ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1082 ของของข้า ก็คือของของเจ้า
ตามที่ต่งลี่บอกมา หินปีศาจดำมืดก้อนนี้เต่าทมิฬ เป็นคนพานางไปพบในผืนป่าดำมืด
ในหินปีศาจดำมืดมีความลับของพลังแห่งความ มืดที่เหมือนกับอักขระฟ้าที่เผ่ามนุษย์เรียกขาน เกรงว่าคงเกิดขึ้นเองตามธรรชาติ
หินปีศาจดำมืดเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ทำไมถึงไปอยู่ ในอาณาจักรปีศาจแห่งที่หก ต่งลี่มิอาจรู้ได้
ด้วยขอบเขตของนาง ความเข้าใจที่นางมีต่อพลัง แห่งความมืดก็มาจากความลี้ลับที่บรรลุออกมา จากในหินปีศาจดำมืดเช่นกัน
ผู้ที่บรรลุความลับของหินปีศาจดำมืดอย่างแท้จริง กลับเป็นเต่าทมิฬต่างหาก
ที่นางสามารถฝ่าทะลุสู่เขตวิญญาณได้ก็เพราะ อาศัยการพูดคุยกับเต่าทมิฬ การแบ่งปันจากเต่า ทมิฬทำให้นางเข้าใจถึงความลี้ลับของความดำมืด ที่แตกต่างจากเดิม
หินปีศาจดำมืดปลดปล่อยความดำมืดสุดขีด ออกมา และเมื่อพลังแห่งความมืดเข้มข้นผสาน รวมเข้ามาในร่างของนาง ก็ช่วยให้นางฝ่าทะลุ ปราการขอบเขต เลื่อนสู่เขตลี้ลับได้อย่างราบรื่น
อีกอย่างนางยังสามารถได้รับพลังแห่งความมืด มากกว่าเดิมมาจากหินปีศาจดำมืดด้วย
บนโลกใบนี้ วัตถุดิบที่มีพลังแห่งความมืดถือว่าหา ได้ยากยิ่ง
มีเพียงเผ่ามังกรดำ หงส์ดำ ภูตผีปีศาจบางส่วน เท่านั้นที่สายเลือดถึงจะปลุกพลังแห่งความมืด ออกมาได้ ซึ่งนางจะได้พลังแห่งความมืดเล็กๆ น้อยๆ มาจากในร่างของสัตว์ต่างเผ่าหรือชนต่าง เผ่าประเภทนี้
ต่งลี่ไม่ใช่เลือดผสมอย่างเนี่ยเทียน คิดจะใช้ อวัยวะมากลืนกินเลือดเนื้อของสัตว์ต่างเผ่าเพื่อ รวบรวมพลังแห่งความมืดจึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง
เรือนกายของนางไม่สามารถย่อยเลือดเนื้อของ สัตว์ต่างเผ่าแล้วเปรเปลี่ยนมาเป็นพลังแห่งความ มืดได้อย่างรวดเร็ว
มีเพียงเต่าทมิฬเท่านั้นที่ถึงจะทำได้
กลับเป็นพลังแห่งความมืดที่ปลดปล่อยออกมา จากหินปีศาจดำมืดเสียอีกที่นางสามารถดูดซับมา
ได้โดยตรง แล้วนำมาชุบหลอมสู่มหาสมุทร วิญญาณจุดตันเถียน กลายมาเป็นพลังงานของตัว นางเอง
“กร๊อบๆ!”
ระหว่างที่คนทั้งสองพูดคุยกัน เต่าทมิฬตัวนั้นก็ กำลังอ้าปากกลืนกินศพของคนตระกูลอาซือถ่า เท่อ แม้แต่กระดูกแข็งๆ ก็ยังถูกมันกินเข้าไปด้วย
“หินปีศาจดำมืดก้อนนี้อาจจะเปลี่ยนแปลง สภาพแวดล้อมโดยรอบ ทำให้มันกลายมาเป็น สถานที่ที่คล้ายคลึงกับผืนป่ามืดดำ”
ต่งลี่ขมวดคิ้วด้วยท่าทางกังวลใจเล็กน้อย “ข้าไม่ แน่ใจว่ามันจะทำให้ตลอดทั้งอาณาจักรป่ายจั้น เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบเชียบหรือไม่”
“อาณาจักรป่ายจั้น…” เนี่ยเทียนยิ้มบางๆ “ไม่ ต้องกังวล ต่อให้อาณาจักรป่ายจั้นเต็มไปด้วยพลัง แห่งความมืดเข้มข้น แสงสว่างถูกกลืนกินก็ไม่ เป็นไร”
“จะไม่เป็นไรได้ยังไง?” ต่งลี่หงุดหงิด “อาณาจักร ป่ายจั้นไม่ได้มีแค่ตระกูลต่งเท่านั้น ตระกูลอื่นๆ รวมไปถึงหอโอสถก็ล้วนใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ หาก อาณาจักรป่ายจั้นเต็มไปด้วยพลังงานแห่งความ มืด พวกเขาก็ไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้นาน หรืออาจ ต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นเลยก็ได้”
“ย้ายก็ย้ายสิ” เนี่ยเทียนไม่สนใจแม้แต่น้อย “ดินแดนดวงดาวในนามของพวกเรามีอาณาจักร อยู่มากมายจนนับไม่หมด จะหาอาณาจักรใหม่ ให้แก่พวกเขาก็ง่ายพอๆ กับพลิกฝ่ามือ”
“พวกเรา…” ต่งลี่ยิ้มหวานราวดอกไม้ผลิบาน
“ของของข้า ก็คือของของเจ้า!” เนี่ยเทียนตอบรับ ด้วยสีหน้าเป็นธรรมชาติ
ต่งลี่ยิ่งยิ้มเบิกบาน
“เอาล่ะ ศพของตระกูลอาซือถ่าเท่อก็มอบให้เจ้า ไปแล้ว” เนี่ยเทียนคิดอยู่ครู่ก็เอ่ยว่า “ข้าเองก็ ต้องการฝึกเวทลับอย่างหนึ่ง เวทลับชนิดนั้น จำเป็นต้องไปฝึกในพื้นที่ที่มีจิงชี่พืชหญ้าเข้มข้น อาณาจักรป่ายจั้นไม่ใช่อาณาจักรเลี่ยคง หาก ดำเนินการที่นี่มีแต่จะทำลายรากฐานของ อาณาจักรแหงนี้”
เนื่องจากมีเทือกเขาฮว้านคงอยู่ อาณาจักรเลี่ยคง จึงมีสิ่งเจือปนนอกอาณาจักรจำนวนนับไม่ถ้วน
แทรกซอนเข้าไป และเมื่อผ่านการชุบหลอมก็ กลายไปเป็นปราณวิญญาณฟ้าดิน
สถานที่แห่งนั้นจึงมีปราณวิญญาณอบอวลตลอด กาลอย่างไม่มีแห้งขอด
ป่าม่านเทามีจิงชี่พืชหญ้าเข้มข้นอย่างถึงที่สุด เหมาะสมให้เขาใช้ฝึกตนขั้นเนื้อหล่อหลอมต่อไป และเขาเองก็ไม่ต้องกังวลว่าเมื่อพืชหญ้าในป่า ม่านเทาแห้งเหี่ยวไปแล้วจะไม่งอกขึ้นมาอีก
“เจ้าไปเถอะ ข้าเองก็ต้องปิดด่านเหมือนกัน ไม่ สามารถช่วยเจ้าจัดการเรื่องของสามดินแดนนั่น ได้แล้ว” ต่งลี่อารมณ์ดีไม่น้อย “เดิมทีข้าเอาแต่ เป็นกังวลว่าจะไล่ตามเจ้าไม่ทัน มองเห็นเผยฉีฉี นั่นขอบเขตไต่ทะยานพรวดพราดจนเลื่อนสู่เขต วิญญาณช่วงท้ายทำให้ข้าห่อเหี่ยวไม่น้อย”
“แต่พอมีหินปีศาจดำมืดก้อนนี้ ทุกอย่างก็แตกต่าง ไปจากเดิมแล้ว ตอนนี้ข้ามีความมั่นใจว่าจะไล่ ตามพวกเจ้าทันแล้ว”
เนี่ยเทียนให้กำลังใจ “เจ้าไม่ด้อยไปกว่าใคร ทั้งนั้น”
จากนั้นเขาก็เรียกเรือดาราออกมาแล้วบินออกไป จากหุบเขา
พอไปถึงนอกหุบเขา เขาพูดคุยกับพวกฉินแยน ง่ายๆ สองสามคำก็บอกลาแล้วย้อนกลับไปที่ อาณาจักรเลี่ยคงอีกครั้ง
เขาไปเยือนป่าม่านเทาอีกรอบ
ใช้ค่ายกลกำเนิดไม้โบราณและศพของชนต่างเผ่า ที่ได้มาจากสามอาณาจักรปีศาจมาชุบหลอมเรือน กายขั้นเนื้อหล่อหลอมต่อไป
จิงชี่พืชหญ้าของผืนป่ารกครึ้มหลายแถบถูกดึง ออกไป ต้นไม้ใบหญ้าแห้งเหี่ยวโรยรา
เขาเปลี่ยนตำแหน่งอย่างต่อเนื่อง
สัตว์วิเศษแปรสภาพในป่าม่านเทาล้วนหวาดกลัว เขา เพียงได้กลิ่นอายของเขาก็หนีไปซ่อนตัวอยู่ ไกลๆ กลัวว่าเขาจะหาเจอ
จิงชี่เลือดเนื้อของสัตว์วิเศษแปรสภาพประเภทนี้มี จำกัด เนี่ยเทียนจึงไม่เห็นพวกมันอยู่ในสายตา
วันนี้ขณะที่เขาใช้ค่ายกลกำเนิดไม้โบราณมาฝึก เวทไม้สวรรค์เกิดใหม่อีกครั้ง ใจพลันกระตุก
บุตรวิญญาณโลหิตพลันมาถึงอย่างเงียบเชียบ
ในค่ายกลกำเนิดไม้โบราณ เนี่ยเทียนลืมตาขึ้นมอง ซากศพของภูตผีปีศาจที่กระจายอยู่รอบด้าน “เจ้า มาทำไม?”
“ไม่ ก็ไม่มีอะไร” สีหน้าของบุตรวิญญาณโลหิต กระอักกระอ่วน “เจ้าส่งคนของสำนักโลหิตออกไป จากอาณาจักรหลีเทียน ข้าซาบซึ้งใจมาก สำนัก โลหิตคือสำนักสืบทอดแห่งสุดท้ายของสำนัก วิญญาณโลหิตเรา”
“หลีจิ้งแห่งสำนักโลหิตมีบุญคุณต่อข้า การ ปกป้องสำนักโลหิตเป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว” เนี่ยเทียนสีหน้าเฉยเมย
เขาไม่เห็นบุตรวิญญาณโลหิตที่เป็นแดนเอตทัคคะ ช่วงกลางอยู่ในสายตา ส่วนเรื่องที่บุตรวิญญาณ
โลหิตต้องพบเจอ ปัญหายุ่งยากที่อีกฝ่ายอายุขัย ไม่มากพอ เขาก็ไม่แยแสเช่นกัน
“ข้าจะมาบอกลาเจ้า” บุตรวิญญาณโลหิตเอ่ย เบาๆ
“บอกลา? เจ้าจะไปจากอาณาจักรเลี่ยคงรึ เจ้าจะ ไปที่ไหน?” เนี่ยเทียนสงสัย
“ที่ข้าเลือกมาฝึกตนในอาณาจักรเลี่ยคงก็เพราะ ก่อนหน้านี้ดินแดนดาวตกถูกตัดขาดด้วยพื้นที่ ต้องห้ามแห่งนั้น ผู้ฝึกลมปราณของดินแดน ปราการดวงดาวจึงมิอาจข้ามมาได้” บุตร วิญญาณโลหิตยิ้มขื่น “ทว่าตอนนี้อาณาจักรเลี่ย คงเริ่มไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะสมอีกแล้ว นับวันก็ยิ่ง มีผู้แข็งแกร่งมารวมตัวที่นี่มากขึ้นเรื่อยๆ”
“และไม่ช้าก็เร็วข่าวที่พวกเจ้าบุกเข้าไปยัง อาณาจักรของภูตผีปีศาจทั้งสามแห่งก็ต้อง แพร่กระจายออกไป”
“เมื่อถึงเวลานั้นผู้แข็งแกร่งของสี่สำนักเก่าแก่ก็ อาจจะมาตรวจสอบสถานการณ์ที่นี่ หากมีแดน เทพเจ้ามาด้วย เขาย่อมสัมผัสได้ถึงปราณของข้า ที่อยู่ในอาณาจักรเลี่ยคง นั่นจะเป็นการนำหายนะ มาสู่ตัวข้าเอง”
เนี่ยเทียนหรี่ตา “เจ้าจะไปที่ไหน?”
“ตามหาเซวี่ยเจวี๋ยจื่อลูกศิษย์ของข้า แล้วสังหาร เขาก่อนที่อายุขัยของข้าจะสิ้นสุด เพื่อเก็บกวาด ปัญหาให้กับสำนักวิญญาณโลหิต” บุตรวิญญาณ โลหิตกระชากเสียงตอบ “ก่อนที่อายุขัยจะสิ้นสุด เกรงว่าข้าคงไม่มีหวังที่จะฝ่าสู่ขอบเขตถัดไปจนได้
อายุขัยมาเพิ่มเติมแล้ว ในเมื่อจะอย่างไรก็ต้อง ตาย หากก่อนตายลากเซวี่ยเจวี๋ยจื่อศิษย์ทรยศลง นรกไปด้วยกันก็นับว่าคุ้ม”
“เซวี่ยเจวี๋ยจื่ออย่างนั้นหรือ ข้าว่าเจ้ารนหาที่ตาย เองมากกว่า” เนี่ยเทียนหัวเราะหยัน “เขาเลือก พึ่งพาซือคงฉั่วแล้ว ตอนที่อยู่ดินแดนสวรรค์ทมิฬ ซือคงฉั่วไม่ได้พาเขาไปด้วย แต่ศึกในมหาสมุทร ดาวมอดดับกลับมีความเป็นไปได้มากที่ซือคงฉั่ว จะเรียกเขาไปด้วย ด้วยขอบเขตของเจ้า คิดจะ เข้าไปยังมหาสมุทรดาวมอดดับยังเป็นเรื่องยาก แล้วดันไปเจอลูกน้องของซือคงฉั่วเข้าอีก เจ้าคิด ว่าจะฆ่าเซวี่ยเจวี๋ยจื่อได้อย่างนั้นหรือ?”
สีหน้าของบุตรวิญญาณโลหิตหม่นหมอง “ข้าจะ รอ รอจนโอกาสที่เหมาะสมปรากฏ”
เนี่ยเทียนเงียบไป ขมวดคิ้วมองเขาอย่างจริงจัง
พักใหญ่เนี่ยเทียนถึงพูดว่า “ข้ามีวิธีการหนึ่งที่ สามารถผนึกคนเป็นทาสได้อย่างสมบูรณ์แบบ วิธีการเช่นนี้ข้าสามารถร่ายใช้กับเจ้า แต่เจ้าต้อง ร่วมมือถึงจะได้”
บุตรวิญญาณโลหิตพลันหน้าเปลี่ยนสี “เจ้าคิดจะ ทำอะไร?”
“ข้าจะมอบทางเลือกให้เจ้า เจ้าลองฟังดูก่อน” เนี่ยเทียนบอกไม่ให้เขาตื่นเต้น ก่อนจะพูดต่อว่า “เจ้าคือแดนเอตทัคคะช่วงกลาง ตอนนี้ปัญหา ใหญ่ที่กำลังเผชิญก็คืออายุขัยใกล้จะหมดสิ้น บาง ทีข้าอาจพอมีหนทางช่วยเจ้าแก้ไขปัญหา ต่อ อายุขัยให้เจ้าได้”
ร่างของบุตรวิญญาณโลหิตสะท้านเยือก “เจ้า เจ้า ยังมีผลไม้แห่งชีวิตรึ?”
“ไม่ใช่ผลไม้แห่งชีวิต แต่เป็นวิธีอื่น ข้ารับรองว่า สามารถมอบอายุขัยเพิ่มเติมให้แก่เจ้าได้” เนี่ย เทียนตะคอกเบาๆ “แต่ว่านี่คือความลับที่ยิ่งใหญ่ ที่สุดของข้า ข้าจำเป็นต้องควบคุมเจ้าได้เต็มร้อย ถึงจะยอมร่ายเวทให้เจ้า หาไม่แล้วหากข่าวเล็ด รอดออกไป จะเป็นการนำปัญหาใหญ่มาสู่ตัวข้า เอง”
บุตรวิญญาณโลหิตตื่นเต้นจนสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง
หากไม่เป็นเพราะอายุขัยกำลังจะสิ้นสุด มีหรือที่ เขาจะยังไปสังหารเซวี่ยเจวี๋ยจื่อทั้งที่รู้ดีว่าอาจ ตายมากกว่ารอด?
หากเขามีอายุขัยมากพอ รอจนเลื่อนสู่แดน เอตทัคคะช่วงท้ายเมื่อไหร่ย่อมหาวิธีสังหารเซวี่ย เจวี๋ยจื่อได้ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเลยสักนิด
พอได้ยินว่าเนี่ยเทียนสามารถช่วยต่ออายุขัยให้แก่ เขา แล้วมีหรือที่เขาจะไม่ตื่นตะลึง?
“เจ้าลองพิจารณาดูก่อน เมื่อคิดได้แล้วค่อยมาหา ข้าอีกครั้ง” เนี่ยเทียนโบกมือ “ช่วงนี้ข้าจะยังอยู่ ในป่าม่านเทา
“เจ้าแน่ใจหรือว่าจะต่ออายุให้ข้าได้จริงๆ?” บุตร วิญญาณโลหิตสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามบังคับ ให้ตัวเองสงบลง
“ข้ามั่นใจ” เนี่ยเทียนตอบรับ
“ต่อได้กี่ปี?” บุตรวิญญาณโลหิตถามอีกครั้ง
“ตามหลักแล้วสามารถยืดขยายไปได้อย่างไร้ ขีดจำกัด” เนี่ยเทียนตอบ
“ว่าไงนะ? สามารถต่ออายุได้ต่อไปเรื่อยๆ?! นี่ นี่ จะเป็นไปได้อย่างไร? เผ่าพันธุ์มากมายบนโลกใบนี้ ใครกันจะกล้าพูดว่าสามารถต่ออายุขัยให้คนอื่น อย่างไร้ขีดจำกัด?” บุตรวิญญาณโลหิตตกใจจน ตกใจไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว
“ข้าบอกว่าได้ก็คือได้” เนี่ยเทียนกล่าวอย่าง ภาคภูมิใจ
“ไม่ต้องพิจารณาแล้ว หากเรื่องที่เจ้าพูดเป็น ความจริง ข้าก็รับปากเจ้าตั้งแต่ตอนนี้เลย ข้ายินดี เป็นทาสของเจ้า เจ้าจงร่ายเวทได้ตามใจชอบ!” บุตรวิญญาณโลหิตสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง “ขอแค่เจ้ามอบอายุขัยให้กับข้าเพิ่ม!”
“ตกลง!” เนี่ยเทียนตะโกนดังลั่น
———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1083 ต่ออายุร้อยปี!
ผู้ที่มีขอบเขตสูง หากคิดควบคุมจิตวิญญาณของผู้ ที่มีขอบเขตต่าจะมีวิธีการเยอะมาก การร่ายเวทก็ ง่ายดาย
ยกตัวอย่างเช่นหากบุตรวิญญาณโลหิตต้องการกัก จิตวิญญาณที่แท้จริงของเนี่ยเทียน ในสถานการณ์ ที่เนี่ยเทียนเป็นฝ่ายให้ความร่วมมือ ก็จะท่าส่าเร็จ ได้อย่างรวดเร็ว
ทว่าหากเนี่ยเทียนคิดจะจับบุตรวิญญาณโลหิตมา เป็นทาส อันที่จริงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก
เขาคือเขตวิญญาณช่วงต้น ส่วนบุตรวิญญาณ โลหิตกลับเป็นแดนเอตทัคคะช่วงกลาง เขากังวล
มากว่าหากร่ายเวทผนึกวิญญาณกับบุตรวิญญาณ โลหิต จะถูกอีกฝ่ายท่าลายทิ้งได้
เวทลับที่เป็นค่าสาปต้องห้ามแต่ละอย่างวูบผ่าน สมองเขาไปหนึ่งรอบ แต่เขากลับยังรู้สึกไม่มั่นคง นัก
สุดท้ายเขาจึงเรียกไข่มุกวิญญาณมืดออกมาแล้ว ติดต่อกับวิญญาณวัตถุ
วิญญาณวัตถุเองก็สร้างมาจากวิญญาณของมหา ราชาเผ่าอสูรกายระดับเก้า และเผ่าอสูรกายก็คือผู้ ที่บรรลุความลับของจิตวิญญาณได้ลึกซึ้งที่สุดใน บรรดาเผ่าพันธุ์นับพันนับหมื่น
เขาบอกเล่าปัญหายุ่งยากที่ตัวเองพบเจอให้ วิญญาณวัตถุฟังอย่างละเอียด
วิญญาณวัตถุครุ่นคิดอยู่เล็กน้อยก็บอกเนี่ยเทียน ว่ามันมีวิธีช่วยเนี่ยเทียนจัดการปัญหา
แต่จ่าเป็นต้องให้บุตรวิญญาณโลหิตให้ความ ร่วมมือแบบเต็มร้อย
มีเพียงบุตรวิญญาณโลหิตยอมเปิดมหาสมุทรจิต วิญญาณ ปล่อยให้วิญญาณวัตถุเข้าไปข้างใน วิญญาณวัตถุถึงจะสามารถทิ้งตราผนึกที่พิเศษไว้ ในจิตวิญญาณของเขาได้
เมื่อตราผนึกสร้างส่าเร็จ หากบุตรวิญญาณโลหิต กล้าเกิดใจทรยศ คิดคดต่อเนี่ยเทียน วิญญาณ วัตถุก็จะสัมผัสได้ทันที และเมื่อไปกระตุ้นตราผนึก ก็จะท่าให้จิตวิญญาณของบุตรวิญญาณโลหิต แหลกสลาย
“เจ้าคลายจิตวิญญาณของตัวเองออก” เนี่ยเทียน เอ่ย
บุตรวิญญาณโลหิตให้ความร่วมมือแต่โดยดี
โดยการที่เขาถอนเอาพลังจิตวิญญาณทั้งหมดที่ ปกป้องวิญญาณของตัวเองไว้ในมหาสมุทรจิต วิญญาณออกไป
“อู้!”
วิญญาณวัตถุบินออกมาจากไข่มุกวิญญาณมืด แล้วลอดหว่างคิ้วของบุตรวิญญาณโลหิต ตรงเข้า ไปยังมหาสมุทรจิตวิญญาณของเขา
แสงสีเขียวขมุกขมัวเปล่งแสงอยู่ในไข่มุกวิญญาณ มืด วิญญาณร้ายทั้งห้าเองก็ร้องค่ารามแล้วพุ่งตัว
มาล้อมวนอยู่รอบกายบุตรวิญญาณโลหิต ป้องกัน ไม่ให้เขาต่อต้านเพราะเปลี่ยนใจกะทันหัน
“เป็นวิญญาณร้ายที่แข็งแกร่งยิ่งนัก!”
ปราณของวิญญาณร้ายทั้งห้าท่าให้บุตรวิญญาณ โลหิตที่เป็นแดนเอตทัคคะเกิดความสะท้าน สะเทือน
กลับเป็นวิญญาณวัตถุเสียอีกที่ไม่แสดงท่าทาง คุกคามใดๆ ต่อให้เข้าไปลึกในมหาสมุทรจิต วิญญาณของเขาก็ไม่ท่าให้เขารู้สึกถึงวิกฤต อันตราย
ทว่าลึกๆ ในใจของบุตรวิญญาณโลหิตกลับรู้ดีว่า วิญญาณวัตถุต่างหากถึงจะเป็นตัวที่น่ากลัวที่สุด
ที่เขาไม่รู้สึกถึงวิกฤตก็เพราะเป้าหมายที่วิญญาณ วัตถุเข้าไปหาใช่เพื่อดับท่าลายจิตวิญญาณของ เขา แต่แค่ทิ้งตราผนึกเอาไว้เท่านั้น
ไม่นานเขาก็มองเห็นว่าวิญญาณวัตถุมุดลอดเข้า ไปในจิตวิญญาณของเขา
เนื่องจากการว่ายวนของวิญญาณวัตถุ เส้นจิต วิญญาณหลายเส้นที่เล็กบางเหมือนเส้นผมก็ได้ก่อ ร่างล่องลอยอยู่ในร่างของเขา
เส้นจิตวิญญาณโคจรไปตามทิศทางที่พิเศษคล้าย ก่าลังสร้างลวดลายตราผนึกบางอย่าง วินาทีที่ ตราผนึกก่อตัวส่าเร็จ เขาก็เกิดความรู้สึกไม่สบาย ตัวอย่างรุนแรง
นั่นคือความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงที่นับแต่นี้ไปจิต วิญญาณของตนจะต้องถูกก่าอยู่ในมือของผู้อื่น
ราวกับว่าขอแค่ตราผนึกนั้นถูกกระตุ้น ไม่ว่าเขา จะต่อต้านเช่นไร พยายามสลัดให้หลุดเช่นไรก็ได้ แต่ยอมรับชะตากรรมที่จิตวิญญาณจะแหลกสลาย เท่านั้น
ความหวังที่จะกลับไปจุติเพื่อฝึกตนใหม่ก็ถูกตัด ขาดอย่างสมบูรณ์แบบด้วย
“อู้!”
วิญญาณวัตถุลอยออกมาจากกลางหว่างคิ้วเขา แล้วหายเข้าไปในไข่มุกวิญญาณมืดอีกครั้ง
“เรียบร้อยแล้ว” วิญญาณวัตถุส่งข้อความมา “ข้าไม่ได้ต่อต้าน เป็นฝ่ายให้ความร่วมมือแก่ข้า แต่โดยดีท่าให้ตราผนึกสลายวิญญาณถูกสร้างได้ ส่าเร็จ เมื่อมีตราผนึกสลายวิญญาณอยู่ ต่อให้เขา
เลื่อนสู่แดนเทพเจ้าก็ยังยากที่จะสลัดความเป็น ทาสได้หลุดพ้น”
ดวงตาเนี่ยเทียนเป็นประกายทันใด กล่าวอย่าง แปลกใจว่า “ง่ายขนาดนี้เชียวหรือ?”
“เพราะเขาให้ความร่วมมือ ถึงได้ง่าย” วิญญาณ วัตถุตอบรับ “หากเขาไม่ให้ความร่วมมือโดยการ คลายจิตวิญญาณปล่อยให้ข้าร่ายเวท ด้วยพลัง ของข้าก็ไม่มีทางจับดวงวิญญาณของแดน เอตทัคคะคนหนึ่งมาเป็นทาสได้”
ขณะที่เนี่ยเทียนสื่อสารกับวิญญาณวัตถุ บุตร วิญญาณโลหิตก็ขมวดคิ้วแล้วปล่อยดินแดนที่มี กลิ่นคาวเลือดของตัวเองออกมา
ในปราณเลือดเหนียวข้นนั้นปะปนไปด้วยพลัง เลือดลมของสัตว์วิเศษและชนต่างเผ่า เขา
เปลี่ยนแปลงวิชาคาถาและเวทลับทางจิต วิญญาณอย่างต่อเนื่อง แล้วจึงพบว่าตราผนึก สลายวิญญาณไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพลังการต่อสู้ ของเขา
บุตรวิญญาณโลหิตจึงหยุดมือทันใด ดินแดนคาว เลือดของเขาก็หายไปด้วย
เขามองเนี่ยเทียนด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วย ความหวัง รอให้เนี่ยเทียนท่าตามค่าสัญญา
“ข้าจะช่วยต่ออายุขัยให้เจ้าก่อนร้อยปี” เนี่ยเทียน เก็บไข่มุกวิญญาณมืดลงไปพลางกล่าวว่า “ภายในหนึ่งร้อยปี หากเจ้ายังคงไม่สามารถฝ่าสู่ แดนเอตทัคคะช่วงท้ายได้ก็มาหาข้าได้อีก”
“ร้อยปี! ต่ออายุขัยร้อยปี!” บุตรวิญญาณโลหิต ตื่นเต้นขึ้นมาทันใด “ฝ่าสู่แดนเอตทัคคะช่วงท้าย ร้อยปีก็น่าจะเกินพอแล้ว แต่หลังจากนั้น…”
เขาเชื่อมั่นว่าตัวเองสามารถเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ ช่วงท้ายได้ภายในหนึ่งร้อยปี และหากฝ่าทะลุขั้น เขาก็จะได้รับอายุขัยเพิ่มเติม
อายุขัยที่เพิ่มเติมขึ้นมาจะช่วยให้เขาเลื่อนสู่แดน เทพเจ้าได้อีกหรือไม่นั่น อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจ บอกได้
“เรื่องวันหน้าไว้ค่อยพูดกัน” เนี่เยทียนเบ้ปาก “รอเจ้าเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะช่วงท้ายและฝ่าสู่ แดนเทพเจ้าต่อ หากอายุขัยยังไม่พอ ถึงเวลาก็ ค่อยมาพูดกันเถอะ”
กล่าวจบ แก่นเลือดแห่งชีวิตสิบหยดก็หมุนวน ครั้นจึงบินออกมาจากหัวใจของเนี่ยเทียน
แก่นเลือดสีแดงฉานราวอัญมณีส่องประกายแสง ศักดิ์สิทธิ์ระยิบระยับ เปี่ยมล้นไปด้วยพลังแห่ง ชีวิตที่เข้มข้น
“สายเลือด! การมอบพลังชีวิต!”
เนี่ยเทียนค่ารามเบาๆ ในใจ แก่นเลือดโปร่งใสราว ผลึกทั้งสิบหยดค่อยๆ บินไปยังหัวใจของบุตร วิญญาณโลหิตทีละหยด
เขาที่เชี่ยวชาญเวทลับหลอมเลือดของส่านัก วิญญาณโลหิตจึงมีการรับสัมผัสต่อเลือดลมที่ เฉียบไวเป็นพิเศษ จิงชี่เลือดเนื้อมหาศาลที่ซ่อน อยู่ในแก่นเลือดสิบหยดของเนี่ยเทียนเปี่ยมล้นไป
ด้วยพลังการบ่ารุงชีวิตที่ลี้ลับ ท่าเอาเขาตื่นตะลึง ไม่น้อย
นาทีถัดมาแก่นเลือดแห่งชีวิตแต่ละหยดที่มาจาก เนี่ยเทียนก็ถูกกรอกเทเข้าไปหัวใจของเขา
พลังชีวิตที่สดใหม่ในหัวใจของเขาคล้ายถูกแก่น เลือดกระตุ้นให้ถือก่าเนิดขึ้นมา
บุตรวิญญาณโลหิตที่เดิมทีเห็นได้ชัดว่าร่างกายแก่ หง่อมเหมือนไม้ใกล้ฝั่งเต็มทีพลันเกิดการ เปลี่ยนแปลงอันน่าตื่นตาตื่นใจ เขารู้สึกเพียงว่า เรือนกายนี้ถูกเติมเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาอีก ครั้ง!
แก่นเลือดแห่งชีวิตแต่ละหยดที่พุ่งเข้ามาท่าให้ พลังชีวิตของเขาโลดแล่นแล้วแผ่ลามไปทั่วร่าง
จนเขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าขีดจ่ากัดทางด้าน อายุขัยของเขาถูกท่าลายทิ้งไปแล้ว!
“ไม่ ไม่นึกเลยว่าจะมีพลังลึกลับเช่นนี้อยู่จริงๆ!”
บุตรวิญญาณโลหิตสั่นเทิ้มไปทั้งกาย ในที่สุดเขาก็ เชื่อในค่าพูดของเนี่ยเทียน บนโลกใบนี้มีพลังงาน ชนิดหนึ่งที่สามารถท่าลายขีดก่าจัดอายุขัยพลิก ชะตาของเผ่ามนุษย์ได้อย่างแท้จริง!
“เจ้า รู้สึกแล้วหรือยัง?” เนี่ยเทียนตวาด
“ถูกต้อง! ข้าสัมผัสได้ว่าเรือนกายนี้ของข้าเต็ม เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาอีกครั้ง!” บุตรวิญญาณ โลหิตพยักหน้ารับถี่ๆ “อายุขัยของข้าเพิ่มขึ้น จริงๆ ข้าได้อายุขัยมาเพิ่มเติมแล้ว!”
เนี่ยเทียนพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะคลี่ยิ้ม “ที่แท้การมอบพลังชีวิตก็สามารถเอามาใช้ได้ จริงๆ ด้วย”
ก่อนหน้าที่ยังไม่ได้ทดลองร่ายเวทกับบุตร วิญญาณโลหิต เขาเองก็ยังสงสัยอยู่เหมือนกัน สงสัยว่าการมอบพลังชีวิตจะสามารถโคจรได้ ส่าเร็จหรือไม่
เนื่องด้วยพรสวรรค์ทางสายเลือดชนิดนี้น่าตกใจ เกินไป
พรสวรรค์ที่สามารถพลิกฟ้าได้เช่นนี้ หากไม่ได้ ทดลองท่าจริงๆ เขาเองก็ไม่กล้าเชื่อง่ายๆ
“เอาล่ะ ข้ามอบอายุขัยร้อยปีให้เจ้าแล้ว เจ้าจง ชุบหลอมมันให้ดีเถอะ” ทิ้งประโยคนี้ เนี่ยเทียนก็
เรียกเรือดาราออกมา บอกลากับบุตรวิญญาณ โลหิตชั่วคราว แต่ว่ายังคงอยู่ในป่าม่านเทา
เขาหยิบศพของภูตผีปีศาจออกมาจากในแหวน เก็บของ โดยเฉพาะศพของมหาราชาท่านั้นที่มีจิง ชี่เลือดเนื้อมหาศาล เพราะต้องการสร้างแก่นเลือด ที่เผาผลาญไปกลับคืนมาอีกครั้ง
ครึ่งเดือนต่อมา
แก่นเลือดที่เสียไปก่อตัวขึ้นมาใหม่ได้ส่าเร็จ ศพ ของภูตผีปีศาจที่เขาได้มาจากอาณาจักรปีศาจทั้ง สามแห่งถูกใช้หมดไปครึ่งหนึ่งเพราะเอามาฝึกเนื้อ หล่อหลอมของเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่
เนื้อหล่อหลอมขั้นที่สี่ยังคงฝึกไม่ส่าเร็จ ยังคงต้อง ใช้เวลาในการชุบหลอม
ทว่าต้นไม้ใบหญ้าในป่าม่านเทาได้แห้งเหี่ยวไป แล้วแถบใหญ่ ยากที่เขาจะฝึกเวทไม้สวรรค์เกิด ใหม่อยู่ที่นี่ได้อีก
และเวลานี้เอง หล่วนชิงหลิ่วลูกน้องที่แข็งแกร่ง ที่สุดของโหวชูหลันก็มาเยือนอาณาจักรเลี่ยคง ด้วยตัวเอง
พอหล่วนชิงหลิ่วมาถึงก็แสดงเจตจ่านงชัดเจนว่า ต้องการให้เนี่ยเทียนไปที่ส่านักห้าธาตุเพื่อช่วยโหว ชูหลันเทพธิดาส่านักไม้เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ
นี่คือเรื่องที่เขารับปากไว้นานแล้ว
เขาจึงออกเดินทางอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้มุ่งหน้าไปยัง ส่านักห้าธาตุพร้อมกับหล่วนชิงหลิ่ว
อาณาจักรไม้วิเศษ อาณาจักรหลักของส่านักไม้ แห่งส่านักห้าธาตุ
ภายใต้การน่าของหล่วนชิงหลิ่ว พอเนี่ยเทียนก้าว เดินออกมาจากค่ายกลน่าส่งก็สัมผัสได้ถึงจิงชี่พืช หญ้าที่เข้มข้นอย่างถึงที่สุดทันที
เมื่อเทียบกับป่าม่านเทาแล้ว จิงชี่พืชหญ้าของ อาณาจักรไม้วิเศษเข้มข้นกว่าเกือบสิบเท่า!
อาณาจักรไม้วิเศษคือหนึ่งในอาณาจักรหลักของ ส่านักห้าธาตุ จากนั้นก็เป็นอาณาจักรทองวิเศษ อาณาจักรไฟวิเศษ อาณาจักรน้่าวิเศษและ อาณาจักรดินวิเศษ
อาณาจักรทั้งห้าอยู่ห่างกันไม่ไกลนัก ซึ่งแต่ละ อาณาจักรจะมีส่านักทอง ส่านักไฟ ส่านักดิน ส่านักน้่าและส่านักไม้ดูแล
ตอนที่มาถึงอาณาจักรไม้วิเศษ เขาก็ได้พบกับหวง จินหนันกับโหลวหงแยนโดยไม่ทันคาดคิด
“ได้ยินว่าเจ้าจะมาช่วยศิษย์พี่โหวเลื่อนสู่แดน เอตทัคคะ พวกเราเลยตั้งใจมาดู” หวงจินหนันยิ้ม กว้าง ปรี่เข้าไปกอดเนี่ยเทียนแน่นๆ หนึ่งที “เนี่ย เทียน เจ้าก่อเรื่องใหญ่แล้วรู้บ้างไหม?”
“เรื่องใหญ่อะไร?” เนี่ยเทียนถามอย่างแปลกใจ
“ข้าได้ข่าวมาว่าดินแดนดาวตกบ้านเกิดของเจ้ามี รอยแยกห้วงมิติอยู่สามเส้นที่เชื่อมโยงไปยังสาม อาณาจักรใหญ่ของเผ่าภูตผีปีศาจ เจ้าและลูกน้อง ของเจ้าแอบเข้าไปในสามอาณาจักรนั้นแล้วกวาด เอาหญ้าวิเศษ หญ้าปีศาจของเผ่าภูตผีปีศาจมา จนเกลี้ยง แถมยังสังหารตระกูลของภูตผีปีศาจใน สามอาณาจักรใหญ่ด้วย”
“พอจบเรื่องพวกเจ้ายังท่าลายรอยแยกห้วงมิติ สามเส้นที่เชื่อมโยงไปยังเผ่าของภูตผีปีศาจด้วย เป็นอย่างนี้จริงหรือไม่?”
“เป็นอย่างนี้จริง ข้าเองก็รู้ว่าคงปิดเรื่องนี้ได้ไม่ นานเท่าไหร่” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ “แต่แล้ว ท่าไมเล่า?”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่ารอยแยกห้วงมิติสามเส้นนั้นมี ความหมายเช่นไรต่อสี่ส่านักเก่าแก่ของพวกเรา?” โหลวหงแยนถลึงตาใส่เขาอย่างดุดัน “หากผู้ที่เข้า ไปไม่ใช่พวกเจ้า แต่เป็นแดนเอตทัคคะ แดนเทพ เจ้าของสี่ส่านักเก่าแก่ เราก็จะสามารถสังหารเผ่า ภูตผีปีศาจได้อย่างสิ้นซาก ขจัดภัยร้ายที่กวนใจ พวกเรามานาน”
“ดินแดนดาวตกเป็นของข้า เรื่องที่มีประโยชน์ต่อ ข้า ข้าถึงจะท่า” เนี่ยเทียนแค่นเสียงเบาๆ “ปล่อย ให้สี่ส่านักใหญ่เข้าไปสังหารภูตผีปีศาจได้ตามใจ ชอบ ข้าก็ไม่มีเอี่ยวอะไรด้วยสักอย่าง อีกอย่างนับ แต่นี้ไป ดินแดนดาวตกต้องกลายมาเป็นพื้นที่ ส่าคัญที่ผู้แข็งแกร่งของแต่ละฝ่ายกรูกันไปเยือน แล้วก็มีความเป็นไปได้มากว่าภูตผีปีศาจและชน ต่างเผ่าอื่นๆ จะบุกเข้ามาสังหารผู้คนในดินแดน ดาวตก”
โหลวหงแยนถอนหายใจเบาๆ หนึ่งที “เจ้าเห็นแก่ ตัวเกินไปแล้ว ในสมองมีแต่ผลประโยชน์ของ ตัวเอง ไม่สนใจสถานการณ์ส่วนรวมของเผ่า มนุษย์เลย เจ้ารู้หรือไม่ว่า การเข่นฆ่าอันดุเดือด ระหว่างพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวของพวกเจ้า
กับภูตผีปีศาจในมหาสมุทรดาวมอดดับ อันที่จริง พวกเจ้าไม่ได้เป็นฝ่ายได้เปรียบเท่าใดนัก?”
เนี่ยเทียนส่ายหน้า “ไม่รู้”
“พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวของพวกเจ้าก็ก่าลัง ตรวจสอบเรื่องนี้อยู่เช่นกัน เกรงว่าคงต้องมาเอา โทษเจ้า” หวงจินหนันเอ่ยอย่างเป็นห่วง
“ข้าสังหารตระกูลของภูตผีปีศาจไปมากมาย ท่า ให้ภูตผีปีศาจในสามอาณาจักรตายกันไปเกินครึ่ง แบบนี้มีความผิดอันใด? เนี่ยเทียนสีหน้าเย็นชา” พวกเจ้าสองคนตั้งใจมาที่นี่คงไม่ใช่ว่าเพื่อเอาเรื่อง ข้าหรอกนะ”
“แน่นอนว่าไม่ใช่ แต่เป็นเพราะเป็นห่วงเจ้า ต้องการให้เจ้าระวังตัวเอาไว้” หวงจินหนันรีบ อธิบาย
โหลวหงแยนเองก็กล่าวว่า “เรื่องเกิดขึ้นแล้ว ข้า เองก็ไม่อยากพูดให้มากความ เจ้าระวังตัวสัก หน่อย อย่าให้คนอื่นจับจุดอ่อนมาเล่นงานได้”
“เทพธิดาก่าลังเร่งให้เจ้าไปหาแล้ว” หล่วนชิง หลิ่วที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยเตือนเสียงเบา
“เจ้าน่าทางเลย” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ
“ทางนั้น” หล่วนชิงหลิ่วชี้ไปยังทิศไกลที่มี เทือกเขาเขียวขจีทอดตัวยาว “เทพธิดารอเจ้าอยู่ ตรงนั้น นางฝากความหวังไว้ที่เจ้ามาก รู้สึกว่าเมื่อ เจ้ามาจะช่วยให้นางข้ามผ่านเหวกว้างไปสู่แดน เอตทัคคะได้อย่างปลอดภัย ข้าเองก็เชื่อว่าเจ้า สามารถช่วยนางได้”
สีหน้าของโหลวหงแยนและหวงจินหนันเต็มไป ด้วยความสงสัย คล้ายอยากรู้ว่าท่าไมโหวชูหลัน ถึงเจาะจงเลือกเนี่ยเทียนมาเป็นพิเศษ
———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1084 อาณาจักรไม้วิเศษ
เนี่ยเทียนก้มหน้าลงมองอาณาจักรไม้วิเศษอยู่บน เรือดารา ด้านล่างคือพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเทือกเขาแม่น้าล้าธาร ต้นไม้โบราณขึ้นรกครึ้ม หญ้าวิเศษสีเขียวมีให้เห็น อยู่ทั่วทุกหนแห่ง สวนสมุนไพรเป็นแถบๆ กระจายตัวกันออกไป ด้าน ในล้วนปลูกหญ้าวิเศษและสมุนไพรหายากที่ สามารถเอามาหลอมเป็นยาวิเศษระดับสูงได้ ในหุบเขาแห่งหนึ่งมีหอเรือนไม้ที่ถูกสร้างขึ้นอย่าง เรียบง่ายอยู่หนึ่งหลัง ในหอเรือนมีผู้ฝึกลมปราณที่ แผ่ปราณพืชหญ้าเข้มข้นและบริสุทธิ์อย่างหาที่ เปรียบไม่ได้ ตรงทะเลสาบสีเขียวเข้มแห่งหนึ่งมีพวกห่านป่าและ
หงส์บินเข้าๆ ออกๆ กลางทะเลสาบที่ใสกระจ่างมีฝูง ปลาแหวกว่ายอย่างเบิกบานและอิสระเสรี เทือกเขาเขียวขจีแต่ละแห่งล้วนมีผู้ฝึกลมปราณที่ แข็งแกร่งใช้ชีวิตอยู่ แดนว่างเปล่า แดนเอตทัคคะมี ให้เห็นอยู่ทั่ว อาณาจักรไม้วิเศษคือสถานที่ที่เต็มไปด้วยพืชพรรณ ไม้ดอกไม้ประดับแปลกตา ตลอดทั้งอาณาจักรเต็ม ไปด้วยพลังชีวิตของพืชหญ้าที่ท้าให้จิตใจของเขา ปลอดโปร่งโล่งสบาย นับเป็นแดนสุขาวดีของผู้ที่ฝึก พลังพืชหญ้าอย่างแท้จริง เนี่ยเทียนสัมผัสได้ว่าต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ในโอสถ วิญญาณของตนแผ่ความร่าเริงออกมาตลอดเส้นทาง พอเขามาคิดอีกทีก็เข้าใจว่าอาณาจักรไม้วิเศษที่อยู่ เบื้องหน้านี้เหมาะจะเป็นพื้นที่ที่ให้ต้นวิญญาณ ศักดิ์สิทธิ์หยั่งรากลงไปอย่างมาก
เขารวบรวมสมาธิรับสัมผัสก็รู้สึกเพียงว่าจิงชี่พืช หญ้าในอาณาจักรไม้วิเศษแผ่ออกมาอย่างต่อเนื่อง คล้ายไม่มีวันแห้งขอด ไม่มีวันลดน้อยลง “ผู้อาวุโสหล่วน” นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็อดเอ่ยถามไม่ได้ “อาณาจักร ไม้วิเศษยังมีสมบัติล้าค่าระดับเพาะฟ้าคล้ายต้น วิญญาณศักดิ์สิทธิ์อยู่หรือไม่? เท่าที่ข้ารู้มา มีเพียง สมบัติล้าค่าระดับเพาะฟ้าที่ฝังรากลงไปยัง อาณาจักรแห่งหนึ่งเท่านั้นถึงจะส่งผลกระทบให้ อาณาจักรแห่งหนึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงได้” ดินแดนไฟโลกันตร์เองก็ถูกไฟศักดิ์สิทธิ์กลุ่มหนึ่ง ที่มาจากนอกโลกทิ้งเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงเอาไว้ ถึง ท้าให้อาณาจักรต่างๆ ในดินแดนไฟโลกันตร์เกิดการ เปลี่ยนแปลงจนสามารถชักน้าพลังงานความร้อน จากทางช้างเผือกด้านนอก ท้าให้อาณาจักรที่มีเมล็ด พันธ์เปลวเพลิงกลายมาเป็นอาณาจักรเปลวเพลิง
เนี่ยเทียนรู้มานานแล้ววัตถุประหลาดบางอย่างที่หา ยาก หากเอาไปทิ้งไว้ในอาณาจักรแห่งหนึ่งจะชักน้า การเปลี่ยนแปลงของอาณาจักรนั้นๆ ได้ และเขาเองก็มองว่าหินปีศาจด้ามืดของอาณาจักร ปีศาจแห่งที่หกก็คือวัตถุประหลาดชิ้นหนึ่ง เหมือนกัน การด้ารงอยู่ของหินปีศาจท้าให้ อาณาจักรปีศาจแห่งที่หกอยู่ในความมืดมิดตลอดทั้ง ปี และสร้างพื้นที่ต้องห้ามอย่างผืนป่าด้ามืดขึ้นมาได้ “ช่วงแรกๆ ก็มีของอย่างที่ว่าอยู่จริง” หล่วนชิงหลิ่ว ใคร่ครวญค้าพูดที่ต้องใช้ “แม้ว่าข้าจะเชี่ยวชาญพลัง พืชหญ้า แต่อันที่จริงข้าไม่ถือว่าเป็นคนของส้านักห้า ธาตุ ด้วยเหตุนี้ความลับหลายอย่างของส้านักไม้ ข้า จริงมิอาจรู้ได้” นางเป็นเพียงแค่ลูกน้องของโหวชูหลันเท่านั้น หากดูกันตามฐานะก็เหมือนพวกจิ่งเฟยหยาง
ฉวนจื่อเซวียนที่พึ่งพาเนี่ยเทียน แค่ภักดีต่อเนี่ย เทียน ไม่นับว่าเป็นคนของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาว และก็เพราะเหตุนี้ หล่วนชิงหลิ่วจึงไม่รู้ความลับ หลายอย่างในอาณาจักรไม้วิเศษ “ก่อนหน้านี้มี แล้วตอนนี้ล่ะ?” เนี่ยเทียนถามอย่าง แปลกใจ “น่าจะไม่มีแล้ว” หล่วนชิงหลิ่วกล่าวอย่างไม่แน่ใจ “เจ้าถามนางก็ไม่สู้ถามพวกข้าจะดีกว่า” หวง จินหนันหัวเราะหึหึ “ช่วงแรกเริ่มสุด อาณาจักรไม้ วิเศษ อาณาจักรทองวิเศษ อาณาจักรไฟวิเศษก็เป็น เพียงแค่อาณาจักรธรรมดาแห่งหนึ่งเท่านั้น ไม่มี สถานที่ใดที่พิเศษ การเปลี่ยนแปลงล้วนมาจากฝีมือ ของมนุษย์” เนี่ยเทียนหันมามองเขาเพื่อบอกเป็นนัยให้เขาพูด ต่อไป
“ทว่านี่ก็เป็นความลับของส้านักห้าธาตุเรา ข้าเองก็ ไม่สะดวกจะพูดกับเจ้ามากนัก” หวงจินหนันลังเล เล็กน้อยกว่าจะพูดขึ้นมาใหม่ “ช่วงแรกเริ่ม อาณาจักรน้าวิเศษและอาณาจักรดินวิเศษก็เลี้ยง สมบัติระดับเพาะฟ้าเอาไว้ ช่วงแรกๆ อาณาจักรไม้ วิเศษ อาณาจักรทองวิเศษและอาณาจักรไฟวิเศษ ล้วนไม่มีวัตถุประหลาดชิ้นนี้ แต่เมื่อผ่านการย้ายถิ่น ฐานในภายหลัง อาณาจักรไม้วิเศษ อาณาจักรทอง วิเศษและอาณาจักรไฟถึงได้มีสมบัติระดับเพาะฟ้า มาปล่อยไว้ในสามอาณาจักร ท้าให้สามอาณาจักรนี้ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบเชียบ กลายมาเป็น พื้นที่วิเศษในการฝึกธาตุไม้ ธาตุทองคมกริบและ พลังเปลวเพลิง” “อย่างอาณาจักรไม้วิเศษในเวลานี้ไม่จ้าเป็นต้องใช้ สมบัติเพาะฟ้าชิ้นนั้นก็สามารถรวบรวมพลังพืชหญ้า
ที่กระจัดกระจายอยู่ด้านนอกเข้ามาในอาณาจักรได้ ด้วยตัวเอง” เนี่ยเทียนตะลึง “อาศัยอะไร?” “ขอแค่เจ้าส้านักไม้ยังอยู่ อาณาจักรไม้วิเศษก็ สามารถดูดซับพลังจากนอกโลกมาท้าให้อาณาจักร ไม้วิเศษมีพลังพืชหญ้าอย่างไม่ขาดสาย” หวง จินหนันเอ่ยกลั้วหัวเราะเบาๆ เนี่ยเทียนยังอยากจะถามต่อ แต่โหลวหงแยนจาก ส้านักไฟกลับพูดขึ้นมากะทันหันว่า “เนี่ยเทียน เรื่อง ที่เจ้าครอบครองเกราะมังกรเพลิง ข้าได้รายงานให้ อาจารย์ทราบแล้ว” “เขาบอกว่าไง?” เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสี ปัญหาที่ว่าเกราะมังกรเพลิงจะเป็นของใครคือเรื่อง คาใจของทุกคนตลอดมา เสื้อเกราะตัวนี้ผ่านการ กระตุ้นจากแก่นเลือดของเขา ท้าให้แกนเลือดปลุก
พลังชีวิตขึ้นมาได้ใหม่และกลายมาเป็นวัตถุที่ส้าคัญ ที่สุดในมือของเขา เขาไม่ยอมประคองสองมือส่งมันให้กับส้านักไฟ ง่ายๆ “อาจารย์ของข้าบอกว่าเกราะมังกรเพลิงสามารถ มอบให้เจ้าดูแลได้ แต่ว่าเวลาที่เขาต้องการ หวังว่า เจ้าจะมอบเกราะมังกรเพลิงให้เขาใช้” เมื่อพูดถึง เรื่องนี้ โหลวหงแยนก็มีท่าทางล้าบากใจเล็กน้อย “อันที่จริงตัวของเสื้อเกราะนี้ก็ไม่ได้ร้ายกาจอะไร เพียงแต่ว่าด้านในนั้นมีความลับของส้านักพวกเรา อยู่ ความลับนั้น อาจารย์ข้าเองก็ยังคิดไม่ตก ดังนั้น …” เนี่ยเทียนเงียบไปครู่หนึ่งก็กล่าวว่า “หากเขาจะยืม ใช้ก็ได้ แต่ความลับของเกราะมังกรเพลิง ข้าก็หวังว่า จะได้รับรู้ด้วย ข้าเองก็อยากรู้ว่าเสื้อเกราะตัวนี้ซ่อน ความลับอะไรไว้กันแน่”
“นี่…ไว้รอให้ถึงตอนที่เขาจะใช้ค่อยว่ากันเถอะ” โหลวหงแยนมีสีหน้าจนใจ วัตถุชิ้นนี้คือของที่นางท้าหายไป และเนี่ยเทียนก็ได้ มันมาโดยบังเอิญ พอเนี่ยเทียนได้มันมาก็ท้าให้เกราะมังกรเพลิงมีการ เปลี่ยนแปลงอย่างใหม่ อีกอย่างเนี่ยเทียนยังคอย ช่วยส้านักห้าธาตุของพวกเขาอยู่หลายครั้ง นางเองก็ ไม่สามารถช่วงชิงมาจากอีกฝ่ายได้ ขณะที่ทุกคนพูดคุยกัน เรือดาราก็บินทะยานข้าม ผ่านภูเขาสีเขียวลูกแล้วลูกเล่า “อยู่นั่นไง” หล่วนชิงหลิ่วชี้นิ้วไปยังภูเขาสีเขียวลูกหนึ่งที่อยู่เบื้อง หน้า ซึ่งบนยอดเขามีหอเรือนไม้ไผ่ตั้งเรียงราย โหวชูหลันยืนอยู่หน้าเรือนไม้ไผ่แห่งหนึ่ง ตอนที่ มองเห็นเนี่ยเทียน นางก็โบกมือทักทายด้วยรอยยิ้ม
เนี่ยเทียนพึมพ้าอย่างแปลกใจ “ค่ายกลน้าส่งที่มา เยือนอาณาจักรไม้วิเศษอยู่ห่างจากที่แห่งนี้ไปไกล มาก ท้าไมถึงไม่สร้างมันไว้บนยอดเขานี่เลย จะได้ไม่ ต้องเดินทางมาอีก?” “อาณาจักรไม้วิเศษไม่เหมือนกับอาณาจักรอื่นๆ ที่ แห่งนี้คือไร่สมุนไพรของส้านักห้าธาตุ หรือแม้แต่ ส้าหรับเผ่ามนุษย์ทั้งเผ่า อาณาจักรไม้วิเศษก็ถือว่า เป็นสถานที่วิเศษที่ส้าคัญมากแห่งหนึ่ง” หวง จินหนันอธิบายให้เขาฟัง “ด้วยเหตุนี้จึงมีพืชหญ้า ดอกไม้ประหลาดมากมายที่ได้แต่เอามาปลูกไว้ใน อาณาจักรไม้วิเศษเท่านั้น ทว่าคลื่นห้วงมิติที่ผิดปกติ จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของสมุนไพร เหล่านั้น” “ด้วยเหตุนี้ค่ายกลน้าส่งของอาณาจักรไม้วิเศษจึง ต้องจัดตั้งไว้ในที่ที่ห่างไกลเพื่อป้องกันไม่ให้การโคจร
ค่ายกลไปท้าลายฤทธิ์ยาของหญ้าวิเศษและสมุนไพร วิเศษ” พอได้ฟังเข้าพูดเช่นนี้ เนี่ยเทียนก็พลันกระจ่างแจ้ง พยักหน้ารับ “ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง” “อู้! อู้ๆๆ!” กลางหอเรือนไม้ไผ่มีเงาร่างห้าเงาพากันเดินออกมา อย่างเงียบเชียบ คนทั้งห้ามีทั้งชายและหญิง ค่อนข้างจะแก่ชรา แต่ ละคนล้วนปลอดปล่อยแดนเอตทัคคะช่วงท้าย ออกมา นั่นถึงท้าให้พวกเขามีปราณที่น่าตะลึงถึง เพียงนี้ “คารวะผู้อาวุโสหวัง” “คารวะผู้อาวุโสหลี่” “…” โหลวหงแยนและหวงจินหนันสองคนพลิ้วกายลง
มาแล้วคารวะไปยังคนทั้งห้า อีกทั้งยังแนะน้าให้เนี่ย เทียนรู้จัก “ทั้งห้าท่านนี้ล้วนเป็นผู้อาวุโสของส้านัก ไม้ มีบางคนที่เชี่ยวชาญศาสตร์การหลอมยา บ้างก็ เชี่ยวชาญการต่อสู้ บางคนเก่งด้านการรักษา บาดแผล และบางคนก็รับผิดชอบด้านการเพาะปลูก สมุนไพรกับพืชหญ้าวิเศษ” “พวกเขาล้วนเป็นคนรุ่นเดียวกับเจ้าส้านักไม้คน ปัจจุบัน” เนี่ยเทียนเองก็เลียนแบบโหลวหงแยนและหวง จินหนันโดยการหันไปคารวะคนทั้งห้าอย่างมี มารยาท “เนี่ยเทียน เจ้าไม่ต้องตื่นเต้น ผู้อาวุทั้งห้าท่านมาที่นี่ ก็เพื่อรับประกันว่าการฝ่าทะลุแดนเอตทัคคะของข้า จะเป็นไปอย่างราบรื่น” โหวชูหลันเอ่ยพร้อมอมยิ้ม ก่อนจะหันไปแนะน้าให้พวกเขาฟัง “ท่านผู้นี้คือบุตร แห่งดวงดาวคนที่เจ็ดของพระราชวังโบราณสะเก็ด
ดาว เนี่ยเทียน ผู้อาวุโสลู่เจี้ยเฟิงของส้านักห้าธาตุ เรารักษาเสี้ยววิญญาณเอาไว้ได้ก็เพราะเขาและเผย ฉีฉีส่งข่าวในดินแดนสวรรค์ทมิฬออกไปได้ทันเวลา” “ก่อนหน้านี้ไม่นานตอนที่ไปดินแดนพลังฟ้า หากไม่ มีเนี่ยเทียน เกรงว่าข้าเองก็คงเจอกับเรื่องไม่คาดฝัน อาจตายเพราะถูกเผ่าอสูรกายและเผ่าทมิฬวางแผน เล่นงานจากเหมือนโหมวลั่วจากพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวไปแล้ว” ประสบการณ์ของนางในดินแดนพลังฟ้า ฝ่ายในของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอาจรู้ไม่มาก ทว่าผู้ อาวุโสส้านักไม้หลายคนที่อยู่ตรงหน้ากลับรู้อย่าง ชัดเจนดี พอนึกถึงว่าลู่เจี้ยเฟิงก็มีโอกาสกลับไปจุติเพื่อฝึกตน ใหม่เพราะเนี่ยเทียน สายตาที่ผู้อาวุโสส้านักไม้ เหล่านี้มองไปยังเนี่ยเทียนจึงนับว่าอ่อนโยนอยู่มาก “ชูหลัน! เจ้าจะฝ่าสู่แดนเอตทัคคะ เรื่องใหญ่ขนาด นี้ท้าไมถึงไม่บอกข้าสักค้า?”
เสียงตะโกนดังสะเทือนแก้วหูก้องกังวานมาจากขอบ ฟ้าทิศไกล เรือนกายราวขุนเขาของเฮ้อเหลียนสงยังอยู่ห่างไป ไกลมาก ทว่าทุกคนต่างก็มองเห็นเขา “ไอ้หมอนี่…” โหวชูหลันขมวดคิ้ว มองหล่วนชิงหลิ่ว ด้วยสายตาเย็นเยียบ หล่วนชิงหลิ่วรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน “เทพธิดา เรื่องนี้ ไม่เกี่ยวกับข้านะ ครั้งนี้ข้าไม่ได้เรียกให้เขามา เขาได้ ข่าวอย่างไร ข้าไม่รู้เรื่องจริงๆ นะ!” “เนี่ยเทียน!” เฮ้อเหลียนสงมาถึงพร้อมเสียงค้าราม ไม่สนใจคนอื่น เอาแต่จ้องเนี่ยเทียนเขม็ง “ท้าไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่?” “ไม่เหมือนกับคนที่ไม่ได้รับเชิญอย่างเจ้า เทพธิดา ส้านักไม้ให้ผู้อาวุโสหล่วนไปเชิญข้ามาด้วยตัวเอง ข้า ถึงได้หาเวลาว่างรีบมาที่นี่” เนี่ยเทียนแค่นเสียงเย็น ตอบกลับ
“เอ๊ะ ไม่เลวนี่นา ฝ่าสู่เขตวิญญาณแล้ว” เฮ้อเหลียน สงเบ้ปาก “เขตวิญญาณแล้วอย่างไร? ตอนนี้ชูหลัน จะฝ่าสู่แดนเอตทัคคะ เจ้ามาแล้วจะท้าอะไรได้?” “แล้วเจ้าล่ะท้าอะไรได้?” เนี่เยทียนถามกลับ “ข้าช่วยนางหาของวิเศษหลายชิ้นที่ช่วยเพิ่มอัตรา ความส้าเร็จในการฝ่าทะลุขั้นมา” เฮ้อเหลียนสง กล่าวอย่างภาคภูมิใจ พอได้ยินประโยคนี้ของเขา ผู้อาวุโสส้านักไม้แห่ง ส้านักห้าธาตุต่างก็ตาเป็นประกาย เฮ้อเหลียนสงคือบุตรชายบุญธรรมของหอทอดฟ้า ของวิเศษที่เขาหามาย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ของวิเศษหลายชิ้นที่ช่วยให้โหวชูหลันเลื่อนสู่แดน เอตทัคคะได้ราบรื่นขึ้นล้วนมีประโยชน์มหาศาล ส้าหรับพวกเขา ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1085 ฝ่าแดนเอตทัคคะ
ห้าผู้เฒ่าของสำนักไม้มองเฮ้อเหลียนสงด้วยสายตา คาดหวัง เฮ้อเหลียนสงยิ้มร่า ก่อนที่ขวดกระเบื้องเล็กๆ โปร่ง แสงขวดหนึ่งจะบินออกมาจากฝ่ามือของเขาก่อนสิ่ง ใด ขวดกระเบื้องหนาแค่นิ้วมือ ด้านในบรรจุของเหลวสี เขียวมรกตเอาไว้ ต่อให้มีขวดกระเบื้องกันขวางแต่ ทุกคนต่างก็สัมผัสได้ว่าในของเหลวสีเขียวมรกตนั้น แฝงเร้นไว้ด้วยปราณพืชหญ้าบริสุทธิ์ “นั่นมัน นั่นมันหยดวิเศษบรมวิสุทธิ์ที่มีเฉพาะเผ่าไม้ เท่านั้นหรือ?” ดวงตาหวังฮ่าวหมิงของสำนักไม้พลันเป็นประกาย มุมปากยกยิ้มแห่งความปิติยินดี
“ถูกต้อง นี่ก็คือหยดวิเศษบรมวิสุทธิ์” เฮ้อเหลียนสง ให้การยืนยัน “หยดวิเศษบรมวิสุทธิ์สามารถช่วยให้ ดินแดนของชูหลันเปลี่ยนจากมายามาเป็นของจริง วัตถุชิ้นนี้ในตำนานบอกว่าจะเก็บรวบรวมได้จากใน ฟ้าดินที่มีความมหัศจรรย์แห่งหนึ่งของสำนักไม้ เท่านั้น” โหวชูหลันมีสีหน้าสนใจ เห็นได้ชัดว่านางรู้ดีถึงมูลค่าของหยดวิเศษบรมวิสุทธิ์ เข้าใจดีว่าหยดวิเศษชนิดนี้สามารถช่วยให้นางฝ่าสู่ แดนเอตทัคคะได้จริงๆ “แล้วก็ยังมียาเม็ดนี้” ระหว่างที่พูดเฮ้อเหลียนสงก็ หยิบยาสีดำสนิทออกมาอีกเม็ดหนึ่ง “ยาสวรรค์จื่อ ฝู! ยาเม็ดนี้คือยาระดับเพาะฟ้า มีพลังจิตวิญญาณ รวบรวมไว้ด้านใน เมื่อเจ้าฝ่าสู่แดนเอตทัคคะแล้วใช้ เสี้ยวจิตวิญญาณมาชุบหลอมดินแดน ยาสวรรค์จื่อฝู จะช่วยให้เจ้ารวบรวมพลังจิตวิญญาณได้เร็วขึ้น!”
