ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1035 ถูกเปิดโปง
“อู้!”
ตอนที่เปลวเพลิงปีศาจสีม่วงไหลบ่าเข้ามา เนี่ยเทียนได้แค่ทันเรียก เกราะมังกรเพลิงออกมาเท่านั้น
เกราะมังกรเพลิงสวมครอบลงบนร่างของเขาทันที
ลวดลายเปลวเพลิงงดงามที่สลักอยู่บนผิวภายนอกของเสื้อเกราะ บิดเบือนคล้ายสายฟูาแลบ
จิงชี่เลือดเนื้อที่เข้มข้นในร่างของเนี่ยเทียนปะปนอยู่กับพลังงานความ ร้อนของวิชาเปลวเพลิงซึ่งกรอกเทเข้าหาเกราะมังกรเพลิง จากนั้นก็ก่อตัว ขึ้นเป็นโล่ไฟชั้นหนึ่งที่ปกคลุมเนี่ยเทียนไว้ภายใน
“เปรี๊ยะๆๆ!”
ไฟปีศาจสีม่วงปะทะกับโล่เปลวเพลิงก็พลันเกิดการขัดแย้งรุนแรง ทำ ให้แสงไฟสาดส่องเจิดจ้า
ตัวอยู่ในโล่เปลวเพลิง เนี่ยเทียนจึงไม่ถูกรุกรานชั่วชณะ ทั้งยังสัมผัสได้ อย่างชัดเจนว่าเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงลึกลับที่อยู่ในโอสถวิญญาณเปลวเพลิง กลับเปลี่ยนมาเป็นลิงโลดผิดปกติ
พลังงานที่มาจากเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงถูกปลดปล่อยออกมาในโอสถ วิญญาณเปลวเพลิง ครั้นจึงผสานรวมเข้ากับพลังงานความร้อนแล้วกรอก เทให้กับโล่เปลวเพลิง
โล่เปลวเพลิงกลายมาเป็นสีส้มแดงฉาน และยังเผาไหม้ส่งเสียงลั่น “เปรี๊ยะๆ” อย่างรุนแรงตลอดเวลา พลังปีศาจที่อยู่ในกองเพลิงปีศาจสีม่วง ไหลหายไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งสะเก็ดไฟลึกลับที่สาดออกมายังถูกเมล็ดพันธ์ เปลวเพลิงฉวยโอกาสดูดซับเข้าไปบ้างส่วนด้วย
เปลวเพลิงปีศาจสีม่วงกลบทับเนี่ยเทียนเอาไว้ ทว่าโล่ไฟสีส้มอมแดง ของเขากลับเด่นชัดสะดุดตาเป็นพิเศษ
หันอวี้อึ้งตะลึง มองเนี่ยเทียนที่อยู่ในจุดลึกของไฟปีศาจแล้วพลันขมวด คิ้ว “บนร่างมีวัตถุน่าสนใจอยู่ไม่น้อย แต่ว่า…”
ขณะที่เขากำลังจะพูด เผยฉีฉีที่อยู่บนเรือฟูามายาห่างออกไปไกลกลับ ใช้สองมือชักดึงไปในความว่างเปล่า
มีดแสงห้วงมิติเล่มหนึ่งที่หนาใหญ่อย่างถึงที่สุดค่อยๆ ก่อตัวได้สำเร็จ
มีดแสงห้วงมิติพกพาเอาสัจฉธรรมแห่งห้วงมิติและผสานความลี้ลับทาง สายเลือดของนางเอาไว้ ต่อให้อยู่ห่างกันหลายร้อยเมตรแต่กลับยังฟันฉับ ลงมาอย่างดุดัน
มีดแสงหนาใหญ่คล้ายมองข้ามระยะทาง ตอนที่ฟาดฟันลงมา ตัว กระบี่ยังอยู่ห่างไกลมาก ทว่าทิศทางการโคจรของมีดแสงกลับตรงดิ่งเข้า หาหันอวี้
ผิวหน้าหันอวี้ปวดแปลบทันใด
หน้าเขาเปลี่ยนสีไปอีกครั้ง
“ฟูุวๆ!”
