ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1111 คู่ต่อสู้
กู่ถ่าซือที่มาจากตระกูลปี่ซือผู่พูดจ้อส่งสารบอก เจตจำนงของหยวนหมอต้าจุนอยู่หน้าแผ่นดินของ ภูตผีปีศาจ พอกล่าวจบ เขาก็หมุนกายหายกลับเข้าไปในหน้า ด่านสำคัญอีกครั้ง เนี่ยเทียนพลันตวาดก้อง “กู่ถ่าซือ! ข่ายตี้จาก ตระกูลปี่ซือผู่ของเจ้ามาตายอยู่ในดินแดนดวงดาว ของข้า เจ้าไม่อยากแก้แค้นหรอกหรือ?” กู่ถ่าซือหันขวับกลับมา สีหน้าของเขาบิดเบี้ยว ลม หายใจหอบหนัก การตายของมหาราชาข่าตี๋และข่ายตี้เป็นเหตุให้กู่ถ่า ซือที่กลับไปถึงตระกูลถูกบิดาอย่างซื่อเซวี่ยต้าจุน ตำหนิอย่างรุนแรง ตำแหน่งของเขาในตระกูลปี่ซือผู่ ก็ลดลงมาด้วย
ซ้ำก่อนหน้านี้ไม่นานบิดาของเขาอย่าง ซื่อเซวี่ยต้าจุนยังเพิ่งพ่ายแพ้ให้แก่โม่เหิง กลับไปถึง ตระกูลพร้อมอาการบาดเจ็บสาหัส ชื่อเสียงของตระกูลปี่ซือผู่ในเผ่าภูตผีปีศาจจึงได้รับ การโจมตีอย่างที่ยากจะทำใจยอมรับได้ ตอนที่เขาได้ข่าวว่าโม่เหิงต้องการให้เผ่าของภูตผี ปีศาจเลือกระดับแปดมาคนหนึ่งเพื่อประมือกับเนี่ย เทียน เขายังเคยเสนอตัวเพื่อจะทำดีไถ่โทษด้วยซ้ำ ในฐานะที่เป็นบุตรของซื่อเซวี่ยต้าจุน กู่ถ่าซือที่เป็น สายเลือดระดับเจ็ดมั่นใจว่าตัวเองสามารถต้านทาน นักรบระดับแปดเผ่าเดียวกันได้บางส่วนโดยที่ไม่ตก เป็นรอง ในร่างของเขามีสายเลือดของต้าจุนไหลเวียนอยู่! ทว่าเมื่อเขาเสนอตัว หยวนหมอต้าจุนที่เป็นผู้สูงศักดิ์ ที่สุดในเผ่าภูตผีปีศาจกลับปฏิเสธเขาอย่างเย็นชา
หยวนหมอต้าจุนต้องการเลือกคนอื่นให้ไปต่อสู้ กับเนี่ยเทียน เขากู่ถ่าซือไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะสม ที่สุดในสายตาของหยวนหมอต้าจุน การที่ไม่ส่งเขาเข้าร่วมศึกก็คือการส่งข้อความอย่าง หนึ่งให้แก่คนในเผ่าได้รับรู้ หยวนหมอต้าจุนไม่คิดว่าเขาจะสามารถเอาชนะเนี่ย เทียนได้เต็มร้อย สำหรับกู่ถ่าซือที่มีสายเลือดแห่งความกระหายเลือด ของซื่อเซวี่ยต้าจุนไหลเวียนอยู่ในร่าง เกิดมาก็ชื่น ชอบการต่อสู้แล้ว คำปฏิเสธของหยวนหมอต้าจุนก็ คือการหยามเกียรติอย่างรุนแรงอย่างหนึ่ง! และเวลานี้เสียงโหวกเหวกของเนี่ยเทียนที่มี ความหมายท้าทายเขาอย่างชัดเจนก็กำลังยั่วยุให้เขา กลายมาเป็นคู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย แต่น่าเสียดาย
“ข้าอยากสู้กับเจ้ามาก!” สีหน้าของกู่ถ่าซือดุร้าย “ทว่าคู่ต่อสู้ของเจ้าเป็นคนอื่น!” เนี่ยเทียนหลุดหัวเราะพรืดทันที “เจ้ากู่ถ่าซืออ่อน ด้อยเกินไปหน่อยจริงๆ นั่นแหละ สายเลือดระดับ เจ็ดย่อมไม่มีความมั่นใจมากพออยู่แล้ว ดูท่าใน สายตาของคนเผ่าพันธุ์เจ้า เจ้ากู่ถ่าซือจะไม่ได้รับ ความไว้เนื้อเชื่อใจสักเท่าไหร่” กู่ถ่าซือหอบหายใจดังฟืดฟาด พยายามสะกดกลั้น ความเดือดดาลเอาไว้ ครั้นจึงผลุนผลันกลับเข้าไปใน ด่าน “ไม่ช้าหรือเร็ว เจ้าก็ต้องตายอยู่ดี” เนี่ยเทียนตวาด กร้าว “บอกกับหยวนหมอต้าจุนด้วยว่า ข้อเรียกร้องของ เขา ข้ายอมรับ” โม่เหิงกล่าวอย่างผ่อนคลาย “เผ่าพันธุ์ข้าจะนำดาวตกสวรรค์มวลดาวมาที่นี่ให้ เร็วที่สุด!” กู่ถ่าซือตะโกนกลับ
บนเรือรบของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว โม่เหิงมองเนี่ยเทียนด้วยสายตาลึกล้ำ “ไม่ จำเป็นต้องรู้สึกเป็นกังวลใดๆ แล้วก็ไม่ต้องฟังคำ เกลี้ยกล่อมจากใคร! ข้า เป็นคนกระหายอยากต่อสู้ กับหยวนหมอต้าจุนเอง! หากเจ้าชนะ จะทำให้ข้ามี คุณสมบัติที่จะไปยืนอยู่ต่อหน้าหยวนหมอต้าจุนและ ต่อสู้กับเขาได้อย่างสมใจปรารถนา!” เดิมทีใจของเนี่ยเทียนก็สั่นคลอนอยู่บ้าง คำพูดของหยวนหมอต้าจุนที่กู่ถ่าซือนำมาบอกทำให้ เขาเริ่มใคร่ครวญว่าควรจะแสร้งแพ้เพื่อให้โม่เหิง หลีกเลี่ยงความตายโดยการที่ไม่ต้องต่อสู้กับหยวน หมอต้าจุนดีหรือไม่? ทว่ายามนี้เมื่อได้มองดวงตาของโม่เหิง เนี่ยเทียนก็ เข้าใจแล้วว่าอีกฝ่ายปรารถนาอยากจะต่อสู้กับ หยวนหมอต้าจุนมากเพียงใด
“ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร ข้าก็จะพยายามอย่างสุด ความสามารถ!” เนี่ยเทียนเอ่ยเน้นย้ำทีละคำ “ดีมาก” โม่เหิงพยักหน้ารับ “ก่อนหน้าที่เจ้ายัง ไม่ได้เริ่มต่อสู้กับคนที่ทางฝ่ายภูตผีปีศาจเลือกมาก็ อย่ามารบกวนข้าอีก” กล่าวจบเขาก็ก้าวเข้าไปในห้องลับแห่งหนึ่งของเรือ รบ ปราณตลอดทั้งร่างของเขาพลันหายวับไปเกลี้ยง แดนเทพเจ้า ผู้อาวุโสระดับแดนเอตทัคคะขั้นต่างๆ ทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างก็ยากที่จะสัมผัสได้ถึงปราณของ โม่เหิงอีก ไม่ว่าจะเป็นคลื่นพลังวิญญาณหรือคลื่นจิตวิญญาณ ของโม่เหิงก็ล้วนอันตรธานหายไปไม่มีเหลือ “เนี่ยเทียน” เว่ยไหลปรี่ขึ้นหน้ามาด้วยสีหน้าลังเล คล้ายอยากจะ พูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไร
“ไม่ต้องพูดแล้ว” เนี่ยเทียนมองความคิดของเขา ออก “ข้ารับปากผู้อาวุโสใหญ่ไปแล้ว ไม่ว่าคนที่มา จะเป็นใคร ข้าก็จะสู้อย่างสุดความสามารถ!” เว่ยไหลถอนหายใจเบาๆ แล้วก็ไม่พูดเกลี้ยกล่อมอีก “ช่างอำมหิตยิ่งนัก” “แผนการดีเยี่ยม! หยวนหมอต้าจุนผู้นั้นใช้วิธีได้ร้าย กาจจริงๆ!” “ปณิธานของเนี่ยเทียนจะสั่นคลอนหรือเปล่า? หาก เขารู้ว่าชัยชนะของเขาอาจส่งโม่เหิงไปตาย ช่วงเวลา สำคัญที่เขากำลังต่อสู้ เขาจะยืนหยัดทำตามความ ต้องการของตัวเองอยู่ได้จริงๆ น่ะหรือ?” “หากเขาเกิดความลังเลระหว่างที่ต่อสู้ เขาก็ต้อง ตายแน่” “คู่ต่อสู้ของเขาคือเผ่าภูตผีปีศาจระดับแปดเชียวนะ! ขนาดกู่ถ่าซือที่เป็นลูกของซื่อเซวี่ยต้าจุนก็ยังไม่ถูก
เลือกให้เป็นคู่ต่อสู้ของเขา ตามความเห็นของข้า คู่ ต่อสู้ที่ทางภูตผีปีศาจจะส่งมา เกรงว่าคงต้องเป็น บุตรสายตรงของต้าจุน ทั้งยังต้องแข็งแกร่งยิ่งกว่า กู่ถ่าซือถึงจะได้” “แข็งแกร่งกว่ากู่ถ่าซือ เป็นบุตรของต้าจุน สายเลือดระดับแปด” “เอ้าเฟยลี่หย่า!” “เอ้าเฟยลี่หย่า!” ขณะที่คนของสำนักห้าธาตุ ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และหอ ทอดฟ้าซุบซิบกันอย่างดุเดือด จู่ๆ พวกเขาก็ร้อง อุทานชื่อของภูตผีปีศาจเพศหญิงคนหนึ่งออกมา เอ้าเฟยลี่หย่า! เนี่ยเทียนงงงัน เพิ่งจะห้ามปรามไม่ให้เว่ยไหลพูดต่อ ยังไม่ทันสงบใจ ได้ เนี่ยเทียนก็ได้ยินเสียงร้องอุทานด้วยความตกใจ
ดังมาจากเรือของสำนักอื่นเสียแล้ว “เอ้าเฟยลี่หย่า!” เหยียนจั้นและเว่ยไหล รวมไปถึงฟางหยวนบุตรแห่ง ดวงดาวคนที่ห้าที่ก่อนหน้านี้ยังไม่ทันขบคิดอย่าง ละเอียด ตอนนี้พอมาได้ยินเสียงตะโกนเหล่านั้นก็พา กันหน้าเปลี่ยนสีทันที “น่าจะเป็นเอ้าเฟยลี่หย่าจริงๆ” ฟางหยวนสีหน้า เหมือนคนจะร้องไห้ ดวงตาหม่นมัว “หากเป็นนาง หากเป็นนาง…” สายตาที่เขามองมายังเนี่ยเทียนเต็มไปด้วยความเห็น ใจ ดูเหมือนเขาจะแน่ใจแล้วว่าเนี่ยเทียนต้องไม่ใช่คู่ ต่อสู้ของภูตผีปีศาจอย่างเอ้าเฟยลี่หย่าผู้นั้น มีความ เป็นไปได้เต็มร้อยที่เนี่ยเทียนจะแพ้หรืออาจถึงตาย เลยก็เป็นได้
“ลืมเอ้าเฟยลี่หย่าผู้นั้นไปเสียได้!” เหยียนจั้นก็หน้า ขาวเผือดน้อยๆ หันมาพูดกับเนี่ยเทียนว่า “เจ้า คง จะไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนสินะ?” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ “ข้าไม่ค่อยรู้จักตระกูลต่างๆ ของเผ่าภูตผีปีศาจอย่างลึกซึ้งนัก แต่ตอนที่เดินทาง ไปยังสามอาณาจักรของภูตผีปีศาจก็เคยรู้ชื่อของผู้ แข็งแกร่งเผ่าภูตผีปีศาจมาบ้างบางส่วนจากความ ทรงจำที่กระจัดกระจายของพวกภูตผีปีศาจ แต่ชื่อ เอ้าเฟยลี่หย่านี้ไม่เคยได้ยินมาก่อนจริงๆ ไม่คุ้นหู เลย” “นางเองก็เป็นซ่าวจุนเหมือนกัน แต่ว่าสายเลือด ของนางไม่ได้มาจากต้าจุนทั้งสี่ท่านของภูตผีปีศาจ ในปัจจุบันนี้” เว่ยไหลกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “มารดาของเอ้าเฟยลี่หย่าคือฮว้านหมอต้าจุนของ เผ่าภูตผีปีศาจที่ตายไปแล้ว! ก่อนหน้านี้ศักยภาพ ของฮว้านหมอต้าจุนเท่าเทียมกับซื่อเซวี่ยต้าจุน ทั้ง
ยังอยู่อันดับต้นๆ ในรายชื่อของเผ่าภูตผีปีศาจ เหนือกว่าซื่อเซวี่ยต้าจุนไปเล็กน้อยด้วยซ้ำ” “ฮว้านหมอต้าจุนเคยเป็นรองแค่หยวนหมอต้าจุน เท่านั้น แล้วก็เป็นต้าจุนภูตผีปีศาจเพศหญิงที่มีน้อย ยิ่งกว่าน้อย” “เอ้าเฟยลี่หย่าก็คือบุตรสายตรงของฮว้านหมอต้า จุน อีกทั้งยังได้รับความเชื่อใจอย่างลึกซึ้งจากหยวน หมอต้าจุน หยวนหมอต้าจุนยังเคยพูดด้วยว่าระดับ ความบริสุทธิ์ทางสายเลือดของเอ้าเฟยลี่หย่า เหนือกว่าฮว้านหมอต้าจุนมากนัก เขาเคยบอกไว้ว่า ในอนาคตเอ้าเฟยลี่หย่าจะเหนือกว่าฮว้านหมอต้า จุนมารดาของตัวเอง นางจะกลายมาเป็นต้าจุน ระดับสิบขั้นสูงซึ่งแข็งแกร่งที่สุดที่ยืนเคียงบ่าเคียง ไหล่กับเขาได้!” “สายเลือดของเอ้าเฟยลี่หย่าเป็นระดับแปดพอดี
และเป็นแค่ระดับแปดขั้นกลางเท่านั้น แต่เคยมีคำ เล่าลือบอกว่าตอนนี้เอ้าเฟยลี่หย่าก็มีคุณสมบัติใน การต่อสู้กับมหาราชาภูตผีปีศาจระดับเก้าได้แล้ว” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว “พูดอย่างนี้ก็แสดงว่ามีความ เป็นไปได้ถึงแปดเก้าส่วนที่เอ้าเฟยลี่หย่าคนนี้จะเป็น คู่ต่อสู้ของข้า นางแข็งแกร่งมากรึ?” “แข็งแกร่งมากๆ!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1112 แขกจากเผ่ามังกร!
“เนี่ยเทียน เจ้าต้องทุ่มเทสุดความสามารถเพื่อเอา ชีวิตรอดให้ได้!” ผู้อาวุโสเว่ยไหลใช้น้าเสียงทุ้มหนักเอ่ยก้าชับเนี่ย เทียนอย่างจริงจัง เนี่ยเทียนตะลึงงัน ก่อนหน้าที่ชื่อ “เอ้าเฟยลี่หย่า” ยังไม่ถูกคนของ ส้านักห้าธาตุ หอทอดฟูาและลัทธิจิตตวิสุทธิ์ตะโกน ออกมา เว่ยไหลยังท้าท่าขลาดๆ อยากพูดอะไร บางอย่างกับเขา ซึ่งเขาเองก็รู้ดีว่าอีกฝุายต้องการ พูดอะไร เว่ยไหลหวังว่าเขาจะจงใจยอมอ่อนข้อให้ เป็นฝุาย ยอมพ่ายแพ้ด้วยตัวเองในการต่อสู้กับภูตผีปีศาจ ท้าเช่นนี้เพราะเว่ยไหลรู้สึกว่าโม่เหิงในเวลานี้ยัง ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหยวนหมอต้าจุน
อีกทั้งเขายังรู้จากปากของเหยียนจั้นด้วยว่าเนี่ย เทียนอาศัยท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดารา สังหารมหาราชาข่ายตี้แห่งตระกูลปี่ซือผู่ที่นอก อาณาจักรปุายจั้น คนอื่นไม่เชื่อ นึกว่าพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจง ใจอวดอ้างสรรพคุณความสามารถในการต่อสู้ของ เนี่ยเทียนให้ฟังดูเกินจริง แต่เขากลับรู้ดีว่าเนี่ยเทียนไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย ยิ่งเป็นเช่นนี้เขาก็ยิ่งกังวลว่าเมื่อเนี่ยเทียนคว้าชัย ชนะมาได้จะเป็นเหตุให้ศึกระหว่างโม่เหิงกับหยวน หมอต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รอจนชื่อของเอ้าเฟยลี่หย่าถูกตะโกนออกมา เขา กลับต้องการให้เนี่ยเทียนทุ่มเทสุดความสามารถ เนี่ยเทียนจึงพูดด้วยยิ้มเจื่อนๆ อย่างมึนงง “ท่าน รู้สึกว่าต่อให้ข้าพยายามเต็มที่ก็ยังจะต้องแพ้อย่าง
นั้นหรือ? หากไม่ต่อสู้อย่างเต็มที่ก็ไม่เพียงแต่จะต้อง พ่ายแพ้ ทั้งยังต้องตายด้วย?” เว่ยไหลพยักหน้ารับเบาๆ “ข้าคิดไม่ถึงว่าจะเป็นเอ้า เฟยลี่หย่า หากเป็นนาง เจ้า…” ประโยคสุดท้ายเว่ยไหลไม่ได้พูดต่อ เหยียนจั้นรวม ไปถึงฟางหยวนต่างก็เผยสีหน้าเห็นด้วยกับเว่ยไหล “เอ้าเฟยลี่หย่า!” เนี่ยเทียนค้ารามเบาๆ หลังจากนั้นพวกคนที่เป็นห่วงเขาก็พากันมาหาเขา เพื่อช่วยอธิบายให้เขาเข้าใจเอ้าเฟยลี่หย่าได้มากขึ้น นั่นจึงท้าให้เขารู้ว่า แม้เอ้าเฟยลี่หย่าจะมีสายเลือด ระดับแปด แต่ในมือกลับครอบครองอาวุธปีศาจชิ้น หนึ่งที่ฮว้านหมอต้าจุนทิ้งเอาไว้ ระดับของอาวุธ ปีศาจชิ้นนั้นเทียบเคียงได้กับอาวุธเทพไม่ดับสลาย ของเผ่ามนุษย์ เดิมทีเอ้าเฟยลี่หย่าก็มีสายเลือดที่แข็งแกร่งจนคน
เล่าลือกันว่ามีความสามารถเทียบเคียงกับมหาราชา ระดับเก้าได้อยู่แล้ว บวกกับอาวุธปีศาจที่น่ากลัวชิ้นนั้น พละก้าลังของ นางจึงเหนือกว่านักรบระดับแปดของเผ่าภูตผีปีศาจ แม้แต่บุตรของต้าจุนสี่ท่านในตอนนี้ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ ของนาง ที่เนี่ยเทียนไม่เคยได้ยินชื่อของนางมาก่อนก็น่าจะ เป็นเพราะว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้นางก้าลังฝึกเวท ลับทางสายเลือดที่ลึกลับบางอย่างของเผ่าภูตผี ปีศาจ จิตวิญญาณจมจ่อมอยู่กับโลกมายาแห่งภูตผี ปีศาจที่นางสร้างขึ้นมาเองและกักตัวเองอยู่ในนั้น เอ้าเฟยลี่หย่าไม่ได้เข้าร่วมการต่อสู้ในมหาสมุทรดาว มอดดับมานานมากแล้ว ทว่าผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์ที่เคยสัมผัสกับเอ้าเฟยลี่ หย่ามาก่อนหน้านี้ต่างก็รู้ดีถึงความน่ากลัวของนาง
บางครั้งที่คิดถึงนาง คนเหล่านั้นก็ยังบังเกิดความ หวาดหวั่นไม่เป็นสุขด้วยซ้า ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเอ้าเฟยลี่หย่าพรั่งพรู ออกมาจากปากของเหยียนจั้น ฟางหยวนและพวก โหวชูหลันอย่างต่อเนื่อง เนี่ยเทียนรับฟังด้วยสีหน้าที่ยิ่งเคร่งเครียดมากขึ้น เรื่อยๆ ทว่าดวงตากลับยังเด็ดเดี่ยว หลังจากบอกเล่าถึงความน่ากลัวของเอ้าเฟยลี่หย่า แล้ว คนที่สนิทสนมกับเนี่ยเทียนอย่างฟางหยวน โหวชูหลัน หวงจินหนัน โหลวหงแยนต่างก็พากัน มอบยาที่ช่วยในการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วรวมไปถึง วัตถุดิบวิเศษที่บ้ารุงจิตวิญญาณ และศพของชนต่าง เผ่ากับสัตว์โบราณระดับแปดส่วนหนึ่งให้กับเนี่ย เทียน พวกเขาหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เนี่ยเทียนต่อสู้
กับเอ้าเฟยลี่หย่าได้โดยที่เขาไม่แพ้อนาถเกินไปนัก ซึ่งอันที่จริงแล้วเนี่ยเทียนล้วนไม่ต้องการยาและ วัตถุดิบวิเศษเหล่านี้ ทว่าศพของชนต่างเผ่าและสัตว์โบราณระดับแปด กลับช่วยให้เขาสร้างแก่นเลือดแห่งชีวิตน้ามากรอก เทให้กับเกราะมังกรเพลิงและท่อนกระดูกได้ต่อ เพียงแต่ว่าสถานที่แห่งนี้รวบรวมผู้แข็งแกร่งของสี่ ส้านักเก่าแก่เอาไว้มากมายเกินไป มีทั้งแดน เอตทัคคะ ทั้งแดนเทพเจ้า แถมยังมีคนอื่นๆ อีก ใช้การสูบดึงพลังชีวิตมาสร้างแก่นเลือดแห่งชีวิตที่นี่ ออกจะสะดุดตาและน่าตะลึงเกินไป นอกจากนี้เขายังพอจะสัมผัสได้ด้วยว่าในด่านส้าคัญ ของเผ่าภูตผีปีศาจก็มีคลื่นจิตวิญญาณประหลาด ลอยวูบวาบผ่านเหนือศีรษะของเขาไปเป็นระยะ เขาเดาเอาว่าคงจะมีผู้แข็งแกร่งของเผ่าภูตผีปีศาจ
หรือไม่ก็เผ่าอื่นจับตามองเขาอยู่อย่างเงียบเชียบ นั่นจึงยิ่งส่งผลให้เขาไม่สามารถบุ่มบ่ามได้ หลายวันต่อมา มังกรยักษ์หลายตัวก็ผลันเผยกายขึ้นที่เบื้องหลัง แผ่นดินของเผ่าภูตผีปีศาจ เมื่อมังกรยักษ์โผล่มา ไม่ว่าจะเป็นทางฝุายเผ่ามนุษย์ หรือชนต่างเผ่าอย่างพวกภูตผีปีศาจก็ตกอกตกใจกัน ทั้งสิ้น แขกเผ่ามังกรที่มาเยือนข้ามผ่านแผ่นดินลอยตัวถิ่น ฐานของภูตผีปีศาจ หลบเลี่ยงม่านแสงสีม่วงเข้มเข้า มาในพื้นที่แถบนี้ มังกรยักษ์ตัวหนึ่งค่อยๆ แปรสภาพอยู่ท่ามกลางฝูง มังกร กลายร่างมาเป็นคนผู้หนึ่งที่เนี่ยเทียนคุ้นเคย “ม่ายเค่อหลันหนี!” เผ่ามังกรยักษ์คนนั้นก็คือม่ายเค่อหลันหนีสายเลือด
ระดับเก้าขั้นกลางที่เนี่ยเทียนเคยเจอในแผ่นดิน ลอยตัว “สัตว์โบราณ เผ่ามังกรยักษ์!” เหยียนจั้นมีสีหน้าตกใจ ตอนที่มองไปยังมังกรยักษ์ หลายตัวซึ่งจู่ๆ ก็โผล่ออกมา หัวคิ้วของเขาขมวด เป็นปมแน่น “ทุกท่าน!” จีหยวนฉวนจากลัทธิจิตตวิสุทธิ์ตะโกน ขึ้นมาเบาๆ ตั้งท่าต้อนรับแขกของเผ่ามังกรที่มา เยือนด้วยความระมัดระวังอย่างถึงที่สุด “พวกเจ้า มาที่นี่ด้วยธุระอันใด?” “ชมการต่อสู้” ม่ายเค่อหลันหนีที่กลายร่างเป็น มนุษย์กล่าว “เรื่องที่โม่เหิงผู้อาวุโสใหญ่แห่ง พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวท้ารบกับหยวนหมอต้า จุน พวกเราเองก็ได้ยินมาเหมือนกัน จึงตั้งใจมาชม การต่อสู้เป็นพิเศษ”
“แค่ชมการต่อสู้เท่านั้นน่ะหรือ?” จีหยวนฉวนถาม หยั่งเชิง ม่ายเค่อหลันหนีพลันหันไปมองเนี่ยเทียน ก่อนจะ ค่อยๆ ยกยิ้มมุมปากทั้งยังกวักมือเรียกหาเนี่ยเทียน ด้วย เนี่ยเทียนงุนงง แต่จากนั้นก็คลี่ยิ้มแล้วเป็นฝุายขยับ เข้าไปหาแขกจากเผ่ามังกร “ระวัง!” คนหลายคนจากส้านักห้าธาตุร้องตะโกนขึ้นมา พร้อมกันหวังเตือนไม่ให้เนี่ยเทียนติดกับอีกฝุาย “ไม่เป็นไร พวกเรารู้จักกัน” เนี่ยเทียนกล่าวอย่าง สุขุม มังกรยักษ์ห้าตัวที่เรือนกายใหญ่โตพอๆ กับเรือรบ ทางช้างเผือกของเผ่ามนุษย์ล้วนยังไม่กลายร่างเป็น คน ยังคงลอยตัวอยู่เบื้องหน้าด้วยร่างเดิม
“ตอนที่อยู่แผ่นดินลอยตัว เจ้ามีบุญคุณกับพวกเรา” ม่ายเค่อหลันหนีหันกลับไปมองที่แผ่นดินของเผ่า ภูตผีปีศาจที่อยู่ด้านหลังแล้วแค่นเสียงเย็น “กลับ เป็นเจ้าสวะสกปรกพวกนั้นต่างหากที่ท้าร้ายพวก เรา! พอได้ยินว่าเจ้าจะรบกับเผ่าภูตผีปีศาจ ข้าจึง ตั้งใจมาช่วยเพิ่มบารมี หวังว่าเจ้าจะเป็นฝุายกุม ชัย!” เมื่อเขาพูดเช่นนี้ เหล่าผู้แข็งแกร่งของสี่ส้านักเก่าแก่ ต่างก็มีสีหน้ามึนงง พวกเขาล้วนรู้ดีว่ามังกรยักษ์ สัตว์โบราณและเทพ ยักษ์ค้าฟูา รวมไปถึงพวกแมลงบรรพกาล เผ่ามนุษย์ หินล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งในยุคบรรพกาล และไม่ชอบเผ่ามนุษย์เท่าไหร่นัก ฟูาดินอันเป็นที่อยู่อาศัยของเผ่าสัตว์โบราณอยู่ห่าง จากมหาสมุทรดาวมอดดับไปไกลมาก เมื่อทัพใหญ่
ของเผ่ามนุษย์ข้ามผ่านมหาสมุทรดาวมอดดับไปได้ ฟูาดินแรกที่พบเจอกลับไม่ใช่ฟูาดินของพวกเขา แต่เป็นถิ่นที่อยู่ของเผ่าภูตผีปีศาจ เผ่าอสูรกาย เผ่า ทมิฬและเผ่าโครงระดูก ทว่าทุกครั้งที่ชนต่างเผ่าสู้กับเผ่ามนุษย์ไม่ได้ สัตว์ โบราณมักเลือกที่จะร่วมทัพเป็นพันธมิตรกับชนต่าง เผ่าเสมอ หลักการที่ว่าขาดริมฝีปากฟันก็หนาวนั้น พวกเขา ล้วนเข้าใจดี ทว่าเมื่ออยู่ในยุคสมัยแห่งความสงบสุข เผ่าสัตว์ โบราณและเผ่าภูตผีปีศาจ อสูรกาย เผ่าทมิฬ เผ่า โครงกระดูกก็มักจะมีการรบราฆ่าฟันในแผ่นดินที่อยู่ ติดกันอย่างเนืองๆ เพียงแต่ว่าก่อนหน้านี้ไม่นานทัพใหญ่ของเผ่ามนุษย์ ได้บุกเข้าไปในมหาสมุทรดาวมอดดับ พวกเขาและ
ชนต่างเผ่าจึงยุติการต่อสู้กันไปก่อน ดูเหมือนว่าพวกเขาและชนต่างเผ่าจะมีข้อตกลง ร่วมกันในเวลาสั้นๆ ซึ่งหากเผ่ามนุษย์ได้เปรียบใน มหาสมุทรดาวมอดดับเมื่อไหร่ พวกเขาก็จะยกทัพ มาช่วยทันที ดูจากจุดนี้ พวกเขาและชนต่างเผ่าควรจะเป็น พันธมิตรกันชั่วคราว ทว่าพอม่ายเค่อหลันหนีจากเผ่ามังกรมาถึงก็กลาย ร่างเป็นคน ทั้งยังพูดคุยยิ้มแย้มกับเนี่ยเทียน แสดง ท่าทีว่าจะยืนหยัดช่วยเนี่ยเทียนเมื่อเขาต้องรบกับ ภูตผีปีศาจ ซ้ายังเรียกเผ่าภูตผีปีศาจว่าสวะสกปรก อีกด้วย นี่ท้าให้หลายคนต้องขยี้ตามองเสียใหม่ ทว่าเนี่ยเทียนกลับยิ้มกว้างอย่างเป็นธรรมชาติ “ขอบคุณมาก!”