“ยาระดับเพาะฟ้า! ต่อให้เป็นแค่ขั้นหนึ่งก็เป็นยา ระดับเพาะฟ้า ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง!” หลี่ซินเฟินผู้ที่ เชี่ยวชาญศาสตร์ของพืชหญ้าและเป็นอาจารย์ หลอมโอสถท่านหนึ่งของสำนักไม้เอ่ยชื่นชมเบาๆ “ยานี้ ขนาดข้ายังไม่สามารถหลอมมันได้ เฮ้อ เหลียนสง ยาเม็ดนี้คงไม่ใช่ว่าบิดาบุญธรรมของเจ้า มอบไว้ให้เจ้าใช้ยามฝ่าทะลุสู่แดนเอตทัคคะหรอก นะ?” พอจบคำพูดของเขา สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนมา เป็นแปลกประหลาด เฮ้อเหลียนสงมีท่าทางกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ก่อน จะยิ้มอย่างขัดเขิน “ยาสวรรค์จื่อฝูนี้บิดาบุญธรรม ของข้าเป็นคนมอบไว้ให้จริง แต่ว่าตอนนี้ข้ายังเป็น แค่แดนว่างเปล่าช่วงกลาง ยังไม่เลื่อนสู่แดนว่าง เปล่าช่วงท้ายเลยด้วยซ้ำ ถือว่ายังห่างจากการฝ่าสู่ แดนเอตทัคคะอีกก้าวใหญ่ ตอนนี้ยังไม่มีความ
จำเป็นที่จะเอามันมาใช้ การฝ่าทะลุของชูหลันคือ ตอนนี้แล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ควรให้นางเอาไปใช้ก่อน” “ตอนนี้เจ้ายังไม่ได้ใช้ แต่วันหน้าก็ยังต้องได้ใช้มัน อยู่ดี” หลี่ซินเฟินเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี “ยา สวรรค์จื่อฝูมีมูลค่าไม่ธรรมดา ต่อให้เป็นบิดาบุญ ธรรมของเจ้าเอง ในมือของเขาก็คงมีไม่มากเท่าไหร่ ยาเม็ดนี้เจ้าเก็บไว้ใช้เองจะดีกว่า” “ไม่จำเป็น รอให้ข้าฝ่าสู่แดนเอตทัคคะเมื่อไหร่ บิดา บุญธรรมย่อมต้องมอบให้ข้าอีกหนึ่งเม็ด” เฮ้อ เหลียนสงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ระหว่างที่พูดเขาก็หยิบของออกมาอีกหลายชิ้น ซึ่ง ของเหล่านั้นล้วนเป็นวัตถุดิบหายากที่ช่วยให้โหวชูห ลันเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าเมื่อเทียบ กับหยดวิเศษบรมวิสุทธิ์และยาสวรรค์จื่อฝูแล้ว มูลค่าของพวกมันกลับด้อยกว่าหนึ่งระดับ
เนี่ยเทียนที่ยืนอยู่ข้างๆ มองเฮ้อเหลียนสงหยิบเอา วัตถุดิบวิเศษแต่ละชิ้นออกมาแสดงพร้อมยิ้มตาหยี หวงจินหนันเองก็เอ่ยขึ้นเบาๆ ด้วยน้ำเสียงสนอก สนใจ “เนี่ยเทียน ทำไมข้าถึงได้รู้สึกว่าเจ้าเฮ้อ เหลียนสงผู้นั้นเห็นเจ้าเป็นศัตรูหัวใจล่ะ? ตอนที่เจ้า อยู่ดินแดนพลังฟ้าเคยจีบศิษย์พี่หญิงโหวหรือไง?” สายตาของโหลวหงแยนก็เปลี่ยนมาเป็นแปลกพิกล เช่นกัน เรื่องที่เฮ้อเหลียนสงหลงรักโหวชูหลันเป็นเรื่องที่ทุก คนในสำนักห้าธาตุรู้กันดี ในฐานะที่เป็นเทพบุตร เทพธิดาเหมือนกัน พวกนางสองคนยังมักจะหยิบยก เรื่องนี้มาล้อเลียนโหวชูหลันเป็นประจำ ก่อนหน้านี้ก็มีคนที่สมัครรักใคร่โหวชูหลันอยู่ เหมือนกัน ทว่าพอเฮ้อเหลียนสงโผล่มา คนเหล่านั้น ก็พากันถอดใจอย่างรู้อะไรควรไม่ควร
เพราะไม่ว่าจะเป็นฐานะหรือขอบเขต คนเหล่านั้น ต่างก็สู้เฮ้อเหลียนสงไม่ได้ ในฐานะที่เนี่ยเทียนคือบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ซ้ำยังเป็น ช่วงเวลาที่เขามีหน้ามีตาจึงถือว่าไม่ด้อยกว่าเฮ้อ เหลียนสงแม้แต่น้อย “พูดเหลวไหล” เนี่ยเทียนมีสีหน้าเอือมระอา “เจ้า เฮ้อเหลียนสงผู้นั้นแค่เห็นว่าใครใกล้ชิดกับศิษย์พี่ หญิงโหว และขอแค่เป็นผู้ชาย ก็ดูเหมือนเขาจะมี ท่าทีแบบนี้ใส่หมดนั่นแหละ” “ดูเหมือนว่าคำวิจารณ์ทางด้านนี้ของเจ้าก็ไม่ค่อยดี สักเท่าไหร่เหมือนกันนะ เฮ้อเหลียนสงจะคิดมากก็ ไม่แปลกหรอก” หวงจินหนันเอ่ยแขวะด้วยน้ำเสียง ประหลาด “คำวิจารณ์อะไรของข้า?” เนี่ยเทียนอึ้งงัน
“ตอนที่อยู่สนามรบสุ้ยเมี่ย เจ้าพาสาวงามสองคน เดินทางไปด้วย ทั้งอินย่าหนันและมู่ปี้ฉงต่างก็เป็น โฉมสะคราญ อีกทั้งความสัมพันธ์กับเจ้ายังไม่ ธรรมดา” หวงจินหนันหัวเราะหึหึ “ข้ารู้นะว่าเจ้ายัง มีคู่หมั้นอีกคนที่ชื่อต่งลี่ และก่อนหน้านี้ไม่นานตอน อยู่ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ สายตาตอนผู้หญิงที่ชื่อเผยฉีฉี มองเจ้าก็แปลกๆ อยู่เหมือนกัน” โหลวหงแยนตวาดเบาๆ “เจ้านี่มันไม่ใช่คนดีอะไร จริงๆ ด้วย!” ตอนอยู่สนามรบสุ้ยเมี่ย นางยังไม่รู้จักกับเนี่ยเทียน แน่นอนว่าย่อมไม่รู้ว่าข้างกายของเนี่ยเทียนมีผู้หญิง ที่ชื่ออินย่าหนันกับมู่ปี้ฉงตามติดตลอดเวลา พอได้ ยินหวงจินหนันกล่าวเช่นนี้ นางคิดตามก็รู้สึกว่าเนี่ย เทียนใช้ไม่ได้สักเท่าไหร่ “เจ้าอย่าใส่ร้ายข้าจะได้ไหม? อินย่าหนันกับมู่ปี้ฉง เป็นแค่สหายร่วมเดินทางเท่านั้น ไม่ได้มี
ความสัมพันธ์อะไรกับข้าทั้งนั้น!” เนี่ยเทียนคำราม เบาๆ ขณะที่พวกเขาพูดคุยกระซิบกระซาบกัน โหวชูหลัน และเฮ้อเหลียนสงก็ยังเถียงกันไม่เลิก เฮ้อเหลียนสง ยืนกรานว่าจะต้องมอบของวิเศษที่เขารวบรวมมาให้ โหวชูหลันใช้ฝ่าทะลุขั้นให้ได้ โหวชูหลันกลับไม่ต้องการ ผ่านไปพักใหญ่ โหวชูหลันที่เริ่มหงุดหงิดกับลูกตื๊อ ของเขาถึงได้รับเอาหยดวิเศษบรมวิสุทธิ์มาแล้วหัน ไปตะคอกใส่เขาอย่างไม่สบอารมณ์ “ยาสวรรค์จื่อฝู และสิ่งของอื่นๆ เจ้าเก็บไว้ใช้เองเถอะ ในมือข้าก็มี ยาสวรรค์จื่อฝูอยู่เหมือนกัน ไม่ต้องลำบากให้เจ้ามา เป็นห่วง ส่วนยาทำลายปราการและของอื่นๆ ข้า ล้วนมีครบหมดแล้ว!” สุดท้ายเฮ้อเหลียนสงก็ไม่ดึงดันอีก เพียงทิ้งขวดหยด
วิเศษบรมวิสุทธิ์ขวดนั้นเอาไว้ ส่วนของอื่นๆ เขาก็ ยอมเก็บกลับไปแต่โดยดี “แล้วเจ้าล่ะ?” เขาปรายตามามองเนี่ยเทียนแวบ หนึ่ง ก่อนจะตวาดด้วยน้ำเสียงท้าทาย “ข้า?” เนี่ยเทียนชี้นิ้วมาที่ตัวเองแล้วหัวเราะแห้งๆ “มามือเปล่า ไม่ได้เอาอะไรมาทั้งสิ้น อีกอย่างศิษย์พี่ หญิงโหวยังเคยบอกว่า ขอแค่ข้ามา ไม่ว่าจะช่วยได้ หรือไม่ก็มีของขวัญชิ้นใหญ่ไว้ตอบแทน เป็นเช่นนี้ จริงหรือไม่ ศิษย์พี่หญิงโหว?” โหวชูหลันพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม “แค่เจ้ามาก็ พอแล้ว” “ฝีมือเจ้าร้ายกาจไม่เบาเลยนี่นา!” หวงจินหนัน โวยวายเสียงดัง ราวกับกลัวว่าเฮ้อเหลียนสงจะไม่ได้ ยิน เฮ้อเหลียนสงหน้าเขียวทันใด “ชูหลัน เจ้า…”
“เจ้าหุบปากไปเลย!” โหวชูหลันถลึงตามองเขา “หากเจ้ายังพูดมากและรบกวนแขกของข้าอีกก็เอา หยดวิเศษบรมวิสุทธิ์ของเจ้าไสหัวกลับหอทอดฟ้าไป ซะ!” เฮ้อเหลียนสงถลึงตามองเนี่ยเทียนอย่างเจ็บแค้น แต่ กลับเชื่อฟังคำสั่งโหวชูหลัน ยอมเงียบเสียงแต่โดยดี ผู้เฒ่าอีกห้าคนของสำนักไม้ต่างก็มึนงง ไม่เข้าใจว่า ทำไมโหวชูหลันถึงต้องเชิญตัวเนี่ยเทียนมา ทั้งยังจะ มอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้เขาด้วย? “เนี่ยเทียนผู้นี้มีตบะแค่เขตวิญญาณเท่านั้น แม้แต่ แดนว่างเปล่าก็ยังไม่ถึง เขามีความสามารถอะไรถึง จะช่วยให้ชูหลันฝ่าทะลุขอบเขตได้?” “แปลก แปลกจริงๆ ทำไมถึงต้องขอให้เขามาด้วย?” “หรือว่าบนร่างของเขามีอะไรที่พิเศษ?” ผู้เฒ่าทั้งห้าซุบซิบกันเองด้วยความกังขาเต็มหัวใจ
ไม่รู้ว่าความจริงเป็นเช่นไร อันที่จริงแม้แต่ตัวโหวชูหลันเองก็ยังได้แต่อาศัย ความรู้สึกโดยสัญชาตญาณเท่านั้นว่าเนี่ยเทียนจะ ช่วยให้นางฝ่าทะลุสู่แดนเอตทัคคะได้ แต่หากจะให้ อธิบายอย่างละเอียด นางเองก็ไม่รู้ว่าจะอธิบาย อย่างไรเหมือนกัน ดังนั้นก่อนหน้านี้ตอนที่ผู้เฒ่าทั้งห้าถาม นางจึงไม่ สามารถให้คำอธิบายแก่พวกเขา แค่ตอบปัดๆ ไป อย่างคลุมเครือเท่านั้น “สถานที่ที่จะใช้ฝ่าขอบเขตก็คือที่นี่” โหวชูหลันสูด ลมหายใจเข้าลึกแล้วบอกเป็นนัยให้ทุกคนขยับออก ห่างไปอีกเล็กน้อย ส่วนนางนั่งลงไปตรงจุดเดิม ตอนที่อยู่ในดินแดนพลังฟ้า เนี่ยเทียนเคยดินแดน พืชหญ้าอันเป็นเอกลักษณ์ของนางมาก่อนแล้ว ซึ่ง เวลานี้ดินแดนนั้นก็ได้แผ่ขยายออกมาอีกครั้ง
ท่ามกลางดินแดนว่างเปล่าที่เปี่ยมล้นไปด้วยพลัง ชีวิตอุดมสมบูรณ์ มีทะเลสาบมรกตที่เต็มไปด้วย ดอกบัวชูช่อ กลางทะเลสาบมีเกาะอยู่แห่งหนึ่ง บน เกาะมีต้นไผ่เขียวขึ้นหนาแน่น แล้วทันใดนั้นก็มีควันสีเขียวค่อยๆ ลอยขึ้นมาจาก ทะเลสาบแล้วอบอวลไปทั่วดินแดนของนาง ทำให้ การมองเห็นของทุกคนพร่าเลือน มิอาจเห็น สภาพการณ์ด้านในได้อย่างชัดเจน รอบด้านมีจิงชี่พืชหญ้าที่เข้มข้นยิ่งกว่าป่าม่านเทา เป็นสิบเท่าล่องลอยมาราวกับกลุ่มเมฆ ก่อนจะ ผสานหายเข้าไปยังดินแดนว่างเปล่าของนาง จุดลึกของดินแดนว่างเปล่า เงาร่างของโหวชูหลัน เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่ ปานประหนึ่งทวยเทพแห่งภาพ มายา ผู้เฒ่าห้าคนของสำนักไม้ตั้งท่าราวเจอกับศัตรูตัว
ฉกาจ ทุกคนกระจายตัวกันอยู่ทั่วทุกมุมในแดนว่าง เปล่าของโหวชูหลัน ต่างคนต่างเรียกเอาพลังงาน ของตัวเองออกมาช่วยโหวชูหลันรวบรวมพลังพืช หญ้าบริสุทธิ์ในบริเวณใกล้เคียงให้เร็วขึ้น “เรื่องใหญ่อย่างการฝ่าสู่แดนเอตทัคคะเช่นนี้ เหตุ ให้เจ้าสำนักไม้ถึงไม่มาด้วยตัวเอง?” เนี่ยเทียน พึมพำ โหวชูหลันคือลูกศิษย์ผู้สืบทอดของเจ้าสำนักไม้ ขอ แค่นางไม่ตายไปก่อนกลางคัน วันหน้าก็ย่อมต้อง กลายมาเป็นนายคนใหม่ของสำนักไม้แน่นอน การฝ่าทะลุขอบเขตของนางมีอันตรายหลายอย่าง ติดตามมาด้วย หากไม่ระวังแม้เพียงนิด ร่างและจิต ก็อาจแหลกสลาย เจ้าสำนักไม้ไม่มาปกป้องนางด้วย ตัวเอง ถือว่าไม่ค่อยมีเหตุผลสักเท่าไหร่ “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่านางไม่ได้มาด้วยตัวเอง?” หวง
จินหนันหัวเราะเบาๆ เนี่ยเทียนตะลึง “นางอยู่ด้วยหรือ?” “เรื่องใหญ่ขนาดนี้นางจะไม่อยู่ได้อย่างไร?” “อาณาจักรไม้วิเศษคือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของสำนักไม้ อาณาจักรแห่งนี้ ด้วยตบะและขอบเขตที่สูงล้ำเกิน จะหยั่งของนางแล้ว ขอแค่นางอยากเห็น อยากได้ ยิน อยากรู้ มีหรือที่จะหลุดพ้นสายตานางไปได้?” หวงจินหนันกล่าวอย่างเป็นธรรมชาติ “เมื่อการฝ่า ทะลุขอบเขตของศิษย์พี่หญิงโหวถึงช่วงเวลาอันเป็น กุญแจสำคัญและต้องการนาง นางย่อมต้องปรากฏ ตัว” เนี่ยเทียนตะลึงไปครู่ ก่อนจะเข้าใจได้โดยพลัน นามของเจ้าสำนักไม้คือลู่อวี่ซิน แดนเทพเจ้าช่วง ท้าย ตบะและขอบเขตเช่นนี้ ขอแค่นางอยู่ใน อาณาจักรไม้วิเศษ หากนางอยากรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นใน
อาณาจักรนี้ ก็ไม่มีทางที่จะรอดพ้นจากสายตานาง ไปได้ ในดินแดนนับหมื่น ท่ามกลางสิ่งมีชีวิตมากมาย หาก พูดกันในด้านความรู้เรื่องพลังพืชหญ้าแล้ว มี เพียงต้าจุนของเผ่าไม้เท่านั้นถึงจะสามารถทัดเทียม นางได้ มีนางเฝ้าบัญชาการณ์อยู่ที่นี่ แล้วมีหรือที่การฝ่า ทะลุแดนเอตทัคคะของโหวชูหลันจะเกิด ข้อผิดพลาด? “ตึงๆๆ!” จิงชี่พืชหญ้าที่ปะปนอยู่กับปราณวิญญาณฟ้าดินซึ่ง ไหลบ่าอยู่กลางดินแดนพืชหญ้าของโหวชูหลันพลัน เกิดการระเบิดเสียงดังอึกทึก ก่อนที่ไผ่เรียวยาวลำหนึ่งซึ่งอยู่ในเกาะกลาง ทะเลสาบจะผุดพุ่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง สีของไม้ไผ่
เขียวขจีราวกับจะกลั่นเป็นหยด ประกายแสง ระยิบระยับ ศักดิ์สิทธิ์ไม่ธรรมดา เนี่ยเทียนมองไปก็รู้สึกเพียงว่าต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ที่อยู่ในร่างคล้ายจะถูกกระตุ้นตามไปด้วย “ดูท่าไผ่เขียวต้นนั้นน่าจะเป็นสมบัติระดับเพาะฟ้าที่ ฝังรากอยู่ในโอสถวิญญาณพืชหญ้าของโหวชูหลัน!” เนี่ยเทียนเข้าใจทันควัน ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1086 โอสถแตกสลาย
เนี่ยเทียนมีตบะแค่เขตวิญญาณ ห่างจากแดนว่าง เปล่าไปอีกยาวไกลนัก ก่อนหน้านี้แม้แต่การเข้าร่วมสังเกตการฝ่าทะลุแดน ว่างเปล่า เขาก็ยังไม่เคยมีประสบการณ์ ฝ่าสู่แดนว่างเปล่า ฝ่าสู่แดนเอตทัคคะมีความ อันตรายมากแค่ไหน มีความมหัศจรรย์ถึงเพียงใด เขาไม่เคยรู้เลยแม้แต่น้อย เขาจึงนั่งสังเกตการณ์เงียบๆ การฝ่าสู่แดนเอตทัคคะช่วงแรกของโหวชูหลันเป็น เพียงแค่การรวบรวมพลังพืชหญ้า เดิมทีปราณพืช หญ้าในอาณาจักรไม้วิเศษก็เข้มข้นอยู่แล้ว เมื่อผ่าน การยื่นมือเข้าช่วยเหลือจากผู้อาวุโสทั้งห้าของสำนัก ไม้ อัตราความเร็วในการรวบรวมพลังพืชหญ้าของ
นางจึงเพิ่มสูงมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว นี่จึงทำให้นางไม่จำเป็นต้องใช้หินวิเศษหรือวัตถุดิบ วิเศษส่วนเกินมาดึงเอาพลังพืชหญ้าอีก เนี่ยเทียนรวบรวมสมาธิรับสัมผัสก็พบว่าภายใต้การ ช่วยเหลือจากผู้เฒ่าห้าท่านของสำนักไม้ ดินแดน ของชูหลันที่ยังคงเป็นสภาวะมายาสามารถรวบรวม พลังพืชหญ้าได้เร็วกว่าค่ายกลกำเนิดไม้โบราณของ เขาหลายเท่าตัว “มีคนช่วย บวกกับอยู่ในสภาพแวดล้อมที่พิเศษของ อาณาจักรไม้วิเศษ นางก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเลยว่า จะมีพลังพืชหญ้าไม่พอ” เนี่ยเทียนเอ่ยเบาๆ “หากข้าไม่ตายไปหนึ่งครั้งก็น่าจะเลื่อนสู่แดน เอตทัคคะได้เหมือนศิษย์พี่หญิงโหวแล้ว” สีหน้า โหลวหงแยนเต็มไปด้วยความอิจฉา “หากไม่ตาย เวลาในการฝ่าสู่แดนเอตทัคคะของข้าอาจจะเร็วกว่า นางก็ได้” นางเคยไปจุติแล้วกลับมาฝึกตนใหม่อีกครั้ง เรื่องนี้
เนี่ยเทียนเคยได้ยินหวงจินหนันเล่าว่าชาติก่อน เทพธิดาเปลวเพลิงคือโฉมสะคราญงามเป็นเอก คือ สตรีหน้าตางดงามที่รูปโฉมไม่เป็นรองใครในสำนัก เก่าแก่ทั้งสี่ ทว่าพอกลับมาเกิดใหม่ เรือนกายใหม่ของนางกลับ ทำให้นางสูญเสียรูปโฉมสะดุดตาอย่างในอดีตไป เมื่อเทียบกับโหวชูหลันแล้ว หน้าตานางจึงดูธรรมดา กว่ามาก นางและโหวชูหลันได้เป็นเทพธิดาของสำนักไฟและ สำนักไม้แทบจะเวลาเดียวกัน เพียงแต่ว่านางเข้ามา อยู่สำนักห้าธาตุช้ากว่าโหวชูหลันสองสามปีเท่านั้น ความสามารถแฝง พรสวรรค์และความเร็วในการ เลื่อนขั้นของนาง แท้จริงแล้วล้วนเหนือกว่าโหวชูห ลัน เพียงแต่เนื่องจากกลับไปเกิดใหม่จึงเป็นการถ่วง
เวลาให้ล่าช้า นั่นถึงเป็นเหตุให้ขอบเขตของนาง ตอนนี้เป็นเพียงแค่แดนว่างเปล่าช่วงต้น หาไม่แล้วก็ มีความเป็นไปได้มากที่นางจะเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ เร็วกว่าโหวชูหลันไปขั้นหนึ่ง “ศิษย์พี่หญิง ความเร็วไม่ได้เป็นตัวแทนของอะไร หรอกนะ” หวงจินหนันถอนหายใจหนึ่งที “ศิษย์พี่ สำนักทองของข้าคนนั้นที่ตายไปก็ไม่ใช่เพราะว่าฝ่าสู่ แดนเอตทัคคะล้มเหลว โอสถระเบิดสลาย เป็นเหตุ ให้จิตวิญญาณแตกดับจนไม่มีแม้แต่ความหวังที่จะ ไปเกิดใหม่หรอกหรือ? หากเขายังอยู่ อาจารย์ก็ไม่มี ทางเลือกผู้สืบทอดคนใหม่ ไม่มีทางมาเลือกข้า” เนี่ยเทียนยิ่งตะลึงงัน ในบรรดาเทพบุตรและเทพธิดาของสำนักห้าธาตุที่ เขารู้จัก หวงจินหนันเป็นคนที่อ่อนแอที่สุดอย่าง แท้จริง ตอนนี้อีกฝ่ายมีตบะแค่เขตวิญญาณช่วง กลาง เหนือกว่าเขาเพียงระดับเดียว
ทว่าโหลวหงแยนที่กลับไปจุติมาฝึกตนใหม่ ตอนนี้ คือแดนว่างเปล่าช่วงต้น แต่โหวชูหลันนั้นกลับเป็น แดนว่างเปล่าช่วงท้ายแล้ว ก่อนหน้านี้เนี่ยเทียนก็ยังสงสัยอยู่ว่าเหตุใดขอบเขต ของเทพบุตรสำนักทองถึงได้ต่ำเพียงนี้? พอได้ยินเขาพูดอย่างนี้ เนี่ยเทียนถึงพลันกระจ่าง แจ้งว่าที่แท้ก่อนหน้าหวงจินหนันยังมีเทพบุตรธาตุ ทองอีกคนหนึ่งซึ่งตอนฝ่าสู่แดนเอตทัคคะไม่ทัน ระวัง จิตวิญญาณจึงแหลกสลาย “ฝ่าสู่แดนเอตทัคคะอันตรายถึงเพียงนี้จริงๆ หรือ?” เนี่ยเทียนสีหน้ากังขา “ขนาดเทพบุตรท่านหนึ่งของ สำนักห้าธาตุก็ยังมีจุดจบด้วยการที่จิตวิญญาณ แหลกสลายเมื่อฝ่าสู่แดนเอตทัคคะล้มเหลวอย่างนั้น หรือ?” ขณะที่พวกเขาพูดคุยกัน เฮ้อเหลียนสงที่อยู่ห่าง
ออกไปก็ปรายตามามอง พอได้ยินคำถามของเนี่ยเทียน ดวงตาของเฮ้อ เหลียนสงก็เปล่งประกายวาบคล้ายกังวลกับอนาคต ของตัวเอง “ยิ่งขยับไปด้านหลังก็ยิ่งเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับ ผู้ที่มีขอบเขตดินแดน” สีหน้าหวงจินหนันเต็มไป ด้วยความขมขื่น “เลื่อนสู่แดนว่างเปล่าอาจจะง่าย สักหน่อย แต่หากเป็นแดนเอตทัคคะจะยากมาก เลื่อนสู่แดนเทพเจ้าก็ยิ่งลำบากแสนเข็ญ” “การเลื่อนสู่แดนว่างเปล่าเป็นเพียงการปลดปล่อย มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนมาไว้ข้างนอก ให้ มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนหลอมรวมกับความ มหัศจรรย์ของจิตวิญญาณและแปรสภาพไปเป็น ดินแดนมายา ขั้นตอนนี้ เนื่องด้วยทุกอย่างเป็นเพียง มายาที่ว่างเปล่า ไม่ว่าจะเก็บหรือจะปล่อยออกมาก็ ล้วนไม่ถือว่าน่ากลัว”
“ทว่าเมื่อฝ่าสู่แดนเอตทัคคะจะเกี่ยวพันไปถึงการ แตกสลายของโอสถ” “การแตกสลายของโอสถ?” หวงจินหนันกลอกตาใส่เขาหนึ่งที “นี่เจ้าไม่รู้แม้แต่ ความแตกต่างระหว่างแดนว่างเปล่ากับแดน เอตทัคคะเลยอย่างนั้นหรือ? อาจารย์ของเจ้าเป็น ใคร หรือว่าเขาไม่เคยสอนเรื่องพวกนี้กับเจ้า?” “อาจารย์ของข้าคืออูจี้แห่งดินแดนดาวตก” เนี่ยเทียนกล่าว “อูจี้” หวงจินหนันตะลึง “เขามีขอบเขตเท่าใด?” “เอ่อ…ตอนนี้ไม่แน่ใจแล้ว ก่อนหน้านี้น่าจะ ประมาณเขตวิญญาณกระมัง?” เนี่ยเทียนเองก็ไม่ แน่ใจ สีหน้าเขาจึงดูกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเล็กน้อย หวงจินหนันและโหลวหงแยนที่ได้ยินเขาพูดแบบนี้ สีหน้าก็เหยเกสุดขีด
“คือว่า ก่อนหน้านี้ตอนที่ขอบเขตของข้ายังไม่ฝ่า ทะลุ อาจารย์ของข้าก็ไม่เคยอธิบายรายละเอียดให้ ข้ารู้ เพียงแค่บอกว่า รอจนฝ่าทะลุขั้นอย่างแท้จริง แล้วความมหัศจรรย์จึงจะปรากฏ ไม่จำเป็นต้องให้ ใครชี้นำ เจ้าก็จะมองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ ละเอียดอ่อนได้เอง” เนี่ยเทียนอธิบาย “ช่างเป็นคนที่ไม่รับผิดชอบเอาซะเลย อาจารย์ เช่นนี้หายากยิ่งนัก” หวงจินหนันส่ายหน้า หยุดไปครู่ เขาถึงพูดต่อว่า “คำว่าโอสถแตกสลาย ความหมายก็เป็นดังชื่อ โอสถวิญญาณในมหาสมุทร วิญญาณจุดตันเถียนซึ่งมีธาตุต่างๆ จะต้องแตกออก เมื่อโอสถวิญญาณแตกออกแล้วผสานรวมเข้าไปใน แดนว่างเปล่า แดนที่เป็นภาพมายาก็จะเกิดการ เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนจากความว่างเปล่ามาเป็นของ จริงที่จับต้องได้”
“ผู้ที่มีขอบเขตแดนเอตทัคคะ ดินแดนที่กลายมา เป็นของจริงไม่เพียงแต่มีความมหัศจรรย์เท่านั้น เพราะตัวดินแดนเองก็คือต้นกำเนิดของพลังงานที่ สามารถดึงเอาพลังงานมาใช้ได้ตามใจต้องการ” “การฝ่าสู่แดนเอตทัคคะมีขั้นตอนที่สำคัญที่สุดสาม ขั้นตอน สามขั้นตอนนี้ ทุกขั้นตอนล้วนเต็มไปด้วย ความอันตรายและยากลำบาก ก้าวแรกก็คือโอสถ แตกสลาย” “ก้าวที่สองก็คือค่อยๆ ผสานโอสถที่แตกสลายเข้า ไปยังดินแดนทีละน้อย ทำให้ดินแดนมายากลายมา เป็นของจริง” “ที่ยากที่สุดก็คือขั้นตอนสุดท้าย เก็บโอสถ! ขณะที่ เก็บแดนเอตทัคคะ เศษชิ้นส่วนของโอสถวิญญาณ ซึ่งผสานรวมอยู่ในดินแดนจะต้องมาประกอบเข้า ด้วยกันใหม่อีกครั้ง ก่อนจะจมเข้าในไปในเรือนกาย
พร้อมกับดินแดนที่มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียน เกิดการแปรสภาพ” “โอสถแตกสลาย ผสานโอสถ เก็บโอสถ หากทำ สำเร็จทั้งสามขั้นตอนนี้ถึงจะถือว่าฝ่าสู่แดน เอตทัคคะได้สำเร็จตามความหมายที่แท้จริง” “ที่ศิษย์พี่หญิงโหวทำในตอนนี้เป็นเพียงแค่การ รวบรวมจิงชี่พืชหญ้ามาไว้ในโอสถวิญญาณก่อนที่ โอสถจะแตกสลายเท่านั้น เมื่อโอสถวิญญาณได้รับ การกรอกเทพลังงานที่มากเกินขีดจำกัดของการ แบกรับ มันก็จะเกิดรอยปริแตก นั่นถึงจะดำเนินการ ทำให้โอสถแตกสลายซึ่งเป็นขั้นตอนแรกได้อย่าง ราบรื่น” โหลวหงแยนสะท้อนใจ “อันที่จริงความเร็วในการ เติบโตของขอบเขตเผ่ามนุษย์เราถือว่าเร็วกว่าการ เลื่อนขั้นทางสายเลือดของชนต่างเผ่าอยู่มากนัก ทว่าแม้การเลื่อนขอบเขตของพวกเราจะเร็ว แต่พวก
เราก็จำเป็นต้องแบกรับความอันตรายที่มากกว่าชน ต่างเผ่า” “การฝ่าทะลุขอบเขตทางสายเลือดระดับแปด ระดับเก้าและระดับสิบของชนต่างเผ่ามักจะไม่มี ความน่ากลัวหรืออันตรายตามมาด้วย” “การเลื่อนขั้นทางสายเลือดในแต่ละขั้นของพวกเขา ถือว่าค่อนข้างราบรื่น เพียงแต่ว่าช้ากว่าการฝ่าทะลุ ขอบเขตของพวกเราไปมากก็เท่านั้น” “สวรรค์ยุติธรรมมากพอ การฝ่าทะลุขอบเขตของ พวกเรารวดเร็ว ง่ายที่จะสร้างสุดยอดผู้แข็งแกร่ง ออกมาได้ ทว่าพวกแดนว่างเปล่า แดนเอตทัคคะ และแดนเทพเจ้าเหล่านั้นล้วนมีความเป็นไปได้มา กว่าจะถูกคัดออกยามที่ฝ่าทะลุขอบเขต” ในบรรดาเผ่ามนุษย์นับพันนับหมื่นล้านคน คนที่ สามารถเดินไปทีละก้าวจากเขตวิญญาณสู่แดนว่าง เปล่า จากแดนว่างเปล่าสู่แดนเอตทัคคะ และจาก
แดนเอตทัคคะสู่แดนเทพเจ้ากลับมีเพียงหยิบมือ เท่านั้น” “อีกทั้งคนส่วนใหญ่ยังอยู่ในสี่สำนักเก่าแก่ของพวก เราด้วย เพราะคนในสำนักของเผ่ามนุษย์แห่งอื่นที่ สามารถเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้นั้นมีน้อยจนนับนิ้ว ได้” บทสนทนาระหว่างโหลวหงแยนและหวงจินหนันทำ ให้เนี่ยเทียนเงียบงัน ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าการข้ามขอบเขตใน แต่ละขั้นจะอันตรายและน่ากลัวได้ถึงเพียงนี้ หากไม่ ระวังแม้เพียงนิดก็จะไม่มีทางหวนคืนกลับมาได้อีก แม้แต่จิตวิญญาณก็อาจจะแหลกสลายไปด้วย “การเลื่อนสายเลือดของข้า ไม่เพียงแต่รวดเร็ว ยัง ไม่มีอันตรายใดๆ หลังจากนี้ข้าควรจะให้ความสำคัญ ในการฝ่าทะลุทางสายเลือดหรือไม่?” เขาอดใคร่ครวญปัญหาข้อนี้อย่างจริงจังไม่ได้
เขาฝึกวิชาสามธาตุควบอย่างพืชหญ้า ดวงดาวและ เปลวเพลิง การฝ่าสู่แดนเอตทัคคะของโหวชูหลันยัง ต้องระมัดระวังขนาดนี้ แล้วเขาจะไม่ยิ่งยากกว่า หรือ? ในอนาคตยามที่เขาเลื่อนจากแดนว่างเปล่าสู่แดน เอตทัคคะ จะเจอปัญหามากกว่านี้หรือเปล่า? การสะสมพลังพืชหญ้าของโหวชูหลันยังคงดำเนิน ต่อไป หลังจากที่เนี่ยเทียนเงียบเสียงลง โหลว หงแยนและหวงจินหนันสองคนก็ไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ อีกด้านหนึ่ง เฮ้อเหลียนสงก็หันไปมองโหวชูหลันที่ แดนว่างเปล่าถูกปกคลุมไปด้วยไอหมอกด้วยความ ตึงเครียด ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน พลังพืชหญ้าเข้มข้นที่มา รวมตัวกันอยู่ที่โหวชูหลัน และไอหมอกที่แผ่กระจาย ไปรอบๆ ก็พลันหดเข้ามารวมกันอยู่ตรงเกาะที่พร่า
มัวแห่งนั้น “เกรงว่าการทำลายโอสถคงใกล้จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว” หวงจินหนันสูดลมหายใจเข้าลึก เห็นได้ชัดว่ากำลัง คาดหวัง “โอสถแตกสลายในก้าวแรกก็อันตรายมาก เหมือนกัน หากโอสถไม่แหลกสลายไปในทันที สิ่งที่ ทำมาทั้งหมดก่อนหน้านี้ก็จะเสียเปล่า” “หลังจากนั้นต้องค่อยๆ เอาเศษซากของโอสถที่แตก สลายผสานเข้าไปยังแดนว่างเปล่า ซึ่งจะเร็วมาก ไม่ได้ แล้วก็ช้ามากไม่ได้เหือนกัน” “หากเร็วเกินไป แดนว่างเปล่าจะไม่สามารถก่อตัว เป็นของจริงได้สำเร็จ หากช้าเกินไปก็ง่ายที่จะทำให้ เศษโอสถระเบิดแตก” ขณะที่เขาพูดอยู่กับตัวเอง แดนว่างเปล่าที่ขุ่นมัว มองเห็นได้ไม่ชัดเจนของโหวชูหลันก็พลันปรากฏ ขึ้นมาอีกครั้ง
ไผ่เขียวลำนั้นที่อยู่กลางเกาะยังคงเติบโตอย่าง ต่อเนื่องคล้ายกำลังชักนำจิงชี่พืชหญ้าจำนวนมากมา จิงชี่พืชหญ้าที่เดิมทีควรผสานรวมอยู่ในโอสถ วิญญาณของโหวชูหลันกลับถูกมันช่วงชิงไปเกินครึ่ง นี่เป็นเหตุให้โอสถแตกสลายขั้นแรกของโหวชูหลัน เกิดปัญหา —จิงชี่พืชหญ้าไม่มากพอ! “ดูเหมือนว่าไผ่เทพต้นนั้นจะทำการแปรสภาพอีก ครั้งหนึ่ง! เมื่อแปรสภาพก็เท่ากับเป็นการเติบโตอีก ครั้ง ซึ่งจำเป็นต้องใช้จิงชี่พืชหญ้ามหาศาล!” โหลว หงแยนตกใจ “ไม่จริงกระมัง? เหตุใดไผ่เทพจะต้อง เริ่มทำการเติบโตในช่วงเวลาที่ศิษย์พี่หญิงโหวฝ่าสู่ แดนเอตทัคคะ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นางต้องการจิงชี่ พืชหญ้ามากที่สุดด้วย?” “อู้! อู้ๆๆ!”
และเวลานี้เอง สี่ด้านแปดทิศของอาณาจักรไม้วิเศษ ก็มีจิงชี่พืชหญ้าสีเขียวอ่อนหลายกลุ่มซึ่งถูกชุบ หลอมให้บริสุทธิ์ยิ่งกว่าเดิมบินลอยมา จิงชี่พืชหญ้าเป็นกลุ่มๆ เหล่านั้นไหลรินราวลำธาร ซึ่งมากกว่าการรวมพลังช่วยกันชักนำของผู้เฒ่า สำนักไม้ทั้งห้าคนหลายสิบเท่า ต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ในร่างของเนี่ยเทียนพลันสัมผัส ได้ทันที เนี่ยเทียนจึงบังเกิดความรู้สึกประหลาดราว กับว่าตลอดทั้งอาณาจักรไม้วิเศษยิ่งเปลี่ยนมามี ชีวิตชีวา เปี่ยมล้นไปด้วยพลังแห่งชีวิตอย่างไร้ที่ สิ้นสุด “ฝีมือของเจ้าสำนักไม้ ลู่อวี่ซิน!” เนี่ยเทียนกระจ่างแจ้งทันควัน ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1087 กระตุ้นพลังชีวิต!
ธารน้าพืชหญ้าที่พลันบินมาคล้ายจะมาจากใน อาณาจักรไม้วิเศษเช่นกัน แต่เห็นได้ชัดว่าได้ผ่าน การชุบหลอมครั้งใหม่มาแล้ว ธารน้าสีเขียวเข้มข้นเหล่านั้นแฝงเร้นปราณพืชหญ้า ที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าเดิม ไผ่เขียวต้นนั้นที่ปรากฏอยู่ในแดนว่างเปล่าของโหว ชูหลันได้รับพลังพืชหญ้ากะทันหัน ความเร็วในการ เติบโตจึงเพิ่มขึ้นพรวดพราด โอสถวิญญาณพืชหญ้าเม็ดนั้นของโหวชูหลันที่เดิมที พลังซึ่งควรได้รับถูกไผ่เขียวแบ่งไปเกินครึ่ง ขั้นตอน การท้าให้โอสถแตกทลายจึงถูกรบวน ทว่าเมื่อลู่อวี่ซินเจ้าส้านักไม้ลงมือ ปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างไม่คาดคิดก็ถูกคลี่คลายไปได้อย่างง่ายดาย
“เปรี๊ยะๆๆ” เสียงประหลาดฟังชัดดังออกมาจากใน ร่างของโหวชูหลันเบาๆ “โอสถวิญญาณเริ่มแตกทลายแล้ว!” สีหน้าหวงจินหนันคึกคักพลางหันไปมองรอบด้าน คล้ายรู้ว่าการจับตามองด้วยจิตวิญญาณของลู่อวี่ซิน ได้มาถึงที่นี่แล้ว เนี่ยเทียนพลันรู้สึกประหลาดคล้ายถูกใครแอบมอง เขามีความรู้สึกไม่สบายตัวราวกับว่าความลับ ทั้งหมดในร่างกายถูกบางสิ่งบางอย่างที่ไร้รูปลักษณ์ มองจนทะลุปรุโปร่ง เขาจึงเข้าใจทันใดว่า ตนที่เป็นแขกซึ่งมาเยือน อาณาจักรไม้วิเศษเป็นครั้งแรก ได้ถูกลู่อวี่ซินเจ้า ส้านักไม้ส้ารวจอย่างเงียบเชียบแล้ว หลังจากหัวเราะแห้งๆ หนึ่งที เขาก็ยกมือคารวะไป ยังความว่างเปล่าแล้วเอ่ยเบาๆ ว่า “ข้าน้อยเนี่ย
เทียน ได้รับเชิญจากศิษย์พี่หญิงโหวให้มาที่ อาณาจักรไม้วิเศษเพื่อจับตามองการฝ่าทะลุสู่แดน เอตทัคคะของนาง คารวะผู้อาวุโสลู่” ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ กลับมาจากความว่างเปล่า ทว่าความรู้สึกที่เหมือนถูกคนแอบมองกลับหายวับ ไปในพริบตา เขารู้ดีว่า การกระท้าทุกอย่างของเขาหรือแม้แต่การ ท้าความเคารพต่อผู้อาวุโสของเขาล้วนอยู่ในสายตา ของลู่อวี่ซิน ไผ่เขียวเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะการร่ายเวทของ ลู่อวี่ซิน ปัญหาที่จิงชี่พืชหญ้าไม่พอจึงถูกแก้ไขอย่าง หมดสิ้น การทลายโอสถของโหวชูหลันจึงด้าเนินไปตาม กฎเกณฑ์ ไม่นานเนี่ยเทียนก็สังเกตเห็นว่าความรู้สึกเลื่อนลอย
ราวจันทราในวารี บุปผาในคันฉ่องจากดินแดนว่าง เปล่าของโหวชูหลันค่อยๆ จางหายไป มีเศษชิ้นส่วนโอสถที่เล็กละเอียดอย่างยิ่งปรากฎ ออกมาจากหน้าท้องของโหวชูหลัน เศษชิ้นส่วนโอสถพลันระเบิดโพล๊ะ โอสถที่แข็งแรง ใช้วิธีการพิเศษผสานรวมเข้าไปในแดนว่างเปล่าของ นาง ทัศนียภาพอันเป็นเพียงภาพมายาที่จ้าแลงอยู่ ในดินแดนว่างเปล่าของนางพลันเกิดการ เปลี่ยนแปลง เริ่มให้ความรู้สึกราวกับว่ามันด้ารงอยู่ จริงเหมือนอาณาจักรไม้วิเศษแห่งนี้ ทะเลสาบมีริ้วคลื่นกระเพื่อมแผ่ ไอหมอกลอย อวลอล ดอกบัวหลายดอกชูช่อบานสะพรั่ง แมกไม้สีเขียวขจี สดราวกับจะหลั่งน้า กอไผ่แต่ละกอที่อยู่บนเกาะเปี่ยมล้นไปด้วยความมี
ชีวิตชีวา ซุกซ่อนพลังชีวิตอันน่าตื่นตาตื่นใจเอาไว้ “ผสานโอสถ!” เฮ้อเหลียนสงอุทานเบาๆ หนึ่งที มุมปากยกยิ้มยินดี เขาดีใจแทนโหวชูหลันจากใจจริง แม้ว่าคนผู้นี้จะน่าร้าคาญไปบ้าง ทว่าเขากลับมี ความจริงใจต่อโหวชูหลัน ไม่เคยเสแสร้งแม้แต่น้อย เขาอยากเห็นโหวชูหลันเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะอย่าง ราบรื่นจริงๆ ขั้นตอนการผสานรวมโอสถเป็นไปอย่างเนิบช้า เช่นกัน เนี่ยเทียนเริ่มเห็นว่าแดนว่างเปล่าค่อยๆ กลายมาเป็นของจริง เวลาล่วงผ่านไปแต่ละนาที พริบตาเดียวก็ผ่านไป แล้วหลายวัน จิงชี่พืชหญ้าที่ถูกลู่อวี่ซินดึงมาให้จากในอาณาจักร ไม้วิเศษ ทั้งยังใช้วิธีการของแดนเทพเจ้ามาหลอม
รวมให้มันบริสุทธิ์ท้าให้โหวชูหลันไม่ต้องเป็นกังวล เรื่องที่พลังจะไม่พอในการฝ่าสู่แดนเอตทัคคะ สิ่งที่นางต้องการมีเพียงเวลาเท่านั้น หลายวันมานี้ ช่วงแรกเนี่ยเทียนยังจับตามองอย่าง ตั้งใจ ทว่าภายหลังเริ่มเกิดอาการเบื่อหน่ายขึ้นมา บ้างแล้ว “โอสถแตกสลาย ผสานรวมโอสถ เก็บโอสถ สาม ขั้นตอนในการฝ่าสู่แดนเอตทัคคะ ตอนนี้ศิษย์พี่หญิง โหวอยู่ในขั้นที่สองซึ่งก็คือการผสานรวมโอสถ ส่วน เก็บโอสถขั้นสุดท้ายเหมือนจะอันตรายยิ่งกว่า ตอนนี้นางน่าจะยังไม่มีปัญหาอะไร” เขาอดใคร่ครวญไม่ได้ว่า หลายปีหลังจากนี้เมื่อเขา ต้องฝ่าสู่แดนเอตทัคคะจะล้าบากเหมือนอย่างที่เห็น อยู่ในตอนนี้หรือไม่ “โอสถวิญญาณต่างธาตุสามเม็ดต้องด้าเนินการ
แยกกัน ความยากต้องมากกว่าศิษย์พี่หญิงโหว แน่นอน” พอนึกมาถึงตรงนี้เขาก็ปวดหัวขึ้นมาทันที ไม่นานเวลาก็ผ่านไปอีกหลายวัน แดนว่างเปล่าของโหวชูหลันเกิดการเปลี่ยนแปลง ทางคุณสมบัติ เป็นจากภาพมายาสู่ของจริง! ดินแดนพืชหญ้าในขอบเขตแดนเอตทัคคะไม่มีสิ่งใด แตกต่างไปจากก่อนหน้านี้ เพียงแต่ว่าระดับความ เข้มข้นของจิงชี่พืชหญ้าที่อยู่ในแดนเอตทัคคะกลับ ท้าให้พลังงานที่แฝงเร้นอยู่ด้านในขยายมากกว่าเดิม หลายเท่าตัว ความรู้สึกเช่นนี้ก็เหมือนการที่เนี่ยเทียนฝ่าทะลุสู่เขต วิญญาณ โอสถวิญญาณสามเม็ดเปลี่ยนจาก ของเหลวมาเป็นผลึกแข็ง พลังงานที่ถูกชุบหลอม เพิ่มมากขึ้นหลายเท่า
เมื่อแดนเอตทัคคะก่อตัวได้ส้าเร็จ ปราณพืชหญ้า เบาบางที่ล่องลอยอยู่นอกทางช้างเผือกก็พลันมา รวมตัวกันอยู่ในต้นไผ่ล้านั้น “ต้นไผ่เป็นฝ่ายชักน้าพลังพืชหญ้าจากในท้องฟ้า นอกอาณาจักรมาด้วยตัวเอง!” เนี่ยเทียนมีสีหน้าสนใจ การที่สามารถรวบรวม พลังงานมาจากนอกอาณาจักรได้เหมือนต้นวิญญาณ ศักดิ์สิทธิ์ของเขา ดูเหมือนว่าจะมีเพียงสมบัติวิเศษ ระดับเพาะฟ้าเท่านั้นถึงจะมีความสามารถเช่นนี้ เขาจึงหันไปมองหวงจินหนัน และเอ่ยถามอย่างอด ไม่อยู่ “ต้นไผ่ต้นนั้นมีที่มาอย่างไรกันแน่?” “ของล้าค่าระดับเพาะฟ้า” หวงจินหนันยิ้มกว้าง “ตอนที่อาจารย์ของศิษย์พี่หญิงโหวเลือกนาง นางก็ ก้าลังอยู่ข้างต้นไผ่ต้นนั้นพอดี ศิษย์พี่หญิงโหวใน เวลานั้นยังเป็นเพียงคนธรรมดา แต่กลับมีธาตุที่
สอดคล้องกับไผ่เขียวอย่างยิ่ง ตอนนั้นไผ่เขียวต้นนั้น ยังไม่ได้แสดงความมหัศจรรย์อะไรออกมาด้วย” “อาณาจักรที่ศิษย์พี่หญิงโหวถือก้าเนิดค่อนข้างอยู่ ห่างไกล ไม่เคยมีผู้ฝึกลมปราณที่แข็งแกร่งปรากฏตัว มาก่อน ในอาณาจักรนั้นเรียกไผ่เขียวว่าไผ่เทพ สถานที่ที่ไผ่เทพอยู่ เดิมทีคนธรรมดามิอาจย่างกราย เข้าไปได้ แต่ไม่รู้ว่าท้าไมศิษย์พี่หญิงโหวถึงได้ค้นพบ ไผ่เทพต้นนั้น ทั้งยังไม่ถูกไผ่เทพขับไล่ด้วย” “ดูเหมือนว่าตอนเด็กชะตาชีวิตของนางจะไม่ดีนัก ถูกคนกลั่นแกล้งรังแกมาโดยตลอด เลยมักจะไป ระบายทุกข์ให้กับไผ่เทพฟังเป็นประจ้า” “นางไม่รู้ถึงความมหัศจรรย์ของไผ่เทพ นึกว่าไผ่เทพ ไม่เข้าใจค้าพูดของนาง แต่เพียงเพราะนางเหงาเลย หาของสิ่งหนึ่งมาระบายเรื่องราวที่ไม่เบิกบานและ ความยากล้าบากต่างๆ ให้ฟังก็เท่านั้น”
“นานวันเข้าปราณของนางก็ได้รับอิทธิพลจากไผ่ เทพจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงอันมหัศจรรย์โดยที่นาง ไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย” “อาจารย์ของนางผ่านไปที่อาณาจักรนั้นโดยบังเอิญ พอสัมผัสได้ถึงการด้ารงอยู่ของไผ่เทพจึงไปเยือน แล้วก็ได้พบนางโดยไม่คาดคิด จึงน้าตัวนางกลับมาที่ อาณาจักรไม้วิเศษและให้การอบรมสั่งสอนอย่าง ตั้งใจ ตอนที่นางฝ่าทะลุสู่แดนว่างเปล่าถึงได้หวน กลับไปยังบ้านเกิดอีกครั้ง แล้วก็เอาไผ่เทพผสาน รวมเข้ามาในร่างโดยไม่ได้รับการต่อต้านใดๆ จากนั้นขอบเขตของนางก็เริ่มมีการพัฒนาไปอย่าง ก้าวกระโดด” “ไผ่เทพต้นนี้สามารถมองเป็นวัตถุแห่งชะตาชีวิต ของนางได้เลย รอจนมันเติบโตได้ถึงระดับที่สูงมาก พอ และรอจนนางฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าเมื่อไหร่ ไผ่ เทพต้นนั้นก็อาจกลายมาเป็นวัตถุเทพไม่ดับสลาย
เพราะนางก็เป็นได้ อีกอย่างยังเป็นของที่เกิดขึ้นตาม ธรรมชาติจึงไม่จ้าเป็นต้องชุบหลอมขัดเกลาเพิ่มเติม ทว่าวัตถุชิ้นนี้ก็มีเพียงนางเท่านั้นที่ถึงจะน้ามาใช้ได้ และถึงจะสามารถส้าแดงศักยภาพที่แข็งแกร่งที่สุด ของมันออกมาได้” “ไผ่เทพ…” เนี่ยเทียนหรี่ตาลง “หากเปรียบเทียบ กับต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์แล้วเป็นอย่างไร?” “ต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ข้าเคยได้ยินมาก่อน แต่ไผ่ เทพที่แม้จะเป็นสมบัติล้าค่าระดับเพาะฟ้า เหมือนกัน ทว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย” หวงจินหนันส่ายหน้า “ก็หมายความว่าไผ่เทพไม่ใช่สมบัติล้าค่าระดับเพาะ ฟ้าธาตุไม้ที่สี่ส้านักเก่าแก่รู้จัก?” เนี่ยเทียนถามอย่าง แปลกใจ “อืม” หวงจินหนันตอบรับ
“จะเริ่มเก็บโอสถแล้ว” โหลวหงแยนเอ่ยขึ้นเบาๆ เนี่ยเทียนรีบขจัดความคิดวุ่นวายแล้วหันไปจับตาม องแดนเอตทัคคะของโหวชูหลันที่ยังนั่งคงอยู่บน เกาะอย่างตั้งใจอีกครั้ง จุดลึกของทะเลเมฆบนอากาศสูงคล้ายมีเงาร่างของ คนผู้หนึ่งทะยานมาถึง เงาร่างของคนผู้นั้นผลุบๆ โผล่ๆ ล่องลอยไปตาม ทะเลเมฆ มองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก ทว่าต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ในร่างของเนี่ยเทียนกลับ สัมผัสได้อย่างเฉียบไว เขาจึงหันขวับไปมองยังทะเล เมฆเบื้องบนแล้วอุทานเบาๆ “เจ้าส้านักไม้!” การเก็บโอสถของโหวชูหลันเป็นขั้นตอนที่ส้าคัญมาก และก็ถือว่าเป็นขั้นที่อันตรายที่สุดของสามขั้นตอน ในที่สุดขั้นตอนนี้ก็ท้าให้ลู่อวี่ซินถึงกับต้องมาเยือน ด้วยตัวเอง
กลางแดนเอตทัคคะ ยามที่โหวชูหลันเก็บโอสถ ดวงตาของนางพลันปรากฏความหวาดกลัว จู่ๆ นางก็นึกขึ้นได้ว่าขั้นตอนการเก็บโอสถต้องเอา ไผ่เทพต้นนั้นเก็บเข้าไปในมหาสมุทรวิญญาณจุด ตันเถียน ให้มันจมลงสู่โอสถวิญญาณพืชหญ้าของ นางด้วยกันอีกครั้งเสียก่อน ทว่าเมื่อไผ่เทพเติบโตอย่างบ้าคลั่ง นางกลับพบว่า ขั้นตอนนี้คล้ายจะอยู่เหนือขีดจ้ากัดความสามารถ ของนาง ขณะที่นางทดลองเก็บโอสถ พลังงานที่ผสานรวมอยู่ ในเศษชิ้นส่วนโอสถกลางแดนเอตทัคคะท้าท่าคล้าย จะพุ่งออกมา ทว่าไผ่เทพต้นนั้นกลับไม่มีปฏิกิริยา ตอบสนองใดๆ นี่ท้าให้นางเริ่มร้อนใจ นางรีบใช้กระแสจิตวิญญาณติดต่อไปหาไผ่เทพทันที ความคิดที่ไผ่เทพส่งกลับมาท้าให้นางตะลึงอย่าง
หนัก มันบอกว่าหลังจากที่มันเติบโตขึ้นมาอีกครั้งก็ คล้ายจะปรับตัวไม่ได้ ขณะเดียวกันก็งุนงงว่าควรจะ ท้าเช่นไรถึงจะร่วมมือกับนางจนผสานรวมเข้าไปใน มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของนางได้อีกครั้ง “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?” เสียงล่องลอยของลู่อวี่ซินดัง ขึ้นที่ข้างหูของโหวชูหลัน “อาจารย์ การเก็บไผ่เทพมีปัญหาเล็กน้อย” โหวชูหลันรีบอธิบายปัญหาให้อีกฝ่ายฟังอย่างชัดเจน “มันเติบโตอย่างบ้าคลั่งจนเกิดการแปรสภาพครั้ง ใหม่ นี่ท้าให้มันยังไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ดีพอ บางทีอาจต้องใช้เวลาช่วงหนึ่งให้มันปรับตัวจนหาวิธี ได้เสียก่อน ทว่าตอนนี้ข้ารีบเก็บโอสถกลับคืน หาก โอสถไม่ผสานรวมกันอีกครั้ง การฝ่าทะลุสู่แดน เอตทัคคะของข้าก็ไม่นับว่าส้าเร็จ ไม่สามารถเก็บ และปล่อยมันออกมาได้ตามใจชอบ”
“ข้าเองก็ไม่รู้ที่มาของไผ่เทพต้นนั้นเหมือนกัน เกรง ว่าคงยากที่จะช่วยเจ้าได้” ลู่อวี่ซินก็เริ่มปวดหัวบ้าง แล้ว โหวชูหลันก้าลังจะตอบกลับ ทว่าจู่ๆ ไผ่เทพต้นนั้น กลับส่งข้อความเสียงอย่างใหม่มาให้ ไผ่เทพบอกให้นางเรียกเนี่ยเทียนเข้ามาในแดน เอตทัคคะ! “เนี่ยเทียน!” โหวชูหลันที่อยู่ในแดนเอตทัคคะซึ่งก่อ ตัวขั้นต้นส้าเร็จไปแล้วพลันตะโกนเสียงดัง “เจ้ามานี่ หน่อย!” “ข้า?” เนี่ยเทียนตะลึง “สร้างแดนเอตทัคคะ การเก็บโอสถคือช่วงเวลาที่ ส้าคัญที่สุด แต่เรียกให้เจ้าเข้าไป?” หวงจินหนัน หน้าเปลี่ยนสีอย่างหนัก “นี่ นี่จะเพิ่มความอันตราย อีกมากเพียงไหน! ต่อให้ฝึกวิชาธาตุเดียวกัน ฝึก
คาถาลับแบบเดียวกัน แต่ช่วงเวลาส้าคัญอย่างการ เก็บโอสถ หากเรียกคนอื่นเข้าไปในดินแดน ปราณ ของคนผู้นั้นก็อาจท้าให้แดนเอตทัคคะเกิดการ เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้นะ!” โหลวหงแยนก็มีสีหน้าเคร่งเครียด รู้สึกแปลกใจ อย่างมาก เฮ้อเหลียนสงยิ่งถลึงตากว้าง ไม่เข้าใจสถานการณ์ อย่างสิ้นเชิง “เร็วเข้า!” โหวชูหลันตะโกนเสียงดังอีกครั้ง เนี่ยเทียนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทะยานตัวขึ้นฟ้า ท่ามกลางสายตาจับจ้องด้วยความไม่เข้าใจของผู้ เฒ่าห้าคนจากส้านักไม้และเด็กรุ่นเล็กอีกสามคน ครั้นจึงลอยมาอยู่เหนือศีรษะของโหวชูหลัน จากนั้น ก็ค่อยๆ ลดตัวลงไปยังแดนเอตทัคคะของนางทีละ นิด
ตัวเขาเองยังไม่ทันเข้าไปในแดนเอตทัคคะได้อย่าง เต็มตัว โหวชูหลันกลับตะโกนขึ้นมาเสียก่อน “หยุด!” เนี่ยเทียนจึงหยุดการลดตัวลงเบื้องล่างทันควัน เวลานี้เขาก็สังเกตเห็นว่าไผ่เทพที่เติบโตจนสูงขึ้นมา อีกคืบใหญ่อยู่ต่้าจากเขาไปแค่สิบกว่าเมตรเท่านั้น ไผ่เทพส่องประกายแสงแวววาวระยิบระยับพลาง ปล่อยแรงดึงดูดออกมาขุมหนึ่ง จิงชี่เลือดเนื้อที่แฝงเร้นพลังชีวิตในร่างของเขาถูกไผ่ เทพดึงดูดให้ลอยไปเบื้องล่าง จิงชี่เลือดเนื้อสีแดงฉานไหลหายเข้าไปในไผ่เทพ แสงจากไผ่เทพยิ่งเจิดจ้า ยิ่งดูศักดิ์สิทธิ์ไม่ธรรมดา เดิมทีเนี่ยเทียนสามารถหยุดยั้งไม่ให้จิงชี่เลือดเนื้อ ของตัวเองไหลหายเข้าไปหาไผ่เทพ และเขาก็สามารถขยับตัวออกห่างจากไผ่เทพเพื่อ
ไม่ให้มันมาขโมยปราณเลือดที่แฝงความมหัศจรรย์ แห่งชีวิตของเขาไป แต่เขากลับไม่ได้ท้าเช่นนั้น เขายังเป็นฝ่ายดึงเอาจิงชี่เลือดเนื้อมากกว่าเดิมไป ช่วยหล่อเลี้ยงไผ่เทพด้วย “จิงชี่เลือดเนื้อของข้าแฝงเร้นความมหัศจรรย์แห่ง โชควาสนาของชีวิต ไฟศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้นก็ได้แก่น เลือดจากข้าไป ส่วนงูเหลือมเลือดน้าแข็งของอิน ย่าหนันก็ปรารถนาในจิงชี่เลือดเนื้อของข้า…” เนี่ย เทียนอดคิดลึกไม่ได้ “บุปผาเก้าดารา ต้นวิญญาณ ศักดิ์สิทธิ์ และเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงสามารถเติบโต อยู่ในร่างกายข้าได้เป็นอย่างดี แกนเลือดของเกราะ มังกรเพลิงก็ถูกกระตุ้นให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โครง กระดูกปีศาจเลือด ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวล ดาราก็เปลี่ยนแปลงไปเพราะสายเลือดแห่งชีวิต เหมือนกัน”
“หรือว่าสายเลือดแห่งชีวิตที่แฝงความมหัศจรรย์ แห่งโชควาสนาของข้าจะมีประโยชน์ในการกระตุ้น วัตถุประหลาดเหล่านี้?” พอคิดมาถึงตรงนี้ เขาก็พลันตื่นเต้น “จิงชี่เลือดเนื้อของสิ่งมีชีวิต จิงชี่พืชหญ้าล้วนเป็น ความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของชีวิต ไผ่เทพดึงเอาจิงชี่ เลือดเนื้อที่แฝงสัจธรรมแห่งชีวิตของข้าไป จะช่วย ให้มันท้าให้ศิษย์พี่หญิงโหวเก็บโอสถได้ส้าเร็จจริงๆ หรือ?” จิงชี่เลือดเนื้อที่ไหลหายออกไปจากในร่างของเขา กรอกเทไปหาไผ่เทพอย่างต่อเนื่อง ทุกคนล้วนมองเห็นว่าไผ่เทพต้นนั้นยิ่งส่องประกาย สีสันสดใส แม้ไม่ได้เติบโตต่อ ทว่าคุณสมบัติของไผ่ เทพก็เหมือนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบ เชียบ
ไผ่เทพยิ่งส่องประกายแสงแวววาว ยิ่งเขียวขจี ปลดปล่อยแสงศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างความตื่นตะลึงแก่จิต วิญญาณของผู้คน “พอแล้ว! เพียงพอแล้ว!” โหวชูหลันร้องอุทานด้วย ความยินดี ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1088 เก็บโอสถสำเร็จ
การเปลี่ยนแปลงของไผ่เทพ โหวชูหลันสัมผัสได้ ลึกซึ้งยิ่งกว่าผู้ใด
นางแอบสัมผัสได้ว่าสติปัญญาของไผ่เทพเพิ่มมาก ขึ้นอีกระดับใหญ่หลังจากดูดซับปราณเลือดแห่ง ชีวิตของเนี่ยเทียนไป!
ตอนที่ไผ่เทพต้นนี้ถูกนางผสานรวมเข้ามาไว้ใน ร่างก็พอจะมีสติปัญญาที่พร่าเลือน สามารถ สื่อสารกับนางได้บ้างแล้ว
เพียงแต่ว่าการสื่อสารกันก่อนหน้านี้ไม่ชัดเจน เท่าใดนัก
ตามการวิเคราะห์ของนาง แม้ไผ่เทพจะเป็นสมบัติ ล้าค่าระดับเพาะฟ้า มีสติปัญญาเป็นของตัวเอง ทว่าการเติบโตของสมบัติล้าค่าระดับเพาะฟ้านั้น เชื่องช้าเกินไป
เดิมทีไผ่เทพก็เป็นเหมือนเด็กน้อยที่ไม่รู้ประสาคน หนึ่ง ต่อให้มีความมหัศจรรย์มากมาย แต่ สติปัญญาก็ยังไม่ถึงระดับของผู้ใหญ่
ไม่นึกว่าปราณเลือดแห่งชีวิตที่เนี่ยเทียนกรอกเท ให้กับไผ่เทพจะไปกระตุ้นสติปัญญาของมัน!
การเพิ่มพูนของสติปัญญาท้าให้ไผ่เทพเปลี่ยนมา เป็นฉลาดเฉลียว ท้าให้ไผ่เทพสามารถรู้จักตัวเอง ได้อย่างชัดเจน ท้าให้ไผ่เทพมีความเข้าใจอย่าง ลึกซึ้งต่อความมหัศจรรย์อย่างใหม่หลังจากที่ เติบโตอย่างบ้าคลั่งก่อนหน้านี้
นี่ก็เป็นเหตุให้ไผ่เทพสามารถหาวิธีการที่จะ ร่วมมือกับนางโดยการผสานรวมโอสถวิญญาณ พืชหญ้าของนางได้ในเวลาสั้นๆ
เสียงที่บอกให้หยุดของโหวชูหลันท้าเอาเนี่ยเทียน ตะลึง
นาทีถัดมา เขาก็เป็นฝ่ายออกห่างจากไผ่เทพ แล้ว ก็ออกห่างมาจากแดนเอตทัคคะของโหวชูหลัน
“ฟิ้ว!”
เขาบินมาหยุดอยู่ข้างกายหวงจินหนัน โหลวหงแย นอีกครั้ง เมื่อเพ่งสมาธิมองไปก็พบว่าแดน เอตทัคคะของโหวชูหลันเกิดการบิดเบือน เปลี่ยนแปลง พลังของโอสถที่สร้างดินแดนนาง กลายมาเป็นล้าแสงสีเขียวอ่อนที่มารวมตัวกันอยู่ ตรงหน้าท้องของนางอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ ก่อตัว
ขึ้นเป็นรูปร่างของโอสถที่จมหายเข้าไปยัง มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของนาง
ไผ่เทพที่สูงที่สุดซึ่งเปล่งประกายเจิดจ้าต้นนั้นก็ ค่อยๆ หดกลับลงมาทีละนิด
ไผ่เทพที่สามารถปล่อยและหดกลับมาได้ดังใจไป กระตุ้นการเปลี่ยนแปลงของต้นไผ่รอบด้าน ไผ่ เขียวแต่ละต้นพลันเปลี่ยนมาเป็นพร่าเลือนคล้าย ภาพมายาอีกครั้ง
“เก็บโอสถได้ราบรื่นแล้ว”
โหลวหงแยนสูดลมหายใจเข้าลึก ใช้สายตาแห่ง ความประหลาดใจสุดขีดมองเขาอย่างลึกล้า “เนี่ย เทียน ดูเหมือนว่าความช่วยเหลือจากเจ้าจะไป กระตุ้นมัน นั่นคือไผ่เทพต้นหนึ่งเชียวนะ ไผ่เทพ เกิดการเปลี่ยนแปลงสามารถเก็บเข้าและปล่อย
ออกได้ตามใจชอบเพียงเพราะการไปเยือนของเจ้า สิ่งที่เจ้ามอบให้ไผ่เทพก็คือจิงชี่เลือดเนื้อของ เจ้าน่ะหรือ?”
หวงจินหนันเองก็สงสัยมากเหมือนกัน
“ดูเหมือนว่าจิงชี่เลือดเนื้อจะไปช่วยไผ่เทพต้นนั้น ท้าให้มันแปรสภาพได้สมบูรณ์แบบมากขึ้น” เนี่ย เทียนกล่าวอย่างไม่แน่ใจ
เนื่องจากลู่อวี่ซินมาถึง ผู้เฒ่าห้าคนของเผ่าไม้ที่อยู่ รอบด้านซึ่งหยุดการช่วยโหวชูหลันรวบรวมจิงชี่ พืชหญ้าก็พากันหันมามองเขาด้วยสายตา ประหลาด
สายตาที่พวกเขาใช้มองเนี่ยเทียนเหมือนมองเห็น ตัวประหลาดบางอย่างที่ไม่รู้จัก มีทั้งความตื่น ตะลึง ความสงสัย และความใคร่รู้
ผู้เฒ่าทั้งห้าของเผ่าไม้ต่างก็ก้าวเท้าขยับเข้ามา ใกล้เขา
“เนี่ยเทียน พวกเราต้องขอบคุณเจ้า แล้วก็ขอโทษ เจ้าด้วย”
หวังฮ่าวหมิงที่เป็นผู้น้าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโค้ง ตัวน้อยๆ
“เดิมทีชูหลันควรจะฝ่าสู่แดนเอตทัคคะตั้งนาน แล้ว พวกเราเตรียมทุกอย่างไว้พร้อม ทว่านาง กลับยังให้หล่วนชิงหลิ่วไปตามตัวเจ้าในดินแดนที่ อยู่ในนามของเจ้า” หวังฮ่าวหมิงอธิบายให้ฟังถึง ความไม่พอใจก่อนหน้านี้ “พวกเราไม่เข้าใจเอา เสียเลยว่าเหตุใดนางถึงให้ความส้าคัญกับเจ้า ขนาดนี้ และพวกเราก็คิดไม่ตกว่าด้วยตบะของ เจ้าจะช่วยนางได้อย่างไร”
“ทว่าเมื่อครู่นี้พวกเราได้เข้าใจแล้ว”
เฮ้อเหลียนสงจากหอทอดฟ้าที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งยืน เงียบด้วยสีหน้านิ่งสนิทราวผิวน้าไร้คลื่น
เขาเอาสมบัติล้าค่ามาฝากให้ แต่พวกหวังฮ่าวหมิ งกลับไม่เคยเอ่ยขอบคุณอย่างจริงใจเช่นนี้ แต่เนี่ย เทียนแค่เข้าไปยังจุดที่มีไผ่เทพอยู่เพียงครู่เดียว ไผ่ เทพก็แสดงความมหัศจรรย์ออกมา เนี่ยเทียนจึง ช่วงชิงคุณความชอบของเขาไปจนหมด
แล้วมีหรือที่เขาจะชอบใจ?
“เกรงใจแล้ว” เนี่ยเทียนยิ้มน้อยๆ ก่อนจะพูดด้วย น้าเสียงที่ไม่วางตัวข่มแล้วก็ไม่ต่้าต้อยเกินไป “ศิษย์พี่หญิงโหวเชิญข้าตั้งแต่ตอนอยู่ดินแดนพลัง ฟ้า และข้าก็รับปากไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว อีกอย่าง ศิษย์พี่หญิงโหวเชิญข้ามายังมีของตอบแทนให้ข้า
ข้าช่วยนางได้ก็ยินดีมาก อย่างน้อยก็พิสูจน์ให้เห็น ว่าข้าไม่ได้รับค่าตอบแทนไปเปล่าๆ”
“ไม่ว่าเจ้าต้องการอะไร ส้านักไม้ของพวกเราก็จะ หามาให้เจ้า” หวังฮ่าวหมิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
โหวชูหลันเก็บโอสถไปแล้ว นี่คือขั้นตอนสุดท้าย แล้วก็เป็นด่านที่อันตรายมากที่สุด ซึ่งเห็นได้ชัดว่า นางผ่านมันมาได้อย่างปลอดภัย หลังจากนี้ก็ไม่ จ้าเป็นต้องให้พวกเขากังวลเรื่องอะไรอีก
“คือว่า วันหน้าหากนางฝ่าสู่แดนเทพเจ้า ส้านัก ไม้คงต้องขอให้เจ้ามาร่วมด้วย” หลี่ซินเฟินกล่าว
เนี่ยเทียนลูบคล้าจมูก “หากตอนนั้นข้ายังมีชีวิต อยู่และศิษย์พี่หญิงโหวต้องการข้า ข้าย่อมต้องมา อยู่แล้ว”
“ยังมีชีวิตอยู่…” หลี่ซินเฟินอึ้งงันไปพักใหญ่ “ด้วยตัวตนของเจ้าในพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาว ไม่ว่าจะเป็นความสามารถหรือพรสวรรค์ จะ เกิดเรื่องไม่คาดคิดกับเจ้าได้อย่างไร?”
“นั่นก็ไม่แน่หรอก โหมวลั่วที่เป็นบุตรแห่งดวงดาว เหมือนกันก็ไม่ได้เพิ่งตายไปหรอกหรือ?” เฮ้อ เหลียนสงที่อยู่ข้างๆ พูดแทรกอย่างชิงชัง
ผู้เฒ่าทั้งห้าของเผ่าไม้หันขวับไปมองเขาด้วย สายตาเย็นเยียบ
เฮ้อเหลียนสงหุบปากฉับอย่างรู้อะไรควรไม่ควร
การเก็บโอสถในช่วงหลังของโหวชูหลันเป็นไป อย่างราบรื่น โอสถวิญญาณที่ถูกนางหลอมละลาย ได้ก่อตัวขึ้นมาใหม่และจมลงไปในมหาสมุทร วิญญาณจุดตันเถียนอีกครั้ง
ภายใต้การชี้น้าจากลู่อวี่ซิน นางไม่ได้รีบร้อนเดิน ออกมาจากสภาวะนี้ ทั้งยังถูกลู่อวี่ซินพาตัวไปที่ อื่นเพื่อท้าให้แดนเอตทัคคะมั่นคง และลู่อวี่ซินก็ ช่วยอธิบายให้นางฟังถึงความมหัศจรรย์ต่างๆ ของแดนเอตทัคคะ
หลังจากที่นางจากไป หล่วนชิงหลิ่วก็มามอบ แหวนเก็บของวงหนึ่งให้แก่เนี่ยเทียน “นี่คือของดี ที่เทพธิดาเตรียมไว้ให้เจ้านานแล้ว”
เนี่ยเทียนรับเอามา กวาดกระแสจิตวิญญาณมอง ไป มุมปากก็ยกยิ้มดีใจ
ศพชนต่างเผ่าสองศพ กระดูกของสัตว์โบราณ ใหญ่ยักษ์หนึ่งโครง ดูจากปราณแล้วล้วนมี สายเลือดระดับเก้าทั้งสิ้น
กระดูกของสัตว์โบราณนั่นไม่มีเนื้อหนัง รูปร่าง คล้ายกิเลนไฟ ดูเหมือนว่าจะเป็นสัตว์โบราณ ระดับเก้าขั้นกลาง มีคลื่นเปลวเพลิงที่น่าตะลึงแฝง เร้นอยู่ภายใน
“จิงชี่เลือดเนื้อของข้าที่เผาผลาญไปจะได้ฟื้นตัว กลับมาโดยเร็ว มหาราชาระดับเก้าสามคน ช่วยเหลือข้าได้มาก ท้าให้ในช่วงระยะเวลา ยาวนานช่วงหนึ่งข้าก็ไม่จ้าเป็นต้องปวดหัวกับ เรื่องต้นก้าเนิดของจิงชี่เลือดเนื้ออีก” เขาคิดอยู่ใน ใจ
“ตอนนี้เทพธิดายังต้องท้าตบะให้มั่นคง ซึ่งคงใช้ เวลาอีกช่วงหนึ่ง” หวังฮ่าวหมิงนิ่งคิด ก่อนพูดว่า “เนี่ยเทียน ส้านักไม้ของข้ายินดีต้อนรับให้เจ้ามา เป็นแขกในอาณาจักรไม้วิเศษ”
“เนี่ยเทียน อยากไปที่อาณาจักรทองวิเศษของข้า ไหม?” หวงจินหนันกล่าว
“คงไม่ล่ะ ข้ายังมีธุระต้องรีบกลับไป” เนี่ยเทียน ปฏิเสธอย่างละมุนละม่อม
การฝึกเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ บางทีอาณาจักรไม้ วิเศษอาจเป็นสถานที่ที่เหมาะสมกับเขามากที่สุด ทว่าหากสร้างค่ายกลก้าเนิดไม้โบราณขึ้นมาจะ ดึงดูดพลังงานของต้นไม้ใบหญ้ารอบด้าน ซึ่งย่อม สร้างผลกระทบให้แก่อาณาจักรไม้วิเศษ
นอกจากนี้เขายังจ้าเป็นต้องชดเชยจิงชี่เลือดเนื้อที่ หายไป จะใช้การสูบดึงพลังชีวิตที่นี่ก็ไม่ค่อย สะดวก
ด้วยเหตุนี้เมื่อโหวชูหลันถูกลู่อวี่ซินผู้ลึกลับพาตัว ไปถ่ายทอดความรู้เรื่องความมหัศจรรย์ของแดน
เอตทัคคะ เขาก็ไม่คิดจะอยู่ต่อในอาณาจักรไม้ วิเศษ คิดแต่จะจากไปโดยเร็ว
กลับเป็นเฮ้อเหลียนสงเสียอีกที่ไม่มีใครเชิญแต่ก็ยัง หน้าด้านรอให้โหวชูหลันออกจากด่าน
อาณาจักรเลี่ยคง เทือกเขาฮว้านคง
กระแสจิตวิญญาณหลายกลุ่มของเผยฉีฉีถูกดึง กลับมาจากรอยแยกห้วงมิติที่เลื่อนลอยไม่อยู่นิ่ง พอเห็นคนที่มาเยือน สายตานางก็เปลี่ยนเป็นเย็น ชา ขมวดคิ้วกล่าว “เจ้าคือใคร?”
“เว่ยไหล หนึ่งในผู้อาวุโสของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว” เว่ยไหลแนะน้าตัวเองด้วยเสียงแผ่ว เบา “ก่อนหน้าที่จะมาเจอเจ้า ข้าได้ไปที่ อาณาจักรหลีเทียน อาณาจักรเสวียนเทียนและ อาณาจักรเชียนแจว๋มาก่อนแล้ว รอยแยกห้วงมิติ
สามเส้นที่เชื่อมโยงไปยังอาณาจักรปีศาจ เจ้าเป็น คนท้าลายใช่หรือไม่?”