ร่างครึ่งหนึ่งของเขาผสานรวมอยู่ในลำต้นของดอกไม้ดวงตาปีศาจ ส่วนร่างที่โผล่ออกมากลับมีลำแสงสีม่วงมากมายว่ายวน
กิ่งของดอกไม้ดวงตาปีศาจหุบเข้าหากัน ก่อนจะกลายมาเป็นเหมือน ทวนเรียวยาวที่พยายามต้านทานมีดแสงหนาใหญ่เล่มนั้นอย่างสุดชีวิต
“ฉับๆๆ!”
กิ่งของดอกไม้ปีศาจถูกตัดขาดอย่างต่อเนื่อง มีดแสงห้วงมิติที่หนาใหญ่ ถูกลดทอนพลังงานจึงค่อยๆ หดเล็กลง
“ร้ายกาจกันจริงๆ” หันอวี้แสยะปากยิ้มพลางพูดอย่างปลงสังเวช “น่า เสียดายที่ขอบเขตยังห่างชั้นกันไกลนัก…”
เขากำลังจะใช้ท่าไม้ตาย ทว่าหางคิ้วกลับเลิกขึ้น สีหน้าเปลี่ยนมาเป็น มืดทะมึน
“ที่แท้ยังมีตัวช่วยอีกหลายคนนี่เอง”
หันอวี้พึมพำ ถลึงตามองเผยฉีฉีและเนี่ยเทียนอย่างไม่ยอมแพ้ “ทะเล เลือดลมของต้าจุนไม่ได้ข้ามผ่านง่ายดายขนาดนั้น พวกเราอาจยังต้องได้ เจอกันอีก”
จู่ๆ ดอกไม้ดวงตาปีศาจก็หดเล็กลงอย่างรวดเร็ว
เรือนกายของหันอวี้เองก็หดเล็กตามดอกไม้ดวงตาปีศาจไปด้วย จนกระทั่งหายวับเข้าไปในจุดแสงสีดำจุดหนึ่งในที่สุด
“คุณหนูเผย!”
“เนี่ยเทียน!”
เสียงร้องอุทานของหยางฝานและฉีเหลียนซานดังมาจากที่ไกลๆ ก่อนที่ แดนเอตทัคคะสองท่านจะมาถึงอย่างรวดเร็ว
เผยฉีฉีขับเรือฟูามายาให้ลอยไปยังจุดแสงของหันอวี้ที่หายไป “ที่นี่ แหละ!”
ผลึกไม่เป็นรูปเป็นร่างในมือนางก้อนนั้นถูกกดลงไปยังจุดแสงสีดำมืด มิด จุดแสงจึงพลันขยายใหญ่ ครู่หนึ่งก็ระเบิดดังตูม
“ประตูข้ามอาณาจักรที่เชื่อมไปยังดินแดนของชนต่างเผ่าถูกทำลายลง ได้เสียที” เผยฉีฉีเก็บผลึกก้อนนั้นมา มองประตูข้ามอาณาจักรที่ถูกทำลาย พลางพึมพำกับตัวเอง “ไม่นึกเลยว่าหันอวี้ ลูกศิษย์คนที่สองของอูจี้จะ แข็งแกร่งขนาดนี้”
“เนี่ย เนี่ยเทียน…” อีกฝั่งหนึ่ง หยางฝานร้องอุทานด้วยความตกตะลึง เหม่อมองเนี่ยเทียนที่บนร่างสวมเสื้อเกราะแล้วเอ่ยอึกอัก “นี่ นี่คือเกราะ มังกรเพลิงหรือ?”