ท่ามกลางกลุ่มมังกรมีมังกรเพลิงตัวหนึ่งที่ดวงตา แดงก่้า เปลวเพลิงร้อนแรงไหลวนท่วมร่างใช้ดวงตา มหึมาจับจ้องมาที่เนี่ยเทียนตลอดเวลา ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1113 มอบปราณมังกร
เนี่ยเทียนพลันเกิดความรู้สึกไม่สบายตัว ในแหวนเก็บของ วิญญาณมังกรของเกราะมังกร เพลิงกลับเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง เนี่ยเทียนอึ้งไปครู่ แล้วจึงคืนสติ เดาเอาว่ามังกร เพลิงตัวนั้นน่าจะ…ได้กลิ่นอายของเกราะมังกรเพลิง เข้าให้แล้ว “ข้าจะแนะนำให้รู้จัก” ม่ายเค่อหลันหนีที่กลายร่าง เป็นมนุษย์ชี้ไปยังมังกรเพลิงที่ถลึงตาโตตัวนั้น แล้ว แนะนำเป็นการส่วนตัวว่า “ท่านผู้นี้คือ เฟุยลี่เค่อซือ” เขาแค่เอ่ยชื่อ แต่ไม่ได้แนะนำตัวตนและฐานะในเผ่า มังกรของเฟุยลี่เค่อซือ แต่เห็นได้ชัดว่าคนเผ่ามังกรทั้งหมดหกคนซึ่งรวม
ม่ายเค่อหลันหนีเข้าไปด้วยต่างก็มองเฟุยลี่เค่อซือผู้ นั้นเป็นหัวหน้า เนี่ยเทียนเองก็สัมผัสได้ว่ามังกรเพลิงตัวนี้ ไม่ว่าจะ เป็นรูปร่างหรือปราณที่แผ่ออกมาก็ล้วนแข็งแกร่ง กว่าเผ่ามังกรคนที่เหลือ “เฟุยลี่เค่อซือ!” กลับเป็นเผ่ามนุษย์เสียอีกที่พอได้ยินชื่อนี้ หลายคน ก็หน้าเปลี่ยนสีทันใด “เจ้า ก็คือเนี่ยเทียน บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวงั้นหรือ?” เฟุยลี่เค่อซือ ที่ใช้รูปกายเป็นมังกรจ้องมองเนี่ยเทียนอยู่พักใหญ่ก็ พลันพูดขึ้นว่า “ข้ามีเรื่องอยากจะคุยกับเจ้าเป็นการ ส่วนตัวสักหน่อย” พวกเหยียนจั้นและเว่ยไหลต่างก็ตะโกนอย่างร้อนใจ “ไม่ได้นะ!”
เนี่ยเทียนคลี่ยิ้ม พยักหน้ากล่าวว่า “ไม่มีปัญหา” เรือนกายใหญ่โตของเฟุยลี่เค่อซือบินเลื้อยไปยังหิน อุกกาบาตอีกก้อนที่อยู่ใกล้เคียงทันที คนอื่นๆ ของเผ่ามังกรต่างก็ไม่ได้ขยับตัว และไม่ได้ ตามไป ม่ายเค่อหลันหนีพูดกับเนี่ยเทียนอย่างจริงจังว่า “วางใจเถอะ เขาไม่มีเจตนาร้ายต่อเจ้าหรอก” เนี่ยเทียนมั่นใจว่าตัวเองจะปลอดภัยจึงหันไปบอกให้ พวกเหยียนจั้นและเว่ยไหลวางใจ ส่วนตัวเขาขับเรือ ดาราบินไปยังหินอุกกาบาตที่แตกกระจายออกมา จากอาณาจักรที่พังทลายก้อนนั้น เมื่อเรือดาราลดตัวลงต่ำ เขาก็รู้สึกเหมือนตัวเองจม เข้าสู่โลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยแสงเปลวเพลิง ปราณมังกรปกคลุมพื้นที่แห่งนี้ไว้จนมิด และดู เหมือนว่าปราณมังกรนั้นจะสามารถสกัดกั้นการรับ
สัมผัสทางจิตวิญญาณของผู้แข็งแกร่งทุกคนที่อยู่ใน โลกภายนอกได้ “อู้!” เกราะมังกรเพลิงบินออกมาจากแหวนเก็บของของ เนี่ยเทียนด้วยตัวเอง ก่อนที่เกราะมังกรเพลิงจะแปรสภาพกลายเป็นเปลว เพลิงร้อนแรงที่เดือดปะทุ ครั้นจึงก่อตัวเข้าด้วยกัน กลายมาเป็นรูปร่างของมังกรเพลิงมายาที่เหมือนมี ชีวิตจริง วิญญาณมังกรค่อยๆ เผยกายขึ้นมาอยู่ด้านใน และ ปราณของมันก็เด่นชัดอย่างถึงที่สุด “พี่ พี่ใหญ่!” วิญญาณมังกรเปล่งเสียงอุทานด้วยความยินดีโดยใช้ ภาษาของเผ่ามังกรโบราณ เสียงร้องด้วยความเบิกบานนั้น เนี่ยเทียนได้ยินอย่าง ชัดเจน
มังกรเพลิงที่ชื่อว่าเฟุยลี่เค่อซือสะดุ้งเฮือกขึ้นทั้งตัว ดวงตามังกรขนาดใหญ่ยักษ์พ่นลาวาน่ากลัวออกมา เขาจ้องมองมังกรเพลิงมายาที่จำแลงออกมาจาก เกราะมังกรเพลิงเขม็งพลางรับสัมผัสอย่างละเอียด “วิญญาณรวมตัวกันอีกครั้ง ปราณมังกรก่อตัว หัวใจ ปรากฏ โซ่ผลึกสายเลือดก็ถูกกระตุ้นให้ถือกำเนิด …” เฟุยลี่เค่อซือพึมพำด้วยภาษาเผ่ามังกรโบราณ แล้ว จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่ากรอบดวงตาเห่อร้อนมีน้ำตามาคลอ ดีใจอย่างถึงที่สุด “ตอนที่อยู่แผ่นดินลอยตัว เหตุใด เหตุใดถึงไม่ยอมกลับเผ่าพร้อมกับม่ายเค่อหลัน หนี?” “พี่ใหญ่ หากข้ากลับไปตั้งแต่ตอนนั้น ตอนนี้ข้าก็คง ไม่เป็นเช่นนี้” วิญญาณมังกรที่อยู่ในเกราะมังกร เพลิงทั้งดีใจ ทั้งสะท้อนใจ “ตอนนั้น ความทรงจำใน
จิตวิญญาณของข้ายังไม่ฟื้นคืนมาทั้งหมด แม้แต่ตัว ข้าเองเป็นใคร ข้าก็ยังไม่รู้เลย” เฟุยลี่เค่อซือตัวสั่นสะท้าน หันขวับมามองเนี่ยเทียน ในที่สุด “หรือว่า เป็นเพราะเขา?” หัวมังกรที่วิญญาณมังกรจำแลงออกมาผงกลงแรงๆ เฟุยลี่เค่อซือนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ครั้นจึงหันมาพ่นลม หายใจคำหนึ่งใส่เนี่ยเทียน ปราณมังกรลอยมากระทบใบหน้า เนี่ยเทียนก็พลัน รู้สึกเหมือนตัวเองจมลงไปในฟูาดินที่เต็มไปด้วย เปลวเพลิงแดงฉาน เฟุยลี่เค่อซือและวิญญาณวัตถุของเกราะมังกรเพลิง คล้ายจะจางหายไปจากสายตาของเขา กลับเป็นเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงในโอสถวิญญาณเปลว เพลิงเสียอีกที่พลันลิงโลดขึ้นมา เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงรีบรวบรวมพลังงานความร้อน
จากในฟูาดินสีแดงโร่นี้มาไว้แล้วชุบหลอมเข้าไปยัง โอสถวิญญาณเปลวเพลิงของเขา ทำให้ส่วนที่เป็น ของเหลวในโอสถวิญญาณเปลวเพลิงก่อตัวเป็นผลึก อย่างรวดเร็ว ดวงตาเนี่ยเทียนฉายความตะลึงระคนดีใจ เพียงแค่ครู่เดียวนี้ เขาก็พบว่าผลึกใสที่ก่อตัวขึ้นมา ในโอสถวิญญาณเปลวเพลิงของเขาเทียบเคียงได้กับ การลำบากฝึกตนของเขาตลอดเวลาหลายสิบวันเลย ทีเดียว เขาเข้าใจทันทีว่าแม้มังกรเพลิงที่ชื่อว่าเฟุยลี่เค่อซือ ซึ่งวิญญาณวัตถุของเกราะมังกรเพลิงเรียกว่าพี่ใหญ่ จะปิดกั้นบทสนทนาไม่ให้เขาได้ยิน แต่ปราณมังกรที่ อีกฝุายพ่นออกมาก็เป็นการมอบของขวัญให้เขา อย่างหนึ่ง อันที่จริงของขวัญชิ้นนี้โอสถวิญญาณเปลวเพลิงไม่
สามารถดูดซับไปชุบหลอมได้โดยตรง เพียงแต่ว่า เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงสามารถชุบหลอมปราณมังกรที่ ร้อนแรงและเปลี่ยนมันให้กลายมาเป็นพลังงาน ความร้อนอันเปี่ยมล้นซึ่งถ่ายโอนเข้าหาโอสถ วิญญาณ ทำให้โอสถวิญญาณเปลวเพลิงเกาะตัวเป็น ผลึกได้อย่างรวดเร็ว “จะปล่อยทิ้งให้เสียเปล่าไม่ได้” เนี่ยเทียนรีบรวบรวมสมาธิให้ความร่วมมือกับเมล็ด พันธ์เปลวเพลิงในการกลืนกินชุบหลอมปราณมังกร ร้อนแรงอย่างเต็มที่ เพื่อให้โอสถวิญญาณเปลวเพลิง เกาะตัวเป็นผลึกด้วยอัตราความเร็วที่มากกว่าเดิม เวลาสั้นๆ เพียงแค่ไม่กี่ชั่วยาม ส่วนที่เป็นของเหลวในโอสถวิญญาณเปลวเพลิงของ เนี่ยเทียนก็เกาะตัวเป็นผลึกแข็งได้เป็นจำนวนมาก! เขารู้สึกว่าการชุบหลอมธาตุเปลวเพลิงเพื่อใช้เลื่อน
จากเขตวิญญาณช่วงต้นสู่ช่วงกลางของเขาได้สั่งสม ไว้มากพอแล้ว ก่อนหน้าที่จะได้รับปราณมังกร ตอนที่เขาอยู่ในทาง ช้างเผือกนอกอาณาจักรปุายจั้นก็ได้อาศัยเมล็ดพันธ์ เปลวเพลิงมาดึงเอาพลังความร้อนเพื่อชุบหลอม โอสถวิญญาณเปลวเพลิงทีละนิด ความเร็วในการ เกาะตัวเป็นผลึกของโอสถวิญญาณเปลวเพลิงก็เร็ว มากเหมือนกัน ทว่าเมื่อเทียบกับปราณมังกรที่เฟุยลี่เค่อซือมอบให้ แล้ว ความเร็วก่อนหน้านี้ยังถือว่าช้ากว่า ฟูาดินแห่งเปลวเพลิงที่ปราณมังกรจำแลงออกมา พลันแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ทุกอย่างกลับคืนสู่ปกติ เกราะมังกรเพลิงเองก็เปลี่ยนจากมังกรเพลิงมายา มาเป็นตัวเสื้อเกราะแล้วหายเข้าไปอยู่ในแหวนเก็บ ของของเขา
เฟุยลี่เค่อซือใช้ดวงตามังกรที่ใหญ่โตจับจ้องเนี่ย เทียนด้วยสายตาที่แฝงความหมายลึกล้ำ เมื่อเขาได้รู้ความมหัศจรรย์บางอย่างเกี่ยวกับเนี่ย เทียนจากปากของวิญญาณมังกรเพลิง ในใจก็เต็มไป ด้วยความสะท้านสะเทือน “คงต้องรบกวนให้เจ้า ช่วยดูแลน้องชายข้าแล้ว” เนี่ยเทียนยิ้มน้อยๆ “ในหัวใจของมันมีแก่นเลือดที่ ข้ากรอกเทให้อยู่” เฟุยลี่เค่อซือพยักหน้ารับ “ผู้หญิงที่ชื่อเอ้าเฟยลี่หย่า คนนั้น เจ้าจงระวังให้มากหน่อย ข้าเคยเจอนาง ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นนางยังไม่แข็งแกร่ง มากพอ แต่ก็ทำให้ข้าจับตามองได้แล้ว เวลาผ่านมา นานหลายปี นางต้องยิ่งแกร่งกร้าวมากกว่าเก่า สายเลือดของนางเองก็พิเศษอย่างยิ่ง หวังว่าเจ้าจะ เอาชนะนางได้”
หากไม่ได้พูดคุยกับเกราะมังกรเพลิง เขาไม่มีทาง เชื่อเด็ดขาดว่าเนี่ยเทียนจะมีคุณสมบัติร่วมรบ กับเอ้าเฟยลี่หย่าแห่งเผ่าภูตผีปีศาจได้ “ข้าย่อมพยายามอย่างสุดความสามารถ” เนี่ยเทียน กล่าว “ก่อนจะเปิดศึก พวกเราจะมาร่วมชมอีกครั้ง หนึ่ง คือเจ้า อีกหนึ่งคือการรบระหว่างโม่เหิงและหยวน หมอต้าจุน” เฟุยลี่เค่อซือแสดงท่าที ครั้นจึงตวัดกรง เล็บไปมาเพื่อเป็นการบอกว่าการสนทนาของพวก เขาสิ้นสุดลงแล้ว ไม่นานนักเขาและคนในเผ่าอย่างพวกม่ายเค่อหลัน หนีก็ออกไปจากพื้นที่แถบนี้ชั่วคราว ทว่าปราณมังกรของพวกเขาเหมือนจะกระจายไป ทั่วอาณาจักรมอดดับในบริเวณใกล้เคียง ดูเหมือนว่า พวกเขาจะไม่ได้จากไปไกลนัก และยังคงจับตามอง มายังที่แห่งนี้อย่างใกล้ชิด ผ่านไปอีกหลายวัน
จู่ๆ กลางแผ่นดินลอยตัวของเผ่าภูตผีปีศาจก็มีแสง ดาวเปล่งวาบขึ้นมาแล้วก่อตัวเป็นแสงดาวหลาย กลุ่มที่ลอยตัวสูงอยู่กลางอากาศ ก่อนที่กลุ่มแสงดาว พวกนั้นจะเคลื่อนที่ไปทั่วปราณปีศาจ สาดส่อง ประกายแสงที่ทำให้คนหลงใหล ทว่าแสงดาวลึกลับกลุ่มนั้นดำรงอยู่แค่ไม่กี่วินาทีก็ อันตรธานหายไป “ดาวตกสวรรค์มวลดาว!” “เผ่าภูตผีปีศาจเอาดาวตกสวรรค์มวลดาวมาแล้ว!” “แสงดาวพร่างพราวแบบนั้น ค่ายกลลี้ลับมหัศจรรย์ แบบนั้น มันคือดาวตกสวรรค์มวลดาวจริงๆ!” ผู้อาวุโสหลายท่านของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ที่พอเห็นแสงดาวเปล่งวาบพลันเกิดความตื่นเต้น ดาวตกสวรรค์มวลดาวถูกนำมาที่นี่แล้ว หมายความ ว่าทางฝุายของภูตผีปีศาจคงใกล้จะเตรียมการ
เรียบร้อย และอีกไม่นานคู่ต่อสู้ของเนี่ยเทียนก็น่าจะ มาถึงที่นี่ ผ่านไปครู่หนึ่ง ดอกไม้ดวงตาปีศาจก็ปรากฎตัว ขึ้นมาช้าๆ ในแผ่นดินของเผ่าภูตผีปีศาจ เรือนกายส่วนใหญ่ของหันอวี้ที่เคยพบกับเนี่ยเทียน ในดินแดนสวรรค์ทมิฬมาแล้วครั้งหนึ่งถูกผสาน รวมอยู่กับดอกไม้ดวงตาปีศาจ ก่อนที่เขาจะข้าม ผ่านม่านแสงสีม่วงเข้มมาโผล่อยู่ต่อหน้าผู้แข็งแกร่ง เผ่ามนุษย์ทุกคนอย่างกำเริบเสิบสาน “ท่านผู้นี้ คือเผ่ามนุษย์ที่กลายไปเป็นปีศาจสินะ?” “เผ่ามนุษย์ถูกดอกไม้ดวงตาปีศาจจับเป็นทาส? เลือดเนื้อของเขาสามารถหล่อเลี้ยงดอกไม้ดวงตา ปีศาจได้อย่างนั้นหรือ? แปลกจริง!” “ไม่ถูกสิ! เรือนกายที่มีเลือดเนื้อของเขาไม่เหมือน พวกเราแล้ว ไอ้หมอนี่ไม่ใช่ทั้งคนและไม่ใช่ทั้งปีศาจ
เขาเป็นตัวอะไรกันแน่? ดอกไม้ดวงตาปีศาจที่อยู่ อันดับหนึ่งของพืชพรรณปีศาจช่วงชิงร่างของเขา หรือว่าถูกเขาควบคุมกันแน่?” การบินออกมาของหันอวี้สร้างความตื่นตะลึงให้กับ ทุกฝุาย ทำเอาผู้แข็งแกร่งหลายคนรู้สึกประหลาดใจ อย่างยิ่ง “เนี่ยเทียน ศิษย์น้องเล็กของข้าล่ะ?” หันอวี้กล่าว พร้อมหัวเราะหึหึ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1114 ผู้แข็งแกร่งมารวมตัวกัน
ดอกไม้ดวงตาปีศาจที่แปลกประหลาดอย่างถึงที่สุด ลอยอยู่เหนือแผ่นดินผืนนั้น ลำต้นส่วนหนึ่งของดอกไม้ดวงตาปีศาจยังเชื่อมโยง กับม่านแสงสีม่วงเข้มเพื่อดึงเอาสารสกัดจากปราณ ปีศาจที่ไหลบ่ามาบำรุงตัวเอง บนแผ่นดินมีคนของเผ่าภูตผีปีศาจอยู่มากมาย พวก เขามองพืชพรรณปีศาจที่อยู่อันดับหนึ่งของเผ่า ปีศาจด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดผวา ทว่าเมื่อภูตผีปีศาจระดับสูงหลายคนมองผ่านดอกไม้ ดวงตาปีศาจไปเห็นหันอวี้ สีหน้าของพวกเขากลับ แตกต่างกันออกไป
ภูตผีปีศาจบางคนแสดงความรังเกียจหันอวี้อย่าง เห็นได้ชัด แล้วก็มีหลายคนที่ไม่แค่รังเกียจ แต่เต็มไปด้วยความ เจ็บแค้น แต่ภูตผีปีศาจที่มากกว่านั้นกลับมองหันอวี้ด้วย สายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว สิ่งเดียวที่ไม่มีก็คือความชื่นชอบ ความเคารพยำ เกรง และความใกล้ชิดจริงใจ ไม่ใช่คนเผ่าพันธุ์เดียวกัน ใจย่อมบังเกิดความเป็น ปฏิปักษ์ ไม่ว่าหันอวี้จะใช้วิธีการใดจนกลายมาเป็นอย่างทุก วันนี้ หรือพยายามที่จะรับใช้เผ่าภูตผีปีศาจอย่างสุด ความสามารถแค่ไหน ทว่าในสายตาของภูตผีปีศาจส่วนใหญ่ หันอวี้ก็ยัง เป็นคนนอกสำหรับพวกเขาอยู่ดี!
อีกอย่างหนึ่งก็คือพวกเขารังเกียจเผ่ามนุษย์โดย สัญชาตญาณอยู่แล้ว หันอวี้ไม่ได้เก็บเอาสายตาหลากหลายของพวกเผ่า ภูตผีปีศาจมาใส่ใจ เขาเผยกายอยู่ในดอกไม้ดวงตา ปีศาจ ตะโกนดังลั่นอย่างกำเริบเสิบสาน “เนี่ยเทียน ล่ะ?” “ข้าอยู่นี่” เนี่ยเทียนขับเรือดาราทะยานเข้ามา “ศิษย์น้องเล็ก? เขา คงไม่ได้มาจากพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวเหมือนกันหรอกกระมัง?” หลายคนที่ไม่เข้าใจเรื่องราวได้ยินเสียงตะโกนจาก หันอวี้และมองไปยังเขาที่จะเป็นคนก็ไม่ใช่ ปีศาจก็ ไม่เชิง ในใจก็เกิดความคิดมากมาย “อย่าได้เข้าใจผิด” กลับเป็นหันอวี้เสียอีกที่เป็นฝ่าย เปิดปากอธิบายด้วยตัวเอง คล้ายว่าไม่ต้องการมี ความสัมพันธ์ใดๆ เกี่ยวข้องกับพระราชวังโบราณ
สะเก็ดดาว “บ้านเกิดของข้าเหมือนกับเนี่ยเทียน นั่นคืออาณาจักรหลีเทียนแห่งดินแดนดาวตก ตอน อยู่อาณาจักรหลีเทียนข้าเคยมีอาจารย์อยู่คนหนึ่ง ตอนที่เนี่ยเทียนยังไม่เดินออกมาจากดินแดนดาวตก อาจารย์ของเขาก็เป็นอาจารย์คนเดียวกับข้า” พอได้ยินเขาพูดแบบนี้ ทุกคนถึงได้กระจ่างแจ้ง เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว มองหันอวี้ด้วยสีหน้าประหลาด ใจ ถาม “เจ้า คงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าหรอกกระมัง?” ตอนอยู่ดินแดนสวรรค์ทมิฬ เขาเคยประมือกับ หันอวี้มาก่อนจึงรู้ดีถึงความน่ากลัวของคนผู้นี้ ทว่าหันอวี้อยู่ขอบเขตอะไร เรือนกายแข็งแกร่งถึง ขนาดไหน และความร้ายกาจที่แท้จริงดอกไม้ดวงตา ปีศาจดอกนั้นคืออะไร เขากลับยังไม่เคยใคร่ครวญ อย่างละเอียด
ตอนนั้นขนาดเขากับเผยฉีฉีร่วมมือกันก็ยังเกือบจะ ถูกหันอวี้โจมตีจนบาดเจ็บสาหัส หากไม่เป็นเพราะมีแดนเอตทัคคะตามมาช่วยได้ทัน หันอวี้ก็คงไม่มีทางยอมรามือง่ายๆ “ข้าอยากเป็นคู่ต่อสู้ของเจ้ามาก” หันอวี้ส่ายหน้า “แต่น่าเสียดายที่หยวนหมอต้าจุนจัดหาคู่ต่อสู้ที่เป็น คนอื่นมาไว้ให้เจ้าแล้ว” ตอนที่พูดถึงคู่ต่อสู้คนนั้น เนี่ยเทียนสังเกตเห็นว่าสี หน้าของหันอวี้แสดงความเลื่อมใสอย่างเห็นได้ชัด “เอ้าเฟยลี่หยาก็คือคู่ต่อสู้ของเจ้า!” น้ำเสียงของ หันอวี้ฟังแปร่งหูชอบกล และภูตผีปีศาจระดับสูงหลายคนที่พอได้ยินหันอ วี้พูดถึงชื่อนี้ สีหน้าก็เปลี่ยนมาเป็นไม่ค่อยน่ามองนัก เนี่ยเทียนไม่รู้ประวัติความเป็นมาของหันอวี้ แต่ภูตผี ปีศาจที่แข็งแกร่งบางคนกลับรู้ดีว่าที่เผ่ามนุษย์คนนี้
ยินยอมทรยศเผ่าพันธุ์ มาเข้าร่วมกับเผ่าภูตผีปีศาจ ผสานรวมร่างกับดอกไม้ดวงตาปีศาจ กลายมาเป็น คนก็ไม่ใช่ปีศาจก็ไม่เชิง ล้วนเป็นเพราะเอ้าเฟยลี่ หย่าทั้งสิ้น! หันอวี้กลายมาเป็นเช่นนี้ ก็เพราะเอ้าเฟยลี่หย่า ช่วงแรกเริ่ม ที่พึ่งของเขาในเผ่าภูตผีปีศาจก็คือเอ้า เฟยลี่หย่า และเอ้าเฟยลี่หย่าก็เป็นคนนำพาเขาเข้า มาอยู่ในเผ่าภูตผีปีศาจ เพียงแต่ว่าภายหลังหยวนหมอต้าจุนได้มาพบเขา เป็นการส่วนตัว ก็ไม่รู้ว่าเขาใช้วิธีการใดถึงทำให้ แม้แต่หยวนหมอต้าจุนก็ยังยินยอมคล้อยตาม หยวนหมอต้าจุนยอมรับในตัวตนของเขา และมอง เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกของเผ่าภูตผีปีศาจ
เมื่อหยวนหมอต้าจุนพยักหน้ายอมรับ ไม่ว่าภูตผี ปีศาจคนอื่นๆ จะรังเกียจหันอวี้แค่ไหนก็ยังต้องยอม ให้เขาใช้ชีวิตอยู่ในเผ่าภูตผีปีศาจ อีกทั้งภายหลังหยวนหมอต้าจุนยังสั่งการให้หันอวี้ คอยจัดการธุระบางอย่างให้ และหันอวี้ก็ทำสำเร็จ ราบรื่นทุกครั้ง แถมยังช่วยเผ่าภูตผีปีศาจสังหารเผ่า มนุษย์ไปมากมาย ช่วยกำราบความวุ่นวายได้หลาย ครั้ง ในเผ่าภูตผีปีศาจไม่ยอมรับตัวตนของหันอวี้ ทว่า วิธีการและศักยภาพที่น่ากลัวของเขากลับค่อยๆ ได้รับการยอมรับ “ในเมื่อเจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า แล้วเจ้าจะโผล่มาด้วย เรื่องอันใด?” เนี่ยเทียนถามอย่างสงสัย “หยวนหมอต้าจุนอยากรู้ว่า ข่าตี๋…ตายด้วยสาเหตุ ใด” หันอวี้ตวาด “ข่าวที่พวกเราได้มา ตอนนั้นคนที่
ไปเยือนสามดินแดนในนามของเจ้ามีเพียงผู้อาวุโสเห ยียนจั้นแห่งพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวคนเดียว! ไม่ว่าจะเป็นเหยียนจั้นหรือเซี่ยเชียนอะไรนั่นก็ล้วน ไม่มีความสามารถที่จะสังหารมหาราชานรกเลือด ได้!” พอเขากล่าวเช่นนี้ คนมากมายจากสำนักห้าธาตุ หอ ทอดฟ้าและลัทธิจิตตวิสุทธิ์ก็เริ่มมีสีหน้าปั้นยาก ข่าวที่บอกว่ามหาราชานรกเลือดและมหาราชา ข่ายตี้ไปตายอยู่ในดินแดนดาวตก พระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวเป็นคนปล่อยข่าว ตามคำบอกของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว มหา ราชาข่ายตี้นั้นถูกเนี่ยเทียนสังหาร ทว่าข่าตี๋ตายอย่างไร พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว กลับไม่ได้บอกรายละเอียดอย่างชัดเจน
ตอนนี้ทุกคนมาคิดดูอย่างละเอียด ก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ ผิดปกติเหมือนกัน ตอนที่ข่าตี๋เข้าออกในดินแดนดาวตก ฉู่รุ่ยและหลัว ว่านเซี่ยงต่างก็กำลังปิดด่านฟื้นตัว โม่เหิงเองก็ยัง ไม่ได้ออกจากด่านเช่นกัน และตอนนั้นเว่ยไหลก็วุ่นวายเพราะมีงานรัดตัวจน แม้แต่ก้าวขาออกจากนครสะเก็ดดาวก็ยังเป็นไป ไม่ได้ ต่อให้เว่ยไหลออกมาจากนครสะเก็ดดาวจริงๆ ทว่า ด้วยศักยภาพของเว่ยไหลที่หากร่วมมือกับเหยียนจั้น ก็อาจพอจะเอาชนะข่าตี๋ได้ แต่จะให้สังหารอีกฝ่าย นั้น…กลับเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ถ้าเช่นนั้นใครกันแน่ที่สังหารข่าตี๋?