“เป็นข้าแล้วอย่างไร?” เผยฉีฉีกล่าวอย่างถือดี
หากไม่ได้กลายมาเป็นศิษย์ผู้สืบทอดคนที่สี่ของ ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ เมื่อเผชิญหน้ากับผู้อาวุโสของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เผยฉีฉีอาจ หวาดหวั่นอยู่บ้าง ทว่าตอนนี้นางกลับสุขุมอย่าง ยิ่ง
นางมั่นใจมากว่า อย่าว่าแต่เว่ยไหลเลย ต่อให้เป็น รองเจ้าต้าหนักสองคนอย่างฉู่รุ่ย หลัวว่านเซี่ยงก็ ยังไม่กล้าแตะต้องนางแม้แต่ปลายเล็บ
“เป็นความต้องการของเนี่ยเทียน หรือว่าของ เจ้า?” เว่ยไหลถามอีกครั้ง
“เป็นข้าที่ต้องการท้าลายทิ้ง ข้ามาจากดินแดน ดาวตก ข้าไม่ต้องการให้ดินแดนแห่งนี้เผชิญกับ อันตรายที่คาดไม่ถึง” เผยฉีฉีกล่าวอย่างไม่เกรง กลัว
“เป็นความต้องการของเจ้า…” เว่ยไหลพยักหน้า รับเบาๆ อันที่จริงค้าตอบนี้คือค้าตอบที่เขา ต้องการได้ยินมากที่สุด “พูดอย่างนี้ก็แสดงว่าไม่ เกี่ยวข้องอะไรกับเนี่ยเทียนงั้นสิ?”
“ไม่เกี่ยวขอ้งกับเขา” เผยฉีฉียืนยัน
“เฮ้อ…” เว่ยไหลถอนหายใจ “เรื่องที่สาม อาณาจักรปีศาจถูกรุกราน ตระกูลต่างๆ ของภูตผี ปีศาจถูกฆ่าล้างตระกูลพวกเรากลับรู้ข่าวมาจาก ปากของภูตผีปีศาจที่มหาสมุทรดาวมอดดับ
เสียก่อน เหตุใดพวกเจ้าต้องท้าอย่างนี้ ทิ้งรอย แยกห้วงมิติไว้สักเส้นก็เป็นเรื่องดีนะ”
เผยฉีฉีสีหน้าเย็นชา ไม่ตอบค้าถามของเขา
“ในเมื่อเจ้ายอมรับเรื่องนี้ เนี่ยเทียนรู้เรื่องแต่ไม่ รายงานก็ต้องถูกต้าหนิอยู่ดี” เว่ยไหลคิดอยู่ครู่ หนึ่งถึงกล่าวว่า “ยังดีที่เจ้าเป็นคนรับมันเอาไว้ อาจารย์ของเจ้าน่าจะปกป้องเจ้า คงไม่มีใครท้า อะไรเจ้าได้”
พอได้ยินเขาพูดเช่นนี้ ความเย็นชาบนใบหน้าของ เผยฉีฉีจึงค่อยๆ คลายลง
จากค้าพูดของเขา เผยฉีฉีพอจะเดาออกว่าเขาเอง ก็ไม่ต้องการให้เนี่ยเทียนถูกส้านักลงโทษ เมื่อตน เป็นคนแบกรับเรื่องนี้ไว้เอง โทษสถานหนักของ เนี่ยเทียนก็จะลดลงกลายมาเป็นโทษสถานเบา
“ไม่ว่าเผชิญหน้ากับผู้ใดข้าก็จะบอกว่าข้าเป็นคน ท้าลายรอยแยกห้วงมิติสามเส้นนั้นเอง” เผยฉีฉี ตะคอก
“ข้าขอบคุณเจ้าแทนเนี่ยเทียนด้วย” เว่ยไหลพยัก หน้า แล้วค่อยๆ จากไปไกลโดยไม่พูดอะไรให้มาก ความอีก
เวลาเดียวกันนั้น
เนี่ยเทียนเพิ่งมาถึงนครสะเก็ดดาวและพักผ่อนไป ได้ครู่เดียว เตรียมจะไปยังอาณาจักรเลี่ยคง ป้าย ดวงดาวที่อยู่ในครอบครองของเขาก็มีข่าวใหม่ส่ง มา
พอเขารับข่าวนั้นมา สีหน้าก็เปลี่ยนมาเป็นไม่ค่อย น่ามองทันที
“นี่คิดจะ…เอาโทษข้าอย่างนั้นหรือ?”
———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1089 เรื่องประหลาด
พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
ผู้อาวุโสเหยียนจั้นมองเนี่ยเทียนแล้วพูดด้วยความ ปวดหัว “เรื่องในดินแดนดาวตก เหตุใดเจ้าถึงไม่ แจ้งให้ทางสำนักทราบ?”
“ผู้อาวุโสเว่ยไหลล่ะ?” เนี่ยเทียนไม่ตอบดันถาม กลับ
“ไปที่ดินแดนดาวตก นับเวลาดูแล้วก็คงใกล้จะ กลับมาแล้วล่ะ” เหยียนจั้นตอบ “เฮ้อ ปีนั้นตอนที่ ข้าไปดินแดนดาวตก ทำไมถึงไม่ยอมสำรวจมันดีๆ นะ ที่นั่นมีรอยแยกห้วงมิติที่ถูกปิดผนึกถึงสามเส้น เดิมทีข้านึกว่ารอยแยกห้วงมิติทั้งสามเส้นนั้นจะ
เหมือนกับประตูข้ามอาณาจักรที่เข้าไปได้ทาง เดียว นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าจะสามารถอาศัยพวกมัน เดินทางไปเยือนสามอาณาจักรของเผ่าภูตผีปีศาจ ได้ด้วย”
“การที่ข้ายกทัพไปกำจัดตระกูลของภูตผีปีศาจ มากมายในอาณาจักรปีศาจแห่งที่สี่ ห้าและหก ไม่ ถือว่าเป็นคุณความดีก็ยังพอทำเนา แต่นี่ยังจะเอา ผิดข้าด้วยอย่างนั้นหรือ?” เนี่ยเทียนแค่นเสียงเย็น
“นี่…” เหยียนจั้นยิ้มเจื่อน “เรื่องนี้ ข้าตัดสินใจ เองไม่ได้ รองเจ้าตำหนักทั้งสองท่านต่างก็ไม่พอใจ พวกเขากำลังประมืออยู่กับกองทัพของภูตผีปีศาจ ในมหาสมุทรดาวมอดดับอย่างดุเดือด แต่กลับไม่ สามารถสร้างความเสียหายอย่างถึงแก่นให้กับ ภูตผีปีศาจได้ อีกอย่างลูกน้องของบุตรแห่ง
ดวงดาวหลายคนก็บาดเจ็บและล้มตายกันไป มาก”
“ใครจะไปนึกว่าเจ้าจะดันบุกเข้าไปถึงถิ่นของภูตผี ปีศาจแล้วเปิดฉากสังหารในสามอาณาจักรนั้น?”
“หากคนที่บุกเข้าไปคือแดนเอตทัคคะและแดน เทพเจ้าของสี่สำนักเก่าแก่ ด้วยพละกำลังของสี่ สำนักก็มากพอจะกวาดล้างเผ่าภูตผีปีศาจได้เลย! ศึกนี้จะทำให้ฝ่ายเราได้รับชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่!”
“ฟิ้ว!”
ระหว่างที่คนทั้งสองพูดคุยกัน เว่ยไหลพลันพลิ้ว กายมาถึง
เมื่อเว่ยไหลมาถึง เหยียนจั้นก็หุบปากฉับอย่างรู้ อะไรควรไม่ควร รอให้เว่ยไหลเป็นฝ่ายพูดขึ้นมา เอง
“เนี่ยเทียน ข้าเพิ่งกลับมาจากดินแดนดาวตก” เว่ ยไหลกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ข้าเจอกับเผย ฉีฉี”
เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว
เว่ยไหลมีท่าทางลังเลเล็กน้อยก่อนพูดขึ้นเสียงเบา “ข้าอยากพูดคุยกับเนี่ยเทียนเป็นการส่วนตัวสัก หน่อย”
เหยียนจั้นจึงพยักหน้ารับแล้วทะยานจากไป
“คุณหนูเผยบอกว่ารอยแยกห้วงมิติสามเส้นนั้น นางเป็นคนทำลายทิ้งโดยพลการ ไม่เกี่ยวข้อง
อะไรกับเจ้า” รอจนเหยียนจั้นหายตัวไปแล้ว เว่ ยไหลถึงได้เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ไม่จริง!” เนี่ยเทียนตวาด
เว่ยไหลโบกมือบอกเป็นนัยไม่ให้เขาพูดมาก ส่วนตัวเองก็พูดต่อไปว่า “เผยฉีฉีไม่เหมือนกับเจ้า นางไม่ใช่คนของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว นอกจากนี้นางยังได้รับความโปรดปราณจากเจ้า ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ไม่ว่านางจะทำอะไร เจ้าลัทธิจิตต วิสุทธิ์ก็ต้องปกป้องนาง จึงยากที่พวกเราจะเอาผิด นางได้”
เนี่ยเทียนพลันเงียบเสียงลง
“ศิษย์พี่หญิงเผย…”
เขาพึมพำในใจ เข้าใจดีว่าการที่เผยฉีฉีแบกรับ เรื่องนี้เอาไว้ย่อมส่งผลดีต่อเขา
พอมาคิดอีกที เขาก็เข้าใจความหมายของเว่ยไหล รู้ว่าเว่ยไหลหวังดีต่อเขา
“ในเมื่อคุณหนูเผยยอมรับผิดในเรื่องนี้ ความผิด ของเจ้าก็น้อยลงกว่าเดิมมาก” เว่ยไหลวิเคราะห์ “จะอย่างไรซะก่อนหน้านี้เจ้าเองก็ไม่รู้ว่ามีรอย แยกห้วงมิติสามเส้นที่เดินทางไปยังอาณาจักรของ ภูตผีปีศาจได้ การที่เจ้ารู้เรื่องแต่ไม่รายงาน ค่อนข้างจะเป็นปัญหาเล็กน้อย ทว่าเจ้าสังหาร ภูตผีปีศาจมากมายในสามอาณาจักรใหญ่ก็ถือเป็น การสร้างคุณความชอบเช่นกัน คงจะเอา ความชอบมาหักล้างกับความผิดได้”
ลังเลอยู่ครู่หนึ่งเนี่ยเทียนก็ถามหยั่งเชิงว่า “พูด อย่างนี้ก็แสดงว่า ข้าไม่มีทั้งความชอบแล้วก็ไม่มี ทั้งความผิดสินะ?”
“น่าจะประมาณนี้กระมัง” เว่ยไหลพยักหน้ารับ “แน่นอนว่าทุกอย่างนี้ล้วนเป็นเพียงการวิเคราะห์ ของข้า รองเจ้าตำหนักทั้งสองท่านจะคิดอย่างไร ข้ามิอาจรู้ได้”
เนี่ยเทียนยิ้มกว้าง “ถ้าอย่างนั้นก็ดี ในเมื่อไม่มีทั้ง ความชอบและความผิดก็เอาตามนี้แหละ จะ อย่างไรซะข้าก็ได้ผลเก็บเกี่ยวจากในสาม อาณาจักรของเผ่าภูตผีปีศาจมามากมาย ส่วน เรื่องดินแดนในนามของศิษย์พี่โหมวลั่ว ข้าจะไม่ คาดหวังก็แล้วกัน”
กล่าวจบเขาก็เตรียมจะจากไป
“ยังมีอีกเรื่อง” เว่ยไหลเอ่ยเบาๆ
“เรื่องอะไร?”
“สถานการณ์การสู้รบทางฝ่ายของมหาสมุทรดาว มอดดับค่อนข้างตึงมือ อาจจะต้องการความ ช่วยเหลือมากกว่าเดิม” เว่ยไหลใคร่ครวญคำพูด ที่ต้องใช้ ก่อนเอ่ยเนิบช้า “เดิมทีลูกน้องของเจ้าไม่ มีแดนเอตทัคคะช่วงท้ายเลยแม้แต่คนเดียว ด้วย พละกำลังในมือเจ้า เกรงว่าคงช่วยอะไรไม่ได้มาก ในมหาสมุทรดาวมอดดับ ทว่าเมื่อไม่นานมานี้ เซี่ยเชียนเจ้าสำนักจันทราวารีแห่งดินแดนจุล อันธการเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะช่วงท้ายได้สำเร็จ”
“เซี่ยเชียนป่าวประกาศว่าเขาพึ่งพาเจ้าแล้ว”
“เมื่อมีเซี่ยเชียนอยู่ บวกกับแดนเอตทัคคะช่วง กลางสามคนอย่างพวกจิ่งเฟยหยาง รวมไปถึง
แดนเอตทัคคะช่วงต้นของดินแดนปราการ ดวงดาวพวกนั้น กองกำลังที่อยู่ในมือของเจ้าที่ เมื่อเทียบกับบุตรแห่งดวงดาวคนอื่นก็ไม่ถือว่า อ่อนด้อยแล้ว”
“ดังนั้น…”
เนี่ยเทียนเข้าใจได้โดยพลัน “จะให้ข้าไปร่วมรบที่ มหาสมุทรดาวมอดดับอย่างนั้นหรือ?”
“เรื่องนี้…สิทธิ์การเลือกอยู่ในมือเจ้า เจ้าเลือกที่จะ ไปหรือจะปฏิเสธก็ได้ สำนักไม่บังคับ” เว่ยไหล อธิบาย “เมื่อไปที่มหาสมุทรดาวมอดดับแล้ว สังหารภูตผีปีศาจได้ก็จะเป็นการสั่งสมคะแนนคุณ ความชอบ มีสิทธิ์ที่จะเลือกดินแดนในนามของ โหมวลั่นก่อนผู้ใด ก่อนหน้านี้เจ้าไม่มี ความสามารถนี้ แต่ตอนนี้มีแล้ว”
“ข้าต้องคิดดูดีๆ เสียก่อน” เนี่ยเทียนกล่าว
“ไม่มีปัญหา เจ้าตัดสินใจเองได้เลย” เว่ยไหลตอบ รับ เงียบไปครู่ก็พูดขึ้นอีกว่า “จำไว้ว่าเรื่องรอย แยกห้วงมิติทั้งสามเส้นในดินแดนดาวตก เจ้ากับ คุณหนูเผยต้องพูดให้เหมือนกัน”
“อืม” เนี่ยเทียนตอบ
เซี่ยเชียนแห่งสำนักจันทราวารียืมใช้ชื่อของเนี่ย เทียนเพื่อป่าวประกาศว่าตนเองสวามิภักดิ์แก่เนี่ย เทียนก็เพราะซือคงฉั่วและเฮ้อเหลียนสงสองคน ต่างก็เห็นความสำคัญในพละกำลังของเขา จึงคิด จะรับเซี่ยเชียนเข้าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา
คาดไม่ถึงว่าสำนักจะได้ข่าวเร็วขนาดนี้ ทั้งยังคิด ว่าเขามีคุณสมบัติมากพอที่จะเข้าร่วมศึกใน มหาสมุทรดาวมอดดับด้วย
เนี่ยเทียนยอมรับปากเซี่ยเชียนเพราะตกลงกันได้ ว่าพวกเขามีความสัมพันธ์เป็นเพียงพันธมิตรกัน หาใช่ผู้พึ่งพา
เขาไม่มีอำนาจที่จะออกคำสั่งให้เซี่ยเชียนพาผู้ แข็งแกร่งในสำนักจันทราวารีเดินทางไปร่วม สงครามที่มหาสมุทรดาวมอดดับกับเขา
อีกอย่างเมื่อผ่านการกรีฑาทัพกลับมาจากสาม อาณาจักรปีศาจ เขาก็ไม่มีความสนใจต่อการเข่น ฆ่าทางฝั่งมหาสมุทรดาวมอดดับเท่าไหร่นัก
“ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เจ้าควรจะระวังไว้สักหน่อย” เว่ยไหลใคร่ครวญ “ตอนที่เจ้ายังไม่กลับมาจาก ดินแดนดาวตก พื้นที่แถบริมขอบด้านนอกของ ดินแดนดาวตกมีปราณปีศาจกระจัดกระจายอยู่ หลายขุม ที่นั่นน่าจะเคยมีภูตผีปีศาจปรากฏตัวมา
ก่อน เจ้าเปิดสงครามครั้งใหญ่ในสามอาณาจักร ปีศาจได้ไปกระตุ้นความเดือดดาลของเผ่าภูตผี ปีศาจเข้าให้แล้ว”
“ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของภูตผีปีศาจยังถูกพวกเรารั้ง ตัวไว้ในมหาสมุทรดาวมอดดับ ยังไม่สามารถ แยกตัวมาได้”
“ทว่าภูตผีปีศาจสายเลือดระดับแปดบางส่วน อาจจะไปตรวจสอบที่ดินแดนดาวตกอย่างลับๆ”
“การติดต่อระหว่างดินแดนดาวตกกับดินแดน ปราการดวงดาวเปลี่ยนมาเป็นราบรื่นก็เพราะการ เปลี่ยนแปลงของพื้นที่ต้องห้ามแห่งนั้น ต่อให้ภูตผี ปีศาจไม่สามารถลอดผ่านรอยแยกห้วงมิติที่ระเบิด แตกไปได้ก็ยังสามารถอาศัยช่องทางอื่นเข้าไปใน ดินแดนดาวตกได้อยู่ดี”
“เจ้าจงดูแลดินแดนดาวตกให้ดี อย่าปล่อยให้ภูตผี ปีศาจรุกรานเข้าไปจนเป็นเหตุให้สรรพชีวิตดับ สูญ”
เนี่ยเทียนพยักหน้าขอบคุณแล้วจึงจากมา
ระหว่างทางเขาเองก็รู้สึกสงสัยอย่างหนัก คิดไม่ถึง ว่าเผ่าภูตผีปีศาจจะใช้วิธีการอื่นเข้าออกใน ดินแดนดาวตกได้จริงๆ
“ภูตผีปีศาจพวกนั้น…”
เนี่ยเทียนพกพาเอาความสงสัยย้อนกลับไปที่ อาณาจักรเลี่ยคง
พอเข้ามาในตำหนักใหญ่กลับเห็นว่าหัวมู่อยู่ข้าง ในด้วย
“ท่านลุงหัว ท่านมาได้อย่างไร?” เนี่ยเทียนถาม อย่างแปลกใจ
“นังหนูน้อยคนหนึ่งของสำนักโลหิตเอาข่าวมาส่ง ให้เจ้า” หัวมู่อธิบาย “นังหนูต่งลี่ผู้นั้นยุ่งอยู่การ ทำให้ขอบเขตมั่นคง ช่วงนี้จึงไม่ได้สนใจเรื่องราว ในดินแดนดาวตก หลี่หลางเฟิงเองก็ถูกเจ้าส่งตัว ไปยังพื้นที่ต้องห้ามพร้อมกับสำนักโลหิต ไม่มีใคร ช่วยเจ้าจัดการกิจธุระเล็กๆ น้อยๆ ได้ คนแก่อย่าง ข้าเลยต้องมาช่วยสักหน่อย”
“นังหนูน้อยของสำนักโลหิต?” เนี่ยเทียนไม่เข้าใจ
“อวี๋ถง”
“อ้อ ข้าจำนางได้ นางมาทำไม?” เนี่ยเทียนยิ่ง งุนงงหนักเข้าไปใหญ่
“นางช่วยเอาข้อความจากคนที่ชื่อบุตรวิญญาณ โลหิตมาส่งให้” หัวมู่กล่าว
“บุตรวิญญาณโลหิต!” เนี่ยเทียนตะลึง
หลังจากที่บุตรวิญญาณโลหิตได้อายุขัยไปเพิ่มเติม เขาก็เป็นฝ่ายเสนอว่าจะออกไปจากดินแดนดาว ตกชั่วคราว เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พวกเว่ยไหล ค้นพบร่องรอยของเขา
ตำแหน่งที่บุตรวิญญาณโลหิตไปเยือนก็คือ ดวงดาวมอดดับบางแห่งซึ่งอยู่ในพื้นที่ต้องห้ามที่ เขาจัดให้สำนักโลหิตและหลี่หลางเฟิงไปซ่อนตัว ชั่วคราว
“ข่าวที่อวี๋ถงเอามาส่งให้ก็คือ ดวงดาวที่อยู่ใกล้ กับดินแดนดาวตกซึ่งเป็นพื้นที่ระหว่างเขต ต้องห้ามกับดินแดนดาวตกมีศพของภูตผีปีศาจ
หลายศพถูกคนสังหารอย่างเหี้ยมโหด จากการ วิเคราะห์ของบุตรวิญญาณโลหิต วิธีการที่ใช้ สังหารเผ่าภูตผีปีศาจน่าจะเป็นฝีมือของสำนักแห่ง หนึ่งที่ถูกสี่สำนักเก่าแก่มองเป็นสำนักมารนอกรีต อย่างสำนักศพฟ้า”
“สำนักศพฟ้า ขนาดข้ายังไม่เคยได้ยินชื่อ อย่าง น้อยสำนักนี้ก็ไม่ใช่สำนักในดินแดนดาวตกของเรา ไม่รู้ว่าบุตรวิญญาณโลหิตผู้นั้นแน่ใจได้อย่างไรว่า ภูตผีปีศาจถูกสำนักศพฟ้าสังหาร”
สีหน้าหัวมู่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“บุตรวิญญาณโลหิตเป็นคนของข้า” เนี่ยเทียน ตอบรับ “ทว่าสำนักศพฟ้ากลับไม่เกี่ยวข้องอะไร กับข้า ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงมีคนของสำนัก ศพฟ้ามาปรากฏตัวอยู่แถวท้องฟ้านอกอาณาเขต
ของดินแดนดาวตกแล้วสังหารพวกภูตผีปีศาจ ภูตผีปีศาจพวกนั้นน่าจะมาจากพื้นที่อื่น หมายจะ ตรวจสอบเรื่องที่สามอาณาจักรปีศาจถูกกวาด ล้าง”
“สำนักศพฟ้าสังหารภูตผีปีศาจอยู่ตรงแถวนั้น นับว่าช่วยดินแดนดาวตกของเราแก้ปัญหา แต่น่า แปลก ทำไมพวกเขาถึงต้องทำอย่างนั้นด้วย?” หัวมู่ฉงนฉงาย
“ผีน่ะสิถึงจะรู้” เนี่ยเทียนไม่สนใจแม้แต่น้อย
หลังจากนั้นเขาก็ใช้ค่ายกลนำส่งเดินทางไปยัง อาณาจักรโพ่สุ้ยที่เขาเป็นคนตั้งชื่อ
ไม่ได้เจอกับท่านตาเนี่ยตงไห่และท่านป้าเนี่ยเฉี่ยน นานมากแล้ว จู่ๆ ก็เกิดคิดถึงพวกเขา อยากรู้ว่า
เวลาหลายปีที่ผ่านมาญาติของเขาเป็นอย่างไรกัน บ้างแล้ว
ในอาณาจักรโพ่สุ้ย
เนี่ยเฉี่ยนเห็นว่าเขามาหาก็ทั้งดีใจและทั้งตกตะลึง พลันกล่าวว่า “เสี่ยวเทียน ช่วงนี้ข้ามักจะฝันเห็น แม่ของเจ้าเป็นประจำเลย ไม่รู้ว่าทำไมข้าถึงรู้สึก ว่านางยังมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้”
“ท่านแม่น่าจะยังมีชีวิตอยู่” เนี่ยเทียนเอ่ยเบาๆ
“ว่าไงนะ?” เนี่ยตงไห่ตัวสั่นสะท้านไปทั้งร่าง “เจ้า เจ้าพูดว่าอะไรนะ? จิ่นเอ๋อร์ จิ่นเอ๋อร์ยังมี ชีวิตอยู่? นี่จะเป็นไปได้อย่างไร ข้า ข้าเห็นว่านาง ตายไปแล้ว ข้าเห็นนางถูกฝังกับตาตัวเองเลยนะ!”
เนี่ยเฉี่ยนอึ้งงันราวไก่ไม้
———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1090 เถาวัลย์เคียงฟ้า
หลายปีมานี้ เนี่ยเทียนกรีฑาทัพไปทั่วออกตก เหนือใต้จนแทบไม่มีเวลาได้หยุดพัก
นับตั้งแต่ที่เนี่ยตงไห่ เนี่ยเฉี่ยนและคนตระกูลเนี่ย บางส่วนถูกเขาส่งตัวมายังอาณาจักรโพ่สุ้ย เขาก็ รู้สึกวางใจได้เต็มร้อย น้อยครั้งที่จะมาเยือนที่นี่
จึงไม่เคยบอกข่าวที่มารดายังมีชีวิตอยู่ซึ่งรู้จาก ปากอูจี้ให้คนทั้งสองทราบ
พอเห็นว่าพวกเขาทั้งตกใจและทั้งดีใจ เนี่ยเทียนก็ พลันตระหนักได้ว่าช่วงเวลาที่เขาอยู่เป็นเพื่อนคน ทั้งสองช่างน้อยนิดยิ่งนัก ลึกๆ ในใจก็อดละอาย ไม่ได้
“น้องเล็ก น้องเล็กยังมีชีวิตอยู่จริงๆ หรือ? เจ้า เจ้ารู้ข่าวนี้มาจากไหน?” กรอบดวงตาของเนี่ยเฉี่ย นเอ่อคลอไปด้วยน้าตาร้อนๆ “เสี่ยวเทียน เจ้าคิด จริงๆ หรือว่าแม่ของเจ้ายังมีชีวิตอยู่? นี่จะเป็นไป ได้อย่างไร?”
เนี่ยตงไห่เองก็มีสีหน้าเหลือเชื่อ
“บนโลกนี้มีความมหัศจรรย์มากมายที่พวกเรา สัมผัสไม่ถึง” เนี่ยเทียนอธิบายให้คนทั้งสองฟัง ด้วยท่าทางจริงจัง “บิดาที่ข้าไม่เคยพบหน้า เกรง ว่าคงเป็นบุคคลที่โดดเด่นที่สุดของเผ่ามนุษย์ เดิม ทีเขามีหวังที่จะได้เป็นนายแห่งดวงดาวของรุ่นนี้”
“ว่าไงนะ?” เนี่ยตงไห่ตื่นตะลึงอย่างหนัก “บิดา ของเจ้าเกือบจะได้เป็นนายแห่งดวงดาว? เจ้า เจ้า ไปรู้ข่าวนี้มาจากที่ไหน?”
“จากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว” เนี่ยเทียน ตอบ “ที่ข้ามีสายเลือดพิเศษเช่นนี้ได้ก็ล้วนมาจาก เขา ที่ดินแดนดาวตกมีประตูสวรรค์เปิดขึ้นก็อาจ มาจากฝีมือของเขา แม้แต่เรื่องที่ข้าได้เข้าไปใน ประตูสวรรค์ ได้รับการสืบทอดจากพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวก็น่าจะเป็นเขาที่ชักน้าอยู่ลับๆ”
“เจ้าจะบอกว่าคนผู้นั้นเป็นคนท้าให้จิ่นเอ๋อร์ฟื้น คืนชีพ?” เนี่ยตงไห่ตะโกนดังลั่น
“หลังจากที่พลังแห่งกาลเวลาของอูจี้อาจารย์ข้ามี การเลื่อนขั้น เขาก็สามารถมองเห็นอดีตที่ผ่านมา ได้” เนี่ยเทียนอธิบาย “เขาบอกว่าตอนที่เขาย้อน อดีตของอาณาจักรหลีเทียนเคยเห็นภาพที่ท่านแม่ ยังมีชีวิตอยู่ ท่านแม่ถูกคนผู้นั้นชุบชีวิต จากนั้น นางก็ไปอยู่กับเขา เพียงแต่ว่าอาจารย์ของข้าไม่
สามารถมองเห็นหน้าตาของคนผู้นั้นได้อย่าง ชัดเจน”
“อาจารย์บอกแค่ว่าคนผู้นั้นกับท่านแม่ไปพบข้า ตอนที่ข้ายังเป็นเด็กทารก จากนั้นก็พากันหายตัว ไปจากอาณาจักรหลีเทียน”
“นับแต่นั้นพวกเขาก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย แล้วก็ ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน”
พอเขากล่าวจบ ในที่สุดเนี่ยตงไห่และเนี่ยเฉี่ยนก็ เริ่มเชื่อค้าพูดของเขา
ในสายตาของพวกเขา อูจี้เคยเป็นบุคคลที่ลึกลับ ที่สุดของอาณาจักรหลีเทียน
และตามค้าบอกเล่าของเนี่ยเทียน คนผู้นั้นเกือบ เคยได้เป็นนายแห่งดวงดาว ทั้งยังเป็นยอดฝีมือ ท่ามกลางเผ่ามนุษย์ที่เก่งกาจนับพันนับหมื่น
มาจนถึงวันนี้ เนี่ยตงไห่และเนี่ยเฉี่ยนเองก็รู้แล้ว ว่าผู้ที่มีขอบเขตสูงอย่างแดนว่างเปล่า แดน เอตทัคคะสามารถไปจุติและกลับมาฝึกตนใหม่ได้
การที่คนคนหนึ่งตายไปแล้วและฟื้นคืนชีพขึ้นมา ใหม่จึงไม่ใช่เรื่องที่พวกเขายอมรับไม่ได้ขนาดนั้น
“ท่านป้า ท่านบอกว่าช่วงนี้มักจะฝันถึงท่านแม่ข้า เป็นประจ้า แถมยังรู้สึกว่านางยังมีชีวิตอยู่ เรื่อง เป็นไงมาไงกันแน่?” เนี่ยเทียนถามอย่างแคลงใจ
“ก็คือว่า เวลาที่ข้าฝึกตนมักจะสะลึมสะลือหลับ ไป” เนี่ยเฉี่ยนย้อนนึกพลางพูดช้าๆ “พอข้าหลับ ไป บางครั้งก็เห็นนาง นางไม่ค่อยเหมือนเมื่อก่อน
เท่าใดนัก แต่ข้ายังจ้าได้นางได้ทันทีที่ได้เห็น ข้า มักรู้สึกว่านางที่อยู่ในความฝันก้าลังมองมาที่ข้า คล้ายอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ดูลังเลอยู่มาก”
“ท่านตา ท่านล่ะ?” เนี่ยเทียนถามอีกครั้ง
เนี่ยตงไห่ไม่เหมือนเนี่ยเฉี่ยน เขาเป็นคนเก็บ ความรู้สึก มักจะไม่ค่อยพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา
เนี่ยเทียนอยากรู้ว่าเขาเองก็มีประสบการณ์ แปลกๆ แบบนี้หรือไม่
“ข้าเองก็เคยฝันท้านองเดียวกัน” เนี่ยตงไห่เงียบ ไปนานกว่าจะพูดขึ้นเสียงค่อย “แต่ข้าไม่เคยคิด มาก แค่รู้สึกว่าตัวเองอายุมากแล้ว คงคิดถึงนาง มากเกินไป ถึงได้เก็บเอาไปฝัน”
มาอยู่ในอาณาจักรโพ่สุ้ยหลายปี เนี่ยตงไห่ที่ได้รับ วัตถุดิบวิเศษต่างๆ ที่จ้าเป็นในการฝึกตนไม่มีขาด ขอบเขตของเขาจึงเลื่อนสู่เขตลี้ลับช่วงต้นแล้ว
เนี่ยเฉี่ยนคือเขตกลางสวรรค์ช่วงท้าย
เดิมทีพรสวรรค์การฝึกตนของคนทั้งสองก็ธรรมดา มากอยู่แล้ว สามารถมีขอบเขตได้อย่างวันนี้ก็ เพราะต่งลี่มักจะเอาวัตถุดิบวิเศษชนิดต่างๆ ที่ เหมาะสมกับการฝึกตนของพวกเขามาให้เป็น ประจ้า บวกกับอาณาจักรโพ่สุ้ยมีสภาพแวดล้อมที่ พิเศษ
เนี่ยตงไห่เลื่อนสู่เขตลี้ลับ อายุขัยจึงเพิ่มขึ้นตามไป ด้วย อันที่จริงเมื่อเทียบกับผู้ฝึกลมปราณคนอื่นๆ เขาจึงดูไม่แก่แม้แต่น้อย
แม้เขาจะบอกว่าตัวเองอายุมากแล้วเลยฝันบ่อย แต่ความจริงแล้วนี่อาจเป็นเรื่องที่ผิดปกติมากกว่า
ทว่าต่อให้ความฝันจะเหมือนจริงแค่ไหนก็ยังเป็น เพียงความฝันอยู่ดี
แม้เนี่ยเทียนจะสงสัย แต่ก็ยากที่จะได้ข้อมูลที่มีค่า ใดๆ มาจากความฝันของพวกเขา เพียงแค่เดาเอา ว่าหรือเป็นเพราะความสัมพันธ์ทางสายเลือดถึง ท้าให้พวกเขาเกิดการตอบสนองเช่นนี้?
“เสี่ยวเทียน ด้วยฐานะและตัวตนของเจ้าในตอนนี้ เจ้าตามหาพวกเขาไม่ได้หรือ?” เนี่ยเฉี่ยนกล่าวอ ย่างร้อนใจ
“ข้าเคยทดลองดูแล้ว แต่กลับไม่ได้ข้อมูลอะไรที่มี ประโยชน์เลย” เนี่ยเทียนส่ายหัว “คนผู้นั้นไม่ใช่
คนธรรมดา ข้าเองก็ไม่สามารถตามหาเขาได้อย่าง โจ่งแจ้ง หาไม่แล้ว…”
“แล้วท้าไมพวกเขาถึงไม่เคยมาหาเจ้าเลยล่ะ” เนี่ยเฉี่ยนกล่าวขึ้นมาอีก
“ไม่รู้เหมือนกัน” เนี่ยเทียนกล่าวอย่างหม่นหมอง
เนี่ยตงไห่ถลึงตาใส่เนี่ยเฉี่ยนหนึ่งทีเป็นการบอก ไม่ให้นางถามมาก ส่วนตัวเองก็พูดว่า “จิ่นเอ๋อร์ ยังมีชีวิตอยู่ แค่นี้ก็พอแล้ว! บางทีนางและคนผู้นั้น อาจมีธุระอะไรบางอย่าง หรือไม่ก็มีความล้าบาก ใจที่บอกใครไม่ได้ ไม่แน่ว่าสักวันเมื่อถึงโอกาสที่ เหมาะสม พวกเขาอาจจะปรากฏตัวอีกครั้ง ข้า เชื่อว่าต้องมีวันนั้นแน่นอน!”
เนี่ยเทียนกล่าวอย่างหดหู่ “คงจะใช่กระมัง”
หลังจากนั้นเขาก็อยู่เป็นเพื่อนคนทั้งสองต่อใน อาณาจักรโพ่สุ้ย
วัตถุดิบวิเศษทั้งหมดในการฝึกตนที่เนี่ยตงไห่ เนี่ย เฉี่ยนรวมไปถึงเด็กรุ่นเล็กของตระกูลเนี่ยขาด แคลน ต่งลี่จะต้องเอามามอบให้พวกเขาตามเวลา ที่ก้าหนด
ซึ่งคัมภีร์หรือคาถาวิเศษในการฝึกตน ต่งลี่ก็ส่งมา ประจ้าไม่มีขาด
เนี่ยเทียนและคนทั้งสองเพียงแค่คุยกันเรื่อง สัพเพเหระทั่วไป ไม่ได้พูดคุยเรื่องการฝึกตน แต่ เล่าให้พวกเขาฟังถึงความมหัศจรรย์มากมาย ตลอดเวลาที่ตนออกไปท้าสงครามข้างนอก
หลังจากเล่าประสบการณ์ตลอดระยะเวลาหลายปี ของตัวเองให้คนทั้งสองฟังจนหมด เนี่ยเทียนก็ท้า
การฝึกเนื้อหล่อหลอมขั้นที่สี่ของเวทไม้สวรรค์เกิด ใหม่อยู่ในอาณาจักรโพ่สุ้ย
สถานที่ที่เขาเลือกคือจุดที่มีต้นไม้ขึ้นรกครึ้ม
เขาสร้างค่ายกลก้าเนิดไม้โบราณขึ้นที่นี่ แล้วใช้ เลือดเนื้อที่อุดมสมบูรณ์ของชนต่างเผ่ามา ด้าเนินการฝึกขั้นสุดท้ายของเนื้อหล่อหลอม
อาณาจักรโพ่สุ้ยมหัศจรรย์อย่างมาก ที่นี่แบ่ง ออกเป็นห้าพื้นที่ซึ่งลักษณะคล้ายอาณาจักรทั้งห้า ของส้านักห้าธาตุ พื้นที่ทั้งห้านี้แบ่งออกเป็นทอง ไม้ น้า ไฟ ดิน หลายสถานที่สามารถใช้บรรลุสัจ ธรรมแห่งความลี้ลับของพลังทั้งห้าธาตุและยังท้า ให้ได้รับคาถาวิเศษไปอีกด้วย
อีกทั้งในอาณาจักรโพ่สุ้ยยังมีต้าหนักอีกหลังหนึ่ง ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวที่เชื่อมโยงไปยัง นครสะเก็ดดาว
อาณาจักรโพ่สุ้ยคือหนึ่งในอาณาจักรของดินแดน ผนึกฟ้า เมื่อหลายปีก่อน ดินแดนแห่งนี้ถูกชนต่าง เผ่าบุกยึด ก่อนที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจะ ช่วงชิงกลับคืนมาได้
สงครามอันโหดร้ายเป็นเหตุให้อาณาจักรมากมาย ของดินแดนผนึกฟ้ากลายมาเป็นอาณาจักรที่ตาย แล้ว
มีเพียงอาณาจักรโพ่สุ้ยเท่านั้นที่เนื่องจากมี เถาวัลย์เคียงฟ้าอยู่ ถึงยังอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ และกลายมาเป็นพื้นที่มหัศจรรย์แห่งหนึ่ง
“หรือว่าสงครามในปีนั้นก็มีคนของส้านักห้าธาตุ เข้าร่วมด้วย?” ขณะที่ว่างจากการฝึกตน เนี่ย เทียนก็อดคิดลึกเรื่องนี้ไม่ได้ “หาไม่แล้วใน อาณาจักรโพ่สุ้ยจะมีพื้นที่ห้าแห่งซึ่งคล้ายคลึงกับ อาณาจักรทั้งห้าของส้านักห้าธาตุได้อย่างไร?”
ต้นไม้ใบหญ้าในพื้นที่ธาตุไม้ไม่หนาแน่นเท่าป่า ม่านเทา
ทว่าเมื่อสร้างค่ายกลก้าเนิดไม้โบราณขึ้นมา รวบรวมจิงชี่พืชหญ้า เนี่ยเทียนกลับค้นพบโดย บังเอิญว่าปราณพืชหญ้าที่มารวมกันในค่ายกล กลับเหนือกว่าป่าม่านเทาไปหลายเท่า
ระดับความเข้มข้นของจิงชี่พืชหญ้าในค่ายกลมี มากถึงขีดสุด น้อยกว่าที่อาณาจักรไม้วิเศษแค่ไม่กี่ เท่าตัวเท่านั้น
เขาดูดซับจิงชี่พืชหญ้ามาแล้วเริ่มลงมือฝึก ขั้นตอนเนื้อหล่อหลอม บางครั้งต้นวิญญาณ ศักดิ์สิทธิ์ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แปลกประหลาด
แล้วจู่ๆ ก็มีกระแสจิตกว้างใหญ่ไพศาลขุมหนึ่งซึ่ง พกพาเอาปราณพืชหญ้าที่บริสุทธิ์อย่างหาที่ เปรียบไม่ได้เยื้องกรายมาถึงพื้นที่แห่งนี้
“อู้!”
ต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในโอสถวิญญาณพืช หญ้าของเขาพลันบินออกมาจากจุดตันเถียนของ เขา
พอบินออกมามันก็ฝังรากลงไปยังพื้นดินที่ชุ่มชื้น ใต้ฝ่าเท้าเขาทันที
ปราณพืชหญ้าที่เยื้องกรายลงมาจากฟ้าพลัน ผสานรวมเข้ากับต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ต้นนั้น
“เถาวัลย์เคียงฟ้า! เป็นเถาวัลย์เคียงฟ้า!”
เนี่ยเทียนแอบตกใจ พลันตระหนักได้ว่าเถาวัลย์ เคียงฟ้าที่มีข้อตกลงร่วมกับพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวซึ่งเป็นสมบัติล้าค่าระดับเพาะฟ้า เหมือนกันก้าลังมอบพลังขุมหนึ่งให้แก่ต้น วิญญาณศักดิ์สิทธิ์!
เมื่อหลายปีก่อน บุปผาร่วมชีวิตของมู่ปี้ฉงแห่งเขา สุขาวดีก็เคยได้รับพลังจากเถาวัลย์เคียงฟ้าที่นี่
หัวมู่ที่ครอบครองเถาวัลย์ปีศาจสวรรค์ พอได้รับ บาดเจ็บสาหัสจนเถาวัลย์ปีศาจสวรรค์แทบจะ แห้งเหี่ยวก็เคยมาที่อาณาจักรโพ่สุ้ย และได้รับ ความช่วยเหลือจากเถาวัลย์เคียงฟ้าเช่นกัน ท้าให้
เถาวัลย์ปีศาจสวรรค์ที่มาจากอาณาจักรปีศาจ ได้รับพลังชีวิตอีกครั้ง
เมื่อก่อนตอนที่มาที่นี่ ในร่างของเนี่ยเทียนยังไม่มี ต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์จึงไม่เคยชักน้าการ เปลี่ยนแปลงจากเถาวัลย์เคียงฟ้า
แต่พอมาครั้งนี้ ต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ต้นนั้นกลับ ได้รับความโปรดปรานจากเถาวัลย์เคียงฟ้า มันจึง มอบพลังมาให้ขุมหนึ่ง
ในสายตาของเนี่ยเทียน พอต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ได้รับพลังพืชหญ้าจากเถาวัลย์เคียงฟ้าก็เหมือนจะ ก้าลังเติบโตอย่างรวดเร็วคล้ายไผ่เทพของโหวชูห ลัน
ขณะเดียวกันก็เหมือนมีกระแสจิตส้านึกที่พิเศษขุม หนึ่งก้าลังจับจ้องมาที่ตรงนี้ด้วย
“เถาวัลย์เคียงฟ้า!” เนี่ยเทียนกระจ่างแจ้งทันใด
นาทีถัดมากระแสจิตส้านึกกลุ่มนั้นก็ส่งข้อความที่ เนี่ยเทียนสามารถใช้กระแสจิตวิญญาณรับสัมผัส มาให้เขา
“ว่าไงนะ? เจ้าจะไปจากอาณาจักรโพ่สุ้ย? ข้อตกลงระหว่างเจ้ากับคนผู้นั้นของส้านักใกล้จะ สิ้นสุดลงแล้ว?” เนี่ยเทียนอึ้งไปครู่ ก่อนถามอย่าง ไม่เข้าใจ “เจ้าจะไปที่ไหน? ข้อตกลงนั่นใครเป็น คนท้ากับเจ้า? แล้วรายละเอียดของข้อตกลงคือ อะไร?”
———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1091 ความลับ
จิตส ำนึกที่ถูกส่งมำอย่ำงกะทันหันจำกเถำวัลย์ เคียงฟ้ำบอกควำมคิดที่แน่ชัดให้แก่เนี่ยเทียน
เนี่ยเทียนใช้กระแสจิตวิญญำณท ำควำมเข้ำใจ
ไม่นำนเขำก็ได้รู้ว่ำเถำวัลย์เคียงฟ้ำไม่ใช่สมบัติล ำ ค่ำระดับเพำะฟ้ำที่ถือก ำเนิดในดินแดนของเผ่ำ มนุษย์
สถำนที่ถือก ำเนิดช่วงแรกเริ่มสุดของเถำวัลย์เคียง ฟ้ำคือดินแดนของเผ่ำไม้
ฟ้ำดินแห่งนั นถูกกำงกั นไว้ด้วยมหำสมุทรดำวมอด ดับ เป็นทั งถิ่นก ำเนิดของมันและเป็นทั งภูมิล ำเนำ เดิมของเผ่ำมนุษย์เช่นกัน
เมื่อหลำยปีก่อน เผ่ำไม้และชนต่ำงเผ่ำใหญ่ๆ ค้นพบดินแดนผนึกฟ้ำและช่วงชิงดินแดนแห่งนี มำ ครอง
เผ่ำไม้เองก็ได้อำณำณำจักรหลำยแห่งในดินแดน ผนึกฟ้ำไปครอบครอง
ทว่ำอำณำจักรที่ถูกแบ่งให้เผ่ำไม้กลับไม่มีจิงชี่พืช หญ้ำที่เข้มข้นล้อมวนเวียน เผ่ำไม้จึงได้แต่ย้ำย เถำวัลย์เคียงฟ้ำจำกดินแดนของตัวเองมำปลูกไว้ ที่นี่
กำรย้ำยเถำวัลย์เคียงฟ้ำมำปลูก ด้วยควำม มหัศจรรย์ของมันจึงท ำให้สำมำรถรวบรวมพลัง พืชหญ้ำที่กระจำยอยู่ท่ำมกลำงทำงช้ำงเผือกอัน กว้ำงใหญ่ไพศำลมำได้ด้วยตัวเอง
เดิมทีเผ่ำไม้คิดจะอำศัยเถำวัลย์เคียงฟ้ำมำ เปลี่ยนแปลงอำณำจักรแห่งหนึ่งให้เหมำะสมกับ กำรใช้ชีวิตของเผ่ำพันธ์พวกเขำ เพื่อให้มันกลำย มำเป็นพื นที่วิเศษในกำรเลื่อนระดับสำยเลือด
คล้ำยคลึงกับอำณำจักรไม้วิเศษของส ำนักห้ำธำตุ
เถำวัลย์เคียงฟ้ำเองก็ท ำภำรกิจที่ได้รับมอบหมำย ส ำเร็จด้วยดี มันรวบรวมพลังพืชหญ้ำในทำง ช้ำงเผือกด้ำนนอกมำอย่ำงเงียบเชียบ ไม่นำนก็ ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงโครงสร้ำงของอำณำจักรแห่ง หนึ่ง
วิธีกำรของเถำวัลย์เคียงฟ้ำคล้ำยคลึงกับไฟ ศักดิ์สิทธิ์ที่ทิ งเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงไว้ในดินแดนไฟ โลกันตร์ ท ำให้ดินแดนธรรมดำแห่งหนึ่งกลำยมำ เป็นดินแดนแห่งเพลิง
ทว่ำเรื่องดีกลับอยู่ได้ไม่นำน บุตรแห่งดวงดำวคน หนึ่งของพระรำชวังโบรำณสะเก็ดดำวก็มำส ำรวจ เจอดินแดนผนึกฟ้ำเช่นกัน
บุตรแห่งดวงดำวผู้นั นพำผู้แข็งแกร่งที่เป็นลูกน้อง ของตัวเอง ทั งยังร่วมมือกับสหำยในส ำนักห้ำธำตุ มำเปิดสงครำมนองเลือดกับชนต่ำงเผ่ำ รวมถึงเผ่ำ ไม้ในดินแดนผนึกฟ้ำ
สงครำมครั งนั นเป็นเหตุให้อำณำจักรส่วนใหญ่ ของดินแดนผนึกฟ้ำกลำยมำเป็นอำณำจักรที่ตำย แล้ว
ชนต่ำงเผ่ำที่พบเจอดินแดนผนึกฟ้ำก่อนผู้ใด หำก ไม่ถูกสังหำรก็เผ่นหนีไป
สุดท้ำยบุตรแห่งดวงดำวผู้นั นก็ได้ครอบครอง ดินแดนผนึกฟ้ำ ทว่ำดินแดนผนึกฟ้ำที่ตกอยู่ในมือ
ของเขำกลับหมดสิ นซึ่งมูลค่ำ เนื่องจำกอำณำจักร ส่วนใหญ่ระเบิดพังทลำย กลำยมำเป็นเพียงของไร้ ค้ำ
หลังจำกที่เผ่ำไม้หนีไป บุตรแห่งดวงดำวที่ชื่อจี ชำงก็ได้ยึดครองเถำวัลย์เคียงฟ้ำมำเป็นของตัวเอง
เมื่อผ่ำนสงครำมโหดเหี ยมระหว่ำงเผ่ำพันธุ์มำ ดินแดนผนึกฟ้ำเสียหำยอย่ำงหนักจนแทบไม่เหลือ สภำพดี จี ชำงตั งใจจะฟื้นฟูดินแดนผนึกฟ้ำ จึงคิด จะลงมือกับอำณำจักรแห่งหนึ่งที่ยังไม่เสียหำย รุนแรงก่อน
อำณำจักรแห่งนั นก็คืออำณำจักรโพ่สุ้ยที่เนี่ยเทียน ตั งชื่อให้และอยู่ในตอนนี
จี ชำงสร้ำงต ำหนักหลังหนึ่งขึ นมำ ทั งยังได้ ข้อตกลงร่วมกับเถำวัลย์เคียงฟ้ำ นั่นคือเถำวัลย์
เคียงฟ้ำต้องช่วยให้อำณำจักรโพ่สุ้ยค่อยๆ ฟื้น กลับมำมีชีวิตชีวำจนกลำยมำเป็นพื นที่กำร ประลองแห่งหนึ่งได้
นับแต่นั นมำเถำวัลย์เคียงฟ้ำจึงอยู่อำศัยใน อำณำจักรโพ่สุ้ย ช่วยรวบรวมพลังให้แก่ อำณำจักรโพ่สุ้ยใหม่อีกครั ง ซึ่งพลังหลักๆ คือจิงชี่ พืชหญ้ำ
ทว่ำหลังจำกนั นไม่นำนจี ชำงที่ได้ข้อตกลงร่วมกับ เถำวัลย์เคียงฟ้ำก็เริ่มก้ำวหน้ำไปไกล เขำค้นพบ ดินแดนอีกมำกมำยในฟ้ำดินของเผ่ำมนุษย์
สุดท้ำยจี ชำงก็กลำยมำเป็นนำยแห่งดวงดำวของ รุ่นนี
และเนื่องด้วยดินแดนผนึกฟ้ำที่จี ชำงยกทัพมำ ก ำรำบชนต่ำงเผ่ำเสียหำยอย่ำงรุนแรงเพรำะศึก
ระหว่ำงเผ่ำพันธุ์ ดินแดนแห่งนี จึงเริ่มไม่อยู่ใน สำยตำของเขำ
จนกระทั่งตบะของจี ชำงฝ่ำสู่แดนเทพเจ้ำ ควำมลี ลับของดวงดำวที่เขำเชี่ยวชำญก็ผลักดันให้เขำท ำ กำรส ำรวจทำงช้ำงเผือกลึกลับกว้ำงใหญ่ไร้ที่ สิ นสุดต่อไป
เขำจึงลืมดินแดนผนึกฟ้ำไปโดยปริยำย ลืม เถำวัลย์เคียงฟ้ำที่เคยมีข้อตกลงร่วมกันกับเขำ
เขำไม่เคยหวนกลับมำอีก
เวลำผ่ำนไปหลำยปี ข้อตกลงระหว่ำงเขำและ เถำวัลย์เคียงฟ้ำจึงใกล้มำถึงเวลำสิ นสุด
เขำไม่เพียงแต่ไม่มำ ทั งยังไม่ได้ส่งใครมำบอกข่ำว ใดๆ รำวกับหำยตัวไปแล้วอย่ำงไรอย่ำงนั น
จนกระทั่งเนี่ยเทียนก้ำวเข้ำมำในต ำหนักใหญ่ และ ตรำประทับสะเก็ดดำวในร่ำงของเขำก็ขำนรับกับ ตรำผนึกของที่แห่งนี จึงกลำยมำเป็นนำยคนใหม่ ของอำณำจักรโพ่สุ้ยแทนที่จี ชำง
เถำวัลย์เคียงฟ้ำต้องกำรจำกไปก็เพรำะว่ำวัตถุที่ มหัศจรรย์อย่ำงมันก็มีวันที่ต้องแก่ตำยได้ เหมือนกัน
กำรจำกไปของมันก็เพรำะต้องกำรหำวิธีหวนคืนสู่ เผ่ำไม้
มันก ำลังจะตำยแล้ว เมื่อมันตำยไป พลังพืชหญ้ำ ที่ชุบหลอมมำได้หลำยล้ำนปีของที่นี่ก็จะสลำย หำยไปจนเกลี ยง
ด้วยเหตุนี ขอแค่มันได้พบปรำณที่ใกล้เคียงกับ ตัวเองในอำณำจักรโพ่สุ้ย มันจึงมักจะมอบจิงชี่พืช
หญ้ำที่ตัวเองรวบรวมขึ นมำให้ด้วยควำมเต็มใจ เสมอ
บุปผำร่วมชีวิตของมู่ปี้ฉง เถำวัลย์ปีศำจสวรรค์ ของหัวมู่ และต้นวิญญำณศักดิ์สิทธิ์ของเนี่ยเทียน ล้วนมีธำตุไม้ มีสติปัญญำที่พร่ำเลือน เป็นวัตถุที่ คล้ำยคลึงกับมัน
วัตถุประหลำดสำมอย่ำงล้วนได้รับกำรมอบพลัง ไปจำกมัน
ตอนนี เวลำตำมข้อก ำหนดสัญญำใกล้จะมำถึง มัน จึงเตรียมจะกลับไปยังเผ่ำไม้ กลับไปยังถิ่นก ำเนิด ของตัวเองเพื่อทิ งเมล็ดพันธ์ของมันเอำไว้
“จี ชำง นำยแห่งดวงดำวคนปัจจุบัน!”
เนี่ยเทียนมีสีหน้ำตกใจ คำดไม่ถึงว่ำผู้ที่ท ำสัญญำ ร่วมกับเถำวัลย์เคียงฟ้ำจะเป็นเจ้ำต ำหนักคน ปัจจุบัน
ปีนั นเจ้ำต ำหนักที่เป็นแค่บุตรแห่งดวงดำวคนหนึ่ง ได้ค้นพบดินแดนผนึกฟ้ำแห่งนี โดยบังเอิญ จึงเชิญ สหำยจำกส ำนักห้ำธำตุให้มำบุกยึดดินแดนผนึก ฟ้ำร่วมกัน
ทว่ำเมื่อจี ชำงแข็งแกร่งขึ น กำรค้นพบดินแดน แห่งใหม่และสถำนที่ที่มีมูลค่ำมำกกว่ำก็ยิ่งเพิ่ม มำกขึ น จึงเริ่มทอดทิ งที่แห่งนี
จนกระทั่งจี ชำงกลำยเป็นแดนเทพเจ้ำ กลำยเป็น นำยแห่งดวงดำว ดินแดนดวงดำวและทรัพยำกร ที่อยู่ในมือเขำก็ทะยำนไปถึงจุดสูงสุด และเนื่อง ด้วยกำรฝึกตน เขำจึงมักจะต้องออกไปส ำรวจจุด
ลึกของทำงช้ำงเผือกที่ห่ำงไกลไม่เป็นที่รู้จักอยู่ ตลอดทั งปี แน่นอนว่ำย่อมไม่ให้ควำมส ำคัญกับ ดินแดนผนึกฟ้ำอีก
นี่จึงเป็นเหตุให้เถำวัลย์เคียงฟ้ำที่เคยมีข้อตกลง ร่วมกับเขำไม่เคยได้พบเขำอีกเลย
ต้นวิญญำณศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ตรงเท้ำยังคงถูกปกคลุม อยู่ในม่ำนแสงศักดิ์สิทธิ์พร่ำงพรำวเพรำะได้รับ พลังจำกเถำวัลย์เคียงฟ้ำ
สีหน้ำเนี่ยเทียนหนักอึ ง พลันกล่ำวว่ำ “หำกเจ้ำ จำกไป อำณำจักรโพ่สุ้ยจะเป็นอย่ำงไร?”
เถำวัลย์เคียงฟ้ำตอบกลับมำอีกครั ง
ตำมค ำบอกของมัน อำณำจักรโพ่สุ้ยในเวลำนี ผ่ำน กำรหล่อเลี ยงจำกมันมำหลำยปี ต่อให้มันจำกไปก็ ไม่มีทำงเกิดปัญหำกับอำณำจักรโพ่สุ้ยอีก
เพียงแต่ว่ำต่อไปจิงชี่พืชหญ้ำในอำณำจักรโพ่สุ้ ยคงไม่สำมำรถดูดซับมำจำกท้องฟ้ำด้ำนนอกได้ ตลอดเวลำอีกแล้ว
แต่หำกเนี่ยเทียนสำมำรถอยู่อำศัยในอำณำจักร โพ่สุ้ยได้ในระยะยำว เมื่อต้นวิญญำณศักดิ์สิทธิ์ เติบโต พลังพืชหญ้ำในอำณำจักรโพ่สุ้ยก็จะไหล บ่ำมำไม่ขำดสำย
อีกทั งเนื่องด้วยมีเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงและบุปผำ เก้ำดำรำอยู่ เนี่ยเทียนยังสำมำรถช่วยให้ อำณำจักรโพ่สุ้ยรวบรวมพลังเปลวเพลิงและพลัง
ดวงดำว ท ำให้มันเกิดกำรเปลี่ยนแปลงอย่ำงใหม่ ได้อีกด้วย
“แต่ข้ำไม่สำมำรถอยู่อำศัยที่นี่ในระยะยำวได้” เนี่ยเทียนถอนหำยใจ
ในเมื่อระยะเวลำตำมข้อตกลงระหว่ำงเถำวัลย์ เคียงฟ้ำกับจี ชำงใกล้จะถึงจุดสิ นสุด เนี่ยเทียนก็ไม่ สำมำรถรั งตัวมันไว้ในอำณำจักรโพ่สุ้ยได้อีก
ด้ำนหนึ่งก็เพรำะเถำวัลย์เคียงฟ้ำแข็งแกร่งมำกพอ เขำไม่มีศักยภำพที่จะท ำเช่นนั น
อีกด้ำนหนึ่งก็เพรำะคนที่ท ำสัญญำกับเถำวัลย์ เคียงฟ้ำ คือเจ้ำต ำหนักคนปัจจุบัน
หำกเขำขอให้เถำวัลย์เคียงฟ้ำอยู่ต่อก็เท่ำกับ ละเมิดเจตนำของเจ้ำต ำหนัก แม้ไม่มีใครรู้ว่ำเจ้ำ
ต ำหนักไปอยู่ที่ไหน แต่เนี่ยเทียนก็ไม่ต้องกำรมี เรื่องกับเขำเพียงแค่เพรำะอำณำจักรโพ่สุ้ยเล็กๆ แห่งหนึ่ง
ดินแดนดวงดำวในนำมของเขำมีถึงสำมแห่งแล้ว อีกทั งดินแดนลักษณะนี ยังมีอีกมำกมำย อยู่ดีๆ จะต้องท ำให้จี ชำงไม่พอใจเพรำะอำณำจักรโพ่สุ้ย ไปท ำไม?
หำกวันไหนจี ชำงกลับมำแล้วรู้ว่ำเขำท ำตัว เหลวไหล จะเอำผิดเขำหรือไม่ เนี่ยเทียนก็ยังไม่ แน่ใจนัก
เถำวัลย์เคียงฟ้ำยังเคยช่วยบุปผำร่วมชีวิตของมู่ปี้ ฉง เถำวัลย์ปีศำจสวรรค์ของหัวมู่ ทั งยังมอบพลัง ให้แก่ต้นวิญญำณศักดิ์สิทธิ์ เพิ่มควำมเร็วในกำร
เติบโตให้มัน แค่นี ก็ถือว่ำมีบุญคุณกับเขำแล้ว เขำ จึงไม่กล้ำหน้ำด้ำนท ำตัวไร้ยำงอำย
หลังจำกนั นเขำก็อยู่ต่อในอำณำจักรโพ่สุ้ย ฉวย โอกำสตอนที่เถำวัลย์เคียงฟ้ำยังไม่จำกไปท ำเวลำ ฝึกเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่
ต้นวิญญำณศักดิ์สิทธิ์ก็ยังคงได้รับประโยชน์จำก เถำวัลย์เคียงฟ้ำอย่ำงต่อเนื่อง
บำงครั งเขำก็จะพูดคุยกับเถำวัลย์เคียงฟ้ำอยู่เป็น พักๆ
นั่นถึงท ำให้เขำรู้ว่ำเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ที่เขำ ฝึกฝนมำจำกเผ่ำไม้จริงๆ ทั งยังเป็นวิชำลับที่ไม่ แพร่งพรำยให้คนนอกรู้ของเผ่ำไม้ด้วย มีเพียงเผ่ำ ไม้จ ำนวนน้อยนิดเท่ำนั นที่สำมำรถฝึกวิชำนี ได้
แม้แต่กิ่งไม้แต่ละกิ่งที่เขำเอำมำสร้ำงค่ำยกล ก ำเนิดไม้โบรำณ ด้ำนในยังมีตรำประทับของ ต้นไม้แห่งชีวิตด ำรงอยู่ด้วย
เถำวัลย์เคียงฟ้ำบอกกับเขำว่ำกำรถือก ำเนิดของ เผ่ำไม้เกี่ยวข้องกับต้นไม้แห่งชีวิตอย่ำงแนบแน่น
ควำมมหัศจรรย์ในตัวเขำและสำยเลือดของเขำ เถำวัลย์เคียงฟ้ำเองก็มองไม่ออก มันไม่รู้ต้นก ำเนิด ของสำยเลือดเขำ เพียงแต่บอกว่ำสำยเลือดที่ พิเศษของเขำอำจจะมีควำมเกี่ยวข้องกับต้นไม้ แห่งชีวิตอยู่บ้ำง ทว่ำรำยละเอียดมันเองก็ไม่แน่ใจ นัก
หลำยวันต่อมำ
เมื่อกระดูกของชนต่ำงเผ่ำกองเป็นพะเนิน ทั ง อำศัยจิงชี่พืชหญ้ำในเขตพืชหญ้ำของอำณำจักร
โพ่สุ้ย ในที่สุดเนื อหล่อหลอมขั นที่สี่ของเวทไม้ สวรรค์เกิดใหม่ของเขำก็ฝึกส ำเร็จ
เส้นใยกล้ำมเนื อ ผิวเนื อตลอดทั งร่ำงที่ผ่ำนกำร ท ำลำยแล้วชุบหลอมใหม่ครั งแล้วครั งเล่ำก็ได้ เปลี่ยนมำเป็นแข็งแกร่งทนทำนอย่ำงถึงที่สุด
กล้ำมเนื อทุกก้อนล้วนสำมำรถกักเก็บจิงชี่เลือด เนื อได้เพิ่มมำกกว่ำเดิมไปอีกหนึ่งระดับ
ไม่ต้องใช้พลังในมหำสมุทรวิญญำณจุดตันเถียน ล ำพังเพียงแค่ควำมแข็งแกร่งของเรือนกำยเขำก็ เชื่อมั่นว่ำไม่เป็นรองร่ำงกระดูกไม่แตกทลำยของ เผ่ำโครงกระดูก และร่ำงปีศำจไม่ดับสลำยของเผ่ำ ภูตปีศำจ
หรืออำจแข็งแกร่งมำกกว่ำด้วยซ ำ!
ตอนที่เถำวัลย์เคียงฟ้ำก ำลังจะจำกไป เขำรู้สึก ซำบซึ งใจในควำมช่วยเหลือที่มันมีให้ตลอด ช่วงเวลำที่ผ่ำนมำจึงชี ทำงให้แก่มัน
ทิศทำงที่เขำชี ไปก็คืออำณำจักรต้ำฮวำงของ ดินแดนดำวตก
ที่ใดที่หนึ่งของอำณำจักรต้ำฮวำงมีรอยแยกห้วง มิติที่ลึกลับอยู่เส้นหนึ่งซึ่งสำมำรถเดินทำงไปถึง สถำนที่วิเศษที่มีต้นไม้แห่งชีวิตต้นเล็กต้นหนึ่ง เติบโต
เขำบอกข่ำวนี ให้เถำวัลย์เคียงฟ้ำทรำบและให้มัน ลองไปหำดู
ข้อมูลที่ได้มำอย่ำงไม่คำดคิดท ำให้เถำวัลย์เคียงฟ้ำ ดีใจอย่ำงใหญ่หลวง เพรำะในสำยตำของเถำวัลย์ เคียงฟ้ำ สถำนที่วิเศษที่มีต้นไม้แห่งชีวิตต้นเล็ก
เติบโตและเป็นที่ฝังร่ำงของเทพยักษ์ค ำฟ้ำ บำงที อำจเชื่อมโยงเข้ำกับสถำนที่ต้องห้ำมบำงแห่งของ เผ่ำไม้
เมื่อวันสิ นสุดระยะสัญญำมำถึง เสียงกัมปนำทก็ พลันดังออกมำจำกอำณำจักรโพ่สุ้ยพร้อมกับ แผ่นดินสั่นไหว
เถำวัลย์เคียงฟ้ำที่หนำและยำวรำวขุนเขำซึ่งรัด พันอำณำจักรโพ่สุ้ยเอำไว้ค่อยๆ หดเล็กลง เถำวัลย์ขนำดมหึมำถูกห้อมล้อมไว้ด้วยม่ำนแสง พร่ำงพรำว และยังหดลงอย่ำงต่อเนื่อง
รำกของเถำวัลย์เคียงฟ้ำเองก็หลุดออกมำจำกใต้ พื นดินแล้วเปลี่ยนขนำดที่รำวกับภูเขำลูกยักษ์ลง อย่ำงรวดเร็ว
หลังจำกนั นเถำวัลย์เคียงฟ้ำก็บินทะยำนไปจำก อำณำจักรโพ่สุ้ย
———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1092 ฝันร้ายสะท้านฟ้า!
อาณาจักรโพ่สุ้ย
ค่ายกลนำส่งขนาดใหญ่ที่อยู่ในชั้นใต้ดินของ ตำหนักโอ่อ่าซึ่งเชื่อมโยงไปยังนครสะเก็ดดาวพลัน เกิดแรงสั่นสะเทือนผิดปกติ
ก่อนที่เงาร่างหนึ่งซึ่งส่องสว่างไปด้วยแสงจันทร์ เยือกเย็นจะเผยกาย
คนที่มาก็คือผู้อาวุโสของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาว—ซินฉิง
พอซินฉิงเผยกายในตำหนักก็แผ่กระแสจิต วิญญาณออกไปทั่วทุกมุมในอาณาจักรโพ่สุ้ยทันที
“ฟิ้ว!”
ครู่หนึ่งนางก็มาหาเนี่ยเทียนที่เขตพืชหญ้า
“ผู้อาวุโสซินฉิง!” เนี่ยเทียนตกใจ “ทำไมจู่ๆ ท่าน ถึงมาที่นี่ล่ะ?”
ซินฉิงขมวดคิ้วเป็นปม รับสัมผัสอย่างละเอียดอยู่ ครู่หนึ่งแล้วพลันถามว่า “เถาวัลย์เคียงฟ้าล่ะ?”
“เถาวัลย์เคียงฟ้าจากไปแล้ว” เนี่ยเทียนตอบ “ข้อตกลงระหว่างมันกับเจ้าตำหนักถึงเวลาสิ้นสุด ลงแล้ว เจ้าตำหนักไม่กลับมาเสียที มันจึงใช้ ข้ออ้างว่าระยะเวลาของสัญญาสุดสิ้นไปจาก อาณาจักรโพ่สุ้ย”
“ไม่นึกเลยว่ามันก็จากไปแล้วเหมือนกัน” ดวงตา ของซินฉิงถูกปกคลุมไปด้วยพยับเมฆหนาข้น “เจ้าตำหนัก เป็นเพราะเจ้าตำหนักอีกแล้ว เกิด
เรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ไม่ว่าอย่างไรสำนักถึงติดต่อ เขาไม่ได้เสียที”
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?” เนี่ยเทียนมองออกว่า อารมณ์ของซินฉิงไม่ค่อยปกตินัก
“เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” ซินฉิงสูดลมหายใจเข้าลึก หนึ่งครั้งเพื่อให้ตัวเองสงบลง “สงครามระหว่าง พวกเรากับภูตผีปีศาจที่มหาสมุทรดาวมอดดับจบ ลงด้วยความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่”
“พ่ายแพ้ครั้งใหญ่?” เนี่ยเทียนตะลึงพรึงเพริด
“ฟางเจ๋อบุตรแห่งดวงดาวคนที่สองและแดน เอตทัคคะทั้งหมดที่เป็นลูกน้องของเขาล้วนตาย กันหมด!” ซินฉิงคำรามเบาๆ
“บุตรแห่งดวงดาวตายอีกคนหนึ่งแล้วหรือ? เวลา เพียงสั้นๆ กลับมีบุตรแห่งดวงดาวถึงสองคนที่ สิ้นชีพด้วยน้ำมือของเผ่าภูตผีปีศาจ?” เนี่ยเทียน ตกใจจนหน้าถอดสี
เนื่องด้วยการตายของโหมวลั่ว ทางสำนักจึงระดม ผู้แข็งแกร่งมากมายให้ยกทัพไปที่มหาสมุทรดาว มอดดับเพื่อทำลายเส้นป้องกันของเผ่าภูตผีปีศาจ
ทำเช่นนี้ก็เพื่อฟื้นคืนชื่อเสียงของสำนักให้กลับมา อีกครั้ง
ใครจะไปคาดคิดว่า ไม่เพียงแต่ไม่สามารถโจมตีให้ เผ่าภูตผีปีศาจเจ็บปวด กลับกลายเป็นบุตรแห่ง ดวงดาวอีกคนที่ต้องตายไป?
ฟางเจ๋อแข็งแกร่งยิ่งกว่าโหมวลั่วเสียอีก เขาคือ แดนเอตทัคคะช่วงกลาง นึกไม่ถึงว่าจะไปตายอยู่ ในมหาสมุทรดาวมอดดับ
ที่นั่นเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อะไรขึ้นกันแน่?
“ไม่เพียงแต่ฟางเจ๋อ ผู้อาวุโสสองท่านที่ระดับ เดียวกับข้าก็ถูกภูตผีปีศาจสังหารไปเหมือนกัน” ซิ นฉิงก้มหน้าคล้ายมิอาจเผชิญกับสายตาของเนี่ย เทียนได้ “รองเจ้าตำหนักทั้งสองท่านก็บาดเจ็บ สาหัส กองกำลังและบุตรแห่งดวงดาวทั้งหมดที่ พวกเราส่งตัวไปยังมหาสมุทรดาวมอดดับล้วน ถอยทัพกลับออกมาหมดแล้ว”
“ว่าไงนะ?” เนี่ยเทียนร้องอุทานเสียงหลงอีกครั้ง “มีผู้อาวุโสตายไปอีกสองท่านแล้ว? รองเจ้า
ตำหนักที่เป็นแดนเทพเจ้าสองท่านก็ได้รับบาดเจ็บ เหมือนกัน?”
“ต้าจุนทั้งสี่ท่านของเผ่าภูตผีปีศาจล้วนปรากฏตัว กันครบ หยวนหมอต้าจุนที่เป็นประมุขของเผ่ามี สายเลือดระดับสิบขั้นสูง ซื่อเซวี่ยต้าจุนสายเลือด ระดับสิบขั้นกลาง ฮวางหมอต้าจุนและเซวี่ยฝู่ ต้าจุนล้วนเป็นระดับสิบขั้นต้น” สีหน้าซินฉิงเต็ม ไปด้วยความขมขื่น “ต้าจุนทั้งสี่ท่านล้วนมา ปรากฏตัวในมหาสมุทรดาวมอดดับ ยากที่สำนัก เราจะต่อกรด้วยได้”
“หากไม่เป็นเพราะเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์สัมผัสได้ถึง ความผิดปกติจึงข้ามห้วงมิติไปช่วย เกรงว่ารอง เจ้าตำหนักทั้งสองคงยากจะพ้นเคราะห์ร้ายครั้งนี้ มาได้”
เนี่ยเทียนตกตะลึงอย่างหนัก “ต้าจุนทั้งสี่คนต่างก็ ปรากฏตัวกันครบหมด?”