เนื่องจากการจากไปของหันอวี้ เปลวเพลิงสีม่วงจึงหายตามไป กะทันหัน เนี่ยเทียนเลยไม่ทันเก็บเกราะมังกรเพลิงให้เรียบร้อย
หยางฝานติดตามโหลวหงแยนมานานหลายปี แน่นอนว่าย่อมต้องจำ เกราะมังกรเพลิงได้ รู้ดีว่าเสื้อเกราะตัวนี้เจ้าสำนักไฟของสำนักห้าธาตุเป็น คนหลอมให้โหลวหงแยนกับมือตัวเอง
เนื่องจากโหลวหงแยนเคยถูกผังชื่อเฉิงแอบเล่นงานในสนามรบสุ้ยเมี่ย จนตาย จึงถูกบีบให้ต้องจุติใหม่แล้วหวนกลับมาฝึกตนอีกครั้ง
เกราะมังกรเพลิงจึงหายสาบสูญไปนับแต่นั้น
หลังจากที่ความทรงจำของโหลวหงแยนถูกปลุกให้ตื่น นางก็เคยตาม หาผังชื่อเฉิงและเกราะมังกรเพลิงไปทั่วทุกที่ ทว่ากลับไม่เคยได้ข่าวคราว ใดๆ
ใครจะไปคาดคิดว่า เวลาหลายปีผ่านไป สุดท้ายเกราะมังกรเพลิงจะมา ปรากฏตัวอยู่ในมือของเนี่ยเทียน?
“ฟิ้วๆๆ!”
ไม่นาน พวกโหลวหงแยน หวงจินหนันก็ทยอยกันตามมา
“เกราะมังกรเพลิง!”
มองเสื้อเกราะที่สวมครอบอยู่บนร่างของเนี่ยเทียน โหลวหงแยนและ หวงจินหนันต่างก็ตัวสั่นสะท้าน สีหน้าเปลี่ยนมาเป็นแปลกประหลาด
“เนี่ยเทียน ทำไมเกราะมังกรเพลิงถึงมาอยู่ในมือเจ้าล่ะ?” หวงจินหนัน ถาม
โหลวหงแยนแค่นเสียงเบาๆ แล้วก็พูดว่า “เจ้าครอบครองมันมานาน แค่ไหนแล้ว?”
“เอ่อ นานมากๆ แล้วล่ะ” เนี่ยเทียนรู้ว่าปิดบังไปก็ไม่มีความหมาย ไม่ ช้าหรือเร็วเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องนี้ จึงพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “ข้า ได้ครอบครองวัตถุชิ้นนี้มาตั้งแต่ตอนยังอยู่ในอาณาจักรหลีเทียนของ ดินแดนดาวตกแล้ว”
เขาเล่าที่มาที่ไปของเกราะมังกรเพลิงให้กับโหลวหงแยนฟังอย่างไม่มี ปิดบัง
ตอนแรกเริ่มโหลวหงแยนมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก แต่พอเขาพูดจบ สีหน้า ของนางถึงพอจะดีขึ้นมานิดหน่อย “เจ้าไม่มีความสัมพันธ์กับผังชื่อเฉิงก็ดี แล้ว เดิมทีข้ายังนึกว่าเจ้าได้เกราะมังกรเพลิงมาจากมือของผังชื่อเฉิง คาด ไม่ถึงว่าหลังจากที่ผังชื่อเฉิงได้เกราะมังกรเพลิงไปครองจะเกือบถูกล้อม โจมตีตายในสนามรบสุ้ยเวี่ย”
“ผังชื่อเฉิงคือใครกันแน่?” เนี่ยเทียนถามอย่างแปลกใจ
โหลวหงแยน หวงจินหนันและหยางฝานที่พอได้ยินเขาถามเช่นนี้ก็พา กันเงียบงัน
“เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในของสำนักห้าธาตุเรา ไม่สะดวกที่จะบอกเจ้า” โหลวหงแยนคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ยื่นมือออกมา “ขอข้าดูเสื้อเกราะสักหน่อย”