ทันใดนั้น ไม่เพียงแต่หันอวี้เท่านั้นที่อยากรู้ แม้แต่ พวกเขาเองก็สงสัยแล้วว่ามหาราชาข่าตี๋ที่อยู่ใน อันดับต้นๆ ของเผ่าภูตผีปีศาจตายได้อย่างไร “ทำไมเจ้าต้องสนใจด้วยว่าข่าตี๋ตายด้วยน้ำมือใคร?” เนี่ยเทียนกล่าว “บนร่างของข่าตี๋มีของบางอย่างที่หยวนหมอต้าจุน ต้องการได้คืน” หันอวี้ตอบ มหาราชาภูตผีปีศาจระดับเก้าหลายคนที่อยู่บน แผ่นดินด้านล่างอย่างเฮยจือลี่เท่อ เฟยโม่ซือ และผู้ แข็งแกร่งเผ่าภูตผีปีศาจบางคนที่รู้ความลับของเผ่า พลันเข้าใจได้ทันที “ของที่หยวนหมอต้าจุนอยากได้คืน…” มหาราชาเผ่าภูตผีปีศาจเหล่านั้นครุ่นคิดเล็กน้อยก็ จับข้อมูลสำคัญได้
มหาราชานรกเลือดข่าตี๋เฝ้าพิทักษ์มหาสมุทรเลือด นรกที่เป็นพื้นที่ลับแห่งหนึ่งของเผ่าภูตผีปีศาจ และต้าจุนของเผ่าภูตผีปีศาจคนหนึ่ง ซึ่งก็คือบรรพ บุรุษทางสายเลือดของข่าตี๋ยังเคยอาศัยมหาสมุทร เลือดนรกมารวบรวมเลือดเนื้อขึ้นใหม่เพื่อฟื้นคืนชีพ กลับมาอีกครั้ง บนร่างของข่าตี๋มีของที่ท่านผู้นั้นทิ้งเอาไว้ ซึ่งเป็น กุญแจสำคัญที่ทำให้เขาฟื้นคืนชีพกลับมาได้อีกครั้ง ข่าตี๋ตายไปแล้ว ของเหล่านั้นก็หายไปด้วย ซึ่งนั่น อาจจะส่งผลกระทบต่อช่วงเวลาของการกลับมาเกิด ใหม่ในมหาสมุทรเลือดนรกของท่านผู้นั้น “เขาตายได้อย่างไร ข้ามิอาจบอกได้” เนี่ยเทียน ขมวดคิ้ว เฟิงเป่ยหลัวแห่งสำนักศพฟ้าไม่ได้รับการยอมรับ จากทั้งเผ่ามนุษย์และชนต่างเผ่า หากเขาบอกความ
จริงออกมา คนอื่นจะสงสัยว่าเขามีความสัมพันธ์กับ สำนักศพฟ้า และจะเป็นการหาเรื่องใส่ตัวเสียเปล่าๆ “ได้ อันที่จริงเขาจะตายอย่างไรก็ไม่สำคัญหรอก” หันอวี้นิ่งคิดไปครู่ ก่อนกล่าวว่า “บนร่างเขามีวัตถุ บางอย่าง หากเจ้าสามารถหาเจอ พวกเรายินดีจะ แลกเปลี่ยนด้วยทรัพย์สินที่เจ้าต้องการ เรื่องนี้ สามารถจัดการก่อนได้ หากเจ้าหาของที่อยู่บนร่าง ของข่าตี๋มาได้ ถ้าเช่นนั้นแหวนห้วงมิติวงนี้…” “หาไม่เจอ” เนี่ยเทียนตัดบทเสียงเย็น หันอวี้ขมวดคิ้ว ถอนหายใจหนึ่งครั้ง ก่อนกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าคงต้องตายสถานเดียวเท่านั้น” “หมายความว่าอย่างไร?” เนี่ยเทียนแค่นเสียงใน ลำคอ “อีกอย่างก่อนตายยังต้องได้รับความเจ็บปวด เพิ่มเติมด้วย” หันอวี้มีสีหน้าเฉยเมย “เพราะว่า
เพื่อให้ได้ข้อมูลความจริงในการตายของข่าตี๋มา ก่อนหน้าที่นางจะสังหารเจ้า นางจะดึงซากวิญญาณ ของเจ้าออกมา” “เจ้าหมายถึงเอ้าเฟยลี่หย่าคนนั้นน่ะหรือ?” เนี่ย เทียนเบ้ปาก “ข้ารอนางมานานมากแล้ว นางจะมา เมื่อไหร่?” “อีกสามวัน” หันอวี้ไม่พูดมากอีก เพียงย้อนกลับไป ยังแผ่นดินของเผ่าภูตผีปีศาจ และอาศัยประตูข้าม อาณาจักรไปจากมหาสมุทรดาวมอดดับคล้ายรีบนำ เรื่องไปรายงาน “สามวัน มาได้สักที” เนี่ยเทียนพลันบังเกิดความรอ คอย “สามวัน!” “สามวันเองหรือ?”
แต่ละฝ่ายต่างก็ได้ข้อมูลที่แน่ชัด รู้ว่าในอีกสาม วันเนี่ยเทียนจะเปิดศึกกับเอ้าเฟยลี่หย่าจากเผ่าภูตผี ปีศาจ ข่าวแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานนัก ฉู่รุ่ยแห่งพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวที่ ยังฟื้นตัวไม่เต็มทีก็ออกจากด่านมาล่วงหน้า ฉู่รุ่ยมาเยือนมหาสมุทรดาวมอดดับด้วยตัวเองเพราะ ต้องการมารับชมศึกระหว่างเนี่ยเทียนและเอ้าเฟยลี่ หย่ากับตาตัวเอง ซือคงฉั่วที่จากไปก็ย้อนกลับมา พอมาถึงก็บอกว่า หลัวว่านเซี่ยงรองเจ้าตำหนักอีกคนหนึ่งจะไม่มาร่วม รับชมด้วย หากเนี่ยเทียนสามารถเอาชนะเอ้าเฟยลี่หย่าจนเป็น การกระตุ้นให้สงครามระหว่างโม่เหิงและหยวน หมอต้าจุนเกิดขึ้นได้ เขาถึงจะมาเป็นพยานในศึก
นองเลือดระหว่างโม่เหิงและหยวนหมอต้าจุนด้วย ตัวเอง ที่ตอนนี้เขาไม่มาก็เพราะรู้สึกว่าเนี่ยเทียนต้องตาย ด้วยน้ำมือของเอ้าเฟยลี่หย่าแน่นอน และโม่เหิงกับ หยวนหมอต้าจุนย่อมไม่มีโอกาสได้ปะทะกัน จากนั้นคนของสำนักห้าธาตุ หอทอดฟ้าและลัทธิ จิตตวิสุทธิ์ที่พอรู้ข่าวอย่างแน่ชัดก็ทยอยกันมาเพิ่ม อีกเรื่อยๆ เพราะต้องการจะร่วมเป็นพยานตลอดศึก ระหว่างเนี่ยเทียนและเอ้าเฟยลี่หย่าด้วยตัวเอง ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1115 ศึกแรก!
ที่ตั้งของมหาสมุทรเลือดนรกในอาณาจักรปีศาจแห่ง ที่สอง หันอวี้ข้ามผ่านประตูข้ามอาณาจักรมาถึงริมขอบ ของมหาสมุทรเลือด มหาสมุทรเลือดนรกสีแดงฉาน น้าทะลุเดือดพล่าน ฟองอากาศผุดดัง “ปุดๆ” หลายพันหลายหมื่นปีที่ผ่านมา เผ่าภูตผีปีศาจ มากมายที่กระท้าความผิดหรือแพ้สงครามก็มักจะ ถูกโยนเข้ามาไว้ในมหาสมุทรเลือดนรก รวมไปถึงทาสเผ่ามนุษย์และสัตว์โบราณบางส่วนที่ ถูกเผ่าภูตผีปีศาจสังหาร หรือแม้แต่คนจากเผ่าพันธุ์
แปลกๆ หายากอย่างเผ่าอสูรกายก็ล้วนถูกโยนมาไว้ ที่นี่เหมือนกัน เมื่อเรือนกายที่มีเลือดเนื้อจมหายเข้าไปใน มหาสมุทรเลือดนรกก็จะหลอมละลายอย่างรวดเร็ว กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรเลือดนรกแห่งนี้ แม้แต่กระดูกก็ยังไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว มหาสมุทรเลือดนรกอันกว้างใหญ่ไพศาลเปี่ยมล้นไป ด้วยเลือดลมของเผ่าพันธุ์ต่างๆ มากมาย เลือดลมเหล่านั้นที่เมื่อผ่านการชุบหลอมให้สะอาด จากมหาสมุทรเลือดก็จะท้าให้มีพลังเลือดลมอย่าง ใหม่ก่อเกิดขึ้นและกรอกเทเข้าสู่พื้นที่ลับแห่งหนึ่งซึ่ง อยู่ใต้ทะเลลึก เมื่อหันอวี้มาถึงก็รอคอยอยู่ข้างริมขอบของ มหาสมุทรเลือดเงียบๆ
ผ่านไปพักหนึ่ง เรือนกายสูงโปร่งปราดเปรียวที่สวม ชุดเกราะสีม่วงเข้มก็พลันบินออกมาจากใน มหาสมุทรเลือด ร่างของเอ้าเฟยลี่หย่าไม่เปียกน้าทะเลสีแดงฉานนั่น แม้แต่น้อย เสื้อเกราะที่สลักลวดลายปีศาจซับซ้อนมี แสงปีศาจน่าหลงใหลหมุนวนคล้ายช่วยนางสกัดกั้น การแทรกซอนของน้าทะเล พอหันอวี้เห็นนางปรากฏตัวก็มองนางด้วยสายตาที่ เต็มไปด้วยความลุ่มหลง เอ้าเฟยลี่หย่ามีเส้นผมสีม่วงเข้มอ่อนนุ่มที่ยาวระบั้น เอว คิ้วตาประดุจภาพวาด ดวงตาของนางเหมือน ผลึกใสสีม่วงที่คล้ายจะแฝงเร้นไว้ด้วยพลังแห่งปีศาจ ไร้ที่สิ้นสุด แม้ว่าหันอวี้จะมองนางอยู่เงียบๆ แต่กลับจงใจ หลีกเลี่ยงสายตาของนาง
ราวกับว่าหากมองประสานสายตากับนางตรงๆ จิต วิญญาณของหันอวี้ก็จะจมจ่อมสู่โลกมายาปีศาจอัน แน่นหนาที่ยากจะสลัดตัวออกมาได้พ้น “ไปสืบข่าวมาได้หรือยังว่าข่าตี๋ตายด้วยน้ามือใคร?” เอ้าเฟยลี่หย่าผู้งดงามกลับมีน้าเสียงเย็นชา ฟังไม่ ออกถึงความอ่อนหวานของเพศหญิง กลับกัน น้าเสียงของนางยังเต็มไปด้วยความกระหายเลือด ข่าตี๋เป็นผู้เฝ้าพิทักษ์มหาสมุทรเลือดนรก เมื่อเขา ตายไปในดินแดนดาวตก หยวนหมอต้าจุนจึงแต่งตั้ง ให้เอ้าเฟยลี่หย่าเข้ามาดูแลมหาสมุทรเลือดนรกแทน นางรับผิดชอบดูแลมหาสมุทรเลือดนรกเพื่อ รับประกันว่าต้าจุนที่ตายไปผู้นั้นจะอาศัยมหาสมุทร เลือดนรกฟื้นคืนชีพกลับมาได้ส้าเร็จ ต้าจุนที่ตายไปผู้นั้นทิ้งแก่นเลือดหยดหนึ่งไว้ใต้ก้น ทะเลเพื่อรวบรวมแก่นเลือดลมขึ้นมา จนตอนนี้
หัวใจก่อตัวขึ้นมาได้ส้าเร็จแล้ว สิ่งที่ต้องท้าก็คือ สร้างเลือดเนื้อเอ็นกระดูกขึ้นมาต่อจากหัวใจ ตอนที่ข่าตี๋ยังมีชีวิตอยู่เขาก็สามารถใช้สายเลือดของ ตัวเองติดต่อกับอีกฝ่ายผ่านที่ตั้งของหัวใจดวงนั้นได้ ในมือของข่าตี๋ยังมีกุญแจที่ใช้เปิดพื้นที่ต้องห้ามใต้ ทะเลลึกซึ่งเก็บวัตถุส้าคัญที่ช่วยกระตุ้นหัวใจดวงนั้น ไว้เป็นจ้านวนมาก การตายของเขาสร้างปัญหาให้แก่เอ้าเฟยลี่หย่า ท้า ให้การเข้าไปยังพื้นที่ต้องห้ามใต้ทะเลลึกของเอ้าเฟย ลี่หย่าเป็นไปอย่างยากล้าบาก ไม่สามารถใช้ สายเลือดของตัวเองติดต่อกับหัวใจที่ก่อตัวขึ้นมา จากแก่นเลือดของต้าจุนผู้นั้นได้อย่างง่ายดาย “บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดไม่ยอมท้าการ แลกเปลี่ยน แล้วก็ไม่ยอมบอกด้วย” หันอวี้กล่าวอ ย่างนอบน้อม
“การแลกเปลี่ยนคือวิธีที่ง่ายที่สุดในการแลกเปลี่ยน ของที่อยู่ในตัวข่าตี๋” เอ้าเฟยลี่หย่าขมวดคิ้วน้อยๆ น้าเสียงที่พูดค่อนข้างแหบพร่า “ไม่ยอมแลกเปลี่ยน ก่อนหน้าที่จะสังหารเขาก็ยังต้องเปลืองแรงเพิ่ม อีก ทั้งได้แต่หาความจริงเรื่องการตายของข่าตี๋มาจากใน เศษซากความทรงจ้าของเขา จึงไม่แน่เสมอไปว่าจะ ได้ของกลับคืนมา” หันอวี้จนใจ “บางทีอาจเป็นเพราะมีผู้แข็งแกร่งเผ่า มนุษย์อยู่กันมากเกินไป เขาถึงไม่ยอมแลกเปลี่ยน” เอ้าเฟยลี่หย่านิ่งคิดไปครู่ก็มองหันอวี้ด้วยสายตาลึก ล้า “เจ้ารู้จักบุตรแห่งดวงดาวคนนี้ดีแค่ไหน?” หันอวี้ส่ายหน้า “แค่เคยเจอกันครั้งหนึ่งตอนอยู่ใน ดินแดนสวรรค์ทมิฬเท่านั้น ตอนนั้นขอบเขตและ พลังการต่อสู้ของเขาน่าจะเทียบกับตอนนี้ไม่ติด แต่ ฝีมือก็ใช้ได้เหมือนกัน”
“โม่เหิงต้องการให้เขามาท้ารบกับสายเลือดระดับ แปดของเผ่าพันธุ์เราเพราะต้องการให้เขาตายหรือมี จุดประสงค์อื่นกันแน่?” เอ้าเฟยลี่หย่าไม่เข้าใจ หันอวี้เองก็ไม่สามารถให้ค้าตอบได้ “ก้าหนดเวลาไว้แล้วรึ?” “ก้าหนดแล้ว” “ดี” สามวันต่อมา ทางฝ่ายของภูตผีปีศาจได้เลือกอาณาจักรที่ตายแล้ว ของหน้าด่านส้าคัญเผ่าภูตผีปีศาจให้เป็นสนามรบ ระหว่างเนี่ยเทียนและเอ้าเฟยลี่หย่า อาณาจักรที่ตายแล้วแห่งนั้นกว้างใหญ่ยิ่งกว่า อาณาจักรหลีเทียนที่เนี่ยเทียนถือก้าเนิดเสียอีก ทว่า ที่นั่นกลับเงียบงัน เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความ
ตาย ไม่มีต้นไม้ใบหญ้า แล้วก็ไม่มีปราณสิ่งมีชีวิต ใดๆ แม้แต่เสี้ยวเดียว ที่มีอยู่ก็แค่ความเย็นเยียบและรกร้างเปล่าเปลี่ยว ตามข้อเรียกร้องของเผ่าภูตผีปีศาจ เว้นเสียแต่เนี่ย เทียนและเอ้าเฟยลี่หย่าแล้ว คนอื่นๆ ล้วนไม่ได้รับ อนุญาตให้เหยียบย่างเข้าไปในอาณาจักรแห่งนั้น ขณะที่การต่อสู้ยังไม่สิ้นสุด ผู้ที่คิดจะชมการต่อสู้ท้าได้แค่ใช้กระแสจิตวิญญาณ เลือดเนื้อ ดวงตาไปมองและรับสัมผัสจากบริเวณ รอบๆ ของอาณาจักรที่ตายแล้วแห่งนั้นเท่านั้น เนี่ยเทียนไปรออยู่ที่อาณาจักรนั้นก่อนแล้ว เขานั่งอยู่บนภูเขาโล้นสีเทาเหลือบน้าตาลที่หักครึ่ง ลูกหนึ่ง ทอดสายตามองไปไกลๆ ก็เห็นเพียงหลุมลึก ขนาดมหึมาจ้านวนนับไม่ถ้วน นอกจากนั้นก็มี
เทือกเขาแม่น้าที่แตกหักแห้งขอด กลายเป็นหินก้อน ยักษ์ เพียงแค่มองแวบเดียวเขาก็รู้ว่าที่เผ่าภูตผีปีศาจเลือก อาณาจักรแห่งนี้ก็เพราะว่าที่นี่ก็คือพื้นที่การต่อสู้อยู่ แล้ว สิ่งมีชีวิตจ้านวนมหาศาลและสัตว์ปีศาจระดับต่้า เรือนกายใหญ่โตต้องมาเข่นฆ่ากันอยู่ที่นี่เป็นประจ้า เขาปลดปล่อยสายเลือดแห่งชีวิตและกระแสจิต วิญญาณออกไปรับสัมผัสความเคลื่อนไหวทุกอย่าง ของอาณาจักรแห่งนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อหลีกเลี่ยง ไม่ให้เผ่าภูตผีปีศาจแอบมาเล่นตุกติก กระแสจิตของเขาแผ่ไปทั่วทุกมุมของอาณาจักร แต่ ก็สัมผัสไม่ได้ถึงสิ่งใดที่ไม่เหมาะสม “อู้ๆๆ!”