“ถูกต้อง” สีหน้าของซินฉิงมืดมน พึมพำเบาๆ ว่า “หยวนหมอต้าจุนยังบอกด้วยว่าเจ้าตำหนักที่ไป สำรวจในจุดลึกของทางช้างเผือกเจอกับปัญหา ครั้งใหญ่ จะมีชีวิตรอดกลับมาได้หรือไม่ก็ยังไม่รู้ได้ ต่อให้เจ้าตำหนักกลับมา ก็อาจต้องใช้เวลาอีก หลายปีกว่าจะมาถึง ไม่รู้ว่าภูตผีปีศาจไปเอาข่าว พวกนี้มาจากที่ไหน!”
“หาก หากไม่ใช่เพราะแน่ใจว่าเจ้าตำหนักจะ กลับมาไม่ทัน ต้าจุนทั้งสี่ท่านของเผ่าภูตผีปีศาจ จะกล้าปรากฏตัวกันครบทุกคนได้อย่างไร!”
“ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ภูตผีปีศาจเดือดดาล อย่างหนัก นั่นก็คือเรื่องที่ตระกูลในสามอาณาจักร ใหญ่ของพวกเขาถูกพวกเจ้าสังหารไปเกือบหมด”
“พวกภูตผีปีศาจจึงคิดที่จะแก้แค้นอยู่พอดี! เพียงแต่ว่าการแก้แค้นของพวกเขากลับโหดเหี้ยม ยิ่งกว่า”
พอนางกล่าวจบ เนี่ยเทียนก็พลันเงียบงัน
ไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็คาดไม่ถึงว่าสำนักจะถูกโจมตี อย่างสาหัสสากรรจ์เช่นนี้จากในมหาสมุทรดาว มอดดับ
ผ่านไปพักใหญ่ เขาถึงได้ถามขึ้นว่า “ผู้อาวุโส ใหญ่ล่ะ?”
“ตอนอยู่ดินแดนสวรรค์ทมิฬ ผู้อาวุโสใหญ่ต่อสู้ กับเสวียนหมิงต้าจุนจนได้รับบาดเจ็บ ตอนนี้จึงอยู่ ในขั้นตอนของการฟื้นตัว” ซินฉิงอธิบาย “ด้วย เหตุนี้ผู้อาวุโสใหญ่จึงไม่ได้เข้าร่วมสงครามที่ มหาสมุทรดาวมอดดับ”
เนี่ยเทียนนิ่งคิด “ท่านตั้งใจมาที่นี่ด้วยเรื่องอัน ใด?”
“แค่จะบอกเจ้าว่าไม่จำเป็นต้องรวบรวมพลังไป ร่วมรบที่มหาสมุทรดาวมอดดับแล้ว” มุมปากซิ นฉิงยกยิ้มขมขื่น “เมื่อผ่านศึกครั้งนี้มา ใน ระยะเวลาสั้นๆ ที่เจ้าตำหนักยังไม่กลับมานี้ เกรง ว่าพวกเราคงไม่เหลือเรี่ยวแรงให้เปิดศึกกับภูตผี ปีศาจในมหาสมุทรดาวมอดดับอีกครั้งหรอก”
“และเมื่อภูตผีปีศาจมีเวลาว่างก็เกรงว่าคง พยายามคิดหาวิธีไปเยือนดินแดนดาวตกด้วย ช่องทางอื่น”
“ข้ากลัวว่าเจ้าจะไม่เข้าใจสถานการณ์ ไม่ทัน เตรียมการป้องกัน ปล่อยให้ภูตผีปีศาจเปิด สงครามใหญ่ในดินแดนดาวตกได้สำเร็จ ดังนั้นจึง มาบอกให้เจ้าเตรียมตัวไว้บ้าง”
“เข้าใจแล้ว” เนียเทียนถอนหายใจ
“ทางฝั่งของมหาสมุทรดาวมอดดับยังมีผู้ แข็งแกร่งของหอทอดฟ้า ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และ สำนักห้าธาตุนั่งบัญชาการณ์อยู่ ยากที่ภูตผีปีศาจ จะข้ามผ่านมหาสมุทรดาวมอดดับบุกเข้ามาใน ดินแดนของเผ่ามนุษย์เราได้”
“บางทีเผ่าภูตผีปีศาจที่คว้าชัยชนะมาได้อาจฉวย โอกาสไล่โจมตีดินแดนที่เป็นของเจ้า”
“บุตรแห่งดวงดาวที่เหลืออยู่ ดินแดนดวงดาวใน นามของเจ้าตำหนักและดินแดนดวงดาวที่พึ่งพา พวกเราอาจกลายมาเป็นเป้าหมายของภูตผีปีศาจ ได้ทุกเมื่อ”
“โดยเฉพาะดินแดนดาวตกของเจ้าที่อาจเป็น เป้าหมายหลักที่ภูตผีปีศาจพุ่งเป้าไปโจมตี”
“หากมีเรื่องอะไรหรือจุดใดที่ผิดปกติ เจ้าต้องรีบ แจ้งให้สำนักทราบทันที ต่อให้ตอนนี้สำนักจะไม่ เหลือพลังให้ทัดทานกับภูตผีปีศาจได้ชั่วคราว แต่ ก็ต้องยอมจ่ายค่าตอบแทนมหาศาลเชิญคนของ หอทอดฟ้า ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และสำนักห้าธาตุให้มา ช่วยเหลือให้จงได้”
หลังจากทิ้งประโยคที่ทำให้คนกดดันไว้ ซินฉิงก็รีบ ร้อนจากไปคล้ายยังมีธุระอื่น
พอนางจากไป เนี่ยเทียนก็นั่งคิดเงียบๆ ด้วยสีหน้า เคร่งเครียดอยู่เป็นนาน
จากนั้นเนี่ยตงไห่และเนี่ยเฉี่ยนก็พากันมาหาเขา “เสี่ยวเทียน ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้มีคนผู้หนึ่งบิน มาที่นี่? นางเป็นใคร? นางมาทำอะไรรึ?” เนี่ยตง ไห่ถามอย่างเป็นห่วง
“เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” เนี่ยเทียนถอนหายใจหนึ่งที ลังเลอยู่พักหนึ่งก็พูดขึ้นว่า “ท่านตา ท่านป้า พวก ท่านไปบอกให้เด็กๆ ของตระกูลเนี่ยเตรียมตัวกัน สักหน่อย หลังจากนี้ไม่นานข้าจะส่งพวกท่านไป อยู่ที่อื่นชั่วคราว รอเรื่องครั้งนี้สงบลงแล้วค่อยให้ พวกท่านกลับมา”
“มีอะไรหรือ?” เนี่ยตงไห่ถามอย่างแปลกใจ
“สำนักถูกโจมตีจนบาดเจ็บสาหัส ภูตผีปีศาจ สังหารคนไปมากมาย ฝ่ายเราแพ้ศึกที่มหาสมุทร ดาวมอดดับอย่างราบคาบ” เนี่ยเทียนอธิบาย ลวกๆ
เนี่ยตงไห่และเนี่ยเฉี่ยนบังเกิดความหวาดกลัว ทันที
พวกเขาอาจไม่กลัวตาย ทว่าพวกเด็กรุ่นเล็กของ ตระกูลเนี่ย…
คนทั้งสองจึงรีบไปจัดการตามที่เนี่ยเทียนบอก ทันใด
ใคร่ครวญอย่างหนักอยู่นาน เนี่ยเทียนก็สรุปว่าจะ จัดการส่งคนของตระกูลเนี่ยให้ไปอยู่ในดินแดน ของหวงจินหนันก่อน
ศักยภาพของสำนักห้าธาตุแข็งแกร่งมากพอ และ เป้าหมายที่ภูตผีปีศาจคิดเล่นงานครั้งนี้ หลักๆ แล้วคือพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ไปอยู่ที่ สำนักห้าธาตุน่าจะปลอดภัยดี
และเนื่องด้วยหวงจินหนันเองก็สนิทสนมกับเขา อีกฝ่ายจึงตอบรับอย่างรวดเร็ว ทั้งยังส่งคนมารับ ตัวคนตระกูลเนี่ยไปด้วย
หลังจากนั้นเนี่ยเทียนก็แจ้งสถานการณ์ล่าสุดไปให้ พวกจิ่งเฟยหยาง เยว่เหยียนสี่รับทราบ ทั้งยังบอก ให้พวกเขาป่าวประกาศไปยังสำนักใหญ่ต่างๆ ให้
ระวังตัวป้องกันภูตผีปีศาจให้ดี หากมีข่าวต้องรีบ แจ้งทันที
ทำเช่นนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พวกเขาไม่รู้อะไรเลย ในขณะที่ภูตผีปีศาจยกทัพมาแล้ว
จากนั้นเนี่ยเทียนก็ไปที่เทือกเขาฮว้านคงเพื่อไป พบเผยฉีฉีที่ยังคงตามหาปริศนาการหายตัวไป ของซวีเฉิงตามรอยแยห้วงมิติแต่ละเส้น
รอยแยกห้วงมิติในเทือกเขาฮว้านคงมีเยอะเกินไป จิตสำนึกของเผยฉีฉีที่ว่ายวนอยู่ด้านในโดยอาศัย สมบัติล้ำค่าระดับเพาะฟ้าชิ้นนั้นยังไม่สามารถ ตามหาได้ครบหมด
นางจึงยังไม่ได้รับข้อมูลอะไรที่มีประโยชน์ เกี่ยวกับซวีเฉิง
พอเนี่ยเทียนอธิบายจุดประสงค์การมาให้ฟังอย่าง ละเอียด เผยฉีฉีก็ตกตะลึงอย่างหนัก คาดไม่ถึงว่า ในเวลาเพียงสั้นๆ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว จะถูกโจมตีรุนแรงขนาดนี้
“ทางฝ่ายของดินแดนพงฟ้ามีประตูข้ามอาณาจักร ที่เชื่อมโยงไปยังชนต่างเผ่า ข้าเคยทำลายทิ้งไป แล้วสองบาน แต่ยังมีเหลืออยู่อีกหรือไม่ ข้าก็ไม่ แน่ใจ” เผยฉีฉีครุ่นคิดพลางอธิบาย “ปีนั้นที่ดิน แดนพงฟ้าถูกชนต่างเผ่ารุกราน พอข้าไปถึงก็รู้ว่า อาจยังมีประตูข้ามอาณาจักรอยู่ จึงใช้สมบัติล้ำค่า ในมือค้นหาแล้วก็ทำลายทิ้งไปแล้ว”
“ส่วนที่ดินแดนปราการดวงดาว ข้าไม่เคยไปเยือน จึงไม่รู้”
“หากเป็นดินแดนดาวตกก็ไม่น่าจะมีประตูข้าม อาณาจักรอยู่ ซึ่งรอยแยกห้วงมิติทั้งสามเส้นก็ ล้วนถูกพวกเราทำลายทิ้งไปหมดแล้ว”
เนี่ยเทียนกล่าว “ดินแดนผนึกฟ้า ที่ดินแดนผนึก ฟ้าต้องมีประตูข้ามอาณาจักรอยู่แน่นอน! ก่อน หน้านี้ตอนที่พวกเราอยู่ในดินแดนผนึกฟ้าก็เคย เจอกับชนต่างเผ่าแล้วก็เรือรบทางช้างเผือกของ ภูตผีปีศาจ! และเมื่อไม่นานมานี้ก็มีศพของภูตผี ปีศาจที่ถูกสำนักศพฟ้าอะไรสักอย่างสังหารอยู่ แถวๆ ดินแดนผนึกฟ้า!”
ดินแดนผนึกฟ้าอยู่ติดกับดินแดนดาวตก เว่ยไหล เองก็เคยกล่าวว่าชายแดนของดินแดนดาวตกมี ร่องรอยการจางหายของปราณปีศาจ
เนี่ยเทียนตั้งใจมาหาเผยฉีฉีก็เพราะหวังว่าเผยฉีฉี จะใช้สมบัติล้ำค่าในมือช่วยเขาตามหาประตูข้าม อาณาจักรแต่ละบานที่อาจมีอยู่ในดินแดนปราการ ดวงดาวและดินแดนพงฟ้าแล้วทำลายพวกมันทิ้ง ไป หลีกเลี่ยงไม่ให้ดินแดนดวงดาวในนามของเขา ถูกภูตผีปีศาจรุกรานเข้ามาได้อย่างง่ายดาย
“ดินแดนผนึกฟ้า…” เผยฉีฉีลุกขึ้นยืนช้าๆ พลาง พยักหน้า กล่าวว่า “งั้นก็ดี ข้าจะไปลองหาที่ดิน แดนผนึกฟ้าเดี๋ยวนี้ ขอแค่มีประตูข้ามอาณาจักร อยู่ ของล้ำค่าในมือข้าต้องสามารถสัมผัสได้ถึง แน่นอน”
“ขอโทษนะที่มารบกวนการตามหาซวีเฉิงของ เจ้า” เนี่ยเทียนเอ่ยขออภัย
“ไม่เป็นไร” เผยฉีฉีพูดเบาๆ
*ตอนแถมเสาร์อาทิตย์นี้ขออนุญาตยกยอดไปเป็น วันจันทร์นะคะ
———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1093 มอบแก่นเลือด!
เรือดาราทะยานอยู่ท่ามกลางหินอุกกาบาตขนาด ใหญ่ยักษ์มากมายโดยเริ่มต้นเดินทางที่อาณาจักร โพ่สุ้ย
กลางฝ่ามือของเผยฉีถือประคองผลึกหลายหน้าไม่ เป็นรูปเป็นร่างก้อนนั้นเอาไว้ นางใช้สมบัติล้าค่า ห้วงมิติเช่นนี้มารับสัมผัสกับคลื่นเคลื่อนไหว ผิดปกติที่อยู่ในฟ้าดินรอบด้านอย่างละเอียด
ขอแค่มีประตูข้ามอาณาจักรหรือค่ายกลที่สามารถ เข้าออกได้ สมบัติชิ้นนี้ก็ล้วนรับสัมผัสได้ทั้งสิ้น
ดินแดนผนึกฟ้ากินอาณาบริเวณกว้างไกลราวกับ ไร้ที่สิ้นสุด ด้านหนึ่งเชื่อมโยงกับดินแดนปราการ ดวงดาว อีกด้านหนึ่งเชื่อมโยงกับแผ่นดินของ
ความเร็วของเรือดาราสู้เรือรบทางช้างเผือกไม่ได้ แล้วก็ด้วยเหตุนี้เผยฉีฉีถึงสามารถรับสัมผัสกับ คลื่นห้วงมิติที่ผิดปกติได้อย่างแม่นย้ามากขึ้น
อยู่บนเรือดารา เนี่ยเทียนไม่ได้ฝึกตนด้วยวิชาใดๆ
ทว่าวัตถุประหลาดสามชนิดที่อยู่ในจุดลึกของ มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของเขากลับยังดึง เอาพลังเปลวเพลิง พืชหญ้าและพลังดวงดาวมา จากในท้องฟ้าได้อยู่ดี
พลังงานที่ไหลเข้ามาล้วนตรงเข้าหาโอสถ วิญญาณทั้งสามเม็ดของเขา ท้าให้ส่วนที่เป็นผลึก แข็งเริ่มเพิ่มมากขึ้น
“ทางช้างเผือก ทางช้างเผือกอันกว้างใหญ่ไพศาล ถึงจะเป็นสถานที่ที่ฝึกตนที่เหมาะสมส้าหรับข้า ที่สุดในตอนนี้!”
เนี่ยเทียนพลันตระหนักได้ว่าเพราะการด้ารงอยู่ ของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง บุปผาเก้าดาราและต้น วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ เขาก็ไม่จ้าเป็นต้องใช้หินวิเศษ วัตถุดิบวิเศษใดๆ เพื่อมาดึงพลังงานจากภายใน
จุดลึกของทางช้างเผือกมีพลังงานอันซับซ้อนอยู่ มากมาย เขามีวัตถุประหลาดสามชิ้นนั้นอยู่จึง สามารถดึงเอาส่วนที่มีประโยชน์ต่อเขามาไว้ในจุด ตันเถียนได้
เขตวิญญาณช่วงต้น ส่วนหนึ่งของโอสถวิญญาณ เกาะตัวเป็นผลึก การฝึกตนในภายหลังก็คือท้าให้
หยดวิเศษในโอสถวิญญาณค่อยๆ ถูกชุบหลอมจน กลายมาเป็นผลึกมากกว่าเดิม
ขั้นตอนนี้ผู้ฝึกลมปราณที่ไม่มีเมล็ดพันธ์เปลว เพลิง ต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ บางทีอาจต้องอาศัย วัตถุดิบวิเศษหลากหลายชนิด
อีกอย่างผู้ฝึกลมปราณขอบเขตวิญญาณก็ยากที่ จะมาเผยกายอยู่ในทางช้างเผือก เมื่อมีวัตถุดิบ วิเศษอย่างเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง ต้นวิญญาณ ศักดิ์สิทธิ์ก็ยากที่จะดึงเอาพลังงานมาจากในทาง ช้างเผือกได้
และเห็นได้ชัดว่าเขานั้นแตกต่าง
เขาที่มีสายเลือดพิเศษ เรือนกายแข็งแกร่ง สามารถแบกรับพลังงานจากสิ่งสกปรกที่มี อันตรายซึ่งอยู่นอกอาณาจักรได้
อีกทั้งวัตถุประหลาดที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามชิ้นยัง สามารถช่วยให้เขารวบรวมพลังเปลวเพลิง พืช หญ้าและดวงดาวได้อีกด้วย
เขาพลันค้นพบว่าเผยฉีฉีที่มากับเขาซึ่งก้าลังตาม หาประตูข้ามอาณาจักรที่เชื่อมโยงไปยังฟ้าดินของ ชนต่างเผ่าในดินแดนผนึกฟ้า แท้จริงแล้วก็ก้าลัง ฝึกตนอยู่เช่นกัน
ในเมื่อมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนสามารถ รวบรวมพลังสามธาตุได้โดยไม่ให้เขาต้องเปลือง แรง เขาที่ว่างงานจึงสามารถเอาเวลาไปท้าอย่าง อื่นได้
สิ่งที่เขาท้าก็คือใช้จิงชี่เลือดเนื้อจ้านวนมหาศาล มาสร้างแก่นเลือดขึ้นมา
แก่นเลือดหลายหยดที่อยู่ตรงหัวใจถูกเขากรอกเท ให้กับท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราและเสื้อ เกราะมังกรเพลิง
ไม่ว่าจะเป็นกระดูกท่อนนั้นหรือเสื้อเกราะมังกร เพลิงก็ล้วนปรารถนาที่จะได้รับแก่นเลือดแห่งชีวิต ในร่างของเขา
แก่นเลือดแห่งชีวิตสามารถกระตุ้นให้ท่อนกระดูก และเกราะมังกรเพลิงแข็งแกร่งได้มากกว่าเดิม
แก่นเลือดอีกหยดหนึ่งที่เพิ่งจะชุบหลอมได้ส้าเร็จ ถูกเขาหยดลงไปบนท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวล ดารา
หลังจากที่เขาบินออกมาจากอาณาจักรโพ่สุ้ยก็ ไม่ได้เก็บกระดูกท่อนนี้ไว้ในแหวนเก็บของ แต่เอา ออกมาไว้ข้างนอก
กระดูกท่อนนี้สามารถรวบรวมพลังงานจากในทาง ช้างเผือกอันกว้างใหญ่ไพศาลได้เช่นเดียวกับเขา
กระดูกที่เดิมทียาวยี่สิบเมตร เมื่อได้การกรอกเท แก่นเลือดเข้าไปก็เป็นฝ่ายดึงเอาพลังงานจากนอก อาณาจักรมาด้วยตัวเอง และค่อยๆ เติบโตจน ตอนนี้ยาวยี่สิบเจ็ดเมตรแล้ว
รอจนแก่นเลือดหยดหนึ่งผสานรวมเข้ากับ ลวดลายซับซ้อนในท่อนกระดูก ท่อนกระดูกก็ เหมือนจะเปล่งแสงสีเลือดแดงฉานออกมา
การกรีฑาทัพในสามอาณาจักรปีศาจท้าให้เนี่ย เทียนได้ศพของภูตผีปีศาจมามากมาย การ เดินทางไปยังอาณาจักรไม้วิเศษก็ท้าให้เขาได้ศพ ของชนต่างเผ่าระดับมหาราชาและเผ่าสัตว์ โบราณมาเพิ่มเติมอีก
เนื้อหล่อหลอมฝึกได้ส้าเร็จ ขั้นสุดท้ายอย่างเลือด แข็งเหมือนจะยังไม่ถึงระดับที่สามารถเริ่มต้นได้
และสายเลือดแห่งชีวิตของเขาที่พอดื่มจิงชี่เลือด เนื้อเข้มข้นไปได้อย่างเต็มคราบก็เริ่มจ้าศีลเพื่อรอ การแปรสภาพอีกครั้ง
ด้วยเหตุนี้ ช่วงที่ผ่านมาเขาจึงสามารถสร้างแก่น เลือดขึ้นมาได้เป็นจ้านวนมาก
“แก่นเลือดของเจ้า…”
กลางเรือดารา ดวงตาของเผยฉีฉีเผยประกาย ประหลาด ก่อนจะพูดด้วยน้าเสียงเกรงใจ “ไม่รู้ว่า ท้าไมแก่นเลือดของเจ้าถึงท้าให้ข้ารู้สึกว่ามัน รสชาติยอดเยี่ยมอย่างถึงที่สุดจนกระหายอยากลิ้ม ลอง”
นางเลียริมฝีปากที่อวบอิ่มของตัวเอง บนใบหน้าที่ งามล้าบังเกิดเสน่ห์เย้ายวนน่าลุ่มหลง
อันที่จริงนางที่มองเนี่ยเทียนสร้างแก่นเลือดขึ้นมา กรอกเทให้กับกระดูกท่อนนั้นของสัตว์ยักษ์มวล ดาราอย่างต่อเนื่องได้อดทนมานานมากแล้ว
ทุกครั้งที่เห็นเนี่ยเทียนหยดแก่นเลือดให้กับแกน เลือดของเกราะมังกรเพลิงและท่อนกระดูก อันที่ จริงนางก็ปรารถนาในแก่นเลือดพวกนั้นมาก เหมือนกัน
อีกทั้งนางเป็นคนขี้อาย ทั้งยังรู้สึกว่า…จะอย่างไร ซะนั่นก็คือแก่นเลือดของเนี่ยเทียน การที่นาง ปรารถนาในแก่นเลือดของเนี่ยเทียนช่างเป็นเรื่อง ที่น่าตกใจและยากจะเอ่ยปากร้องขอ
นางจึงอดทน ไม่พูดอะไรออกมา
ทว่านางมองเห็นเนี่ยเทียนเอาแก่นเลือดมาใช้ อย่างฟุ่มเฟือยโดยไม่เสียดาย มองแก่นเลือดที่แดง สดราวอัญมณีเล็กละเอียดถูกเกราะมังกรเพลิง และท่อนกระดูกดูดซับเข้าไป ก็รู้สึกว่าเนี่ยเทียนไม่ สนใจสักเท่าไหร่ ในที่สุดจึงอดไม่ไหวที่จะเผย ความในใจออกมา
“เจ้า…” เนี่ยเทียนมีสีหน้าปั้นยาก “แก่นเลือด ของข้า ท้าให้เจ้ารู้สึกอร่อยอย่างนั้นหรือ?”
เผยฉีฉีหน้าแดงปลั่ง ก้มหน้าเอ่ยเสียงแผ่ว “ก็นิด หน่อย”
เนี่ยเทียนเงียบงัน
“เจ้า เจ้าอย่าคิดไปไกล” เผยฉีฉีรีบอธิบาย “แค่ รู้สึกว่าแก่นเลือดของเจ้ามีกลิ่นหอมเท่านั้น ข้า ไม่ได้มีความหมายอย่างอื่น…”
“ไม่” เนี่ยเทียนส่ายหน้า “บางทีแก่นเลือดของข้า อาจมีประโยชน์ต่อเจ้า”
หากแก่นเลือดของเขาร่ายใช้พรสวรรค์การสูบดึง พลังชีวิตหรือเวทลับผนึกชีวิตก็เท่ากับเป็นยาพิษ มีพลังการท้าลายล้างถึงชีวิตส้าหรับชนต่างเผ่าที่ เลือดลมอุดมสมบูรณ์
แต่หากไม่ใช่เวทลับชนิดนี้มาสังหารศัตรู แต่ใช้ การมอบชีวิต ก็จะสามารถช่วยให้เกราะมังกร เพลิงและท่อนกระดูกสัตว์ยักษ์มวลดารากลับมา แข็งแกร่งได้
ใช้แก่นเลือดกระตุ้นการมอบชีวิต ส้าหรับเผ่า มนุษย์จะสามารถต่ออายุขัย ท้าให้คนได้รับอายุขัย เพิ่มเติม
ส้าหรับชนต่างเผ่าจะเป็นการมอบพลังชีวิตอัน เปี่ยมล้น ท้าให้เรือนกายของพวกเขาแข็งแกร่ง มากขึ้น
เนื่องจากเผยฉีฉียังสาว อายุขัยยังยาวนาน ดังนั้น ตอนนี้ไม่มีทางเจอปัญหาที่อายุขัยไม่มากพอ แน่นอน ดังนั้นเขาจึงไม่ได้คิดมาก
ทว่าตอนนี้เขาพลันตระหนักได้ว่า เผยฉีฉีไม่ใช่เผ่า มนุษย์ธรรมดาทั่วไป แต่เป็นเลือดผสม เช่นเดียวกับเขา!
ขณะที่เผยฉีฉ๊ยังคิดอะไรไปไกลวุ่นวาย เนี่ยเทียน พลันดึงแก่นเลือดแห่งชีวิตหยดหนึ่งออกมาจาก หัวใจ แล้วเอ่ยเบาๆ ว่า “แก่นเลือดหยดนี้ข้าจะ หยดลงบนหัวใจของเจ้า เจ้าจงตั้งใจรับสัมผัสกับ การเปลี่ยนแปลงในร่างกายให้ดี!”
กล่าวจบ เลือดสดที่แดงใสราวอัญมณีเม็ดนั้นก็ หยดลงบนหน้าอกที่สูงอวบอิ่มของนาง
“การมอบชีวิต!”
แก่นเลือดซึมผ่านเสื้อของเผยฉีฉี เมื่อสัมผัสกับ ผิวหนังอันอ่อนนุ่มของนางก็เป็นดั่งหยดน้าที่ไหล ลงสู่ทะเลซึ่งสามารถผสานรวมเข้าไปยังหัวใจที่อยู่ ใต้ผิวหนังของนางอย่างง่ายดาย
เมื่อหยดเลือดหยดนั้นซึมลงบนหัวใจของเผยฉีฉีก็ พลันกระจายตัวออกจากกัน
จิงชี่เลือดเนื้อที่แฝงความมหัศจรรย์แห่งชีวิตเอาไว้ เริ่มล่องลอยจากหัวใจไปตามช่องโพรงต่างๆ ทั่ว ร่างของเผยฉีฉี
เผยฉีฉีร้องครางด้วยน้าเสียงที่เปี่ยมล้นไปด้วย ความสุขและพึงพอใจอย่างสุดขีด
นางรู้สึกอุ่นสบายไปทั้งร่างเหมือนคนที่แช่อยู่ใน บ่อน้าพุร้อน ปราณเลือดเป็นกลุ่มๆ ที่กระจาย ออกมาจากแก่นเลือดของเนี่ยเทียนเคลื่อนที่ไปทั่ว คล้ายก้าลังขยายช่องโพรงในร่างของนางให้กว้าง ถึงที่สุด!
ช่องโพรงของนาง ก็คือต้าแหน่งที่เก็บรวบรวม เลือดลมแห่งห้วงมิติของนาง!
จิงชี่เลือดเนื้อทั้งร่างของนาง ส่วนใหญ่แล้วล้วน อยู่ในช่องโพรงต่างๆ
ช่องโพรงที่ว่าก็เป็นเหมือนพื้นที่ที่ตั้งอยู่อย่างอิสระ เดิมทีก็เปราะบางอ่อนแออยู่แล้ว หากใช้เวทลับ
ห้วงมิติ พื้นที่อิสระที่ตั้งตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยว เหล่านั้นจะต้องปริแตก หรือไม่ก็พังทลายลงมา
ทว่าเมื่อแก่นเลือดหยดนั้นของเนี่ยเทียนผสาน รวมเข้าไป นางกลับสัมผัสได้อย่างเฉียบไวว่าโพรง ในร่างของนางไม่เพียงแต่มีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งยัง แข็งแกร่งทนทานอย่างถึงที่สุด!
นางพลันปิติยินดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ไม่นานแก่นเลือดแห่งชีวิตหยดนั้นก็หายไปจาก หัวใจของนางจนเกลี้ยง
จิงชี่เลือดเนื้อที่แผ่กระจายออกไปยังคงสร้างความ แข็งแกร่งให้กับโพรงแต่ละโพรงในร่างของนาง
“เป็นอย่างไรบ้าง?” เนี่ยเทียนถามอย่างร้อนใจ
แก่นเลือดแค่เคยเอาไปใช้กับบุตรวิญญาณโลหิต เท่านั้น บุตรวิญญาณโลหิตคือเผ่ามนุษย์ แก่น เลือดจึงได้แต่ต่ออายุขัยให้กับเขา
นี่เป็นครั้งแรกที่เอามาใช้กับร่างของชนต่างเผ่า อย่างเผยฉีฉี เนี่ยเทียนจึงไม่แน่ใจว่าแก่นเลือด ช่วยเผยฉีฉีได้เป็นพิเศษหรือไม่
เผยฉีฉีพยักหน้ารับหนักๆ “แก่นเลือดของเจ้าช่วย ข้าได้มากๆ เลย!”
ไม่รอให้เผยฉีฉีพูดต่อ เนี่ยเทียนก็ยิ้มกว้างสดใส “แบบนั้นก็ดี!”
ก่อนที่แก่นเลือดอีกหยดหนึ่งจะถูกเขาเอาออกมา จากหัวใจและใช้วิธีการเดิมมอบมันให้กับเผยฉี ฉีอีกครั้ง
เผยฉีฉีสัมผัสได้ว่าจิงชี่เลือดเนื้อที่ไหลบ่าเข้ามา ใหม่เริ่มออกฤทธิ์อีกครั้ง นางทั้งตะลึงทั้งดีใจ แต่ก็ ยังพูดว่า “เนี่ยเทียน แก่นเลือดมีค่าอย่างหาที่ เปรียบไม่ได้ เจ้า…”
“ไม่เป็นไร” เนี่ยเทียนยิ้มกว้าง หัวเราะร่าเสียงดัง “แก่นเลือดของข้าดึงออกมาจากร่างของสิ่งมีชีวิต ที่มีเลือดลมอุดมสมบูรณ์อย่างชนต่างเผ่าและสัตว์ โบราณ! ตอนนี้ในมือข้ามีต้นก้าเนิดเลือดเนื้อที่มา กมหาศาล ซึ่งไม่ได้คิดจะเอาไปใช้อย่างอื่น ดังนั้น ข้าถึงได้มอบแก่นเลือดที่เหลือเกินมาให้กับเกราะ มังกรเพลิงและกระดูกท่อนนั้น”
“ข้าให้พวกมันได้ก็ย่อมต้องมอบให้เจ้าได้ เหมือนกัน ศิษย์พี่หญิง เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้า ต้น
ก้าเนิดของแก่นเลือดที่ข้าเก็บเอาไว้มีมากพอที่จะ ใช้ข้าสร้างแก่นเลือดได้มากขึ้น!”
เผยฉีฉีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ “ถ้า ถ้าอย่างนั้นข้าก็รับไว้ล่ะนะ”
แก่นเลือดแห่งชีวิตช่วยนางได้มาก เพียงนางรับ สัมผัสเล็กน้อยก็สัมผัสได้ถึงความมหัศจรรย์ของ มันทันที
ช่องโพรงห้วงมิติขยายใหญ่ แข็งแกร่งขึ้น หมายความว่าร่างกายของนางสามารถสะสม ปราณเลือดห้วงมิติได้เพิ่มมากขึ้น วันหน้าหากใช้ เวทลับห้วงมิติแล้วพลังแว้งโจมตีกลับ เนื่องจาก ช่องโพรงแข็งแกร่งกว่าเดิม การปริแตกหรือ พังทลายของช่องโพรงก็จะน้อยลงไปมาก
นางจึงซาบซึ้งใจอย่างยิ่งและไม่อยากปฏิเสธ ความหวังดีของอีกฝ่าย
เรือดาราทะยานต่อไป เนี่ยเทียนคอยชุบหลอม แก่นเลือดออกมากรอกเทให้กับเผยฉีฉี
พอช่องโพรงของเผยฉีฉีขยายใหญ่และแข็งแกร่ง เส้นเอ็นและเส้นชีพจรในร่างของนางก็ได้รับ ประโยชน์จากแก่นเลือดของเนี่ยเทียนจนเปลี่ยน มาเป็นแข็งแกร่ง กระดูกและอวัยวะภายในก็ แข็งแรงขึ้นเพราะจิงชี่เลือดเนื้อของเนี่ยเทียน
ทุกครั้งที่ได้รับแก่นเลือดมาเพิ่มหนึ่งหยด นางก็จะ รู้สึกว่าเรือนกายนี้แข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
ครึ่งเดือนต่อมา ศพของภูตผีปีศาจที่เนี่ยเทียน ได้มาจากอาณาจักรปีศาจทั้งสามก็ถูกใช้จนหมด
และเวลานี้เอง ในที่สุดสมบัติล้าค่าห้วงมิติในมือ ของเผยฉีฉีก็รับสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง
“มีประตูข้ามอาณาจักรอยู่บานหนึ่ง!”
เผยฉีฉีลืมตามองก้อนผลึกที่แต่ละด้านมีมีดแสง ห้วงมิติเปล่งประกาย เพียงขยับมันเล็กน้อย นางก็ พาเนี่ยเทียนมุ่งหน้าไปหาที่ตั้งของประตูข้าม อาณาจักรบานนั้น
———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1094 ฝีมือของสำนักศพฟ้า
หากรู้ที่ตั้งของเป้าหมาย เผยฉีฉีก็ไม่จำเป็นต้องใช้ เรือดารา นางแหวกรอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งออกอย่างเด็ด เดี่ยว ครั้นจึงพาเนี่ยเทียนลอดทะลวงผ่านไป กลางอากาศเหนือหินอุกกาบาตที่เรียบแบนก้อน หนึ่ง รอยแยกห้วงมิติขนาดใหญ่ยักษ์แคบยาวเส้น หนึ่งมีปราณปีศาจอ่อนจางแผ่ออกมา บนหินอุกกาบาตมีซากของเรือรบเผ่าภูตผีปีศาจที่ เมื่อแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ก็ร่วงลงมาอยู่ตรงนี้ ท่ามกลางปราณปีศาจเต็มไปด้วยพลังแห่งศพที่เยือก เย็นทำให้คนไม่สบายตัวอย่างถึงที่สุด มีกรดพิษศพกระจัดกระจายล่องลอยอยู่รอบๆ บริเวณ เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่ ซึ่งพิษศพที่อยู่ด้านในนั้น
กำลังค่อยๆ จางหายไป ปราณพิเศษของกรดพิษศพพวกนั้นคล้ายคลึงกับศพ ผีที่เนี่ยเทียนเจอในเทือกเขาฝังเลือดอย่างถึงที่สุด ลูกไฟที่เต้นระริกและค่อยๆ หายไปท่ามกลางทาง ช้างเผือกก็มีปราณคล้ายคลึงกับเปลวเพลิงของ เทือกเขาฝังเลือดที่เนี่ยเทียนมอบให้กับหลี่หลางเฟิง เช่นกัน เพียงแต่ว่าพลังศพที่อยู่ในลูกไฟเหล่านั้นเทียบเคียง กับเปลวเพลิงซีดขาวกลุ่มนั้นไม่ติด เปลวเพลิงซีดขาวที่ได้มาจากเทือกเขาฝังเลือด เมื่อ ไม่นานมานี้พลังศพของมันถูกชุบหลอมให้บริสุทธิ์ สามารถขับไล่ศพผี มีสติปัญญา จะมองเป็นวัตถุดิบ วิเศษระดับใต้ดินหรือระดับเพาะฟ้าที่หายากก็ได้ “พลังศพ…” เนี่ยเทียนตะลึงงัน พลันนึกถึงคนจของ สำนักศพฟ้าที่หัวมู่พูดถึง
อวี๋ถงแห่งสำนักโลหิตมาหาหัวมู่ เพื่อช่วยบุตร วิญญาณโลหิตส่งข่าวว่าเขาเคยเจอภูตผีปีศาจที่นอก ทางช้างเผือกของดินแดนดาวตกซึ่งติดกับดินแดน ผนึกฟ้า และภูตผีปีศาจก็ถูกสำนักศพฟ้าสังหาร ซากเรือรบของเผ่าภูตผีปีศาจที่เห็นอยู่ตอนนี้กลับไม่ มีศพของภูตผีปีศาจแม้แต่ศพเดียว มีเพียงปราณ ปีศาจและลูกไฟพิษศพ “ก่อนหน้านี้ไม่นานเพิ่งมีการต่อสู้เกิดขึ้นที่นี่” เผย ฉีฉีขมวดคิ้ว มองรอยแยกห้วงมิติเส้นนั้นด้วยสายตา ลึกล้ำ “ประตูข้ามอาณาจักรบานนี้กว้างมาก กว้าง จนถึงขนาดเรือรบของภูตผีปีศาจสามารถลอดผ่าน มาได้ และเรือรบระดับนี้ต้องมีภูตผีปีศาจระดับแปด หลายคนเฝ้าบัญชาการณ์” “เรือรบแตกทลาย แต่กลับไม่เห็นภูตผีปีศาจแม้แต่
คนเดียว หรือว่า…พอถูกฆ่าหมดแล้วก็ถูกคนเก็บศพ กลับไป?” เนี่ยเทียนหรี่ตาครุ่นคิด “มีคนของสำนักศพฟ้าเคย มาสังหารภูตผีปีศาจอยู่แถวริมชายแดนของดินแดน ดาวตก ตอนนี้ก็น่าจะเป็นคนของสำนักศพฟ้าที่ สังหารภูตผีปีศาจที่รุกรานเข้ามา” “สำนักศพฟ้า? นี่คือสำนักอะไร? ทำไมพวกเขาถึง ต้องมาฆ่าภูตผีปีศาจอยู่ที่นี่ด้วย” เผยฉีฉีไม่เข้าใจ “ข้าเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน” เนี่ยเทียนส่ายหน้า “แต่ว่าเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน เจ้าควรรีบทำลาย ประตูข้ามอาณาจักรบานที่อยู่ตรงหน้านี้โดยเร็ว เถอะ ใครก็ไม่รู้ว่าจะมีเรือรบของภูตผีปีศาจลำใหม่ บินผ่านมาในรอยแยกห้วงมิติใหญ่ยักษืเส้นนี้ หรือไม่” เผยฉีฉีตอบรับเบาๆ “ตกลง”
ผลึกไม่เป็นรูปเป็นร่างก้อนนั้นถูกโยนไปยังรอยแยก ห้วงมิติเส้นแคบยาว ผลึกใสคือสมบัติล้ำค่าระดับ เพาะฟ้า ความแข็งแกร่งของมันก็คล้ายว่าจะอาศัย การกลืนกินพลังห้วงมิติทีแฝงเร้นอยู่ในประตูข้าม อาณาจักรหรือค่ายกลนำส่งห้วงมิติ ผลึกใสหมุนวน มีมีดแสงห้วงมิติมากมายล่องลอย บินทะยาน มีดแสงห้วงมิติเคลื่อนไหวอยู่รอยแยกห้วงมิติเส้นนั้น แล้วดูดซับพลังของมันมาเพิ่มความแข็งแกร่งให้ ตัวเองทีละน้อย รอยแยกห้วงมิติค่อยๆ หดเล็กลง ไม่นานมีดแสงที่ขยายใหญ่กว่าเดิมหลายเท่าตัวก็บิน กลับเข้ามาผสานรวมกับผลึกใสอีกครั้ง รอยแยกห้วงมิติที่ปริแตกจนเรือรบของทาง ช้างเผือกของเผ่าภูตผีปีศาจลอดผ่านมาได้ก็ได้ปิด
ประสานกันอย่างสมบูรณ์ สุดท้ายรอยแยกห้วงมิติขนาดใหญ่ยักษ์ก็หดเล็กลง จนเหลือเป็นเพียงจุดแสงพร่างพราวขนาดเท่านิ้วมือ แล้วหายวับไป “เรียบร้อยแล้ว” ดวงตาของเผยฉีฉีมีความยินดีปรากฏอย่างเห็นได้ชัด เมื่อมองไปยังผลึกใสที่ยิ่งแวววาว มุมปากของนางก็ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มแห่งความปลาบปลื้ม “ความสุข ที่สุดของเจ้านี่ก็คือก็คือทำลายประตูข้ามอาณาจักร แล้วดึงเอาพลังงานห้วงมิติชนิดต่างๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ มา ความแข็งแกร่งของมันมาจากการดูดซับพลังงาน อย่างต่อเนื่อง” “พวกเราไปดูกันเถอะว่าบริเวณใกล้ๆ นี้มีศพของคน สำนักศพฟ้าหรือไม่” เนี่ยเทียนเอ่ยเสียงหนัก เผยฉีฉีพยักหน้ารับ
คนทั้งสองโดยสารเรือดาราอีกครั้ง แล้วเริ่มค้นหาไป รอบด้านโดยใช้จุดที่ทำลายประตูข้ามอาณาจักรเมื่อ ครู่นี้เป็นจุดเริ่มต้น อยากจะรู้ว่าคนของสำนักศพฟ้า คิดจะทำอะไรกันแน่ อาณาจักรปีศาจแห่งที่สอง เผ่าภูตผีปีศาจ บนลานกว้างที่มีเสาหินสีดำสนิทสูงใหญ่ค้ำฟ้าหลาย เสามีปราณปีศาจไหลบ่าราวกับกระแสน้ำขึ้น สัตว์ ปีศาจระดับต่ำร่างใหญ่ยักษ์หลายตัวกำลังร้อง คำราม เรือรบของเผ่าภูตผีปีศาจสามลำเหมือนสัตว์ ประหลาดสีม่วงดุดร้ายที่มารวมตัวกันอยู่หน้าประตู ข้ามอาณาจักรกลางลานกว้าง เฮยจือลี่เท่อเปลวเพลิงพลุ่งพล่าน เฟยโม่ซือผู้ ควบคุมปีศาจล้วนเป็นมหาราชาระดับเก้า ต่างคน ต่างนำคนในชนเผ่ามายืนอยู่หน้าประตูข้าม
อาณาจักร ร้องคำรามอย่างเดือดดาล เฮยจือลี่เท่อและเฟยโม่ซือต่างก็ส่งผู้ที่มีสายเลือด ระดับแปดหลายคนในสำนักของตัวเองให้ไปสืบข่าว ที่ดินแดนผนึกฟ้า ผลกลับกลายเป็นว่าคนที่เดินทางไปยังดินแดนผนึก ฟ้ากลับไม่มีใครรอดชีวิตกลับมาแม้แต่คนเดียว เกิดอะไรขึ้นที่ดินแดนผนึกฟ้ากันแน่ มหาราชาทั้ง สองท่านต่างไม่รู้เลย ด้วยความโมโห พวกเขาจึงมาเยือนที่นี่ด้วยตัวเอง เตรียมจะข้ามผ่านทางช้างเผือกอันกว้างใหญ่ไพศาล เพื่อไปเยือนดินแดนผนึกฟ้า หมายดูว่าที่นั่นเกิด อะไรขึ้นกันแน่ ทว่าขณะที่พวกเขาเตรียมจะเคลื่อนพล ประตูข้าม อาณาจักรบานนั้นกลับสั่นสะเทือน คนทั้งสองพลันเข้าใจว่าประตูข้ามอาณาจักรที่สร้าง
ไว้ในดินแดนผนึกฟ้าซึ่งเชื่อมโยงมาถึงที่แห่งนี้ได้ถูก คนทำลายทิ้งไปแล้ว เสียงร้องคำรามของเฮยจือลี่เท่อและเฟยโม่ซือดัง สะเทือนเลือนลั่นปฐพี ทำให้พวกสัตว์ปีศาจระดับต่ำ พากันหมอบกรานตัวสั่นอยู่กับพื้น “อู้!” เงาปีศาจร่างหนึ่งพลิ้วกายมาถึงที่นี่ หากเนี่ยเทียนอยู่ที่นี่ต้องจำได้ทันทีว่าภูตผีปีศาจ ระดับสูงที่มาที่นี่ ก็คือกู่ถ่าซือที่เขาเคยพบในสนาม รบสุ้ยเมี่ย กู่ถ่าซือมีสายเลือดแค่ระดับเจ็ดเท่านั้น ทว่าพอเขามาถึงเฮยจือลี่เท่อและเฟยโม่ซือระดับเก้า ต่างก็หยุดเสียงร้องคำรามพร้อมกัน “ซ่าวจุน!” เฮยจือลี่เท่อและเฟยโม่ซือพลันเก็บความเดือดดาล
สงบสติอารมณ์ลงได้ ครั้นจึงหันมาคำนับให้เขา กู่ถ่าซือคือลูกหลานสายตรงของซื่อเซวี่ยต้าจุน วัน หน้าอาจได้กลายเป็นต้าจุนคนใหม่ เมื่อเฮยจือลี่เท่อ และเฟยโม่ซือที่กำเริบเสิบสานเผชิญหน้ากับเขาต่าง ก็มีมารยาทพินอบพิเทา “พวกเจ้าได้ข่าวอะไรที่มีประโยชน์มาจากดินแดน ดาวตกบ้างหรือไม่?” กู่ถ่าซือเอ่ยถาม สีหน้าของเฮยจือลี่เท่อและเฟยโม่ซือไม่น่ามอง พา กันส่ายหน้า กู่ถ่าซือหรี่ตาสีหน้าไม่สบอารมณ์ “นานขนาดนี้แล้ว ก็ยังไม่ได้ข่าวงั้นหรือ? พวกเจ้าสองคนทำอะไรอยู่กัน แน่?” เฮยจือลี่เท่อเปลวเพลิงพลุ่งพล่านรีบตอบกลับ “พวกเราส่งคนไปที่ดินแดนผนึกฟ้าของเผ่ามนุษย์ แล้ว แต่ไม่มีใครกลับมาสักคน ขณะที่พวกเราเตรียม
จะไปเยือนด้วยตัวเองกลับพบว่าประตูข้าม อาณาจักรที่ทิ้งไว้ในดินแดนผนึกฟ้า ถูกคนทำลายลง ไปแล้ว” กู่ถ่าซือตะลึงพรึงเพริด เขาเองก็เข้าใจดีว่าก่อนหน้านี้ทั้งเฮยจือลี่เท่อ และเฟยโม่ซือต่างก็ไปอยู่ที่มหาสมุทรดาวมอดดับ หลังจากที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวพ่ายแพ้ อย่างราบคาบและถอยทัพกลับไปอย่าง กระเซอะกระเซิง มหาราชาทั้งสองท่านถึงได้หวน คืนมายังอาณาจักรปีศาจแห่งที่สอง และมาจัดการ ธุระของที่นี่ด้วยตัวเอง เขาเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าเวลาสั้นๆ เพียงเท่านี้ จะมีคนทำลายประตูข้ามอาณาจักรในดินแดนผนึก ฟ้าได้แล้ว “คนที่ลงมือต้องเป็นคนของลัทธิจิตวิสุทธิ์แน่นอน”
กู่ถ่าซือครุ่นคิดเล็กน้อยก็เข้าใจได้ “ดินแดนดาวตก คือถิ่นของบุตรแห่งดวงดาวที่ชื่อเนี่ยเทียน คนผู้นี้ข้า เคยเจอในสนามรบสุ้ยเมี่ย เขารับมือได้ยากยิ่ง พลัง การต่อสู้ของลูกน้องเขาก็มีการไต่ทะยานอย่าง ต่อเนื่อง หากเขาเจอคนในเผ่าระดับแปดที่พวกเจ้า ส่ง ก็อาจจะสังหารพวกเขาทิ้งได้จริงๆ” เฮยจือลี่เท่อและเฟยโม่ซือต่างก็ตั้งใจรับฟัง “บุตรแห่งดวงดาวผู้นั้นมีดินแดนในครอบครอง ทั้งหมดสามแห่ง” กู่ถ่าซือไตร่ตรอง “ประตูข้าม อาณาจักรในดินแดนดาวตกและในดินแดนปราการ ดวงดาวต่างก็ถูกทำลายลงไปแล้ว ประตูข้าม อาณาจักรบานสุดท้ายก็ถูกทำลายทิ้งแล้วเช่นกัน ที่ดินแดนปราการดวงดาวยังมีประตูข้ามอาณาจักร ลึกลับทิ้งไว้หรือไม่?” “มีอยู่ที่ดินแดนปราการดวงดาวจริง” เฟยโม่ซือนึก คิดอย่างละเอียด “เพียงแต่ว่าประตูข้ามอาณาจักรที่
แดนปราการดวงดาวนั้นเล็กมาก เรือรบของเผ่าเรา ยากที่จะข้ามผ่านไปได้” “แค่มีก็ดีแล้ว” กู่ถ่าซือพยักหน้ารับ “ถ้าเช่นนั้นก็ เข้าไปที่ดินแดนปราการดวงดาวแล้วกัน” “ซ่าวจุน บุตรแห่งดวงดาวผู้นั้น พวกเราก็เคยเจอที่ แผ่นดินลอยตัวเหมือนกัน ศักยภาพของลูกน้องเขา น่ากลัวทีเดียว มีสามคนที่เป็นแดนเอตทัคคะช่วง กลางแล้ว” เฮยจือลี่เท่อกล่าวอย่างลำบากใจ “เนื่องด้วยบุตรแห่งดวงดาวคนนั้นถูกบุตรแห่ง ดวงดาวกวาดล้าง ใต้เท้าข่าตี๋จึงพิโรธอย่างหนัก” กู่ถ่าซือหัวเราะเสียงเย็น “ใต้เท้าข่าตี๋เคยบอกแล้วว่า เขาสนใจบุตรแห่งดวงดาวที่ชื่อเนี่ยเทียนคนนั้นอย่าง มาก อีกเดี๋ยวข้าจะไปเชิญเขาด้วยตัวเอง บางทีเขา อาจเดินทางไปยังดินแดนปราการดวงดาวร่วมกับ พวกเราก็เป็นได้” เฮยจือลี่เท่อและเฟยโม่ซือได้ยินเขาพูดเช่นนี้ก็พลัน วางใลงได้
มหาราชาข่าตี๋คือคนที่มีชื่อติดอันดับแรกๆ ของเผ่า ภูตผีปีศาจ ฝีมือการต่อสู้เหนือกว่าพวกเขาไปหลาย ขุม เผ่ามนุษย์นอกจากแดนเอตทัคคะช่วงท้ายแล้วก็มี เพียงพวกผู้อาวุโสของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เท่านั้นที่ถึงจะสามารถต่อสู้กับมหาราชาข่าตี๋ได้ มีข่าตี๋เป็นผู้นำ พวกเขาก็คลายกังวล แสดงท่าทีว่า ยินดีไปยังดินแดนปราการดวงดาวร่วมกับข่าตี๋ “พวกเจ้าไปเตรียมตัวเดี๋ยวนี้ ข้าจะไปเชิญมหาราชา ข่าตี๋” กู่ถ่าเอ่ย “สามอาณาจักรปีศาจใหญ่เสียหาย อย่างหนัก บิดาข้าโมโหมาก! บุตรแห่งดวงดาวคน นั้นต้องแบกรับไฟโทสะจากการแก้แค้นของคน ตระกูลเรา! หึหึ เนื่องจากเจ้าตำหนักผู้นั้นยังไม่ กลับมา พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก็ไม่น่ากลัวอีก ต่อไป พวกเจ้าจงลงมือสังหารให้เต็มที่!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1095 จุดประสงค์ไม่ชัดเจน
ดินแดนผนึกฟ้า พื้นที่ตรงกลางระหว่างอาณาจักรโพ่สุ้ยกับดินแดน ดาวตกมีหินอุกกาบาตตั้งตระหง่านมานานปี หินอุกกาบาตใหญ่ยักษ์ห้าก้อนเชื่อมมุมติดต่อกัน ซึ่ง มีเรือรบทางช้างเผือกหลายลำลอยอยู่เหนือก้อนหิน คนของสำนักโลหิตถูกต่งลี่ส่งตัวมาอยู่ที่นี่ บุตร วิญญาณโลหิตเองก็ตามมาถึงในภายหลัง ก่อนหน้านี้เมื่อนานมากแล้ว ดินแดนผนึกฟ้าเหมือน ถูกกางกั้นด้วยตราผนึกหลายชั้น เกรงว่าแม้แต่ สิ่งเจือปนนอกอาณาจักรที่น่าหวาดกลัวก็ยังมิอาจ แทรกซอนผ่านเข้ามาได้ ผู้ฝึกลมปราณระดับต่ำที่ขอแค่มีอาวุธวิเศษประเภท บินก็สามารถลอดทะยานไปทั่วพื้นที่ได้อย่างง่ายดาย
ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้เมื่อตราผนึกถูกคลายก็เริ่มมี พลังงานจากภายนอกแทรกซึมเข้ามา ทว่าเมื่อเทียบกับดินแดนแห่งอื่นแล้ว ดินแดนผนึก ฟ้ายังถือว่าค่อนเหมาะกับการดำรงชีวิตอยู่ของผู้ฝึก ลมปราณขั้นต่ำ บนหินอุกกาบาตก้อนที่สำนักโลหิตอยู่อาศัยมีเรือรบ ทางช้างเผือกลำหนึ่งจอดอยู่ เรือโบราณแผ่ม่านแสง ออกมาตัดขาดสิ่งเจือปนนอกอาณาจักรส่วนใหญ่ เป็นเหตุให้คนของสำนักโลหิตสามารถใช้หินวิเศษใน การฝึกตน บนหินอุกกาบาตสีเทาซีดก้อนหนึ่งที่อยู่ห่างจากหิน อุกกาบาตทั้งห้าก้อนไประยะหนึ่ง หลี่หลางเฟิงนั่ง นิ่งอยู่ตรงนั้น ด้านหน้าเขามีศพของเผ่าทมิฬวางอยู่ และเปลว เพลิงซีดขาวกลุ่มนั้นก็กำลังเคลื่อนที่ไปทั่วศพของ
เผ่ามนุษย์คล้ายกำลังช่วยรวบรวมสารพิษให้หลี่ หลางเฟิง ก่อนหน้านี้ไม่นาน หลี่หลางเฟิงเพิ่งจะฝ่าทะลุสู่เขต วิญญาณ ร่างกายของเขาผิดปกติจากคนอื่น เมื่อฝ่าทะลุสู่เขต วิญญาณก็สามารถออกมาฝึกตนข้างนอกได้เพียง ลำพัง เรือนกายที่ถูกพิษร้ายนับพันนับหมื่นชนิดกัดกินจน กลายมาเป็นแปลกประหลาดอย่างถึงที่สุดสามารถ แบกรับการรุกรานจากสิ่งเจือปนนอกอาณาจักรได้ ไหว วิธีการฝึกตนของเขาสามารถส่งผลกระทบต่อสำนัก โลหิต อีกทั้งศพของเผ่าทมิฬที่ต่งลี่เอามาให้ก็เต็มไปด้วย พิษร้ายแรง เขากลัวว่าการฝึกตนของตัวเองจะทำให้
คนของสำนักโลหิตที่มีขอบเขตต่ำถูกพิษร้ายแทรก ซอน ดังนั้นถึงได้ออกห่างจากมาจากหินอุกกาบาต ทั้งห้าก้อนนั้น “ฟู่วๆๆ!” จู่ๆ เปลวเพลิงขาวซีดที่อยู่ด้านหน้าหลี่หลางเฟิงก็ พลันส่ายไหวอย่างรุนแรง หลี่หลางเฟิงตะลึงงัน หันขวับไปมองเปลวเพลิงสี ขาวซีดกลุ่มนั้นแล้วเรียกอาวุธวิเศษประเภทบินลำ หนึ่งออกมาทันใด เก็บศพของเผ่าทมิฬกลับไป ส่วนตัวเขาก็เข้าไปอยู่ ในอาวุธวิเศษประเภทบินแล้วเอ่ยสั่งเปลวเพลิงซีด ขาวเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนอย่างถึงที่สุด “นำ ทาง” เปลวเพลิงซีดขาวบินทะยานนำไปทันที อาวุธวิเศษประเภทบินติดตามเปลวเพลิงกลุ่มนั้นไป
และไม่นานก็ค่อยๆ ออกห่างจากจุดที่คนของสำนัก โลหิตอยู่ ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน เปลวเพลิงซีดขาวกลุ่มนั้น ก็พลันบินไปหาหินอุกกาบาตแปดเหลี่ยมก้อนหนึ่ง บนหินอุกกาบาตก้อนนั้นมีเรือรบทางช้างเผือกที่เขา ไม่รู้จักจอดอยู่ “ปราณศพเข้มข้นยิ่งนัก!” หลี่หลางเฟิงตัวสั่นสะท้าน หรี่ตาลงมองเรือรบทาง ช้างเผือกที่มีปราณจากในศพมากมายล้อมวนซึ่งมี เพียงเขาเท่านั้นที่สัมผัสได้ถึง อีกทั้งเขายังสังเกตเห็นว่าเหนือเรือรบทางช้างเผือก มีศพของภูตผีปีศาจมากมายที่ถูกเชือกมัดเอาไว้ ซึ่งดูเหมือนว่าศพของภูตผีปีศาจเหล่านั้นจะถูกเชือก ที่รัดร่างดึงเอาพลังออกมา “เอ๊ะ!”
เสียงอุทานเบาๆ ที่ฟังอ่อนโยนเสียงหนึ่งดังมาจาก เรือรบทางช้างเผือกแปลกหน้าที่ไม่รู้ที่มาลำนั้น ก่อนที่ปราณศพเหมือนหมอกสีขาวจะลอยมารวมตัว กัน แล้วจึงกลายมาเป็นเงาร่างหนึ่ง นั่นคือร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่ผอมแห้ง สี หน้าซีดขาวราวกับผี เขาสวมชุดคลุมยาวสีขาว อีก ทั้งดวงตายังเป็นสีเงินอ่อนอีกด้วย อยู่ห่างกันไกลหลายพันเมตร เขาเห็นหลี่หลางเฟิง ก่อน จากนั้นความสนใจทั้งหมดของเขาก็ไปอยู่ที่ เปลวเพลิงซีดขาวกลุ่มนั้น “ลูกไฟศพพิษ! ลูกไฟศพพิษที่มีสติปัญญาแล้ว!” ดวงตาสีเงินของคนผู้นั้นพลันเป็นประกาย จ้องมอง เปลวเพลิงสีขาวซีดด้วยสายตาที่ค่อนข้างลุ่มหลง พลางเอ่ยกับตัวเอง “วัตถุชิ้นนี้จะก่อตัวขึ้นมาได้แค่ ในเทือกเขาฝังเลือดของสนามรบสุ้ยเมี่ยเท่านั้น ศพผี
ของเทือกเขาฝังเลือดมีอยู่มากมาย ซึ่งมี ความสัมพันธ์ที่มหัศจรรย์อยู่กับลูกไฟศพพิษ” “คนคนนี้กลับได้รับการยอมรับจากลูกไฟศพพิษ ปราณในร่างของเขา…” คนผู้นั้นพึมพำเบาๆ และในที่สุดก็มองมายัง หลี่หลางเฟิงอีกครั้ง ก่อนจะลองรับสัมผัสปราณของ เขาเงียบๆ ภายใต้สายตาจับจ้องของเขา สารพิษในร่างของหลี่ หลางเฟิงพลันระเหยออกมา ก่อนที่จะมีควันห้าแสง หกสีเป็นกลุ่มๆ ล้อมวนรอบกายเขา ซึ่งพิษร้ายสีขาวซีดที่มาจากเปลวเพลิงเด่นสะดุดตา มากที่สุด “ช่างเป็นต้นกล้าที่ดียิ่งนัก เหมาะสำหรับฝึกเวทลับ ของสำนักข้า” คนผู้นั้นมองหลี่หลางเฟิงด้วยความ ตะลึงระคนแปลกใจ ก่อนจะเอ่ยถามเขาน้ำเสียง
อ่อนโยน “เจ้าเป็นใคร? อีกอย่างทำไมเจ้าถึงมาอยู่ ที่นี่” “หลี่หลางเฟิง มาจากดินแดนดาวตก” แดนดาวตก…” คนผู้นั้นหัวเราะเบาๆ พลันถามว่า “เจ้ากับเนี่ยเทียนบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดเป็น อะไรกัน?” “เนี่ยเทียนคือเจ้านายของข้า” หลี่หลางเฟิงตวาด “หึหึ” คนผู้นั้นยิ่งยิ้มกว้าง มองจ้องหลี่หลางเฟิงด้วย สายตาลึกล้ำ “บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดไม่เหมือน ใครจริงๆ วิชาลับการฝึกตนของเจ้าและสำนักโลหิต ล้วนสามารถมองเป็นวิชานอกรีตได้” หลี่หลางเฟิงพลันหน้าเปลี่ยนสี เขาเริ่มรู้สึกเสียใจทีหลัง เสียใจที่ดันไปบอก ความสัมพันธ์ของตนกับเนี่ยเทียนให้คนที่อยู่เบื้อง หน้าผู้นี้รู้
“ไม่ต้องตื่นเต้น” คนผู้นั้นสีหน้าผ่อนคลาย “เจ้า น่าจะสัมผัสได้ว่า ข้า ก็เป็นพวกนอกรีตเหมือนกัน ข้ามาจากสำนักศพฟ้า เจ้าสนใจจะมาเป็นสมาชิกคน หนึ่งของสำนักศพฟ้าข้าหรือไม่ ร่างกายของเจ้า เหมาะสำหรับการฝึกตนด้วยวิชาลับของสำนักข้า มาก ลูกไฟศพพิษนั้น…หากนำมาใช้ร่วมกับเวทลับ ของสำนักศพฟ้าข้าจะยิ่งสำแดงอานุภาพได้ แข็งแกร่งกว่าเดิม” “ไม่สนใจ” หลี่หลางเฟิงแค่นเสียงเย็น “เจ้าต้องสนใจแน่” คนผู้นั้นหัวเราะเสียงประหลาด “รอจนเจ้าเลื่อนสู่เขตวิญญาณช่วงท้ายและเริ่มจะ สร้างดินแดนเมื่อไหร่ เจ้าจะต้องคิดถึงข้า วิชาการ ฝึกตนของเจ้าพิเศษยิ่ง วัตถุดิบวิเศษที่จำเป็นสำหรับ การสร้างดินแดนของเจ้า รวมไปถึงสภาพแวดล้อมที่ พิเศษอาจมีเพียงข้าที่เสนอให้เจ้าได้ แต่ว่าเรื่องนี้ไม่ จำเป็นต้องรีบร้อน”
คนผู้นั้นเงียบไปครู่ก็พูดอีกว่า “ในเมื่อเจ้าคือคนของ เนี่ยเทียน เจ้าก็ช่วยบอกเขาแทนข้าทีว่า ไม่ จำเป็นต้องมัวเปลืองเวลาตามหาประตูข้าม อาณาจักรในดินแดนผนึกฟ้า ดินแดนดาวตกและ ดินแดนพงฟ้าอีกแล้ว” “ดินแดนในนามของเขายังมีประตูข้ามอาณาจักรอีก บานหนึ่งที่สามารถเชื่อมโยงไปยังดินแดนของชน ต่างเผ่า ซึ่งตั้งอยู่ในถิ่นของสำนักฟ้ากลมของดินแดน ปราการดวงดาว” “ทางช้างเผือกทิศเหนือของอาณาจักรหุนหยวนก็คือ ที่ตั้งของประตูข้ามอาณาจักร” ทิ้งประโยคนี้ไว้แล้ว คนผู้นั้นก็หายไปในเรือรบทาง ช้างเผือก เรือรบพลันเพิ่มความเร็ว พลังศพระเบิด ดังสะเทือนเลือนลั่น พริบตาเดียวเรือรบทางช้างเผือกก็ทิ้งระยะห่างออก
จากอาวุธวิเศษประเภทบินของหลี่หลางเฟิงไปไกล จนไม่เห็นเงา หลี่หลางเฟิงบินกลับไปยังจุดที่คนของสำนักโลหิต อยู่อาศัยด้วยความสงสัยเต็มหัวใจ สองวันต่อมา เนี่ยเทียนและเผยฉีฉีสองคนก็โดยสาร เรือดารามาถึงแถบนี้ หลี่หลางเฟิงเป็นฝ่ายมาหาเขาด้วยตัวเอง “ว่าไงนะ เจ้าเจอคนผู้หนึ่งของสำนักศพฟ้า?” เนี่ย เทียนตกใจ “คนผู้นั้นมีตบะอะไร?” “ข้ามองไม่ออก” หลี่หลางเฟิงส่ายหน้า “ขอบเขต ของเขาเหนือกว่าข้าไปไกลโขนัก ยากที่ข้าจะรู้ ขอบเขตที่แน่ชัดของเขาได้ แต่ความกดดันที่เขา มอบให้ข้าน่ากลัวยิ่งกว่าพวกจิ่งเฟยหยาง ฉวนจื่อเซ วียน ฉวีหมิงเต๋ออยู่มาก!” ในฐานะที่เป็นคนสนิทของเนี่ยเทียน หลี่หลางเฟิง
มักจะเดินทางไปยังดินแดนพงฟ้าเป็นประจำ แดน เอตทัคคะอย่างพวกจิ่งเฟยหยางเขาล้วนเคยเจอ มาแล้ว เขาเอาความรู้สึกกดดันยามที่เจอกับจิ่งเฟยหยางมา เทียบกับคนผู้นั้นก็รู้สึกเพียงว่าคนผู้นั้นลึกลับเกินจะ หยั่ง แข็งแกร่งกว่าหลายเท่านัก! “หากเป็นเช่นนั้น อย่างน้อยคนผู้นั้นของสำนักศพ ฟ้าก็ต้องเป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้าย” เผยฉีฉีขมวด คิ้ว “หรืออาจจะเป็นแดนเทพเจ้าก็ได้!” “แดนเทพเจ้า!” เนี่ยเทียนตะลึงพรึงเพริด นอกจากสี่สำนักเก่าแก่แล้ว คนของสำนักและขั้ว อิทธิพลอื่นๆ ของเผ่ามนุษย์ที่สามารถเลื่อนสู่แดน เทพเจ้าได้มีน้อยจนนับนิ้วได้ แดนเทพเจ้าก็คือพลังการต่อสู้ขั้นสูงสุดของเผ่า มนุษย์!
เจ้าลัทธิจิตมืดที่เคยเจอก่อนหน้านี้ก็เป็นแดนเทพ เจ้าช่วงต้น แล้วนี่คนของสำนักศพฟ้าที่โผล่มากะทัน ก็จะมีระดับเดียวกันด้วยหรือ? สำนักนอกรีตที่ไม่ได้รับการยอมรับจากสี่สำนักทั้งยัง ถูกรังเกียจเดียดฉันท์อย่างหนักแข็งแกร่งกันถึง ขนาดนี้เชียวหรือ? “เขายังบอกด้วยว่าพวกเจ้าไม่จำเป็นต้องเปลือง เวลาอยู่ที่อื่นแล้ว” หลี่หลางเฟิงพูดขึ้นมาอีก “ยังมี ประตูข้ามอาณาจักรอีกบานหนึ่งตั้งอยู่ในถิ่นของ สำนักฟ้ากลมดินแดนปราการดวงดาว อยู่ในทาง ช้างเผือกทิศเหนือของอาณาจักรหุนหยวน” พอเขาพูดอย่างนี้ เนี่ยเทียนและเผยฉีฉีก็หน้าเปลี่ยน สีไปเล็กน้อย เหตุใดสำนักศพฟ้าถึงได้รู้เรื่องประตูข้ามอาณาจักร ของชนต่างเผ่าชัดเจนขนาดนี้?
“จะเชื่อเขาหรือไม่?” เผยฉีฉีถาม “เชื่อว่ามีไว้ก่อนย่อมดีกว่า!” เนี่ยเทียนเริ่มไม่เป็น สุข “เขาปรากฏตัวในดินแดนผนึกฟ้าเพื่อแค่สังหาร ภูตผีปีศาจ จงใจหลบเลี่ยงพวกเรา ไม่รู้ว่า จุดประสงค์ที่แท้จริงคืออะไร แต่ในเมื่อเขาทิ้งข้อมูล ที่สำคัญเช่นนี้ไว้ พวกเราก็ลองไปหาดูได้ เผื่อที่เขา พูดจะเป็นความจริง” “หากเป็นอย่างนั้น พวกเราก็รีบไปกันเถอะ” เผยฉีฉี เอ่ยขึ้น “อืม ไปดินแดนปราการดวงดาวกันเดี๋ยวนี้เลย!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1096 มาช้าไปก้าวเดียว
ข่าวที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวถูกภูตผีปีศาจ โจมตีจนเสียหายอย่างหนักแพร่สะพัดออกไปอย่าง ปิดไม่มิด
บุตรแห่งดวงดาวแต่ละคน ดินแดนดวงดาวใน ครอบครองของเจ้าตำหนัก กลุ่มอิทธิพลและสำนัก ต่างๆ ที่พอได้ยินข่าวก็พากันประหวั่นพรั่นพรึง ทุกคนตกอยู่ในอันตรายล่อแหลม
ทางฝ่ายของเนี่ยเทียนก็ยิ่งเป็นเช่นนี้
เรื่องที่เนี่ยเทียนพาลูกน้องเดินทางบุกไปสังหาร ภูตผีปีศาจที่อาณาจักรปีศาจแห่งที่สี่ ห้าและหก
ปล้นเอาทรัพยากรมหาศาลกลับมาก็เริ่มแพร่ ออกไปเช่นกัน
หลายคนต่างก็รู้ว่าที่เผ่าภูตผีปีศาจแค้นเคืองขนาด ที่ต้าจุนสี่ท่านปรากฏตัวพร้อมกัน เนี่ยเทียนก็คือ หนึ่งในกุญแจสำคัญของเรื่องราว
ด้วยเหตุนี้ดินแดนดวงดาวในนามของเนี่ยเทียน ย่อมต้องกลายมาเป็นเป้าหมายที่เผ่าภูตผีปีศาจ เพ่งเล็งเป็นพิเศษ
รอจนเนี่ยเทียนใช้ค่ายกลนำส่งเดินทางมาถึงสำนัก ไฟศักดิ์สิทธิ์ ก็รีบเรียกให้พวกจิ่งเฟยหยางมาหา ทันที
จิ่งเฟยหยาง ฉวนจื่อเซวียน ฉวีหมิงเต๋อที่เมื่อรู้ ข่าวจากเนี่ยเทียนก็ไม่กล้าปิดด่านฝึกตน ได้แต่ตั้ง ทัพรอพร้อมโจมตี
เมื่อเนี่ยเทียนเรียกหา คนทั้งสามจึงรีบมาทันที
“ไปที่อาณาจักรหุนหยวนของสำนักฟ้ากลม” เนี่ย เทียนเอ่ย
“อาณาจักรหุนหยวนไม่ใช่อาณาจักรหลักของ สำนักฟ้ากลม แต่ว่าก็เป็นอาณาจักรที่ค่อนข้าง ใหญ่” จงหลีเจียนแห่งสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ลังเลอยู่ ชั่วครู่ “เนื่องด้วยสำนักฟ้ากลมไม่ได้แสดงท่าทีว่า จะเป็นผู้พึ่งพา หลายปีมานี้พวกเราจึงแทบจะ ไม่ได้ไปมาหาสู่กับพวกเขา”
เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็หมายความ ว่าการไปที่อาณาจักรหุนหยวนไม่ใช่เรื่องง่าย ขนาดนั้น?”
