฉีเริ่มปวดหัว “การใช้ลอดทะลวงความว่าง เปล่าปกปูองซือคงฉั่วและลูกน้องของเขาคือความรับผิดชอบของผู้อาวุโส ฟุาน หากทั้งๆ ที่สามารถร่ายใช้ลอดทะลวงความว่างเปล่าได้แต่กลับไม่ใช้ นี่จะถือว่านางละเลยต่อหน้าที่อย่างแท้จริง”
เนี่ยเทียนตะลึง “บางทีถ้าซือคงฉั่วไม่รีบร้อนจากไป แต่อยู่ต่อเพื่อเปิด ศึกล่ะ? ในเรือรบกระดูกขาวลำนั้นมีแค่คนของเผ่าโครงกระดูก มหา ราชาเลี่ยกู่คนหนึ่ง พ่าเก๋อเซินคนหนึ่ง บวกกับเผ่าโครงกระดูกที่สายเลือด ไม่เท่ากันอีกบางส่วน ลูกน้องของซือคงฉั่วมีแดนเอตทัคคะถึงสามคน แถม คนหนึ่งยังเป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้าย ก็ไม่แน่เสมอไปว่าเขาจะไม่มีกำลัง มากพอให้ต่อสู้”
เผยฉีฉีลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหรี่ตาแล้วใช้เวทลับของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ติดต่อไปหาฟุานเหวิน
……
ดวงดาวมอดดับไม่รู้ชื่อ
พอเรือรบกระดูกขาวของเผ่าโครงกระดูกปะทะเข้ากับปราการที่แตก ทลายของดวงดาว โจวฉิงแดนเอตทัคคะช่วงท้ายก็สัมผัสได้ทันที
โจวฉิงตกใจ ตวาดก้อง “นายท่าน มีเรือรบลำหนึ่งของเผ่าโครงกระดูก มาเยือนที่นี่กะทันหัน!”
“เผ่าโครงกระดูก!” ซือคงฉั่วหน้าเปลี่ยนสี พูดอย่างร้อนใจ “เจ้าลอง รับสัมผัสอย่างละเอียด ดูสิว่าเผ่าโครงกระดูกพวกนั้นมีสายเลือดระดับ ใดบ้าง หากไม่มีโอกาสที่พวกเราจะชนะก็จะได้เรียกให้ฟุานเหวินพาหนีไป จากที่นี่โดยเร็ว แต่หากเผ่าโครงกระดูกที่โดยสารเรือระดูกขาวลำนั้นมามี ศักยภาพไม่มากพอ พวกเราก็จัดการพวกเขาซะ!”
โจวฉิงพยักหน้าหน้า
สายฟูาเส้นหนึ่งพลันพุ่งวาบจากไปในความว่างเปล่า
กระแสจิตวิญญาณของโจวฉิงแผ่ขยายทอดยาวไปยังริมขอบของ ดวงดาวมอดดับ
“มหาราชาระดับเก้าคนหนึ่ง สายเลือดคือ…ระดับสูง! ปราณนี้น่าจะ เป็นมหาราชาเลี่ยกู่ของเผ่าโครงกระดูก! ” โจวฉิงรับสัมผัสพลางเอ่ยเบาๆ ไปด้วย
“มหาราชาเลี่ยกู่!” ในใจของซือคงฉั่วพลันบังเกิดความคิดที่จะถอยหนี ทันที “ฝีมือการต่อสู้ของมหาราชาเลี่ยกู่ในเผ่าโครงกระดูกเป็นรองแค่ สามต้าจุนเท่านั้น มหาราชาผู้นี้รับมือได้ยากยิ่ง!”
โจวฉิงขมวดคิ้ว พยักหน้ารับเบาๆ “ถูกต้อง หากข้าประมือกับมหา ราชาเลี่ยกู่ผู้นี้ ก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะเอาชนะเขาได้ หากคนที่มาไม่ใช่มหา
ราชาเลี่ยกู่ แต่เป็นมหาราชาคนใดคนหนึ่งของเผ่าอสูรกาย ข้ายังพอมีกำลัง ให้ต่อสู้ด้วยได้ หรืออาจเอาชนะได้ด้วยซ้ำ วิชาสายฟูาที่ข้าฝึกตนมีพลังใน การกำราบอสูรกาย ทว่าเผ่าโครงกระดูก…”
สีหน้าของเขายิ่งห่อเหี่ยว
“นอกจากมหาราชาเลี่ยกู่แล้ว ดูเหมือนว่าจะไม่มีมหาราชาคนที่สอง มี แค่นักรบเผ่าโครงกระดูกสายเลือดระดับแปดแค่บางส่วนเท่านั้น” โจวฉิง รับสัมผัสต่อไป “หากข้าสู้กับมหาราชาเลี่ยกู่ตัวต่อตัว โอกาสชนะมีเพียง น้อยนิด แต่ถ้ามีผู้ช่วยก็พอจะลองดูได้…”
เขาแอบวางแผน
“ผู้อาวุโสฟุาน!” ซือคงฉั่วคำรามขึ้นมาก่อนแล้ว
“ฟิ้ว!”