ปราณปีศาจสีม่วงเข้มที่กลิ้งหลุนๆ กลุ่มหนึ่งพลันบิน มาจากทิศทางหน้าด่านส้าคัญของเผ่าภูตผีปีศาจ “เอ้าเฟยลี่หย่า!” พอมองเห็นเรือนกายที่ซ่อนอยู่ในจุดลึกของปราณ ปีศาจ เผ่าภูตผีปีศาจหลายคนที่กระจายตัวอยู่รอบๆ อาณาจักรแห่งนั้นก็ร้องอุทานด้วยความตื่นเต้น เด็กรุ่นเล็กของเผ่ามนุษย์อย่างหวงจินหนัน โหวชูห ลัน เฮ้อเหลียนสงและยังมีพวกแดนเอตทัคคะ บางส่วนก็พากันหันไปจับจ้องปราณปีศาจสีม่วงเข้ม กลุ่มนั้นเช่นกัน กลางปราณปีศาจมีเงาร่างหนึ่งที่คล้ายจะเกิดการ เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องไม่หยุดพัก เดี๋ยวๆ ก็กลายมาเป็นสัตว์ปีศาจระดับต่้าหน้าตา แปลกประหลาดหายาก เดี๋ยวๆ ก็กลายมาเป็นภูตผี ปีศาจบรรพกาลที่หายไปจากธารประวัติศาสตร์อัน
ยาวไกล หรือไม่ก็กลายมาเป็นภาพมายาของต้าจุน แต่ละคนที่เคยถือก้าเนิดขึ้นมาในเผ่าภูตผีปีศาจ มองภาพเงาสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ใน ปราณปีศาจกลุ่มนั้น ผู้แข็งแกร่งของเผ่ามนุษย์หลาย คนต่างก็มีสีหน้าเคร่งเครียด ดูเหมือนว่าบุคคลและวัตถุที่ถูกจ้าแลงออกมาจะเป็น การเปลี่ยนแปลงตามเหตุการณ์ในอดีต ปัจจุบันและ อนาคตของเผ่าภูตผีปีศาจ มีความลี้ลับและ มหัศจรรย์มากมายจนคนมองไม่ออก “สัจธรรมความจริงแห่งสายเลือดของฮว้านหมอต้า จุน!” “ในฐานะที่เป็นบุตรสายตรงของนาง พรสวรรค์ทาง สายเลือดของเอ้าเฟยลี่หย่าได้รับการสืบทอดแก่น แท้ทางสายเลือดของนางมาอย่างสมบูรณ์แบบเลย ทีเดียว! สายเลือดระดับแปดก็สามารถใช้เลือดแห่งฮ
ว้านหมอ (ปีศาจจ้าแลง/ปีศาจมายา) มาจ้าแลงภาพ เหตุการณ์อันลี้ลับได้มากมาย ซ่าวจุนของเผ่าภูตผี ปีศาจคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ” “ข้าล่ะเป็นกังวลแทนเนี่ยเทียนจังเลย” ทุกคนที่ตื่นตะลึงพากันซุบซิบเบาๆ “ฟิ้ว!” เงาปีศาจที่บินออกมาจากเผ่าภูตผีปีศาจสัมผัสได้ถึง ต้าแหน่งของเนี่ยเทียนอย่างเฉียบคมจึงเยื้องกราย มาถึงอย่างรวดเร็ว เงาปีศาจยังคงเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งค่อยๆ แปลงมาเป็นโฉมหน้าที่แท้จริงของ เอ้าเฟยลี่หย่า ทว่าตอนที่นางปรากฏตัว เนี่ยเทียนพลันค้นพบว่า อาณาจักรมอดดับที่ตัวเองยืนอยู่คล้ายจะเริ่มเกิด การเปลี่ยนแปลงไปหลังจากที่เอ้าเฟยลี่หย่ามาถึง
พื้นที่ที่ก่อนหน้านี้เขาใช้จิตวิญญาณและสายเลือด แห่งชีวิตส้ารวจจนชินตากลับกลายมาเป็นพื้นที่ แปลกหน้าส้าหรับเขา “ข้า ก็คือคู่ต่อสู้ของเจ้า บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด” เอ้าเฟยลี่หย่าตวาดเบาๆ ด้วยน้าเสียงที่เต็มไปด้วย ความกระหายเลือด ดวงตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยพลัง ปีศาจของนางหันขวับมาจ้องเขา พริบตานั้นเนี่ยเทียนก็เหมือนตกอยู่ในฟ้าดินแห่ง มายาปีศาจที่เขาไม่รู้จัก เหมือนจมอยู่กับฝันร้ายน่า หวาดกลัว ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1116 โลกปีศาจจำแลง
อาณาจักรมอดดับที่แม้แต่ชื่อก็ยังไม่มีพลันเกิดการ เปลี่ยนแปลงผิดปกติ จุดที่เอ้าเฟยลี่หย่ายืนอยู่ จู่ๆ ก็มีเงาปีศาจน่าครั่น คร้ามสูงหมื่นจั้งเงาหนึ่งจำแลงออกมาจาก มหาสมุทรเลือดลม เงาปีศาจหมื่นจั้งกลบทับฟ้าดินไว้จนมิด ปราณ ปีศาจที่ซัดหลุนๆ พลันแยกกระจายตัวออกจากกัน ส่วนที่แยกตัวเกิดการเปลี่ยนแปลงไร้ที่สิ้นสุด แปร สภาพมาเป็นภูตผีปีศาจหลากหลายรูปแบบ มีทั้งภูตผีปีศาจบรรพกาลในยุคเริ่มต้น มีทั้งแมลง ปีศาจ สัตว์ปีศาจระดับเต่า แล้วก็มีทั้งเผ่าพันธุ์แปลก ประหลาดหายากบางอย่างของเผ่าภูตผีปีศาจ
วัตถุปีศาจหลากหลายชนิดต่างก็แปรสภาพออกมา จากเงาปีศาจน่ากลัวเงานั้น พวกมันลอยอยู่เต็มพื้นที่ ว่างเปล่าเหนือศีรษะของเอ้าเฟยลี่หย่า ดูมีชีวิตชีวา เหมือนเป็นของจริง นอกอาณาจักรมอดดับ ผู้แข็งแกร่งมากมายที่จับ จ้องมายังที่แห่งนี้มองวัตถุปีศาจนับพันนับหมื่น เหล่านั้นแล้วพากันขมวดคิ้วเป็นปม “ว่ากันว่าในยุคโบราณอันห่างไกล บรรพบุรุษของ เผ่าภูตผีปีศาจมีปีศาจบรรพกาลชนิดหนึ่งที่ถูกเรียก ขานว่าฮว้านหมอ ฮว้านหมอหรือปีศาจจำแลง สามารถแปรเปลี่ยนได้นับพันนับหมื่นรูปแบบ สามารถกลายร่างมาเป็นอสูรกาย เผ่าทมิฬ หรือ แม้แต่กลายร่างเป็นมังกรยักษ์ เทพยักษ์ค้ำฟ้าก็ยัง ได้” จีหยวนฉวนแห่งลัทธิจิตตวิสุทธิ์กล่าวเบาๆ ด้วย สีหน้าหนักอึ้ง “สายเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในร่างของฮ
ว้านหมอต้าจุนก็คือการสืบทอดที่มาจากปีศาจ จำแลง” “เอ้าเฟยลี่หย่าเองก็เป็นเช่นเดียวกัน” “พรสวรรค์ของปีศาจจำแลง ไม่เพียงแต่สามารถ สร้างภาพมายามากมายไร้ที่สิ้นสุด ยังสามารถ ล่อลวงจิตวิญญาณของผู้คนให้หลงใหลได้อีกด้วย” “ตอนนี้ที่เอ้าเฟยลี่หย่าร่ายใช้ก็คือมหาสมุทรเลือด ลมของฮว้านหมอต้าจุนในช่วงแรกๆ อย่างโลกปีศาจ จำแลง โลกปีศาจจำแลงเกิดขึ้นได้เพราะใช้ มหาสมุทรเลือดลมกระตุ้น มีความคล้ายคลึงกับ ดินแดนของเผ่ามนุษย์ และมีความมหัศจรรย์ มากมาย” “เนี่ยเทียนยังไม่เลื่อนสู่แดนว่างเปล่า ดินแดนของ ตัวเองยังสร้างไม่สำเร็จก็ถูกเอ้าเฟยลี่หย่าใช้
มหาสมุทรเลือดลมสร้างโลกปีศาจจำแลงมากักไว้ เสียแล้ว เกรงว่าคงยากที่เขาจะสลัดได้หลุด” ฉีเหลียนซานที่รีบเร่งเดินทางจากลัทธิจิตตวิสุทธิ์เพื่อ มาชมการต่อสู้โดยเฉพาะก็ถอนหายใจกล่าวว่า “หากเป็นภูตผีปีศาจระดับแปดคนอื่น เนี่ยเทียน อาจจะพอมีความเป็นไปได้ที่จะชนะ แต่หากเป็นเอ้า เฟยลี่หย่าก็ยากเกินไป” ตอนที่อยู่ในดินแดนสวรรค์ทมิฬและสามอาณาจักร ปีศาจ ฉีเหลียนซานที่ไปเป็นเพื่อนเผยฉีฉีเคยรบ เคียงบ่าเคียงไหลกับเนี่ยเทียนมาก่อน เขาเองก็ประเมินศักยภาพของเนี่ยเทียนไว้สูงมาก น่าเสียดายที่เอ้าเฟยลี่หย่าเป็นบุตรสายตรงของต้า จุนแห่งเผ่าภูตผีปีศาจ มีสายเลือดระดับแปดขั้น กลาง อีกทั้งยังครอบครองวัตถุปีศาจที่น่ากลัวด้วย
“เนี่ยเทียนรอดชีวิตได้ก็ถือว่าชนะแล้ว” จีหยวนฉ วนกล่าว “โลกปีศาจจำแลง!” “โลกลับที่ฮว้านหมอต้าจุนจำแลงมาจากมหาสมุทร เลือดลมในปีนั้น เอ้าเฟยลี่หย่าที่มีสายเลือดระดับ แปดกลับสามารถร่ายสายเลือดอันมหัศจรรย์ของฮ ว้านหมอต้าจุนออกมาได้แล้ว ช่างน่ากลัวจริงๆ!” “เนี่ยเทียนที่อยู่ในโลกปีศาจจำแลงไม่มีดินแดนให้ใช้ พลังหลายอย่างต้องถูกจำกัด” พวกผู้ชมจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว สำนักห้า ธาตุและหอทอดฟ้ากระจายตัวกันอยู่รอบๆ อาณาจักรมอดดับ แม้จะมองไม่เห็นรายละเอียดการ ต่อสู้ที่อยู่ข้างใน แต่ดูจากเงาปีศาจน่าครั่นคร้ามที่ เอ้าเฟยลี่หย่าจำแลงขึ้นมาในมหาสมุทรเลือดลมนั่น
ผู้อาวุโสในสำนักของพวกเขาก็รู้ถึงที่มาของ มหาสมุทรเลือดลมผืนนั้นได้ทันที “ภาพมายาหรือว่าของจริง?” บนพื้นดินที่เย็นเยียบของอาณาจักรมอดดับ สายตา ของเนี่ยเทียนปานประหนึ่งดวงจันทร์ในฤดูหนาว แหงนมองท้องฟ้า เงาปีศาจแปลกประหลาดนับพันนับหมื่นเข้าๆ ออกๆ อยู่ในมหสมุทรเลือดลมของเอ้าเฟยลี่หย่า เงา ปีศาจเหล่านั้นมองดูแล้วไม่ใช่ของจริง แต่พอใช้ สายเลือดแห่งชีวิตรับสัมผัส เงาปีศาจพวกนั้นกลับมี ปราณเลือดลมของเอ้าเฟยลี่หย่าแฝงเร้นอยู่ จิตวิญญาณที่แผ่ลามออกไปยังสามารถสัมผัสความ เคลื่อนไหวของจิตวิญญาณได้ชัดเจนอย่างถึงที่สุด ทำให้เขาแยกไม่ออกว่ามันเป็นของจริงหรือของ ปลอมกันแน่
จนกระทั่งแมลงปีศาจตัวหนึ่งกัดเข้าที่สีข้างของเขา แล้วเขารู้สึกเจ็บปวด เขาถึงได้คืนสติกลับมา “ไม่ใช่ภาพมายา!” “ฟั่บๆๆ!” แมลงปีศาจมีสีเขียวเข้มทั้งตัว ปีกเล็กๆ ของมันพัด กระพือไม่หยุด พอฟันที่แหลมคมของมันกัดลงบนผิวหนังของเขาได้ แล้วก็ออกแรงเต็มกำลัง จากร่างของแมลงปีศาจ เนี่ยเทียนสัมผัสได้ถึงคลื่น เคลื่อนไหวทางจิตวิญญาณและเลือดลมของเอ้าเฟย ลี่หย่า ราวกับว่าแมลงปีศาจตัวนั้นถูกเอ้าเฟยลี่หย่าสร้าง ขึ้นมาโดยใช้เลือดลมผสานกับจิตวิญญาณเสี้ยวหนึ่ง ของตัวเอง
“ใช้เลือดลมและจิตวิญญาณมาแปลงสภาพเป็นวัตถุ ที่มีชีวิตจริง? วิชาอภินิหารทางสายเลือดของเผ่า ภูตผีปีศาจเช่นนี้น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว” เนี่ยเทียนยิ้มกว้าง ไม่ถือสาแม้แต่น้อยเพราะคิดว่า แมลงตัวเล็กๆ แค่นี้ไม่สามารถทำร้ายเขาได้ และเขาก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าต่อให้แมลงตัวนั้น จะพยายามเต็มที่ก็ยังได้แค่ใช้ฟันของมันเจาะทะลุ หนังของเขามาเล็กน้อยเท่านั้น ที่เขาสนใจอย่างแท้จริงก็คือปีศาจจำแลงอย่างปีศาจ ระดับต่ำและปีศาจบรรพกาลที่เขาไม่รู้จักซึ่ง ตามหลังแมลงปีศาจตัวนั้นมาต่างหาก ทว่าไม่ทันรอให้ปีศาจจำแลงจำนวนมากพวกนั้นพุ่ง เข้ามาเข่นฆ่า เขาก็ต้องหน้าเปลี่ยนสีน้อยๆ เขาจำต้องก้มหน้าลงมองแมลงปีศาจตัวนั้นแวบหนึ่ง ครั้นจึงยื่นมือออกไปคีบมันขึ้นมา
“ตูม!” แค่ออกแรงบีบ ร่างของแมลงปีศาจก็ระเบิดกระจุย กลายเป็นปราณเลือดหลายเส้นที่ผสานรวมเข้าไปใน โลกปีศาจจำแลงอีกครั้ง สีข้างของเนี่ยเทียนเกิดความรู้สึกเจ็บชา ความรู้สึก เช่นนั้นราวกับว่าถูกพิษจากร่างของแมลงปีศาจ พิษที่สามารถทำให้ร่างของเขาชาได้ถือว่าไม่ธรรมดา อย่างถึงที่สุด อีกทั้งเห็นได้ชัดว่าแมลงปีศาจตัวนั้นเกิดจากการที่ เอ้าเฟยลี่หย่าใช้เลือดลมและซากวิญญาณเสี้ยวหนึ่ง ในร่างของตัวเองรวบรวมขึ้นมา นี่ถือเป็นเรื่องที่ ประหลาดอย่างมาก “ผิดปกติ!” เนี่ยเทียนตกใจจนหน้าเปลี่ยนสี
เขาพลันตระหนักได้ว่าโลกปีศาจจำแลงที่เอ้าเฟยลี่ หย่าสร้างขึ้นมาก่อนหน้านี้ รวมไปถึงแมลงปีศาจที่ เกิดจากการผสานรวมของเลือดลมและจิตวิญญาณ ของนางต้องไม่ใช่การจำแลงด้วยภาพมายา ธรรมดาๆ อย่างแน่นอน! สารพิษที่แมลงปีศาจพ่นออกมาจากฟันแหลมคมนั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นสายเลือดแห่งการกัดร่อนของตัว แมลงปีศาจเอง! “ดึงเลือดสดที่อยู่ในร่างของแมลงปีศาจและปีศาจ ระดับต่ำโดยใช้เวทลับ บวกกับการชุบหลอม ทำให้ วัตถุปีศาจแปรสภาพ ทั้งยังสามารถกระตุ้นความ มหัศจรรย์ของสายเลือดดั้งเดิมได้อีกด้วย” พอเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง ปีศาจจำแลงแต่ละอย่าง ที่มองดูเหมือนเป็นภาพมายาทว่ากลับมีความ มหัศจรรย์ทางสายเลือดก็ตรงเข้ามากลบทับร่างของ เขาเอาไว้แล้ว
มีหมาป่าปีศาจตัวหนึ่งกัดแทะเนื้อตรงขาของเขา งู ประหลาดสีม่วงพ่นกรดพิษออกมา แล้วก็มีภูตผี ปีศาจระดับต่ำเรือนกายใหญ่โตราวแรดที่ไม่รู้ที่มาพุ่ง เข้าชนตัวเขาอย่างแรง กลางอากาศมีสัตว์ปีกปีศาจที่แสยะปากแยกเขี้ยว ใช้กรงเล็บที่แหลมคมพยายามจะฉีกกระชากหนัง ศีรษะของเขา “พลังชีวิตแข็งแกร่ง!” ร้องคำรามเบาๆ หนึ่งทีแล้วพลันกระตุ้นพรสวรรค์ ทางสายเลือด เรือนกายเขาจึงเปลี่ยนมาเป็นสูงใหญ่ กล้ามเนื้อพองขยาย ลวดลายลึกลับสีทองและสีเงิน ผุดมาจากในร่างเป็นชั้นโครงสร้างราวเกล็ดปลา “ปังๆๆ!” เมื่อเลือดลมปั่นป่วน ร่างของปีศาจจำแลงเหล่านั้นที่ กระโจนเข้ามากัดกินเขาก็พลันระเบิดแตก
“ออกมา!” ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราถูกเขาเรียก ออกมาจากในแหวนเก็บของ พอท่อนกระดูกที่ยาวเกือบหกสิบเมตรเผยตัวใน อาณาจักรมอดดับ ปราณน่าหวาดกลัวที่ราวกับอยู่ บนสุดของห่วงโซ่อาหาร เหนือทุกสรรพชีวิตก็พลัน ท่วมท้นทันที เผ่ามนุษย์ไม่มีใครเกิดความรู้สึกผิดปกติอะไร ทว่าผู้แข็งแกร่งเผ่าภูตผีปีศาจ ผู้แข็งแกร่งเผ่าอสูร กายและเผ่าทมิฬจำนวนมากที่มาพร้อมกับเอ้าเฟยลี่ หย่า รวมไปถึงมังกรยักษ์อย่างพวกเฟ่ยลี่เค่อซือซึ่ง สังเกตการณ์อยู่ไกลๆ ต่างก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ นั้น! ความทรงจำเก่าแก่บางอย่างที่ฝังรากลงลึกอยู่ใน สายเลือดของพวกเขาคล้ายถูกปลุกให้ตื่น
ภูตผีปีศาจมากมายที่ในร่างมีสายเลือดของภูตผี ปีศาจบรรพกาลไหลวนตัวสั่นเทิ้มไม่หยุด เผ่ามังกรทั้งหลายล้วนร้องคำรามหนักอึ้งด้วยความ กระวนกระวาย ที่น่าแปลกใจก็คือ รอจนท่อนกระดูกนั้นเผยกาย แม้แต่โลกปีศาจจำแลงอันเป็นพรสวรรค์ทาง สายเลือดที่มหาสมุทรเลือดลมของเอ้าเฟยลี่หย่า กระตุ้นออกมาก็ยังเริ่มแตกกระจายและเบาบางลง สายเลือดปีศาจจำแลงของเอ้าเฟยลี่หย่าหวนคืนสู่ ต้นกำเนิด ซึ่งก็คือสายแยกของปีศาจจำแลงที่อยู่ใน ยุคสมัยของภูตผีปีศาจบรรพกาล ปีศาจจำแลงของยุคบรรพกาลสูญพันธ์ไปในยุคสมัย นั้นก็เพราะเคยเป็นเป้าหมายที่ถูกสัตว์ยักษ์มวล ดาราจับกิน “ฟู่วๆๆ!”
ในท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดารามีลายเลือด แน่นขนัดบินออกมาแล้วถักทอกันเป็นตาข่ายเลือด เมื่อตาข่ายเลือดก่อตัวสำเร็จ โลกปีศาจจำแลงที่ กระตุ้นจากมหาสมุทรเลือดลมของเอ้าเฟยลี่หย่าก็ แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ เหมือนกระจกที่ถูกทุบ แตก และเลือดลมแต่ละกลุ่มก็ถูกตาข่ายเลือดรัดพัน เอาไว้ และเวลานี้เอง แก่นเลือดแต่ละหยดที่เนี่ยเทียนเคย มอบให้กับท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราก็พลัน ขานรับกับเขาอย่างลึกลับทันที เขาเหมือนได้ยินเสียงแผ่วๆ บางอย่างดังออกมา คล้ายกำลังบอกกับเขาว่าการถักทอตาข่ายเลือดของ ท่อนกระดูกต้องใช้สัญชาตญาณ ท่อนกระดูกเป็นตัวแทนพรสวรรค์ของสัตว์ยักษ์มวล ดารา นั่นคือการจับกินเป็นอาหาร!
ตอนที่อยู่นอกอาณาจักรป่ายจั้น ท่อนกระดูกนี้เคย เผยพรสวรรค์อันลี้ลับเช่นนั้นออกมา มันจับมหา ราชาข่ายตี้กินเป็นอาหาร และตอนนี้มันก็กำลังร่าย ใช้วิธีเดิม “มหาราชาข่ายตี้ระดับเก้าขั้นต้นยังต้านพรสวรรค์ การจับกินของท่อนกระดูกไม่ได้ ภูตผีปีศาจระดับ แปดคนนี้จะมีความสามารถนั้นหรือเปล่า?” เลือดลมที่อยู่ในร่างของเขาไหลหายไปอย่างบ้าคลั่ง แก่นเลือดสองหยดในหัวใจก็ลุกไหม้เดือดพล่าน แต่ เนี่ยเทียนกลับไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่มองเอ้าเฟยลี่หย่าด้วยสายตาเย็นชา “กระดูกท่อนนี้ข้าเคยได้ยินมานานแล้ว หันอวี้เคย เล่าให้ข้าฟัง” เอ้าเฟยลี่หย่าตกตะลึง ทว่ากลับไม่ได้ แสดงความหวาดกลัวออกมาทางสีหน้าสักเท่าไหร่ นัก ราวกับว่าคาดเดาได้มาก่อนอยู่แล้ว
———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1117 การปะทะกันระหว่างเลือด
เนื้อ
“ไข่มุกปีศาจเซิ่น!” (เซิ่นคือสัตว์น้าประเภทหอย กาบ ในต้านานของจีนถือเป็นสัตว์ทะเลคล้ายมังกร น้า ซึ่งสามารถแปลได้อีกอย่างว่าภาพลวงตาเพราะ ในสมัยโบราณหากเห็นภาพการหักเหสะท้อนของ แสงตามริมชายฝั่ง คนโบราณของจีนจะเข้าใจว่าเป็น แสงที่หอยกาบพ่นออกมา) ไข่มุกกลมๆ ลูกหนึ่งกลิ้งหลุนๆ อยู่บนฝ่ามือของเอ้า เฟยลี่หย่าและค่อยๆ ลอยขึ้นมา ไข่มุกลูกนั้นคล้ายดวงตาขนาดมหึมาที่คล้ายจะ บันทึกเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงในชีวิต การย้าย ถิ่นฐาน การวิวัฒนาการทางสายเลือดของเผ่าภูตผี ปีศาจเอาไว้
“ฟิ้วๆๆ!” โลกจ้าแลงปีศาจที่จ้าแลงมาจากมหาสมุทรเลือดลม ซึ่งแตกกระจายไปเพราะลวดลายสีเลือดที่บิน ออกมาจากท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราพลัน ก่อตัวกันกันขึ้นเป็นล้าแสงสีม่วงเข้มหลายล้าซึ่งหาย วับเข้าไปในไข่มุกปีศาจเซิ่น ไข่มุกปีศาจเซิ่นเหมือนดวงตาที่จ้องเนี่ยเทียนเขม็ง การบิดเบือนทางจิตวิญญาณอย่างหนึ่งที่ท้าให้ มหาสมุทรจิตส้านึกของเนี่ยเทียนถูกพลังประหลาด ที่เชี่ยวกรากแทรกซอนเข้ามาอย่างเงียบเชียบ “การรุกรานทางจิตวิญญาณ!” หลังจากแสยะปากหัวเราะ เนี่ยเทียนก็เรียกไข่มุก วิญญาณมืดออกมาอย่างไม่รีบไม่ร้อน “ไข่มุกปีศาจเซิ่น!” “ไข่มุกวิญญาณมืด!”
นอกอาณาจักรมอดดับ ไม่ว่าจะเป็นเผ่ามนุษย์ ภูตผี ปีศาจหรือเผ่าอสูรกายต่างพากันร้องโหวกเหวกเสียง ดัง เห็นได้ชัดว่าหลายคนล้วนรู้จักไข่มุกปีศาจเซิ่นและ ไข่มุกวิญญาณมืด ทางฝ่ายของอสูรกาย เสวียนหมิงต้าจุนสายเลือด ระดับสิบขั้นต้นเดิมทีก็นั่งบัญชาการณ์อยู่ในแผ่นดิน ของเผ่าภูตผีปีศาจอยู่แล้ว บัดนี้เขาบินออกมาจากหน้าด่านส้าคัญ ทะยานตัว ขึ้นสู่ท้องฟ้า ผลึกทรงปริซึมสีเขียวที่อยู่กลางหว่าง คิ้วปลดปล่อยประกายแสงที่ท้าให้จิตวิญญาณของ ผู้คนสะท้านไหว จีหยวนฉวน ฉู่รุ่ยและเย่เหวินฮั่นแห่งหอทอดฟ้า แดนเทพเจ้าหลายคนและยังมีแดนเอตทัคคะอีก
จ้านวนมากต่างก็หันมามองเสวียนหมิงต้าจุนด้วย สายตาเย็นชา “เสวียนหมิง! เจ้าอย่าได้ละเมิดกฎ!” ฉู่รุ่ยค้าราม เบาๆ เสวียนหมิงต้าจุนอยู่ห่างไปไกลมาก ทว่าผลึกปริซึมสี เขียวกลางหว่างคิ้วกลับเหมือนมองเห็นไข่มุก วิญญาณมืดที่เนี่ยเทียนเรียกออกมาได้อย่างชัดเจน สีหน้าเขามืดทะมึน ค้ารามกร้าว “เดิมทีไข่มุก วิญญาณมืดก็เป็นสมบัติล้าค่าของเผ่าข้าอยู่แล้ว!” ฝูหลัวซือเท่อที่เป็นเผ่าอสูรกายเหมือนกันรีบรุด มาถึงแล้วพลันตวาดเสียงดัง “ไข่มุกวิญญาณมืดอีก แล้ว!” ตอนที่อยู่ดินแดนพลังฟ้า แผนการที่เขาร่วมมือกับ เผ่าทมิฬเล่นงานโหวชูหลันล้มเหลวไปเพราะเนี่ย เทียน เขาจึงเกลียดเนี่ยเทียนเข้ากระดูกด้า
ด้วยเหตุนี้เมื่อได้ยินว่าเนี่ยเทียนจะต่อสู้ตัดสินแพ้ ชนะกับเอ้าเฟยลี่หย่า เขาจึงเร่งรุดใช้ประตูข้าม อาณาจักรเดินทางจากดินแดนของเผ่าอสูรกายซึ่ง อยู่ห่างไปไกลนับหมื่นลี้มาเป็นพยานในศึกครั้งนี้ด้วย ตัวเอง ทว่าพอเห็นไข่มุกวิญญาณมืด เขาก็พลันเดือดดาล “ดาวตกสวรรค์มวลดาวก็เป็นอาวุธเทพไม่ดับสลาย ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเราเหมือนกัน!” ฉู่ รุ่ยผู้อ้วนฉุเอ่ยเย้ยหยัน ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ไข่มุก วิญญาณมืดเป็นของเผ่าอสูรกายพวกเจ้า แล้วจะ อย่างไร?” “สงบสติ! สงบสติ!” เสวียนหมิงต้าจุนมองไปยังแดนเทพเจ้าเผ่ามนุษย์แต่ ละคนด้วยสายตาลึกล้าพลางพยายามควบคุม อารมณ์ตัวเอง คอยเตือนตัวเองว่านี่คือการเดิมพัน
ระหว่างเผ่าภูตผีปีศาจและพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาว ไม่ใช่ของเผ่าอสูรกาย เขาจะช่วงชิงไข่มุกวิญญาณมืดกลับมาตอนไหนก็ได้ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ “อู้ๆๆๆ!” วิญญาณร้ายห้าดวงอันได้แก่วิญญาณอาฆาต หวาดกลัว สิ้นหวัง เดือดดาลและกระหายการเข่น ฆ่าพลันลอยออกมาจากไข่มุกวิญญาณมืด ก่อนจะ ก่อตัวขึ้นเป็นเงามายาที่น่าหวาดกลัวห้าเงาร่างซึ่ง แสยะปากกางกรงเล็บ ปลดปล่อยความรู้สึกทางลบ แต่ละชนิดออกมาอย่างก้าเริบเสิบสาน พริบตานั้นความกดดทันทางจิตวิญญาณที่มาจาก ไข่มุกปีศาจเซิ่นก็ถูกคลี่คลายให้หายวับไม่มีเหลือ
กลับเป็นดวงตาของเนี่ยเทียนที่จับจ้องเอ้าเฟยลี่หย่า เขม็งเสียอีกที่เปลี่ยนมาเป็นลึกลับเกินคาดเดา เพราะผสานรวมพลังทางลบของวิญญาณทั้งห้า ชั่วขณะที่เอ้าเฟยลี่หย่าซึ่งมีสายเลือดระดับแปดหัน มาสบตากับเขาก็คล้ายถูกความเคียดแค้นอาฆาต กลบทับ พลันเกิดความหวาดกลัวและสิ้นหวังต่อ เหตุการณ์ที่อยู่เบื้องหน้า ทั้งยังเกิดความกระหาย การเข่นฆ่าอย่างบ้าคลั่ง “ฆ่าๆๆ!” เอ้าเฟยลี่หย่าแผดเสียงแหลมดังออกมาลอดไรฟัน เสื้อเกราะลวดลายงดงามประณีตที่นางสวมใส่ เปล่งแสงวาบหนึ่งครั้ง ร่างของนางก็พุ่งเข้ามาอยู่ ข้างกายของเนี่ยเทียน “ร่างภูตผีปีศาจไม่ดับสลาย!”
เรือนกายที่แข็งแกร่งปราดเปรียวของเอ้าเฟยลี่หย่า ระเบิดพลังราวกับภูเขาไฟปะทุ จู่ๆ ก็ละทิ้งไข่มุก ปีศาจเซิ่น ละทิ้งเวทลับทางสายเลือดแต่ละชนิดรวม ไปถึงโลกปีศาจจ้าแลง ใช้เพียงเรือนกายที่มีเลือด เนื้อพุ่งเข้าเข่นฆ่ากับเนี่ยเทียน พริบตานั้นจุดที่คนทั้งสองต่อสู้กันก็พลันคลุ้งตลบไป ด้วยฝุ่นธุลี หินก้อนมหึมาหลายก้อนแตกกระจาย กลายเป็นเศษผง เทือกเขาที่หักท่อนพังครืนเสียงดัง สนั่นหวั่นไหว คนทั้งสองกลายร่างเป็นกลุ่มแสงสองกลุ่มที่พุ่งชน โจมตีกันอย่างบ้าคลั่ง ต่างคนต่างร่ายใช้ศิลปะการ ต่อสู้ที่ตัวเองเชี่ยวชาญออกมาไม่หยุดยั้ง “เอ๊ะ!”