เนี่ยเทียนมีท่าทางลังเลอย่างเห็นได้ชัด “ข้าขอบอกไว้ให้ชัดเจนก่อนนะ ว่าเสื้อเกราะตัวนี้ผสานรวมเป็นหนึ่งกับร่างของข้าแล้ว แกนเลือดที่อยู่ใน เสื้อเกราะฟื้นตัวขึ้นมาได้ก็เพราะได้รับการกระตุ้นจากสายเลือดข้า เจ้าเอา ไปก็หาใช่ว่าจะมีประโยชน์”
“ให้ข้าดูก่อนค่อยว่ากัน” โหลวหงแยนถลึงตามองเขาหนึ่งที
เนี่ยเทียนจนใจ ได้แต่ถอดเสื้อเกราะมังกรเพลิงออกแล้วโยนให้กับ โหลวหงแยน
โหลวหงแยนรับเกราะมังกรเพลิงมา ปลายนิ้วมีแสงไฟสีแดงฉานเปล่ง วาบแล้วหายเข้าไปในตัวเสื้อเกราะเพื่อทำการสำรวจความลี้ลับและเป็น ฝุายสื่อสารกับวิญญาณวัตถุที่อยู่ข้างในด้วยตัวเอง
ครู่หนึ่ง นางก็คืนเกราะมังกรเพลิงให้กับเนี่ยเทียนด้วยสีหน้าที่ไม่น่า มองนัก
เนี่ยเทียนไม่เข้าใจ
“วิญญาณวัตถุไม่ยอมรับข้าอีกต่อไป แต่กลับยอมรับเจ้ามากกว่า ” โหลวหงแยนมีท่าทางงุ่นง่านเล็กน้อย “แน่นอนว่าหากข้าเอากลับไปที่ สำนักห้าธาตุ ให้อาจารย์ของข้าลงมือ ย่อมต้องลบเลือนความทรงจำที่ วิญญาณวัตถุมีต่อเจ้า แล้วให้มันยินยอมเชื่อฟังข้าอีกครั้งแต่โดยดีได้ แน่นอน เพียงแต่ว่าเมื่อเสื้อเกราะตัวนี้อยู่ในมือของเจ้ากลับมีการ เปลี่ยนแปลงอย่างใหม่มากมายเกิดขึ้น นั่นเป็นสิ่งที่ข้ามิอาจมอบให้มันได้”
“เดิมทีเกราะมังกรเพลิงเป็นเพียงแค่อาวุธล้ำค่าระดับเชื่อมโยง วิญญาณ แต่พอมาอยู่ในมือเจ้า ดูเหมือนอานุภาพของมันจะเปลี่ยนแปลง ไปอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งยังมีโอกาสจะเติบโตได้มากกว่านี้ด้วย”
“วัตถุชิ้นนี้เกี่ยวพันกับความลับหนึ่งของสำนักห้าธาตุข้า…”
โหลวหงแยนพึมพำกับตัวเองอยู่นาน สุดท้ายถึงได้ถอนหายใจแล้วเอ่ย ว่า “ตอนนี้เก็บเกราะมังกรเพลิงไว้ที่เจ้าก่อนก็แล้วกัน สุดท้ายมันควรจะ เป็นของใคร คงต้องรอให้ข้ากลับไปสำนักห้าธาตุและถามความคิดเห็นของ อาจารย์ข้าก่อน”
“แม้ว่าของสิ่งนี้จะเป็นของสำนักห้าธาตุพวกเจ้า แต่ข้าไม่ได้แย่งชิงมา จากมือของพวกเจ้า ข้าไม่มีทางยอมสละมันให้” เนี่ยเทียนแสดงท่าที ชัดเจน “เกราะมังกรเพลิงนี้ข้าไม่คืนให้แน่ แต่ว่าข้าสามารถชดเชยให้กับ พวกเจ้าได้ รอให้พวกเราออกไปจากดินแดนสวรรค์ทมิฬและสถานการณ์ มั่นคงแล้ว พวกเรามาปรึกษากันดูอีกทีได้”
“เอาล่ะๆ อย่าให้ต้องแตกคอกันเพราะวัตถุชิ้นหนึ่งเลย” ฉีเหลียนซาน จากลัทธิจิตตวิสุทธิ์เข้ามาไกล่เกลี่ยสถานการณ์ “คุณหนูเผย คนที่พวกเจ้า เจอก่อนหน้านี้คือมหาราชาของภูตผีปีศาจหรือ?”