“ค่ายกลนำส่งของอาณาจักรหุนหยวนไม่ได้ เชื่อมโยงมายังพื้นที่ของพวกเราจริงๆ” จงหลี
เจียนอธิบาย “มีเพียงอาณาจักรหุนเทียนเท่านั้นที่ มีค่ายกลเชื่อมโยงกับพวกเรา แต่เนื่องจากพวก เรากับสำนักฟ้ากลมไม่ได้สนิทสนมกันนัก หลายปี มานี้พวกเราจึงไม่เคยไปที่สำนักฟ้ากลมอีก ค่าย กลจะใช้ได้หรือไม่ ข้าไม่แน่ใจ”
“พวกเจ้าคงมีแผนที่ของดินแดนปราการดวงดาว อยู่บ้างกระมัง?” เผยฉีฉีถาม
จงหลีเจียนพยักหน้ารับ “แผนที่ดวงดาวมีอยู่ จริง”
“เอามาให้ข้าดูหน่อย” เผยฉีฉีแบมือขอ
จงหลีเจียนรีบหยิบแผนที่ออกมาส่งให้นางทันที
แผนที่ดวงดาวนั้นสลักไว้บนหนังสัตว์แผ่นใหญ่ ยักษ์ ที่ตั้งอาณาจักรต่างๆ ของดินแดนปราการ ดวงดาวล้วนระบุไว้อย่างชัดเจน
เผยฉีฉีจ้องแผนที่ดวงดาวด้วยดวงตาที่เป็น ประกายแวววาว
ครู่ใหญ่นางก็พยักหน้า กล่าวว่า “ข้าพอจะรู้ ตำแหน่งคร่าวๆ ของอาณาจักรหุนหยวนแล้ว”
กล่าวจบนางก็ใช้มือกรีดลงไปบนความว่างเปล่า ปลายนิ้วมีมีดแสงห้วงมิติหลายเล่มบินออกมาตัด สลับกัน
รอยแยกห้วงมิติเส้นยาวเส้นหนึ่งถูกนางแหวกออก อย่างง่ายดาย
“ไปกันเถอะ”
นางบอกให้ทุกคนลอดผ่านเข้าไปในรอยแยกห้วง มิติ
“ไม่เสียแรงที่เป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดคนที่สี่ซึ่งเจ้า ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ยอมแหกกฎรับตัวมา…” จิ่งเฟย หยางอุทานเบาๆ
ความสามารถในการลอดทะลวงไปตามดินแดน ดวงดาวแห่งหนึ่งได้ดังใจปรารถนา มีเพียงแดน เอตทัคคะที่เชี่ยวชาญพลังห้วงมิติเท่านั้นถึงจะราย ใช้ได้
เผยฉีฉีเป็นแค่เขตวิญญาณช่วงท้ายเท่านั้น แต่ กลับเข้าออกดินแดนปราการดวงดาว ลอดทะลวง ความว่างเปล่าได้ตามใจชอบเช่นนี้
เงาร่างมากมายทยอยกันผลุบหายเข้าไปใรอยแยก ห้วงมิติ
ไม่นานผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะของสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ที่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ก็มาถึงทาง ช้างเผือกนอกอาณาจักรหุนหยวนภายใต้ความ ช่วยเหลือของเผยฉีฉี
นอกจากเผยฉีฉีและเนี่ยเทียนแล้ว พอแดน เอตทัคคะพวกนั้นเดินออกมาจากรอยแยกห้วงมิ ตต่างก็เรียกดินแดนของตัวเองออกมาสกัดกั้นการ แทรกซึมจากสิ่งเจือปนนอกอาณาจักร
จิ่งเฟยหยางสามคนคือแดนเอตทัคคะช่วงกลาง จงหลีเจียนและต่งฉีซงคือแดนเอตทัคคะช่วงต้น
แดนเอตทัคคะห้าท่านคือพลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่ง ที่สุดของลูกน้องเนี่ยเทียน
เพื่อตามหาประตูข้ามอาณาจักรที่คนผู้นั้นของ สำนักศพฟ้าพูดถึง เนี่ยเทียนถึงกับเรียกรวมกอง กำลังที่แข็งแกร่งที่สุดมาจนหมด
กลางทางช้างเผือก เนี่ยเทียนเพ่งสมาธิมองไปก็ สังเกตเห็นอาณาจักรหุนหยวนที่อยู่ห่างออกไปไม่ ไกล
พอเผยฉีฉีมาถึง ผลึกใสไม่เป็นรูปร่างก้อนนั้นก็ หมุนวนเบาๆ อยู่กลางฝ่ามือของนาง แต่ละด้าน ของก้อนผลึกสาดสะท้อนภาพภูมิทัศน์ในบริเวณ ใกล้เคียง รับสัมผัสกับคลื่นห้วงมิติที่ผิดปกติ
“ทางฝั่งนี้ไม่มี”
ครู่หนึ่งเผยฉีฉีก็ส่ายหน้าเบาๆ
แล้วจู่ๆ นางก็ทิ้งพวกเนี่ยเทียนเอาไว้ตรงนั้น ส่วนตัวเองกลับอาศัยผลึกของผลึกใสหายตัวไป
เนี่ยเทียนรู้ว่าต่อให้เป็นสมบัติล้ำค่าห้วงมิติ ทว่า ขอบเขตการรับสัมผัสก็ยังมีจำกัด
การจากไปของเผยฉีฉีก็เพื่อทำการสำรวจบริเวณ รอบๆ อาณาจักรหุนหยวนให้ละเอียดตามที่ผู้ แข็งแกร่งลึกลับของสำนักศพฟ้าบอกไว้
พวกเนี่ยเทียนรอคอยนางอย่างสงบ
“บรรพบุรุษหุนเทียนเอาแต่ใจตัวเองยิ่งนัก จนถึง ตอนนี้ก็ยังไม่ยอมสวามิภักดิ์แต่โดยดี” ต่งฉีซงจาก สำนักคุมสัตว์แค่นเสียงเย็น “ทว่าพวกผู้อาวุโส หลายคนของสำนักฟ้ากลมกลับอิจฉาตาร้อนพวก เรา อยากจะเข้าร่วมกับพวกเรานานแล้ว”
“กะอีแค่สำนักฟ้ากลมเล็กๆ แห่งหนึ่ง ข้าไม่สนใจ อีกแล้ว” เนี่ยเทียนกลับไม่คิดอะไรมาก “ขอแค่ สำนักฟ้ากลมยอมอยู่อย่างสงบ ไม่ทำให้ดินแดน ปราการดวงดาววุ่นวายก็ปล่อยพวกเขาไปเถอะ บรรพบุรุษหุนเทียนผู้นั้นก็เคยพูดไว้แล้วไม่ใช่ หรือ? หากวันใดที่ข้าอาศัยพละกำลังของตัวเอง โจมตีเขาให้พ่ายแพ้ได้ เขาจะยอมเชื่อฟังข้าแต่ โดยดี?”
“ตามความเห็นข้า วันที่ว่านั้นอยู่อีกไม่ไกลแล้ว”
เมื่อเห็นว่าเนี่ยเทียนมั่นใจขนาดนี้ สีหน้าของทุก คนต่างก็ผ่อนคลาย
ฉวีหมิงเต๋อพลันยิ้มบางๆ กล่าวว่า “ไม่มีสำนักฟ้า กลมก็ดี หลายสิบปีมานี้ พวกเรากรีฑาทัพไปทั่ว เหนือใต้ออกตกพร้อมกับเจ้า ทำให้ได้รับผลเก็บ
เกี่ยวมหาศาล พวกเราต่างก็ขอบเขตเลื่อนขั้นกัน แล้ว ผู้อาวุโสหลายคนในสำนักทองไพศาลของข้า ก็ได้อาศัยวัตถุดิบวิเศษเหล่านั้น ทำให้ขอบเขต พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว มีสำนักฟ้ากลมเพิ่มเข้ามา ก็ต้องมีคนมาเพิ่มส่วนแบ่งด้วย”
การเดินทางไปยังสามอาณาจักรปีศาจ ทำให้แต่ ละสำนักที่เข้าร่วมรบได้ของเชลยศึกมามากมาย
หญ้าปีศาจป่วนจิตก็ยิ่งเก็บมาได้เยอะ วันหน้าเมื่อ เอามาหลอมเป็นยาทำลายปราการ เขตวิญญาณ เลื่อนสู่แดนว่างเปล่า แดนว่างเปล่าสู่แดน เอตทัคคะก็ล้วนช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จได้มาก
มาจนถึงตอนนี้ พวกฉวีหมิงเต๋อต่างก็คิดว่าการที่ ยอมสวามิภักดิ์ต่อเนี่ยเทียนถือเป็นการตัดสินใจที่ ชาญฉลาด
หนึ่งเค่อต่อมา
เผยฉีฉีก็ย้อนกลับมา ภายใต้การจับจ้องด้วย สายตาสอบถามของทุกคน นางส่ายหน้าเบาๆ กล่าวว่า “สัมผัสไม่ได้ถึงประตูข้ามอาณาจักร”
เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว “หรือว่าข่าวที่คนผู้นั้นของ สำนักศพฟ้ามอบให้จะเป็นของปลอม? เขาคง ไม่ได้ตั้งใจหลอกพวกเรากระมัง?”
“ถ้าไม่อย่างนั้นไปดูสถานการณ์ที่อาณาจักรหุน หยวนกันดีไหม?” เผยฉีฉีเสนอความเห็น “ข้อมูล ที่เขาบอกมาอาจไม่ใช่ของปลอมเสมอไป เพราะมี ความเป็นไปได้ว่ามีผู้แข็งแกร่งของเผ่าภูตผีปีศาจ มาถึงแล้ว และได้ใช้วิธีการที่พิเศษทำให้ประตู ข้ามอาณาจักรบานนั้นย้ายไปอยู่ตำแหน่งอื่น”
“ไปดูที่อาณาจักรหุนหยวนกัน” เนี่ยเทียนกล่าว
เผยฉีฉีเปิดรอยแยกห้วงมิติอีกครั้ง
ฟิ้ว!
ทุกคนที่มีเนี่ยเทียนเป็นผู้นำย้ายจากทางช้างเผือก นอกอาณาจักรเข้าไปในอาณาจักรโดยตรง
วินาทีที่ข้ามผ่านเข้ามา เนี่ยเทียนก็พลันหน้า เปลี่ยนสี
“แย่แล้ว!” ต่งฉีซงตัวสั่นสะท้าน “ส่วนหนึ่งของ สำนักฟ้ากลมที่สร้างไว้ที่นี่ถูกทำลายทิ้งไปแล้ว!”
เบื้องหน้าทุกคนคือภาพของหอเรือนหินมากมายที่ พังถล่ม บนพื้นมีศพของผู้ฝึกลมปราณที่สวม อาภรณ์สำนักฟ้ากลมนอนกลาดเกลื่อน
มีปราณปีศาจที่เด่นชัดอย่างถึงที่สุดแผ่อวลอยู่ จางๆ นี่หมายความว่าสถานที่แห่งนี้เคยมีผู้ แข็งแกร่งของเผ่าภูตผีปีศาจเผยตัวมาก่อน
“อาณาจักรหุนหยวนถูกภูตผีปีศาจรุกรานแล้ว” จงหลีเจียนสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง ครั้นจึง บินออกไปสำรวจรอบด้าน
ฉวนจื่อเซวียน ฉวีหมิงเต๋อก็พากันบินทะยานขึ้น ไปบนฟ้าสูงแล้วปลดปล่อยกระแสจิตวิญญาณอัน ยิ่งใหญ่ไพศาล
มีเพียงจิ่งเฟยหยางที่เป็นห่วงความปลอดภัยของ เนี่ยเทียนและเผยฉีฉีจึงยังอยู่ข้างกายพวกเขา
ไม่นานฉวนจื่อเซวียนก็กลับมา ตะโกนขึ้นว่า “ผู้ ฝึกลมปราณของอาณาจักรแห่งนี้ที่เป็นเขต วิญญาณ แดนว่างเปล่าล้วนถูกภูตผีปีศาจสังหาร
หมด ภูตผีปีศาจที่ลงมือคือเปลวเพลิงพลุ่งพล่าน เฮยจือลี่เท่อ!”
“เฮยจือลี่เท่อ!” เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสี
“วิธีการของเฮยจือลี่เท่อเหมือนกับที่พวกเรา รุกรานเข้าไปยังสามอาณาจักรปีศาจอย่างไม่มี ผิดเพี้ยน” ฉวนจื่อเซวียนสีหน้าหนักอึ้ง “ใน อาณาจักรหุนหยวน นอกจากสาขาของสำนักฟ้า กลม ยังมีตระกูลอีกสองแห่งที่พึ่งพาสำนักฟ้ากลม ผู้แข็งแกร่งในสองตระกูลและในสำนักสาขาของ สำนักฟ้ากลมล้วนตายกันหมดแล้ว”
“ที่เหลืออยู่ล้วนเป็นผู้ฝึกลมปราณเขตลี้ลับหรือต่ำ ยิ่งกว่านั้น ซึ่งพวกเขาต่างก็หนีกันไปอยู่ตามพื้นที่ รกร้างของอาณาจักรหุนหยวน”
ผ่านไปอีกพักหนึ่ง พวกฉวีหมิงเต๋อก็กลับมา
แดนเอตทัคคะสี่ท่านกระจายตัวกันไปสำรวจจน ทั่วอาณาจักรหุนหยวนในเวลาสั้นๆ และรู้จาก ปากของผู้รอดชีวิตเผ่ามนุษย์ว่าเปลวเพลิงพลุ่ง พล่าน เฮยจือลี่เท่อพาภูตผีปีศาจระดับแปดสิบ กว่าคนมากวาดล้างที่แห่งนี้
“เนี่ยเทียน ผู้แข็งแกร่งลึกลับของสำนักศพฟ้าผู้ นั้นน่าจะมอบข้อมูลที่ถูกต้องให้พวกเรา” เผยฉีฉีก ล่าว “เพียงแต่ว่าพวกเรามาช้าไปก้าวหนึ่ง เผ่า ภูตผีปีศาจน่าจะอาศัยประตูข้ามอาณาจักรบาน นั้นบุกกันเข้ามาไม่น้อย ส่วนประตูข้ามอาณาจักร บานนั้นก็น่าจะย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว ข้าถึงรับสัมผัส ไม่ได้”
“เจ้านำทาง เราจะไล่สำรวจอาณาจักรอื่นๆ ที่อยู่ ใกล้กับอาณาจักรหุนหยวนให้ครบ” เนี่ยเทียนรีบ กล่าว
เผยฉีฉีลงมือแหวกรอยแยกห้วงมิติเส้นใหม่พาทุก คนลอดผ่านไปทันใด
พอพวกเนี่ยเทียนเข้าไปในอาณาจักรฮุยเยว่ อาณาจักรเหยากวาง สองอาณาจักรที่อยู่ใกล้ที่สุด ภาพเหตุการณ์ที่พวกเขาเห็นก็เหมือนกับที่ อาณาจักรหุนหยวนไม่มีผิดเพี้ยน!
ตระกูลและกลุ่มอิทธิพลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด กับสำนักฟ้ากลมในสองอาณาจักรนี้ต่างก็ถูกกวาด ล้างเช่นเดียวกัน
หัวหน้าของเผ่าภูตผีปีศาจ นอกจากเฮยจือลี่เท่อ แล้วยังมีผู้ควบคุมปีศาจ เฟยโม่ซืออีกคนหนึ่ง!
ทั้งสองคนต่างก็เป็นมหาราชาระดับเก้า
“ไปที่อาณาจักรหุนเทียน อาณาจักรหลักของ สำนักฟ้ากลม!” เนี่ยเทียนเริ่มกระวนกระวาย แอบรู้สึกว่าอาณาจักรหลักของสำนักฟ้ากลมก็ น่าจะถูกเผ่าภูตผีปีศาจบุกเข้าไปเช่นกัน
“หากสำนักฟ้ากลมเจอกับศึกครั้งนี้ เกรงว่า…” จง หลีเจียนมีสีหน้าเศร้าใจ แล้วก็แอบรู้สึกโชคดีอยู่ กับตัวเอง
เขารู้สึกโชคดีก็เพราะประตูข้ามอาณาจักรที่ เชื่อมโยงกับเผ่าภูตผีปีศาจถูกสร้างไว้ในพื้นที่ของ สำนักฟ้ากลม ไม่ได้อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับ สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา
“ฟิ้ว!”
รอจนพวกเนี่ยเทียนก้าวเข้าไปในอาณาจักรหุน เทียน ก็เห็นทันทีว่าสถานที่แห่งหนึ่งถูกปกคลุมไป ด้วยปราณปีศาจสีม่วงเข้มข้น
———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1097 คำถาม
“ส ำนักฟ้ำกลม!”
เมิ่งหลีเจียนตวำดเสียงหนัก สีหน้ำเคร่งเครียด พุ่ง ตัวออกไปเป็นคนแรก
ต่งฉีซงจำกส ำนักคุมสัตว์ลังเลอยู่เล็กน้อยก็ทะยำน ตัวขึ้นฟ้ำตำมไป
อยู่ในดินแดนปรำกำรดวงดำวเหมือนกัน แต่ไร ไหนมำบรรพบุรุษหุนเทียนก็คือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ของดินแดนดวงดำวแห่งนี้ ส่วนพวกจงหลีเจียน ต่งฉีซงที่ได้รับควำมช่วยเหลือจำกเนี่ยเทียนจน เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะได้ส ำเร็จก็ยังไม่คิดว่ำตัวเอง เหนือกว่ำบรรพบุรุษหุนเทียน
ก่อนหน้ำนี้บรรพบุรุษหุนเทียนก็วำงตัวโอหัง ยึด ครองดินแดนปรำกำรดวงดำวเป็นของตัวเองเพียง ผู้เดียว คอยข่มผู้แข็งแกร่งของฝ่ำยอื่นๆ ไว้ ตลอดเวลำ
ภำยหลังเนื่องจำกแต่ละฝ่ำยล้วนพำกันสวำมิภักดิ์ ต่อนเยเทียน ควำมก ำเริบเสิบสำนของบรรพบุรุษ หุนเทียนถึงได้ถูกเก็บกลับไปบ้ำงบำงส่วน
ไม่ว่ำจงหลีเจียน ต่งฉีซงจะไม่ชอบบรรพบุรุษหุน เทียนเช่นไร แต่หลักกำรที่ว่ำขำดริมฝีปำกฟันก็ หนำวนั้น พวกเขำกลับยังเข้ำใจดี
โดยเฉพำะเป็นช่วงเวลำที่กองทัพใหญ่ของภูตผี ปีศำจรุกรำนเข้ำมำเช่นนี้ด้วยแล้ว
“ไป!”
เนี่ยเทียนเรียกเรือดำรำออกมำ แล้วพำเผยฉีฉีบิน ทะยำนไปด้วยกัน
เนื่องจำกอยู่ค่อนข้ำงใกล้ๆ เขำจึงไม่ได้ขอให้เผย ฉีฉีแหวกรอยแยกห้วงมิติออกอีกครั้ง
พริบตำเดียวเรือดำรำก็บินมำถึงส ำนักฟ้ำกลม
เทือกเขำอันเป็นที่ตั้งของส ำนักฟ้ำกลมถูกปกคลุม ไปด้วยปรำณปีศำจหนำข้น ภูตผีปีศำจระดับต่ ำ ร่ำงใหญ่มหึมำก ำลังน ำพำภูตผีปีศำจระดับสูงบิน ทะยำนอยู่กลำงอำกำศเหนือส ำนักฟ้ำกลม
เทือกเขำแถบนั้นถือเป็นหน้ำด่ำนส ำคัญของส ำนัก ฟ้ำกลม ตอนนี้กลำงเทือกเขำที่ทอดตัวยำวมีม่ำน แสงสีเหลืองอมเทำก่อตัวขึ้นมำหลำยชั้น สกัดกั้น กำรรุกรำนของปรำณปีศำจไว้เต็มก ำลัง
จุดลึกของปรำณปีศำจที่ซัดกลิ้งหลุนๆ เฮยจือลี่ เท่อเปลวเพลิงพลุ่งพล่ำน และเฟยโม่ซือผู้ควบคุม ปีศำจสำยเลือดได้หวนคืนสู่บรรพบุรุษ แปรภำพ มำมีเรือนกำยเป็นภูตผีปีศำจใหญ่ยักษ์
มหำรำชำระดับเก้ำสองท่ำนของภูตผีปีศำจสร้ำง ปรำณปีศำจที่เดือดปะทุ พวกเขำร้องค ำรำม เกรี้ยวกรำดพลำงบุกรุกรำนไปยังส ำนักฟ้ำกลม
“ซี่ๆๆ!”
จุดลึกใต้ดินของเทือกเขำที่ทอดตัวยำวนับหมื่นลี้มี พลังใจกลำงปฐพีแผ่ออกมำเบำบำง ครั้นจึงผสำน รวมกับค่ำยกลใหญ่ปกป้องส ำนักฟ้ำกลม ขัดขวำง กำรโจมตีจำกมหำรำชำระดับเก้ำสองท่ำนของเผ่ำ ภูตผีปีศำจไว้อย่ำงแน่นหนำ
บรรพบุรุษหุนเทียนนั่งอยู่ในจุดลึกของค่ำยกล เหนือศีรษะมีลูกหินกลมเกลี้ยงสีเทำลอยอยู่หนึ่ง ก้อน
ในลูกหินมีพลังงำนขุ่นมัวที่คล้ำยจะก ำลังดึงเอำ พลังงำนจำกใจกลำงพื้นดินออกมำ ท ำให้ “ค่ำย กลหุนหยวนปิดฟ้ำ” ของส ำนักฟ้ำกลมยิ่ง แข็งแกร่งทนทำน
เฮยจือลี่เท่อและเฟยโม่ซือล้วนเป็นมหำรำชำ ระดับเก้ำขั้นกลำง พลังเทียบเคียงได้กับแดน เอตทัคคะช่วงกลำงของเผ่ำมนุษย์
ทว่ำต่อให้มหำรำชำทั้งสองร่วมมือกัน แต่ก็ยังไม่ สำมำรถฝ่ำ “ค่ำยกลหุนหยวนปิดฟ้ำ” ของส ำนัก ฟ้ำกลมไปได้ในเวลำสั้นๆ ได้แต่สั่งให้พวกภูตผี ปีศำจระดับต่ ำที่ร่ำงใหญ่โตพ่นปรำณปีศำจ
ออกมำให้เข้มข้นมำกกว่ำเดิม เตรียมจะค่อยๆ กัด กร่อนพลังของค่ำยกลไปทีละนิดแล้วฉวยโอกำส บุกเข้ำไปสังหำร
“ตูม!”
บรรพบุรุษหุนเทียนที่อยู่ในค่ำยกลสัมผัสได้ถึง ปรำณของจงหลีเจียนและต่งฉีซงจึงบินพรวด ออกมำจำกค่ำยกล
“ลูกฟ้ำกลม! ฟ้ำเขย่ำแผ่นดินสะเทือน!”
พลังงำนขุ่นมัวกลำงลูกหินสีเทำไหลทะลักดังอู้ๆ เป็นเหตุให้ปรำณวิญญำณฟ้ำดินทั่วทั้งอำณำจักร หุนเทียนเกิดกำรเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ กระตุ้นให้ แผ่นดินไหวอย่ำงรุนแรง
ปรำณวิญญำณฟ้ำดินขุ่นมัวพุ่งมำรวมตัวกันจำก แปดทิศ ต้ำนทำนปรำณปีศำจที่ถูกปล่อยออกมำ
ภูเขำหลำยลูกสั่นสะเทือน พลังแผ่นดินที่พกพำ เอำปรำณของควำมหนำใหญ่ท ำให้หินยักษ์ จ ำนวนนับไม่ถ้วนสั่นคลอน
ทันใดนั้นก็มีหินยักษ์บินออกมำจำกพื้นดิน พอ ได้รับอิทธิพลจำกลูกฟ้ำกลม หินยักษ์ที่รวบรวม ปรำณวิญญำณฟ้ำดินเอำไว้ก็เริ่มโจมตีลงไปยัง สัตว์ปีศำจมำกมำยที่มำอออยู่รอบส ำนักฟ้ำกลม
“ปังๆๆ!”
สัตว์ภูตผีปีศำจระดับต่ ำเรือนกำยใหญ่มหึมำถูกหิน ยักษ์ที่หนักนับหมื่นชั่งกระแทกโจมตีจนร้องค ำรำม ด้วยควำมเจ็บปวด
แม้แต่เรือนกำยภูตผีปีศำจใหญ่โตหลังจำก สำยเลือดหวนคืนสู่บรรพบุรุษของเฮยจือลี่เท่อ และเฟยโม่ซือก็ถูกหินยักษ์มำกมำยพุ่งเข้ำใส่ เจ็บปวดจนร้องโอดโอย
จงหลีเจียนเรียกดินแดนเปลวเพลิงออกมำ แล้ว บุกเข้ำเข่นฆ่ำกับเฮยจือลี่เท่อพร้อมดับเปลวเพลิง ลุกท่วมเทียมฟ้ำ
ต่งฉีซงจำกส ำนักคุมสัตว์ปลดปล่อยดินแดนพิเศษ ของเขำออกมำอย่ำงไม่ลังเล ในดินแดนของเขำมี สัตว์วิเศษอยู่หลำกหลำยชนิดซึ่งมีชีวิตชีวำเสมือน ตัวจริง
พลังของเลือดลมจำกร้อยสัตว์ถูกเขำดึงออกมำ จำกในแดนเอตทัคคะได้อย่ำงง่ำยดำย เมื่อผสำน
รวมเข้ำกับจิตวิญญำณเลือดเนื้อ สัตว์ทั้งหลำยก็ พลันส่งเสียงร้องค ำรำมสะเทือนแก้วหู
แดนเอตทัคคะสำมท่ำนอย่ำงพวกจิ่งเฟยหยำ งตำมมำถึงทีหลัง และต่ำงคนต่ำงก็ร่ำยใช้วิธีกำร ของใครของมัน
“บรรพบุรุษหุนเทียน…” เผยฉีฉีที่นั่งอยู่บนเรือ ดำรำมองบรรพบุรุษหุนเทียนที่ควบคุมลูกฟ้ำกลม ให้ดึงเอำพลังงำนของฟ้ำดิน พลังงำนแห่งผืนปฐพี มำผสำนรวมกับเวทลับหลำกหลำยชนิดที่มี อำนุภำพยิ่งใหญ่โจมตีไปยังภูตผีปีศำจอย่ำง เชี่ยวชำญพลำงพึมพ ำเบำๆ “บรรพบุรุษหุนเทียน ผู้นี้ท ำให้คนแปลกใจได้ดีจริงๆ เป็นแค่แดน เอตทัคคะช่วงต้น อำศัยค่ำยกลใหญ่ของส ำนักฟ้ำ กลม อีกทั้งเขำยังฝึกตนอยู่ในอำณำจักรหุนเทียน
มำนำนปี ถึงขนำดสำมำรถต่อกรกับมหำรำชำสอง คนของเผ่ำภูตผีปีศำจได้”
“บุคคลอันดับหนึ่งของดินแดนปรำกำรดวงดำวไม่ ธรรมดำจริงๆ ด้วย จงหลีเจียนและต่งฉีซงเป็น แดนเอตทัคคะช่วงต้นเหมือนกัน แต่กลับอ่อนด้อย กว่ำเขำระดับหนึ่งอย่ำงเห็นได้ชัด”
มองออกว่ำกำรที่บรรพบุรุษหุนเทียนออกจำกค่ำย กลมำประมือกับมหำรำชำสองคนของเผ่ำภูตผี ปีศำจท ำให้นำงตกใจอย่ำงมำก
เนี่ยเทียนพยักหน้ำรับเบำ “เขำกล้ำปฏิเสธกำร สวำมิภักดิ์ต่อข้ำ ดูเหมือนว่ำจะเป็นเพรำะมีที่พึ่ง บำงอย่ำงอยู่ ส ำนักฟ้ำกลมอำศัยค่ำยกลใหญ่และ ลูกฟ้ำกลมนั้น เกรงว่ำคงมีพลังที่จะต่อสู่กับแดน เอตทัคคะช่วงกลำงอย่ำงจิ่งเฟยหยำงได้ด้วยซ้ ำ ก็
ไม่น่ำแปลกที่มหำรำชำระดับเก้ำสองคนจะไม่ สำมำรถท ำลำยค่ำยกลของส ำนักฟ้ำกลมได้ โดยเร็ว”
พลังและวิธีกำรที่บรรพบุรุษหุนเทียนแสดงออกมำ ท ำให้เนี่ยเทียนตะลึงมำกเช่นกัน
ดูเหมือนว่ำลูกฟ้ำกลมที่เขำครอบครองจะสำมำรถ ชักน ำให้ปรำณวิญญำณฟ้ำดินเกิดกำร เปลี่ยนแปลง พลังที่ซ่อนอยู่ใต้ดินถูกเขำดึงออกมำ ใช้ได้อย่ำงง่ำยดำยจนมันกลำยมำเป็นอำวุธสังหำร ส ำหรับเขำ
จู่ๆ เฟยโม่ซือผู้ควบคุมปีศำจก็ค ำรำมออกมำด้วย ภำษำของเผ่ำภูตผีปีศำจ
ภูตผีปีศำจที่กระจำยตัวอยู่ตำมมุมำต่ำงๆ ของ ส ำนักฟ้ำกลม พอได้ยินเสียงค ำรำมของเขำก็พลัน
ทะยำนตัวขึ้นฟ้ำแล้วบินไปยังทำงช้ำงเผือกข้ำง นอก
ภูตผีปีศำจที่บุกเข้ำมำในดินแดนปรำกำรดวงดำว ล้วนเป็นระดับเก้ำและระดับแปด ทุกคนไม่ จ ำเป็นต้องใช้เรือรบทำงช้ำงเผือกก็สำมำรถอำศัย เรือนกำยของตัวเองทะยำนไปในทำงช้ำงเผือกได้
“อู้ๆๆ!”
เงำร่ำงของปีศำจที่บ้ำงก็ใหญ่โต บ้ำงก็งดงำมพำ กันบินดิ่งไปนอกอำณำจักรหุนเทียน
รวมไปถึงเฮยจือลี่เท่อและเฟยโม่ซือที่พอเห็นว่ำ แดนเอตทัคคะห้ำท่ำนมำเยือนก็ละทิ้งกำรโจมตีที่มี ต่อส ำนักฟ้ำกลมแล้วถอยหนีทันที
“ตำมไป”
เนี่ยเทียนโบกมือออกค ำสั่งเบำๆ
นอกจำกจิ่งเฟยหยำงและบรรพบุรุษหุนเทียนแล้ว แดนเอตทัคคะคนอื่นๆ ต่ำงก็ไล่ตำมไปเข่นฆ่ำศัตรู ที่ท้องฟ้ำด้ำนนอก
จิ่งเฟยหยำงลังเลเล็กน้อย เขำหันมำมองเนี่ยเทียน อย่ำงถำมควำมเห็น
“วำงใจเถอะ ต่อให้เป็นมหำรำชำระดับเก้ำก็ท ำ อะไรพวกเรำไม่ได้” เผยฉีฉีช่วยตอบแทนเนี่ย เทียน “ข้ำสำมำรถพำเนี่ยเทียนหนีออกไปจำก อำณำจักรหุนเทียนได้อย่ำงง่ำยดำย มหำรำชำ ระดับเก้ำก็ท ำอะไรข้ำไม่ได้”
ในที่สุดจิ่งเฟยหยำงก็วำงใจลงได้ จึงพยักหน้ำรับ แล้วบินไปกลำงอำกำศสูง
เนี่ยเทียนปล่อยไข่มุกวิญญำณมืดออกมำ
ไข่มุกลอยตัว ก่อนจะบินไปช้ำๆ แล้วเริ่มปล่อย พลังดึงเอำวิญญำณของสัตว์ปีศำจและภูตผีปีศำจ ระดับแปดที่ถูกสังหำรมำ
บรรพบุรุษหุนเทียนที่ลอยตัวอยู่กลำงอำกำศ มือ ถือลูกฟ้ำกลมเอำไว้มีสีหน้ำมืดคล้ ำไม่คลำย
ครู่ใหญ่บรรพบุรุษหุนเทียนก็เป็นฝ่ำยขยับเข้ำมำ ใกล้เนี่ยเทียน จ้องหน้ำเนี่ยเทียนอยู่พักใหญ่ กว่ำ จะเอ่ยเสียงหนัก “เหตุใดเป้ำหมำยหลักของภูตผี ปีศำจถึงเป็นส ำนักฟ้ำกลมของพวกเรำ?”
“ง่ำยมำก เพรำะประตูข้ำมอำณำจักรในดินแดน ปรำกำรดวงดำวอยู่ใกล้กับอำณำจักรหุนหยวน ของพวกเจ้ำ” เนี่ยเทียนตอบ “เผ่ำภูตผีปีศำจบุก
เข้ำมำได้ก็ย่อมต้องลงมือกับเป้ำหมำยที่อยู่ใกล้ ที่สุดก่อน”
บรรพบุรุษหุนเทียนหน้ำด ำคร่ ำเครียด สีหน้ำไม่ เป็นมิตรอย่ำงยิ่ง
อำณำจักรหุนหยวน อำณำจักรเฮยเยว่ อำณำจักร เหยำกวำงต่ำงก็เป็นอำณำจักรของส ำนักฟ้ำกลม ทั้งสิ้น ตอนนี้ทั้งสำมอำณำจักรมีสภำพเป็นเช่นไร หลังจำกกำรมำถึงของเฮยจือลี่เท่อและเฟยโม่ซือ เขำย่อมรู้ชัดเจนดี
อำณำจักรสำมแห่งที่ส ำคัญที่สุดถูกภูตผีปีศำจฆ่ำ ล้ำงสังหำร ศักยภำพของส ำนักฟ้ำกลมก็จะลด ฮวบลงไปอีกระดับใหญ่
วันหน้ำเมื่อเทียบกับกองก ำลังระดับกลำงอย่ำง ส ำนักอื่นๆ แล้ว เกรงว่ำส ำนักฟ้ำกลมคงถูกสะบัด ทิ้งไว้ด้ำนหลัง ยำกที่จะไล่ตำมคนอื่นทันอีก
“ที่ภูตผีปีศำจมำปรำกฏตัวในดินแดนปรำกำร ดวงดำวก็เป็นเพรำะเจ้ำกระมัง?” บรรพบุรุษหุน เทียนเอ่ยถำม
“ไม่ผิด” เนี่ยเทียนไม่ได้ปฏิเสธ “พวกเรำบุกเข้ำ ไปกวำดล้ำงตระกูลภูตผีปีศำจหลำยแห่งในสำม อำณำจักรใหญ่ ครั้งนี้ภูตผีปีศำจบุกเข้ำมำก็ย่อม เพรำะต้องกำรแก้แค้น เห็นได้ชัดว่ำภูตผีปีศำจไม่รู้ ว่ำส ำนักฟ้ำกลมของพวกเจ้ำไม่ได้พึ่งพำข้ำ แต่ก็ ไม่ใช่เรื่องแปลกหำกพวกเขำจะเข้ำใจว่ำทุกส ำนัก ในอำณำจักรที่เป็นของข้ำล้วนต้องเป็นคนของ ข้ำ”
“พูดอย่ำงนี้ก็แสดงว่ำส ำนักฟ้ำกลมของพวกเรำ เจอกับหำยนะครั้งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกงั้นสิ?” บรรพบุรุษหุนเทียนเดือดดำล
“เจ้ำจะพูดอย่ำงนี้ก็ได้” เนี่ยเทียนหรี่ตำ พูดอย่ำง ไม่รีบไม่ร้อน “ทำงส ำนักยกดินแดนปรำกำร ดวงดำวให้เป็นของข้ำแล้ว แต่ส ำนักฟ้ำกลมของ พวกเจ้ำไม่ยอมสวำมิภักดิ์เสียที ข้ำเองก็ไม่ได้บีบ บังคับ ครั้งนี้ภูตผีปีศำจบุกเข้ำมำ เลือกลงมือกับ ส ำนักฟ้ำกลมของพวกเจ้ำก่อน ก็เป็นแค่เหตุ บังเอิญเท่ำนั้น”
“ยกให้เป็นของเจ้ำ?” บรรพบุรุษหุนเทียนหัวเรำะ เสียงเย็น “นับแต่โบรำณมำ ส ำนักฟ้ำกลมของข้ำ ก็ตั้งตนเป็นอิสระอยู่ในดินแดนปรำกำรดวงดำวมำ โดยตลอด! นับหมื่นปีที่ผ่ำนมำ พวกเรำก่อร้ำง
สร้ำงตัวขึ้นในดินแดนปรำกำรดวงดำวอย่ำง ระมัดระวัง คอยปกป้องคุ้มครองที่นี่ แค่ประโยค เดียวของพระรำชวังโบรำณสะเก็ดดำวก็ท ำให้ ดินแดนปรำกำรดวงดำวกลำยมำเป็นพื้นที่ส่วนตัว ของเจ้ำได้อย่ำงนั้นหรือ?”
เนี่ยเทียนเงียบงัน
สี่ส ำนักเก่ำแก่ครองควำมแข็งแกร่งเช่นนี้ในเผ่ำ มนุษย์มำโดยตลอด
ดินแดนดวงดำวอย่ำงดินแดนปรำกำรดวงดำวนี้ เดิมทีไม่อยู่ในสำยตำของสี่ส ำนักใหญ่ แต่เนื่องกำร กำรด ำรงอยู่ของเขำ พระรำชวังโบรำณสะเก็ดดำว จึงป่ำวประกำศให้ดินแดนปรำกำรดวงดำวกลำย มำเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเขำ
วิธีกำรที่เผด็จกำรเช่นนี้ กองก ำลังอย่ำงส ำนักคุม สัตว์ ส ำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ต่ำงก็ยอมรับ อีกทั้งยังเชื่อ ฟังค ำสั่งแต่โดยดี
นึกไม่ถึงว่ำบรรพบุรุษหุนเทียนจะไม่พอใจขนำดนี้
เมื่อเผชิญหน้ำกับค ำถำมของบรรพบุรุษหุนเทียน เนี่ยเทียนครุ่นคิดอย่ำงละเอียดก็รู้สึกว่ำอันที่จริง วิธีกำรของส ำนักเขำก็ไม่มีเหตุผลเท่ำใดนัก
ทว่ำวิธีกำรที่ไม่มีเหตุผลเช่นนี้ เมื่อเอำมำใช้กับสี่ ส ำนักเก่ำแก่กลับเต็มไปด้วยเหตุด้วยผล หลำยคน ล้วนให้กำรยอมรับ
แต่บรรพบุรุษหุนเทียนกลับไม่ยอมรับ ทั้งยัง ต่อต้ำนอย่ำงดื้อดึงอีกด้วย
———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1098 มหาราชาเจ็ดท่าน!
สี่สำนักใหญ่ปกครองเผ่ามนุษย์อย่างเผด็จการคือ ประวัติศาสตร์ที่มีมานานหลายปีแล้ว ช่วงแรกเริ่มสุดสี่สำนักใหญ่ก็คือกองกำลังหลักใน การต่อสู้กับชนต่างเผ่าและเผ่าสัตว์โบราณ และ ภายใต้การนำพาของสี่สำนักใหญ่ เผ่ามนุษย์ก็ได้ขับ ไล่ชนต่างเผ่าและเผ่าสัตว์โบราณให้ออกไปจากฟูา ดินของเผ่ามนุษย์แถบนี้ และนี่ก็เป็นเหตุให้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกองกำลัง อื่นๆ ของเผ่ามนุษย์ สี่สำนักใหญ่จึงมีความเหนือกว่า โดยธรรมชาติ ทว่าก็ยังมีคนบางส่วนที่ไม่เกรงกลัว แล้วก็ไม่ยอม อ่อนข้อให้ จ้าวซานหลิงที่ถูกลัทธิจิตตวิสุทธิ์รับสมัครให้เข้าเป็น
ศิษย์กลับเลือกที่จะฝึกตนอย่างอิสระ ไม่ยอมรับ ความหวังดีจากลัทธิจิตตวิสุทธิ์ เซี่ยเชียนจากดินแดนจุลอันธกาลที่ฝุาทะลุสู่แดน เอตทัคคะช่วงท้ายก็ได้ใช้นามของเนี่ยเทียนปฏิเสธ การเชื้อเชิญของซือคงฉั่ว เฮ้อเหลียนสงอย่างละมุน ละม่อม บรรพบุรุษหุนเทียนแห่งสำนักฟูากลมก็เป็น เช่นเดียวกัน มักจะต้องมีคนบางส่วนที่ไม่เกรงกลัวอิทธิพลของสี่ สำนักใหญ่ มนุษย์ลักษณะนี้มักจะมีความพิเศษเป็น ของตัวเองเสมอ หลังจากที่อีกฝุายเอ่ยคำพูดที่กักเก็บอยู่ในใจเนิ่น นานออกมา เนี่ยเทียนและเผยฉีฉีต่างก็เงียบงัน พอคิดตามอย่างละเอียด อันที่จริงพวกเขาก็รู้สึก เหมือนกันว่าวิธีการของสี่สำนักใหญ่ออกจะเผด็จ การเกินไป
ก็เป็นอย่างที่บรรพบุรุษหุนเทียนพูดมา พระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวมีสิทธิ์อะไรที่พูดเพียงคำเดียว ดินแดนปราการดวงดาวก็ต้องตกเป็นของเนี่ยเทียน? หรือแค่เพราะว่าพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว แข็งแกร่งยิ่งใหญ่? “สำนักฟูากลมของข้าจะยังคงสภาวะการตั้งตนเป็น อิสระเอาไว้!” บรรพบุรุษหุนเทียนแค่นเสียงในลำคอ สีหน้ายิ่งไม่เป็นมิตร “ต่อให้เจ้าเนี่ยเทียนเป็นบุตร แห่งดวงดาวแล้วอย่างไร? มีแค่ตบะเขตวิญญาณ คิด จะให้ข้ายอมสวามิภักดิ์อย่างเต็มใจ ข้ามิอาจข้าม ผ่านด่านในใจตัวเองไปได้หรอก!” เขารู้สึกโกรธเคืองเต็มหัวใจ สำนักในดินแดนปราการดวงดาวอย่างสำนักคุมสัตว์ สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ผ่านการชำระล้างด้วยเลือดจาก สงครามในสามอาณาจักรใหญ่ของภูตผีปีศาจมา จึง
ได้ผลเก็บเกี่ยวเป็นหญ้าวิเศษและวัตถุดิบวิเศษที่ล้ำ ค่ามากมาย สำนักฟูากลมที่อยู่ในดินแดนปราการดวงดาว เหมือนกันย่อมต้องได้ยินข่าว วัตถุดิบวิเศษมากมายที่สำนักคุมสัตว์ สำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ได้มาจากสามอาณาจักรปีศาจ สำนักฟูา กลมไม่ได้มีส่วนแบ่งอะไรด้วย ทว่าคนที่ต้องมารับไฟโทสะจากภูตผีปีศาจ ทั้งยังถูก ภูตผีปีศาจลอบโจมตีกลับเป็นสำนักฟูากลมของพวก เขา! บรรพบุรุษหุนเทียนมิอาจทำใจยอมรับผลลัพธิ์เช่นนี้ ได้ ถ้าหาก ถ้าหากบรรพบุรุษหุนเทียนแข็งแกร่งจนเป็น ถึงแดนเอตทัคคะช่วงท้าย หรือมีพลังการต่อสู้เท่า แดนเทพเจ้า เขาที่เดือดดาลอาจจะประกาศศึก
กับเนี่ยเทียนไปแล้วก็เป็นได้ แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้เขายังไม่มีความสามารถอย่าง ที่ว่านั้น ซ้ำข้างกายเนี่ยเทียนยังมีแดนเอตทัคคะช่วง กลางอย่างจิ่งเฟยหยางอยู่ด้วย การที่ต้องกล้ำกลืนความแค้นเคืองนี้ลงไปทำให้เขา อึดอัดใจมากพอแล้ว และแน่นอนว่าเขาไม่สามารถ ผิดคำพูดตัวเองและเปลี่ยนใจเพียงเพราะการมาช่วย ของพวกเนี่ยเทียน “ข้าไม่อยากฝืนใจเจ้า” เนี่ยเทียนเงียบไปครู่ก็เอ่ยว่า “หากข้าคิดจะใช้วิธีการที่เผด็จการจริงๆ สำนักฟูา กลมของเจ้าก็คงถูกลบชื่อออกไปจากดินแดน ปราการดวงดาวนานแล้ว” บรรพบุรุษหุนเทียนรู้ว่าเขามีความสามารถเช่นนี้จริง จึงปิดปากเงียบ “เอาเถอะ” เนี่ยเทียนโบกมือ กล่าวอย่างหมดความ
สนใจว่า “สำนักฟูากลมของพวกเจ้าอยากจะตั้งตัว เป็นอิสระต่อไปก็ตามใจ ที่พวกเรามาคราวนี้ก็แค่ เพื่อจัดการกับเผ่าภูตผีปีศาจ พวกภูตผีปีศาจบุกเข้า มามากน้อยแค่ไหน ข้ายังมิอาจรู้ได้ ช่วงเวลา หลังจากนี้เจ้าและสำนักฟูากลมของเจ้าอาจจะยังถูก เผ่าภูตผีปีศาจโจมตีอีก พวกเจ้าก็ภาวนาขอให้ตัวเอง โชคดีก็แล้วกัน” “อู้ๆๆ!” ไข่มุกวิญญาณมืดที่รวบรวมซากวิญญาณของภูตผี ปีศาจอย่างต่อเนื่องลอยกลับมาหาเขาอีกครั้ง ที่เนี่ยเทียนและเผยฉีฉีสองคนไม่ได้เข้าร่วมการไล่ล่า พวกภูตผีปีศาจที่หนีไป ด้านหนึ่งก็เพราะรู้สึกว่าการ ต่อสู้ระดับนี้ไม่จำเป็นต้องให้พวกเขาออกแรง อีกด้านหนึ่งก็เพราะเนี่ยเทียนอยากจะได้ข้อมูล เพิ่มเติมจากซากวิญญาณของภูตผีปีศาจที่ตายไป
ตอนนี้ไข่มุกวิญญาณมืดกลับมาแล้ว เขาจึงไม่สนใจ บรรพบุรุษหุนเทียนอีก แต่ติดต่อไปหาวิญญาณวัตถุ เงียบๆ วิญญาณวัตถุที่ดูดซับเอาซากวิญญาณมาสามารถดึง ความทรงจำที่กระจัดกระจายของวิญญาณออกมา ได้ ความทรงจำแบบขาดๆ หายๆ ที่พอได้รับการ วิเคราะห์จากวิญญาณวัตถุก็ถูกส่งไปให้เนี่ยเทียน สีหน้าของเนี่ยเทียนเริ่มเคร่งเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ บรรพบุรุษหุนเทียนเองก็ไม่ได้รีบร้อนจากไป แต่มอง ไปยังไข่มุกวิญญาณมืดอย่างใคร่รู้ ราวกับอยากรู้ว่า เหตุใดเนี่ยเทียนถึงทำเช่นนี้ มหาราชาที่พวกเขาเจอมีเพียงเฮยจือลี่เท่อและเฟย โม่ซือเท่านั้น บรรพบุรุษหุนเทียนจึงไม่รู้เหมือนกัน ว่าภูตผีปีศาจที่บุกเข้ามาในดินแดนปราการดวงดาว
มีมากน้อยแค่ไหนกันแน่ “ผู้นำคือมหาราชานรกเลือดข่าตี๋ สายเลือดระดับ เก้าขั้นสูงสุด!” เนี่ยเทียนสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่ง ครั้ง หันไปพูดกับเผยฉีฉีว่า “นอกจากข่าตี๋ เฮยจือลี่ เท่อและเฟยโม่ซือแล้วยังมีมหาราชาภูตผีปีศาจอีกสี่ ท่านที่ลอดผ่านประตูข้ามอาณาจักรเข้ามา ทว่าใน ความทรงจำที่กระจัดกระจายของภูตผีปีศาจระดับ แปดกลับไม่รู้ทิศทางการเคลื่อนไหวของมหาราชาน รกเลือดข่าตี๋ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่ามหาราชาภูตผีปีศาจ อีกสี่ท่านไปอยู่ที่ไหน” “คนที่รู้เรื่องภายในอย่างแท้จริงมีเพียงเฮยจือลี่เท่อ และเฟยโม่ซือเท่านั้น ภูตผีปีศาจที่ถูกสังหารมีฐานะ ไม่สูงพอจึงได้แต่ฟังคำสั่งจากเฮยจือลี่เท่อและเฟย โม่ซือ” เผยฉีฉีอุทานตกใจ “ข่าตี๋! แล้วยังมีมหาราชาอีกสี่ คน? มหาราชาทั้งสี่ท่านนั้นมีระดับเป็นเช่นไร?”
“สองท่านเหมือนกับเฮยจือลี่เท่อและเฟยโม่ซือ เป็น ระดับเก้าขั้นกลางเหมือนกัน ส่วนอีกสองท่านคือ ระดับเก้าขั้นต้น มหาราชาสี่ท่านล้วนนำสายเลือด ระดับแปดจำนวนไม่น้อยบุกเข้ามา” “พอเข้ามาทางประตูข้ามอาณาจักรได้ไม่นาน มหา ราชาแต่ละคนก็แยกย้ายกันลงมือ ไม่รู้ว่าไปที่ไหน กันบ้าง” เนี่ยเทียนกล่าว เผยฉีฉีลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ถามอีกว่า “มีข่าวที่แน่ชัด บ้างหรือไม่ว่าประตูข้ามอาณาจักรย้ายไปอยู่ที่ ไหน?” “ไม่มีเลย” เนี่ยเทียนส่ายหน้า “หลังจากผ่านประตู ข้ามอาณาจักรเข้ามาได้ไม่นาน พวกภูตผีปีศาจที่ ตายไปก็ถูกเฮยจือลี่เท่อและเฟยโม่ซือนำทัพมาลง มือกับอาณาจักรหุนหยวนที่อยู่ใกล้ที่สุด พวกเขา ออกมาจากประตูข้ามอาณาจักรบานนั้นก่อนใคร จึง
ไม่รู้ว่าหลังจากที่พวกเขาจากมาแล้ว ข่าตี๋จัดการกับ ประตูข้ามอาณาจักรบานนั้นอย่างไร” เผยฉีฉีปวดหัว “ขอแค่ประตูข้ามอาณาจักรยังอยู่ พวกภูตผีปีศาจก็สามารถเข้าออกได้ตามใจชอบ ทั้ง อาจยังมีผู้แข็งแกร่งของภูตผีปีศาจบุกเข้ามามาก กว่าเดิม” บทสนทนาของคนทั้งสองไม่ได้หลีกเลี่ยงบรรพบุรุษ หุนเทียน เขาจึงได้ยินอย่างชัดเจน “มหาราชานรกเลือดข่าตี๋เป็นผู้นำ มหาราชาภูตผี ปีศาจทั้งหมดเจ็ดท่าน นักรบสายเลือดระดับแปดอีก มากมาย…” บรรพบุรุษหุนเทียนเงยหน้ามอง อาณาจักรหุนเทียนที่ภูตผีปีศาจเพิ่งจากไปด้วยความ ขมขื่นเต็มใบหน้า เห็นได้ชัดว่าเขารู้ว่าหลังจากนี้ดินแดนปราการ ดวงดาวจะยังต้องตกอยู่ในความวุ่นวายอีกพักใหญ่
ตอนนี้สำนักฟูากลมถูกโจมตีจนเสียหายอย่างหนัก แล้ว แต่พวกเขาก็ไม่มีทางวางตัวออกห่างเรื่องนี้ เพียงเพราะปฏิเสธไม่ยอมเข้าร่วมกับเนี่ยเทียน “ท่านบรรพบุรุษ!” ผู้อาวุโสโจวซ่างของสำนักฟูากลมพลันตะโกนเสียง ดังขึ้นมาจากในจุดลึกของค่ายกล “เพิ่งได้ข่าวว่า อาณาจักรอีกสองแห่งของพวกเราถูกภูตผีปีศาจ โจมตีอย่างรุนแรง!” “ไม่เพียงแค่พวกเรา พื้นที่ในครอบครองของตระกูล ฉู่และตระกูลเจี่ยนที่อยู่ใกล้พวกเราก็ถูกภูตผีปีศาจ โจมตีด้วย!” บรรพบุรุษหุนเทียนหน้าเปลี่ยนสีโดยพลัน เนี่ยเทียนเองก็หน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย นับตั้งแต่ที่รู้จากในความทรงจำของซากวิญญาณ ภูตผีปีศาจว่าภูตผีปีศาจที่บุกเข้ามาไม่ได้มีเพียง
เฮยจือลี่เท่อและเฟยโม่ซือ เขาก็ตระหนักได้ว่า เปูาหมายที่ภูตผีปีศาจจะเล่นงานย่อมไม่ได้มีแค่ สำนักฟูากลมอย่างเดียวเท่านั้น เขาไม่ได้สนใจสำนักฟูากลมเท่าใดนัก ทว่าตระกูลฉู่ และตระกูลเจี่ยนต่างก็เป็นตระกูลที่พึ่งพาเขา เขามี หน้าที่ที่ต้องปกปูองอีกฝุาย อีกอย่างประมุขของตระกูลฉู่และตระกูลเจี่ยนก็ยัง ไม่มีใครเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ ไม่ว่าจะเป็นมหาราชา คนไหนของภูตผีปีศาจก็ล้วนไม่ใช่คนที่สองตระกูล จะต้านรับไว้ได้ “สำนักฟูากลมของพวกเจ้าจัดการกับภูตผีปีศาจที่ บุกเข้ามารุกรานเอาเองแล้วกัน” เนี่ยเทียนหันไป มองบรรพบุรุษหุนเทียนแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมาหา เผยฉีฉี “ไปที่นอกทางช้างเผือก บอกให้พวกเขา หยุดไล่ล่าเฮยจือลี่เท่อและเฟยโม่ซือ พวกเราไปยัง
อาณาจักรของตระกูลฉู่และตระกูลเจี่ยนที่ถูกรุกราน ขับไล่พวกภูตผีปีศาจเหล่านั้นไปให้ได้ก่อน” “ตกลง” เผยฉีฉีรีบแหวกรอยแยกห้วงมิติทันใด โจวซ่างบินมาก็เห็นว่าเผยฉีฉีและเนี่ยเทียนสองคน หายวับไปในรอยแยกห้วงมิติที่ค่อยๆ ปิดตัวเข้าหา กันแล้ว “ท่านบรรพบุรุษ!” โจวซ่างทำสีหน้าเหมือนจะ ร้องไห้ “ผ่านศึกนี้ไป เกรงว่าสำนักฟูากลมของพวก เราคงไม่สามารถทัดเทียมกับสำนักคุมสัตว์และ สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ได้อีกแล้ว สามอาณาจักรถูก รุกราน ผู้อาวุโสแดนว่างเปล่าของสำนักตายกันไป ห้าท่าน จงหลีเจียนและต่งฉีซงต่างก็เลื่อนสู่แดน เอตทัคคะกันหมดแล้ว วันหน้า วันหน้าชีวิตของพวก เราคงยิ่งยากลำบากมากกว่าเก่า” บรรพบุรุษหุนเทียนมองเขาด้วยสายตาเย็นชาพลาง
ตะคอกเสียงดัง “กลืนคำแนะนำของเจ้ากลับลงไป ซะ! เว้นเสียแต่ว่าเนี่ยเทียนจะเอาชนะข้าได้ หาไม่ แล้วข้าไม่มีทางยอมก้มหัวให้เขาเด็ดขาด!” “ตูม!” เขาพลันบินเข้าไปในค่ายกล อาศัยค่ายกลนำส่งของ สำนักฟูากลมเดินทางไปยังอาณาจักรที่ถูกภูตผี ปีศาจรุกราน “อาณาจักรของพวกเราที่ถูกรุกรานมีสองแห่งนะ” หลังจากที่เขาจากไป โจวซ่างก็พึมพำขึ้นมาเบาๆ “แดนเอตทัคคะเช่นท่าน ในสำนักมีอยู่แค่คนเดียว ต่อให้ท่านจะร้ายกาจแค่ไหนก็ดูแลทั้งสองสถานที่ได้ ไม่ทั่วถึง ลูกน้องเนี่ยเทียนมีแดนเอตทัคคะถึงห้าคน ทว่าคนที่พวกเขาให้การดูแลมีแค่ตระกูลฉู่กับตระกูล เจี่ยน ไม่มีทางมาสนใจสำนักฟูากลมของพวกเรา เลย” น่าเสียดายที่บรรพบุรุษหุนเทียนไม่มีทางได้ยินคำพูด ประโยคนี้ของเขา
“เหตุใด เหตุใดต้องดื้อดึงเพียงนี้ด้วย?” โจวซ่างรู้สึก ขมขื่นเต็มหัวใจ เขาก็เหมือนกับผู้อาวุโสหลายคนในสำนักที่ต่างก็ รู้สึกว่าสำนักฟูากลมควรจะยอมสวามิภักดิ์ต่อเนี่ย เทียนอย่างสำนักคุมสัตว์และสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์นาน แล้ว เพราะเขาได้เห็นกับตาตัวเองว่าสำนักที่พึ่งพาเนี่ย เทียนต่างก็ได้ผลเก็บเกี่ยวมหาศาลมาจากใน อาณาจักรเผ่ากิ้งก่า แผ่นดินลอยตัวและสาม อาณาจักรปีศาจ สำนักฟูากลมไม่ได้อะไรสักอย่าง ทั้งตอนที่ภูตผี ปีศาจบุกเข้ามารุกรานยังต้องกลายมาเป็นเปูาหมาย แรกด้วย โจวซ่างบ่นพึมพำด้วยความไม่พอใจ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1099 สังหารข่าตี๋
ดินแดนปราการดวงดาวตกอยู่ท่ามกลางความ วุ่นวาย มหาราชาเผ่าภูตผีปีศาจเจ็ดท่านที่มารุกรานพา สายเลือดระดับแปดในเผ่าของตัวเองเดิน ทางเข้าออกอย่างลึกลับ อาณาจักรต่างๆ อันเป็นถิ่นของห้าสำนักสามตระกูล ต่างก็ถูกรุกรานอยู่เป็นระยะ อาศัยค่ายกลและพลังของเผยฉีฉี เนี่ยเทียนต้องคอย วิ่งวุ่นไปทั่ว ทว่าทุกครั้งที่พวกเขาเข้าไปยังอาณาจักรที่ถูกภูตผี ปีศาจรุกราน ภูตผีปีศาจพวกนั้นจะถูกมหาราชา นำพาให้หลบหนีไปยังท้องฟ้าด้านนอกทันเวลาเสีย ทุกครั้ง
เมื่อพวกเขาพยายามที่จะล้อมโจมตี ก็จะได้รับข่าว อีกว่ามหาราชาคนอื่นไปเคลื่อนไหวอยู่ที่อาณาจักร อื่น พวกจิ่งเฟยหยางต้องคอยย้ายสนามรบไล่ฆ่าภูตผี ปีศาจกันอย่างต่อเนื่อง เผ่าภูตผีปีศาจบุกโจมตีไปทั่วดินแดนปราการ ดวงดาว หากมีแดนเอตทัคคะโผล่ไปยังอาณาจักร แห่งใดแห่งหนึ่ง พวกเขาก็จะตะโกนสั่งให้ถอยหนี ทันที ไฟสงครามปะทุขึ้นทั่วทุกอาณาจักร อาณาจักรที่ไม่ได้รับการดูแลจะถูกภูตผีปีศาจโจมตี อย่างรุนแรง สำนักและกองกำลังต่างๆ บาดเจ็บและ ล้มตายกันอย่างอเนจอนาถ ไม่นานห้าสำนักสามตระกูลก็เริ่มจับทางได้ ผู้ฝึกลมปราณที่กระจายตัวกันอยู่ตามอาณาจักร
ต่างๆ ล้วนถูกส่งตัวไปยังอาณาจักรที่มีค่ายกลใหญ่ ปกป้อง อาศัยค่ายกลมาต้านทานการโจมตีจากภูตผีปีศาจ วิธีการเช่นนี้เหมือนที่ปีนั้นดินแดนพงฟ้าถูกชนต่าง เผ่ารุกรานอย่างไม่มีผิดเพี้ยน หลังจากรู้ว่าผู้นำคือมหาราชานรกเลือดข่าตี๋ เนี่ย เทียนก็กระจายข่าวออกไป ด้านหนึ่งก็เชื้อเชิญ ให้เซี่ยเชียนจากดินแดนจุลอันธการมาให้ความ ช่วยเหลือ ด้านหนึ่งก็แจ้งไปที่สำนัก ข่าตี๋มีสายเลือดระดับเก้าขั้นสูงสุด คือบุคคลที่มี ความหวังมากที่สุดในบรรดามหาราชาเผ่าภูตผี ปีศาจมากมายที่จะเลื่อนสู่ระดับสิบ กลายมาเป็นต้า จุน การดำรงอยู่ของเขาหมายความว่าพละกำลังที่เนี่ย เทียนมีอยู่ในมือตอนนี้มิอาจต่อกรด้วยได้
เซี่ยเชียนที่เป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้ายอาจไม่ใช่คู่ ต่อสู้ของข่าตี๋ แต่อย่างน้อยเขาก็มีกำลังพอที่จะสู้กับ ข่าตี๋ได้ ไม่นานนักเซี่ยเชียนก็เดินทางจากดินแดนจุล อันธการมาเฝ้าบัญชาการณ์อยู่ที่ดินแดนปราการ ดวงดาวด้วยตัวเอง ทางฝ่ายของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก็ได้ส่งผู้ อาวุโสเหยียนจั้นมารับมือกับข่าตี๋ ทว่าหลังจากที่ผู้แข็งแกร่งทั้งสองท่านอย่างเซี่ยเชียน และเหยียนจั้นมาถึงที่นี่จริงๆ พวกภูตผีปีศาจที่ อาละวาดไปทั่วดินแดนปราการดวงดาวกลับทำตัว สงบเสงี่ยมกะทันหัน มหาราชาหกคนเหมือนจู่ๆ ก็หายตัวไป ไร้ร่องรอย ให้ตรวจสอบ เผยฉีฉีเข้าออกไปทั่วทุกอาณาจักรของดินแดน
ปราการดวงดาว หมายจะหาประตูข้ามอาณาจักรที่ เผ่าภูตผีปีศาจใช้เดินทางมา ทว่ากลับไม่ได้ง่ายดาย อย่างใจต้องการ ประตูข้ามอาณาจักรบานนั้นถูกอำพรางเอาไว้อย่าง ลึกลับ ไม่รู้ว่าถูกข่าตี๋ย้ายไปไว้ที่ไหน แม้แต่นางก็ยัง ไม่สามารถใช้สมบัติห้วงมิติล้ำค่ารับสัมผัสถึง ความผิดปกของคลื่นเคลื่อนไหวได้ พื้นที่ระหว่างดินแดนดาวตกกับดินแดนผนึกฟ้า หินอุกกาบาตขนาดมหึมาก้อนหนึ่งมีค่ายกลนำส่ง ขนาดเล็กตั้งอยู่ ค่ายกลนั้นพลันมีคลื่นห้วงมิติ กระเพื่อมออกมา ก่อนหน้านี้เมื่อนานมากแล้ว หลังจากที่ตระกูลเหลย ได้รับการไหว้วานจากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์จนลอดผ่าน พื้นที่ของดินแดนผนึกฟ้าไปยังดินแดนดาวตกได้ อย่างราบรื่นก็ได้สร้างค่ายกลนำส่งที่เป็นสถานี
เปลี่ยนถ่ายเหล่านี้ขึ้นมา เมื่ออาศัยค่ายกลเหล่านี้ ตระกูลเหลยจึงเดินทาง กลับไปถึงดินแดนปราการดวงดาวได้อย่างราบรื่น ปีนั้นเนี่ยเทียนก็อาศัยค่ายกลของตระกูลเหลยเดิน ทางเข้าไปยังดินแดนผนึกฟ้า และได้เจออาณาจักร โพ่สุ้ย ช่วงหลังเป็นระยะเวลายาวนานช่วงหนึ่งที่เนี่ยเทียน เดินทางไปกลับดินแดนปราการดวงดาวโดยใช้ค่าย กลนำส่งเหล่านี้ของตระกูลเหลย รอจนค่านจื้อเซิ่งช่วยสร้างค่ายกลนำส่งขนาดใหญ่ให้ เนี่ยเทียนที่สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ ทำให้สามดินแดนใน ครอบครองของเนี่ยเทียนเชื่อมโยงถึงกัน ค่ายกล ของตระกูลเหลยจึงแทบจะถูกทอดทิ้งไป แม้แต่คนของตระกูลเหลยเองที่พอจะไปดินแดน ปราการดวงดาวก็ยังอาศัยค่ายกลใหญ่ของสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์
นี่จึงเป็นเหตุให้ค่ายกลนำส่งที่ต้องเปลี่ยนสถานี ติดต่อกันถึงเจ็ดครั้งกว่าจะไปถึงดินแดนปราการ ดวงดาวแทบจะอยู่ในสภาวะถูกทอดทิ้ง “อู้!” ในค่ายกลนำส่งที่ถูกทิ้งร้าง มหาราชาข่าตี๋แห่งเผ่า ภูตผีปีศาจพลันเผยกาย “ดินแดนดาวตก…” ข่าตี๋ที่ยืนอยู่กลางค่ายกลทอดสายตามองไปยังกลุ่ม แสงที่พริบพราวอยู่ไกลๆ ดวงตาของเขาเย็นชาราว กับมีดน้ำแข็ง “หินปีศาจดำมืดก้อนนั้นคือรากฐาน ของอาณาจักรปีศาจแห่งที่หก! ในเมื่อวัตถุชิ้นนี้ทำ ให้เฮยอั้นต้าจุนถือกำเนิดขึ้นมาได้ ก็มีความเป็นไป ได้ที่ในอนาคตคนของอาณาจักรปีศาจแห่งที่หกจะ มีต้าจุนคนใหม่ถือกำเนิดขึ้นมาอีกครั้ง!” ขณะที่เขาเตรียมจะเดินทางต่อไป กลับต้องหน้า เปลี่ยนสี
“ฟู่วๆๆ!” กลุ่มแสงสีขาวซีดหลายกลุ่มที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหน จู่ๆ ก็ทิ่มแทงมายังตำแหน่งที่เขาอยู่ราวกับกระบี่ แหลมคมนับพันนับหมื่น เป็นเหตุให้หินอุกกาบาตใหญ่ยักษ์รวมไปถึงค่ายกลที่ ตั้งอยู่บนนั้นระเบิดกระจายในทันที รอจนข่าตี๋ตั้งตัวได้ ร่างเขาก็ลอยหวือมาอยู่ข้างนอก ส่วนหินอุกกาบาตกับค่ายกลนำส่งกลับกลายมาเป็น เพียงเถ้าธุลี เรือรบลำหนึ่งค่อยๆ ลอยออกมาจากมุมมืดของทาง ช้างเผือกอย่างเงียบเชียบ บนเรือรบมีศพของภูตผีปีศาจแขวนอยู่มากมาย พลังศพที่เข้มข้นถูกเชือกรัดดูดซับให้หายเข้าไปใน เรือ คล้ายเป็นการมอบพลังให้กับเรือรบ “มหาราชานรกเลือด ข่าตี๋”
คนที่หลี่หลางเฟิงเพิ่งพบเจอเมื่อไม่นานมานี้เอ่ยกลั้ว หัวเราะเบาๆ ครั้นจึงลอยตัวออกมาจากเรือรบ ร่าง ของเขาล่องลอยบางเบาดุจขนนกชิ้นหนึ่ง “เป็นเจ้า!” ข่าตี๋ตกตะลึง พอมองเห็นศพของคนเผ่าเดียวกัน สีหน้าเขาก็แปร เปลี่ยนไปอีกครั้ง ตวาดกร้าว “คนของเผ่าพันธุ์ข้าถูก เจ้าสังหารรึ? ข้าจำได้ว่าเจ้าถูกสี่สำนักใหญ่ไล่ฆ่ามา นานปี น่าจะเคียดแค้นสี่สำนักใหญ่พวกนั้นไม่ใช่รึ? เจ้าแอบมีความสัมพันธ์กับเผ่าโครงกระดูกมานาน หลายปี ถูกมองเป็นพวกลัทธิมารนอกรีต เจ้าและข้า ไม่ใช่มีศัตรูคนเดียวกันหรอกหรือ?” “เวลาเปลี่ยนเหตุการณ์เปลี่ยน” คนผู้นั้นยังคงแย้ม ยิ้ม “ข้าและเผ่าโครงกระดูกก็แค่แลกเปลี่ยนกัน ทั่วไปเท่านั้น และจะอย่างไรซะข้าก็เป็นเผ่ามนุษย์ สี่ สำนักใหญ่ไม่ยอมรับข้า อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ อะไร เพราะไม่ช้าก็เร็วคนอย่างพวกเราต้องได้รับ
การยอมรับอยู่ดี” “เจ้ามาเพื่อขัดขวางข้าอย่างนั้นรึ?” ข่าตี๋คำราม เดือดดาล “ไม่ใช่ขัดขวาง” คนผู้นั้นส่ายหน้า “เป็นเพราะข้า หมายตาตัวเจ้า เจ้า จะกลายมาเป็นศพฟ้าที่ แข็งแกร่งที่สุดในมือของข้า! ได้กลายมาเป็นศพฟ้าที่ แข็งแกร่งที่สุดของข้า คือเกียรติยศของเจ้าข่าตี๋” กล่าวจบก็มีศพสามศพที่ห้อมล้อมไปด้วยปราณศพ เข้มข้นทยอยกันบินออกมาจากในเรือรบของเขา หนึ่งคือภูตผีปีศาจ หนึ่งคือเผ่าโครงกระดูก ส่วนอีก หนึ่งคือเผ่าทมิฬ ชนต่างเผ่าทั้งสามล้วนเป็นมหาราชาระดับเก้า ทว่าสี หน้าของพวกเขากับทึ่มทื่อ เห็นได้ชัดว่าไม่มี จิตสำนึกเป็นของตัวเอง คล้ายคลึงกับโครงกระดูก ปีศาจเลือดของเนี่ยเทียนอยู่หลายส่วน
เขาโบกมือเบาๆ มหาราชาชนต่างเผ่าทั้งสามท่านที่ถูกชุบหลอมเป็น ศพฟ้าก็พลันพุ่งกระโจนเข้ามาโจมตีข่าตี๋ “ตูมๆๆ!” เรือนกายของภูตผีปีศาจที่ถูกแขวนไว้บนเรือรบ ระเบิดกระจายทันควัน พลังศพที่อยู่ด้านในถูกดึง ออกมาจนเกลี้ยง “เจ้ากล้าลงมือกับข้าเชียวรึ?” ข่าตี๋แค้นเคืองอย่าง หนัก “แล้วทำไมถึงไม่กล้าเล่า?” คนผู้นั้นหัวเราะหึหึ “เจ้าจะกลายมาเป็นหินนำทางที่พาให้ข้าเลื่อนสู่ แดนเทพเจ้า มหาราชาภูตผีปีศาจระดับเก้าขั้นสูงสุด คนหนึ่ง เมื่อถูกข้าหลอมเป็นศพฟ้า การฝ่าทะลุ ขอบเขตที่ข้าแสวงหามานานย่อมสำเร็จราบรื่นไปได้ ด้วยดี”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้ามารอเจ้าอยู่ที่ดินแดนผนึกฟ้านี้ นานเท่าไหร่แล้ว?” “ข่าตี๋เอ๋ยข่าตี๋ อย่านึกว่ามีแต่เจ้าที่ฉลาด เจ้าให้มหา ราชาหกคนนั้นเปิดฉากสังหารไปทั่วดินแดนปราการ ดวงดาว ทำให้เนี่ยเทียนเหนื่อยที่จะรับมือ ส่วนตัว เองก็แอบอำพรางตัวมาที่นี่ก็ไม่ใช่เพราะอยากเอา หินปีศาจดำมืดกลับไปหรอกหรือ?” “น่าเสียดายยิ่งนักที่คนมามีแค่เจ้า ไม่ใช่เซวี่ยฝู่ หรือต้าจุนคนอื่นๆ” “เมื่อต้าจุนไม่มา ไม่ว่าภูตผีปีศาจอย่างพวกเจ้าคน ใดกล้าโผล่มาที่นี่ก็มีแต่จะกลายมาเป็นเหยื่อของข้า เท่านั้น” “อู้ๆๆ!” มหาราชาชนต่างเผ่าสามท่านที่ถูกชุบหลอมเป็นศพ ฟ้าระเบิดปราณศพตลบอบอวล ท่ามกลางปราณศพ ปะปนไปด้วยพิษชนิดต่างๆ ที่มาจากศพของเผ่า
ทมิฬ ซึ่งกลบทับข่าตี๋ที่มีสายเลือดระดับเก้าขั้นสูงสุด เอาไว้ภายใน ข่าตี๋กระตุ้นสายเลือดแปรสภาพเป็นร่างภูตผีปีศาจ ไม่ดับสลาย สายเลือดหวนคืนสู่บรรพบุรุษ เรือนกาย พลันขยายใหญ่ติดต่อกัน สงครามดุเดือดเปิดฉากขึ้นในทันใด อาณาจักรต้าฮวางของดินแดนดาวตก เถาวัลย์เคียงฟ้าที่หดเล็กลงหลายหมื่นเท่าจนมี ขนาดสูงแค่สิบกว่าเมตรกำลังบินทะยาน เมื่อได้รับคำชี้แนะจากเนี่ยเทียน เถาวัลย์เคียงฟ้าจึง ออกมาจากอาณาจักรโพ่สุ้ย ข้ามผ่านทางช้างเผือก เข้ามาในอาณาจักรต้าฮวางเพื่อตามหารอยแยกห้วง มิติที่สามารถเข้าไปในพื้นที่ประหลาดที่มีต้นกล้าของ ต้นไม้แห่งชีวิตงอกงาม มันแอบเคลื่อนไหวอย่างลับๆ อยู่ในอาณาจักรต้าฮ วางมานานมากแล้ว
ทว่าผู้แข็งแกร่งของสำนักอาวุธในอาณาจักรต้าฮวาง กลับไม่มีใครรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของมันแม้แต่คน เดียว ท่ามกลางกลุ่มภูเขาไฟที่มอดดับมากมาย เถาวัลย์ เคียงฟ้าบินทะยานไปเงียบๆ ส่ายสะบัดเถาวัลย์รับ สัมผัสกับปราณที่ผิดปกติ แต่แล้วจู่ๆ เถาวัลย์เคียงฟ้าก็สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่ กระเพื่อมรุนแรงอย่างถึงที่สุดจากในท้องฟ้านอก อาณาจักร สำนักอาวุธ ฉีป๋ายลู่ที่กว่าจะฝ่าสู่แดนว่างเปล่ามาได้ไม่ใช่เรื่อง ง่ายกำลังใช้กระจกตาข่ายไฟมาสกัดแก่นเพลิงพิภพ ในโลกลับเปลวเพลิงแต่ละแห่งเพื่อชำระล้างโอสถ วิญญาณ รวบรวมพลังมาไว้ในแดนว่างเปล่า จู่ๆ ก็มีความคิดที่ล่องลอยไม่อยู่นิ่งกลุ่มหนึ่งลอยมา หาเขา ฉีป๋ายลู่งงงัน หยุดการฝึกตนแล้วเพ่งสมาธิรับสัมผัส
“ด้านนอกมีผู้แข็งแกร่งสองคนกำลังเข่นฆ่ากัน? คน ที่ส่งข่าวมาคือเถาวัลย์เคียงฟ้า?” แทบจะเวลาเดียวกัน จู่ๆ เถาวัลย์ปีศาจสวรรค์ก็ลอยออกมาจากหว่างคิ้ว ของหัวมู่ที่อยู่ในอาณาจักรเลี่ยคง “เถาวัลย์เคียงฟ้า!” พริบตานั้นหัวมู่ก็ได้รับข่าวจากเถาวัลย์เคียงฟ้า รู้ว่า ด้านนอกกำลังมีผู้แข็งแกร่งน่ากลัวสองคนเปิดฉาก สังหารกันอยู่ เถาวัลย์เคียงฟ้ายังบอกเขาด้วยว่าคนหนึ่งในนั้นคือ มหาราชาระดับเก้าขั้นสูงสุดของเผ่าภูตผีปีศาจ หัวมู่ตกใจจนหน้าเผือดสี ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1100 หายนะของตระกูลต่ง
ตระกูลต่ง อาณาจักรป่ายจั้น ต่งหวังหลิงประมุขตระกูลต่งฝึกตนอยู่ในห้องลับ คอยสูดลมหายใจเข้าออกเพื่อดึงเอาพลังวิญญาณ บริสุทธิ์มาหล่อหลอมให้โอสถวิญญาณแข็งตัว “อู้!” เงาวิญญาณของวานรขนาดมหึมาตัวหนึ่งพลันลอย ออกมาจากในร่างของเขา เมื่อวานรยักษ์เผยกาย ห้องลับห้องนั้นก็เปลี่ยนมา เป็นแน่นขนัดแทบไม่มีที่ว่าง ต่งหวังหลิงขมวดคิ้ว วิญญาณสัตว์วานรยักษ์บินออกมาอย่างที่เขามิอาจ ควบคุม ทำลายความสงบเงียบของเขา ทำให้เขา แปลกใจอย่างมาก
หลังจากนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวไม่เป็น สุขของวานรยักษ์ วิญญาณวานรยักษ์ที่อยู่ในห้องลับกำลังตัวสั่นคล้าย สัมผัสได้ถึงปราณที่น่ากลัวโดยสัญชาตญาณ “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?” ต่งหวังหลิงมีสีหน้าแปลกใจ รีบใช้จิตวิญญาณ สื่อสารกับมัน ต้องการรู้ว่าความหวาดกลัวของ วิญญาณสัตว์วานรยักษ์มาจากที่ใด “ตูม! ครืนๆๆ!” ทว่ายังไม่ทันรอให้วิญญาณสัตว์วานรยักษ์บอกต้น สายปลายเหตุ แผ่นดินทั้งผืนของตระกูลต่งก็พลัน สั่นสะเทือน สัตว์วิเศษมากมายที่ถูกเลี้ยงไว้ในตระกูลต่งเพื่อ เตรียมมอบให้กับเผ่ามนุษย์ขอบเขตต่ำล้วนพากัน ร้องคำราม
เสียงคำรามดังขึ้นๆ ลงๆ ไม่หยุด กลางอากาศสูงเหนือตระกูลต่งพลันมีปราณปีศาจสี ม่วงเข้มกลุ่มหนึ่งก่อตัวขึ้นจากความว่างเปล่า จุดลึกของปราณปีศาจที่ไหลบ่า มีเงาปีศาจที่สูงใหญ่ ค้ำฟ้าก่อตัวขึ้นมาช้าๆ นั่นคือร่างของงูหลามยักษ์ตัวหนึ่ง เป็นสัตว์ปีศาจ ระดับต่ำร่างใหญ่ที่มีรูปร่างเหมือนงูหลามยักษ์สาม หัว พอจะมองเห็นได้ว่าตรงลำคอของมันมีภูตผี ปีศาจเพศหญิงเรือนกายอรชรคนหนึ่งควบขี่อยู่ งูหลามปีศาจสามหัวบินโฉบลงมาจากจุดลึกของ ปราณปีศาจที่กลิ้งหลุนๆ ปราณปีศาจแผ่กลบทับไปทั่วฟ้าดิน ปกคลุมตระกูล ต่งจนมิด ค่ายกลนำส่งของตระกูลต่งถูกแรงโจมตีซัดใส่จน แตกกระจาย มิอาจต้านทานได้แม้แต่เค่อเดียว
พองูหลามปีศาจสามหัวโฉบวูบลงมา กลุ่มสิ่งปลูก สร้างของตระกูลต่งก็เหมือนกระดาษบางๆ ที่พังครืน ลงอย่างง่ายดาย คนตระกูลต่งมากมายร้องโหยหวนคร่ำครวญเพราะ ถูกปราณปีศาจแทรกซึม งูหลามปีศาจสามหัวอ้าปากดูดสวบหนึ่งครั้งก็เห็นว่า เรือนกายของเด็กตระกูลต่งคนหนึ่งลอยหวือเข้าไป ในปากมหึมาของมันอย่างที่มิอาจควบคุมได้ ฟันของงูหลามปีศาจปิดฉับลงราวกับใบเลื่อย น้ำลายเหนียวหนืดไหลยืดลงมาตรงมุมปากของมัน ร่างของคนตระกูลต่งถูกฟันที่เป็นราวใบเลื่อนบดขยี้ จนแหลกละเอียดแล้วถูกมันกลืนลงท้องจนหมด ต่งหวังหลิงตาแดงฉาน วิญญาณวานรยักษ์พลันลอย ขึ้นไปเข่นฆ่ากับงูหลามปีศาจสามหัวทันที ดวงตาของภูตผีปีศาจระดับสูงเพศหญิงที่นั่งขี่คองู
หลามปีศาจเต็มไปด้วยแววดูแคลน “เขตวิญญาณ …” นางชี้นิ้วออกมา แสงปีศาจกลุ่มหนึ่งที่เป็นราวน้ำหมึกเข้มข้นก็พลัน ลอดทะลุหว่างคิ้วของวิญญาณวานรยักษ์ วิญญาณ วานรยักษ์ยังไม่ทันขยับเข้าไปใกล้งูหลามปีศาจสาม หัวก็แหลกสลายราวกับควันเข้มข้นที่ถูกลมพัดผ่าน ไป งูหลามปีศาจสามหัวพลันโหม่งหัวกระแทกเข้าใส่ต่ง หวังหลิงอย่างรุนแรงราวภูเขาลูกใหญ่ที่พุ่งมา ม่านแสงพลังวิญญาณหลายชั้นที่ต่งหวังหลิงเรียก ออกมากลายมาเป็นฝนแสงที่สาดกระจายเต็มฟ้า เรือนกายของงูหลามปีศาจที่ทอดยาวราวเทือกเขา เลื้อยคดเคี้ยว หัวทั้งสามของมันออกแรงดูดเข้า หาต่งหวังหลิงในเวลาเดียวกัน
ต่งหวังหลิงร้องโหยหวนด้วยความสิ้นหวัง ครั้นจึงถูก ดูดเข้าไปในปากหนึ่งของหัวงูเหลือมยักษ์ ต่งหวังหลิงประมุขตระกูลต่งที่มีตบะเขตวิญญาณ ช่วงท้ายและเตรียมจะลงมือฝ่าทะลุสู่แดนว่างเปล่า ตายคาที่ทันที งูหลามปีศาจสามหัวเลื้อยไปทั่วพื้นที่ของตระกูลต่ง คนของตระกูลต่งล้วน กลายมาเป็นอาหารอันโอชะ ที่ถูกกลืนหายเข้าไปในท้องของมันจนหมด ไม่นานนักตระกูลต่งที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว ดินแดนดาวตก ดินแดนปราการดวงดาวและ ดินแดนพงฟ้าเพราะต่งลี่ก็แทบจะสิ้นตระกูล “ทางนั้น…” ภูตผีปีศาจเพศหญิงหน้าตางดงามคนนั้นหรี่ตา มอง ไปยังตำแหน่งที่เต็มไปด้วยพลังงานแห่งความมืดซึ่ง
อยู่ห่างไปไม่ไกลแล้วออกคำสั่งกับงูหลามปีศาจสาม หัว งูหลามปีศาจเลื้อยไปบนพื้นดินแข็งกระด้าง ทิ้งรอย ลึกราวร่องน้ำเอาไว้ตลอดทางที่พุ่งตรงไปยังหุบเขา ซึ่งต่งลี่เก็บหินปีศาจดำมืดเอาไว้ ต่งลี่ที่กำลังกลืนกินพลังแห่งความมืดจากพื้นที่มืดมิด เพราะมีหินปีศาจดำมืดพลันสัมผัสได้ถึงความ ผิดปกติ ในดวงตาเล็กๆ ของเต่าทมิฬสาดประกายแสงเย็น เยียบที่ทำให้คนขวัญผวา “ภูตผีปีศาจ!” ต่งลี่สะดุ้งหลุดจากความตกใจเพราะเต่าทมิฬ พลัน ร้องอุทานเสียงแหลม “หินปีศาจดำมืดของอาณาจักรปีศาจแห่งที่หกอยู่ ที่นี่จริงๆ ด้วย” จุดลึกในดวงตาสีม่วงเข้มของภูตผี
ปีศาจเพศหญิงเปล่งประกายเยียบเย็นชั่วร้าย “แม้แต่เผ่าพันธุ์ของข้าก็ยังไม่รู้ที่มาของหินปีศาจดำ มืด แต่ในเมื่อมันให้กำเนิดเฮยอั้นต้าจุนได้ แล้วมี หรือที่เผ่ามนุษย์จะมายึดครองไปได้?” นางขี่งูหลามปีศาจสามหัวให้พุ่งเข้าไปยังพื้นที่ที่มืด มิดจนมองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือของตัวเอง ขยับเข้าไป ใกล้ต่งลี่มากขึ้นเรื่อยๆ เต่าทมิฬร้องคำรามเบาๆ เมื่อเสียงคำรามดังขึ้น ร่างของเต่าทมิฬก็พลันขยาย ใหญ่ ลวดลายปีศาจซับซ้อนสีดำจำนวนมากบนกระดอง เต่าเลื้อยขยุกขยิกราวไส้เดือน พลังงานดำมืดที่อยู่ใน หินปีศาจดำมืดไหลบ่าออกมาอย่างบ้าคลั่งแล้วกรอก เทเข้าหาร่างที่ขยายใหญ่ของเต่าทมิฬ เพียงแค่ไม่กี่วินาที ร่างของเต่าทมิฬก็ใหญ่กว่าเดิม เกือบพันเท่า!