“ไม่นึกเลยว่าเนี่ยเทียนกับเอ้าเฟยลี่หย่าสายเลือด ระดับแปดที่ร่ายใช้ร่างภูตผีปีศาจไม่ดับสลายคนนั้น จะต่อสู้ประชิดตัวกันด้วย!” “เลือดผสม! เนี่ยเทียนบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดก็ คือเลือดผสม!” “แต่ต่อให้เป็นเลือดผสมก็ไม่น่าจะมีเรือนกาย แข็งแกร่งทนทานขนาดนี้นี่นา!” “ไม่ธรรมดาเลย!” คนหลายคนที่มุงดูซุบซิบกันเบาๆ ระหว่างนั้นก็มีเรือรบทางช้างเผือกที่สร้างขึ้นจากไม้ ล้าหนึ่งลอยออกมาจากมุมหนึ่งอย่างเชื่องช้าและ ลึกลับ นั่นคือเรือรบของเผ่าไม้ เผ่าไม้ไม่ได้อาศัยหน้าด่านของเผ่าภูตผีปีศาจ ไม่ได้ อาศัยประตูมข้ามอาณาจักรเดินทางมาถึงที่นี่
แต่กลับอาศัยเรือรบทางช้างเผือกล้าหนึ่งให้บิน ทะยานท่ามกลางทางช้างเผือก ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็น เรื่องที่ประหลาดมาก “ท่านผู้สูงศักดิ์ คนที่ต่อสู้อยู่กับเอ้าเฟยลี่หย่าก็คือ เนี่ยเทียน” ฝ่าท่าแห่งเผ่าไม้โผล่ออกมาตรงหัวเรือแล้วชี้นิ้วมาที่ สนามรบพลางอธิบายให้กับผู้เฒ่าเผ่าไม้คนหนึ่งฟัง “ตอนที่อยู่สนามรบสุ้ยเมี่ย ข้าเคยพูดคุยกับเขา เขา ครอบครองค่ายกลก้าเนิดไม้โบราณของเผ่าไม้เรา ซึ่งค่ายกลนั้นนาบประทับลายเส้นต้นไม้แห่งชีวิต เอาไว้” “ไม่เพียงเท่านี้ เขายังฝึกวิชาลับที่ไม่แพร่งพรายให้ ใครรู้ของเผ่าไม้เราด้วย!” พอได้ฟังเขาพูดเช่นนี้ ดวงตาของเผ่าไม้ที่มีใบหน้า ธรรมดาและไม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่มายาวนานกี่ปีแล้วพลัน
เป็นประกายลึกลับ ทอดสายตามองไกลๆ ไปที่เนี่ย เทียนพลางค้ารามต่้าๆ ในล้าคอ “ถูกต้อง! ข้าสัมผัส ได้แล้วว่านั่นคือเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ของเผ่าพันธ์ เรา! อีกทั้งเขายังฝึกได้ถึงขั้นที่สี่อย่างเนื้อหล่อหลอม แล้วด้วย!” ฝ่าท่ายิ้มเจื่อน “ขั้นตอนนี้ ขนาดข้ายังฝึกไม่ส้าเร็จ เลย” คนที่ถูกเขาเรียกว่าผู้สูงศักดิ์จ้องมองเนี่ยเทียนอยู่อีก พักใหญ่ ก่อนที่ร่างของเขาจะสั่นสะท้าน พูดขึ้นมา อีกว่า “ในร่างของเขา ในโอสถวิญญาณพืชหญ้าของ เขายังมีต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ผสานรวมอยู่ด้วย!” การมาถึงของคนเผ่าไม้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ ส้านักไม้ของส้านักห้าธาตุ ผู้อาวุโสหลายคนของ ส้านักไม้โหวชูหลันมองพวกคนเผ่าไม้ที่เพิ่งมาถึงด้วย ท่าทางราวกับเจอศัตรูตัวฉกาจ
โอสถวิญญาณพืชหญ้าในร่างของผู้อาวุโสส้านักไม้ หลายคนรวมถึงตัวของโหวชูหลันเองต่างก็เกิดความ ผิดปกติ จิงชี่พืชหญ้าเป็นเส้นๆ ไหลออกไปจากร่างของพวก เขาคล้ายถูกผู้สูงศักดิ์คนนั้นของเผ่าไม้ดูดซับเอาไป ผสานรวมกับร่างของเขาเองอย่างเป็นธรรมชาติ แต่เห็นได้ชัดว่าผู้สูงศักดิ์ของเผ่าไม้คนนั้นไม่ได้คิดจะ มาหาเรื่องส้านักห้าธาตุ ผู้สูงศักดิ์เลิกคิ้วน้อยๆ ก่อนจะปิดกั้นปราณที่แผ่ ออกไปจากร่างของพวกเขา พลังงานเป็นเส้นๆ ที่ลอยออกมาจากร่างของคนที่ ฝึกพลังพืชหญ้าพลันหายวับเข้าไปในตัวพวกเขา ดังเดิม “เกรงว่าเนี่ยเทียนบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดคนจะมี ความสัมพันธ์บางอย่างที่คลุมเครือกับเผ่าไม้ของ
เรา” ผู้สูงศักดิ์คนนั้นใคร่ครวญอยู่กับตัวเอง “ต้น วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ค่ายกลก้าเนิดไม้โบราณ เวทไม้ สวรรค์เกิดใหม่ สิ่งต่างๆ เหล่านี้หากไม่ใช่วิชาลับที่ ไม่แพร่งพรายก็เป็นวัตถุที่หายสาบสูญไปแล้ว เขาได้ พวกมันไปครองก็ยังพอว่า แต่นี่พอใช้ฝึกตนยังผสาน รวมเข้ากับร่างกายตัวเองได้ด้วย นี่มัน…” “ผู้สูงศักดิ์! เนี่ยเทียนอาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเอ้าเฟยลี่ หย่า หากเขาตายไปจะท้าอย่างไร?” ฝ่าท่าอุทาน เบาๆ “หากเขารบตาย ความลับหลายอย่างคงมิอาจ คลี่คลายได้” ผู้สูงศักดิ์เผ่าไม้ลังเลอยู่ชั่วครู่ ดวงตา ของเขากลอกกลิ้งแอบเหลือบมองไปยังผู้แข็งแกร่ง ของเผ่ามนุษย์รวมไปถึงบุคคลยิ่งใหญ่ของชนต่างเผ่า แล้วพูดเบาๆ ว่า “เนี่ยเทียนผู้นี้ฝึกเวทไม้สวรรค์เกิด ใหม่มาถึงขั้นที่สี่แล้ว ต่อให้เขาสู้รบจนตัวตายก็ไม่แน่ เสมอไปว่าจะตายจริงๆ”
“เผ่าของเรามีความสามารถที่จะชุบเรือนกายของ เขากลับมาให้เป็นศพที่ฟื้นคืนชีพหลังความตาย” ดวงตาฝ่าท่าเป็นประกาย “เมื่อฝึกเวทไม้สวรรค์เกิด ใหม่ถึงขั้นที่สี่ อาศัยวัตถุเทพในเผ่าของเราก็สามารถ ชุบชีวิตเขากลับมาได้จริงๆ” เผ่าไม้ทั้งสองคนคิดมาถึงตรงนี้ สีหน้าก็พลันเปลี่ยน มาเป็นสงบนิ่ง “ตูมๆๆ!” อาณาจักรมอดดับ ภูเขาพังถล่ม กรวดทรายสีเทา เหลือบน้าตาลกลายเป็นฝุ่นผงปลิวคลุ้งไปแปดทิศ ไข่มุกปีศาจเซิ่นและไข่มุกวิญญาณมืดคุมเชิงกันอยู่ กลางอากาศสูง ต่างฝ่ายต่างก้าราบกันเอง เนี่ยเทียนและเอ้าเฟยลี่หย่าใช้เรือนกายที่แข็งแกร่ง ของชนต่างเผ่าพุ่งชนกันไม่หยุด
เอ้าเฟยลี่หย่ามีเสื้อเกราะปีศาจคลุมกาย บาดแผล บนร่างจึงเห็นได้ไม่ชัดนัก กลับเป็นเนี่ยเทียนเสียอีก ที่มีรอยเลือดเล็กละเอียดปริแตกอยู่หลายเส้น เนี่ยเทียนแอบขมวดคิ้ว เตรียมจะเรียกเสื้อเกราะ มังกรเพลิงออกมา ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1118 ไม่มีลางว่าจะแพ้
“แฮ่กๆๆ!” เอ้าเฟยลี่หย่าที่มีสายเลือดระดับแปดหอบหายใจ เบาๆ ดวงตาเย็นชาคล้ายปกคลุมไปด้วยปราณเลือด ที่เข้มข้น นางแอบตะลึงอยู่กับตัวเอง ร่ายใช้ร่างภูตผีปีศาจไม่ดับสลาย บวกกับเสื้อเกราะ ตัวนี้ นางเชื่อว่าหากเป็นชนต่างเผ่าที่มีขอบเขต เดียวกันอย่างเผ่าทมิฬหรือเผ่าอสูรกาย ย่อมไม่ใช่คู่ ต่อสู้ของนางอย่างแน่นอน เว้นเสียแต่เผ่าโครงกระดูกที่ใช้ร่างโครงกระดูกไม่ แตกทลายเท่านั้นถึงจะพอปะทะซึ่งๆ หน้ากับนางได้ บ้าง
เนี่ยเทียนเป็นเลือดผสมก็จริง ทว่าในความรู้สึกของนาง สายเลือดเนี่ยเทียนมีแค่ ระดับเจ็ดเท่านั้น ขอบเขตเช่นนี้ ต่อให้เป็นเผ่าโครงกระดูกก็ยังไม่ใช่คู่ ต่อสู้ของนาง เป็นแค่เลือดผสมที่มีสายเลือดระดับเจ็ด ทว่ากลับ ต้านทานการปะทะด้วยเรือนกายที่มีเลือดเนื้อมาได้ นานขนาดนี้ นี่ทำให้เอ้าเฟยลี่หย่าตกตะลึงอย่างถึง ที่สุด เมื่อแยกตัวออกมาจากการปะทะ เอ้าเฟยลี่หย่าก็ พลันคืนสติ ก่อนหน้านี้เนี่ยเทียนใช้อารมณ์เชิงลบอันเข้มข้นของ วิญญาณร้ายทั้งห้ามารวมไว้ที่ดวงตาแล้วร่ายใช้กับ จุดลึกของจิตวิญญาณเอ้าเฟยลี่หย่า ทำให้ในใจนาง กระหายการเข่นฆ่าจนสละอาวุธและพรสวรรค์ทาง
สายเลือดชนิดต่างๆ ใช้เพียงเรือนกายที่แข็งแกร่งมา ต่อสู้กับเนี่ยเทียนอย่างดุเดือด เวลานี้แม้จะสงบสติลงได้ ทั้งยังหลุดพ้นจาก ผลกระทบเชิงลบที่วิญญาณร้ายทั้งห้าปลดปล่อย ออกมา แต่เอ้าเฟยลี่หย่ากลับไม่ได้รีบร้อนลงมือ นางจับตามองการเปลี่ยนแปลงบนร่างกายของเนี่ย เทียนอย่างละเอียด ไม่นานนางก็สังเกตเห็นว่าบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ บน ร่างของเนี่ยเทียนที่ปริแตกและมีเลือดซึมออกมา กลับแข็งตัวและตกสะเก็ดอย่างรวดเร็ว ดวงตาเอ้าเฟยลี่หย่าพลันเป็นประกาย ส่วนเนี่ยเทียนที่เดิมทีจะเรียกเสื้อเกราะมังกรเพลิง ออกมาใช้ก็ลังเลไปครู่หนึ่ง ครั้นจึงเลือกกระตุ้น พรสวรรค์ระดับเจ็ดของสายเลือดแห่งชีวิตอย่างการ กระตุ้นพลังแฝงออกมา
แทบจะเวลาเดียวกัน เขาก็พลันโคจรเวทไม้สวรรค์ เกิดใหม่อย่างเงียบเชียบ “ตูม!” เลือดลมอันยิ่งใหญ่ไพศาลระเบิดปะทุออกมาจากใน หัวใจเนี่ยเทียนราวทำนบพังทลาย แก่นเลือดที่ใสแวววาวราวอัญมณีอีกสามหยดพลัน เดือดพล่าน จากนั้นก็ปลดปล่อยจิงชี่เลือดเนื้อที่แฝง เร้นไว้ด้วยความมหัศจรรย์แห่งชีวิตออกมาอย่าง อุดมสมบูรณ์ จิงชี่เลือดเนื้อกรอกเทไปทั่วแขนขาและอวัยวะ ภายในของเขา รอยแผลปริแตกที่อยู่บนผิวหนังของเขาประสานตัว เข้าหากันด้วยความเร็วที่น่าตกใจ เส้นใยเลือดเนื้อ ก่อตัวขึ้นอีกครั้งอย่างรวดเร็ว!
กระดูกผลึกใส อวัยวะซ่อนแฝง เอ็นทนทาน เนื้อ หล่อหลอม สี่ขั้นของเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ทำให้ อวัยวะในร่างกายของเขาแข็งแกร่งไม่ธรรมดา รอจนเลือดลมไหลเวียนไปทั่วกาย บาดแผลที่เขา ได้รับจากการต่อสู้กับเอ้าเฟยลี่หย่าเมื่อครู่นี้ก็ผสาน ตัวเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็วโดยที่คนนอกมองไม่เห็น เวลาสั้นๆ เพียงแค่สิบกว่าลมหายใจ ความรู้สึกปวด แสบปวดร้อนในอวัยวะภายในและความเจ็บปวด เมื่อยล้าทั่วร่างกายก็หายไป บาดแผลบนผิวหนังของเขาที่ถูกกรงเล็บของเอ้าเฟย ลี่หย่าฉีกทึ้งก็ตกสะเก็ดอย่างเงียบเชียบ ก่อนที่ สะเก็ดพวกนั้นจะหลุดลอกออกเหมือนเปลือกไม้ แก่ๆ
ผิวที่ปรากฏขึ้นมาใหม่ไม่เพียงแต่ไม่มีรอยแผลเป็น กลับยังยิ่งเป็นประกายแวววาว ส่องแสงราวหยก เนื้อดี ม่านตาของเอ้าเฟยลี่หย่าพลันหดตัว การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ บนร่างของเนี่ยเทียน ผู้แข็งแกร่งแดนเทพเจ้า แดนเอตทัคคะที่กระจายตัว อยู่นอกอาณาจักรอาจมองไม่เห็นเพราะอยู่ห่างกัน เกินไป แต่นางกลับจับตามองทุกการเปลี่ยนแปลงของเขา โดยไม่ละสายตา ทั้งยังเห็นอย่างชัดเจน “บาดแผลบนร่างกาย กลับ กลับประสานตัวเข้า ด้วยกันด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อเพียงนี้!” เอ้าเฟย ลี่หย่าร้องคำรามอยู่ในใจ สายตาที่มองเนี่ยเทียนมี ความตะลึงลานปรากฏขึ้นมา
ไม่ว่าจะเป็นร่างภูตผีปีศาจไม่ดับสลาย หรือร่างโครง กระดูกไม่แตกทลายของเผ่าโครงกระดูกก็ล้วน แข็งแกร่งอย่างถึงที่สุด แน่นอนว่าพลังการรักษาตัวเองก็ต้องไม่ธรรมดา อย่างยิ่ง แต่ว่านั่นไม่ใช่จุดที่แข็งแกร่งที่สุดของเวท ลับทางสายเลือดสองชนิดนี้ เวทลับทางสายเลือดที่มีพลังการฟื้นตัวแข็งแกร่ง ที่สุดมาจากเผ่าไม้ ซึ่งก็คือวิชาเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ ที่เนี่ยเทียนใช้ฝึกตน เนี่ยเทียนใช้เวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ร่วมกับสายเลือด แห่งชีวิต ทำให้พลังการฟื้นตัวเพิ่มขึ้นไปได้อีกหนึ่ง ระดับ คนที่อยู่นอกอาณาจักรแค่รู้สึกได้ว่าจู่ๆ เลือดลมอุดม สมบูรณ์ในร่างของเนี่ยเทียนก็เพิ่มขึ้นพรวดพราด
ทว่าในความเป็นจริงแล้วพวกเขากลับมองไม่เห็น รายละเอียดที่แน่ชัด “ระดับเจ็ด ระดับเจ็ด เลือดผสม” เอ้าเฟยลี่หย่าพึมพำกับตัวเอง บนใบหน้ามีความ เคร่งเครียดปรากฏขึ้นเสี้ยวหนึ่ง แผนการสร้างเลือดผสมของเผ่ามนุษย์ ด้วยฐานะ ของนางในเผ่าภูตผีปีศาจย่อมต้องเคยได้ยินมาบ้าง แต่นางกลับไม่เคยเก็บเอามาใส่ใจ ด้านหนึ่งก็เพราะเลือดผสมที่เผ่ามนุษย์สร้างขึ้นมาได้ มักจะมีขอบเขตต่ำต้อยจนยากจะเข้าตานาง และยังมีอีกข้อหนึ่งก็คือนางยังเคยได้ยินมาว่า แผนการสร้างเลือดผสมของเผ่ามนุษย์มีปัญหาใหญ่ เกิดขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ตามความเห็นของนาง แผนการสร้าง เลือดผสมของเผ่ามนุษย์ก็คือเรื่องตลกเรื่องหนึ่ง เท่านั้น ทว่าในฐานะเลือดผสมที่มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า ของนาง เนี่ยเทียนได้แสดงให้เห็นถึงความพิเศษซึ่ง ทำให้นางตะลึงระคนแปลกใจ หากเลือดผสมอย่างเนี่ยเทียนมีอยู่ในเผ่ามนุษย์เป็น จำนวนมาก… คิดมาถึงตรงนี้ สีหน้าของเอ้าเฟยลี่หย่าก็เปลี่ยนมา เป็นไม่น่ามองยิ่งขึ้นเรื่อยๆ “สายเลือด! มือพันปีศาจ!” หลังจากตะโกนออกไปดังลั่น แก่นเลือดสีม่วงหลาย หยดก็ระเบิดอยู่ในหัวใจของเอ้าเฟยลี่หย่า
เลือดลมเข้มข้นผสานรวมกับความคิดทางจิต วิญญาณของนาง ทำให้ระหว่างนางและเนี่ยเทียนมี แม่น้ำปีศาจสายหนึ่งจำแลงขึ้นมา กลางแม่น้ำมีมือยักษ์นับพันนับหมื่นผุดออกมาแล้ว เตรียมจะคว้าเนี่ยเทียนเอาไว้ เนี่ยเทียนหัวเราะหยัน “กระแสปั่นป่วนหุนตุ้น!” เลือดลม พลังดวงดาว พลังเปลวเพลิง ปราณจิต วิญญาณ จิงชี่พืชหญ้า ปราณหลากหลายอย่างที่มา จากในร่างของเขาพลันระเบิดออกมาพร้อมกัน พลังงานต่างธาตุหลากหลายชนิดที่ปะทะขัดแย้ง กันเองค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาเป็นสนามแม่เหล็กพิเศษที่ มีพลังแห่งการบิดเบือนฉีกทึ้งโดยมีเขาเป็นจุด ศูนย์กลาง
แสงดาว เปลวเพลิง แก่นพืชหญ้าจำนวนนับไม่ถ้วน ล้อมวนอยู่รอบกายเขาและหมุนคว้างรุนแรงมากขึ้น ทุกขณะ พอแม่น้ำทอดยาวที่มีมือปีศาจมากมายยื่นออกมา สัมผัสเข้ากับกระแสปั่นป่วนหุนตุ้นก็คล้ายจะแหลก สลายแตกออกเป็นเสี่ยงๆ มือปีศาจแต่ละข้างคล้าย ถูกแยกร่างให้คืนรูปลักษณ์เดิมกลายมาเป็นปราณ ปีศาจและวิญญาณปีศาจที่บิดเบี้ยวหงิกงอจนจิต วิญญาณของเอ้าเฟยลี่หย่าบังเกิดความเจ็บปวด “นี่ นี่มันสนามพลังบ้าอะไรกัน ไม่ใช่ดินแดนเสีย หน่อย!” เอ้าเฟยลี่หย่าตะลึงเล็กน้อย คาดไม่ถึงว่ามือพัน ปีศาจที่นางใช้แก่นเลือดกระตุ้นออกมายังไม่ทันขยับ เข้าใกล้เนี่ยเทียนก็ถูกคลี่คลายไปอย่างน่าประหลาด ใจเสียแล้ว
“เทพค้ำฟ้าพิโรธ!” ขณะเดียวกันเนี่ยเทียนก็ร้องคำรามอยู่ในใจ พลังงานต่างๆ ที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสปั่นป่วนหุนตุ้ นพลันเข้ามารวมอยู่ในมือของเขา หมัดหนึ่งถูกเขาเหวี่ยงเข้าใส่เอ้าเฟยลี่หย่าผ่าน อากาศ เอ้าเฟยลี่หย่าตะลึงงัน นางมองตาค้างไปยังหมัดนั้น ที่ค่อยๆ ขยายใหญ่จนอัดแน่นเต็มทุกพื้นที่ “ทำไม ทำไมข้าถึงเหมือนจะได้ยินเสียงคำรามของ เทพยักษ์ค้ำฟ้า!” ในฐานะที่เป็นสมาชิกคนสำคัญของเผ่าภูตผีปีศาจ เอ้าเฟยลี่หย่าจึงเคยสัมผัสกับเทพยักษ์ค้ำฟ้าซึ่งอยู่ใน ดินแดนติดต่อกับอาณาเขตของเผ่าภูตผีปีศาจ ดวงตาของนางเห็นว่าหมัดนั้นขยายใหญ่จนอัดแน่น
เต็มทุกพื้นที่ พร้อมๆ กับที่หูได้ยินเสียงคำรามเดือด ดาลดังเป็นระลอก เสียงคำรามนี้ไม่แปลกหูสำหรับนาง แทบจะเวลาเดียวกัน บนหินอุกกาบาตขนาดใหญ่ยักษ์ที่ลอยตัวอยู่ในอีก แถบหนึ่งของมหาสมุทรดาวมอดดับซึ่งอยู่ใกล้กับ พื้นที่แถบนี้ สายเลือดในร่างของเทพยักษ์ค้ำฟ้าตนหนึ่งที่แค่นั่ง นิ่งๆ ก็เหมือนภูเขาลูกย่อมที่ตั้งตระหง่านพลันเกิด การขานรับกับอะไรบางอย่าง หัวใจก็เต้นกระหน่ำ รัวแรง ดวงตาของเขาใหญ่โตและสว่างไสวราวพระอาทิตย์ กับพระจันทร์ที่ส่องแสงอยู่กลางทางช้างเผือกอัน มืดมน
อาศัยการรับสัมผัสทางสายเลือด เขาสัมผัสได้อย่าง ชัดเจนว่าปฏิกิริยาตอบสนองนี้ของเขามาจากการ ต่อสู้ของบุตรแห่งดวงดาวจากพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวกับเอ้าเฟยลี่หย่าเผ่าภูตผีปีศาจที่อยู่ใน พื้นที่อีกแถบหนึ่ง “นี่…เวทคาถาที่บุตรแห่งดวงดาวที่ชื่อว่าเนี่ยเทียน ร่ายใช้ ชักนำการเปลี่ยนแปลงของเลือดลมข้าได้ ด้วยรึ?” เขาฉงนสนเท่ห์อย่างยิ่ง ที่เขามาอยู่ตรงนี้ แต่ไม่ได้ไปเป็นพยานการต่อสู้ ระหว่างเนี่ยเทียนและเอ้าเฟยลี่หย่าก็เพราะไม่ว่าจะ เป็นเนี่ยเทียนหรือเอ้าเฟยลี่หย่าก็ล้วนไม่มีค่ามากพอ ในสายตาของเขา ที่เขาเดินทางจากฟ้าดินอันห่างไกล มุ่งหน้ามายัง มหาสมุทรดาวมอดดับก็เพียงแค่เพราะมารอชมศึก ระหว่างโม่เหิงและหยวนหมอต้าจุนเท่านั้น
ก่อนหน้าที่ศึกนั้นยังไม่เกิดขึ้น เขาไม่คิดจะสนใจ เรื่องอื่นแม้แต่น้อย หากศึกนั้นถูกยกเลิกเพราะเนี่ยเทียนพ่ายแพ้ เขาเอง ก็จะจากไปอย่างเงียบเชียบ ไม่ให้ใครรู้ราวกับว่า ตัวเองไม่เคยมาเยือนที่นี่มาก่อน ทว่าตอนนี้ เวทคาถาที่เนี่ยเทียนร่ายใช้กลับชักนำ การเปลี่ยนแปลงทางสายเลือดของเขา ทำให้หัวใจ ของเขาเต้นรัวแรงผิดปกติ เขาจึงเกิดความสนใจ ขึ้นมาในที่สุด “เล่าลือกันว่าบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดคือเลือด ผสม แต่ที่มาของสายเลือดกลับไม่มีใครรู้แน่ชัด” เขาพึมพำเบาๆ “หรือว่าที่มาทางสายเลือดของเขา จะเกี่ยวข้องกับพวกเรา? หาไม่แล้วเหตุใดตอนที่เขา ใช้เวทลับขณะต่อสู้กับเอ้าเฟยลี่หย่า ปราณของข้า ถึงเกิดปฏิกิริยาตอบสนองอย่างเด่นชัดเช่นนี้?”
