ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1053 ค ำวิจำรณ์จำกภำยนอก
“ไม่ต้องไปสนใจเจ้าเฮ้อเหลียนสงผู้นี้หรอก”
พออาวุธวิเศษประเภทบินที่ทำจากไม้บินออกมาจากเรือรบทาง ช้างเผือกของตำหนักหลิงอู่ โหวชูหลันก็ชี้นิ้วไปที่หัวสมองของตัวเอง “ตรง นี้ของเขาน่าจะมีปัญหา”
เนี่ยเทียนหลุดหัวเราะพรืด “ใช่ ข้าเองก็รู้สึกเหมือนกันว่าสมองของเขา มีปัญหา”
“บ้าอำนาจเกินไปหน่อย” โหวชูหลันเห็นด้วยอย่างยิ่ง “ไอ้หมอนี่ตาม ตื๊อข้ามานานหลายปี ไม่ว่าข้าจะไปที่ไหนเขาก็ต้องขอไปมีส่วนร่วมด้วย หลายคนที่อยู่ข้างกายข้าล้วนถูกเขาไล่อย่างไม่ไว้หน้า ทำตัววาง อำนาจบาตรใหญ่ไปทั่ว แถมยังบอกว่าสักวันหนึ่งข้าจะต้องยอมรับในตัว เขา ประสาทจริงๆ”
“ศิษย์พี่หญิงโหว เจ้ารู้จักเขาได้อย่างไร?” เนี่ยเทียนถามอย่างแปลกใจ
เขารู้ดีว่าสติปัญญาของเฮ้อเหลียนสงย่อมไม่มีปัญหาแน่นอน หาไม่แล้ว เจ้าหอของหอทอดฟ้าจะรับเขาเป็นลูกบุญธรรมได้อย่างไร
เกรงว่าคงมีแต่ตอนที่เผชิญหน้ากับโหวชูหลันเท่านั้น สติปัญญาของเขา ถึงได้ลดลง แต่กับคนอื่น เขาไม่มีทางเป็นคนโง่แน่ๆ
ผู้ชาย ยามที่เจอกับผู้หญิงที่ตัวเองชื่นชอบ สติปัญญามักจะต่ำลงเสมอ
“ก่อนหน้านี้สำนักห้าธาตุของพวกเรากับหอทอดฟ้าของพวกเขาเคย ร่วมสำรวจอาณาจักรใหม่ด้วยกัน” โหวชูหลันอธิบาย “คราวนั้นอันตราย
มาก เฮ้อเหลียนสงกับข้าถูกชนต่างเผ่าผู้หนึ่งโจมตีอย่างรุนแรง เขาได้รับ บาดเจ็บสาหัสจนเกือบตาย”
“ข้าเชี่ยวชาญวิชาพืชหญ้า ตอนที่เขาบาดเจ็บจึงช่วยเขารักษาบาดแผล และได้อยู่กันสองต่อสองระยะหนึ่ง”
“นับแต่นั้นมาเขาก็ตามติดข้า ไล่อย่างไรก็ไล่ไม่ไป”
“แล้วก็เพราะว่าเขา คนมากมายในสำนักถึงพากันหัวเราะเยาะข้า ทำ เอาข้าหงุดหงิด”
เนี่ยเทียนหัวเราะฮ่าๆ “ดูท่าแล้วเจ้าไม่ควรช่วยเขาเลย!”