เต่าทมิฬที่ตัวใหญ่โตราวภูเขาสีดำอัดแน่นเต็มฟ้าดิน มันพุ่งเข้าชนงูหลามปีศาจสามหัวทันควัน ทุกก้าวที่เท้าของเต่าทมิฬก้าวออกไป แผ่นดินผืนนี้ก็ สั่นสะเทือนรุนแรงหนึ่งครั้ง ราวกับว่าแผ่นดินใต้ฝ่าเท้าของมันก็ยังไม่สามารถ รองรับน้ำหนักเท้าของมันที่ร่วงลงไปได้ ลวดลาย ปีศาจเป็นวงๆ ที่ปะปนอยู่กับพลังงานแห่งความมืด ที่บริสุทธิ์สุดขีดม้วนตลบเข้าหางูหลามปีศาจสามหัว “เอ๊ะ!” ดวงตาของภูตผีปีศาจเพศหญิงเรือนกายอรชรฉาย แววแปลกใจ เอ่ยอย่างคลางแคลง “ไม่นึก…ไม่นึก เลยว่าจะมีสัตว์ชนต่างเผ่าสายเลือดระดับแปดอยู่ ด้วย พลังงานที่ไหลวนอยู่ในร่างสัตว์ชนต่างเผ่าตัวนี้ ก็เป็นพลังแห่งความมืดเช่นเดียวกับของเฮยอั้นต้า จุนในปีนั้น!”
“ไป!” นางออกคำสั่งเบาๆ ส่วนตัวเองก็พลิ้วกายออกมา จากลำคอของงูหลามปีศาจสามหัว ให้งูหลามปีศาจ รับหน้าเต่าทมิฬ งูหลามปีศาจสามหัวคือสัตว์ปีศาจสายเลือดระดับ แปดที่นางเลี้ยงเอาไว้ มีสายเลือดระดับแปดเหมือนกัน นางคิดว่างูหลาม ปีศาจตัวนั้นต้องสามารถสังหารเต่าทมิฬได้แน่นอน และนางก็เตรียมจะลงมือสังหารต่งลี่ก่อนแล้วค่อย เอาหินปีศาจดำมืดออกไปจากอาณาจักรป่ายจั้น นางมีนามว่าข่ายตี้ คือมหาราชาภูตผีปีศาจระดับเก้า ขั้นต้น มาจากตระกูลปี่ซือผู่เก่าแก่ เดิมทีตระกูลปี่ซือผู่คือตระกูลในอาณาจักรปีศาจ แห่งที่สอง แต่หลังจากที่ซื่อเซวี่ยต้าจุนถือกำเนิด ขึ้นมาในตระกูลนี้ พวกเขาก็ได้ย้ายไปอยู่ที่
อาณาจักรปีศาจแห่งที่หนึ่ง นับเป็นหนึ่งในตระกูล ของภูตผีปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุด ข่ายตี้ถูกกู่ถ่าซือของตระกูลปี่ซือผู่ส่งตัวให้เข้ามาใน ดินแดนปราการดวงดาวล่วงหน้าพวกข่าตี๋ก่อนหนึ่ง ก้าว ภายใต้การชี้นำจากกู่ถ่าซือ ข่ายตี้จึงมาถึงที่นี่ก่อน หน้ามหาราชาข่าตี๋อยู่หลายวัน จากนั้นก็แอบเข้ามา ในดินแดนดาวตก แม้แต่ข่าตี๋เองก็อาจจะยังไม่รู้ถึง การมาของนาง ข่าตี๋และมหาราชาเผ่าภูตผีปีศาจเหล่านั้นไม่ใช่ สมาชิกของตระกูลปี่ซือผู่ คนที่กู่ถ่าซือเชื่อใจอย่างแท้จริงก็คือข่ายตี้ที่มาจาก ตระกูลเดียวกัน ที่เขาทำเช่นนี้ก็เพราะต้องการให้ ข่ายตี้นำหินปีศาจดำมืดกลับไปก่อน เมื่อนำหินปีศาจดำมืดกลับไปจากดินแดนของเผ่า
มนุษย์จะถือเป็นคุณความชอบครั้งใหญ่ กู่ถ่าซือ ต้องการให้ความดีความชอบนี้เป็นของตระกูลปี่ซือผู่ ของพวกเขา ทะเลเลือดลมที่เข้มข้นพลันระเหยออกมาจากในร่าง ของข่ายตี้ ทะเลเลือดลมของข่ายตี้บีบอัดพลังแห่ง ความมืดขยับเข้าไปใกล้ต่งลี่ “อู้!” ลวดลายปีศาจสีดำมืดเป็นวงๆ บนกระดองเต่าของ เต่าทมิฬพลันกลายมาเป็นของจริง พวกมันลอย ขึ้นมาเป็นวงกลมสีดำสนิทที่โจมตีไปยังทะเลเลือด ลมของข่ายตี้ ทะเลเลือดลมของข่ายตี้พลันระเบิดแตก เท้าของ นางที่ก้าวเดินเข้าหาต่งลี่เปลี่ยนมาเป็นยากลำบาก อย่างถึงที่สุด “สัตว์ต่างเผ่าตัวนี้!”
ข่ายตี้หน้าเปลี่ยนสีน้อยๆ คาดไม่ถึงว่าสายเลือดของ เต่าทมิฬจะสามารถกระตุ้นหินปีศาจดำมืด ทำให้ พลังแห่งความมืดที่ถูกรวบรวมอยู่ในหินปีศาจดำมืด มานานหลายพันหลายหมื่นปีระเบิดตูมออกมา ทะเลเลือดลมของนางเปี่ยมล้นไพศาลทั้งยังซ่อนแฝง พลังแห่งความกระหายเลือดเอาไว้ ทว่าเมื่อโดนพลัง แห่งความมืดเหล่านั้นรุกรานเข้ามากลับรู้สึกได้ถึง ความกดดันอย่างน่าประหลาดใจ “เป็นแค่สัตว์วิเศษระดับแปดเท่านั้น แต่เมื่ออาศัย หินปีศาจดำมืดกลับทำให้ข้าก้าวเดินได้อย่าง ยากลำบาก” ข่ายตี้แอบตกใจ “หินปีศาจดำมืดก้อนนี้เหมือนจะ กลายมาเป็นอาวุธสังหารของสัตว์วิเศษตัวนั้นไปแล้ว หากปล่อยให้สายเลือดของสัตว์วิเศษตัวนี้ฝ่าทะลุสู่ ระดับเก้า ระดับสิบ มันก็จะสามารถชุบหลอมหิน ปีศาจดำมืดได้อย่างสัมบูรณ์” เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ข่ายตี้ก็ตัวสั่นทั้งที่ไม่รู้สึกหนาว
เวลาเดียวกัน ผู้แข็งแกร่งของตระกูลเฉา หอโอสถ ตระกูลกู่และ หอการค้าสุ่ยเยว่ในอาณาจักรป่ายจั้นก็สัมผัสได้ถึง เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงในตระกูลต่งได้ในที่สุด ทุก คนต่างมองเห็นปราณปีศาจสีม่วงเข้มที่ปกคลุมไป ทั่วแผ่นฟ้าของตระกูลต่ง “ภูตผีปีศาจ! ภูตผีปีศาจบุกเข้ามา!” เสียงตะโกนโหวกเหวกดังออกมาจากในถิ่นของ ตระกูลเฉา หอโอสถ ตระกูลกู่และหอการค้าสุ่ยเยว่ ทุกคนต่างก็เริ่มลนลาน ข่าวถูกส่งออกไปทันที ดินแดนปราการดวงดาว เนี่ยเทียนที่อยู่ในสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์กำลังปวดหัวว่า ควรจะใช้วิธีไหนถึงจะลากตัวภูตผีปีศาจที่ทำตัวลับๆ ล่อๆ ออกมาได้ “ว่าไงนะ? ทางช้างเผือกนอกอาณาจักรมีมหาราชา
ของภูตผีปีศาจกำลังเข่นฆ่าอยู่กับผู้แข็งแกร่งไม่รู้ ที่มา?” เนี่ยเทียนที่ได้ข่าวจากหัวมู่และฉีป๋ายลู่ซึ่งรู้มาจาก เถาวัลย์เคียงฟ้าอีกทีพลันตระหนักได้ว่าการที่ภูตผี ปีศาจมาปรากฏตัวอยู่ในดินแดนปราการดวงดาว เกรงว่าคงเพื่อเบนความสนใจของพวกเขา ภูตผีปีศาจยังส่งตัวผู้แข็งแกร่งคนอื่นให้เดินทางไปยัง ดินแดนดาวตกอย่างลับๆ แสดงว่าต้องไปหาหิน ปีศาจดำมืดแน่นอน “ไปอาณาจักรป่ายจั้น! เป้าหมายของภูตผีปีศาจต้อง เป็นหินปีศาจดำมืดก้อนนั้นแน่นอน! ต่งลี่อาจตกอยู่ ในอันตราย!” เขาตัดสินใจเฉียบขาดใช้ค่ายกลนำส่งเดินทางจาก สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ไปยังอาณาจักรเลี่ยคงทันควัน! ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1101 ภัยพิบัติ
ชั่วขณะที่ก้าวเข้ามาในอาณาจักรเลี่ยคง ข่าวใหม่ ล่าสุดก็ถูกส่งมาให้ ตระกูลต่งแทบจะถูกฆ่าล้างสิ้นตระกูล! เนี่ยเทียนตกตะลึง ไฟโทสะลุกโชนเต็มดวงตา พุ่งตัว ไปยังอาณาจักรป่ายจั้นทันที เผยฉีฉียังคงอยู่ที่ดินแดนปราการดวงดาว พยายาม ตามหาประตูข้ามอาณาจักรที่เชื่อมโยงไปยังเผ่าภูตผี ปีศาจอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย จงหลีเจียน ต่งฉีซง รวมไปถึงฉวนจื่อเซวียน ฉวีหมิงเต๋อยังคงนั่งบัญชาการณ์อยู่ในดินแดน ปราการดวงดาว ป้องกันไม่ให้มหาราชาหกท่านก่อ เรื่องต่อ คนที่มาเป็นเพื่อนเนี่ยเทียนคือจิ่งเฟยหยาง รวมไป
ถึงเหยียนจั้นจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว และเซี่ยเชียนที่เป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้าย อาณาจักรเลี่ยคงในเวลานี้คือหน้าด่านอันเป็นใจ กลางสำคัญของดินแดนดาวตก ค่ายกลของสถานที่ แห่งนี้สามารถเชื่อมโยงไปยังอาณาจักรต่างๆ ทั่ว ดินแดนดวงดาว เมื่อค่ายกลถูกเปิดใช้ พวกเนี่ยเทียนก็เยื้องกราย มาถึงตระกูลเฉาที่อยู่ใกล้กับตระกูลต่ง “อู้ๆๆ!” เนี่ยเทียนเรียกเรือดาราออกมาบินทะยานไปบน อากาศสูงเหนือตระกูลเฉา ทอดสายตามองไปยังทิศไกล เขาก็มองเห็นทันทีว่า พื้นที่ตั้งของตระกูลต่งถูกปกคลุมไปด้วยปราณปีศาจ เต็มแผ่นฟ้า “เป็นภูตผีปีศาจจริงๆ ด้วย!”
เหยียนจั้นแห่งพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวหรี่ตา ปราณสังหารพวยพุ่ง ไม่รอให้เนี่ยเทียนเอ่ยคำใด แดนเอตทัคคะสามท่าน ก็พากันเรียกดินแดนของตัวเองออกมาทันที แดนเอตทัคคะกลายมาเป็นลำแสงพร่างพราวสาม เส้นที่บินทะยานไปยังหุบเขาซึ่งมีหินปีศาจดำมืดได้ รวดเร็วยิ่งกว่าเรือดารา กลางหุบเขาลึกที่พลังแห่งความมืดปานประหนึ่ง หมึกดำเข้มข้น มุมปากของต่งลี่เต็มไปด้วยคราบเลือด นางดึงเอา พลังแห่งความมืดกรอกเทให้กับวิญญาณสัตว์หงส์ดำ ตัวนั้นอย่างต่อเนื่อง วิญญาณสัตว์หงส์ดำดูดซับพลังแห่งความมืดไปจาก นางพลางขานรับกับพลังของหินปีศาจดำมืด ช่วย เต่าทมิฬสร้างความกดดันให้กับข่ายตี้
ทะเลเลือดลมสีม่วงเข้มของข่ายตี้มีฟองเลือดสีม่วง ลอยปุดๆ ขึ้นมา ฟองเลือดสีม่วงทุกฟองล้วนมีแก่นเลือดที่มาจาก ข่ายตี้อยู่หนึ่งหยด แก่นเลือดของมหาราชาระดับเก้าซุกซ่อนปราณของ ซื่อเซวี่ยต้าจุนเอาไว้ ซึ่งพวกมันเป็นดั่งผลึกใสสีม่วงที่ ส่องประกายแสงเยือกเย็นทำให้คนไม่เป็นสุข “ตูมๆๆ!” แก่นเลือดแต่ละหยดเผาไหม้แล้วทยอยกันระเบิด ออก ผลึกที่เกาะตัวจากพลังงานความมืดซึ่งผลุบๆ โผล่ๆ พลันถูกพลังแห่งความกระหายเลือดบดขยี้จน แหลกลาญ ข่ายตี้เดือดดาลสุดขีด นางใช้ร่างของภูตผีปีศาจไม่ ดับสลาย สายเลือดหวนคืนสู่บรรพบุรุษ เรือนกาย จึงขยายใหญ่เกือบร้อยเมตร
ข่ายตี้ที่ร่างสูงนับร้อยเมตรสวมเกราะสีดำปลอด มือ ถือมีดยักษ์เล่มหนึ่งซึ่งเงื้อขึ้นตวัดฟันเข้าใส่จุดที่มีหิน ปีศาจดำมืดตั้งวางอยู่ แสงปีศาจจำนวนนับไม่ถ้วนบินพรวดเข้าไป หุบเขา ลึกแห่งนั้นถูกแสงปีศาจทะลวงผ่าน ก่อเกิดเป็นเสียง ดังลั่นเปรี๊ยะๆ ตัวหุบเขาพลันปริแตก แสงปีศาจสีดำมืดเป็นวงๆ ถูกหินปีศาจดำมืด วิญญาณสัตว์หงส์ดำ ต่งลี่และเต่าทมิฬร่วมใจกัน กระตุ้นออกมา กลายมาเป็นโล่แสงเขตอาคมสีดำ บริสุทธิ์หลายชั้น ทว่าเขตอาคมดำมืดมิดพวกนั้นกลับบิดเบือนและ ใกล้จะระเบิดแตกทลายเพราะการฉีกทึ้งจากแสง ปีศาจ ต่งลี่กระอักเลือดออกมาอีกคำอย่างห้ามไม่อยู่ และเวลานี้เอง เต่าทมิฬที่ร่างขยายใหญ่ก็พลันยก
เท้าใหญ่โตของมันกระทืบลงไปลำตัวทอดยาวของงู หลามปีศาจสามหัวอย่างแรง งูหลามปีศาจถูกมันกระทืบจนเลือดเนื้อบางส่วน แหลกเละ ก่อนที่เต่าทมิฬจะวิ่งดัง “ตึงๆๆ” ไปหยุดอยู่เบื้อง หน้าข่ายตี้ ข่ายตี้โบกตวัดมีดเล่มใหญ่ ปราณปีศาจกลิ้งหลุนๆ ที่ ปกคลุมไปทั่วฟ้าดินถูกใบมีดยักษ์ดูดซับมาทันใด “เคร้ง!” ใบมีดยักษ์ฟาดฟันลงบนกระดองของเต่าทมิฬ สะเก็ดแสงสาดกระเด็นไปสี่ทิศ แต่กลับไม่สามารถ ฟันให้กระดองเต่าแตกออกจากกันได้ ข่ายตี้ตกตะลึงไปอีกครั้ง และเวลานี้เอง นางก็พลันสัมผัสได้ถึงวิกฤตอัน รุนแรง
“แดนเอตทัคคะ!” ข่ายตี้มองไปเห็นเงาร่างของพวกเหยียนจั้นที่กำลัง ห้อตะบึงมาก็พลันหน้าเปลี่ยนสี ไม่ว่าอย่างไรนางก็คาดไม่ถึงว่า ในอาณาจักรป่ายจั้น เล็กๆ ของดินแดนดาวตกที่ไม่มีแม้แต่แดนเอตทัคคะ สักคน จู่ๆ จะมีเต่าทมิฬที่รับมือได้ยากตัวนี้โผล่ ออกมา เดิมทีนึกว่านางจะสามารถจัดการปัญหาได้อย่าง ง่ายดาย แต่นี่นางกลับต้องสิ้นเปลืองความคิด มากมาย แต่ก็ยังมิอาจจัดการธุระได้อย่างราบรื่น เมื่อเห็นว่าแดนเอตทัคคะมาถึง ข่ายตี้ก็เข้าใจว่าหาก ยังลงมือต่อไป มีแต่จะทำให้ตัวเองมาตายอยู่ที่นี่ เท่านั้น ลังเลเพียงแค่ไม่กี่วินาที ข่ายตี้ก็กรีดร้องคำรามเสียง แหลม
งูหลามปีศาจสามหัวที่เลือดเนื้อสาดกระเซ็นพลันพุ่ง ตัวออกจากความมืดมิดมาอยู่ตรงหน้านาง เรือนกายปีศาจใหญ่โตของนางหดเล็กลงอย่าง รวดเร็ว จนกระทั่งกลายมามีรูปร่างเป็นภูตผีปีศาจ ระดับสูงทั่วไป “อู้!” นางบินขึ้นไปยังลำคอหนึ่งของงูหลามปีศาจสามหัว งูหลามปีศาจสามหัวพลันบินทะยานขึ้นฟ้าพลาง ลอกคราบออกมาชั้นหนึ่ง หลังจากที่หนังชั้นหนึ่งหลุดออกมาจากร่างของงู หลามปีศาจสามหัว เรือนกายของมันก็หดเล็กลงไป หนึ่งระดับ ทว่าความเร็วที่พุ่งออกไปจากอาณาจักร ป่ายจั้นกลับเพิ่มขึ้นพรวดพราด แล้วจากนั้นมันก็ลอกคราบติดๆ กันอีกหลายครั้ง ทุกครั้งที่หนังของมันหลุดออกมา ร่างของงูหลาม
ปีศาจสามหัวก็จะหดเล็กลงไปอีกระดับใหญ่ ทว่า กลับแลกมาด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่นานงูหลามปีศาจสามหัวตัวนั้นก็เหมือนสายฟ้าสี ม่วงเส้นหนึ่งที่พุ่งฝ่าเขตปราการด้านนอกของ อาณาจักรป่ายจั้น หลุดหายเข้าไปยังทางช้างเผือก อันกว้างใหญ่ รอจนพวกเหยียนจั้นมาถึงหุบเขาที่เต็มไปด้วย พลังงานแห่งความมืดก็พบว่าตัวเองมาสายไปก้าว หนึ่ง แดนเอตทัคคะทั้งสามท่านพากันขับเคลื่อนดินแดน ของตัวเองพุ่งตัวออกไปจากอาณาจักรป่ายจั้นอย่าง ไม่แม้แต่จะหยุดคิด เพื่อตามไปไล่ฆ่าอีกฝ่ายนอก อาณาจักร เรือดาราของเนี่ยเทียนบินมาถึงตามหลังพวกเขา ระหว่างทางที่ได้เห็นพื้นที่ของตระกูลต่ง สีหน้าของ
เขาก็เปลี่ยนมาเป็นดำมืดอย่างถึงที่สุด ตระกูลต่งแทบจะราบเป็นหน้ากลอง เมื่อใช้ สายเลือดแห่งชีวิตรับสัมผัส เขาก็แทบจะสัมผัสได้ไม่ ถึงเลือดลมของคนตระกูลต่งเลย นี่หมายความว่าคน ตระกูลต่งแทบจะตายกันหมดเกลี้ยง เว้นเสียแต่คนส่วนหนึ่งที่ถูกส่งไปฝึกวิชาอยู่ที่สำนัก คุมสัตว์อย่างต่งป่ายเจี๋ยเท่านั้น และเวลานี้เอง ในหุบเขาที่อบอวลไปด้วยพลังงาน แห่งความมืดมิดก็พลันมีเสียงไห้คร่ำครวญด้วยความ เศร้าสลดของต่งลี่ดังขึ้นมา ในที่สุดต่งลี่ก็ตระหนักได้ว่าตระกูลต่งของนางถูก มหาราชาของภูตผีปีศาจที่บุกเข้ามาสังหารจนสิ้น ท่ามกลางแสงปีศาจสีดำสนิท ร่างของเต่าทมิฬที่ ขยายใหญ่หลายร้อยเท่าเป็นเหมือนภูเขาสีดำลูก หนึ่งที่ค่อยๆ ลอยขึ้นไปบนอากาศ
ต่งลี่นั่งอยู่บนกระดองเต่าที่ขยายใหญ่ มองไกลๆ มายังพื้นที่ของตระกูลต่งด้วยน้ำตาอาบหน้า “ต้องโทษข้า ผิดที่ข้าคนเดียว หากไม่มีหินปีศาจดำ มืดก้อนนั้น ตระกูลต่งก็คงไม่ต้องพบกับจุดจบ เช่นนี้” นางพึมพำโทษตัวเองเสียงเบาราวกับคนที่ วิญญาณหลุดออกจากร่าง เรือดาราขยับเข้ามาใกล้ เนี่ยเทียนพลิ้วกายลงบน ร่างของเต่าทมิฬ ถอนหายใจกล่าวว่า “ป้องกันเป็น ร้อยเป็นพันทาง แต่กลับป้องกันไม่อยู่ ไม่นึกเลยว่า ภูตผีปีศาจจะเข้ามาในอาณาจักรป่ายจั้นได้ง่ายดาย ขนาดนี้ หายนะของตระกูลต่ง ข้าเองก็มีส่วนต้อง รับผิดชอบ” “เจ้าไปฆ่านังสารเลวภูตผีปีศาจคนนั้นให้ข้า!” ต่งลี่ก รีดร้องเสียงแหลม เนี่ยเทียนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้ารับเบาๆ
“วางใจเถอะ ข้าไม่มีทางปล่อยให้มหาราชาภูตผี ปีศาจคนนั้นมีชีวิตรอดกลับไปถึงอาณาจักรปีศาจ แน่!” เรือดาราทะยานขึ้นฟ้าไปทันที และเวลานี้คนของตระกูลเฉา หอโอสถ ตระกูลกู่ และหอการค้าสุ่ยเยว่ถึงเพิ่งจะทยอยกันมาถึง พวกฉินแยนรีบเข้ามาปลอบใจต่งลี่ กลางท้องฟ้านอกอาณาจักรป่ายจั้น เนี่ยเทียนอาศัย เรือดาราบินทะยานไปก็เห็นว่าแดนเอตทัคคะสาม คนอย่างเหยียนจั้น จิ่งเฟยหยางและเซี่ยเชียนกำลัง ยืนนิ่งอยู่กับที่ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสน เนี่ยเทียนหน้าเคร่ง “มหาราชาภูตผีปีศาจคนนั้น ล่ะ?” จิ่งเฟยหยางและเซี่ยเชียนมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ ออกอย่างเห็นได้ชัด
กลับเป็นเหยียนจั้นที่ถอนหายใจเบาๆ กล่าวว่า “เนี่ยเทียน ภูตผีปีศาจคนนั้นชื่อว่าข่ายตี้ เป็นมหา ราชาของตระกูลปี่ซือผู่ ตอนอยู่ในมหาสมุทรดาว มอดดับ สำนักของเราเคยเจอกับนางมาก่อน ข่ายตี้ มีสายเลือดแค่ระดับเก้าขั้นต้นเท่านั้น ถือว่าอยู่ อันดับล่างๆ ในบรรดามหาราชาภูตผีปีศาจ มากมาย” “ทว่างูหลามปีศาจตัวนั้นของนางกลับไม่ธรรมดา งู หลามปีศาจตัวนี้เป็นลูกของสัตว์ต่างเผ่าที่ซื่อเซวี่ย ต้าจุนจับตัวมาได้จากจุดลึกของห้วงมิติปั่นป่วนซึ่ง ผสมพันธ์กับสัตว์ปีศาจอีกตัวหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน” “งูหลามปีศาจสามหัวตัวนั้น หัวหนึ่งของมัน ถ่ายทอดสายเลือดมาจากสัตว์ต่างเผ่าของพื้นที่ห้วง มิติปั่นป่วน จึงเชี่ยวชาญเวทลับห้วงมิติ” “งูหลามปีศาจตัวนี้สามารถเปิดประตูข้ามอาณาจักร ให้แก่เผ่าภูตผีปีศาจได้ ข้าเดาเอาว่าประตูข้าม
อาณาจักรในดินแดนปราการดวงดาวถูกเปิดขึ้นได้ก็ เพราะพลังของงูหลามปีศาจตัวนั้น” “เมื่อมีงูหลามปีศาจตัวนั้นอยู่ ข่ายตี้ก็สามารถใช้ พลังห้วงมิติได้ และเมื่อเหยียบเข้าไปในทาง ช้างเผือก นางก็ยิ่งเหมือนปลาได้น้ำ ยากที่เราจะจับ ตัว” “ตอนที่พวกเราและภูตผีปีศาจต่อสู้กันอยู่ใน มหาสมุทรดาวมอดดับก็เคยได้เห็นความพิเศษของ ข่ายตี้มาก่อน นางเป็นคนแรกที่เข้ามายังดินแดน ดาวตกได้อย่างลึกลับ สิ่งที่นางอาศัยก็คืองูหลาม ปีศาจตัวนั้น” จิ่งเฟยหยางและเซี่ยเชียนไม่รู้อะไรเกี่ยวกับข่ายตี้สัก อย่างเดียว แล้วก็ยิ่งไม่รู้เรื่องของงูหลามปีศาจเข้าไป ใหญ่ เมื่อได้ยินคำอธิบายจากเหยียนจั้น สายตาคนทั้งสอง
ต่างก็ฉายความตื่นตะลึง จุดลึกของห้วงมิติปั่นป่วนมีสิ่งมีชีวิตอันมหัศจรรย์อยู่ อาศัย ซึ่งเกิดมาพวกมันก็จะเชี่ยวชาญพลังห้วงมิติ โดยธรรมชาติ ผู้แข็งแกร่งของชนต่างเผ่าหลายคนมักจะไปจับสัตว์ ต่างเผ่าในนั้นมาช่วยเปิดประตูข้ามอาณาจักรหรือ สร้างค่ายกลประเภทนี้ให้พวกเขาเสมอ ลัทธิจิตต วิสุทธิ์เองก็เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจับตัวสัตว์ต่าง เผ่าประเภทนี้เหมือนกัน “พูดอย่างนี้ก็แสดงว่าพวกเราทำอะไรข่ายตี้คนนั้น ไม่ได้น่ะสิ?” เนี่ยเทียนตะคอกเสียงเย็น “ก็ไม่ใช่อย่างนั้น” เหยียนจั้นนิ่งไปครู่ก็กล่าวว่า “บางทีคุณหนูเผยจากลัทธิจิตตวิสุทธิ์อาจจะ สามารถหาที่ซ่อนตัวของงูหลามปีศาจ ช่วยให้พวก เราสังหารพวกเขาได้”
“ศิษย์พี่หญิงเผย…” เนี่ยเทียนพลันกระจ่างแจ้ง รีบ ส่งคนให้ไปเรียกเผยฉีฉีมาทันที “ตามความเห็นข้า อย่าเพิ่งไปสนใจข่ายตี้เลย” เห ยียนจั้นเสนอความเห็น “พวกเรารีบเดินทางออกมา จากดินแดนปราการดวงดาว ยังมีเรื่องสำคัญอีก อย่างที่ต้องทำ” “ดินแดนผนึกฟ้ามีมหาราชาภูตผีปีศาจอยู่อีกคน หนึ่ง!” เนี่ยเทียนเอ่ยเสียงหนัก “ถูกต้อง มหาราชาภูตผีปีศาจคนนั้นรับมือได้ยากยิ่ง กว่าข่ายตี้เสียอีก!” เหยียนจั้นพยักหน้ารับหนักๆ “ข่ายตี้แค่อาศัยงูหลามปีศาจถึงมีวิธีหนีเอาตัวรอด ไปได้ แท้จริงแล้วพลังการต่อสู้ของตัวนางเองกลับไม่ มีค่าให้พูดถึง แต่มหาราชาภูตผีปีศาจที่ไปปรากฏตัว ในดินแดนผนึกฟ้าต่างหากที่น่าจะเป็นกำลังหลัก ของทัพภูตผีปีศาจในครั้งนี้!”
“ข่าตี๋!” เนี่ยเทียนตวาดกร้าว “ใช่! มีแค่ข่าตี๋เท่านั้นที่ไม่ได้ปรากฏตัวในดินแดน ปราการดวงดาว จึงมีความเป็นไปได้ถึงแปดเก้าส่วน ว่าจะเป็นเขา” เหยียนจั้นพยักหน้ารับ “ไป!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1102 สำนักศพฟ้า เฟิงเป่ยหลัว!
ระหว่างทางที่บึ่งไปยังดินแดนผนึกฟ้า เนี่ยเทียนก็ เล่าให้เหยียนจั้นฟังแล้วว่ามีผู้แข็งแกร่งของสำนักศพ ฟ้ามาปรากฏตัวอยู่ระหว่างดินแดนผนึกฟ้าและ ดินแดนดาวตกเพื่อคอยสังหารภูตผีปีศาจ และที่เขารู้ว่ามีประตูข้ามอาณาจักรอยู่ในดินแดน ปราการดวงดาวก็เพราะรู้ข่าวมาจากสำนักศพฟ้า “สำนักศพฟ้า!” พอเหยียนจั้นได้ยินข่าวอันน่าตกใจนี้ก็หน้าเปลี่ยนสี กล่าวว่า “สำนักศพฟ้าไม่ธรรมดาเลย! เหตุใดคน ของสำนักศพฟ้าถึงมาสังหารภูตผีปีศาจอยู่แถบนี้?” เนี่ยเทียนส่ายหน้า “ท่านรู้จักสำนักศพฟ้าดีแค่ ไหน?” เหยียนจั้นเงียบงัน
ครู่ใหญ่เขาถึงได้เอ่ยช้าๆ ว่า “สำนักศพฟ้าคือหนึ่ง ในสำนักมารนอกรีตที่พิเศษมาก สำนักนี้ไม่เพียงแต่ ไม่ได้รับการยอมรับจากเผ่ามนุษย์ ชนต่างเผ่าเองก็ รังเกียจพวกเขามากเหมือนกัน” “ทำไมล่ะ?” เนี่ยเทียนไม่เข้าใจ “เพราะว่าวิถีแห่งความแข็งแกร่งของสำนักศพฟ้าก็ คือการหลอมศพทาส” เหยียนจั้นอธิบาย “ศพทาส ของสำนักศพฟ้าแบ่งออกเป็นสามระดับ ศพคน ศพ ดินและศพฟ้า” “ศพคนอ่อนแอมากที่สุด ส่วนใหญ่ล้วนถูกหลอมมา จากศพของเผ่ามนุษย์ ส่วนศพดินและศพฟ้าก็คือศพ ที่มีพลังการต่อสู้อันแข็งแกร่ง ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนชุบ หลอมมาจากศพของชนต่างเผ่าและสัตว์โบราณ” “ชนต่างเผ่าชิงชังพวกเขาก็เพราะชนต่างเผ่าส่วน ใหญ่มักจะถูกสำนักศพฟ้าจับมาหลอมเป็นศพดิน และศพฟ้า”
“ว่ากันว่าการหลอมศพฟ้า สายเลือดของศพตอนที่ ยังมีชีวิตอยู่จำเป็นต้องเป็นมหาราชาระดับเก้า เท่านั้น!” เนี่ยเทียนตะลึง “ใช้มหาราชาระดับเก้ามาหลอม เป็นศพฟ้า?” เหยียนจั้นพยักหน้า “ดูเหมือนว่าพวกคนที่ไปมาหา สู่กับสำนักศพฟ้าอย่างลับๆ จะมีแค่เผ่าโครงกระดูก เท่านั้น เพราะสายเลือดของเผ่าโครงกระดูกที่ตาย ไปมีจุดที่คล้ายคลึงกับพลังของสำนักศพฟ้า” “ปีนั้นตอนที่สำนักศพฟ้าถูกล้อมโจมตี หอทอดฟ้า และลัทธิจิตตวิสุทธิ์ที่เป็นผู้ลงมือก็เสียหายอย่างใหญ่ หลวงเช่นกัน” “คนของสำนักศพฟ้าที่หากต่อสู้กันตัวต่อตัวอาจ ไม่ได้เยี่ยมยอดนัก ทว่าศพดินและศพฟ้าที่พวกเขา หลอมเอาไว้รับมือได้ยากยิ่ง”
“เจ้าสำนักศพฟ้ามีตบะเป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้าย ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนแล้ว ต่อให้ตอนนี้ยังไม่เลื่อนสู่ แดนเทพเจ้า แต่ก็เกรงว่าคงใกล้มากแล้ว” “ข่าตี๋…” เหยียนจั้นครุ่นคิดพลางกล่าวว่า “หากเป็นเจ้าสำนัก ศพฟ้าจริงๆ ก็ไม่แน่ว่ามหาราชานรกเลือดข่าตี๋แห่ง เผ่าภูตผีปีศาจจะรอดไปได้” จิ่งเฟยหยางตะลึงพรึงเพริด “เจ้าสำนักศพฟ้า แข็งแกร่งขนาดนั้นจริงๆ หรือ?” ข่าตี๋คือต้าจุนที่อยู่อันดับต้นๆ ของเผ่าภูตผีปีศาจ สายเลือดของเขาคือระดับเก้าขั้นสูงสุด มีความหวัง อย่างยิ่งว่าในอนาคตจะกลายมาเป็นต้าจุนคนที่ห้า ของเผ่าภูตผีปีศาจ บุคคลเช่นนี้พอมาเจอกับเจ้าสำนักศพฟ้ากลับ อาจจะต้องตายอย่างนั้นหรือ?
ไม่ว่าจิ่งเฟยหยางหรือเซี่ยเชียนจากดินแดนจุล อันธการก็แค่พอจะเคยได้ยินชื่อเสียงของสำนักศพ ฟ้ามาบ้างเท่านั้น แต่กลับไม่รู้รายละเอียดที่แน่ชัด ของสำนักศพฟ้านัก “ข้าบอกแล้วว่า พลังการต่อสู้ส่วนบุคคลของสำนัก ศพฟ้าอาจไม่โดดเด่นนัก ทว่าศพฟ้าที่พวกเขาหลอม ออกมาน่ากลัวอย่างถึงที่สุด!” เหยียนจั้นสีหน้า เคร่งเครียด “เจ้าสำนักศพฟ้ามีนามว่าเฟิงเป่ยหลัว! เล่าลือกันว่าในมือเขามีศพฟ้าอยู่ถึงสามศพ! ศพฟ้า ทั้งสามศพชุบหลอมมาจากศพของมหาราชาเผ่า ทมิฬ เผ่าโครงกระดูกและเผ่าภูตผีปีศาจ” “คนผู้นี้หากอาศัยศพฟ้าทั้งสาม เกรงว่าคงสามารถ ต่อสู้กับแดนเทพเจ้าช่วงต้นได้เลย” “แม้ว่าข่าตี๋จะเป็นมหาราชานรกเลือด สายเลือด ระดับเก้าขั้นสูงสุด แต่จะอย่างไรซะก็ไม่ใช่ต้าจุน
ระดับสิบ หากคนที่เขาเจอคือเฟิงเป่ยหลัวจริงๆ เกรงว่าข่าตี๋คงเคราะห์ร้ายมากกว่าดี” เหยียนจั้นกล่าวจบ จิ่งเฟยหยางและเซี่ยเชียนต่างก็ เงียบงัน หลังจากที่สำนักศพฟ้าถูกสี่สำนักเก่าแก่กวาดล้างก็ หายเข้ากลีบเมฆไปนานมาก ตอนที่สำนักศพฟ้า สร้างความวุ่นวายให้กับฟ้าดินของเผ่ามนุษย์ จิ่งเฟย หยางและเซี่ยเชียนต่างก็ยังไม่ได้โดดเด่นขึ้นมา แม้แต่แดนเอตทัคคะก็ยังฝึกไม่ถึง พวกเขาแค่รู้ว่าสำนักศพฟ้าไม่ธรรมดา แต่กลับไม่รู้ ว่าเจ้าสำนักศพฟ้าที่เป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้าย อาศัยศพฟ้าสามศพจะสามารถต่อกรกับแดนเทพ เจ้าได้! “ผู้อาวุโสเหยียนจั้น ท่าน…” เนี่ยเทียนทำท่าจะพูด แต่ก็เงียบไปก่อน
เหยียนจั้นรู้ว่าเขาอยากจะถามอะไรจึงยิ้มจืดเจื่อน เอ่ยว่า “ด้วยตบะของข้า เผชิญหน้ากับมหาราชาน รกเลือดตัวต่อตัวก็ไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะได้ ข้าและ พี่เซี่ยร่วมมือกัน บางทีอาจจะพอรับมือกับมหารา ภูตผีปีศาจข่าตี๋ท่านนั้นได้บ้าง แต่หากเจอกับเฟิง เป่ยหลัวเข้าจริงๆ พวกเราทุกคนร่วมมือกันก็ไม่แน่ เสมอไปว่าจะหยุดเขาได้” เนี่ยเทียนเริ่มหนักใจ “แต่เจ้าเองก็ไม่ต้องเป็นกังวลไป” เหยียนจั้นเอ่ย ปลอบใจขึ้นมาอีกครั้ง “ในเมื่อเขาต่อสู้อยู่กับข่าตี๋ ไม่ว่าผลแพ้ชนะจะเป็นอย่างไร พวกเขาต่างก็ต้อง เผาผลาญพลังไปมหาศาล เมื่อศึกใหญ่ผ่านพ้น ไม่ว่า จะเป็นเขาหรือข่าตี๋ เกรงว่าคงไม่มีพลังมากพอให้ เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของพวกเราอีกแล้ว” “มีความเป็นไปได้ไหมที่พวกเราจะจับตัวเขา หรือไม่ ก็ข่าตี๋?” เนี่ยเทียนถามอีกครั้ง
“ก็ต้องดูที่ผลการต่อสู้ของพวกเขา” เหยียนจั้นไม่ได้ ให้คำตอบยืนยันที่ชัดเจน ทุกคนบินทะยานพลางพูดคุยกันไปด้วย เนี่ยเทียน จึงมีความรู้เกี่ยวกับเจ้าสำนักศพฟ้าเพิ่มขึ้นมาอีกนิด จากคำบอกเล่าของเหยียนจั้น เมื่อยิ่งได้ทำความเข้าใจ เขาก็ยิ่งรู้ถึงความน่ากลัว ของเฟิงเป่ยหลัว รู้ว่าปีนั้นหลังจากที่ถูกหอทอดฟ้า และลัทธิจิตตวิสุทธิ์ล้อมโจมตี อีกฝ่ายอาศัยศพฟ้าถึง หนีรอดออกไปได้สำเร็จ หลังจากนั้นก็ไม่เคยปรากฏ ตัวอีก เหยียนจั้นเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเมื่อเขาเผยกาย อีกครั้ง เหตุให้ถึงมาอยู่ที่ดินแดนดาวตก ทั้งยังตั้งใจ มาที่นี่เพื่อสังหารภูตผีปีศาจด้วย และที่ยิ่งทำให้เหยียนจั้งฉงนสนเท่ห์ก็คือเขายังบอก ให้เนี่ยเทียนรู้ผ่านทางหลี่หลางเฟิงว่าในดินแดน
ปราการดวงดาวมีประตูข้ามอาณาจักรอยู่บานหนึ่ง ทำให้เนี่ยเทียนป้องกันและเข้าไปในดินแดนปราการ ดวงดาวได้ทันเวลา หลังจากทะยานข้ามทางช้างเผือกมาได้หลายวัน ใน ที่สุดพวกเนี่ยเทียนก็มาถึงตำแหน่งที่เถาวัลย์เคียงฟ้า เคยบอกเอาไว้ ตรงจุดที่หินอุกกาบาตก้อนใหญ่ตั้งตระหง่าน ตอนนี้ หลงเหลืออยู่เพียงเศษฝุ่นที่ลอยคละคลุ้ง หิน อุกกาบาตกลายมาเป็นเถ้าธุลี ทางช้างเผือกเต็มแน่น ไปด้วยพลังแห่งศพและปราณเลือดลมที่ยัง หลงเหลืออยู่ของมหาราชาข่าตี๋ เรือรบขนาดมหึมาลำหนึ่งกำลังขับเคลื่อนออกไป จากจุดนี้ บนเรือรบมีภูตผีปีศาจที่หลังจากสายเลือดหวนคืนสู่ บรรพบุรุษก็ไม่ได้กลับคืนมาเป็นร่างเดิมยืนอยู่ นอกจากนี้ยังมีมหาราชาชนต่างเผ่าอีกสามท่านที่ทั่ว
ร่างอบอวลไปด้วยปราณศพซึ่งพวกเขาต่างก็กำลัง ผลักดันให้เรือรบทะยานไป มหาราชาทั้งสามท่านนั้นแบ่งออกเป็นคนของเผ่า ภูตผีปีศาจ เผ่าทมิฬและเผ่าโครงกระดูก เรือนกายหนึ่งที่สวมชุดขาว ดวงตาสีเงินลอยตัวอยู่ เหนือเรือรบ อยู่ห่างกันหลายพันเมตร ทว่าเขากลับ ยกยิ้มแปลกประหลาดส่งมาให้แต่ไกล “เฟิงเป่ยหลัว!” เหยียนจั้นสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง มองคนผู้นั้น ด้วยสีหน้ากริ่งเกรง เอ่ยเบาๆ ว่า “ใช่แล้ว! เขาก็คือ เฟิงเป่ยหลัว เจ้าสำนักศพฟ้าคนปัจจุบัน!” หากดูกันตามความอาวุโสและอายุ เฟิงเป่ยหลัว นับว่ามีวัยวุฒิมากกว่าเขาเสียอีก ตอนที่เฟิงเป่ยหลัวก่อความวุ่นวายไปทั่วฟ้าดินของ เผ่ามนุษย์ เหยียนจั้นเพิ่งจะฝ่าสู่แดนเอตทัคคะได้ สำเร็จ
เขาเคยได้เจอกับเฟิงเป่ยหลัวมาก่อน แต่เพียง เพราะว่าเมื่อก่อนมีคุณสมบัติไม่มากพอที่จะเป็นคู่ ต่อสู้ของเฟิงเป่ยหลัวได้ “ปีนั้นหากเฟิงเป่ยหลัวไม่ได้บาดเจ็บสาหัส บางที เขาคงเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าไปแล้ว” เหยียนจั้นไม่ได้ ไล่ตามไป สีหน้าของเขาเคร่งเครียด “ดูเหมือนว่า ข่าตี๋จะตายแล้ว” “เหยียนจั้นใช่ไหม?” เสียงของเฟิงเป่ยหลัวดังแว่ว มาแต่ไกล “ข้าพอจะจำเจ้าได้ เจ้าพูดถูกแล้ว หาก ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และหอทอดฟ้าไม่ได้ทำให้ข้าบาดเจ็บ สาหัส ข้าคงเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าไปนานแล้ว แต่ว่านี่ ก็ไม่นับว่าช้า เมื่อมีศพของข่าตี๋อยู่ รอจนข้าหลอม ศพฟ้าศพที่สี่ได้สำเร็จเมื่อไหร่ ข้าก็ย่อมเลื่อนสู่แดน เทพเจ้าได้” “เจ้า มาที่นี่เพราะข่าตี๋หรือมีจุดประสงค์อื่น?” เหยียนจั้นตะโกนถามเสียงดัง ตามหลักแล้วเมื่อสี่สำนักใหญ่เจอกับเฟิงเป่ยหลัวที่
เป็นคนของสำนักมารควรจะต้องลงมือสังหาร ทว่าตอนนี้ ขนาดข่าตี๋ยังตายไปแล้ว และเมื่อเห ยียนจั้นสังเกตดูก็ไม่พบว่าเฟิงเป่ยหลัวจะมีร่องรอย บาดเจ็บอะไร นี่จึงทำให้เขาไม่กล้าบุ่มบ่าม “จุดประสงค์?” เฟิงเป่ยหลัวหัวเราะเบาๆ ปรายตา มองเนี่ยเทียนแวบหนึ่ง “ก็ถือว่ามีจุดประสงค์กระมัง แต่ว่า จุดประสงค์ที่ข้ามาดินแดนผนึกฟ้าและ ดินแดนดาวตกหาใช่คิดจะทำอะไรกับเผ่ามนุษย์ใน สองดินแดนนี้ อันที่จริง ที่ข้ามาก็เพื่อจัดการกับ ปัญหาเรื่องของภูตผีปีศาจ” “เจ้าจะไปแล้วรึ?” เหยียนจั้นมึนงง “ได้ศพของข่าตี๋มาแล้ว ข้าต้องรีบไปชุบหลอมศพฟ้า แน่นอนว่าย่อมไม่มัวรั้งรอ” เฟิงเป่ยหลัวตอบอย่าง จริงจัง “ในเมื่อหัวหน้าอย่างข่าตี๋ตายไปแล้ว ภูตผี ปีศาจคนอื่นๆ ก็ไม่น่าจะจัดการได้ยากนัก ภารกิจ
ของข้าสิ้นสุดลงตรงนี้ ขอลาทุกท่านไปเลยก็แล้วกัน ไม่ต้องไปส่งข้าแล้ว” กล่าวจบเรือรบที่อยู่ใต้ร่างเขาก็ค่อยๆ เพิ่มความเร็ว จนเริ่มจากไปไกล “ภารกิจ?” เหยียนจั้นสับสน “เขามาที่นี่เพื่อกำจัด ภูตผีปีศาจ สังหารข่าตี๋ นี่ก็คือภารกิจของเขา? บน โลกใบนี้จะมีใครที่ยอมทำให้เขาเชื่อฟังคำสั่งได้อีก? เจ้าลัทธิจิตมืดผู้นั้นก็เพิ่งเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าช่วงต้น เมื่อไม่นานมานี้ เขามีศพฟ้าสามศพก็ไม่แน่เสมอไป ว่าต้องกลัวอีกฝ่าย” จิ่งเฟยหยางกับเซี่ยเชียนก็ยิ่งสนเท่ห์ ต่อให้อยู่ ห่างไกลกันหลายพันเมตร แต่ปราณที่แผ่ออกมาจาก ร่างของเฟิงเป่ยหลัวก็ยังทำให้พวกเขาไม่เป็นสุขอยู่ดี ในเมื่อเหยียนจั้นไม่ขยับตัว แน่นอนว่าพวกเขาย่อม ไม่กล้าไล่ตามไป เพราะกลัวว่าจะไปกระตุ้นให้
เฟิงเป่ยหลัวโมโหแล้วนำภัยมาสู่ตัวเอง มหาราชานรกเลือดข่าตี๋ถูกคนผู้นี้สังหาร ซ้ำยังจะนำ ศพของข่าตี๋ไปหลอมเป็นศพฟ้า หากพวกเขาไล่ตาม ไปก็มีแต่จะหาเรื่องใส่ตัว พาตัวเองไปตายเปล่าๆ เท่านั้น เวลาเพียงชั่วพริบตา เรือรบขนาดใหญ่ลำนั้นก็หาย วับไปอย่างไร้ร่องรอย เหยียนจั้นสีหน้าหนักอึ้ง ยืนนิ่งอยู่นานโดยไม่พูด อะไร ดวงตาเต็มไปด้วยพยับหมอก รู้สึกเพียงว่าฟ้า ดินของเผ่ามนุษย์คงต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้ง ใหญ่ยิ่งกว่าเดิม ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1103 ผู้ล่าแห่งทางช้างเผือก
อาณาจักรป่ายจั้น ตระกูลต่งที่เจริญรุ่งเรืองสุดขีด กลายมาเป็นเพียงซากปรักหักพังแห่งหนึ่ง ต่งลี่นั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ท่ามกลางเศษซากสิ่ง ปลูกสร้าง สีหน้าเศร้าอาลัย พึมพำเบาๆ อยู่กับ ตัวเองตลอดเวลา เด็กรุ่นเล็กอย่างพวกฉินแยน เฉียนซินคอยอยู่ข้าง กายและปลอบใจนางเสียงเบา นางเหมือนไม่ได้ยินเสียงของคนเหล่านั้น เพียงอยู่ใน โลกของตัวเองโดยไม่รับรู้เรื่องราวของโลกภายนอก แดนว่างเปล่าอย่างฝานข่าย หัวมู่เดินทางมาจาก อาณาจักรอื่นและมาเฝ้าอยู่รอบๆ ตระกูลต่งกันนาน แล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้มหาราชาภูตผีปีศาจนามว่า ข่ายตี้ไปและหวนคืนมา
เนี่ยเทียนเองก็จากไปได้สิบกว่าวันแล้ว “ฟิ้ว!” เรือดาราพลันลดตัวลงมาจากท้องฟ้าเบื้องนอก มาหยุดอยู่ข้างกายต่งลี่ ต่งลี่พลันคืนสติ ดวงตาเต็มไปด้วยความเย็นเยียบ จากความเศร้าเสียใจที่มากเกินไป “นังแพศยาภูตผี ปีศาจที่สังหารตระกูลต่งของข้า มันถูกฆ่าไปแล้ว หรือยัง?” เนี่ยเทียนรู้สึกไม่ค่อยกล้าสบตานางเท่าไหร่นัก เขา จึงก้มหน้าพูดว่า “ยัง งูหลามปีศาจสามหัวที่มหา ราชาภูตผีปีศาจคนนั้นเลี้ยงเอาไว้ค่อนข้างจะพิเศษ มันเชี่ยวชาญพลังห้วงมิติ พอฝ่าออกไปนอก อาณาจักรป่ายจั้นได้นางก็หายตัวไปเลย แต่เจ้าก็ไม่ ต้องผิดหวังเกินไปนัก ศิษย์พี่หญิงเผยมาถึงแล้ว นาง กับพวกเหยียนจั้นกำลังช่วยกันตามหาร่องรอยของ ข่ายตี้ที่ดินแดนดาวตก”
“เผยฉีฉี?” ต่งลี่ขมวดคิ้ว “ในมือของศิษย์พี่หญิงเผยมีอาวุธล้ำค่าห้วงมิติอยู่ ชิ้นหนึ่งซึ่งสามารถรับสัมผัสกับคลื่นห้วงมิติที่ผิดปกติ ได้ในขอบเขตที่กำหนด” เนี่ยเทียนอธิบาย “มีนาง อยู่ด้วย ขอแค่ข่ายตี้ยังอยู่ในดินแดนดาวตก ย่อมหนี ไม่รอดแน่นอน” “แล้วถ้านางไม่อยู่ล่ะ?” ต่งลี่ถามอีก เนี่ยเทียนลังเลไปเล็กน้อย “จะอย่างไรนางก็ต้อง กลับไปที่อาณาจักรปีศาจ ประตูข้ามอาณาจักรของ ดินแดนปราการดวงดาวก็คือทางกลับของนาง เมื่อ หาประตูข้ามอาณาจักรบานนั้นเจอก็เท่ากับว่านาง ถูกตัดขาดทางหนี” “คาดไม่ถึงเลยว่าแค้นเลือดของตระกูลต่งข้าจะยัง ต้องพึ่งเผยฉีฉี” ต่งลี่มีสีหน้าสมเพชตัวเอง นาทีถัดมา ดวงตาของนางก็ฉายความเด็ดเดี่ยว
“ในเมื่อข้ายังมีชีวิตอยู่ ความแค้นของตระกูลต่งข้า จะต้องเป็นคนชำระด้วยตัวเอง! มหาราชาภูตผีปีศาจ ที่ชื่อว่าข่ายตี้ผู้นั้นมีความเป็นมาอย่างไร?” “นางมาจากตระกูลปี่ซือผู่ ตระกูลนี้มีต้าจุนอยู่คน หนึ่งนามว่าซื่อเซวี่ย” เนี่ยเทียนถอนหายใจกล่าว “ต้าจุน!” ต่งลี่มีสีหน้าหนักอึ้ง หลังจากนั้นต่งลี่ก็ไม่พูดอะไรมากอีก เพียงเรียกเต่า ทมิฬออกมาแล้วย้อนกลับไปยังหุบเขาที่มีหินปีศาจ ดำมืด จากนั้นก็ไม่ออกมาอีกเลย เนี่ยเทียนเองก็เข้าใจว่านางต้องการเวลาในการทำใจ การที่ตระกูลถูกฆ่าล้างนับเป็นการโจมตีที่รุนแรง มากสำหรับนาง ไม่ใช่ว่าคำปลอบใจไม่กี่คำจะทำให้ นางกลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง หลังจากนางจากไป เนี่ยเทียนก็เล่าสถานการณ์ให้ พวกฉินแยนฟังง่ายๆ บอกให้พวกเขาระวังตัว จับตา
มองต่งลี่ให้ดี ส่วนตัวเองก็ขับเรือดาราออกไปนอก อาณาจักรป่ายจั้นอีกครั้ง เรือดารามาจอดอยู่ตรงท้องฟ้านอกอาณาจักร ป่ายจั้น ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราถูกเขาทิ้งไว้ข้าง นอก ส่วนตัวเขาอยู่ในเรือดารา ใช้บุปผาเก้าดารา ต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ และเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงใน ร่างมากลืนกินพลังงานสามชนิดในทางช้างเผือกอัน กว้างใหญ่ การตามหาข่ายตี้ เผยฉีฉีคือกุญแจสำคัญ เขาอยู่ หรือไม่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร มีเพียงเผยฉีฉีหาตัวอีกฝ่ายเจอ และเมื่อเหยียนจั้น จิ่งเฟยหยางและเซี่ยเชียนอยู่ด้วย ข่ายตี้ผู้นั้นก็ยากที่ จะหนีรอดออกไปจากดินแดนดาวตกได้ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ข่าตี๋ผู้เป็น
สายเลือดขั้นสูงสุดมาตายอยู่ที่นี่เช่นนี้ นอกจากนี้ประตูข้ามอาณาจักรในดินแดนปราการ ดวงดาวที่ยังหาไม่เจอก็อาจจะถูกงูหลามปีศาจสาม หัวของข่ายตี้เคลื่อนย้ายไป และเมื่อข่ายตี้ถูกจับ พวกเขาก็อาจจะได้รู้ตำแหน่งของประตูข้าม อาณาจักรตามไปด้วย การรุกรานเข้ามาของภูตผีปีศาจสร้างแรงกดดัน ให้กับเนี่ยเทียนอีกครั้ง ทำให้เขาเข้าใจว่าหากไม่ เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ สายเลือดแห่งชีวิตไม่มีการฝ่า ทะลุครั้งใหม่ก็ยากที่เขาจะใช้พละกำลังของตัวเอง มาเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในดินแดนดวงดาวที่เขา ครอบครองได้ “พละกำลัง! พละกำลังที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม ขอบเขตที่ก้าวหน้ายิ่งกว่าเดิม สายเลือดที่สูงล้ำยิ่ง กว่าเดิม!”