ด้วยความสงสัย ความไม่เข้าใจ เทพยักษ์ค้ำฟ้าท่าน นี้จึงกรอกเทปราณเลือดของตัวเองให้กับหิน อุกกาบาตเบื้องล่าง หินอุกกาบาตนี้สามารถมองเป็นเรือรบทางช้างเผือก ขนาดยักษ์ที่จู่ๆ ก็ใช้ความเร็วน่าตะลึงปลดปล่อย เสียงระเบิดครืนครั่นทะยานออกไปจากแถบนั้น หินอุกกาบาตทนรับพลังของเขาไม่ไหวจึงปริแตก และสาดเศษหินให้กระเซ็นออกไปอย่างต่อเนื่อง รอจนหินอุกกาบาตขยับเข้าไปใกล้สนามรบ ก้อนหิน ที่แตกกระจายไปตลอดทางก็ราวกับห่ากระสุนที่ทำ ให้คนหลายคนกระโจนหลบพลางสบถด่าเสียงดัง ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1119 เรียกขานตัวเองว่าทวยเทพ
“เผ่าวิญญาณโบราณ!” “เทพยักษ์ค ้าฟ้า!” ผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์หลายคนที่พอเห็นสิ่งมีชีวิต ใหญ่โตนี ทะยานเข้ามาก็พากันร้องอุทานแตกตื่น เทพยักษ์ค ้าฟ้าที่จู่ๆ ก็บุกเข้ามาในฟ้าดินแห่งนี มี เรือนกายใหญ่มโหฬารเสียยิ่งกว่าเรือรบทาง ช้างเผือกของแต่ละเผ่าพันธุ์ที่จอดเอาไว้เสียอีก การมาเยือนของเขาสร้างความตื่นตกใจให้กับคน มากมายยิ่งนัก พื นที่ที่เทพยักษ์ค ้าฟ้าอยู่อาศัยห่างไกลจากฟ้าดิน ของเผ่ามนุษย์มาก ต่อให้ข้ามมหาสมุทรดาวมอดดับ
ไปได้ก็ยังต้องเดินทางอยู่ท่ามกลางทางช้างเผือกเป็น เวลายาวนาน ไม่เหมือนกับชนต่างเผ่าหรือสัตว์โบราณ เพราะเทพ ยักษ์ค ้าฟ้าไม่เคยไปปรากฎตัวในฟ้าดินของเผ่า มนุษย์มานานมากแล้ว สงครามระหว่างเผ่ามนุษย์และชนต่างเผ่าที่เกิดขึ น หลายครั งในมหาสมุทรดาวมอดดับ เทพยักษ์ค ้าฟ้า ไม่เคยมาช่วย มีเพียงแค่เผ่าสัตว์โบราณและเผ่า มังกรเท่านั นที่ปรากฎตัวเป็นครั งคราว นี่จึงเป็นเหตุให้แดนเอตทัคคะหลายคนของเผ่า มนุษย์ไม่เคยเจอเทพยักษ์ค ้าฟ้าที่มีชีวิตอยู่มาอย่าง ยาวนาน อีกทั งเด็กรุ่นเล็กบางคนยังเพิ่งเคยได้เห็นเผ่าพันธุ์ สิ่งมีชีวิตที่เรือนกายใหญ่โตกว่ามังกรยักษ์ตาม ต้านานอย่างเทพยักษ์ค ้าฟ้านี่เป็นครั งแรกด้วยซ ้า
พริบตาเดียวดวงตาแต่ละคู่ก็หันมารวมอยู่ที่เทพ ยักษ์ค ้าฟ้าตนนั นอย่างพร้อมเพรียงกัน เทพยักษ์ค ้าฟ้าที่ยืนตระหง่านอยู่เหนืออาณาจักร มอดดับคล้ายเทือกเขาเกรียงไกรที่เลือดลมไหลเชี่ยว กรากซัดตลบไปปะทะกับพลังงานประหลาดในทาง ช้างเผือก จนเป็นเหตุให้เกิดลมพายุบ้าคลั่งหมุน คว้างไปสี่ทิศ และหินอุกกาบาตที่แตกระเบิดเพราะเขาจนกลาย มาเป็นซากหินจ้านวนมากที่ปลิวว่อนอยู่ในทะเล เลือดเลือดลมของเขาก็ยิ่งส่งเสริมให้พลังอ้านาจของ เขาน่ากริ่งเกรง “ฉาเท่อเหวยเค่อ!” ชื่อที่ฟังดูโบราณและไม่คุ้นหูนี ไม่ได้ดังออกมาจาก ปากของเผ่ามนุษย์ เผ่าภูตผีปีศาจ หรือเผ่าอสูรกาย
คนที่เปล่งเสียงนี ออกมาคือเฟ่ยลี่เค่อซือแห่งเผ่า มังกรยักษ์ที่แฝงตัวอยู่ไกลๆ “ฉาเท่อเหวยเค่อ! ทวยเทพบรรพกาลของเผ่าเทพ ยักษ์ค ้าฟ้า!” หลายคนพลันร้องอุทานแตกตื่น เทพยักษ์ค ้าฟ้า สัตว์โบราณและมังกรยักษ์ล้วนมา จากเผ่าวิญญาณโบราณเหมือนกัน ซึ่งพวกเขาเคย เป็นผู้พิชิตในยุคบรรพกาล ในยุคสมัยที่ห่างไกลนั นเทพยักษ์ค ้าฟ้าเรียกขาน ตัวเองว่าทวยเทพ เทพยักษ์ค ้าฟ้าที่มีสายเลือดระดับ สิบจะถูกเรียกว่าทวยเทพบรรพกาล! ฉาเท่อเหวยเค่อที่อยู่ตรงหน้าก็คือเทพยักษ์ค ้าฟ้า สายเลือดระดับสิบคนหนึ่ง ดังนั นจึงถูกผู้คนเรียก ขานว่าทวยเทพบรรพกาล ถือเป็นการแสดงความ ยกย่องเลื่อมใส
“อ๊าก!” เสียงร้องค้ารามของเนี่ยเทียนดังออกมาจาก อาณาจักรมอดดับที่อยู่เบื องล่าง เขาที่พอต่อยหมัดเทพค ้าฟ้าพิโรธออกมา หมัดนั นก็ อัดแน่นอยู่เต็มพื นที่และขยายใหญ่อย่างไร้ที่สิ นสุด ในสายตาของเอ้าเฟยลี่หย่า ท้าให้นางรู้สึกเหมือน ตัวเองไม่มีที่ให้หลบเลี่ยง ทว่าจู่ๆ หมัดนี ก็เปลี่ยนความเร็วกลายเป็นพุ่งเข้ามา อย่างเชื่องช้า แล้วก็เพราะช้าลงจากเดิมถึงเป็นเหตุให้ตอนที่เทพ ยักษ์ค ้าฟ้านามว่าฉาเท่อเหวยเค่อทะยานเข้ามา หมัดนั นถึงยังไม่กระแทกโดนคู่ต่อสู้เสียที หมัดที่ความเร็วช้าลงไม่เพียงแต่ดึงเอาพลังงาน หลากหลายธาตุในร่างกายของเนี่ยเทียนออกมา
แม้แต่พลังงานไม่รู้ชื่อที่ปะปนกันอยู่ในอาณาจักร มอดดับแห่งนี ก็ถูกเขาดึงดูดมาใช้ด้วย “กระบวนท่านี …” ดวงตามหึมาของฉาเท่อเหวยเค่อสาดประกายแวว วาวจับจ้องไปยังอาณาจักรมอดดับพลางพึมพ้ากับ ตัวเองเบาๆ ภายใต้การจับจ้องของดวงตาเขา อาณาจักรที่มืดมน พลันเปลี่ยนมาเป็นสว่างจ้า พื นที่ยิบย่อยล้วนเปลี่ยน มาเป็นชัดเจนผิดปกติ เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับสูงของแต่ละเผ่าพันธุ์ที่มา รวมตัวกันอยู่ที่นี่ต่างก็สังเกตเห็นเส้นแสงเล็ก ละเอียดราวกับเส้นผมจ้านวนนับไม่ถ้วนซึ่งเป็น ตัวแทนของกระแสพลังงานหลากหลายชนิดที่ถูก หมัดของเนี่ยเทียนดึงดูดมา
หมัดนั นปานประหนึ่งสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาเป็นของ ตัวเองซึ่งพอดึงเอาพลังงานหลากหลายมาได้แล้วก็ ขยายขนาดอย่างรวดเร็ว รอจนหมัดนั นกระแทกเข้าใส่เอ้าเฟยลี่หย่า มันก็ ขยายใหญ่กว่าเดิมหลายสิบเท่า ใหญ่ยิ่งกว่าร่างของ เนี่ยเทียนเองไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า “โฮก!” เอ้าเฟยลี่หย่ากระตุ้นพลังแฝงทางสายเลือดจน สายเลือดหวนคืนสู่บรรพบุรุษ ร่างขยายใหญ่ กว่าเดิมเกือบสิบเท่าอยู่นานแล้ว เอ้าเฟยลี่หย่าที่สายเลือดหวนคืนสู่บรรพบุรุษแปร สภาพมาเป็นลักษณะของปีศาจจ้าแลงในยุคบรรพ กาล ร่างปีศาจของนางทั งเหมือนมายาและเหมือน ของจริง เงาแสงขมุกขมัวล้อมวนอยู่ทั่วร่าง ผิวหนัง
เป็นลักษณะกึ่งโปร่งแสง พอจะมองเห็นเส้นเลือดที่ อยู่ด้านใต้และเลือดสดที่ไหลรินอย่างรวดเร็วได้ร้าไร เสื อเกราะปีศาจที่นางสวมไว้บนร่างก็ขยายใหญ่ เช่นกัน ลวดลายปีศาจที่วิจิตรงดงามลอยตัวออกมา ข้างนอก ลวดลายปีศาจเปลี่ยนแปลงไปหลากหลายรูปแบบ พลางพ่นปราณปีศาจที่ทั งบริสุทธิ์และทั งเข้มข้นซึ่ง ท้าให้คนหายใจล้าบากออกมา ก่อนที่ปราณเหล่านั น จะก่อตัวเป็นโล่เมฆาปีศาจที่เผ่าภูตผีปีศาจหลายคน เชี่ยวชาญในการน้ามาใช้ เพียงแต่ว่าโล่เมฆาปีศาจของเอ้าเฟยลี่หย่าใหญ่โตจน น่าเหลือเชื่อ ปานประหนึ่งโล่ยักษ์ที่ปิดทับไปเกือบ ครึ่งของท้องฟ้า ลวดลายปีศาจสวยงามลึกลับไหลเวียนเคลื่อนที่อยู่ บนโล่ที่ก่อตัวจากพลังปีศาจชิ นนั นอย่างบ้าคลั่ง และ
พริบตานั นมันก็แปรเปลี่ยนมาเป็นค่ายกลประหลาด หลายร้อยชนิดของเผ่าภูตผีปีศาจ “อู้ๆๆ!” เหนืออาณาจักรมอดดับ ปราณปีศาจที่ภูตผีปีศาจ ระดับสูงหลายคนรวมไปถึงสัตว์ปีศาจระดับต่้า ปลดปล่อยออกมาถูกดึงดูดให้บินเข้าหานางราวกับ น ้าตก ปราณปีศาจที่เชี่ยวกรากกรอกเทเข้าใส่โล่เมฆา ปีศาจ โล่นั นจึงเปลี่ยนมาเป็นทั งหนาทั งแข็ง คล้าย ภูเขาหินหนักอึ งที่ไม่อาจท้าลายได้ “ตูม! ตูมๆๆ!” ในที่สุดพลังงานต่างๆ ที่เนี่ยเทียนรวบรวมมาเป็น หมัดเทพค ้าฟ้าพิโรธก็กระแทกชนโล่เมฆาปีศาจ โล่ยักษ์ถูกแรงกระแทกโจมตีติดต่อกันหลายระลอก
เอ้าเฟยลี่หย่าสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าเวลาเพียงครึ่ง วินาทีก็มีพลังงานหลายสิบชนิดไม่ซ ้ากันทุ่มกระแทก เข้าใส่โล่ของนางอย่างบ้าระห่้า ค่ายกลมหัศจรรย์อันเกิดจากการรวมตัวของ ลวดลายปีศาจบนผิวโล่ที่จ้าแลงมาเป็นของจริงด้วย พลังปีศาจพลันหม่นแสง ก่อนจะทยอยกันหายไป เมื่อค่ายกลที่ช่วยปลุกเสกพลังให้กับโล่แหลกสลาย โล่นี จึงไม่แข็งแกร่งดังเดิมอีกแล้ว ตูม! โล่เมฆาปีศาจเกิดรอยปริร้าวก่อน ครั นจึงระเบิด กระจายทันควัน “เป็นหมัดที่ร้ายกาจมาก ไม่เหมือนวิธีการที่เผ่า มนุษย์ชอบเอามาใช้กัน” เอ้าเฟยลี่หย่าอุทานเบาๆ แต่สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นผ่อนคลาย ลวดลาย
สลับซับซ้อนบนเสื อเกราะปีศาจของนางถูก สายเลือดกระตุ้นออกมาอีกครั ง แม้ว่าโล่เมฆาปีศาจจะระเบิดแตก ทว่าพลังจากหมัด นั นของเนี่ยเทียนก็หายไปสิ นเหมือนกัน นางสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าเนื่องจากการร่าย กระบวนท่านี มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของ เนี่ยเทียนรวมไปถึงพลังงานต่างๆ ในเลือดลมของ เขาล้วนลดลงฮวบฮาบ นางรู้สึกได้ว่าเนี่ยเทียนอ่อนแอลงไปหนึ่งระดับแล้ว “อู้!” ไม่เพียงแต่ไข่มุกวิญญาณมืดเท่านั น แม้แต่ท่อน กระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราก็คล้ายจะสัมผัสได้จึง เป็นฝ่ายลอยกลับมาหาเขา ไข่มุกวิญญาณมืดลอยอยู่เหนือศีรษะของเขาพลาง ปลดปล่อยแสงสีเขียวขุ่นมัว
ท่อนกระดูกลอยอยู่ตรงหน้าอก ลายเลือดลึกลับที่ เหมือนกับเส้นชีพจรในร่างมนุษย์พลันผุดขึ นมาบน ผิวของท่อนกระดูกเป็นจ้านวนมากคล้ายก้าลังเกิด การเปลี่ยนแปลงอย่างใหม่ “ดูเหมือนว่าไข่มุกปีศาจเซิ่นจะใช้กับเจ้าไม่ได้ผล” ดวงตาที่เย็นชาของเอ้าเฟยลี่หย่าจ้องเนี่ยเทียนเขม็ง นิ่งคิดไปครู่หนึ่งก็ยกมือเรียกไข่มุกมาเก็บไว้ แล้วเอ่ย ขึ นอีกว่า “ระดับความแข็งแกร่งของเรือนกายเจ้า เหนือกว่าที่ข้าคิดไว้มากนัก เพียงแค่การปะทะกัน ด้วยเรือนกายอย่างเดียว แม้จะสร้างบาดแผลให้เจ้า ได้ แต่การฟื้นตัวของเจ้าผิดปกติยิ่ง แค่มีบาดแผลก็ ฟื้นตัวได้ทันที” นางพึมพ้ากับตัวเอง หัวคิ วขมวดแน่นคล้ายตัดสินใจ เฉียบขาดได้ในที่สุด แก่นเลือดแต่ละหยดลอยออกมาจากในร่างแล้วลุก ไหม้อยู่ตรงหน้าอกที่นูนตระหง่านของนาง
ดาบปีศาจเล่มหนึ่งที่สร้างขึ นมาด้วยวิธีการ มหัศจรรย์ถูกนางดึงออกมาอย่างเชื่องช้า ก่อนจะ เอามาวางไว้กลางแก่นเลือดที่ลุกไหม้เพื่อให้มันอาบ แสงเลือด แช่ตัวอยู่ในน ้าเลือด ดาบปีศาจเล่มนี โค้งงอน ระดับความโค้งเกินพอดีจน คล้ายจะไม่คมเท่าไหร่นัก ทว่าตอนที่ดาบปีศาจบินออกมาแล้วอาบแก่นเลือดที่ ลุกไหม้ของเอ้าเฟยลี่หย่ากลับเกิดการเปลี่ยนแปลง ในทันที เหล่าเผ่าภูตผีปีศาจที่อยู่นอกอาณาจักรมอดดับพา กันกลั นลมหายใจ สายตาที่พวกเขามองไปยังดาบปีศาจเล่มนั นเต็มไป ด้วยความขึงเครียดและตื่นเต้นจากใจจริง
ผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์บางคนที่รู้ที่มาของดาบปีศาจ เล่มนั นก็หน้าเปลี่ยนสี แม้แต่เสียงพูดคุยยังขาด หายไปกลางคัน เนี่ยเทียนเองก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เมื่อเงยหน้าขึ นแล้วมองเห็นเงาร่างพร่าเลือนขนาด เล็กเท่าเมล็ดข้าวสารจ้านวนมาก เขาก็ร้องอุทาน เบาๆ ทันที ท่ามกลางเงาเล็กจ้อยจ้านวนนับไม่ถ้วน เรือนกาย ของเทพยักษ์ค ้าฟ้าช่างสะดุดตายิ่งนัก ท้าเอาเขาตื่น ตกใจ “แม้ว่าไข่มุกปีศาจเซิ่นที่น้ามาใช้ร่วมกับสายเลือด ของข้าจะสร้างภาพปีศาจลวงตามากมายมาล่อลวง ใจคนได้ ทว่าพลังการท้าลายล้างกลับยังด้อยอยู่มาก นัก” เอ้าเฟยลี่หย่ากล่าวพลางยิ มน้อยๆ
พอนางพูดเช่นนั น ความสนใจของเนี่ยเทียนจึงถูก ดึงดูดมาที่นางทันที “ดาบปีศาจเล่มนี ต่างหากถึงจะเป็นอาวุธที่เหมาะมือ ที่สุดของข้า เพียงแต่ว่าค่าตอบแทนยามเรียกใช้มัน ต้องจ่ายเยอะสักหน่อย ดังนั นข้าถึงได้ไม่เรียกมัน ออกมาเสียที” เอ้าเฟยลี่หย่าอธิบาย เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสี ก่อนจะเปิดศึกกับนางเขาก็เคยได้ยินคนอื่นเล่าให้ฟัง ว่าเอ้าเฟยลี่หย่าครอบครองอาวุธปีศาจที่น่าครั่น คร้ามชิ นหนึ่ง อาวุธปีศาจชิ นนี เทียบเคียงได้กับอาวุธเทพไม่ดับ สลายของสี่ส้านักใหญ่เผ่ามนุษย์ เดิมทีเขานึกว่าไข่มุกปีศาจเซิ่นก็คืออาวุธปีศาจที่เอ้า เฟยลี่หย่าครอบครองอย่างที่ทุกคนพูดกัน
จนกระทั่งบัดนี เขาถึงพลันกระจ่างแจ้งว่า ดาบปีศาจ ที่อาบแช่อยู่ท่ามกลางแก่นเลือดที่เผาไหม้ของเอ้า เฟยลี่หย่าต่างหากถึงจะเป็นอาวุธปีศาจที่หากไม่ถึง ที่สุดจริงๆ เอ้าเฟยลี่หย่าจะไม่เอาออกมาใช้ง่ายๆ เด็ดขาด ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1120 ดาบแห่งความพินาศ
อาวุธปีศาจใช้แก่นเลือดในการปลุกให้ตื่น เส้นใยที่บริสุทธิ์อย่างถึงที่สุดและเล็กละเอียดราว เส้นผมลอยออกมาจากในร่างของภูตผีปีศาจ ระดับสูงและระดับต่าที่อยู่นอกอาณาจักรมอดดับ เส้นใยเหล่านั้นคือปราณปีศาจที่ผสานรวมกับเลือด ลมจากคนเผ่าภูตผีปีศาจจ่านวนมาก อันที่จริงเดิมทีเหล่าภูตผีปีศาจระดับสูงเหล่านั้นมีวิธี ในการสกัดกั้นการดึงดูดพลังจากอาวุธปีศาจ ทว่าพวกเขาไม่ได้ท่าเช่นนั้น พวกเขาปล่อยให้อาวุธปีศาจชิ้นนั้นใช้พลังปีศาจไร้ที่ สิ้นสุดที่มันปล่อยออกมาชักน่าปราณปีศาจทุกอย่าง
ในร่างของพวกเขาไปผสานรวมเป็นต้นก่าเนิดพลัง ของอาวุธปีศาจ ดาบปีศาจที่โค้งงอราวพระจันทร์มองไกลๆ ก็ราวกับ จันทร์เสี้ยวสีม่วงเข้ม “สวบๆๆ!” แก่นเลือดแต่ละหยดที่บินออกมาจากหน้าอกของ เอ้าเฟยลี่หย่าถูกดาบปีศาจเล่มนั้นดูดซับไปราวกับ ฟองน้่าซับน้่า ดาบปีศาจพลันปลดปล่อยแสงปีศาจน่าพรั่นพรึง “เปรี๊ยะๆๆ!” ห้วงมิติของฟ้าดินแถบนี้แบกรับแรงจู่โจมไม่ไหวจึงมี เสียงเปราะแตกดังลอยมา ก่อนที่เสียงร้องค่ารามเกรี้ยวกราดป่าเถื่อนจะดัง สนั่นหวั่นไหวออกมาจากด้านในของดาบปีศาจ
พริบตาเดียวก็มีเปลวเพลิงสีด่าเป็นกองๆ และ สายฟ้าสีม่วงถูกสาดยิงออกมาจากในดาบปีศาจ พระจันทร์เสี้ยว อากาศพลันระเบิดแตกไปทีละชุ่น! กระแสปั่นป่วนหุนตุ้นที่เนี่ยเทียนใช้ปราณ หลากหลายธาตุสร้างขึ้นมาก่อนหน้านี้ถึงกับทนรับ ไม่ไหว รอจนเปลวเพลิงสีด่าและสายฟ้าสีม่วงเหล่านั้นไหล กรากเข้ามายังกระแสปั่นป่วนหุนตุ้น สนามแม่เหล็ก พิเศษที่ถูกดึงพลังส่วนใหญ่ไปใช้กับ “หมัดเทพค้่าฟ้า พิโรธ” ก็พลันหดเล็กเข้ามา ความรู้สึกกดดันที่ท่าให้เนี่ยเทียนหายใจได้ไม่คล่อง คอพลันบังเกิด “ดาวเปล่งประกาย!”
พลังดวงดาวในมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของ เขามารวมตัวกันอย่างบ้าคลั่ง ใช้ดาวเปล่งประกาย ระยะสั้นซึ่งเป็นวิชาลับของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวมาหายตัวไปจากที่เดิม “ครืนๆๆๆ!” พื้นดินแข็งแกร่งที่เขากระโจนหนีออกไปก่อนหน้านี้ ถูกเปลวเพลิงสีด่าและสายฟ้าสีม่วงกลบทับ ปราณ แห่งความพินาศวอดวายน่ากลัวขุมหนึ่งแผ่อวลไป ทั่วพื้นที่นั้นทันที พื้นดินลุกท่วมโชติช่วงไปด้วยเปลวเพลิงสีด่า สายฟ้าแลบแปลบปลาบอย่างก่าเริบเสิบสานคล้าย ต้องการคว้าจับสิ่งมีชีวิตใดๆ ก็ตามมาแล้วสังหารให้ สิ้นซาก “ดาบแห่งความพินาศ!” “ดาบแห่งความพินาศจริงๆ ด้วย!”
“หนึ่งในอาวุธปีศาจล้่าโลกพิทักษ์เผ่าพันธ์ของเผ่า ภูตผีปีศาจ!” ผู้แข็งแกร่งของเผ่ามนุษย์และชนต่างเผ่าจ่านวนมาก ที่สัมผัสได้ถึงปราณอันเป็นเอกลักษณ์จากในเปลว เพลิงสีด่าและสายฟ้าสีม่วงที่ดาบปีศาจปลดปล่อย ออกมาพลันร้องอุทานเสียงหลงกันไปหมด ดาบแห่งความพินาศคืออาวุธสังหารร้ายกาจที่มี ชื่อเสียงอย่างถึงที่สุดในประวัติศาสตร์ของเผ่าภูตผี ปีศาจ คนที่ได้ครอบครองดาบแห่งความพินาศคนก่อนก็คือ มารดาแท้ๆ ของเอ้าเฟยลี่หย่าอย่างฮว้านหมอต้าจุน หลังจากที่ฮว้านหมอต้าจุนตายไป ดาบแห่งความ พินาศก็ตกอยู่ในครอบครองของเอ้าเฟยลี่หย่า เมื่อดาบปีศาจที่น่ากลัวเล่มนี้เผยกาย เปลวเพลิงสี ด่าแห่งความพินาศวอดวาย สายฟ้าสีม่วงที่ดับ
ท่าลายทุกชีวิตให้สูญสิ้นก็สามารถสังหารทุกชีวิตที่มี เลือดเนื้อให้กลายเป็นเถ้าถ่านได้ทันที การเรียกใช้ดาบแห่งความพินาศจ่าเป็นต้องเผา ผลาญแก่นเลือดหลายหยด ส่าหรับมหาราชาระดับ เก้าหรือต้าจุนระดับสิบแล้วอาจจะเป็นเรื่องที่ ง่ายดาย ทว่าเอ้าเฟยลี่หย่ามีสายเลือดแค่ระดับแปดเท่านั้น ต่อให้เป็นนางที่เรียกใช้ดาบแห่งความพินาศ การที่ ต้องเผาผลาญแก่นเลือดหลายหยดก็ยังกินแรงมาก อยู่ดี ในต่านานเล่าลือกันมาแต่โบราณว่าในดาบแห่ง ความพินาศของเผ่าภูตผีปีศาจมีสิ่งชั่วร้ายตัวหนึ่งจ่า ศีลอยู่ ซึ่งมันถูกเรียกว่าวิญญาณปีศาจแห่งความ พินาศ
เจ้าสิ่งนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่บรรพบุรุษของเผ่าภูตผี ปีศาจ แล้วก็ไม่ใช่คนใดในเผ่าภูตผีปีศาจ ช่วงแรกเริ่มสุดวิญญาณปีศาจแห่งความพินาศถูก เรียกว่าวิญญาณแห่งความพินาศ แต่เมื่อผสานรวมเข้ากับดาบแห่งความพินาศ และ ถูกต้าจุนของภูตผีปีศาจใช้แก่นเลือดปลุกให้ฟื้นตื่น วิญญาณเจ้าสิ่งนั้นถึงได้ถูกเรียกว่าวิญญาณปีศาจ แห่งความพินาศ การที่รวมค่าว่าปีศาจเข้าไปก็เพราะต้องการจะสื่อให้ รู้ว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับเผ่าภูตผีปีศาจของพวก เขา “ฟู่วๆๆ! เปรี้ยงๆๆ!” พื้นดินลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิงสีด่า สายฟ้าสีม่วง ร้องค่าราม พลังงานหลากหลายธาตุที่ปะปนกันตรง แถบนั้นเหมือนถูกบังคับให้เกิดการแปรสภาพ
จนกระทั่งกลายมาเป็นพลังงานลึกลับที่พิเศษอย่าง หนึ่งซึ่งแฝงเร้นปราณแห่งความพินาศไว้ด้านใน “พินาศ พินาศ สรรพชีวิตพินาศวอดวาย” เสียงร้องค่ารามที่ได้ยินไม่ชัดนักดังแว่วออกมาจาก ในดาบแห่งความพินาศ เสียงค่ารามนั้นไม่ใช่ภาษาใดๆ ที่ทุกคนรู้จัก ทว่าทุก คนที่ได้ยินเสียงนี้กลับเข้าใจความหมายของเสียง ค่ารามที่พูดว่าพินาศสองค่านั้นได้อย่างชัดเจน “ฟิ้ว!” ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราบินกลับเข้ามา อยู่ในมือของเนี่ยเทียน “เอ๊ะ!” จู่ๆ เนี่ยเทียนก็ร้องอุทานเบาๆ เพราะค้นพบว่าท่อน กระดูกที่เดิมทียาวหลายสิบเมตรคล้ายจะสัมผัสได้
ถึงความไม่สะดวกของเขาจึงเป็นฝ่ายหดขนาดเข้ามา เอง เพียงพริบตาเดียวกระดูกท่อนนั้นก็เปลี่ยนจากขนาด หกสิบเมตรมาเป็นสองเมตร จนดูคล้ายทวนยาวสี แดงเล่มหนึ่ง! “เกราะมังกรเพลิง!” เมื่อสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวของดาบปีศาจเล่มนั้น เนี่ยเทียนจึงไม่กล้าปกปิดอะไรอีก แต่รีบเรียกเกราะ มังกรเพลิงออกมาอย่างเด็ดเดี่ยว เสื้อเกราะที่มีเปลวเพลิงลุกท่วมสวมครอบลงมาทาง ศีรษะของเขา ปิดทับเรือนกายส่วนใหญ่ของเนี่ย เทียนไว้มิด “วี๊ดๆๆ!”
เอ้าเฟยลี่หย่าหมุนตัวเล็กน้อย หันมาเผชิญหน้า กับเนี่ยเทียนที่เปลี่ยนต่าแหน่ง ก่อนที่ดาบแห่งความ พินาศจะกรีดร้องเสียงแหลมออกมา เปลวเพลิงสีด่าและสายฟ้าสีม่วงที่กลบทับพื้นที่ก่อน หน้านี้คล้ายนายทหารที่ถูกแม่ทัพเรียกตัวจึงบินเข้า หาเนี่ยเทียนราวกับมีสติปัญญาเป็นของตัวเอง “วี๊ดๆๆ!” เสียงกรีดแหลมจากในดาบแห่งความพินาศยิ่งดัง แสบแก้วหู เนี่ยเทียนชาไปทั้งหนังศีรษะ รู้สึกเหมือนเยื่อแก้วหู จะขาด ขณะที่เขาเตรียมจะใช้ดาวเปล่งประกายอีก ครั้งกลับค้นพบด้วยความหวาดหวั่นว่าเสียงหวีด แหลมนั้นได้สร้างพันธนาการเป็นก่าแพงเสียง ล้อมรอบพื้นที่ที่เขายืนอยู่
เสียงหวีดแหลมกลายมาเป็นปราการกั้นขวางที่ มองดูเหมือนจะไร้รูปลักษณ์ แต่กลับท่าให้คาถาดาว เปล่งประกายของเขาไม่สามารถร่ายใช้ได้อย่าง ราบรื่น พื้นดินแข็งทนทานที่ถูกกองเพลิงสีด่าลุกท่วมถูก เปลวไฟลามเลียมาอย่างรวดเร็ว สายฟ้าสีม่วงแต่ละ เส้นก็ยิ่งพุ่งมาด้วยความเร็วสูงสุด เพียงแค่ชั่ว พริบตาก็มาโผล่อยู่เหนือศีรษะของเนี่ยเทียน “เปรี้ยงๆๆ!” สายฟ้าสีม่วงที่มาพร้อมกับปราณแห่งความวินาศ วอดวายผ่าเปรี้ยงลงมา เนี่ยเทียนรีบใช้พลังเปลวเพลิง พืชหญ้าและดวงดาว สามชนิดมาผสานรวมกับเลือดลมเพื่อสร้างม่านแสง พลังวิญญาณและเลือดลมหลากสีหลายชั้นอย่าง กระชั้นชิด
เมื่อม่านแสงก่อตัวส่าเร็จ สายฟ้าสีม่วงที่ลอยอวล เต็มท้องฟ้าก็ผ่าเปรี้ยงลงมาพร้อมกันหมด “ตูมๆๆ!” ม่านแสงแต่ละชั้นพากันระเบิดกระจายเหมือน กระดาษบางๆ แผ่นหนึ่ง สายฟ้าสีม่วงที่เป็นราวโซ่ตรวนจึงฟาดโบยเข้าใส่ร่าง ของเนี่ยเทียนอย่างจัง เปลวเพลิงชั้นสุดท้ายบนเกราะมังกรเพลิงถูกสายฟ้า สีม่วงฟาดเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง สะเก็ดไฟปลิว กระเซ็น ปราณพลังงานความร้อนไหลหายไปอย่าง บ้าคลั่ง เนี่ยเทียนเจ็บปวดจนพูดไม่ออก และเวลานี้เปลวเพลิงสีด่าที่เลื้อยลามไปทั่วพื้นดินก็ ได้แทรกซอนมาถึงในที่สุด
เสียงหวีดร้องของดาบแห่งความพินาศยังคงดังต่อไป อย่างน่าหวาดผวา ทั้งยังปลดปล่อยสายฟ้าสีม่วง และเปลวเพลิงที่แฝงปราณแห่งความวอดวาย ออกมาถี่ยิบยิ่งกว่าเดิม อาณาจักรมอดดับแห่งนั้นเหมือนถูกพิษร้ายที่มีพลัง ของการพินาศแทรกซึมจนใกล้จะเกิดการ เปลี่ยนแปลงที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิม เนี่ยเทียนเริ่มต้านทานไม่ไหว ผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์และนักรบชนต่างเผ่าสายเลือด ระดับสูงหลายคนที่สังเกตการณ์มาถึงตอนนี้ ในที่สุด ก็มองออกว่าเนี่ยเทียนตกเป็นรอง ทุกคนรู้สึกว่าพลัง ชีวิตเขาแห้งขอดและก่าลังจะตายอยู่ใต้คมดาบแห่ง ความพินาศ
“ตายด้วยอาวุธปีศาจล้่าโลกของเผ่าเราถือเป็น เกียรติของเขาแล้ว” มีคนเผ่าภูตผีปีศาจหัวเราะ ขึ้นมาเสียงหยัน “จะอย่างไรนั่นก็คือดาบแห่งความพินาศ! เอ้าเฟยลี่ หย่าใช้แก่นเลือดของตัวเองปลุกวิญญาณปีศาจแห่ง ความพินาศขึ้นมา อานุภาพร้ายกาจที่อาวุธปีศาจ เล่มนี้ส่าแดงออกมามากพอจะท่าให้นางต่อสู้กับมหา ราชาระดับเก้าได้เลย เนี่ยเทียนมีตบะแค่เขต วิญญาณ จะสามารถต้านทานความน่ากลัวของดาบ แห่งความพินาศได้อย่างไร!” “ยังดีที่ดินแดนของเขายังก่อตัวไม่ส่าเร็จ หาไม่แล้ว หากดินแดนของเขาถูกเปลวเพลิงและสายฟ้าที่ดาบ แห่งความพินาศปลดปล่อยออกมาโจมตี เขาคงตาย ไปนานแล้ว” ผู้ที่ชมการต่อสู้หลายคนซุบซิบกันเบาๆ ต่างก็รู้สึกว่า เนี่ยเทียนไม่มีทางพลิกสถานการณ์กลับมาได้ เกรง
ว่าคงต้องตายอยู่ใต้อานุภาพของดาบแห่งความ พินาศนี้แล้ว ตัวเนี่ยเทียนเองก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าเมื่อถูก โจมตีด้วยเปลวเพลิงสีด่าและสายฟ้าสีม่วง วิธีการ ป้องกันตัวของเขาทั้งหมดล้วนปลาสนาการหายไป และพลังก็ถูกเผาผลาญไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานพลังงานต่างๆ ในร่างของเขาก็หายไปถึงเจ็ด แปดส่วน เขาเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าอ่อนแรง ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1121 สิ่งมีชีวิตแบบเดียวกัน
เสียงหวีดแหลมของดาบแห่งความพินาศดังโหยหวน บาดแก้วหู เปลวเพลิงสีดำที่ไหลเชี่ยวกลบทับจุดที่เนี่ยเทียนยืน อยู่จนมิด ปราณแห่งความวินาศวอดวายที่แฝงอยู่ใน เปลวเพลิงแทรกซอนเข้ามายังม่านแสงที่เนี่ยเทียน เรียกออกมาแล้วฉีกกระชากทุกอย่างให้แหลกลาญ อย่างง่ายดาย บนท้องฟ้ามีสายฟ้าสีม่วงอีกหลายเส้นที่เทกระหน่ำ ลงมาราวนำตก เนี่ยเทียนเจ็บปวดจนพูดไม่ออก “ฟู่วๆๆ!”