“ข้าเองก็คิดอย่างนี้เหมือนกัน” โหวชูหลันกล่าวอย่างเจ็บใจ “หากรู้ว่า จะเป็นอย่างนี้แต่แรก ปีนั้นข้าควรจะทิ้งเขาไว้ไม่ต้องสนใจใยดี ปล่อยเขา ไปตามยถากรรมเสียก็สิ้นเรื่อง”
ระหว่างที่คนทั้งสองพูดคุยกัน แดนเอตทัคคะและแดนว่างเปล่าคน อื่นๆ ต่างก็ปลดปล่อยดินแดนของตัวเองออกมากระจายตัวอยู่รอบๆ เพื่อ ต้านทานไม่ให้ร่างกายถูกสิ่งเจือปนนอกอาณาจักรโจมตี
เยว่เหยียนสี่และเจียงเฟิงสองคนมีความเร็วเท่าเทียมกับอาวุธวิเศษ ประเภทบิน จึงค่อนข้างจะอยู่รั้งท้าย
แดนเอตทัคคะอย่างหล่วนชิงหลิ่วอยู่ห่างไปค่อนข้างไกล กระแสจิต วิญญาณอันกว้างใหญ่ไพศาลแผ่ปกคลุมไปทั่วคล้ายตาข่ายยักษ์ถี่ยิบที่ยืด ยาวไปแปดทิศ รับสัมผัสกับปราณจิตวิญญาณของอสูรกาย
อาวุธวิเศษประเภทบินทะยานไปนานมาก แต่คนทั้งกลุ่มก็ยังไม่ได้รับ ผลพวงใดกลับคืนมา
อาวุธวิเศษประเภทบินของโหวชูหลันสามารถสกัดกั้นการรุกรานจาก พลังงานนอกอาณาจักร เนี่ยเทียนไม่จำเป็นต้องออกแรงอะไรเพิ่มเติมจึง ผ่อนคลายอย่างมาก
“วัตถุจากอสูรกายชิ้นนั้นสามารถเอามาใช้ตามหาอสูรกายได้หรือไม่?” ครู่หนึ่ง โหวชูหลันที่เงียบไปพักใหญ่ก็หันมาถามเนี่ยเทียนราวกับฉุกคิด ขึ้นมาได้
“ไม่ได้” เนี่ยเทียนปฏิเสธทันที “ปราณจิตวิญญาณของแต่ละคนล้วน ไม่เหมือนกัน หากเจ้าใช้วัตถุของอสูรกายที่ฉิวหันซานครอบครองติดต่อไป หาอสูรกาย ทางฝ่ายอสูรกายจะรู้ว่าเจ้าไม่ใช่เขาและจะเริ่มระวังตัว”
โหวชูหลันรู้สึกจนใจ “น่าเสียดายที่คราวนี้ไม่มีแดนเทพเจ้ามาด้วย หากมีแดนเทพเจ้าอยู่ที่นี่ก็ไม่ต้องสังหารฉิวหันซานอย่างรวดเร็วปานนั้น เพราะสามารถกักซากวิญญาณส่วนหนึ่งของเขาแล้วดึงความทรงจำออกมา ได้”
การดึงความทรงจำ ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่ร่ายเวทต้องมีขอบเขตสูงกว่า หลายขั้นถึงจะทำได้สำเร็จ
ฉิวหันซานคือแดนเอตทัคคะ หล่วนชิงหลิ่วที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มพวก เขาก็เป็นแดนเอตทัคคะเหมือนกัน คิดจะดึงเอาความทรงจำของฉิวหันซาน ออกมา สิ่งที่ตามมาด้วยมักจะเป็นความเสี่ยงและสิ่งที่คาดเดาไม่ได้เสมอ
มีความเป็นไปได้มากว่าฉิวหันซานจะระเบิดซากวิญญาณของตัวเอง แว้งกลับไปโจมตีหล่วนชิงหลิ่ว
และก็ด้วยเหตุนี้ หล่วนชิงหลิ่วถึงใช้วิธีการที่รวดเร็วฉับไว ลบเลือนซาก วิญญาณทั้งหมดของเขาทันทีโดยที่ไม่ให้โอกาสใดๆ แก่ฉิวหันซาน
วัตถุอสูรกายใช้ไม่ได้ ความทรงจำของฉิวหันซานก็มิอาจวิเคราะห์ได้ สำเร็จ ทุกคนจึงได้แต่ตามหาอย่างยากลำบาก
“อันที่จริงตอนที่ฉิวหันซานเพิ่งจะตายไป ซากวิญญาณของเขายังไม่ แหลกสลายเต็มที่ ข้าก็มีวิธี” เนี่ยเทียนกล่าวอย่างเสียดาย
โหวชูหลันแปลกใจ “วิธีอะไรหรือ?”