ฟุานเหวินทะยานมาถึงทันที
“ท่านสามารถใช้ลอดทะลวงความว่างเปล่าส่งพวกเราออกไปจากที่นี่ ได้หรือไม่?” ซือคงฉั่วถามอย่างเคร่งเครียด
“ลอดทะลวงความว่างเปล่านั้นสามารถใช้ได้ ทว่ารอยแยกห้วงมิติที่ เปิดออกจะดำรงอยู่ได้แค่ไม่กี่วินาที ” ฟุานเหวินมีสีหน้าลำบากใจ “นอกจากนี้ข้าเองก็รับสัมผัสได้ถึงปราณแห่งความตายของมหาราชาเผ่า โครงกระดูกท่านหนึ่ง หากตอนที่ข้าร่ายใช้ลอดทะลวงความว่างเปล่าแล้ว เขายื่นมือเข้าแทรก รอยแยกห้วงมิติที่ปริแตกเปลี่ยนมาเป็นไม่มั่นคง ผลลัพธ์ที่ตามมาคงยากจะคาดเดา”
ซือคงฉั่วสีหน้ามืดทะมึน “ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“ความหมายของข้าก็คือ ข้าสามารถใช้ลอดทะลวงความว่างเปล่าพา พวกเจ้าหนีไปได้มากสุดแค่ครึ่งเดียว” ฟุานเหวินกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ซึ่งระยะเวลาระหว่างนี้ยังต้องแน่ใจว่ามหาราชาเลี่ยกู่ผู้นั้นจะไม่ลงมือกับ ข้าด้วย”
ซือคงฉั่วเดือดดาลอยู่ในใจ จึงแค่นเสียงเย็นออกมา “ไม่มีวิธีอื่นส่งพวก เราออกไปทั้งหมดรึ?”
“ไม่มีวิธีที่ดีไปกว่านี้แล้ว” ฟุานเหวินหน่ายใจ “ตามความเห็นของข้า เผ่าโครงกระดูกที่มาเยือนไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น แทนที่จะหนีไปก็ไม่สู้อยู่ รับมือ และขอแค่ให้เวลาข้าอีกไม่กี่วัน ข้าก็จะสามารถรวบรวมพลังเพื่อใช้ ลอดทะลวงความว่างเปล่าได้อีกครั้ง เมื่อเป็นแบบนั้นก็จะไม่มีข้อผิดพลาด เกิดขึ้นอีก”
“ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าจะมีชนต่างเผ่าตามมาเพิ่มหรือไม่?” ซือคงฉั่ว เกรี้ยวกราด
“พวกเจ้าตัดสินใจเองก็แล้วกัน” ฟุานเหวินคร้านจะพูดให้มากความ “เจ้าต้องการให้ข้าร่ายใช้ลอดทะลวงความว่างเปล่า ข้าย่อมทำให้ได้ แต่ พวกเจ้าจะหนีกันไปได้กี่คน เรื่องนี้ข้าไม่กล้ารับรอง”
ซือคงฉั่วนิ่งคิดไปนาน ดวงตาที่เป็นประกายลุกโชนจ้องเขม็งไปยังโจ วฉิง “มีความเป็นไปได้ที่จะชนะไหม?”