เกราะมังกรเพลิงดูดซับเลือดลมและพลังเปลวเพลิง ของเขาเอาไปสร้างเปลวไฟเป็นกลุ่มๆ ที่เป็นแนว ป้องกันสุดท้ายของเขาไว้อย่างแน่นหนา แต่ทว่าเปลวเพลิงเหล่านั นก็เหมือนจะร่อแร่เต็มที่ และขณะที่เนี่ยเทียนถูกพลังของดาบแห่งความ พินาศกำราบเอาไว้จนไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี นั นเอง เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงที่ได้รับมาจากไฟ ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งอยู่ในโอสถวิญญาณเปลวเพลิงกลาง มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของเขากลับเกิดการ เปลี่ยนแปลงผิดปกติ “อู้ๆๆ!” เปลวเพลิงสีส้มอมแดงถูกเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงใน โอสถวิญญาณเปลวเพลิงกระตุ้นออกมา
เปลวเพลิงสีส้มอมแดงนั นผสานรวมกับเปลวเพลิงสี แดงฉานของเกราะมังกรเพลิงแล้วพริบตาเดียวก็ทำ ให้ไฟลุกท่วมชัชวาล “เปรี๊ยะๆๆ!” เปลวเพลิงสีดำที่ลุกลามมาพร้อมกับปราณมรณะ แห่งความพินาศวอดวายปะทะเข้ากับปราณแห่งการ ทำลายล้างเผาไหม้ทุกสรรพสิ่งของเมล็ดพันธ์เปลว เพลิงจนเกิดเสียงเปรี๊ยะปร๊ะดังลั่น ที่น่าแปลกใจก็คือดูเหมือนว่าปราณแห่งความพินาศ ที่น่าหวาดกลัวซึ่งเปลวเพลิงสีดำมอบให้แก่เนี่ยเทียน คล้ายจะถูกควบคุมกะทันหัน เปลวเพลิงสีดำและสายฟ้าสีม่วงที่บินออกมาจาก ดาบปีศาจนามว่าดาบแห่งความพินาศซึ่งเอ้าเฟยลี่ หย่าได้ครอบครองจู่ๆ ก็ลดฮวบลงไป
เสียงกรีดร้องจากวิญญาณปีศาจแห่งความพินาศที่ ถูกปิดผนึกผสานรวมเป็นหนึ่งอยู่ในดาบปีศาจพลัน ขาดหายไป ใครก็ไม่รู้ว่าเหตุใดวิญญาณปีศาจแห่งความพินาศถึง ได้ไม่กรีดร้องอีกแล้ว แม้แต่เอ้าเฟยลี่หย่าที่ครอบครองดาบปีศาจก็ยังอึ ง ค้าง สีหน้าฉงนฉงายสุดขีด เมื่อเสียงกรีดร้องหยุดลงกลางคัน ปราการแห่งเสียง ที่พันธนาการเนี่ยเทียนไว้ก็ย่อมคลายตัวลงไปด้วย เนี่ยเทียนที่ถูกกลบทับอยู่ภายในใช้คาถาดาวเปล่ง ประกายหนีออกไปจากพื นที่ที่อันตรายแห่งนั นอีก ครั ง เอ้าเฟยลี่หย่าเหมือนจะไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าเขาหนี ออกไปแล้ว
นางยังคงขมวดคิ ว ก่อนที่สีหน้าซึ่งมองเหม่อไปยัง ดาบแห่งความพินาศในมือจะเปลี่ยนมาเป็น เคร่งเครียด ความเร็วที่แก่นเลือดแต่ละหยดของนางผสาน รวมเข้ากับดาบแห่งความพินาศเปลี่ยนมาเป็นเนิบ ช้า อีกทั งดาบแห่งความพินาศยังถึงกับไม่ปรารถนาแก่น เลือดจากนางเพิ่มขึ นอีกแล้ว “ทำไม? เป็นเพราะอะไรกันแน่?” เอ้าเฟยลี่หย่าคำรามกร้าว พยายามใช้จิตวิญญาณ ของตัวเองติดต่อไปยังวิญญาณปีศาจแห่งความ พินาศที่ถูกผนึกไว้ด้านใน ปราณขุมหนึ่งที่พร่ามัวไม่ชัดเจน ซึ่งพอจะวิเคราะห์ ความหมายที่แฝงมาได้เพียงเล็กน้อยถูกส่งมาจาก วิญญาณปีศาจแห่งความพินาศ
ปราณขุมนั นทำให้เอ้าเฟยลี่หย่าตัวสั่นสะท้าน จากคำอธิบายของวิญญาณปีศาจแห่งความพินาศทำ ให้นางรู้ว่าโอสถวิญญาณเปลวเพลิงในร่างของเนี่ย เทียนมีวัตถุชนิดหนึ่งซึ่งถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความ มหัศจรรย์แบบเดียวกับวิญญาณปีศาจแห่งความ พินาศ! วิญญาณปีศาจแห่งความพินาศและเมล็ดพันธ์ของ ไฟศักดิ์สิทธิ์คือสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งที่แตกต่างไป จากสิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื ออย่างสิ นเชิง! สิ่งมีชีวิตชนิดนี หาได้ยากยิ่ง และระหว่างพวกมัน กันเองก็เหมือนจะมีการต่อสู้ขัดแย้งกันเองอยู่ ตลอดเวลา การประมือกันระหว่างวิญญาณปีศาจแห่งความ พินาศและเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง เมล็ดพันธ์เปลว
เพลิงเองก็ไม่ต้องการสู้อย่างเอาเป็นเอาตายกับ วิญญาณปีศาจแห่งความพินาศ ต่อให้ในเวลานี เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงจะยังอ่อนแออยู่ มาก และยังห่างไกลเกินกว่าจะเทียบเคียงระดับชั น ของสิ่งมีชีวิตอย่างวิญญาณปีศาจแห่งความพินาศได้ ทว่าสัญชาตญาณที่มาจากสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน กลับกำราบพวกมันเอาไว้ “อู้!” เนี่ยเทียนที่ถอยออกห่างมาจากพื นที่นั นแล้วหลบ พ้นการพัวพันของเปลวเพลิงสีดำและสายฟ้าสีม่วง มาได้ถือท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราที่หดเล็ก ลงเอาไว้แล้วตวาดกร้าว “การผสานรวมชีวิต!” “สวบๆๆ!” เส้นเลือดสีแดงฉานหลายเส้นแทงเข้าไปยังท่อน กระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดารา พลังเลือดเนื อที่ไหล
เชี่ยวกรากของเขาเหมือนจะเชื่อมโยงเป็นหนึ่ง เดียวกับเลือดลมในท่อนกระดูก อีกทั งเขายังจะพอได้ยินเสียงอึงอลที่ส่งมาจากใน ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราอีกด้วย เสียงอึงอลนั นขานรับเป็นจังหวะเดียวกับเสียงหัว ใจเต้นของเขา เพียงชั่วพริบตา เนี่ยเทียนก็เกิดความรู้สึกมหัศจรรย์ อย่างหนึ่ง ราวกับว่าเขาได้กลายมาเป็นสัตว์ยักษ์ มวลดาราของยุคดั งเดิมตัวหนึ่งที่ร่างใหญ่เทียบเท่า อาณาจักรซึ่งกำลังจับอาหารกินอยู่ในทางช้างเผือก อันกว้างใหญ่ไพศาล ดวงตาของเขาเปลี่ยนมาเป็นเย็นชา ไม่หลงเหลือ ความเป็นมนุษย์ใดๆ ปราณบนร่างของเขาแผ่กลิ่น อายความแปลกประหลาดลึกลับราวกับมาจากยุค สมัยโบราณอันห่างไกล
พอปราณเช่นนี แผ่ออกมา มังกรยักษ์ เทพยักษ์คำฟ้า รวมไปถึงภูตผีปีศาจที่ในร่างมีสายเลือดของภูตผี ปีศาจบรรพกาลไหลเวียนก็พลันเกิดความกระวน กระวายโดยสัญชาตญาณ กระดูกท่อนนั นขยายใหญ่อีกครั ง พริบตาเดียวจากสองเมตรก็กลายมาเป็นหกสิบกว่า เมตร อีกทั งยังมีเลือดลมเข้มข้นปกคลุม จนเห็นเป็น เค้าโครงร่างของสัตว์ยักษ์มวลดาราได้รางๆ “สายเลือด! จับเหยื่อ!” ลายเลือดลึกลับถูกสาดยิงออกมาจากในกระดูกจน มืดฟ้ามัวดินอีกครั ง ก่อนที่พวกมันจะถักทอกันเป็น ตาข่ายเลือดอยู่กลางอากาศ คราวนี เมื่อได้รับพลังการผสานรวมชีวิตของเนี่ย เทียนเข้าไป ตาข่ายเลือดก็คล้ายจะแผ่คลุมไปทั่วฟ้า
ดิน ห่อหุ้มพื นที่แถบนั นที่เอ้าเฟยลี่หย่าเคลื่อนไหว อยู่ไว้อย่างแน่นหนา “อู้!” เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงสีส้มอมแดงพุ่งเข้ามาพลาง เปล่งประกายวูบวาบ ตอนที่เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงปรากฏตัว วิญญาณ ปีศาจแห่งความพินาศที่ถูกต้าจุนของภูตผีปีศาจซึ่ง เสียชีวิตไปในยุคโบราณปิดผนึกเอาไว้ในดาบแห่ง ความพินาศก็ทำตามข้อตกลงที่นาบประทับอยู่ใน สายเลือดของสิ่งมีชีวิตที่พิเศษอย่างพวกมัน วิญญาณปีศาจแห่งความพินาศจะไม่ร่วมรบ เมื่อมันไม่ร่วมรบ ดาบแห่งความพินาศอันเป็นอาวุธ ปีศาจลำโลกก็สูญสิ นอานุภาพน่าหวาดกลัวไป
ไม่ว่าเอ้าเฟยลี่หย่าจะร้องตะโกนเรียกขานหรือกรอก เทแก่นเลือดให้อย่างไร ดาบปีศาจเล่มนั นก็ไม่ยอม สำแดงความดุร้ายออกมา นี่จึงเป็นเหตุให้เมื่อตาข่ายเลือดที่ปกคลุมไปทั่วแผ่น ฟ้าครอบลงมาจากเหนือศีรษะ เอ้าเฟยลี่หย่าจึงอับ จนหนทางที่จะใช้ดาบดุร้ายในมือไปต้านทานศัตรู แล้วนับประสาอะไรกับที่ดาบปีศาจยังดึงแก่นเลือด ของนางไปเป็นจำนวนมาก ทำให้พลังของนางถูก ลดทอนมหาศาล นางรีบร้อนกระตุ้นให้สายเลือดหวนคืนสู่บรรพบุรุษ แปลงกายเป็นปีศาจจำแลง เสื อเกราะปีศาจงดงามที่ นางสวมใส่จึงขยายใหญ่ตามไปด้วย น่าเสียดายที่เมื่อตาข่ายเลือดคลุมทับลงมา และ พรสวรรค์การจับเหยื่อกินเป็นอาหารของสัตว์ยักษ์ มวลดาราก็ถูกปลดปล่อยมาเต็มที่ ความทรงจำที่น่า
กลัวที่สุดซึ่งซ่อนอยู่ในจุดลึกของสายเลือดนางก็ทำ ให้นางตัวสั่นสะท้านในที่สุด เป็นครั งแรกที่นางรู้สึกถึงความสิ นหวัง ตาข่ายเลือดทอดลง เอ้าเฟยลี่หย่าที่พอสายเลือด หวนคืนสู่บรรพบุรุษเรือนกายก็เปลี่ยนมาเป็นใหญ่โต จึงถูกคลุมอยู่ด้านใน เห็นได้ชัดเจนว่าเรือนกายปีศาจที่ขยายใหญ่ของเอ้า เฟยลี่หย่าพยายามดิ นรนอยู่ในตาข่ายเลือด แต่ไม่ว่า จะทำอย่างไรนางก็มิอาจสลัดได้หลุด ทั งร่างยัง ค่อยๆ หดเล็กลงเรื่อยๆ การหดเล็กลงเช่นนี ไม่ได้เกิดจากสภาวะปกติ แต่เกิด จากการที่เลือดลมไหลหายไปอย่างรวดเร็ว “การต่อสู้ สิ นสุดลงแล้ว”
นำเสียงทรงพลังก้องกังวานออกมาจากหน้าด่าน สำคัญของเผ่าภูตผีปีศาจ ดังสะท้อนไปทั่วอาณาจักร มอดดับมากมายที่รายล้อมอยู่รอบด้าน เมื่อเสียงนี ดังขึ น ทุกสิ่งมีชีวิตที่มารวมตัวกันอยู่ตรง อาณาจักรมอดดับที่ไม่ว่าจะเป็นเผ่ามนุษย์หรือชน ต่างเผ่า ไม่ว่าจะมีขอบเขตระดับใด สายเลือดระดับ ใดก็ตามก็ล้วนเกิดความกดดันหนักอึ ง สายตาจำนวนนับไม่ถ้วนจึงหันไปมองยังที่มาของ เสียงโดยอัตโนมัติ “หยวนหมอต้าจุน!” “เป็นเสียงของหยวนหมอต้าจุน!” “เขา มาแล้วหรือนี่!” “…” ขวานยักษ์สีเลือดขนาดมหึมาเล่มหนึ่งพลันบิน ออกมาจากแผ่นดินของเผ่าภูตผีปีศาจ
ทะเลเลือดลมเข้มข้นห่อหุ้มขวานเลือดและเรือนกาย ปีศาจดุร้ายเรือนกายหนึ่งเอาไว้ “เซวี่ยฝู่ต้าจุน!” มีคนร้องอุทานตกใจ เห็นได้ชัดว่าจำคนที่มาเยือนได้ “ศึกครั งนี เผ่าของข้ายอมแพ้ การต่อสู้ไม่จำเป็นต้อง ดำเนินต่อไป” เสียงก้องกังวานของเซวี่ยฝู่ต้าจุน พลันดังขึ นมา “อีกเดี๋ยวดาวตกสวรรค์มวลดาวจะ ถูกนำไปมอบให้ และประมุขของเผ่าพันธ์ข้าก็ยินดี ตอบรับการต่อสู้กับผู้อาวุโสโม่เหิง!” “เผ่าภูตผีปีศาจเป็นฝ่ายยอมแพ้ด้วยตัวเอง?” “เอ้าเฟยลี่หย่าแพ้แล้ว?” “ไม่นึกเลยว่าคนที่แพ้ จะเป็นเอ้าเฟยลี่หย่า!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1122 ฉายแสงคมกริบ!
การมาถึงของเซวี่ยฝู่ต้าจุนและคำพูดที่ป่าวประกาศ แทนหยวนหมอต้าจุนบอกให้รู้ว่าการต่อสู้สิ้นสุดลง แล้ว เอ้าเฟยลี่หย่าที่ถูกตาข่ายเลือดซึ่งเกิดจากการถักทอ ของลายเลือดรัดพันอยู่ด้านในได้ยินเสียงทรงพลัง ของหยวนหมอต้าจุนก็ทำท่าฮึดฮัดไม่ยอมแพ้ ทว่าเนื่องจากมิอาจใช้ดาบแห่งความพินาศ อีกทั้ง แก่นเลือดของนางก็เผาผลาญเยอะเกินไป นางจึงไร้ เรี่ยวแรงให้ต้านทานพรสวรรค์ทางสายเลือดอย่าง การจับเหยื่อของสัตว์ยักษ์มวลดารา “อู้!”
และขณะที่นางกำลังสิ้นหวัง เนี่ยเทียนก็พลันหยุด กรอกเทเลือดลมและการผสานรวมชีวิตให้กับท่อน กระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดารากลางคัน ลวดลายสีเลือดค่อยๆ เจือจาง ก่อนจะพากันบิน กลับคืนมายังท่อนกระดูก ตาข่ายเลือดก็อันตรธานหายไป เนี่ยเทียนยกมือขึ้นคว้ากลางอากาศ ท่อนกระดูกที่ ขยายขนาดกลับไปยาวหกสิบเมตรก็หายวับเข้าไปใน แหวนเก็บของของเขา เขามองเอ้าเฟยลี่หย่าด้วยสายตาลึกล้ำครู่หนึ่ง ก่อน จะเรียกเรือดาราออกมาแล้วบินออกไปจาก อาณาจักรแห่งนั้น เสียงของหยวนหมอต้าจุน การมาเยือนของเซวี่ยฝู่ ต้าจุนทำให้เนี่ยเทียนเข้าใจว่าการที่เผ่าภูตผีปีศาจ
เป็นฝ่ายยอมแพ้ก่อนกำหนดเพราะไม่ต้องการให้เกิด เรื่องขึ้นกับเอ้าเฟยลี่หย่า เขาแอบรู้สึกว่าเอ้าเฟยลี่หย่ายังมีวิธีการรับมือ บางอย่างที่ยังไม่ได้เอาออกมาใช้อย่างแท้จริง แต่บางทีวิธีการเหล่านั้นอาจต้องจ่ายค่าตอบแทน เกินขีดจำกัดที่เอ้าเฟยลี่หย่าจะแบกรับได้ และมี ความเป็นไปได้ที่จะทำให้เอ้าเฟยลี่หย่าตายไปอย่าง รวดเร็ว เอ้าเฟยลี่หย่าคือคนในเผ่าที่หยวนหมอต้าจุนให้ ความสำคัญที่สุด คือหนึ่งในตัวเลือกที่วันหน้าจะได้ กลายมาเป็นต้าจุนรุ่นใหม่ ต่อให้เผ่าภูตผีปีศาจจะมีมากมายเป็นร้อยเป็นพัน แต่บุคคลเช่นนี้ก็ยากที่จะได้พานพบสักครั้ง เขาย่อมไม่อยากให้เอ้าเฟยลี่หย่าต้องมาเสียสละชีพ เพราะการต่อสู้ครั้งนี้
“แพ้แล้ว และคนที่แพ้ กลับเป็นข้า…” เอ้าเฟยลี่หย่านั่งอยู่ที่เดิม ดาบแห่งความพินาศเล่ม นั้นลอยอยู่ตรงหน้าอกนางนิ่งๆ เนื่องด้วยเมล็ดพันธ์ของไฟศักดิ์สิทธิ์หายเข้าไปใน กายของเนี่ยเทียน วิญญาณปีศาจที่อยู่ในดาบแห่ง ความพินาศจึงสำแดงฤทธิ์อีกครั้ง ทว่าสายตาที่เอ้าเฟยลี่หย่ามองไปยังดาบแห่งความ พินาศกลับเผยความชิงชังเป็นครั้งแรก “ข้าไม่เชื่อ! ข้าไม่เชื่อ!” นางเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่กับตัวเอง ผิวหนังโปร่งใส บนเรือนกายปีศาจจำแลงของนางมีลวดลายปีศาจ ผุดมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดลางว่าผิวหนังจะระเบิด แตก ความรู้สึกที่อันตรายร้ายแรงอย่างถึงที่สุดพลัน ระเบิดปะทุออกมาจากในร่างของเอ้าเฟยลี่หย่า
เนี่ยเทียนที่ขับเรือดาราออกไปนอกอาณาจักรหน้า เปลี่ยนสี หันขวับกลับมาถลึงตาใส่นาง “อู้!” เซวี่ยฝู่ต้าจุนเยื้องกรายจากท้องฟ้ามายืนอยู่ ด้านหลังเอ้าเฟยลี่หย่า มือที่หนาใหญ่ของเขาตบไหล่ นางเบาๆ พลางส่ายหน้า “พอได้แล้ว” “ข้าไม่ยอม!” เอ้าเฟยลี่หย่าคำรามกร้าว “ข้าเข้าใจ” เซวี่ยฝู่ต้าจุนถอนหายใจ “หากเป็นข้า ข้าก็ยอมไม่ได้เหมือนกัน หากไอ้เด็กนั่นเป็นแดนว่าง เปล่าหรือมีสายเลือดระดับแปด บางทีอาจจะรู้สึกดี ขึ้นมาหน่อย แต่ว่า…” “ถ้างั้นข้าจะ…” เอ้าเฟยลี่หย่าเตรียมจะเผาไหม้แก่น เลือดที่เหลืออยู่เพื่อใช้กระบวนท่าสุดท้าย “ไม่ต้องแล้ว” เลือดลมหลายกลุ่มของเซวี่ยฝู่ต้าจุน พลันพุ่งเข้าไปกำราบเอาไว้ ทำให้แก่นเลือดของเอ้า
เฟยลี่หย่าที่เตรียมจะไหลกรากออกมาถูกกดไว้ตรง หัวใจ ไม่สามารถบินออกมาได้ “ร่ายใช้กระบวนท่า นั้นอาจจะพลิกเปลี่ยนสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่าย ชนะได้ก็จริง แต่เจ้าก็ต้องตาย เจ้า สำคัญยิ่งกว่าดาว ตกสวรรค์มวลดาว สำคัญยิ่งกว่าการเสีย ผลประโยชน์เล็กน้อยครั้งนี้มากมายนัก” “ท่านประมุขสั่งหยุดการต่อสู้ก็เพราะอยากให้เจ้ามี ชีวิตอยู่ต่อ!” เซวี่ยฝู่ต้าจุนพูดพลางแผ่เลือดลมท่วมทับฟ้าดินมา กำราบเอ้าเฟยลี่หย่า ทำให้เลือดลมของนางที่พลุ่ง พล่านค่อยๆ สงบลง “ฟิ้ว!” เรือดาราทะยานออกมาจากอาณาจักรมอดดับ พริบตาเดียวก็บินเข้ามายังจุดที่ผู้แข็งแกร่งของสี่ สำนักกระจายตัวกันอยู่
ตอนนี้สายตาที่เหล่าผู้แข็งแกร่งของแต่ละสำนักมอง ไปยังเนี่ยเทียนต่างก็เต็มไปด้วยความตื่นตะลึง “ศึกนี้ชนะแล้ว ตำแหน่งฐานะของเนี่ยเทียนใน พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวหลังจากนี้ เกรงว่าคง เหนือกว่าซือคงฉั่วไปอีก” หวงจินหนันที่อยู่กับกลุ่ม คนของสำนักห้าธาตุพูดขึ้นเบาๆ ก่อนจะหัวเราะ เสียงประหลาด “เขตวิญญาณช่วงต้นกลับเอาชนะ เอ้าเฟยลี่หย่าที่เป็นสายเลือดระดับแปดได้ ไม่ว่าเนี่ย เทียนจะคว้าชัยชนะมาได้ด้วยวิธีการใด แต่ผลกลับ ออกมาแล้ว แถมหยวนหมอต้าจุนยังเป็นคน ประกาศให้หยุดต่อสู้เองด้วย” โหวชูหลันพยักหน้ารับเบาๆ “การช่วงชิงตำแหน่ง นายแห่งดวงดาวคนถัดไปในอนาคต เขาถือว่า ได้เปรียบคนอื่นแล้ว” “เนี่ยเทียน! ทำได้ดีมาก!”