“ไม่ใช่ เป็นเผ่ามนุษย์คนหนึ่งนามว่าหันอวี้ เขาสวามิภักดิ์ต่อภูตผี ปีศาจ” จนถึงตอนนี้เผยฉีฉีก็ยังหวาดผวาไม่คลาย “เดิมทีเขาเป็นเผ่า มนุษย์ แต่ดูเหมือนจะผสานรวมกับดอกไม้ปีศาจดอกหนึ่งที่ชื่อว่าดอกไม้ ดวงตาปีศาจ กลายมาเป็นคนก็ไม่ใช่ปีศาจก็ไม่เชิง”
“ดอกไม้ดวงตาปีศาจ! พืชพรรณปีศาจอันดับหนึ่งของอาณาจักร ปีศาจ!”
“พวกเจ้าสองคนรอดพ้นน้ำมือของดอกไม้ดวงตาปีศาจมาได้เชียว หรือ?”
“เป็นดอกไม้ดวงตาปีศาจจริงๆ น่ะหรือ?”
พวกฉีเหลียนซาน หวงจินหนัน โหลวหงแยนที่พอได้ยินคำว่า “ดอกไม้ ดวงตาปีศาจ” ก็พากันหน้าเปลี่ยนสีทั้งหมด
แม้เนี่ยเทียนและเผยฉีฉีต่างก็เข้าไปอยู่ในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว และลัทธิจิตตวิสุทธิ์กันแล้ว ทว่าช่วงเวลาที่พวกเขาเข้าไปอยู่ในสำนักยัง นับว่าสั้นมาก จึงไม่เคยได้ยินความร้ายกาจของดอกไม้ดวงตาปีศาจมา ก่อน”
“ดอกไม้ดวงตาปีศาจต้นนั้นมีปราณปีศาจเข้มข้นเทียบเคียงได้กับมหา ราชาภูตผีปีศาจระดับเก้าเลยทีเดียว” ฉีเหลียนซานสูดลมหายใจเข้าลึก หนึ่งที “แต่พลังที่มันสำแดงออกมาน่าจะแข็งแกร่งยิ่งกว่ามหาราชาภูตผี
ปีศาจระดับเก้าเสียอีก! เมื่อหลายปีก่อน มีดอกไม้ดวงตาปีศาจต้นหนึ่งที่ไม่ รู้ว่าใช้วิธีอะไรถึงถูกภูตผีปีศาจเอาไปไว้ที่ดินแดนดวงดาวแห่งหนึ่งได้”
“ดอกไม้ดวงตาปีศาจต้นนั้นกลืนกินสิ่งมีชีวิตและพืชพรรณที่อยู่ในที่ดิน แดนดวงดาวแห่งนั้นจนหมด”
“รอจนลัทธิจิตตวิสุทธิ์ไปถึง ตลอดทั้งอาณาจักรที่นอกเหนือจากหิน และแร่แล้ว คน สัตว์วิเศษ ต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่ในแต่ละอาณาจักรต่างก็ หายไปเกลี้ยง”
ฉีเหลียนซานหยุดไปครู่ก็มองมายังเนี่ยเทียนและเผยฉีฉี “พวกเจ้า สามารถรอดพ้นเงื้อมมือของดอกไม้ดวงตาปีศาจมาได้ ช่างเป็นเรื่องที่น่า ตะลึงยิ่งนัก”
“ผู้ที่ผสานรวมกับดอกไม้ดวงตาปีศาจมีนามว่าหันอวี้ มาจากดินแดน ดาวตก ถือว่าเป็นศิษย์สำนักเดียวกับข้า เรามีอาจารย์คนเดียวกัน” เนี่ย เทียนกล่าว
“ดินแดนดาวตกของพวกเจ้านี่ช่าง…” ฉีเหลียนซานมองเขาและเผยฉีฉี พลางกล่าวอย่างปลงอนิจจัง
——