เนี่ยเทียนบังคับตัวเองให้สงบลง เนิ่นนานหลังจาก นั้น เขาก็ปล่อยให้วัตถุประหลาดสามอย่างในร่าง กลืนกินพลังงานนอกอาณาจักร ส่วนตัวเขาเองกลับ เอาศพของชนต่างเผ่าที่โหวชูหลันมอบให้มาสร้าง แก่นเลือดแห่งชีวิตอีกครั้ง ครั้นจึงกรอกเทให้กับ เกราะมังกรเพลิงและท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวล ดารา มาจนถึงวันนี้ โครงกระดูกปีศาจเลือดได้ถูกเขา ทอดทิ้งไปแล้ว โครงกระดูกปีศาจเลือดสายเลือดระดับแปดไม่มีค่า พอให้เขาสิ้นเปลืองแก่นเลือดแห่งชีวิตอันล้ำค่า แล้ว มันก็ไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้อีก กำลังหลักของเขาล้วนอยู่ที่เกราะมังกรเพลิงและ กระดูกท่อนนั้น การกรีฑาทัพไปยังสามอาณาจักรปีศาจ หลังจากที่
เขาเอาศพของภูตผีปีศาจมาดึงจิงชี่เลือดเนื้อ ส่วน หนึ่งก็เอาไปช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเรือนกาย ของเผยฉีฉี อีกส่วนหนึ่งเอามาใช้กับเกราะมังกร เพลิงและท่อนกระดูก ตอนนี้ต้นกำเนิดเลือดเนื้อที่ยังเหลืออยู่ในมือของเขา ก็คือศพของสัตว์โบราณและชนต่างเผ่าสามศพที่โหว ชูหลันฝากหล่วนชิงหลิ่วมามอบให้ ชนต่างเผ่าสองคนล้วนมีสายเลือดระดับเก้าขั้นต้น ซึ่งแบ่งออกเป็นเผ่าภูตผีปีศาจและเผ่าอสูรกาย ส่วน ศพที่สามเป็นของสัตว์โบราณ เรือนกายใหญ่โต คล้ายกิเลนไฟมีสายเลือดระดับเก้าขั้นกลาง เรือนกายของเผ่าภูตผีปีศาจถูกเขาใช้การสูบดึงพลัง ชีวิตมาสกัดแก่นเลือดแล้วกรอกเทให้กับเกราะมังกร เพลิงกับท่อนกระดูก ครึ่งเดือนต่อมา ศพของมหาราชาภูตผีปีศาจระดับ
เก้าก็ทำให้เนี่ยเทียนสร้างแก่นเลือดแห่งชีวิตได้เกือบ ร้อยหยด ซึ่งทุกหยดล้วนถูกนำไปมอบให้แก่เกราะ มังกรเพลิงและท่อนกระดูก ท่อนกระดูกยาวขึ้นจากเดิมเป็นห้าสิบสามเมตร กระดูกที่ยาวห้าสิบกว่าเมตรมีแสงสีเลือดแดงฉาน ไหลวนอยู่ภายใน ส่องประกายแวววาวสะดุดตาอยู่ ท่ามกลางทางช้างเผือก เส้นเลือดที่อยู่ในกระดูกเปลี่ยนมาเป็นชัดเจนอย่าง ถึงที่สุดคล้ายแฝงเร้นไว้ด้วยความลี้ลับบางอย่างที่ ตอนนี้เนี่ยเทียนยังไม่เข้าใจ ด้านในแกนเลือดของเกราะมังกรเพลิง มีวิญญาณ มังกรที่เหมือนมีชีวิตจริงตัวหนึ่งถูกกระตุ้นให้ ก่อกำเนิด วิญญาณมังกรนั้นก็คือวิญญาณของมังกรเพลิง ไม่ เพียงแต่มีเลือดลมเข้มข้น ยังมีคลื่นพลังจิตวิญญาณ
ที่เด่นชัดมากอีกด้วย “อู้!” เมื่อศพของภูตผีปีศาจถูกใช้จนหมดค่า ศพของสัตว์ โบราณอย่างกิเลนไฟตัวนั้นก็ถูกหยิบออกมาจากใน แหวนเก็บของ และขณะที่เขาเตรียมจะดึงเลือดลมของกิเลนไฟ ออกมาชุบหลอม วิญญาณมังกรของเกราะมังกร เพลิงกลับส่งข้อความมาหาเขา เกราะมังกรเพลิงต้องการชุบหลอมศพของกิเลนไฟ ด้วยตัวเอง! “ไม่จำเป็นต้องให้ข้ายื่นมือเข้าแทรก…” เนี่ยเทียนตะลึงงั้น แล้วจึงล้มเลิกความคิดที่จะใช้ การสูบดึงพลังชีวิตมาชุบหลอมกิเลนไฟ เพียงมอบ มันให้เกราะมังกรเพลิงอย่างเชื่อใจ วิญญาณมังกรของเกราะมังกรเพลิงก็คือมังกรเพลิง
สายเลือดของมันใกล้เคียงกับกิเลนไฟอย่างมาก ซึ่งมันถึงกับสามารถใช้พลังของตัวเองมาดึงพลัง ที่หลงเหลืออยู่ในศพของกินเลนไฟได้ด้วยตัวเอง รอจนได้รับคำอนุญาตจากเนี่ยเทียน เกราะมังกร เพลิงก็แปรสภาพมาเป็นมังกรไฟขนาดมหึมาที่พา เปลวเพลิงพลุ่งพล่านเข้ากลบทับกิเลนไฟและค่อยๆ ดึงพลังงานความร้อนที่เหลืออยู่ในร่างของกิเลนไฟ ออกมา เนี่ยเทียนไม่สนใจมันอีก แต่หยิบเอาศพของมหา ราชาเผ่าอสูรกายออกมาสกัดแก่นเลือดแล้วมอบ ให้กับท่อนกระดูก แก่นเลือดแห่งชีวิตทุกหยดที่ผสานเข้าไปในท่อน กระดูกจะทำให้ท่อนกระดูกยาวขึ้นคืบสั้นๆ อย่าง เห็นได้ชัด ลายเส้นเลือดที่อยู่ด้านใน ผลึกโซ่ สายเลือดเล็กบางก็ถูกแก่นเลือดแห่งชีวิตของเขา
กระตุ้นให้เพิ่มมากขึ้น ปราณเลือดเนื้อที่แฝงเร้นอยู่ในท่อนกระดูกค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นน่าตกตะลึง เมื่อแก่นเลือดกรอกเทเข้าไป แสงสีเลือดแดงฉานที่ ท่อนกระดูกปล่อยออกมาก็ยิ่งเจิดจ้าแสบตา “พลังงานเลือดลมที่เข้มข้นขนาดนี้ เกรงว่าคง เทียบเคียงกับมหาราชาระดับเก้าได้เลย” เนี่ยเทียนใช้สายเลือดแห่งชีวิตรับสัมผัสก็พบว่า พลังงานเลือดลมที่อยู่ในกระดูกท่อนนี้น่าครั่นคร้าม อย่างถึงที่สุด “ว่ากันว่าช่วงยุคต้นกำเนิด สัตว์ยักษ์มวลดารา ต่างหากถึงจะเป็นผู้พิชิตที่แท้จริง สิ่งมีชีวิตที่เรือน กายใหญ่โตเทียบเคียงได้กับอาณาจักรแห่งหนึ่ง ประเภทนี้สามารถจับเทพยักษ์ค้ำฟ้า ภูตผีปีศาจ บรรพกาลกินเป็นอาหาร พวกมันคือลูกรักของฟ้า
ดิน คือผู้ล่าแห่งทางช้างเผือก คือสิ่งมีชีวิตที่อยู่ บนสุดของห่วงโซ่อาหาร” “หรือว่าแก่นเลือดของข้าจะสามารถทำให้กระดูก ท่อนหนึ่งกลายมาเป็นสัตว์ยักษ์มวลดาราที่ฟื้นคืน ชีพได้จริงๆ” เนี่ยเทียนใจเต้นรัว “ฟู่วๆๆ!” และขณะที่เขากำลังคิดเพ้อฝันไปไกลอยู่นั้น ลวดลายสายเลือดลึกลับด้านในท่อนกระดูกก็พลัน เปล่งแสงสว่างจ้า อาศัยความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงอยู่กับท่อนกระดูก เนี่ยเทียนจึงสัมผัสได้อย่างเฉียบไวว่าดูเหมือนท่อน กระดูกจะเล็งเป้าหมายไปที่อะไรบางอย่าง “อู้ๆๆ!” เลือดลมสีแดงฉานเข้มข้นพลันระเหยออกมาจากใน
กระดูกและห่อหุ้มร่างของเนี่ยเทียนเอาไว้ ทันใดนั้นท่อนกระดูกก็เป็นเหมือนสายฟ้าสีแดงเส้น หนึ่งที่พุ่งฉิวออกไปข้างหน้า มหาสมุทรดวงดาวที่กว้างขวางแห่งหนึ่งทางทิศใต้ ของอาณาจักรป่ายจั้น มหาราชาข่ายตี้แห่งตระกูลปี่ซือผู่พลันเผยกายอยู่ บนศีรษะหนึ่งของงูหลามปีศาจสามหัวที่ร่างหดเล็ก ลงกว่าเดิมสิบกว่าเท่า แล้วมองไปยังอาณาจักร ป่ายจั้นด้วยสายตาเย็นชา “สถานที่ที่อันตรายที่สุดก็คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด” ข่ายตี้ยกยิ้มเหี้ยมเกรี้ยม “ใครจะไปคาดคิดว่าข้าจะ ยังกล้ากลับมาที่อาณาจักรป่ายจั้น? นังหนูนั่นเข้า ออกไปทั่วทุกอาณาจักรของดินแดนดาวตก แต่คง นึกไม่ถึงกระมังว่าข้าจะมาโผล่ในอาณาจักรป่ายจั้น เป็นครั้งที่สอง?” ทว่าขณะที่นางเตรียมจะเหยียบเข้าไปในอาณาจักร ป่ายจั้นอีกครั้งและสังหารต่งลี่โดยเร็วที่สุดเพื่อเอา
หินปีศาจดำมืด กลับไป จู่ๆ นางก็เกิดความรู้สึก หวาดกลัวโดยสัญชาตญาณ ความรู้สึกหวาดกลัวเช่นนี้มาจากจุดลึกในสายเลือด มาจากความทรงจำที่ห่างไกลที่สุดของนาง! นั่นคือความรู้สึกสิ้นหวังที่ราวกับถูกศัตรูทาง ธรรมชาติจับจ้องจนทำให้ร่างสั่นสะท้านอย่างห้าม ไม่ได้! ข่ายตี้พลันหน้าเปลี่ยนสี “สิ่งใดกัน สิ่งใดที่ทำให้ สายเลือดสูงส่งของข้าเกิดความสิ้นหวังได้?” ภาพเหตุการณ์หนึ่งที่เดิมทีนางไม่ควรมองเห็นกลับ ผุดขึ้นมาจากจุดลึกในสายเลือดของนาง นางพลันมองเห็นภาพเหตุการณ์น่าสยดสยองที่เรือน กายใหญ่โตเทียบเคียงกับอาณาจักรเรือนกายหนึ่งไล่ สังหารภูตผีปีศาจอยู่ท่ามกลางทางช้างเผือกอันกว้าง ใหญ่ของยุคสมัยในอดีตที่ผ่านพ้นไป ภูตผีปีศาจเหล่านั้นก็คือบรรพบุรุษของเผ่าภูตผี ปีศาจ ถูกพวกนางเรียกว่าภูตผีปีศาจบรรพกาล
สายเลือดของเผ่าภูตผีปีศาจนาง ช่วงแรกเริ่มสุดก็มา จากภูตผีปีศาจบรรพกาล เมื่อผ่านการวิวัฒนาการ ทางสายเลือดมานับล้านปีถึงได้แปรสภาพจนกลาย มามีลักษณะอย่างทุกวันนี้ เมื่อเทียบกับภูตผีปีศาจบรรพกาลแล้ว อันที่จริงพวก นางถือว่าแข็งแกร่งกว่ามาก ทว่าจุดลึกในสายเลือด กลับยังนาบประทับความทรงจำของภูตผีปีศาจ บรรพกาลไว้อย่างลึกล้ำ บัดนี้สิ่งที่ทำให้นางตัวสั่นไม่เป็นสุขก็มาจากความ หวาดกลัวที่สายเลือดตระกูลปี่ซือผู่มีต่อศัตรูทาง ธรรมชาตินั้น! ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1104 สังหารมหาราชา!
ข่ายตี้มองซ้ายมองขวาอย่างลนลาน พยายามหา ที่มาของสิ่งที่ทำให้นางหวาดกลัว ทางช้างเผือกเงียบสงัด ทอดสายตามองไปไกลก็ยัง ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ ทว่าความรู้สึกถึงวิกฤตอันตรายกลับเพิ่มพูนมากขึ้น ทุกขณะ ข่ายตี้ลังเลอยู่แค่ไม่กี่วินาทีก็รีบใช้ภาษาภูตผีปีศาจ สั่งให้งูหลามปีศาจสามหัวใช้เวทลับทางสายเลือด ของมันพานางหนีไป แต่แล้วข่ายตี้ก็ต้องหน้าเปลี่ยนสีไปอีกครั้ง นางสังเกตเห็นว่างูหลามปีศาจสามหัวเองก็ตัวสั่น ด้วยความหวาดกลัวอยู่เหมือนกัน งูหลามปีศาจสามหัวก็สัมผัสได้ถึงความน่ากลัวโดย
สัญชาตญาณ เรือนกายปีศาจที่ใหญ่โตของมันแข็ง ทื่อผิดปกติ ไม่ปราดเปรียวเหมือนเคยอีกต่อไป ราวกับว่าเพียงแค่ขยับตัวก็ทำให้งูหลามปีศาจสาม หัวรู้สึกกดดันอย่างถึงที่สุด ข่ายตี้ลนลานเข้าจริงๆ แล้ว นางตะโกนโหวกเหวก ด้วยภาษาภูตผีปีศาจ บังคับให้งูหลามปีศาจสามหัว รีบหนีไป และเวลานี้เอง จุดลึกของทางช้างเผือกด้านข้างของ อาณาจักรป่ายจั้นก็พลันมีกลุ่มแสงสีแดงราวกับ เลือดกลุ่มหนึ่งเปล่งวูบขึ้นมา กลุ่มแสงสีแดงนั้นเป็นราวกับดาวตกที่ข้ามผ่านทาง ช้างเผือกมาถึงตรงนี้ด้วยความเร็วที่ทำให้นางตะลึง “นั่นมันอะไร?” ข่ายตี้เพ่งสมาธิมองไปก็พบว่าลำแสงนั้นเป็นเพียงแค่ ท่อนกระดูกยาวๆ ท่อนหนึ่งเท่านั้น
กลางกระดูกยังมีเงาร่างที่เล็กจ้อยอยู่เงาหนึ่ง “ตึง!” ทะเลเลือดลมของข่ายตี้ถูกนางกระตุ้นออกมาเต็ม กำลัง แม้แต่แก่นเลือดก็ยังถูกเผาไหม้เพื่อมอบพลัง ให้แก่ทะเลเลือดลม งูหลามปีศาจสามหัวร้องคำรามเบาๆ มันขยับเรือน กายที่สั่นเทาอย่างไม่เป็นสุข วินาทีถัดมา ลำแสงนั้นก็พุ่งเข้ามาใกล้ “ฟู่วๆๆ!” ลายเส้นสีเลือดลึกลับมากมายที่นาบประทับไว้ในจุด ลึกของท่อนกระดูกสัตว์ยักษ์มวลดาราพลันว่ายวน อยู่ในกระดูกอย่างมีชีวิตชีวา ลายเส้นสีเลือดตรงเข้ามาผูกมัดกันกลายเป็นตาข่าย สีเลือดแดงฉานที่ตัดสลับกันราวกับใบเลื่อย
ตาข่ายเลือดแทรกซึมเข้ามาในทะเลเลือดลมของ ข่ายตี้ ตราประทับแห่งความกระหายเลือดอันเป็น เอกลักษณ์ของตระกูลปี่ซือผู่ของนางเหมือนน้ำที่ถูก เปลวเพลิงทำให้ระเหย ครั้นจึงสลายหายไปอย่าง เงียบเชียบ ทะเลเลือดลมของนางถูกส่วนหนึ่งของตาข่ายเลือดที่ สัมผัสมาโดนบีบอัดอย่างรวดเร็ว เป็นเหตุให้แยก ห่างออกจากเรือนกายปีศาจของนาง “สวบ!” ส่วนลำคอที่เชื่อมหัวทั้งสามไว้ด้วยกันของงูหลาม ปีศาจสามหัวที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางอากาศถูกท่อน กระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราแทงทะลุผ่านไปอย่าง ง่ายดาย เลือดลมสีแดงเข้มข้นสาดกระเซ็นผสานรวมอยู่ในตา ข่ายเลือด ตาข่ายเลือดเป็นเหมือนมีดแหลมคมที่
แทงเข้าไปยังเรือนกายใหญ่โตของงูหลามปีศาจ สามหัว เศษเลือดเศษเนื้อปลิวกระเด็นจากร่างของงูหลาม ปีศาจ ชิ้นเนื้อก้อนมหึมาก้อนแล้วก้อนเล่าหลุด ออกมาจากลำตัวของมัน งูหลามปีศาจร้องโหยหวน ถูกตาข่ายเลือดแยกร่าง อย่างง่ายดายโดยที่ทำไม่ได้แม้แต่จะต่อต้าน ข่ายตี้หวีดร้องเสียงแหลม กระโจนออกห่างทิ้งร่าง ของงูหลามปีศาจทันที หมายจะใช้พลังของตัวเอง หนีออกไปจากฟ้าดินที่ทำให้นางหวาดกลัวแถบนี้ ทว่าขณะที่นางเตรียมจะใช้เวทลับทางสายเลือด กลับค้นพบด้วยความตะลึงพรึงเพริดว่าทะเลเลือด ลมของนางถูกพลังงานของกระดูกท่อนนั้นแช่แข็ง เอาไว้! ทะเลเลือดลมของนางเหมือนถูกกดทับไว้ด้วยภูเขา
ลูกยักษ์ซึ่งทำให้มันไม่สามารถหนีไปพร้อมกับนางได้ ทะเลเลือดลมของชนต่างเผ่ามีความคล้ายคลึงกับ ดินแดนของเผ่ามนุษย์ มหาราชาของชนต่างเผ่าส่วนใหญ่ที่ทะยานอยู่ ในทางช้างเผือกนอกอาณาจักรมักจะอาศัยทะเล เลือดลมมาตัดขาดการแทรกซอนของสิ่งเจือปนนอก อาณาจักร หากสูญเสียการปกป้องจากทะเลเลือด ลม ชนต่างเผ่าที่แข็งแกร่งก็ยากจะปรากฏตัวอยู่ นอกอาณาจักรได้ แล้วนับประสาอะไรกับที่ทะเลเลือดลมยังเป็นการ รวบรวมจิงชี่เลือดเนื้อทั้งร่างของพวกเขาด้วย หากทิ้งทะเลเลือดลมก็เหมือนเผ่ามนุษย์สูญเสีย ดินแดน นั่นคือค่าตอบแทนอันเจ็บปวดที่ข่ายตี้ไม่ สามารถจ่ายได้ “ฟู่วๆๆ!”
ขณะที่นางยังมัวลังเล ทะเลเลือดลมของนางก็กลาย มาเป็นหมอกเลือดขมุกขมัวที่ถูกกลืนกินไปอย่างบ้า คลั่ง เวลาสั้นๆ เพียงแค่สิบกว่าวินาที ทะเลเลือดลมอัน กว้างใหญ่ไพศาลของนางก็หายไปเกือบครึ่ง นี่หมายความว่าพลังของข่ายตี้ถูกเผาผลาญไปอย่าง ดุเดือดตามพลังเลือดลมที่หายไป “พรึ่บ!” เวลาเดียวกันนั้น แก่นเลือดแต่ละหยดที่อยู่ในหัวใจ ของเนี่ยเทียนก็พลันเผาไหม้ จิงชี่เลือดเนื้อของเขาก็ถูกท่อนกระดูกดูดสวบ ออกไปเพื่อนำไปเพิ่มพลานุภาพอันน่าหวาดกลัว ให้แก่ตัวมันเอง ลวดลายสีเลือดจำนวนมากกว่าเดิมบินออกมาจาก ในท่อนกระดูก ซึ่งกลุ่มแสงสีเลือดเป็นผลึกใสกลุ่ม
หนึ่งในนั้นพลันบินไปยังหน้าอกของข่ายตี้ ลายสีเลือดที่พริบพราวราวผลึกใสกลุ่มนั้นเป็น เหมือนอักขระโบราณแล้วก็เหมือนทั้งปากกว้างของ เถาเที่ย (สัตว์ประหลาดลึกลับในตำนาน) ที่ทะลวง เข้าไปตรงหน้าอกของข่ายตี้ ความเจ็บปวดราวหัวใจถูกฉีกกระชากซึ่งยากจะทน รับแผ่ลามไปทั่วทุกอณูในร่างกายของข่ายตี้ จิตสำนึกของนางเริ่มพร่าเลือน หูก็คล้ายได้ยินเสียง น่าสยดสยองจากหัวใจที่ถูกเคี้ยว ข่ายตี้ยืนนิ่งอยู่กลางอากาศ มิอาจขยับเขยื้อนได้อีก ส่วนจิงชี่เลือดเนื้ออันเปี่ยมล้นของเนี่ยเทียนก็ยังคง ถูกท่อนกระดูกกลืนกิน แก่นเลือดอีกหลายหยดใน หัวใจลุกไหม้ จากนั้นจิงชี่เลือดเนื้อที่มากกว่าเดิมก็ ไหลหายเข้าไปในกระดูก “กรุบๆๆ!”
เสียงแทะกระดูกที่ทำให้คนฟังขนลุกขนชันดัง ออกมาจากเรือนกายปีศาจของข่ายตี้ เนี่ยเทียนเพ่งสมาธิมองไปก็สังเกตเห็นว่าเรือนกาย ปีศาจที่อวบอิ่มของข่ายตี้เริ่มค่อยๆ ฟีบแบนลง ราว กับว่าอวัยวะภายในและกระดูกกำลังถูกกัดกินจน ร่างหดเล็กลงไปเรื่อยๆ แสงลายเลือดที่บินออกไปจากท่อนกระดูกผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ใต้ผิวหนังของข่ายตี้ ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยน มาเป็นเด่นชัด ขนาดก็ใหญ่มากขึ้น “หรือว่ากลุ่มแสงลายเลือดนั้นแปรสภาพออกมา จากท่อนกระดูก กลายมาเป็นปากใหญ่ที่ใช้กิน อาหารของมัน?” เนี่ยเทียนพลันเกิดความรู้สึกประหลาดเมื่อตระหนัก ได้ว่ากลุ่มแสงลายเลือดนั้นก็คือปากของสัตว์ยักษ์ มวลดารา
ปากนี้หายเข้าไปในร่างปีศาจของข่ายตี้ ก่อนจะเริ่ม กัดกินอวัยวะภายในของนางแล้วลามมาที่โครง กระดูกทั่วร่าง แต่ผิวหนังของนางกลับกลายมาเป็น เป้าหมายสุดท้ายในการถูกกลืนกิน “สำหรับมันแล้ว กระดูกและอวัยวะภายในของเรือน กายปีศาจถึงจะเป็นส่วนที่อร่อยที่สุด ผิวหนัง ชั้นนอกไม่ใช่เป้าหมายแรก ดังนั้นเลยเก็บไว้ท้ายสุด งั้นหรือ?” “พรึ่บ!” รอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งพลันก่อตัวขึ้นมาจากความ ว่างเปล่า เผยฉีฉีก้าวนำเข้ามาก่อน แล้วจึงตามมาด้วยเห ยียนจั้น จากนั้นก็เป็นเซี่ยเชียนและจิ่งเฟยหยาง “นี่ นี่มัน…” พอเหยียนจั้นมาถึงก็เห็นกระดูกแคบยาวท่อนนั้นที่
แทงทะลุร่างของงูหลามปีศาจสามหัว มหาราชาข่ายตี้แห่งตระกูลปี่ซือผู่ยืนนิ่งอยู่บนหัว หนึ่งของงูหลามปีศาจสามหัว เรือนกายที่อวบอิ่ม ค่อยๆ เหี่ยวแห้ง จิงชี่เลือดเนื้อของทั้งร่างไหล หายไปอย่างรวดเร็ว เซี่ยเชียนและจิ่งเฟยหยางอ้าปากค้าง มองเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าอย่างไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี มีเพียงเผยฉีฉีที่ถือว่ายังคงความสุขุมเอาไว้ได้ แต่ กระนั้นดวงตาก็ยังมีความประหลาดใจเปล่งวาบ “เนี่ยเทียน มหาราชาของภูตผีปีศาจผู้นี้ ถูกเจ้า… สังหารงั้นรึ?” นางเคลื่อนไหวอยู่ในบริเวณใกล้เคียงนี้พอดี และ เมื่อเหยียนจั้นสัมผัสได้ถึงคลื่นเลือดลมที่ผิดปกติก็ได้ บอกทิศทางแก่นาง นางจึงเร่งร้อนมาที่นี่ ช่วงที่ผ่านมาข่ายตี้ที่อยู่ในดินแดนดาวตกคอย
เปลี่ยนตำแหน่งอย่างต่อเนื่องจนเหมือนนางกับอีก ฝ่ายกำลังเล่นซ่อนหากันอยู่ เมื่อข่ายตี้ผู้นั้นสัมผัสได้ถึงปราณของนางก็จะต้อง บอกให้งูหลามปีศาจสามหัวใช้พลังห้วงมิติเผ่นหนีไป ทันเวลาเสมอ พอเป็นอย่างนี้หลายๆ ครั้งเข้า ข่ายตี้ก็เหมือนหาย ตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แม้แต่นางก็ยากที่จะจับ ร่องรอยของอีกฝ่ายได้ ขณะที่นางกำลังหงุดหงิดใจ คาดไม่ถึงว่าข่ายตี้ที่ไม่ ล้มเลิกความคิดเป็นหัวขโมยจะขยับเข้ามาใกล้ อาณาจักรป่ายจั้น หมายนำหินปีศาจดำมืดกลับไป อีกครั้ง ใครจะไปคาดคิดว่ามหาราชาภูตผีปีศาจที่เจ้าเล่ห์ และทำตัวลึกลับราวกับผีตนนี้จะถูกเนี่ยเทียนฆ่าเสีย ได้?
“เขตวิญญาณ เป็นแค่เขตวิญญาณช่วงต้นเท่านั้น! แต่กลับ แต่กลับสังหารมหาราชาภูตผีปีศาจได้!” เห ยียนจั้นร้องอุทานอย่างบ้าคลั่งอยู่ในใจ “ต่อให้เป็น แค่มหาราชาขั้นต้น แต่จะอย่างไรก็เป็นถึงมหาราชา เชียวนะ! ทั้งยังมีงูหลามปีศาจที่สามารถเผ่นหนีโดย ใช้พลังห้วงมิติอยู่อีกตัว แต่ข่ายตี้ผู้นี้แม้แต่หนีก็ยัง ทำไม่ได้ กลับต้องมาถูกบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด สังหารเช่นนี้!” บุตรแห่งดวงดาวทุกคนของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวต่างก็มีพลังการต่อสู้ที่เหนือกว่าคนทั่วไป อย่างซือคงฉั่ว ฟางหยวนที่มีระดับแค่แดนว่างเปล่า ก็พอจะใช้วัตถุวิเศษและคาถาลึกลับมาต้านทานกับ มหาราชาภูตผีปีศาจระดับเก้าขั้นต้นได้ ทว่าด้วยตบะแดนว่างเปล่าของซือคงฉั่วและฟาง หยวน คิดจะโจมตีมหาราชาภูตผีปีศาจให้พ่ายแพ้ กลับแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
แล้วนับประสาอะไรกับสังหารอีกฝ่าย? ดวงตาของเหยียนจั้นที่ฉายความซับซ้อนมอง มายังเนี่ยเทียนอย่างลึกล้ำ ในใจพลันตัดสินใจได้ “อนาคตของบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดย่อมยาวไกล ยิ่งกว่าซือคงฉั่ว! เขาต่างหากที่ถึงจะมีโอกาสได้เป็น นายแห่งดวงดาวในวันข้างหน้ามากที่สุด!” ผู้อาวุโสทุกคนจะต้องเลือกคนคนหนึ่งเพื่อลงเดิมพัน ถือเป็นการวางแผนอนาคตให้กับตัวเองแต่เนิ่นๆ ก่อนหน้านี้เหยียนจั้นยังตัดสินใจไม่ได้ก็เพราะรู้สึกว่า บุตรแห่งดวงดาวทั้งเจ็ดท่าน ไม่ว่าใครก็สามารถ กลายเป็นนายแห่งดวงดาวได้ ทว่าความเป็นไปได้ ของซือคงฉั่วกลับมากกว่าคนอื่นเท่านั้น จนกระทั่งวันนี้ที่ได้เห็นเนี่ยเทียนซึ่งมีตบะแค่เขต วิญญาณใช้วิธีการที่เขาไม่รู้มาสังหารมหาราชาข่ายตี้ ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้
เนี่ยเทียนต่างหากถึงจะเป็นนายแห่งดวงดาวใน อนาคต! “หัวหนึ่งของงูหลามปีศาจสามหัว ข้าเอานะ” เผยฉีฉีเอ่ยขึ้นเบาๆ ก้อนผลึกที่ไม่เป็นรูปเป็นร่างของนางบินออกมา มีด แสงห้วงมิติจำนวนมากมายกลายมาเป็นมีดยาวที่ แกว่งไกวแล้วตรงเข้าตัดหัวหนึ่งของงูหลามปีศาจ สามหัวมาอย่างง่ายดาย “อู้!” หัวงูหลามหัวนั้นแยกออกมาจากทั้งสามหัวและถูก ก้อนผลึกพามาตกอยู่กลางฝ่ามือของนาง หัวงูหลามที่นางเอามาก็คือหัวที่มีพลังของห้วงมิติ อีกทั้งยังนาบประทับสายเลือดที่พิเศษเอาไว้ หัวงูหลามนี้สามารถถูกสายเลือดห้วงมิติของนางชุบ หลอมเข้าสู่ร่างกายตัวเอง ช่วยให้สายเลือดของนาง
ทำการแปรสภาพในครั้งถัดไป กลางผลึกใสมีแสงประหลาดมากมายบินออกมาแล้ว แทรกซอนเข้าหาหัวงูหลาม ครู่หนึ่งดวงตาของเผยฉีฉีก็พลันเป็นประกาย เอ่ยขึ้น เบาๆ ว่า “ข้าคิดว่าข้ารู้แล้วว่าประตูข้ามอาณาจักร ในดินแดนปราการดวงดาวอยู่ที่ไหน” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1105 ภูตผีปีศาจบาดเจ็บสาหัส
“ฟิ้ว!” กลุ่มแสงลายเลือดที่หายเข้าไปในร่างของข่ายตี้ พลันระเบิดเรือนกายปีศาจของข่ายตี้ออกแล้ว หวนกลับคืนสู่ท่อนกระดูก ลวดลายสีเลือดเลื้อยขยุกขยิกพลางขยายใหญ่ ส่องแสงสีเลือดเจิดจ้า กระตุ้นโซ่ผลึกสายเลือดให้ เกิดขึ้นมามากกว่าเดิม เรือนกายปีศาจของข่ายตี้เป็นเหมือนควันที่จาง หายไปในทางช้างเผือก ร่างสัตว์ใหญ่ยักษ์ของงูหลามปีศาจสามหัวก็ค่อยๆ หดเล็กลง เลือดลมเข้มข้นถูกตาข่ายเลือดของท่อน กระดูกที่ถักทอขึ้นมาค่อยๆ ชุบหลอมไปทีละเสี้ยว
ดวงตาเนี่ยเทียนฉายความประหลาดใจ เขาแอบรู้สึกว่าวิธีการที่ท่อนกระดูกกลืนกินงูหลาม ปีศาจสามหัวคล้ายคลึงกับการสูบดึงพลังชีวิตของ เขา “หรือว่าการที่มอบแก่นเลือดให้กับมันยังทำให้มัน ได้รับความพิเศษของสายเลือดแห่งชีวิตไปด้วย? หรือว่าเดิมทีมันก็มีความสามารถเช่นนี้อยู่แล้ว?” ขณะที่เนี่ยเทียนกำลังครุ่นคิด เผยฉีฉีก็โยนหัวงู หลามหัวหนึ่งเข้าไปในแหวนเก็บของ “ทางฝ่ายของดินแดนปราการดวงดาว เจ้าไม่ต้องไป แล้วก็ได้” เผยฉีฉีหันมามองเขาพลางกล่าวว่า “ข้าจะหาประตูข้ามอาณาจักรบานนั้นให้เจอและ ทำลายมันทิ้งซะ เจ้า ไปอยู่เป็นเพื่อนต่งลี่เถอะ” ไม่รอให้เนี่ยเทียนเอ่ยอะไร เผยฉีฉีก็บอกเป็นนัยให้ เหยียนจั้น จิ่งเฟยหยางและเซี่ยเชียนติดตามนางไป
ข่าตี๋รบจนตัวตาย ข่ายตี้ถูกเนี่ยเทียนสังหาร ต้าจุน สองคนของเผ่าภูตผีปีศาจที่บุกเข้ามาในดินแดนดาว ตกสิ้นชีพไปหมดนับแต่นี้ ตามความเห็นของเผยฉีฉี ในเวลาสั้นๆ นี้ดินแดน ดาวตกคงไม่เกิดความวุ่นวายอะไรขึ้นอีก กลับเป็นทางฝ่ายของดินแดนปราการดวงดาวเสีย อีกที่ยังมีมหาราชาเผ่าภูตผีปีศาจอยู่อีกหกคน และ การที่ประตูข้ามอาณาจักรยังเปิดโล่งก็อาจทำให้ผู้ แข็งแกร่งของเผ่าภูตผีปีศาจมากกว่าเดิมบุกเข้ามา พวกเหยียนจั้นไปกับนางจะมีประโยชน์มากกว่า “เนี่ยเทียน เจ้าคิดว่าอย่างไร?” เหยียนจั้นเป็นฝ่าย สอบถามความเห็นของเนี่ยเทียน สีหน้าของเขาแสดงออกให้เห็นถึงความเคารพจาก ใจจริง หาใช่การทำไปอย่างลวกๆ อย่างในอดีตที่ ผ่านมา
เดิมทีกิริยานอบน้อมที่เขาปฏิบัติต่อเนี่ยเทียนก็เป็น แค่เพราะตัวตนและฐานะบุตรแห่งดวงดาวของเนี่ย เทียนเท่านั้น ตบะและขอบเขตของเนี่ยเทียนเขา กลับไม่เห็นอยู่ในสายตา ทว่าเมื่อข่ายตี้ตายไป ก็ทำให้ความเห็นที่เขามีต่อ เนี่ยเทียนเปลี่ยนไป กลายเป็นว่าเขารู้สึกยอมรับใน ตัวตนของเนี่ยเทียนได้อย่างแท้จริง “พวกเจ้าไปกับศิษย์พี่หญิงเผยเถอะ” เนี่ยเทียน พยักหน้ารับ เหยียนจั้นจึงไม่พูดมากอีก ภายใต้การนำของเผยฉีฉี เขาและแดนเอตทัคคะอีกสองคนอย่างเซี่ยเชียนและ จิ่งเฟยหยางก็พลันออกไปจาดินแดนดาวตก ครึ่งเค่อต่อมา ภายใต้การจับตามองของเนี่ยเทียน งูหลามปีศาจ สามหัวก็ถูกชุบหลอมจิงชี่เลือดเนื้อจนหมดร่าง
เรือนกายปีศาจของมันสลายกลายเป็นเพียงฝุ่นผงที่ อยู่ในจุดลึกของทางช้างเผือก ผิวภายนอกของกระดูกท่อนนั้นเหมือนจะมีเยื่อ เลือดปรากฏขึ้นมา และหลังจากที่เยื่อเลือดปรากฏ ขึ้นก็ค่อยๆ ผสานรวมหายเข้าไปในท่อนกระดูก แสงสีเลือดเปล่งวูบวาบอยู่บนท่อนกระดูก ครั้นจึง กลับคืนมามีลักษณะดังเดิม ไม่ได้เติบโตต่อ ทว่า เลือดลมที่อยู่ด้านในกลับเพิ่มมากขึ้นไปอีกหลาย ระดับ “อู้!” เนี่ยเทียนเอื้อมคว้าท่อนกระดูกนั้นมาไว้ในมือ ครั้น จึงหวนกลับคืนไปยังตำแหน่งที่เกราะมังกรเพลิงอยู่ เกราะมังกรเพลิงยังคงกลืนกินเรือนกายใหญ่โตของ กิเลนไฟ ไม่ได้เข้าร่วมศึกระหว่างเขากับข่ายตี้
“แก่นเลือดเผาผลาญไปไม่น้อย ต้องรีบสร้างมัน กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด” ศพมหาราชาเผ่าอสูรกายศพสุดท้ายที่โหวชูหลันให้ มายังมีเลือดเนื้อหลงเหลืออยู่ เมื่อใช้เลือดลม เหล่านั้น เนี่ยเทียนก็สามารถสร้างแก่นเลือดขึ้นมา ได้อีกครั้ง หลายวันต่อมา จำนวนรวมของแก่นเลือดห้าสิบหยดในหัวใจของเขา ก็ไม่ได้เปลี่ยนไป แก่นเลือดเนื้อส่วนสุดท้ายที่เหลืออยู่ในศพของอสูร กายทำให้เขาสร้างแก่นเลือดขึ้นมาได้อีกสามหยด และมันก็ถูกเขากรอกเทไปให้กับท่อนกระดูกของ สัตว์ยักษ์มวลดารา แก่นเลือดมากมายที่กรอกเทให้ไปทำให้กระดูกท่อน นั้นสำแดงอานุภาพที่น่ากลัวที่สุดออกมา มันดึงเอา
จิงชี่เลือดเนื้อจากร่างของเขาไป ใช้ความมหัศจรรย์ ของตัวเองมาสังหารข่ายตี้ นี่หมายความว่าแก่นเลือดของเขาสามารถเพิ่ม อานุภาพให้กับท่อนกระดูกได้! “มหาราชาระดับเก้า แม้แต่มหาราชาระดับเก้าก็ยัง สังหารได้!” การตายของข่ายตี้สร้างความฮึกเหิมให้แก่เขา ทำให้ เขาตระหนักได้ว่าเนื่องด้วยการก่อกำเนิดของแก่น เลือดจำนวนมาก ทำให้เมื่อเขาใช้ท่อนกระดูกอีก ครั้งก็สามารถท้ารบกับมหาราชาระดับเก้าของชน ต่างเผ่าที่ร้ายกาจได้เลย ดินแดนปราการดวงดาว ที่ตั้งของทะเลสีครามเจ็ด ดวงดาว ประตูข้ามอาณาจักรที่เชื่อมโยงกับดินแดนของเผ่า ภูตผีปีศาจเปิดอ้าอยู่เหนือมหาสมุทรสีคราว ที่ย้าย
ประตูข้ามอาณาจักรบานนี้มาไว้ที่นี่ก็เพราะ สายเลือดที่พิเศษของงูหลามปีศาจสามหัวสัมผัสได้ ว่าที่นี่คือสถานที่ที่เหมาะสมที่สุด ยามนี้บริเวณรอบๆ ประตูข้ามอาณาจักร กู่ถ่าซื อจากตระกูลปี่ซือผู่กำลังรอคอยด้วยสีหน้ามืดทะมึน “ฟิ้วๆๆ!” ไม่นานก็มีมหาราชาภูตผีปีศาจที่กระจายตัวอยู่ตาม มุมต่างๆ ของดินแดนปราการดวงดาวทยอยกัน มาถึง “ซ่าวจุน!” ภูตผีปีศาจที่มาถึง ไม่ว่าจะมีตำแหน่งฐานะอย่างไรก็ ล้วนหันมาคารวะกู่ถ่าซือด้วยความเคารพนอบน้อม กู่ถ่าซือพยักหน้ารับอย่างเชื่องช้า สุดท้ายรอจนเฮยจือลี่เท่อและเฟยโม่ซือก็มาถึงที่ แห่งนี้ เฮยจือลี่เท่อก็เป็นคนถามขึ้นว่า
“ซ่าวจุน เหตุใดถึงเรียกให้พวกเรามาที่นี่เล่า?” “มหาราชาข่าตี๋ตายอยู่ในดินแดนดาวตก” กู่ถ่าซือตวาดเสียงหนัก จบคำพูดของเขา มหาราชาอีกหกท่านก็พลันหน้า เปลี่ยนสี “ซ่าวจุน! ใต้เท้าข่าตี๋ตายแล้ว ตายแล้วจริงๆ หรือ?” เฟยโม่ซือมีสีหน้าเหลือเชื่อ “ดินแดนดาวตกมีคนที่ สังหารใต้เท้าข่าตี๋ได้?” ผู้อาวุโสเหยียนจั้นผู้นั้นก็ยัง ไม่สามารถเอาชนะใต้เท้าข่าตี๋ได้เลยนี่นา! ต่อให้ตอน หลังจะเชิญตัวเซี่ยเชียนมาได้ ต่อให้เขาจะร่วมมือกับ เหยียนจั้นก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะเอาชนะข่าตี๋ได้!” “ใครเป็นคนลงมือ ข้าเองก็ไม่แน่ใจ” กู่ถ่าซือสีหน้า บิดเบี้ยวจนดูน่ากลัว “แต่ ตระกูลที่ข่าตี๋อยู่ส่งข่าวมา บอกว่า แก่นเลือดหยดหนึ่งที่ข่าตี๋ทิ้งไว้ในตระกูล พลันแห้งขอด เลือดลมหายสิ้น”
มหาราชาภูตผีปีศาจระดับเก้าไม่สามารถฟื้นคืนชีพ กลับมาได้ใหม่เพียงแค่แก่นเลือดหยดเดียว ที่ทิ้งแก่นเลือดหยดหนึ่งไว้ในตระกูลก็แค่รับประกัน ว่าเมื่อมหาราชาไปตายอยู่ข้างนอก คนในตระกูลจะ รู้ข่าวได้ทันที มีเพียงรักษาหัวใจไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบเท่านั้น มหาราชาระดับเก้าถึงจะสามารถใช้หัวใจมารวบรวม เลือดลมแล้วฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้ง มีเพียงต้าจุนระดับสิบเท่านั้นที่ถึงจะสามารถใช้แก่น เลือดหยดหนึ่งมาชุบชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ “ข่าตี๋ตายแล้วแน่นอน” หนังหน้ากู่ถ่าซือกระตุกไม่ หยุด “มหาราชาสี่ท่านเผาผลาญพลังมหาศาลไปกับ การต่อสู้กับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวที่ มหาสมุทรดาวมอดดับ โดยเฉพาะเจ้าลัทธิจิตต วิสุทธิ์ที่มาถึงตอนท้ายซึ่งทำให้พวกเขาต้องทุ่มเท
พลังอย่างสุดความสามารถ ในเวลาสั้นๆ นี้คงยากที่ จะมาที่นี่ได้” เมื่อเขาเอ่ยประโยคนี้ออกมา พวกมหาราชาภูตผี ปีศาจอย่างเฟยโม่ซือต่างก็เข้าใจว่ากู่ถ่าซือต้องการ ถอยทัพ “ถ้าอย่างนั้น…” เฮยจือลี่เท่อรอให้เขาเป็นฝ่ายออก คำสั่งด้วยตัวเอง กู่ถ่าซือไม่ได้ให้คำตอบแก่พวกเขาทันที เพียงพูดว่า “รออีกหน่อย” “รออะไร?” เฟยโม่ซือไม่เข้าใจ “อันที่จริง ก่อนหน้าที่พวกเจ้าจะมา ข้าได้ส่งข่ายตี้ ซึ่งเป็นคนในตระกูลข้าให้มาถึงล่วงหน้าก่อนแล้ว” กู่ถ่าซือรู้ว่าปิดบังต่อไปไม่ได้ “นางมีงูหลามปีศาจ สามหัว ทำให้ความเร็วมีมากกว่าข่าตี๋ ซึ่งน่าจะแฝง ตัวอยู่ในดินแดนดาวตกนานแล้ว”
มหาราชาทั้งหกท่านเข้าใจความนัยในคำพูดของเขา ได้ทันที “รอจนข่ายตี้กลับมาพร้อมกับหินปีศาจดำมืด พวก เราก็จะกลับอาณาจักรปีศาจกันทันที” กู่ถ่าซือไม่คิด ปิดบังอะไรอีกต่อไป “เมื่อนำหินปีศาจดำมืดกลับไป ได้ อย่างน้อยก็พอจะชดเชยเรื่องการตายของข่าตี๋ได้ บ้าง หาไม่แล้วข้าก็ไม่รู้ว่าควรจะอธิบายเรื่องนี้ให้ ท่านบิดาฟังอย่างไร” “ถ้าอย่างนั้นก็ดี รอให้ข่ายตี้กลับมาก่อนแล้วกัน” หลายวันต่อมา แก่นเลือดหยดหนึ่งของข่ายตี๋ที่อยู่ในผลึกสีม่วงกลาง มือของกู่ถ่าซือพลันหายวับไป เลือดลมเป็นกลุ่มๆ ก็ หายสิ้นไม่มีเหลือ มหาราชาทุกคนที่พอเห็นการเปลี่ยนแปลงของผลึก ใสสีม่วงก็เข้าใจได้ทันทีว่าแม้แต่ข่ายตี้จากตระกูลปี่ ซือผู่ก็เผชิญกับเคราะห์กรรมเช่นกัน “ข่ายตี้!”
กู่ถ่าซือแหงนหน้าแผดเสียงคำราม สีหน้าเกรี้ยว กราดบ้าคลั่ง แม้ว่าข่าตี๋จะมีสายเลือดระดับเก้าขั้นสูงสุด เป็นมหา ราชาที่อยู่อันดับต้นๆ ของเผ่าภูตผีปีศาจ แต่จะ อย่างไรซะก็ไม่ได้มาจากตระกูลปี่ซือผู่ของพวกเขา ข่ายตี้ต่างหากถึงจะเป็นสมาชิกตระกูลปี่ซือผู่ของ พวกเขา และได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากบิดาของ เขา การตายของข่ายตี้เป็นการสร้างความเสียหายอย่าง ใหญ่หลวงแก่กู่ถ่าซือยิ่งกว่าการสูญเสียข่าตี๋เสียอีก “จะเป็นไปได้อย่างไร? ข่ายตี้มีงูหลามปีศาจสามหัว ตัวนั้น นางจะตายได้อย่างไร?” เฮยจือลี่เท่อเองก็ กรีดร้องเสียงหลง “มีงูหลามปีศาจสามหัวอยู่ด้วย ข่ายตี้อาจจะรับมือได้ยากยิ่งกว่าใต้เท้าข่าตี๋ด้วยซ้ำ อย่างน้อยข่ายตี้ก็สามารถอาศัยพลังห้วงมิติของงู หลามปีศาจสามหัวหนีไปเมื่อเห็นว่าท่าไม่ดี!”
“แม้แต่หนี ก็ยังหนีไม่ได้ แล้วก็ต้องมาตายแบบนี้น่ะ หรือ?” เฟยโม่ซือพึมพำ ดวงตาสีม่วงเข้มฉายความ หวาดกลัว “ข้า ข้าไม่มีหน้ากลับไปรายงานแก่ท่านบิดาแล้ว!” กู่ถ่าซือร้องคำรามเสียงแหบโหย เตรียมจะออก คำสั่งให้ใช้เลือดชำระแค้นดินแดนปราการดวงดาว “ซ่าวจุน! ขอซ่าวจุนโปรดกลับอาณาจักรปีศาจด้วย เถิด! ที่นี่อันตรายเกินไป ท่านไม่ควรอยู่ต่อ!” มหาราชาภูตผีปีศาจหกท่านร้องอุทานขึ้นมาพร้อม กัน ครั้นจึงจับตัวกู่ถ่าซือกระชากเข้าไปในประตูข้าม อาณาจักรโดยไม่ยอมให้เขาปฏิเสธและไม่สนใจการ ดิ้นรนจากเขา ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1106 สะสมพลังความเข้มแข็ง
หลังจากที่ข่ายตี้ตายไป เนี่ยเทียนก็ทิ้งเกราะมังกร เพลิงและกระดูกท่อนนั้นไว้ในท้องฟูานอก อาณาจักรปุายจั้น ส่วนตัวเขากลับมุ่งหน้าไปยังหุบเขาลึกใกล้ตระกูลต่ง ที่มีหินปีศาจดำมืดอยู่ด้านใน เขาเอาข่าวที่ข่ายตี้ถูกสังหารมาบอกต่งลี่ ต่งลี่ไม่ได้มีท่าทางยินดีเท่าใดนัก คนตระกูลต่งตายไปมากเกิน นอกจากคนที่ถูกส่งไป อยู่สำนักคุมสัตว์แล้ว คนที่อยู่ที่นี่ก็ล้วนตายเพราะ ข่ายตี้เกือบหมด อีกทั้งคนเหล่านั้นของตระกูลต่งยังไม่สามารถใช้จิต วิญญาณเผ่นหนีไป จึงไม่มีความสามารถที่จะกลับไป เกิดใหม่เพื่อมาฝึกตนอีกครั้ง
ตายไปแล้วก็หมายความว่าตายไปจริงๆ ตระกูลต่งถูกโจมตีอย่างหนัก ต่งลี่จึงค่อนข้างหมด อาลัยตายอยาก ใจคิดแต่จะเพิ่มขอบเขตของตัวเอง เพื่อไปแก้แค้นตระกูลปี่ซือผู่ นางเริ่มทุ่มเทอยู่กับการฝึกตนของตัวเอง เนี่ยเทียนเองก็เข้าใจว่านางต้องการเวลาในการสงบ จิตใจ อาจใช้เวลาครึ่งปีหรือเป็นปีถึงจะสามารถเดิน ออกมาจากความเจ็บปวดได้ จากนั้นไม่นานเนี่ยเทียนก็ย้อนกลับไปยังท้องฟูา กว้างใหญ่นอกอาณาจักรปุายจั้นอีกครั้ง ศพของชนต่างเผ่าและสัตว์โบราณที่เก็บสะสมมา ตลอดหลายปีล้วนถูกเผาผลาญจนสิ้นในเวลาสั้นๆ สายเลือดแห่งชีวิตของเขายังคงอยู่ในสภาวะจำศีล รอการแปรสภาพ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะเลื่อนสู่ระดับ แปดได้
ไม่มีต้นกำเนิดของเลือดเนื้อที่เปี่ยมล้นมากพอ เขา จึงเริ่มหันมาชุบหลอมมหาสมุทรวิญญาณจุด ตันเถียนต่ออีกครั้ง บุปผาเก้าดารา ต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์และเมล็ดพันธ์ เปลวเพลิงช่วยเขาดึงพลังงานต่างธาตุจากทาง ช้างเผือกมาผสานในโอสถวิญญาณ ส่วนที่เป็นผลึก ใสในโอสถวิญญาณจึงค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น มีวัตถุประหลาดสามชิ้นนี้อยู่ เขาก็พบว่าเขาไม่ จำเป็นต้องพึ่งพาวัตถุดิบวิเศษและหินวิเศษเท่าไหร่ แล้ว ครึ่งเดือนต่อมา จู่ๆ เหยียนจั้นก็มาหาและนำข่าว ใหม่ล่าสุดมาบอกแก่เขา เผยฉีฉีทำลายประตูข้ามอาณาจักรที่เชื่อมโยงไปยัง อาณาจักรของเผ่าภูตผีปีศาจที่ทะเลสีครามเจ็ด ดวงดาวของดินแดนปราการดวงดาวได้สำเร็จ
จากการวิเคราะห์ของพวกเขา พวกภูตผีปีศาจที่ รุกรานเข้ามาได้หวนกลับคืนไปยังอาณาจักรปีศาจ อย่างเงียบเชียบแล้ว ทางฝุายของดินแดนปราการดวงดาว ระดับความ เสียหายและการบาดเจ็บล้มตายของห้าสำนักสาม ตระกูลไม่เท่ากัน ซึ่งสำนักฟูากลมยังคงเสียหายมาก ที่สุด ฝุายอื่นๆ ที่เนื่องจากมีแดนเอตทัคคะอย่างเห ยียนจั้น เซี่ยเชียนและจิ่งเฟยหยางไปช่วยดับไฟ สงครามได้ทัน บวกกับที่เปูาหมายที่แท้จริงของมหา ราชาภูตผีปีศาจทั้งหกท่านเป็นเพียงแค่ต้องการสร้าง ความวุ่นวายในดินแดนปราการดวงดาว เพื่อให้ข่าตี๋ ลงมือได้สำเร็จเท่านั้น ดังนั้นหากมหาราชาภูตผี ปีศาจทั้งหกท่านพบร่องรอยของแดนเอตทัคคะก็จะ หลบหนีไปอย่างทันท่วงที นี่จึงเป็นเหตุให้กลุ่มอิทธิพลและสำนักที่อยู่ใน
ดินแดนปราการดวงดาวเสียหายในขอบเขตที่ สามารถยอมรับได้ “หลังจากที่ทำลายประตูข้ามอาณาจักรบานนั้น คุณหนูเผยก็กลับไปที่ลัทธิจิตตวิสุทธิ์แล้ว” เห ยียนจั้นกล่าวขึ้นอีก “เมื่อได้หัวของงูหลามหัวนั้นไป ก็ถือว่ามีประโยชน์มหาศาลต่อคุณหนูเผย การที่นาง ร่วมกับพวกเราไปโจมตีสามอาณาจักรปีศาจ ทำลาย ประตูข้ามอาณาจักรบานแล้วบานเล่า อันที่จริงนาง ก็ได้ผลเก็บเกี่ยวเยอะมากเช่นกัน เมื่อกลับไปยังลัทธิ จิตตวิสุทธิ์ เกรงว่าขอบเขตและสายเลือดของนางคง มีการฝุาทะลุไปอีกครั้งหนึ่งแล้ว” เนี่ยเทียนรู้สึกตะลึงระคนยินดี เผยฉีฉีคือเขตว่างเปล่าช่วงท้าย สายเลือดห้วงมิติ ของนางก็น่าจะเป็นระดับเจ็ดเช่นเดียวกับเขา เมื่อเลื่อนไปอีกขั้น นางก็จะเป็นแดนว่างเปล่าและ สายเลือดระดับแปด หากเผยฉีฉีข้ามด่านสำคัญสองด่านนี้ไปได้สำเร็จ
ได้รับการสืบทอดจากเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ อีกทั้งยัง ครอบครองสมบัติล้ำค่าห้วงมิติ เผยฉีฉีจะต้องส่อง แสงเจิดจรัสและเกรงว่าคงมีความสามารถที่จะต่อสู้ กับมหาราชาของชนต่างเผ่าได้เลย “สงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ที่มหาสมุทรดาวมอดดับก็ เริ่มยุติลงแล้ว” เหยียนจั้นนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเหมือนพึมพำ อยู่กับตัวเอง “สงครามระหว่างเผ่าพันธ์ที่ไม่ว่าจะ เป็นเผ่ามนุษย์เราหรือชนต่างเผ่าก็ล้วนสูญเสียกัน ทั้งนั้น คราวก่อนต้าจุนทั้งสี่ท่านของภูตผีปีศาจ ปรากฏตัวกันครบหมดทุกคน แม้จะสร้างความ เสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับพวกเรา แต่ว่าต้าจุน ทั้งสี่ท่านเองก็ได้รับบาดเจ็บในระดับที่ต่างกัน ออกไป” “ระดับต้าจุนที่เจอกับคู่ต่อสู้ซึ่งมีพลังเท่าเทียมกัน
หลังสงครามสิ้นสุดก็จำเป็นต้องใช้เวลาในการพักฟื้น เช่นกัน” “รองเจ้าตำหนักทั้งสองท่าน รวมไปถึงเจ้าลัทธิจิตต วิสุทธิ์ก็เป็นเช่นเดียวกัน แล้วก็ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ แข็งแกร่งที่สุดซึ่งก้าวเข้ามาในดินแดนปราการ ดวงดาวจึงมีแค่ข่าตี๋เท่านั้น” “ในพื้นที่ของบุตรแห่งดวงดาวคนอื่นๆ ก็มีมหาราชา ปรากฏตัวเหมือนที่นี่เช่นกัน” “แต่มหาราชาเหล่านั้นยังแข็งแกร่งไม่เท่าข่าตี๋ อีก อย่างบุตรแห่งดวงดาวเหล่านั้นก็ไม่สามารถสังหาร มหาราชาพวกนั้นได้ ทว่าดินแดนดาวตกของเจ้า กลับมีมหาราชาสองท่านที่ตายไป ข่าตี๋และข่ายตี้ ต่างก็เป็นบุคคลที่สังหารได้ยากทั้งสิ้น” “การตายของพวกเขา ข้าจะรายงานให้ทางสำนัก ทราบ เพื่อที่จะคิดเป็นค่าคุณความดีให้แก่เจ้า
โดยเฉพาะข่าตี๋ เขาเป็นมหาราชาภูตผีปีศาจที่อยู่ใน อันดับต้นๆ การตายของเขาจะนำค่าคุณความดีที่ มหาศาลมาให้แก่เจ้า” เนี่ยเทียนตะลึงงัน “ข่าตี๋ไม่ได้ถูกเฟิงเปุยหลัวสังหาร หรอกหรือ?” “ไม่ว่าใครจะเป็นคนสังหาร จะอย่างไรซะเขาก็มาตา ยอยู่ในดินแดนที่เป็นของเจ้า จึงมองเป็นคุณ ความชอบของเจ้า” เหยียนจั้นกล่าวอย่างเป็น ธรรมชาติ ทำท่าเหมือนคนที่คิดทุกอย่างเพื่อเนี่ย เทียน หยุดชะงักไปไม่กี่วินาที เขาก็พูดอีกว่า “ผู้อาวุโสที่ ตายไปจะทำให้มีตำแหน่งว่างเกิดขึ้น เจ้าสามารถ ปรึกษากับผู้อาวุโสใหญ่โม่เหิงดูได้ ดูสิว่ามีคนที่ เหมาะสมที่จะแนะนำหรือไม่ ข้าจะยืนอยู่ทางฝั่งของ เจ้าและผู้อาวุโสใหญ่ คนที่พวกเจ้าเลือก ข้าก็จะ
เลือกด้วยเช่นกัน” ดวงตาของเนี่ยเทียนฉายความประหลาดใจ ท่าทีของเหยียนจั้นบอกเป็นนัยให้เขารู้อย่างชัดเจน เห็นได้ชัดว่าอีกฝุายลงเดิมพันข้างเขาแล้ว! การเปลี่ยนแปลงนี้มาจากการที่เขาใช้ท่อนกระดูก ของสัตว์ยักษ์มวลดาราสังหารข่ายตี้ “วันหน้าที่ตัดสินเลือกนายแห่งดวงดาว ผู้อาวุโส ล้วนมีคะแนนการเลือกอยู่ในมือ” เหยียนจั้นเอ่ย เตือน “ยิ่งมีผู้อาวุโสที่เข้าข้างเจ้ามากเท่าไหร่ วัน หน้ายามที่เจ้าช่วงชิงตำแหน่งนายแห่งดวงดาวก็ยิ่ง ราบรื่นมากเท่านั้น” กล่าวมาถึงขั้นนี้ เนี่ยเทียนจะไม่เข้าใจความหมาย ของเหยียนจั้นได้อย่างไร? เขารีบเอ่ยขอบคุณอีกฝุายทันที สิ่งที่ควรพูดก็ล้วนพูดไปหมดแล้ว เหยียนจั้นกล่าว
อะไรอีกพักหนึ่งก็บอกลาจากไป หลังจากนั้นเนี่ยเทียนก็ยังคงอยู่ในท้องฟูานอก อาณาจักรปุายจั้นเพื่อตั้งใจฝึกตนเช่นเดิม เขาได้รับข่าวมาอย่างต่อเนื่อง จึงรู้ว่าสงคราม ระหว่างสี่สำนักเก่าแก่กับชนต่างเผ่าที่มหาสมุทรดาว มอดดับเริ่มหยุดนิ่งลงแล้วจริงๆ มีเพียงผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์ส่วนน้อยเท่านั้นที่ยัง ปักหลักอยู่ในมหาสมุทรดาวมอดดับและมีความ ขัดแย้งในขอบเขตเล็กๆ กับชนต่างเผ่า เวลาราวกระสวยที่พุ่งผ่าน พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปเกินครึ่งปีแล้ว ครึ่งปีมานี้เนี่ยเทียนได้ข่าวสองอย่างที่ทำให้เขารู้สึก ฮึกเหิม ข่าวแรกก็คือบุตรวิญญาณโลหิตผู้สืบทอด ของสำนักวิญญาณโลหิตเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะช่วง ท้ายได้สำเร็จบนหินอุกกาบาตของดินแดนผนึกฟูา!
ข่าวนี้ส่งมาจากทางฝุายของสำนักโลหิต จากข่าวที่บุตรวิญญาณโลหิตส่งมาให้ เนี่ยเทียนรู้ว่า ก่อนหน้านี้ที่เขายังไม่ฝุาทะลุขอบเขตเสียที นอกจากเป็นเพราะไม่สามารถบรรลุความลี้ลับของ เวทลับอย่างหนึ่งจากสำนักวิญญาณโลหิตได้แล้ว ยัง เป็นเพราะปมทางใจเรื่องที่อายุขัยไม่เพียงพอด้วย! ยิ่งกังวลเรื่องอายุขัยไม่มากเท่าไหร่ บุตรวิญญาณ โลหิตก็ยิ่งร้อนรนจนใจ นี่จึงเป็นเหตุให้ในใจเขาเกิด เงามืด หลังจากที่เนี่ยเทียนกรอกเทแก่นเลือดมาต่ออายุขัย ให้แก่เขา เขามีอายุขัยมากพอ ปมในใจก็พลันคลาย ออก ในที่สุดก็สามารถทำความเข้าใจกับเวทลับของ สำนักวิญญาณโลหิตได้โดยที่ไม่มีความกังวล บุตรวิญญาณโลหิตจึงเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะช่วงท้าย ได้อย่างราบรื่น
แม้ว่าจะเป็นสำนักนอกรีตที่ไม่ได้รับการยอมรับจาก สี่สำนักใหญ่ ทว่าบุตรวิญญาณโลหิตกลับมีใจอยาก พึ่งพาเขา การฝุาทะลุของบุตรวิญญาณโลหิตจึงทำ ให้ในที่สุดเนี่ยเทียนก็มีผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะ ช่วงท้ายที่เชื่อฟังคำสั่งจากเขาอย่างแท้จริง ซึ่งนี่ไม่เหมือนกับเซี่ยเชียน ข่าวที่สองที่ทำให้เนี่ยเทียนตกตะลึงก็คือการฝุาทะลุ ขอบเขตของจ้าวซานหลิง หลังจากที่กลับมาจากสามอาณาจักรปีศาจ จ้าว ซานหลิงก็หายเข้ากลีบเมฆไปเลย ซึ่งแท้จริงแล้วเขา ไปที่พื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวนอีกครั้ง ทั้งยังเลื่อนสู่แดน ว่างเปล่าช่วงท้ายได้สำเร็จ! ใครก็คาดไม่ถึงว่าพอจ้าวซานหลิงคนนี้เดินออกไป จากดินแดนดาวตกจะสามารถโดดเด่นขึ้นมาโดย การฝุาทะลุขอบเขตติดต่อกัน
การเลื่อนขั้นจากเขตวิญญาณสู่แดนว่างเปล่า แดน ว่างเปล่าช่วงต้นสู่ช่วงท้ายสามขั้นตอนนี้ เขาใช้เวลา สั้นมาก ต่อให้เป็นในสี่สำนักเก่าแก่ก็ยังหาคนที่มี พรสวรรค์อย่างเขาได้ยากยิ่ง จ้าวซานหลิงที่เป็นแดนว่างเปล่าช่วงท้าย บางทีอาจ ไม่นับเป็นอะไรในสายตาของเนี่ยเทียนเวลานี้ แต่ทว่าเขามองเห็นความสามารถแฝงอันไร้ที่สิ้นสุด จากในตัวของจ้าวซานหลิง “คนผู้นี้เดินไปบนคมดาบอันตราย ทั้งถูกต้องแต่ก็ ทั้งนอกรีต ตัดขาดความรักฉันท์ญาติมิตร เดิมทีนึก ว่าเขาจะถูกกักตัวอยู่แค่ในดินแดนดาวตกเท่านั้น คาดไม่ถึงว่าจะกลายเป็นอย่างตอนนี้ได้ เขากล้า ปฏิเสธความปรารถนาดีจากเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ เลือกจะอยู่อย่างโดดเดี่ยว สมแล้วกับที่เป็นบุคคล อันดับหนึ่ง บุคคลแบบนี้เกรงว่าในสี่สำนักเก่าแก่คง
หาเจอแค่ไม่กี่คน” เนี่ยเทียนถอนหายใจอย่างปลง อนิจจัง มีข่าวดีอย่างใหม่ทยอยมาถึงติดต่อกันเรื่อยๆ แต่เนื่องจากภูตผีปีศาจถอนทัพกลับไป ประตูข้าม อาณาจักรถูกทำลาย ทำให้กลุ่มอิทธิพลและผู้ แข็งแกร่งต่างๆ ที่อยู่ในสามดินแดนในนามของเขา เลือกที่จะปิดด่าน ทรัพยากรมหาศาลที่ได้มาจากอาณาจักรกิ้งก่า แผ่นดินลอยตัว และสามอาณาจักรปีศาจล้วนถูกคน เหล่านั้นนำมาใช้กับตัวเอง ผู้ฝึกลมปราณหลายคนที่ขอบเขตหยุดชะงักมานาน พากันฝุาทะลุขอบเขต ทุกๆ ระยะเวลาไม่กี่วัน จะต้องมีข่าวดีส่งมาทำให้เนี่ยเทียนรู้สึกตื่นตะลึงอยู่ เรื่อยๆ เป็นครั้งแรกที่เขาสัมผัสได้ว่ารากฐานของลูกน้องเขา
กำลังแข็งแกร่งขึ้นทุกขณะ! “ฟิ้ว!” หลังจากผ่านไปอีกหลายวัน จ้าวซานหลิงก็มาหาเขา เพียงลำพัง “ช่วยแนะนำอาจารย์หลอมโอสถของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวที่เจ้าเคยพูดถึงให้ข้าหน่อย หรือไม่ก็ให้เขาหลอมยาทำลายปราการให้ข้า โดยตรงเลย ข้าจะนำวัตถุดิบทั้งหมดที่จำเป็นต้องใช้ มาให้และจ่ายค่าตอบแทนที่มากพอให้กับเขาเอง” จ้าวซานหลิงมาถึงก็บอกจุดประสงค์อย่าง ตรงไปตรงมา “ข้าเลื่อนสู่แดนว่างเปล่าช่วงท้ายแล้ว ก้าวต่อไปก็คือเตรียมตัวฝุาสู่แดนเอตทัคคะ ยา ทำลายปราการคือวัตถุที่จำเป็นสำหรับข้า” เขาไปไหนมาไหนเพียงลำพังจนเคยชินเสียแล้ว จึง ไม่รู้จักอาจารย์หลอมโอสถที่สามารถหลอมยา
ทำลายปราการออกมาได้ ก่อนหน้านี้ตอนที่ได้ยิน เนี่ยเทียนพูดถึงเรื่องนี้จึงแอบจดจำไว้ขึ้นใจ หากคิดจะฝุาทะลุขอบเขตให้สำเร็จ เขาจำเป็นต้อง เตรียมสิ่งของเยอะมาก ซึ่งยาทำลายปราการก็คือ หนึ่งในนั้น “คนผู้นั้นอยู่ที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เจ้าจง เตรียมวัตถุดิบทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับการหลอมยา ทำลายปราการให้ครบ ข้าจะส่งให้คนนำไปมอบ ให้แก่เขา เขาย่อมต้องยินดีที่จะช่วยแน่นอน” เนี่ย เทียนตอบรับอย่างรวดเร็ว “ยังมีเรื่องอื่นอีกไหม?” “ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า” จ้าว ซานหลิงลังเลไปครู่ ก่อนเอ่ยว่า “ตอนที่ข้าเลื่อนสู่ แดนว่างเปล่าช่วงท้ายในพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน ได้พบ กับสถานที่มหัศจรรย์แห่งหนึ่ง ข้าสงสัยว่ามันน่าจะ เกี่ยวข้องกับปริศนาการหายไปของซวีเฉิง เจ้าช่วย
ข้าบอกนังหนูเผยหน่อยว่าหากนางไม่มีอะไรทำ ข้าก็ ยินดีไปเป็นเพื่อนนาง” เนี่ยเทียนตะลึงอย่างหนัก “ว่าไงนะ? ปริศนาการ หายไปของซวีเฉิงเกี่ยวข้องกับพื้นที่มหัศจรรย์บาง แห่งในพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน?” เผยฉีฉีติดใจกับเรื่องที่ว่าซวีเฉิงหายไปไหน และพ่อ แม่ของนางไปอยู่ที่ไหนตลอดมา นางแอบตามหา อย่างลับๆ มาหลายปี อีกทั้งยังเคยใช้กำลังของลัทธิ จิตตวิสุทธิ์ แต่ก็ไม่ได้ผลเก็บเกี่ยวใดๆ ช่วงก่อนหน้านี้ที่นางไปอยู่เทือกเขาฮว้านคงก็คอย สำรวจไปทั่วรอยแยกห้วงมิติ แต่กระนั้นก็ไม่พบ เบาะแสอะไรสักอย่าง กลับเป็นจ้าซานหลิงที่ดันไปพบพื้นที่มหัศจรรย์แห่ง หนึ่งในพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน ซึ่งอาจมีความเกี่ยวข้อง กับการหายไปของซวีเฉิง นี่ทำให้เนี่ยเทียนรู้สึก แปลกใจอย่างถึงที่สุด “ตกลง! ข้าจะส่งข้อความไปหาศิษย์พี่หญิงเผย”
เนี่ยเทียนตอบรับฉับไว “แต่ว่า ช่วงนี้นางอาจมา ไม่ได้ ข้าได้ข่าวมาว่านางกำลังลงมือเลื่อนขอบเขต และเลื่อนระดับทางสายเลือดใหม่” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1107 โม่เหิงที่ฝ่าด่าน
ฟูาดินของเผ่ามนุษย์กลับคืนสู่ในสภาวะสงบสุขได้ ชั่วขณะ ไม่ว่าจะชนต่างเผ่าหรือพวกสำนักมารนอกรีตต่างก็ เก็บตัวสงบเสงี่ยม ไม่มีใครมาปรากฏตัวในฟูาดิน ของเผ่ามนุษย์สักเท่าใดนัก สงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ ทั้งสองฝุายต่างก็สูญเสีย กันอย่างหนัก ไม่ว่าใครก็แบกรับผลของความ เสียหายไม่ไหว และทางฝุายของมหาสมุทรดาวมอดดับ เผ่ามนุษย์ เองก็ไม่ได้รวบรวมกำลังพลไปโจมตีชนต่างเผ่าต่อ ฝุายในของเผ่ามนุษย์คือปัญหาที่ยากจะแก้ไขมา ตั้งแต่สมัยโบราณ หากไม่มีแรงกดดันจากโลก ภายนอกก็ง่ายที่พวกเขาจะหันมาแว้งกัดกันเอง
เมื่อไม่มีภัยคุกคามจากชนต่างเผ่า ไม่มีความวุ่นวาย ที่เกิดจากฝีมือของสำนักมาร ยามที่สี่สำนักเก่าแก่ บุกเบิกโลกใบใหม่ก็มักจะมีปัญหาขัดแย้งกันเอง เกิดขึ้นเสมอ ก่อนหน้านี้ศักยภาพของสี่สำนักเท่าเทียมกันจึง สามารถคลี่คลายปัญหาได้อย่างทัดเทียม ความ ขัดแย้งจึงไม่รุนแรงเท่าไหร่นัก ทว่าเนื่องจากเจ้าตำหนักของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวเงียบหายไปนานโดยที่ไม่ส่งข่าวคราว กลับมา ซ้ำรองเจ้าตำหนักสองท่านอย่างฉู่รุ่ยและ หลัวว่านเซี่ยงยังถูกภูตผีปีศาจทำร้ายจนบาดเจ็บ สาหัส บวกกับการตายของผู้อาวุโสและบุตรแห่ง ดวงดาว เป็นเหตุให้รากฐานของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวไม่มั่นคงมากพออย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าคนของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจะร่วมมือ กับอีกสามสำนักที่เหลือบุกเบิกโลกใบใหม่ก็ดี หรือ
เจอกันโดยบังเอิญก็ช่าง ยามนี้พวกเขาต่างก็เริ่มถูก คนดูหมิ่น และเริ่มถูกข่ม ชื่อเสียงอันน่าเกรงขามที่พระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวสร้างมาหลายปี เริ่มเปลี่ยนมาเป็นไม่มั่นคง เพราะความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรดาวมอด ดับ แม้แต่พวกตระกูลและกลุ่มอิทธิพลบางส่วนที่ให้การ พึ่งพาพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก็ยังเริ่มมีเสียง แห่งความไม่ปรองดองส่งผ่านมา ผู้พึ่งพามากมายต่างก็คิดว่าพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวมีศักยภาพไม่เหมือนเมื่อก่อนและมีแนวโน้มว่า จะถูกเตะออกจากสี่สำนักเก่าแก่ อีกทั้งตระกูลและกลุ่มอิทธิพลบางส่วนที่คิดว่าตัวเอง แข็งแกร่งมากพอยังเผยท่าทีว่าจะตีตัวออกห่างจาก พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ย้ายไปเข้าพวกกับ
สำนักห้าธาตุ หอทอดฟูาหรือลัทธิจิตตวิสุทธิ์แทน รองเจ้าตำหนักสองคนอย่างฉู่รุ่ย หลัวว่านเซี่ยงที่พอ กลับมาจากมหาสมุทรดาวมอดดับก็ปุาวประกาศว่า จะปิดด่านเพื่อฟื้นฟูพลังการต่อสู้ให้ได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งแม้แต่ฝุายในของสำนักก็ยังไม่สามารถยื่นมือเข้า แทรกได้ เว่ยไหลที่ได้รับข่าวมาจากแต่ละฝุายรู้สึกร้อนใจราว มีไฟลน สีหน้าของเขาหนักอึ้งอยู่ตลอดทั้งวัน ผ่านไปได้อีกครึ่งปี ดินแดนดวงดาวในครอบครอง ของฟางเจ๋อบุตรแห่งดวงดาวคนที่สองที่ตายไปก็มี สองตระกูลที่ปุาวประกาศว่าจะถอนตัวจากการเป็น ผู้พักพิงของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว และแอบ ติดต่อไปหาหอทอดฟูาอย่างลับๆ แม้แต่สองดินแดนดวงดาวสองแห่งของโหมวลั่วที่ยัง ไม่รู้ว่าใครจะได้ครอบครองก็ยังถูกหงหมิงเหย้าจาก
ลัทธิจิตตวิสุทธิ์หมายตา ดินแดนดวงดาวสองแห่งนั้นอยู่ติดกับที่ดินใน ครอบครองของหงหมิงเหย้า เขาจึงส่งคนในตระกูล หงให้ไปติดต่อหมายจะรับมาอยู่ในการครอบครอง หากเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ไม่ออกหน้า เกรงว่ามหา ราชาสี่ท่านของเผ่าภูตผีปีศาจคงสังหารหลัวว่าน เซี่ยงและฉู่รุ่ยได้ที่มหาสมุทรดาวมอดดับไปแล้ว ดูจากจุดนี้ยังถือว่าพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวติด ค้างบุญคุณของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้เมื่อหงหมิงเหย้าแสดงเจตจำนงว่าต้องการ ดินแดนดวงดาวของโหมวลั่ว เว่ยไหลจึงได้แต่รั้งรอ ไม่กล้าตัดสินใจ ข่าวมากมายที่ไม่เป็นผลดีต่อพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวทยอยแพร่สะพัดออกไปอย่างต่อเนื่อง มีข่าวลือบอกว่านายแห่งดวงดาวของพระราชวัง
โบราณสะเก็ดดาวหายตัวไปในทางช้างเผือกอัน ลึกลับและห่างไกล ซึ่งบางทีอาจจะหาทางกลับคืน มาไม่ได้อีก หรืออาจถึงขั้นตายไปแล้วก็เป็นได้ ข่าวลือนี้ทำให้ชื่อเสียงอันน่าเกรงขามของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวยิ่งลดฮวบลงมา แดนเทพเจ้าของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวไม่ได้มี มากสุดในบรรดาสี่สำนักเก่าแก่ แต่การที่พระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวสามารถรักษาตำแหน่งฐานะที่ สูงส่งเอาไว้ได้ก็เพราะนายแห่งดวงดาว นายแห่งดวงดาวทุกคนคือผู้ที่โดดเด่นที่สุดเมื่อผ่าน การคัดกรองมาจากบุตรแห่งดวงดาวมากมาย หลายครั้งนายแห่งดวงดาวมักจะเป็นแดนเทพเจ้าที่ แข็งแกร่งที่สุดของเผ่ามนุษย์ จี้ชางนายแห่งดวงดาวรุ่นนี้ก็ล้วนได้รับการยอมรับ จากเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ เจ้าหอทอดฟูาและเจ้าสำนัก
ห้าธาตุว่าคือบุคคลที่แข็งแกร่งมากที่สุด เดิมทีจี้ชางก็คือบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่า มนุษย์! นี่ต่างหากถึงจะเป็นสาเหตุที่ว่าแม้แดนเทพเจ้าของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวมีไม่มากพอ แต่ก็ยังยืน หยัดอยู่ในสี่สำนักเก่าแก่ ทำให้คนเคารพเหวาดเกรง ได้ ทว่าวันนี้จี้ชางแห่งพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวกลับ ถูกคนลือกกันว่าตายไปแล้วอย่างนั้นหรือ? เกิดเรื่องไม่คาดฝันกับบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เป็นเหตุให้ชื่อเสียงอัน เลื่องลือของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวดิ่งฮวบลง เหว พริบตาเดียวก็ตกเป็นรองของอีกสามฝุาย ไม่ว่าจะเป็นฉู่รุ่ยหรือหลัวว่านเซี่ยงก็ล้วนยากที่จะ เปรียบเทียบกับจี้ชางได้ เพราะพวกเขาต่างก็ยังไม่
เลื่อนสู่แดนว่างเปล่าช่วงท้าย แล้วนับประสาอะไรกับที่รองเจ้าตำหนักทั้งสองท่าน ยังบาดเจ็บสาหัสด้วยฝีมือของต้าจุนสี่ท่านภูตผี ปีศาจ แม้แต่กิจภายในสำนักก็ยังไม่เหลือกำลังพอให้ ยื่นมือเข้าจัดการ ไม่เพียงแต่สามสำนักเก่าแก่ แม้แต่ผู้พึ่งพาก็ยังเกิด ความคิดตีตัวออกห่าง ไม่ยินดีที่จะถูกผูกติดกับ ต้นไม้ใหญ่อย่างพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอีก ต่อไป แต่คิดจะหาที่พึ่งอื่นแทน เผชิญหน้ากับปัญหาที่ได้รับมือได้ยากถึงเพียงนี้ เว่ยไหลอับจนหนทาง ได้แต่ฝากความหวังให้กับการ กลับมาของเจ้าตำหนัก น่าเสียดายที่เจ้าตำหนักไม่กลับมาเสียที ทางช้างเผือกนอกอาณาจักรปุายจั้น เยว่เหยียนสี่จากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ปรากฏตัวด้วย
ใบหน้านิ่วคิ้วขมวด พอเห็นเนี่ยเทียนก็ระบายทุกข์ ให้เขาฟังทันที “ช่วงที่ผ่านมานี้เวลาที่พวกเรา แลกเปลี่ยนกับฝุายอื่นเจอปัญหานิดหน่อย” เนี่ยเทียนหยุดการฝึกตน หันมามองเขาอย่างแปลก ใจ “ปัญหาอะไร?” เยว่เหยียนสี่เล่าเรื่องที่ทำให้เขาหงุดหงิดออกมารวด เดียว เขาเลื่อนสู่แดนว่างเปล่าช่วงท้ายตั้งแต่เมื่อหลายปี ก่อนแล้ว เนื่องจากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์แสดงท่าทีก่อน ใครว่ายืนกรานสวามิภักดิ์ต่อเนี่ยเทียน สำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาจึงได้รับวัตถุดิบวิเศษมากมาย มาจากอาณาจักรเผ่ากิ้งก่า แผ่นดินลอยตัวและสาม อาณาจักรปีศาจ เขาและคนส่วนหนึ่งของดินแดนปราการดวงดาว อย่างโต้วเถิงซาน ประมุขตระกูลเจี่ยน ตระกูลกวาน
และตระกูลฉู่ต่างก็เตรียมตัวที่จะฝุาสู่แดนเอตทัคคะ กันแล้ว การฝุาสู่แดนเอตทัคคะเต็มไปด้วยความอันตราย นานัปการ วัตถุดิบวิเศษที่พิเศษหลายอย่าง จำเป็นต้องมีการเตรียมารเอาไว้ก่อน ของวิเศษแบบนี้หลายอย่างไม่มีอยู่ในพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว กลับเป็นในสำนักห้าธตุ หอทอด ฟูาและลัทธิจิตตวิสุทธิ์ที่จะมีอยู่บ้างบางส่วน และ ขณะที่พวกเขาเตรียมจะทำการแลกเปลี่ยนกับสาม ฝุายนั้น นอกจากสำนักห้าธาตุแล้ว หอทอดฟูาและ ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ต่างก็ฉวยโอกาสรีดไถสิ่งของจากมือ ของพวกเขาไปมากเกินความจำเป็น ก่อนหน้านี้พวกเขาก็เคยทำการแลกเปลี่ยนกันอย่าง ลับๆ ซึ่งราคาก็เป็นไปอย่างยุติธรรม แต่นี่จู่ๆ หอทอดฟูาและลัทธิจิตตวิสุทธิ์กลับรีดไถ
ทรัพย์สินจากพวกเขามากกว่าเดิมเกือบหนึ่งเท่าตัว นี่จึงทำให้พวกเขาลำบากใจกันอย่างมาก “เรื่องนี้…” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว “อาจเป็นเพราะว่า ศักยภาพของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวไม่มาก เท่าในอดีต ทั้งสองฝุายถึงได้จงใจสร้างความลำบาก ใจให้พวกเรา แล้วทางฝุายของสำนักห้าธาตุล่ะ? จะ สามาถรวบรวมสิ่งของที่พวกเจ้าต้องการมาจาก สำนักห้าธาตุแทนได้หรือไม่?” “วัตถุดิบวิเศษที่ข้าต้องการ เมื่อไปหาเทพธิดาโหลว หงแยนแห่งสำนักไฟของสำนักห้าธาตุถือว่าได้ราคา ที่ค่อนข้างยุติธรรม แล้วก็ทำการแลกเปลี่ยนกัน สำเร็จแล้วด้วย” เยว่เหยียนสี่ยิ้มเจื่อน “คนอื่นๆ มี ของจำเป็นบางอย่างที่ได้แต่ไปแลกจากหอทอดฟูา และลัทธิจิตตวิสุทธิ์เท่านั้น หลังจากคุณหนูเผย กลับไปถึงลัทธิจิตตวิสุทธิ์ก็ไม่เคยได้ข่าวของนางอีก
เลย ดูเหมือนว่านางจะกำลังฝุาขอบเขตจึงไม่ สามารถมาช่วยพูดให้พวกเราได้” เนี่ยเทียนเองก็เริ่มปวดหัวบ้างเหมือนกัน ตอนที่เหยียนจั้นมาหาก็เคยเล่าให้เขาฟังถึงข่าว มากมายที่ไม่เป็นผลดีต่อสำนักแล้วเหมือนกัน เขาเองก็รู้ดีว่าสถานการณ์ในสำนักตอนนี้ไม่ดีเอา มากๆ ขนาดเว่ยไหลยังร้อนรนกระวนกระวาย ไม่รู้ว่าควร จะจัดการปัญหาอย่างไร เขาจึงเอ่ยปลอบใจเยว่เหยียนสี่ บอกกับเขาว่าอย่า เพิ่งร้อนใจ ดูสถานการณ์ไปเงียบๆ ก่อนค่อยว่ากัน หลังจากที่เยว่เหยียนสี่จากไป เนี่ยเทียนก็หรี่ตาขบ คิดด้วยความหงุดหงิดใจ ผ่านไปได้อีกไม่กี่วัน “ฟิ้วๆๆ!”