เนี่ยเทียนเรียกไข่มุกวิญญาณมืดออกมาอีกครั้ง “ไข่มุกเม็ดนี้คือสมบัติ ล้ำค่าของอสูรกาย เท่าที่ข้ารู้มา ตลอดทั้งเผ่าอสูรกายก็มีไข่มุกลักษณะนี้ อยู่แค่สามเม็ด วัตถุชิ้นนี้ผ่านการชุบหลอมจากข้าจนมีวิญญาณวัตถุก่อตัว ขึ้นมา ซึ่งวิญญาณวัตถุสามารถค้นหาความทรงจำแบบกระจัดกระจายที่อยู่ ในวิญญาณของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดได้”
“แล้วทำไมก่อนหน้านี้เจ้าถึงไม่ใช้?” โหวชูหลันไม่เข้าใจ
“หากไข่มุกวิญญาณมืดกักเก็บวิญญาณชองชนต่างเผ่าก็ไม่ถือว่าเป็น ปัญหาอะไร แต่ถ้าเป็นเผ่ามนุษย์เหมือนกัน หากว่ากันตามความหมายที่ เข้มงวดแล้ว นี่ถือว่าเป็นสิ่งต้องห้าม” เนี่ยเทียนขมวดคิ้วแน่น “เจ้าเองก็รู้ ว่าช่วงที่ผ่านมาแต่ละสำนักมีท่าทีอย่างไรต่อพวกที่ฝึกวิชานอกรีต?”
โหวชูหลันจำต้องคิดตามอย่างลึกซึ้ง
“หากไข่มุกวิญญาณมืดของข้ากลืนกินวิญญาณของเผ่าเดียวกันเข้าไป แล้วเรื่องนี้ถูกเปิดโปงขึ้นมาก็อาจนำพาปัญหาที่ไม่จำเป็นมาสู่ข้า” เนี่ย เทียนถอนหายใจเบาๆ “รองเจ้าตำหนักหลัวว่านเซี่ยงในสำนักของข้าโอน
เอียงเข้าหาซือคงฉั่วบุตรแห่งดวงดาวคนที่หก ข้าไม่อยากให้มันกลายมา เป็นจุดอ่อนที่คนอื่นเอามาเล่นงานข้าในช่วงเวลาที่เปราะบางเช่นนี้”
“สิ่งที่เจ้าเป็นกังวลนับว่าถูกต้องแล้ว” โหวชูหลันเห็นด้วย “นึกไม่ถึงว่า เจ้าจะเป็นคนรอบคอบถึงเพียงนี้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมเฮ้อเหลียนสงถึงได้ รังเกียจบุตรแห่งดวงดาวของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเจ้านัก?”
“ทำไมล่ะ?” เนี่ยเทียนสงสัย
“ก่อนหน้าเจ้า ไม่เพียงเฮ้อเหลียนสงเท่านั้น อีกสามฝ่ายที่เหลือก็ล้วน ไม่ชอบไปมาหาสู่กับบุตรแห่งดวงดาวสำนักพวกเจ้า” โหวชูหลันเล่าให้เนี่ย เทียนฟังถึงต้นสายปลายเหตุ “เทพบุตรและเทพธิดาของสำนักห้าธาตุเรามี ตำแหน่งทัดเทียมกัน ไม่มีการบอกว่าใครจะได้ขึ้นครองตำแหน่งสูงสุด ใน อนาคตเทพบุตรและเทพธิดาห้าท่านล้วนจะต้องกลายมาเป็นเจ้าสำนักของ แต่และธาตุ นี่คือกฎที่ถูกกำหนดมาแล้วนับตั้งแต่วันที่ได้เป็นเทพบุตรและ เทพธิดา”
“ด้วยเหตุนี้ระหว่างพวกเรากันเองจึงไม่มีการเข่นฆ่ากัน ไม่มีการ แตกหักกันราวน้ำกับไฟ”
“ส่วนลัทธิจิตตวิสุทธิ์ หอทอดฟ้าที่แม้ว่าในอนาคตผู้ที่ขึ้นเป็นหนึ่งจะมี เพียงคนเดียว แต่นายของลัทธิจิตตวิสุทธิ์และหอทอดฟ้าในอนาคตก็ล้วน ถูกเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์และเจ้าหอทอดฟ้าเลือกตัวไว้ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น รองเจ้าลัทธิหรือผู้อาวุโสคนใดก็ล้วนไม่มีสิทธิ์เข้าแทรกแซง”