“มี” โจวฉิงแสดงท่าที
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี ในเมื่อถูกบีบให้ตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้ ก็เตรียมรับศึก กันเถอะ!” ในที่สุดซือคงฉั่วก็ตัดสินใจได้
……
ไม่เพียงแต่ซือคงฉั่วเท่านั้นที่ปวดหัว มหาราชาเลี่ยกู่ที่อยู่บนเรือกระดูก ขาวนอกดวงดาวก็หงุดหงิดมากเหมือนกัน
เขาสั่งให้จอดเรือแล้ว
เขาเองก็สัมผัสได้ถึงปราณจิตวิญญาณของผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะ อย่างโจวฉิงที่อยู่ในดวงดาวมอดดับเช่นกัน
เดิมทีนึกว่าคราวนี้คงยากที่พวกเผยฉีฉีสามคนจะรอดพ้นเคราะห์ไปได้ ใครจะไปคาดคิดว่าพอตามมาถึงกลับต้องมาเจอผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์กลุ่ม หนึ่งที่มีศักยภาพไม่ธรรมดา
แดนเอตทัคคะหลายคน แดนว่างเปล่าอีกสิบกว่าคน กองกำลังเช่นนี้ ต่อให้เป็นเขาเองก็ยังไม่มั่นใจว่าจะเคี้ยวอีกฝุายได้หมดในคำเดียว
“มหาราชา จะทำอย่างไรกันดี?” พ่าเก๋อเซินเอ่ยถาม
“มีบุตรแห่งดวงดาวคนหนึ่งอยู่ในนั้น เจ้าสามคนนั่นหายตัวไปแล้ว ” มหาราชาเลี่ยกู่ใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “เจ้าพยายามติดต่อไปหา คนของลัทธิจิตมืดและสำนักสาปแห่งความตาย รวมไปถึงคนในเผ่าเรากับ เผ่าอสูรกาย ดูสิว่าบริเวณใกล้เคียงนี้มีใครอยู่ไหม หากมีก็ให้หาประตูข้าม อาณาจักรที่ใกล้ที่สุดมาหาพวกเราโดยเร็ว”
“จะเปิดศึกหรือไม่?” พ่าเก๋อเซินพยักหน้ารับแล้วเอ่ยถามอีกครั้ง
“แน่นอนว่าย่อมต้องเปิด!” แม้มหาราชาเลี่ยกู่จะเป็นกังวลอยู่บ้าง แต่ เมื่อเทียบกับพวกซือคงฉั่วแล้ว ความปรารถนาในการต่อสู้ของเขามี มากกว่าหลายเท่านัก “เจ้าเฝูาบัญชาการณ์อยู่ที่นี่ คนอื่นๆ บุกเข้าไปใน
ดวงดาวมอดดับแห่งนี้พร้อมข้า! พวกเราไม่มีทางได้รับชัยชนะในเวลาสั้นๆ แต่ขอแค่รั้งตัวพวกเขาไว้ รอให้กองเสริมมาถึงก็จะมีโอกาสคว้าชัยชนะได้ ในท้ายที่สุด!”
เมื่อเขาออกคำสั่ง คนของเผ่าโครงกระดูกที่มีสายเลือดระดับแปดหลาย คนก็พลันมาปรากฏตัว
“จงฆ่าให้เต็มที่!”
เรือนกายกระดูกโปร่งใสของมหาราชาเลี่ยกู่เหมือนภูเขากระดูกลูกหนึ่ง ที่ทะยานจากเรือรบ มุ่งหน้าไปยังดวงดาวมอดดับซึ่งอยู่เบื้องล่าง
เผ่าโครงกระดูกสายเลือดระดับแปดคนอื่นๆ ก็ติดตามไป ทุกคนแผ่ ปราณแห่งความตายเข้มข้นดิ่งไปยังดวงดาวมอดดับดวงนั้น
“สงครามเริ่มขึ้นแล้ว” เผยฉีฉีสีหน้าเย็นชา มองดวงดาวมอดดับขนาด เท่ากำปั้นที่อยู่ห่างไปไกล ระยะห่างเท่านี้นางไม่สามารถมองเห็นเรือรบ กระดูกขาวลำนั้นได้ แต่จากการที่นางติดต่อกับฟุานเหวินอย่างลับๆ ทำให้ รู้ว่ามหาราชาเลี่ยกู่เพียงแค่ลังเลเล็กน้อยก็เหยียบย่างเข้าไปในอาณาจักรที่ ตายแล้วแห่งนั้นทันที
“สมควรตายนัก ทำไมถึงเป็นเผ่าโครงกระดูก ไม่ใช่เผ่าอื่นนะ?” เนี่ย เทียนบ่นพึม
“แล้วแตกต่างกันตรงไหน?” เผยฉีฉีไม่เข้าใจ
“หากเป็นชนต่างเผ่าอย่างภูตผีปีศาจ อสูรกาย หรือเผ่าเกล็ดดำ เผ่า ปักษา ศพของพวกเขาที่ตายหลังการต่อสู้จะมีประโยชน์ต่อข้ามหาศาล”
เนี่ยเทียนเสียดายอย่างยิ่ง “ปราณที่เหลืออยู่ของเผ่าโครงกระดูกมีเพียง ปราณแห่งความตาย แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรต่อข้าเลย”
——