เว่ยไหล เหยียนจั้นมาเยือนทางช้างเผือกนอก อาณาจักรปุายจั้นกะทันหัน เนี่ยเทียนตัวสั่นเยือก มองผู้อาวุโสสองท่านที่หน้าตา เคร่งเครียดก็พลันตระหนักได้ว่ามีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น แล้ว “เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?” เนี่ยเทียนเอ่ยเสียงหนัก “เมื่อครู่นี้ผู้อาวุโสใหญ่เพิ่งเข้าไปยังมหาสมุทรดาว มอดดับแล้วเปิดฉากสังหารมหาราชาภูตผีปีศาจที่ ปักหลักอยู่แถบนั้นติดต่อกันถึงสามท่าน!” เห ยียนจั้นสูดลมหายใจเข้าลึก คำรามเบาๆ “ซื่อเซวี่ย ต้าจุนของเผ่าภูตผีปีศาจรู้เรื่องนี้เข้าก็รีบเดินทางมา ที่มหาสมุทรดาวมอดดับทันที!” เนี่ยเทียนตะลึงพรึงเพริด “ผู้อาวุโสใหญ่จะจุดไฟ สงครามขึ้นมาอีกครั้งอย่างนั้นหรือ? นี่ นี่เรื่องเพิ่งจะ สงบลงไปเอง จะเริ่มกันอีกแล้วหรือ?”
เว่ยไหลมีสีหน้าแปลกประหลาด “ซื่อเซวี่ยต้าจุนที่ สายเลือดระดับสิบขั้นกลางต้านทานไม่ได้ถึงครึ่งวัน ก็เผ่นหนีออกจากมหาสมุทรดาวมอดดับกลับไปยัง อาณาจักรปีศาจแล้ว!” “ห๊า!” เนี่ยเทียนร้องอุทานเสียงแปร่ง “ท่านจะบอก ว่าผู้อาวุโสใหญ่โม่เหิงทำร้ายให้ซื่อเซวี่ยต้าจุน บาดเจ็บสาหัส? บีบให้เขาต้องหนีกลับไปงั้นหรือ?” เว่ยไหลพยักหน้ารับ แต่ในใจพยายามข่มกลั้นความ ตื่นเต้นไว้เต็มที่ “ผู้อาวุโสใหญ่ฝุาทะลุขอบเขตได้ สำเร็จ เลื่อนสู่แดนเทพเจ้าช่วงกลางแล้ว!” เหยียนจั้นเองก็ตะโกนขึ้นมาว่า “คาดไม่ถึงเลยว่าผู้ อาวุโสใหญ่จะมากพรสวรรค์ถึงเพียงนี้! เพิ่งจะเลื่อน สู่แดนเทพเจ้าช่วงกลางก็บุกไปยังมหาสมุทรดาว มอดดับ โจมตีให้ซื่อเซวี่ยต้าจุนพ่ายแพ้ได้! นี่คือข่าว ดีที่สร้างความฮึกเหิมให้แก่สำนัก! เพียงแต่ว่า…”
“เพียงแต่อะไร?” เนี่ยเทียนไม่เข้าใจ “ผู้อาวุโสที่อยู่ในมหาสมุทรดาวมอดดับได้ปุาว ประกาศออกไปว่าต้องการท้ารบกับประมุขแห่งเผ่า ภูตผีปีศาจอย่างหยวนหมอต้าจุนที่แข็งแกร่งที่สุด!” ดวงตาของเหยียนจั้นเต็มไปด้วยความตกตะลึง “โจมตีให้ซื่อเซวี่ยต้าจุนพ่ายแพ้ก็ทำให้พวกเรา แปลกใจได้มากพออยู่แล้ว เดิมทีนึกว่าเขาจะหยุด เมื่อเห็นสมควร แต่ใครจะไปนึกว่าเขากลับท้ารบ หยวนหมอต้าจุนทันทีทันใดแบบนี้!” “ผู้อาวุโสใหญ่น่าจะเห็นว่าชื่อเสียงสำนักเริ่มย่ำแย่ จึงจำต้องลงมือทำเช่นนี้” เว่ยไหลถอนหายใจ “แต่เขาถึงขนาดลากเนี่ยเทียนไปด้วยแล้ว แถมยังไม่ ถามความเห็นของเนี่ยเทียนด้วย” เหยียนจั้นกล่าว อย่างร้อนใจ “ลากข้า? หมายความว่ายังไง?” เนี่ยเทียนไม่เข้าใจ
“ผู้อาวุโสใหญ่ปุาวประกาศไปแล้วว่า เขา ขอท้ารบ กับหยวนหมอต้าจุน” เว่ยไหลอธิบาย “และเขายัง จัดสมรภูมิรบอีกแห่งหนึ่งขึ้นมาเพื่อเป็นการอุ่น เครื่องก่อนที่สงครามระหว่างเขากับหยวนหมอต้า จุนจะเปิดฉาก คนที่มีบทบาทหลักของสงครามนั้นก็ คือเจ้า! เขาบอกเผ่าภูตผีปีศาจไปว่า ต้องการให้เผ่า ภูตผีปีศาจส่งสายเลือดระดับแปดคนใดก็ได้มาต่อสู้ กับเจ้า” “เดิมพันของพวกเราก็คือหินปีศาจดำมืดที่เจ้าเอา กลับมาจากอาณาจักรปีศาจแห่งที่หก!” เนี่ยเทียนตัวสั่นเยือก ไม่เพียงแต่ไม่กลัว เลือดร้อน ในกายยังระอุปะทุเดือด พลันหัวเราะร่าอย่างสะใจ “ผู้อาวุโสใหญ่เห็นคุณค่าในตัวข้าเนี่ยเทียนขนาดนี้ ข้าต้องไม่ทำให้เขาผิดหวังแน่นอน! ศึกนี้ ข้ารับ แล้ว!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1108 ใต้หล้าสั่นสะเทือน!
ตำหนักจิตวิสุทธิ์ ในตำหนักที่กว้างขวางมีรอยแยกห้วงมิติเล็กละเอียด หลายเส้นปริแตกตัดสลับกันพลางส่องประกายแสง ระยิบระยับ กระจกทองแดงบานมหึมาลอยอยู่กลางตำหนัก ท่ามกลางรอยแยกห้วงมิติมากมาย ปลายทางของรอยแยกห้วงมิติแต่ละเส้นเชื่อมโยงไป ยังด้านหลังของกระจกทองแดงคล้ายผสานรวมเป็น หนึ่งกับมัน กลางกระจกทองแดงมีภาพเหตุการณ์ที่แปร เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงดินแดน ดวงดาวแต่ละแห่ง หรือไม่ก็มหาสมุทรดวงดาวมอด ดับแต่ละแถบของฟ้าดินเผ่ามนุษย์
ซึ่งภาพของดินแดนปราการดวงดาวและดินแดนพง ฟ้าก็ปรากฏอยู่ในกระจกทองแดงเป็นระยะ ราวกับว่ากระจกบานนั้นสามารถลอดผ่านไปถึง ดินแดนดวงดาวแห่งใดหรือมหาสมุทรดวงดาวแห่ง ใดก็ได้! ในกระจกมีดินแดนอยู่มากมายนับล้านแห่ง “อู้!” จีหยวนฉวนรองเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์พลันมาโผล่อยู่ กลางตำหนักแล้วทอดสายตามองไปยังกระจก ทองแดงบานนั้น “กระจกมิติมายา…” จีหยวนฉวนเอ่ยขึ้นเบาๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความ เคารพนอบน้อม สีหน้าท่าทางก็เต็มไปด้วยความ ถ่อมตัวอย่างถึงที่สุด “อู้”
เงาร่างที่พร่าเลือนร่างหนึ่งเผยกายอยู่ในกระจกมิติ มายา คล้ายกำลังลอดทะลวงอยู่ตามห้วงมิติต่างๆ ไม่ได้มาถึงที่แห่งนี้อย่างแท้จริง และเหมือนจะอยู่ ห่างจากจีหยวนฉวนโดยมีห้วงมิติมากมายกางกั้น “เจ้าลัทธิ” จีหยวนฉวนโค้งตัวคำนับ “มีอะไรหรือ?” เสียงที่ทั้งอ่อนโยนและเสนาะหูพลัน ดังขึ้นมาจากในกระจกมิติมายา ชวีอี้เจ้าลัทธิจิตต วิสุทธิ์แบ่งจิตวิญญาณกลุ่มหนึ่งมาเยือน และมอง มายังจีหยวนฉวนด้วยสายตารอคอย “โม่เหิงแห่งพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเลื่อนสู่ แดนเทพเจ้าช่วงกลางได้สำเร็จ จึงไปสังหารมหา ราชาสามท่านของเผ่าภูตผีปีศาจ โจมตีให้ซื่อเซวี่ย ต้าจุนพ่ายแพ้ และพยายามจะท้ารบกับหยวน หมอต้าจุนที่แข็งแกร่งที่สุด” จีหยวนฉวนบอกข่าว ใหม่ล่าสุดให้ชวีอี้ฟังอย่างละเอียดโดยไม่คิดจะปิดบัง
เงาวิญญาณของชวีอี้ที่อยู่กลางกระจกมิติมายาพร่า เลือน มองไม่เห็นโฉมหน้าที่แท้จริง ทว่าคำพูดประโยคเดียวของชวีอี้กลับทำให้เงา วิญญาณของเขากระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง ผ่านไปครู่หนึ่ง ชวีอี้ถึงกล่าวว่า “เหตุใดโม่เหิงถึงได้ ใจร้อนขนาดนี้?” จีหยวนฉวนลังเลไปครู่ก็กล่าวว่า “โม่เหิงถูกบีบให้ จำต้องลงมือ เพราะชื่อเสียงของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวในช่วงที่ผ่านมาดิ่งลงเหว ดินแดนใน ครอบครองหลายแห่งต่างก็มีเสียงแห่งความไม่ ปรองดองส่งผ่านมา หลายฝ่ายที่พบเจอกับพวกเขา ต่างก็มีท่าทางดูแคลนพวกเขา” เขาเล่าสถานการณ์อันน่ากระอักกระอ่วนของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวให้อีกฝ่ายฟังอย่าง ละเอียด แม้แต่เรื่องที่หงหมิงฮุยต้องการครอบครอง
ดินแดนสองแห่งของโหมวลั่ว เขาก็ยังเล่าออกมา ตามตรง “เจ้าเด็กหมิงฮุยนั่นช่างโง่เขลายิ่งนัก” ชวีอี้ฟังจบก็ แค่นเสียงเบาๆ “เป็นความต้องการของเขาหรือของ บิดาเขา?” “ทั้งสองคนกระมัง” จีหยวนฉวนไม่แน่ใจ “เป็นเพราะได้รับคำอนุญาตจากพวกเจ้าหรือว่าเป็น การกระทำของตัวเขาเอง?” ชวีอี้ถามอีกครั้ง “ช่วงที่ผ่านมานี้ คนที่รับผิดชอบเรื่องในลัทธิไม่ใช่ข้า ข้าไม่รู้เรื่องด้วย” จีหยวนฉวนกล่าว “ไม่ใช่เจ้า ถ้าอย่างนั้นก็เป็นเสวียนกวางอวี่น่ะสิ?” ชวีอี้แค่นเสียง จีหยวนฉวนเงียบงัน “จี้ชางแห่งพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวแค่ขาดการ ติดต่อกับสำนักไปชั่วคราวเท่านั้น ใครกล้าพูดว่าเขา
ไปตายอยู่ข้างนอกกัน?” ชวีอี้พึมพำอยู่กับตัวเอง “เขาคือคนที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่ามนุษย์ แม้แต่ข้า ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา เมื่อใดก็ตามที่เขายังมีชีวิต อยู่ ฐานะของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวย่อมไม่มี ทางเปลี่ยนแปลงไป เหตุใดถึงได้มีคนฟังคำเล่าลือ ภายนอกแล้วเชื่อว่าเขาจะตายจริงๆ กันนะ?” “คนอย่างเขาจะตายง่ายๆ ได้อย่างไร? อย่าว่าแต่ยัง ไม่พบศพของเขาเลย ต่อให้เจอศพของเขา ข้าก็ยัง ไม่เชื่อว่าเขาจะตายไปแล้วจริงๆ เพราะเขาก็มีวิธีอื่น ที่จะใช้จิตวิญญาณหนีไปเกิดใหม่” ชวีอี้พึมพำ จีหยวนฉวนก้มหน้าไม่เอ่ยคำใด “โม่เหิง…” ชวีอี้พึมพำอยู่กับตัวเองอึกครั้ง “ศึก ระหว่างข้ากับหยวนหมอต้าจุนคราวนั้น เขาไม่ได้รับ บาดเจ็บ แค่เผาผลาญพลังไปไม่น้อยเท่านั้น โม่เหิง
เพิ่งจะฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าช่วงกลาง ด้วย ความสามารถของเขา การที่จะโจมตีให้ซื่อเซวี่ย ต้าจุนพ่ายแพ้ได้ข้าไม่แปลกใจ แต่การที่เขามาท้ารบ กับหยวนหมอต้าจุนที่แข็งแกร่งที่สุดทันทีทันใด เช่นนี้ช่างเป็นการกระทำที่บุ่มบ่ามและบ้าคลั่งยิ่ง นัก!” เห็นได้ชัดว่าเขาไม่คิดว่าโม่เหิงจะสู้กับหยวนหมอต้า จุนได้ “อีกเรื่องหนึ่ง” จีหยวนฉวนกล่าวอีก “โม่เหิง ประกาศออกไปแล้วว่าให้ทางเผ่าภูตผีปีศาจส่ง สายเลือดระดับแปดคนใดก็ได้มาต่อสู้กับเนี่ยเทียน บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด เพื่อเป็นการเปิดฉากก่อน ศึกระหว่างเขากับหยวนหมอต้าจุน ศึกนี้พระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวยังเพิ่มการเดิมพันอย่างอื่นเข้ามา ด้วย ซึ่งหินปีศาจดำมืดก็คือของเดิมพัน”
ชวีอี้ตกใจเล็กน้อย “บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดมี ขอบเขตเท่าใด?” “เขตวิญญาณช่วงต้น” จีหยวนฉวนตอบกลับตาม ตรง “เขตวิญญาณ ทั้งยังเป็นแค่ช่วงต้นด้วยน่ะรึ?” ชวีอี้ นิ่งคิดไปครู่ก็กล่าวว่า “เหตุใดโม่เหิงถึงได้เชื่อใจเขา ขนาดนี้? ใช้เขตวิญญาณช่วงต้นมาท้ารบกับภูตผี ปีศาจระดับแปดเนี่ยนะ เมื่อเทียบกับที่โม่เหิงท้ารบ หยวนหมอต้าจุนแล้ว นี่ยิ่งเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาด เข้าไปใหญ่!” จีหยวนฉวนยิ้มเจื่อน “ข้าเองก็รู้สึกว่ามันบ้ามาก เหมือนกัน” “เดิมพันของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวคือหิน ปีศาจดำมืดก้อนนั้น แล้วเขาจะเอาอะไรจากเผ่า ภูตผีปีศาจกัน?” ชวีอี้ถามอีกครั้ง
“อาวุธเทพไม่ดับสลายชิ้นที่หายไปอยู่ในเผ่าภูตผี ปีศาจ ถูกภูตผีปีศาจครอบครองอย่างดาวตกสวรรค์ มวลดาว!” จีหยวนฉวนคำรามเบาๆ “ดาวตกสวรรค์มวลดาว!” ชวีอี้ตะลึง “อาวุธเทพ ดาวตกสวรรค์มวลดาว หินปีศาจดำมืดที่สร้างเฮย อั้นต้าจุนให้ถือกำเนิด เดิมพันของทั้งสองฝ่ายช่างน่า ตะลึงยิ่งนัก แล้ว ทางฝ่ายของภูตผีปีศาจรับคำท้า ไหม?” “ข้าเดาเอาว่าเผ่าภูตผีปีศาจต้องรับคำท้าแน่นอน มหาราชาข่าตี๋และมหาราชาข่ายตี้ของเผ่าภูตผีปีศาจ ต่างก็ไปตายกันที่ดินแดนดาวตก อีกทั้งดินแดนดาว ตกยังได้หินปีศาจดำมืดไปครอง” จีหยวนฉวน วิเคราะห์ “ซ้ำซื่อเซวี่ยต้าจุนยังหนีไปเพราะบาดเจ็บ สาหัส เผ่าภูตผีปีศาจเองก็จำเป็นต้องอาศัยศึกนี้มา กอบกู้ชื่อเสียงของเผ่าพันธุ์เช่นกัน!”
“น่าสนใจ น่าสนใจมาก” ชวีอี้พยักหน้าน้อยๆ “ตอนที่ศึกนี้เริ่มต้น ข้าจะเดินทางไปยังมหาสมุทร ดาวมอดดับเพื่อช่วยระวังหลังให้โม่เหิงและเนี่ย เทียนด้วยตัวเอง” “เจ้าลัทธิ!” จีหยวนฉวนอุทานเบาๆ “ไม่ใช่ว่าท่าน ต้องรีบช่วยให้คุณหนูเผยฝ่าขอบเขตโดยเร็วหรอก หรือ?” “พรสวรรค์และความสามารถของนางเหนือว่าที่ข้า คิดไว้มากนัก” ชวีอี้หัวเราะชอบใจ “ก้าวที่ยากที่สุด ในช่วงก่อนหน้านี้นางได้ข้ามผ่านมันไปอย่างราบรื่น แล้ว หลังจากนี้ไม่จำเป็นต้องให้ข้าคอยคุ้มครอง ตลอดเวลาอีก” “พูดอย่างนี้ก็แสดงว่าคุณหนูเผยเลื่อนสู่แดนว่าง เปล่าแล้ว?” จีหยวนฉวนกล่าวอย่างตื่นเต้น “ยัง แต่ว่าทุกอย่างล้วนผ่านไปอย่างราบรื่น” ชวีอี้
บอกให้เขาวางใจ เพราะการฝ่าทะลุขอบเขตของเผย ฉีฉีแทบจะไม่เจอกับปัญหาที่คาดคิดเอาไว้เลย ทุก อย่างล้วนราบรื่นง่ายดายจนแม้แต่เขาเองก็ยังแปลก ใจมาก จีหยวนฉวนกล่าวแสดงความยินดีติดต่อกัน ครั้นจึง รีบถอยออกไปทันที “ดาวตกสวรรค์มวลดาวมีความเป็นมาอย่างไรกัน แน่? เหตุใดผู้อาวุโสใหญ่ถึงต้องคิดจะเอาวัตถุชิ้นนี้ มาเป็นของเดิมพัน?” นอกอาณาจักรป่ายจั้น เนี่ยเทียนขมวดคิ้วสอบถาม รายละเอียด “หรือว่าวัตถุชิ้นนี้มีมูลค่าพอๆ กับหิน ปีศาจดำมืด?” เว่ยไหลพยักหน้า “มูลค่าไม่เป็นรองหินปีศาจดำมืด นั่นเท่าไหร่นัก ก่อนหน้าผู้อาวุโสใหญ่โม่เหิง สำนัก เรายังมีผู้อาวุโสใหญ่อีกท่านหนึ่งที่เป็นแดนเทพเจ้า
ช่วงต้นเหมือนกัน ตอนนั้นที่เขาเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า ถือว่าใช้เวลาเร็วกว่าผู้อาวุใหญ่อยู่หลายปี ดาวตก สวรรค์มวลดาวคืออาวุธเทพที่เขาครอบครองอยู่ใน มือ!” “อาวุธเทพไม่ดับสลาย?” เนี่ยเทียนตะลึงพรึงเพริด “ถูกต้อง ก็คืออาวุธเทพไม่ดับสลาย ซึ่งระดับขั้นของ มันน่าจะเป็นขั้นสาม” เว่ยไหลอธิบาย “ดาวตก สวรรค์มวลดาวชุบหลอมขึ้นมาจากดินแดนสวรรค์ มวลดาวทั้งดินแดน แทบจะสามารถใช้กับวิชาคาถา ทุกอย่างของพระราชวังโบราณสะเก็ดได้ โดยเฉพาะ มหาสมุทรดวงดาวมายา ที่เมื่อใช้ดาวตกสวรรค์มวล ดาวมาร่ายร่ายใช้ อานุภาพของมันก็จะยิ่งเพิ่มพูน” “ปีนั้นท่านผู้นั้นใช้ตบะแดนเทพเจ้าช่วงต้นของ ตัวเองมาต่อสู้กับซื่อเซวี่ยต้าจุนที่เป็นระดับเก้าขั้น กลาง สุดท้ายเขาก็ตายไป แต่ก็ทำให้ซื่อเซวี่ยต้าจุน บาดเจ็บสาหัสด้วยเหมือนกัน เป็นเหตุให้จนถึง
ตอนนี้ซื่อเซวี่ยต้าจุนยังไม่สามารถเลื่อนสู่ระดับสิบ ขั้นสูงได้ และไม่สามารถเทียบเคียงได้กับหยวน หมอต้าจุน” “ว่ากันว่าหากไม่มีศึกนั้น สายเลือดซื่อเซวี่ยต้าจุนก็ น่าจะฝ่าทะลุสู่ระดับสิบขั้นสูง ทัดเทียมกับหยวน หมอต้าจุนได้แล้ว” เนี่ยเทียนนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง “หากข้าร่วมศึกนี้แล้วคว้า ชัยชนะมาได้ในท้ายที่สุด ดาวตกสวรรค์มวลดาวนั่น ก็…?” “เป็นของเจ้า” เว่ยไหลให้คำตอบที่แน่นอน เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ “ดี!” เขาให้เว่ยไหลและเหยียนจั้นสองคนรอเขาสักครู่ หนึ่ง ส่วนตัวเองขับเรือดาราบินไปยังอาณาจักรป่าย จั้น มุ่งหน้าไปยังจุดลึกของหุบเขาที่ต่งลี่เก็บหิน ปีศาจดำมืดเอาไว้
ท่ามกลางความมืดมิดที่มองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้ว ตัวเอง ต่งลี่รับสัมผัสได้ถึงการมาถึงของเขาจึงเป็น ฝ่ายออกห่างจากหินปีศาจดำมืด บินมานอกหุบเขา ด้วยตัวเอง “ขอโทษด้วย ข้ามีเรื่องลำบากใจจะขอร้อง” เนี่ย เทียนเอ่ยตามตรง “เจ้าเอาหินปีศาจดำมืดก้อนนั้น ให้ข้ายืมใช้สักหน่อยได้ไหม?” “มีเรื่องอะไรหรือ?” ต่งลี่ไม่เข้าใจ เนี่ยเทียนเล่าเรื่องที่โม่เหิงท้ารบกับหยวนหมอต้าจุน ทั้งยังจัดสงครามให้เขาด้วยตัวเอง รวมไปถึงเดิมพัน ของทั้งสองฝ่ายให้นางฟังอย่างละเอียด ต่งลี่ฟังจบ นิ่งคิดไปครู่หนึ่งก็ถามว่า “เจ้ามั่นใจไหม ว่าจะชนะ?” “ยังไม่เจอกับคู่ต่อสู้ ข้าก็ยังตอบอะไรไม่ได้ทั้งนั้น” เนี่ยเทียนตอบรับอย่างตรงไปตรงมา
“ตระกูลต่งของข้าถูกฆ่าล้างตระกูล ญาติของข้า เหลืออีกไม่มากแล้ว” ต่งลี่ถอนหายใจหนึ่งที “ข้า ต้องการสิ่งใดจากเจ้า เจ้าน่าจะรู้ดี หินปีศาจดำมืด เป็นเพียงแค่วัตถุนอกกาย ไม่มีเจ้า ข้าก็ไม่ได้มันมา เรื่องที่ข้าให้ความสำคัญก็คือการที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่” “ศึกนี้เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของสำนัก ข้าไม่รบ ไม่ได้!” เนี่ยเทียนกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว “ข้าทราบ” ต่งลี่เข้าใจได้ “ถ้าเช่นนั้นศึกนี้ข้าจะต้อง ไปดูให้เห็นเองกับตา! ไม่ว่าเจ้าจะเป็นหรือตาย ข้าก็ ต้องอยู่ข้างๆ และเห็นทุกอย่างกับตาตัวเอง ข้าไม่ อยากจะต้องมารู้ข่าวของเจ้าจากปากของคนอื่น” “ตกลง!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1109 ไม่รบไม่ได้
มหาสมุทรดาวมอดดับ หน้าด่านสำคัญของเผ่าภูตผี ปีศาจ แผ่นดินผืนหนึ่งที่แห้งแล้งและไม่มีพืชหญ้าใดๆ งอก ขึ้นมาแม้แต่ต้นเดียวตั้งตระหง่านอยู่กลางทาง ช้างเผือกที่มืดมิด เหนือแผ่นดินมีเรือรบของเผ่าภูตผีปีศาจจอดอยู่ มากมาย ทั้งยังมีสัตว์ปีศาจระดับต่ำเรือนกายใหญ่โต ที่นอนหมอบอยู่กับพื้นราวปราการแน่นหนาซึ่งกำลัง พ่นปราณปีศาจให้ไหลบ่าออกมา พื้นที่รอบๆ แผ่นดินมีเศษซากของเรือรบทาง ช้างเผือกจำนวนนับไม่ถ้วนกระจายตัวอยู่ ทั่วพื้นที่ เปี่ยมล้นไปด้วยพลังงานประหลาดที่ทำให้คนอกสั่น ขวัญแขวน
แสงปีศาจสีม่วงเข้มขมุกขมัวคล้ายไข่ห่านโปร่งใส ขนาดยักษ์ที่โอบล้อมแผ่นดินผืนนั้นเอาไว้ เบื้องหน้าของผืนแผ่นดินมีเรือรบทางช้างเผือกของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจอดอยู่ลำหนึ่ง ด้านบนสุดของเรือรบซึ่งหันไปหาแผ่นดินผืนนั้นมีคน ผู้หนึ่งนั่งอยู่นิ่งๆ คนผู้นั้นก็คือโม่เหิงผู้อาวุโสใหญ่ของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว หันหว่านหรงที่เป็นผู้รับผิดชอบเฝูาพิทักษ์อาณาจักร ฟูามืดซึ่งอยู่บนเรือเช่นกันกำลังใช้สายตาที่ซับซ้อน จ้องมองไปยังโม่เหิง ในดวงตามีทั้งแววเคารพนับถือ และมีทั้งความเป็นกังวล “ครืนๆๆ!” เรือรบลำหนึ่งที่แขวนธงของลัทธิจิตตวิสุทธิ์พลันพุ่ง เข้ามาคล้ายปลาฉลามในทะเลลึก
จีหยวนฉวนรองเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์บินออกมาจาก เรือรบและมาหยุดอยู่เบื้องหน้าโม่เหิง ก้มหน้าลง มองเขาแวบหนึ่งก่อนจะถอนหายใจกล่าวว่า “จะทำ อย่างนี้ไปทำไมกัน?” โม่เหิงเงยขึ้น สีหน้าไร้คลื่นอารมณ์ กล่าวอย่างไม่ ทุกข์ไม่ร้อนว่า “รบกวนพี่จีแล้ว” “เจ้าและข้าไม่จำเป็นต้องเกรงใจกันขนาดนี้” จี หยวนฉวนลังเลไปครู่ก็กล่าวอย่างตรงไปตรงมา “หงหมิงฮุยของลัทธิข้าไม่รู้กาลเทศะ เจ้าลัทธิได้สั่ง สอนเขาแล้ว ดินแดนดวงดาวสองแห่งของโหมวลั่วที่ เขาอยากครอบครอง เจ้าลัทธิก็ออกคำสั่งให้ทุกคน ของลัทธิที่ไปปักหลักอยู่ที่นั่นถอนตัวออกไปแล้ว” สีหน้าโม่เหิงไม่เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย จีหยวนฉวนกล่าวขึ้นอีกครั้งว่า “เรื่องนี้เจ้าลัทธิไม่ ทราบเรื่อง และข้าก็ไปร่วมศึกในดินแดนสวรรค์
ทมิฬ ช่วงที่ผ่านมาจึงต้องเก็บตัวพักฟื้น” โม่เหิงโบกมือ เอ่ยเบาๆ ว่า “ไม่เป็นไร” จีหยวนฉวนกล่าว “เจ้าลัทธิของข้าให้ข้ามาบอกเจ้า ว่าศึกระหว่างเขาและหยวนหมอต้าจุน หยวน หมอต้าจุนไม่ได้รับบาดเจ็บ เพียงแค่เสียพลังไป บางส่วนเท่านั้น” “ขอบคุณเจ้าลัทธิชวีที่เป็นห่วง” โม่เหิงยังคงเฉยชา “อีกอย่าง เจ้าลัทธิยังบอกด้วยว่าเมื่อเจ้าต่อสู้กับ หยวนหมอต้าจุน เขาจะมาช่วยระวังหลังให้เจ้าด้วย ตัวเอง” จีหยวนฉวนกล่าวขึ้นอีก ในดวงตาของโม่เหิงมีประกายของความแปลกใจวูบ ผ่าน เพียงพยักหน้ารับน้อยๆ “รบกวนแล้ว” จีหยวนฉวนมองเขาด้วยสายตาสงสารเห็นใจ “อันที่ จริงเจ้าไม่จำเป็นต้องทำอย่างนี้ เจ้าตำหนักจี้เพียง แค่ขาดการติดต่อกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
ของพวกเจ้าไปชั่วคราวเท่านั้น เจ้าลัทธิบอกแล้วว่า ด้วยฝีมือของเจ้าตำหนักจี้ เขาย่อมไม่มีทางไปตาย อยู่ในทางช้างเผือกลึกลับอย่างที่คนเล่าลือกันแน่” “ไม่ว่าจะเป็นคนของลัทธิข้าหรือคนของหอทอดฟูา ที่มีความขัดแย้งกับพวกเจ้าก็ล้วนเป็นพวกเด็กรุ่น เล็กที่ไม่รู้ฟูาสูงแผ่นดินต่ำเท่านั้น” “ในสายตาของข้าและของเจ้าลัทธิแล้ว พระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวของพวกเจ้าก็คือหนึ่งในสี่สำนัก เก่าแก่ไปตลอดกาล ฐานะของพวกเจ้าเป็นสิ่งที่มิ อาจสั่นคลอนได้! เจ้าไม่จำเป็นต้องไปท้ารบกับ ประมุขของเผ่าภูตผีปีศาจอย่างหยวนหมอต้าจุน เพียงเพราะต้องการกอบกู้ชื่อเสียงของสำนักในช่วง ที่ผ่านมา” “สายเลือดของเขาเลื่อนสู่ระดับสิบขั้นสูงมาตั้งนาน แล้ว แต่เจ้ากลับเพิ่งฝุาทะลุขอบเขตได้ไม่นาน ยัง เป็นแค่แดนเทพเจ้าช่วงกลางอยู่เลย!”
จีหยวนฉวนพูดเกลี้ยกล่อมด้วยความหวังดี “ข้าตัดสินใจแล้ว” โม่เหิงตวาดเบาๆ “เฮ้อ…” จีหยวนฉวนถอนหายใจโดยไม่เอ่ยอะไรอีก ครึ่งวันต่อมาก็มีเรือรบอีกลำหนึ่งมาถึงอย่างเงียบ เชียบ เย่เหวินฮั่นผู้อาวุโสใหญ่ของหอทอดฟูาพลิ้วกายลง มาอย่างสง่าสงามราวปัญญาชนผู้มีความรู้ เขาที่เป็นแดนเทพเจ้าช่วงต้นก้าวยาวๆ มาหยุดอยู่ ตรงหน้าโม่เหิง ครั้นจึงโค้งตัวลงต่ำ เอ่ยอย่างจริงใจ ว่า “พี่โม่ เด็กรุ่นเล็กของหอทอดฟูาข้าไม่รู้กาลเทศะ ถูกคนล่อลวง พยายามจะช่วงชิงดินแดนของฟางเจ๋อ ที่ไร้เจ้าของ ข้าขอเป็นตัวแทนหอทอดฟูามาขออภัย พี่โม่” เฮ้อเหลียนสงโผล่ออกมาจากเบื้องหลัง รอจนเฮ้อเหลียนสงเห็นว่าโม่เหิงมองมา เขาก็รีบ
โบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน กล่าวด้วยรอยยิ้มจืดเจื่อน เต็มใบหน้า “ผู้อาวุโสโม่ ท่านอย่าได้เข้าใจผิด เรื่อง นี้ไม่เกี่ยวข้องกับข้า!” เฮ้อเหลียนสงมีนิสัยโอหังมาจนชิน แม้แต่เวลาที่อยู่ ต่อหน้าเย่เหวินฮั่นก็ยังกล้าเถียงคำไม่ตกฟาก ทว่าพอโม่เหิงมองมา ขมับเขากลับเต้นตุบๆ ไม่หยุด รีบอธิบายด้วยท่าทางอ่อนน้อมทันใด “คือศิษย์พี่ ซางลี่ของข้าที่ถูกผู้ใต้บังคับบัญชาเปุาหู จึงมีใจอยาก ครอบครองที่ดินของพวกท่าน ก่อนหน้าที่ผู้อาวุโสเย่ จะมาก็ได้ออกคำสั่งไปแล้วว่าให้สังหารพวกคนที่เปุา หูเขาทิ้งให้สิ้น!” เย่เหวินฮั่นมีสีหน้าเคร่งเครียด พูดเสียงกระชาก “พี่ โม่ เรื่องที่ท่านโจมตีให้ซื่อเซวี่ยต้าจุนพ่ายแพ้ ทั้งยัง ท้ารบกับหยวนหมอต้าจุน เจ้าหอทอดฟูาของข้าเพิ่ง จะได้ข่าว จึงให้ข้ามาบอกท่านว่า ตอนที่ท่านต่อสู้
กับหยวนหมอต้าจุน เขาก็จะมาช่วยเฝูาบัญชาการณ์ ให้ท่านที่มหาสมุทรดาวมอดดับด้วยตัวเอง!” โม่เหิงตอบรับอย่างไม่ร้อนไม่หนาว “รบกวนแล้ว” ครู่หนึ่งหลังจากนั้นก็มีเรือรบทางช้างเผือกอีกสามลำ ขับเคลื่อนมาถึงที่นี่ในเวลาเดียวกัน ก่อนที่ผู้อาวุโส แดนเอตทัคคะช่วงท้ายหลายท่านของสำนักไม้ สำนักไฟและสำนักทองของสำนักห้าธาตุจะบินมา หาโม่เหิงพร้อมกัน เรือรบที่จอดเรียงกันมีโหวชูหลัน โหลวหงแยนและ หวงจินหนันสามคนยืนรวมกันอยู่ ด้านหลังของพวก เขาก็คือผู้ใต้บังคับบัญชามากมาย “คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าผู้อาวุโสโม่หิงที่พอผ่านศึกกับคู กู่ต้าจุนในดินแดนสวรรค์ทมิฬมาได้จะไม่เพียงแต่ไม่ ต้องเก็บตัวเงียบหลายปี กลับยังสามารถอาศัยศึก นั้นฝุาสู่แดนเทพเจ้าช่วงกลางได้สำเร็จ” น้ำเสียง
ของหวงจินหนันเต็มไปด้วยความเคารพนับถือ “พอ ออกจากด่านก็โจมตีซื่อเซวี่ยต้าจุนที่เลื่อนสู่ระดับสิบ ขั้นกลางมาตั้งนานแล้วให้พ่ายแพ้ ทั้งพอสู้กันเสร็จ ยังท้ารบกับหยวนหมอต้าจุนที่แข็งแกร่งที่สุดของ ภูตผีปีศาจด้วย” “เลือดอันเร่าร้อนของผู้อาวุโสโม่ช่างทำให้คนนับถือ ยิ่งนัก” โหลวหงแยนขมวดคิ้ว “แต่ว่า ทำแบบนี้ดูไม่ ค่อยฉลาดสักเท่าไหร่” “ก็ไม่ใช่เพราะไอ้พวกคนบางคนของหอทอดฟูาและ ลัทธิจิตตวิสุทธิ์แอบสร้างความวุ่นวายหมายฉวย โอกาสที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวพ่ายแพ้ใน มหาสมุทรดาวมอดดับมากลืนกินที่ดินของพวกเขา หรืออย่างไร?” โหวชูหลันเอ่ยเย้ยหยัน “รองเจ้า ตำหนักฉู่รุ่ยและหลัวว่านเซี่ยงต่างก็ได้รับบาดเจ็บใน ระดับที่ต่างกันออกไป ทั้งพวกผู้อาวุโสและบุตรแห่ง ดวงดาวยังตายกันไปอีกหลายคน จึงเป็นเหตุให้
พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวไม่มีความสามารถที่จะ ยกทัพไปสู้กับชนต่างเผ่าได้อีก” “ด้วยความจนใจ ผู้อาวุโสโม่เองก็ถูกบีบให้ต้องทำ อย่างนี้ มีเพียงใช้วิธีการท้ารบที่ดุเดือดแบบนี้เท่านั้น ถึงจะปุาวประกาศให้ชนต่างเผ่าและคนเผ่าเดียวกัน รู้ได้ว่าพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวไม่ได้ถูกลบชื่อ ออกจากสี่สำนักเก่าแก่” หวงจินหนันพึมพำ “ข้าล่ะกลัวว่าผู้อาวุโสโม่เหิงจะ ถูกหยวนหมอต้าจุนสังหารจริงๆ” พอเขาพูดอย่างนี้ โหลวหงแยนและโหวชูหลันต่างก็ เงียบเสียงทันควัน ครู่ใหญ่ หวงจินหนันก็พึมพำกับตัวเองขึ้นมาอีกว่า “ผู้อาวุโสโม่เหิงเชื่อใจเนี่ยเทียนจริงๆ เลยนะ เหตุใด เขาต้องลากให้เนี่ยเทียนมาเปิดศึกก่อนการต่อสู้ ระหว่างเขากับหยวนหมอต้าจุนด้วยล่ะ?”
“บางทีเขาอาจจะรู้สึกว่าตัวเองต้องแพ้แน่นอน แต่ เมื่อเนี่ยเทียนเอาชนะไปได้ครั้งหนึ่งก็พอจะกอบกู้ ชื่อเสียงของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวกลับมาได้ บ้างกระมัง?” โหลวหงแยนคาดเดา “ขอแค่ผู้อาวุโสโม่เหิงไม่ตายก็ถือว่าชนะแล้ว” โหว ชูหลันเอ่ยขึ้น “แดนเทพเจ้าช่วงกลางท้ารบกับ หยวนหมอต้าจุนที่เป็นระดับสิบขั้นสูง อีกทั้งเขายัง เพิ่งฝุาทะลุขอบเขตเมื่อไม่นานมานี้ ซ้ำยังเปิดฉาก ต่อสู้กับซื่อเซวี่ยต้าจุนไปแล้วครั้งหนึ่ง การต่อสู้ที่เดิม ทีก็คนละระดับชั้นแบบนี้ หากเขาจะพ่ายแพ้ก็ถือว่า เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ แต่ถ้าจิตวิญญาณหนีรอดไปได้ และกลับไปจุติมาฝึกตนอีกครั้งก็ถือว่าเขาเป็นผู้ชนะ แล้ว” “ถูกต้อง ขอแค่เขายังมีชีวิตอยู่ ใครจะยังกล้าดู แคลนพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวได้อีก?” หวง จินหนันตวาดกร้าว
“เนี่ยเทียนล่ะ? เนี่ยเทียนจะตายเพราะศึกนี้ หรือไม่?” ดวงตาของโหวชูหลันฉายความกังวลใจ “ไอ้หมอนั่นไม่ตายง่ายๆ หรอก” เมื่อพูดถึงเนี่ย เทียน หวงจินหนันกลับมองโลกในแง่ดีอย่างมาก “เท่าที่ข้ารู้จักเขามา เขามีพลังลึกลับยากจะคาดเดา อยู่เต็มร่าง สามารถต่อกรกับภูตผีปีศาจระดับแปด ได้จริงๆ นั่นแหละ ก็ไหนก่อนหน้านี้ไม่นานเล่าลือ กันไม่ใช่หรือว่าตอนอยู่ดินแดนดาวตก เขาเป็นคน สังหารมหาราชาข่ายตี้แห่งตระกูลปี่ซือผู่?” “สังหารข่ายตี้ ข้าไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไหร่” โหลว หงแยนส่ายหน้า “ข้ายอมเชื่อมากกว่าหากจะบอก ว่าแดนเอตทัคคะลูกน้องเขาร่วมมือกันสังหารข่ายตี้ เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงที่ดิ่งลงเหว พระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวถึงได้ปุาวประกาศไปว่าการตายของ ข่ายตี้เป็นฝีมือของเขา ทำอย่างนี้ก็เพื่อให้คนอื่นๆ ในสำนักรู้สึกฮึกเหิม”
หวงจินหนันและโหวชูหลันที่ได้ยินนางพูดอย่างนี้ก็ เงียบเสียงไปพร้อมกัน ดวงตาของคนทั้งสองเป็น ประกายวาววับ ลึกๆ ในใจของพวกเขาก็ยากที่จะเชื่อได้เหมือนกัน ว่าเนี่ยเทียนที่มีขอบเขตแค่เขตวิญญาณช่วงต้นจะ สามารถอาศัยพละกำลังของตัวเองมาสังหารมหา ราชาเผ่าภูตผีปีศาจคนหนึ่งได้ หากเนี่ยเทียนเป็นแดนว่างเปล่าก็ยังพอจะมีความ เป็นไปได้อยู่บ้าง แต่นี่เขตวิญญาณกับมหาราชาเผ่าภูตผีปีศาจนับว่า ห่างไกลกันเกินไป ที่พวกเขาไม่พูดอะไรก็เพราะรู้สึกว่าการคาดเดาของ โหลวหงแยนมีความเป็นไปได้สูง ในเรือรบของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ต่งลี่และเนี่ยเทียนสองคนใช้ค่ายกลนำส่งเดินทาง
มาถึงมหาสมุทรดาวมอดดับพร้อมกับเว่ยไหลและ เหยียนจั้น เมื่อเขาเดินออกมาก็เห็นซือคงฉั่วบุตรแห่งดวงดาว คนที่หกทันที ดูเหมือนว่าอีกฝุายเพิ่งมาถึงก่อนหน้า เขาแค่ก้าวเดียว ซือคงฉั่วเตรียมจะเดินไปถามโม่เหิง แต่พอหันมา เห็นพวกเนี่ยเทียน สีหน้าก็ดำมืดทันควัน “ผู้อาวุโส ทั้งสองท่าน เหตุใดคนที่ได้ต่อสู้กับเผ่าภูตผีปีศาจถึง เป็นเขาเนี่ยเทียน ไม่ใช่ข้าซือคงฉั่ว?” “เนี่ยเทียนมีขอบเขตแค่เขตวิญญาณ ท้ารบกับเผ่า ภูตผีปีศาจระดับแปด มีแต่เอาตัวไปตายเท่านั้น!” “ข้าต่างหากที่ถึงจะมีคุณสมบัติที่จะต่อสู้กับ สายเลือดระดับแปดของเผ่าภูตผีปีศาจได้อย่าง ทัดเทียม!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 37 บทที่ 1110 เงื่อนไขในการรับคำรบ
เนื่องด้วยครั้งนี้ไม่ได้มาเข้าร่วมรบระหว่างเผ่าพันธุ์ ซึ่งเป็นสงครามขนาดใหญ่ ซือคงฉั่วจึงไม่ได้พา ลูกน้องคนใดมาด้วย หลัวว่านเซี่ยงที่ปกป้องเขามาโดยตลอดก็ไม่ได้ ปรากฏตัว เขาเร่งร้อนมาที่นี่เพราะตั้งใจจะมาถามโม่เหิงว่าเหตุ ใดถึงได้เลือกให้เนี่ยเทียนเป็นคนต่อสู้กับเผ่าภูตผี ปีศาจระดับแปด —เพราะเขามองเหตุการณ์ได้ทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่า ใคร หากเนี่ยเทียนใช้ตบะเขตวิญญาณมาเอาชนะภูตผี ปีศาจระดับแปดที่เผ่าภูตผีปีศาจเลือกมาได้ ถ้า เช่นนั้นเนี่ยเทียนก็จะเข้ามาแทนที่เขา กลายมาเป็น
คนที่มีความหวังที่สุดในการเดินขึ้นสู่ตำแหน่งนาย แห่งดวงดาวทันที! เมื่อถึงเวลานั้น ผู้อาวุโสทั้งหมดก็จะต้องหันกลับมา มองเนี่ยเทียนใหม่ ความพยายามตลอดหลายปีของเขาจะกลายเป็น เพียงความว่างเปล่าเพราะศึกครั้งนี้ “เรื่องนี้ผู้อาวุโสใหญ่เป็นคนตัดสินใจ” เว่ยไหลกล่าว อย่างเฉยชา ซือคงฉั่วมองเนี่ยเทียนด้วยสายตาเย็นเยียบ ตวาด กร้าว “ข้าจะไปขอคำอธิบายจากผู้อาวุโสใหญ่!” แล้วเขาก็เร่งร้อนจากไป “เขาคือ?” ต่งลี่ที่อยู่ข้างๆ ถามอย่างแปลกใจ “ซือคงฉั่วก็คือบุตรแห่งดวงดาวเช่นเดียวกับข้า” เนี่ยเทียนอธิบาย “ที่แท้ก็คือเขานี่เอง” ต่งลี่รู้จักบุตรแห่งดวงดาวทุก
คนของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเป็นอย่างดี พอ ได้ยินชื่อของอีกฝ่าย นางก็เข้าใจได้ทันทีว่าเหตุ ใดซือคงฉั่วถึงได้โมโหปานนั้น “ไม่ต้องไปสนใจเขา” เหยียนจั้นที่พอตัดสินใจได้ แล้วว่าจะให้เนี่ยเทียนมาเป็นนายของตัวเองใน อนาคตพูดอย่างไม่เกรงใจ “หลังจากที่รองเจ้า ตำหนักทั้งสองท่านต่างได้รับบาดเจ็บก็ล้วนไม่มีใคร มีกำลังเหลือมาสนใจเรื่องในสำนักอีกแล้ว ภายใต้ สถานการณ์ที่ติดต่อเจ้าตำหนักไม่ได้เช่นนี้ เรื่อง ทั้งหมดในสำนักล้วนต้องให้ผู้อาวุโสใหญ่เป็นคน ตัดสินใจ” เว่ยไหลเองก็แสดงความเห็น “เขาเปลี่ยนใจผู้อาวุโส ใหญ่ไม่ได้หรอก” ระหว่างที่พูด คนทั้งสี่ก็เดินออกจากห้องเรือด้านใน ซึ่งเป็นที่ตั้งค่ายกล
เมื่อออกมาก็เห็นว่าซือคงฉั่วที่มีสีหน้ามืดทะมึนกำลัง เอ่ยถามโม่เหิงด้วยน้ำเสียงคำรามแผ่วต่ำ โม่เหิงสีไร้อารมณ์ รับฟังเสียงคำรามในลำคอของ ซือคงฉั่วเงียบๆ จนจบ ก่อนจะเอ่ยอย่างไม่อาทร ร้อนใจ “เจ้าเป็นแดนว่างเปล่า หากให้เจ้าท้ารบกับ นักรบระดับแปดของเผ่าภูตผีปีศาจ ต่อให้ชนะก็ไม่มี ความหมายสักเท่าไหร่ และหากแพ้ก็จะยิ่งกลายเป็น การทำลายชื่อเสียงของสำนัก” “หากเจ้าต้องการจะร่วมรบ คู่ต่อสู้ของเจ้าต้องเป็น มหาราชาระดับเก้าเท่านั้นถึงจะมีความหมาย” ซือคงฉั่วหน้าเปลี่ยนสีทันที “อีกอย่างต้องเป็นมหาราชาระดับเก้าขั้นใดก็ได้ รวมถึงมหาราชาสายเลือดขั้นสูงด้วย!” น้ำเสียงของ โม่เหิงยิ่งเย็นชา ซือคงฉั่วหุบปากเงียบฉับพลัน
พักใหญ่เขาถึงได้หันกลับมามองเนี่ยเทียนที่เดิน ออกมา “ท่านคิดจริงๆ หรือว่าเขาจะเอาชนะนักรบ ระดับแปดของเผ่าภูตผีปีศาจได้?” “เขาเป็นเขตวิญญาณ ต่อให้แพ้ พวกเราก็แค่เสียหิน ปีศาจดำมืดและตัวเขาไปเท่านั้น เดิมทีหินปีศาจดำ มืดก็ถูกเอากลับมาจากอาณาจักรปีศาจแห่งที่หกอยู่ แล้ว มันจึงถือว่าเป็นของของเขา” โม่เหิงตอบกลับ ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เขตวิญญาณกับภูตผีปีศาจ ระดับแปด หากแพ้ สำนักก็ไม่เสียหน้า ถือว่า สมเหตุสมผลดีแล้ว” ซือคงฉั่วตะลึงงัน สีหน้าพลันเปลี่ยนมาเป็นปั้นยาก “ท่าน…” เขาเกิดการคาดเดาในทางที่ชั่วร้ายว่า หรือเป็น เพราะโม่เหิงเกลียดขี้หน้าเนี่ยเทียนเลยจงใจวางแผน เอาชีวิตอีกฝ่าย?
หาไม่แล้วเหตุใดเขาถึงต้องเลือกให้เนี่ยเทียนข้าม ระดับไปท้ารบกับนักรบเผ่าภูตผีปีศาจสายเลือด ระดับแปดด้วย? ทุกครั้งที่โม่เหิงไปมาหาสู่เป็นการส่วนตัวกับเนี่ย เทียนล้วนเป็นไปอย่างระมัดระวัง ไม่มีใครจับได้ ซือคงฉั่วจึงไม่รู้ว่าคนทั้งสองมีความสัมพันธ์เช่นไรต่อ กันกันแน่ “ข้ายังคงยืนยันคำเดิม หากเจ้าอยากจะเข้าร่วมรบ คู่ต่อสู้ต้องเป็นมหาราชาระดับเก้าของภูตผีปีศาจ เท่านั้น เจ้าจงเก็บเอาไปพิจารณาเองเถอะ” โม่เหิง เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เริ่มหงุดหงิด ซือคงฉั่วลังเลอยู่พักหนึ่งก็หมุนกายจากไป ตอนที่เขาเดินผ่านเนี่ยเทียน จู่ๆ ก็แสยะปากหัวเราะ หึหึเสียงแปร่ง “ศิษย์น้องเล็ก ขอให้เจ้าโชคดี เมื่อไหร่ที่เจ้าเปิดศึกกับคู่ต่อสู้ ข้าจะมาอีกครั้ง”
“อ้อ” เนี่ยเทียนไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ “ผู้อาวุโสใหญ่” เมื่อมาหยุดอยู่ตรงหน้าโม่เหิง เนี่ยเทียนก็โค้งตัว คารวะ ตอนนี้พวกผู้แข็งแกร่งของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ หอทอด ฟ้าและสำนักห้าธาตุที่ได้พบเจอกับโม่เหิงแล้วต่างก็ หวนกลับไปยังเรือรบของใครของมัน เรือรบแต่ละลำกระจายตัวกันอยู่ไม่ห่างจากเรือรบ ของโม่เหิงเท่าใดนัก เมื่อเนี่ยเทียนมาถึงก็ดึงดูดความสนใจจากคน มากมายได้ทันที “เนี่ยเทียนมาแล้ว!” “ท่านผู้นั้นก็คือบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดที่โม่เหิง เลือกให้เปิดศึกนองเลือดกับนักรบเผ่าภูตผีปีศาจ ระดับแปดน่ะหรือ?”
“เขานั่นแหละ” เสียงวิพากษ์วิจารณ์เผ็ดร้อนที่ดังมาจากเรือรบใน บริเวณใกล้เคียง รวมไปถึงสายตาแห่งความใครรู้ มากมายต่างก็มองผ่านความว่างเปล่าจับจ้องมาที่ เนี่ยเทียน ทำเอาเนี่ยเทียนรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว “นัดหมายให้เจ้าต่อสู้กับภูตผีปีศาจโดยพลการ ไม่ได้ บอกให้เจ้ารู้ตัวก่อน เจ้าคงไม่โทษข้าหรอกกระมัง?” โม่เหิงเงยหน้าขึ้น “จะโทษท่านได้อย่างไร?” เนี่ยเทียนหัวเราะร่า “พอ ท่านฝ่าแดนเทพเจ้าช่วงกลางมาได้ก็กล้าลงมือกับซื่อ เซวี่ยต้าจุนทันที ทั้งยังโจมตีให้เขาพ่ายแพ้ จากนั้นก็ ประกาศท้ารบกับหยวนหมอต้าจุน ขนาดท่านยัง กล้าบ้าคลั่งขนาดนี้ ข้ายังต้องมีอะไรให้กลัวอีก? อย่างมากก็แค่ตายเท่านั้นไม่ใช่หรือ?” “ตาย? เจ้าไม่มีทางตาย” โม่เหิงกระชากเสียง
จากนั้นโม่เหิงก็บอกให้เนี่ยเทียนทำตัวสบายๆ รอ การตอบรับจากทางฝ่ายของภูตผีปีศาจ พอเนี่ยเทียนได้พบกับโม่เหิงแล้ว พวกคนที่สนิท สนมกับเนี่ยเทียนอย่างหวงจินหนัน โหวชูหลัน โหลวหงแยนก็พากันมาหาเขา ทุกคนต่างแสดง ความเป็นห่วงเป็นใย ไม่นานเท่าไหร่บุตรแห่งดวงดาวอีกสามคนที่ยังมี ชีวิตอยู่ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอย่างโต้ว เทียนเฉิน วังเหม่ยเจียและฟางหยวนก็เดินทางมาถึง เพียงลำพัง โต้วเทียนเฉินและวังเหม่ยเจียล้วนมาพบโม่เหิงก่อน เหมือนซือคงฉั่ว เรื่องที่พวกเขาเกลี้ยกล่อมหาใช่ไม่ให้เนี่ยเทียนร่วม รบกับนักรบสายเลือดระดับแปดของภูตผีปีศาจ แต่ เป็นหวังว่าโม่เหิงจะไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
รีบร้อนไปท้ารบกับหยวนหมอต้าจุน ทว่าโม่เหิงตัดสินใจดีแล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไร จิตวิญญาณแห่งการสู้รบของเขาก็ยังคงแข็งแกร่ง ประดุจหินผา ใครก็มิอาจเขย่าคลอน คนทั้งสองจนใจเพราะทำอะไรไม่ได้ เนื่องจากค่อนข้างสนิทกับเนี่ยเทียน ฟางหยวนที่พอ รู้ว่าเขาถูกจัดตัวให้ร่วมรบกับภูตผีปีศาจระดับแปด จึงรีบร้อนมาสอบถามความมั่นใจของเนี่ยเทียน เนี่ยเทียนไม่มีการรับประกันใดๆ กับเขา บอกแค่ว่า ต้องรอให้เจอกับคู่ต่อสู้เสียก่อนถึงจะกล้ายืนยันว่า มั่นใจกี่ส่วน เวลาแต่ละวินาทีผ่านพ้นไป คนมากมายของสี่สำนักเก่าแก่ทยอยกันมาถึงที่แห่ง นี้อย่างเงียบเชียบ มีทั้งคนที่อยากจะมาเห็นผลของ การต่อสู้ แล้วก็มีทั้งคนที่ตั้งใจมาช่วยระวังหลังให้
ด่านสำคัญของเผ่าภูตผีปีศาจมีม่านแสงสีม่วงเข้ม กางกั้น พอจะมองเห็นได้เรือนรางว่ามีคนของเผ่า โครงกระดูก เผ่าทมิฬและเผ่าอสูรกายปรากฏตัวอยู่ เป็นระยะ ทางฝ่ายของภูตผีปีศาจยังไม่ยอมส่งข่าวมาให้เสียที เพราะว่าต้องนำความต้องการของโม่เหิงไปแจ้งแก่ หยวนหมอต้าจุนเสียก่อน เรื่องนี้ใหญ่เกินไป มีเพียงหยวนหมอต้าจุนพยักหน้า ยอมเห็นด้วยเท่านั้น ศึกครั้งนี้ถึงจะบังเกิดผล หลายวันต่อมา ท่ามกลางม่านแสงของแผ่นดินผืน นั้นพลันมีเรือนกายของภูตผีปีศาจระดับสูงคนหนึ่ง ปรากฏตัว “กู่ถ่าซือ!” เนี่ยเทียนแค่นเสียงเย็นหนึ่งครั้ง จ้องมองภูตผีปีศาจ ระดับสูงคนนั้นผ่านหน้าด่านสำคัญที่มีซากเรือรบ
ลอยอยู่มากมาย ม่านแสงสีม่วงเข้มห่อหุ้มแผ่นดินผืนนั้นไว้จนมิด ต่อ ให้เป็นโม่เหิงที่ฝ่าสู่แดนเทพเจ้าช่วงกลางแล้ว แต่ หากคิดจะฉีกกระชากม่านแสงนั้นก็ยังไม่ใช่เรื่องง่าย กู่ถ่าซือที่อยู่บนแผ่นดินผืนนั้นจึงปลอดภัยดี แต่หาก เขาโผล่ออกมาเมื่อไหร่ ผู้แข็งแกร่งมากมายของเผ่า มนุษย์ทางนี้ก็สามารถสังหารเขาได้ในเสี้ยววินาที หลังจากที่สังหารข่ายตี้ ชุบหลอมร่างของงูหลาม ปีศาจสามหัวและให้ไข่มุกวิญญาณมืดดึงเอาเศษ ซากวิญญาณมา เนี่ยเทียนจึงรู้จากความทรงจำที่ กระจัดกระจายของซากวิญญาณเหล่านั้นแล้วว่าคน ที่รับผิดชอบเรื่องในดินแดนปราการดวงดาวก็คือ กู่ถ่าซือ! และเขาเองก็รู้ฐานะของกู่ถ่าซือเป็นอย่างดีว่าอีกฝ่าย คือบุตรสายตรงของซื่อเซวี่ยต้าจุน
ศัตรูคู่แค้นมาเจอกัน ต่างคนต่างตาแดงก่ำ ตอนที่เขาถลึงตาใส่กู่ถ่าซือ กู่ถ่าซือที่ถูกตระกูลเอา ผิดฐานข่ายตี้ตายก็ขึงตามองเนี่ยเทียนอย่างเดือด ดาลเช่นกัน “เจ้า ก็คือคนส่งสารกระมัง?” น้ำเสียงเรียบเฉยของ โม่เหิงพลันดังกังวาน ในที่สุดกู่ถ่าซือก็คืนสติ วางความแค้นที่มีต่อเนี่ย เทียนลงชั่วคราว หันไปหาบุคคลที่เป็นดั่งยักษ์ค้ำฟ้า ของเผ่ามนุษย์ซึ่งโจมตีจนบิดาเขาพ่ายแพ้เบื้องหน้า แล้วกล่าวด้วยความเคารพ “ข้าเป็นตัวแทนหยวน หมอต้าจุนมาส่งสาร ศึกแรกพวกเรารับคำท้า ดาว ตกสวรรค์มวลดาวถูกคลายผนึกออกแล้ว อีกไม่นาน จะถูกนำมาที่นี่” “เผ่าของข้าเองก็จะเลือกบุคคลที่เหมาะสมมาต่อสู้ กับบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดเช่นกัน”
“แต่ว่าเรื่องที่ท่านท้ารบกับหยวนหมอต้าจุน ต้าจุน ไม่ได้รับปากในทันที” “หยวนหมอต้าจุนบอกแล้วว่า มีเพียงเนี่ยเทียนบุตร แห่งดวงดาวคนที่เจ็ดเอาชนะคนผู้นั้นของเผ่าพันธุ์ ข้าได้ พิสูจน์ให้เห็นเสียก่อนว่าคนของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวมีความสามารถในการท้ารบข้าม ระดับกับเผ่าพันธุ์ของข้าจริงๆ เขาถึงจะตอบรับคำ ท้าของท่าน!” “หากเนี่ยเทียนพ่ายแพ้ เขาจะคิดว่าพวกท่านไม่มี คุณสมบัติมากพอที่จะมาท้าทายชื่อเสียงอันน่าเกรง ขามของเขา” เมื่อคำกล่าวของเขาดังจบ เผ่ามนุษย์ที่อยู่ตรงนั้น ต่างก็ร้องฮือฮา “ผลการต่อสู้ของเนี่ยเทียนเกี่ยวพันกับเรื่องที่ว่าโม่ เหิงจะท้ารบกับหยวนหมอต้าจุนได้หรือไม่!” เว่
ยไหลตื่นตะลึง ใช้สายตาที่ซับซ้อนสุดขีดมองไป ยังเนี่ยเทียน “นี่ จะทำให้ในใจเขาเกิดเงาดำมืดขึ้น หรือเปล่า? หากเขาชนะ ผู้อาวุโสใหญ่จะต้องตกอยู่ ในอันตราย แต่หากเขาแพ้ กลับจะทำให้ผู้อาวุโส ใหญ่หลีกเลี่ยงการต่อสู้กับหยวนหมอต้าจุนไปได้” ———————————