“เมื่อเป็นเช่นนี้พวกลูกศิษย์ผู้สืบทอดกับบุตรบุญธรรมอย่างเฮ้อเหลียน สงจึงไม่มีทางที่จะขัดแย้งกันจนถึงขั้นแตกหัก”
“พวกเขาแค่จำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์และ เจ้าหอทอดฟ้าคนเดียวก็พอ เพราะยิ่งวางแผนชั่วร้ายกลับจะยิ่งทำให้เจ้า ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และเจ้าหอทอดฟ้ารู้สึกรังเกียจจนผลที่ได้รับกลายเป็น ตรงกันข้าม”
“มีเพียงพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวของเจ้าเท่านั้นที่ไม่เหมือนใคร”
“บุตรแห่งดวงดาวทั้งเจ็ดคน ทุกคนล้วนมีโอกาสได้กลายมาเป็นเจ้า ตำหนักในอนาคต การเลือกเจ้าตำหนักในวันหน้าไม่เพียงแต่ต้องดูที่เจ้า ตำหนักคนปัจจุบัน แม้แต่รองเจ้าตำหนักและผู้อาวุโสทั้งสิบสองท่านก็ล้วน มีสิทธิ์เลือกด้วย”
“อีกทั้งพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวยังไม่ห้ามไม่ให้บุตรแห่งดวงดาว ชิงดีชิงเด่นกันเอง ซ้ำยังปล่อยให้ทำตัวตามอำเภอใจอีกด้วย”
“สำหรับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวแล้ว มีเพียงคนที่โดดเด่นขึ้นมา ท่ามกลางการแก่งแย่งชิงดีทั้งในที่ลับและที่แจ้งเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ครอง ตำแหน่งอันสูงสุด นี่คือกฎเกณฑ์ที่ถูกกำหนดมา จึงเป็นเหตุให้บุตรแห่ง ดวงดาวของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทั้งร่วมมือกันเอง ต่อสู้กันเอง ต่างคนต่างใช้วิธีการของตนช่วงชิงกันอย่างไม่มีหยุดพัก”
“ระบบที่เป็นเอกลักษณ์นี้ทำให้บุตรแห่งดวงดาวของสำนักพวกเจ้าเคย ชินกับการใช้แผนชั่วร้ายกันมานานแล้ว”
“ซือคงฉั่วก็คือคนที่ปรับตัวได้เหมาะสมกับกฎนี้ของสำนักพวกเจ้ามาก ที่สุด นานวันเข้า เขาจึงไม่เพียงแต่เล่นงานบุตรแห่งดวงดาวที่เป็นคน กันเองเท่านั้น ยังเคยชินที่จะใช้วิธีการเดียวกันกับคนจากต่างสำนักด้วย แล้วก็มีบุตรแห่งดวงดาวหลายคนที่เป็นแบบเดียวกับเขา”
“ด้วยเหตุนี้ คนของอีกสามสำนักจึงไม่ค่อยชอบที่จะร่วมมือกับบุตร แห่งดวงดาวของสำนักเจ้าเท่าใดนัก ทุกคนมักจะคอยระวังตัวเพราะกลัวว่า จะถูกพวกเจ้าเล่นงาน”
เนี่ยเทียนหัวเราะแห้งๆ “ดูท่า บุตรแห่งดวงดาวทั้งหลายในสำนักข้าคง จะไม่ค่อยได้รับการยอมรับจริงๆ”
“ก็มีข้อยกเว้นอยู่เหมือนกัน ฟางหยวนแล้วก็เจ้าล้วนได้รับคำวิจารณ์ ว่าเป็นคนที่นับว่าไม่เลวในปัจจุบันนี้” โหวชูหลันหัวเราะเบาๆ “หากไม่ เป็นเพราะหวงจินหนันและศิษย์น้องโหลวชื่นชมเจ้าอย่างถึงที่สุด ข้าเองก็ คงไม่กล้าสนิทสนมกับเจ้าเท่าไหร่นัก ตอนที่รู้ว่าคนที่มาดินแดนพลังฟ้า เป็นเจ้า แต่ไม่ใช่คนอื่น ข้าก็คลายใจได้”
พอได้ยินนางพูดแบบนี้ เนี่ยเทียนก็รู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างยิ่ง
“ต่อไปชื่อเสียงของบุตรแห่งดวงดาวแห่งพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว จะเปลี่ยนมาเป็นถูกต้อง โดยมีข้าเป็นผู้ริเริ่ม” เนี่ยเทียนกล่าวอย่างห้าว หาญ
“รอวันใดที่เจ้าได้กลายเป็นเจ้าตำหนักคนใหม่ บางทีอาจเปลี่ยนแปลง ได้ แต่ตอนนี้คงยังทำไม่ได้” โหวชูหลันยิ้มพลางส่ายหน้า “เจ้าคิดจะช่วงชิง ตำแหน่งสูงศักดิ์ที่ซือคงฉั่วปรารถนามาจากมือของเขา ย่อมไม่ง่ายขนาด นั้น ฝ่ายในของสำนักเจ้า ตอนนี้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังมากที่สุด หลายคน ให้การสนับสนุนเขา คิดว่าเขามีความเป็นไปได้ที่จะทำสำเร็จมากที่สุด”
“เขาน่ะหรือ? หึหึ น่าเสียดายที่ข้าผ่านการทดสอบได้สำเร็จจนกลาย มาเป็นบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด” เนี่ยเทียนทอดสายตามองไปยังทาง
ช้างเผือกที่อยู่ห่างไปไกล นิ่งคิดไปครู่ก็แอบติดต่อไปหาวิญญาณวัตถุของ ไข่มุกวิญญาณมืด
ผ่านไปพักใหญ่ จู่ๆ เขาก็โยนไข่มุกวิญญาณมืดออกไปข้างนอก
ไข่มุกวิญญาณมืดปลดปล่อยแสงสีเขียวรุบรู่ มันส่ายไหวโอนเอนคล้าย โคมไฟสีเขียวที่เปล่งวูบวาบไม่อยู่นิ่ง เริ่มใช้วิธีการส่วนตัวมารับสัมผัส ทิศทางความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติด้วยตัวเอง
“วัตถุชิ้นนี้ เจ้าโยนมันออกไปข้างนอกเพื่อตามหาร่องรอยของอสูรกาย งั้นหรือ?” โหวชูหลันถามอย่างแปลกใจ
“อืม” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ “วัตถุอสูรกายใช้ไม่ได้ แถมฉิวหันซานก็ ยังตายไปแล้ว ค้นหากันมานานยังไม่มีการค้นพบใดๆ คงต้องคิดหาวิธีการ อื่นแล้วล่ะ เดิมทีไข่มุกวิญญาณมืดก็มาจากเผ่าอสูรกายอยู่แล้ว มันจึงมีการ รับสัมผัสต่อปราณของอสูรกายและวัตถุอสูรกายที่เฉียบไวมากเป็นพิเศษ เมื่ออยู่ในขอบเขตที่แน่นอน มันต้องตามหาได้ดีกว่าพวกเราที่ไล่หามั่วซั่ว แน่”
ดวงตาของโหวชูหลันเป็นประกาย “ของดี เจ้านี่มีวิธีการมหัศจรรย์ที่ ทำให้คนคาดไม่ถึงมากมายจริงๆ สมบัติของอสูรกายชิ้นนี้ เจ้าได้มันมา ครองข้าไม่รู้สึกแปลกใจ ที่ข้าแปลกใจจริงๆ ก็คือเจ้ากลับสามารถชุบหลอม เอามันมาใช้เป็นของตัวเองได้”
“ก็ข้าค่อนข้างพิเศษนี่นา” เนี่ยเทียนหัวเราะอย่างมั่นใจ
“พิเศษจริงๆ นั่นแหละ” โหวชูหลันเห็นด้วย
——