ฉู่รุ่ยและพวกผู้อาวุโสอย่างเหยียนจั้น เว่ยไหลต่างก็ ปรี่ขึ้นมารับหน้า ฟางหยวนและพวกโต้วเทียนเฉินเองก็เอ่ยแสดง ความยินดีด้วยรอยยิ้ม ขนาดซือคงฉั่วยังอมยิ้มน้อยๆ เอ่ยแสดงความยินดี อยู่หลายคำ มีเพียงโม่เหิงที่ยังคงไม่ออกจากด่าน และเหมือนว่า จะไม่ได้จับตามองศึกระหว่างเนี่ยเทียนกับเอ้าเฟยลี่ หย่านี้เลยด้วยซ้ำ ดูเหมือนว่าเขากำลังเตรียมตัวรอรับศึกกับหยวน หมอต้าจุน “ยินดีด้วย!” มังกรยักษ์แห่งเผ่ามังกรบินมาถึงอย่างเนิบช้า ครั้น จึงเอ่ยแสดงความยินดีกับเนี่ยเทียนด้วยน้ำเสียงทรง พลัง
เทพยักษ์ค้ำฟ้าผู้มีเรือนกายใหญ่โตดุจขุนเขาเองก็ ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ ดวงตาทั้งคู่ที่เป็นราวกับดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ จ้องเนี่ยเทียนเขม็งอยู่ตลอดเวลา เขาคำรามขึ้น เบาๆ ว่า “ไอ้หนูเผ่ามนุษย์ ข้ามีเรื่องอยากจะพูดคุย กับเจ้าเป็นการส่วนตัว!” ผู้แข็งแกร่งของสี่สำนักพากันขยับเข้ามาห้อมล้อม เนี่ยเทียนไว้ตรงกลางอย่างแน่นหนา เมื่อผ่านการต่อสู้กับเอ้าเฟยลี่หย่ามา ทุกคนล้วน มองออกว่าอันที่จริงพลังของเนี่ยเทียนก็ถูกเผา ผลาญไปมากเช่นกัน เวลานี้ต้าจุนของชนต่างเผ่าไม่จำเป็นต้องลงมือ เพียงแค่ปล่อยกระแสจิตวิญญาณมาสักกลุ่มหนึ่งก็ สามารถสังหารเนี่ยเทียนได้อย่างง่ายดาย
ด้วยเหตุนี้ผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์แต่ละท่านจึงแอบ เตรียมการป้องกันเอาไว้เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ คาดคิด เทพยักษ์ค้ำฟ้ามองออกถึงความระแวดระวังของ พวกเขา ดังนั้นพอขยับเข้าใกล้อีกเล็กน้อย เขาก็เป็น ฝ่ายหยุดชะงัก ดวงตาที่เป็นประกายเจิดจ้าเอาแต่ จับจ้องเนี่ยเทียนอย่างเดียว เนี่ยเทียนสูดลมหายใจเบาๆ หนึ่งครั้ง ก่อนถามว่า “พูดคุย? รอสักครู่ได้หรือไม่? ขอให้ข้าได้ฟื้นตัว ก่อน” เทพยักษ์ค้ำฟ้าเงียบไปครู่หนึ่งก็พยักหน้ารับ “ได้ ที่ ข้าเดินทางข้ามผ่านทางช้างเผือกกว้างไกลมาที่นี่ก็ เพราะต้องการเป็นประจักษ์พยานในศึกระหว่างโม่ เหิงผู้อาวุโสใหญ่แห่งพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว กับหยวนหมอต้าจุน หากศึกนั้นยังไม่สิ้นสุด ข้าก็จะ รอเจ้าฟื้นตัวอยู่ใกล้ๆ นี้”
กล่าวจบเรือนกายใหญ่โตราวเทือกเขาของเขาก็ไป จากจุดที่ผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์รวมตัวกันอยู่อย่างไม่ รีบไม่ร้อน “ดาวตกสวรรค์มวลดาว!” และเวลานี้เอง กลุ่มแสงดาวพร่างพราวก็พลัน ปรากฎขึ้นตรงหน้าด่านสำคัญของเผ่าภูตผีปีศาจ ก่อนที่กลุ่มดวงดาวเปล่งประกายหลายกลุ่มจะพา กันบินออกมาจากปราณปีศาจเชี่ยวกราก หลังจากหยวนหมอต้าจุนแห่งเผ่าภูตผีปีศาจเป็นฝ่าย ออกคำสั่งให้ยอมรับความพ่ายแพ้ก็มีคนในเผ่าภูตผี ปีศาจคลายผนึกของดาวตกสวรรค์มวลดาว แล้วเอา มันออกมาส่ง “เนี่ยเทียน นับแต่วันนี้ไป วัตถุชิ้นนี้เป็นของเจ้า แล้ว!” ฉู่รุ่ยหัวเราะร่าด้วยความตื่นเต้น
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็ขอน้อมรับไว้อย่างไม่เกรงใจล่ะ นะ” ดวงตาเนี่ยเทียนเป็นประกาย จ้องมองไกลๆ ไปยังดาวตกสวรรค์มวลดาวที่ค่อยๆ บินเข้ามาหา เขา ทั้งยังแอบโคจรคาถาสะเก็ดดาวไปรับสัมผัสกับ มันอย่างละเอียด “ดาวตกสวรรค์มวลดาว!” ลมหายใจของบุตรแห่งดวงดาวคนที่เหลือเปลี่ยนมา ถี่กระชั้นน้อยๆ แล้วก็แอบรับสัมผัสกับความลี้ลับ ของวัตถุชิ้นนี้เช่นกัน ทว่าจู่ๆ ดาวตกสวรรค์มวลดาวที่บินเข้าหาเนี่ยเทียน กลับเปลี่ยนทิศทางหันไปหาซือคงฉั่วแทน สีหน้าเนี่ยเทียนเปลี่ยนมาเป็นไม่น่ามองในฉับพลัน “นี่…” แม้แต่ตัวซือคงฉั่วเองก็ยังงงงัน มองดาวตกสวรรค์ มวลดาวอย่างคนทำอะไรไม่ถูก
ฉู่รุ่ยและผู้อาวุโสหลายคนของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวอึ้งไปครู่ ก่อนจะพากันหน้าเปลี่ยนสี ทางฝ่ายของเผ่าภูตผีปีศาจนั้นแค่รับผิดชอบคลาย ผนึกของดาวตกสวรรค์มวลดาว แล้วก็แค่ปรับ ทิศทางส่งมันมาเท่านั้น แต่ทำไมจู่ๆ วัตถุชิ้นนี้ถึงขยับเข้าหาซือคงฉั่ว พวก เขาเองก็มิอาจรู้ได้ “ศิษย์น้องหก! ของเชลยศึกที่เนี่ยเทียนต้องเสี่ยง ตายกว่าจะได้มา เจ้าคงไม่คิดแย่งมันไปหรอก กระมัง?” โต้วเทียนเฉินตวาดดุดัน ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 38 บทที่ 1123 ดาวดวงใหม่ที่ลอยสูงสู่ฟากฟ้า
ดาวตกสวรรค์มวลดาวเป็นเหมือนทางช้างเผือกที่ย่อ ขนาดเล็กลง กลุ่มแสงดาวเป็นกลุ่มๆ กระจายตัวกันอยู่ทั่วทาง ช้างเผือกที่หดเล็กลงนั้น แสงดาวสาดส่องเปล่ง ประกายระยิบระยับ “อาวุธเทพไม่ดับสลาย!” ผู้แข็งแกร่งของสำนักอื่นต่างก็ร้องอุทานเสียงหลง อย่างอดไม่ได้ สีหน้าแต่ละคนเปลี่ยนมาเป็นแปลก ประหลาด
แม้แต่พวกเผ่าภูตผีปีศาจ อสูรกายและเผ่าโครง กระดูกที่มาเยือนก็ยังหันไปมองทางดาวตกสวรรค์ มวลดาวด้วยสายตาตะลึงพรึงเพริด เพราะว่าทิศทางที่ดาวตกสวรรค์มวลดาวบินไปหา ไม่ใช่เนี่ยเทียน แต่เป็นซือคงฉั่ว! อาวุธระดับเชื่อมโยงวิญญาณจะมีวิญญาณวัตถุอยู่ ด้านใน แล้วนับประสาอะไรกับอาวุธเทพไม่ดับ สลาย? ในฐานะที่เป็นอาวุธเทพไม่ดับสลาย วิญญาณวัตถุที่ อยู่ในดาวตกสวรรค์มวลดาวจึงเหมือนจะมีการ ตัดสินใจเป็นของตัวเอง มีจิตสำนึกเป็นของตัวเอง ตอนที่ขยับเข้าไปใกล้พวกบุตรแห่งดวงดาว มัน ถึงกับเป็นฝ่ายเลือกซือคงฉั่วด้วยตัวเอง!
บางทีในความรู้สึกของวิญญาณวัตถุที่อยู่ในดาวตก สวรรค์มวลดาวอาจจะคิดว่าซือคงฉั่วต่างหากที่ควร เป็นนายของมัน! “ข้าไม่มีใจอยากแย่งชิงวัตถุสิ่งนี้!” เมื่อได้ยินคำถามของโต้วเทียนเฉิน ซือคงฉั่วก็ตวาด กร้าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจริงจัง “เพียงแต่ว่าวัตถุชิ้นนี้มันเป็นฝ่ายขยับเข้ามาหา ปราณข้าด้วยตัวเอง มันต่างหากที่มาหาข้าเอง” พวกผู้อาวุโสของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอย่าง ฉู่รุ่ย เว่ยไหลต่างก็ขมวดคิ้วเป็นปมแน่น หลังจากที่เจ้านายคนก่อนของดาวตกสวรรค์มวล ดาวตายไป วัตถุชิ้นนี้ก็ไร้เจ้าของ อีกทั้งพอเผ่าภูตผี ปีศาจยึดครองไปได้ยังปิดผนึกมันไว้เป็นเวลานาน วิญญาณวัตถุที่อยู่ในนั้นยังคงอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้ ตายไปพร้อมกับเจ้านายคนก่อน
กว่าจะหลุดพ้นออกมาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นตอนที่ ดาวตกสวรรค์มวลดาวบินเข้าหาบุตรแห่งดวงดาว ทั้งหลาย วิญญาณวัตถุที่อยู่ด้านในจึงทำการเลือก เฟ้นเจ้านายคนใหม่โดยอัตโนมัติ วิญญาณวัตถุเองก็เข้าใจดีว่า นี่ก็คือชะตาชีวิตของ มัน! มันรู้ดีว่ามันต้องเลือกบุตรแห่งดวงดาวคนหนึ่งถึงจะ ทำให้มูลค่าและความหมายในการดำรงอยู่ของมัน เพิ่มพูนมากขึ้น แต่มันไม่รู้ว่าก่อนที่มันจะถูกปล่อยตัวออกมา แท้จริงแล้วมันได้ตกเป็นของเนี่ยเทียนแล้ว มันใช้จิตสำนึกรับสัมผัสจึงรู้ว่าซือคงฉั่วไม่เพียงแต่ยัง หนุ่มยังแน่น ขอบเขตยังสูงส่ง พลังดวงดาวที่อยู่ใน กายก็บริสุทธิ์อย่างถึงที่สุด
พวกโต้วเทียนเฉินอายุมากเกินไป จึงไม่อยู่ใน ขอบข่ายการพิจารณาของมัน ส่วนเนี่ยเทียนกลับเป็นคนแรกที่มันคัดทิ้งเลยด้วยซ้ำ เพราะว่าวิชาการฝึกตนของเนี่ยเทียนปะปนกันเยอะ เกินไป นอกจากพลังดวงดาวแล้วยังมีพลังพืชหญ้า และพลังเปลวเพลิงอีกด้วย อีกทั้งปราณสองอย่าง นั้นทำให้มันรู้สึกไม่ค่อยเป็นสุขเท่าไหร่นัก หลังจากชั่งน้ำหนักดูแล้ว มันจึงเลือกซือคงฉั่ว และ เป็นฝ่ายบินเข้าไปหา หมายจะผสานรวมอยู่ในร่าง ของซือคงฉั่ว “ไม่ได้นะ!” ฉู่รุ่ยตวาดเบาๆ หนึ่งที มือใหญ่ของเขาโบกสะบัด หนึ่งครั้งก็มีก้อนเมฆกว้างใหญ่ไพศาลคล้ายม่าน ดวงดาวปกคลุมลงมา
เขากำลังขัดขวางไม่ให้ดาวตกสวรรค์มวลดาวผสาน รวมเข้าไปในร่างของซือคงฉั่ว หาไม่แล้วหากคิดจะ เอาออกมาย่อมต้องยุ่งยาก ทว่าเขาลงมือช้าไปหน่อย ม่านดวงดาวยังไม่ทันมาถึง ดาวตกสวรรค์มวลดาวที่ เป็นดั่งทางช้างเผือกย่อขนาดก็พลันเปลี่ยนมาเป็น ลำแสงดวงดาวเส้นหนึ่งที่พุ่งแทงเข้าไปยังหน้าอก ของซือคงฉั่ว แล้วเริ่มหลอมรวมกับตราประทับ สะเก็ดดาวที่อยู่ในร่างของซือคงฉั่วในเสี้ยววินาที แดนเทพเจ้าคนอื่นที่อยู่ใกล้ๆ ยังมีจีหยวนฉวน เย่เห วินฮั่น ทว่าพวกเขาเพียงแค่มองดูเงียบๆ ไม่มีใครลงมือก้าว ก่าย เพราะอย่างไรซะนี่ก็เป็นเรื่องภายในของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว พวกเขาไม่มีสิทธิ์ยื่น มือเข้าแทรก
“ข้า ข้าไม่ได้อยากให้เป็นอย่างนี้นะ” ซือคงฉั่วอึ้งค้างไปชั่วครู่ ก่อนที่ดวงตาจะฉาย ประกายประหลาด เขาสัมผัสได้ทันทีว่าเมื่อดาวตก สวรรค์มวลดาวหายเข้าไปในหน้าอก มันก็เชื่อมติด เข้ากับตราประทับสะเก็ดดาวในร่างของเขาอย่าง แนบแน่นทันที บัดนี้เขาพลันเกิดความรู้สึกมหัศจรรย์ราวกับว่าได้ ครอบครองพลังดวงดาวเข้มข้นและเข้ากันกับเขา อย่างถึงที่สุด เขาเริ่มตัดใจดึงเอาดาวตกสวรรค์มวลดาวออกจาก ร่างไม่ลงเสียแล้ว เลือดลมของเนี่ยเทียนยังไม่สงบนิ่งเพราะก่อนหน้านี้ เผาผลาญพลังไปมหาศาล เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นกะทันหันตรงหน้า สีหน้าของเขาก็เปลี่ยน
มาเป็นมืดคล้ำนิ่งสนิทราวผืนน้ำ ดวงตาที่เย็นชา กวาดมองขึ้นๆ ลงๆ ทั่วร่างของซือคงฉั่ว คราวนี้ซือคงฉั่วตั้งใจจะมาชมการต่อสู้ จึงไม่ได้พา พวกลูกน้องมาด้วย หากเป็นก่อนหน้านี้ที่เนี่ยเทียนยังไม่ต่อสู้กับเอ้าเฟย ลี่หย่า เขาไม่มีทางเห็นเนี่ยเทียนอยู่ในสายตา แต่ เมื่อตอนนี้เนี่ยเทียนมองมาด้วยสายตาเย็นชา เขาที่ รู้ตัวว่าผิดจึงยิ้มประจบอย่างไม่สบายใจนัก “ศิษย์ น้องเจ็ด เจ้าเองก็เห็นแล้วว่าข้าไม่ได้เป็นคนแย่งชิง ดาวตกสวรรค์มวลดาวนี่มา แต่มันเป็นคนเลือกข้า ด้วยตัวเอง” “เจ้าอย่าเพิ่งโมโห ข้าจะลองติดต่อกับมันก่อน จะ ช่วยหาวิธีให้มันไปจากข้าเอง” ฉู่รุ่ยจ้องเขม็ง ผู้แข็งแกร่งของสำนักอื่นเองก็มองเขา นิ่ง
ต่อให้เขาจะหน้าด้านแค่ไหนก็เข้าใจดีว่าในเวลา เช่นนี้ หากเขาคิดจะยึดดาวตกสวรรค์มวลดาวมา เป็นของตัวเองจริงๆ เกรงว่าคงถูกทุกคนรุม ประณามทันที “แค่มอบมาให้ข้าก็พอ” เนี่เยทียนตะคอกอย่างไม่ เกรงใจ “แน่นอนว่าย่อมต้องมอบให้เจ้า” ซือคงฉั่วนั่งลง หลับตาเบาๆ ก่อนจะใช้คาถาวิเศษที่ฝึกฝนมา รวบรวมกระแสจิตวิญญาณ พยายามติดต่อกับ วิญญาณวัตถุที่อยู่ในดาวตกสวรรค์มวลดาว หมาย จะเอาวัตถุชิ้นนี้ออกมาจากในร่างตัวเอง “เนี่ยเทียน เจ้าล่ะ จะพักผ่อนก่อนสักหน่อยไหม?” ฟางหยวนขยับเข้ามาใกล้ แล้วหยิบยาบางส่วนมา ยัดใส่มือเขา แต่ระหว่างที่พูดกับเนี่ยเทียน สายตา ของเขากลับจับจ้องไปที่ซือคงฉั่ว “วางใจเถอะ คน
มากมายมองอยู่แบบนี้ ศิษย์น้องหกต้องยอมมอบ ดาวตกสวรรค์มวลดาวให้เจ้าแต่โดยดีแน่นอน” “ข้าทราบแล้ว” เนี่ยเทียนยิ้มกว้าง ขณะเดียวกันเสียงกังวานทรงพลังของหยวนหมอต้า จุนก็ดังออกมาจากในแผ่นดินผืนนั้นอีกครั้ง “กาย จริงข้าจะมาถึงที่นี่ได้ต้องใช้เวลาเจ็ดวัน เจ็ดวันให้ หลัง ข้าจะมาปรากฏตัวที่นี่และเปิดศึกกับเจ้าอย่าง เป็นทางการ” “ข้าจะรอให้เจ้ามาถึง” เสียงของโม่เหิงดังออกไป จากเรือรบทางช้างเผือกของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวที่จอดนิ่งอยู่ คนทั้งสองได้ข้อตกลงร่วมกันในทันที นาทีถัดมา เซวี่ยฝู่ต้าจุนที่อยู่ในอาณาจักรมอดดับก็ พาเอ้าเฟยลี่หย่าที่ไม่ยังฮึดฮัดไม่เลิก รวมถึงคนของ
เผ่าภูตผีปีศาจมุ่งหน้าไปยังหน้าด่านสำคัญของพวก เขา ชนต่างเผ่าที่มาชมการต่อสู้อย่างอสูรกาย เผ่าทมิฬ และเผ่าโครงกระดูกก็พากันไปจากที่นี่ ทว่าผู้แข็งแกร่งที่มีสายเลือดสูงของชนต่างเผ่า มหา ราชาแต่ละคน ผู้ที่โดดเด่นของแต่ละเผ่าพันธุ์กลับ คอยหันกลับมามองเนี่ยเทียนด้วยสายตาเคร่งเครียด เห็นได้ชัดว่ามองเนี่ยเทียนเป็นดาวดวงใหม่ที่กำลัง ลุกผงาดอย่างแกร่งกร้าวของเผ่ามนุษย์ เมื่อศึกนี้สิ้นสุดลง ชื่อของเนี่ยเทียนไม่เพียงแต่โด่งดัง ในฟ้าดินของเผ่ามนุษย์ ยังเลื่องลือไปทั่วโลกของชน ต่างเผ่าและเผ่าสิ่งมีชีวิตโบราณด้วย โม่เหิงสร้างศึกนี้ขึ้นมาให้กับเนี่ยเทียน ทำให้เนี่ย เทียนมีชื่อเสียงแซงหน้าบุตรแห่งดวงดาวคนอื่นๆ
สายตาที่พวกผู้อาวุโสหลายคนซึ่งก่อนหน้านี้ยัง ตัดสินใจไม่ได้และตั้งใจมาร่วมชมการต่อสู้ใช้มอง เนี่ยเทียนในเวลานี้ก็ดูกระตือรือร้นสนิทสนมอย่าง เห็นได้ชัด แม้แต่หันหว่านหรงที่ก่อนหน้านี้มองตัวเองเป็นคน ของฟางหยวนก็ยังคอยเหลือบมองมายังเนี่ยเทีนเป็น ระยะ “ดูท่าเจ้าได้แซงหน้าซือคงฉั่วไปแล้ว และกลายมา เป็นคนที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่ามีพลังแฝงที่จะ กลายเป็นนายแห่งดวงดาวคนใหม่มากที่สุด” ฟาง หยวนทั้งขมขื่นและอิจฉาเล็กน้อย “คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เจ้าจะสั่งสมบารมีได้มาก ขนาดนี้ เจ้าเพิ่งผ่านเส้นทางการประลองดวงดาวเข้า มาอยู่ในสำนักนานเท่าไหร่เอง?” “ยินดีด้วยเนี่ยเทียน!”
“เอาชนะเอ้าเฟยลี่หย่าแห่งเผ่าภูตผีปีศาจได้ สมกับ เป็นดาวดวงใหม่ที่ไม่ธรรมดาของสำนักเราจริงๆ!” “…” ผู้อาวุโสหลายคนและผู้แข็งแกร่งคนอื่นๆ ในสำนักที่ เห็นว่าชนต่างเผ่าถอยออกไปแล้วก็พากันคลายใจลง ได้ในที่สุด และเริ่มพูดคุยกันอย่างกระตือรือร้น มีคนเป็นฝ่ายนำยามามอบให้ แล้วก็มีคนแนะนำ ตัวเอง เชื้อเชิญให้เนี่ยเทียนไปเยี่ยมเยือนดินแดน ดวงดาวของพวกเขา และยังมีคนแสดงท่าทีว่าจะให้ ลูกน้องของตัวเองเดินทางไปยังดินแดนดวงดาวสาม แห่งที่เนี่ยเทียนครอบครอง เพื่อทำความรู้จักกับ สำนักและกลุ่มอิทธิพลที่พึ่งพากับเนี่ยเทียนให้มากๆ จะได้มีการทำการค้ากันอย่างแน่นแฟ้น บัดนี้เนี่ยเทียนได้รับการปฏิบัติจากทุกคนดั่งดวง เดือนที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยหมู่ดาว
เนี่ยเทียนเพิ่งยกมุมปากเป็นรอยยิ้มบางๆ ตอบรับ ทุกคนอย่างไม่ใครจะใส่ใจนัก มีเพียงตอนที่เผชิญหน้ากับพวกโหวชูหลันจากสำนัก ห้าธาตุเท่านั้น ท่าทีของเขาถึงได้เปลี่ยนมาเป็น จริงใจมากขึ้น เพราะว่าตอนที่ชื่อเสียงของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวได้รับผลกระทบ มี เพียงสำนักห้าธาตุเท่านั้นที่ไม่ได้สร้างความลำบาก ใจให้กับลูกน้องและสำนักใต้บังคับบัญชาของเขา “ศิษย์น้องเจ็ด ข้าต้องการเวลาสักหน่อย” ซือคงฉั่ว พูดขึ้นกะทันหัน “มีปัญหารึ?” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว ซือคงฉั่วพยักหน้ารับ “ค่อนข้างยุ่งยากนิดหน่อย แต่ ว่าน่าจะพอแก้ไขได้”
“เนี่ยเทียน เจ้าวางใจได้ ข้าจะคอยช่วยดูให้เอง” ฉู่ รุ่ยเอ่ยแทรก “เราตกลงกันไว้แต่แรกแล้วว่าดาวตก สวรรค์มวลดาวต้องเป็นของเจ้า” “ได้” เนี่ยเทียนวางใจ “ข้าจะไปหาที่ฟื้นตัวก่อน แล้วกัน” กล่าวจบเขาก็ขับเรือดารามุ่งหน้าไปหาเรือรบทาง ช้างเผือกที่จอดอยู่ ตอนที่ขยับเข้าไปใกล้ก็มองเห็น ว่าต่งลี่ที่ถูกแสงเลือดของเต่าทมิฬห่อหุ้มร่างกาย กำลังมองมายังเขาด้วยสายตาตะลึงระคนดีใจ เนื่องด้วยศึกระหว่างเขาและเอ้าเฟยลี่หย่าเกิดขึ้นใน อาณาจักรมอดดับ ต่งลี่จึงเห็นภาพเหตุการณ์ได้ไม่ ชัดเจนนัก ต่งลี่จึงเป็นห่วงเขาอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งได้ยิน เสียงของหยวนหมอต้าจุน นางถึงได้วางใจ รู้ว่าผู้ที่ ชนะก็คือเนี่ยเทียน
“เจ้าไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว” ริมฝีปากต่งลี่สั่นน้อยไ “หินปีศาจดำมืดก้อนนั้นยังคงเป็นของเจ้า” เนี่ย เทียนหัวเราะร่า “ข้ายังได้อาวุธเทพไม่ดับสลายที่ เหมาะสมกับวิชาฝึกตนของข้ามาเพิ่มอีกชิ้นหนึ่งด้วย นะ” “เนี่ยเทียน” และเวลานี้เอง เสียงแผ่วเบาของโม่เหิง ก็ดังขึ้นมา “ดาวตกสวรรค์มวลดาวชิ้นนั้น เจ้าจะตัด ใจยอมมอบให้กับซือคงฉั่วได้หรือไม่?” โม่เหิงไม่ได้อยู่ที่นี่ เพียงแค่ส่งข้อความเสียงมา ต่งลี่ จึงไม่ได้ยินและไม่แม้แต่จะสัมผัสถึง เนี่ยเทียนอึ้งไปครู่หนึ่ง “ทำไมล่ะ?” “ทำไมอะไร?” ต่งลี่ไม่เข้าใจ “ดาวตกสวรรค์มวลดาวไม่เหมาะสมกับเจ้า อาวุธที่ เหมาะสมกับเจ้าก็คือกระดูกท่อนนั้น” โม่เหิงกล่าว
ต่อ “แน่นอนว่าหากเจ้ายอมตกลง ข้าจะต้องให้ ซือคงฉั่วจ่ายค่าตอบแทนที่มากพอแก่เจ้า” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1124 ผู้แข็งแกร่งรวมตัว
เนี่ยเทียนยืนอึ้งอยู่ที่เดิม ต่งลี่ซักถามอีกสองคำ แต่พอเห็นว่าเขายืนเหม่อ คล้ายกำลังครุ่นคิดเรื่องสำคัญจึงค่อยๆ เงียบเสียงลง ไม่รบกวนเขาอีก “ไม่เหมาะสม..” เนี่ยเทียนพูดอยู่ในใจ ดาวตกสวรรค์มวลดาวคืออาวุธเทพไม่ดับสลาย ก่อน หน้านี้ตอนที่มันบินมา เนื่องจากในร่างของบุตรแห่ง ดวงดาวแต่ละคนมีตราประทับสะเก็ดดาวรวมไปถึง จิตวิญญาณแห่งดวงดาวอยู่ในมหาสมุทรจิตวิญญาณ มันจึงสัมผัสได้ เขาเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
เขาเชื่อว่าหากไม่มีพวกซือคงฉั่ว ฟางหยวนอยู่ด้วย เขาก็มีความสามารถที่จะใช้ตราประทับสะเก็ดดาว ในร่าง และความเชี่ยวชาญด้านเวทดวงดาวของ ตัวเองมาชักนำการขานรับจากดาวตกสวรรค์มวล ดาว ทว่าเป้าหมายสุดท้ายที่ดาวตกสวรรค์มวลดาวเลือก กลับไม่ใช่เขา แต่เป็นซือคงฉั่ว “ผู้อาวุโสใหญ่คอยให้ความช่วยเหลือข้าตลอดเวลา เขาย่อมไม่มีทางทำร้ายข้าแน่” เนี่ยเทียนครุ่นคิด “เขาบอกว่าดาวตกสวรรค์มวลดาวไม่เหมาะสมกับ ข้า บางทีอาจจะไม่เหมาะสมจริงๆ เพียงแต่ว่าดาว ตกสวรรค์มวลดาวคืออาวุธเทพไม่ดับสลาย แล้ว ซือคงฉั่ว…จะมีของมาแลกเปลี่ยนกับวัตถุชิ้นนี้จริงๆ หรือ?” ใคร่ครวญอยู่นาน เนี่ยเทียนก็เอ่ยขึ้นเบาๆ ว่า “ข้า เชื่อท่าน ท่านจัดการได้เลย”
“ตกลง” เสียงทางจิตวิญญาณของโม่เหิงตอบรับมา เมื่อลืมตา เนี่ยเทียนมองต่งลี่แล้วเอ่ยว่า “ไปเถอะ พวกเราไปจากมหาสมุทรดาวมอดดับแห่งนี้ก่อน อีก สักสองสามวันค่อยกลับมาใหม่” พอมาถึงเรือแล้วเข้าไปในค่ายกลนำส่ง คนทั้งสองก็ ไปถึงอาณาจักรฟ้ามืดในเสี้ยววินาที เนี่ยเทียนหาห้องลับแห่งหนึ่งในถิ่นของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวในอาณาจักรฟ้ามืดไว้ใช้ฝึกตน กับต่งลี่ ทั้งยังเล่าเรื่องการจัดการของโม่เหิงให้นาง ฟัง ต่งลี่เองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน พูดเพียงว่า “ผู้อาวุโส ใหญ่ท่านนั้นอยู่ข้างเดียวกับเจ้ารึ?” “อืม เขาค่อนข้างดูแลข้าเป็นอย่างดี” เนี่ยเทียน ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดอีกว่า “นอกจากนี้ เขา
อาจจะมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับบิดาที่ข้าไม่เคย พบหน้ามาก่อน” “เจ้า ยังมีบิดาอะไรอีก?” ต่งลี่อุทานตกใจ “เรื่องมันยาวน่ะ” เนี่ยเทียนยิ้มเจื่อน “อย่าเพิ่งพูด เรื่องนี้เลย ข้าต้องการเวลาฟื้นตัวโดยเร็วที่สุด” กล่าวจบเขาก็หยิบเอาแหวนเก็บของวงที่เพิ่งได้รับ มาแล้วหยิบเอาศพของสัตว์โบราณและชนต่างเผ่า ระดับแปดที่โหวชูหลันมอบให้ออกมา การต่อสู้กับเอ้าเฟยลี่หย่า เผาผลาญพลังเขามาก เกินไป ขนาดแก่นเลือดยังเผาไหม้ไปตั้งสิบกว่าหยด เขาจำเป็นต้องฟื้นคืนพลังที่หายไปกลับมาในเวลาที่ สั้นที่สุด ศึกระหว่างโม่เหิงและหยวนหมอต้าจุน เขาเองก็ อยากเป็นพยานกับตาตัวเอง อยากจะเห็นว่าผู้ แข็งแกร่งระดับสูงสุดของชนต่างเผ่าและเผ่ามนุษย์ที่
ประมือกันในมหาสมุทรดาวมอดดับจะยิ่งใหญ่เกรียง ไกรและสร้างความสะท้านสะเทือนจิตใจให้ผู้คนได้ ถึงระดับไหน ….. มหาสมุทรดาวมอดดับ ซือคงฉั่วบุตรแห่งดวงดาวคนที่หกบินมายังเรือรบลำ นั้นแล้วหาห้องลับแห่งหนึ่งที่อยู่ใต้เรือ พยายาม รวบรวมพละกำลังหมายจะดึงเอาดาวตกสวรรค์มวล ดาวออกมาจากในร่าง เป็นอย่างที่ฟางหยวนกล่าวไว้ ไม่ว่าเขาจะไม่ยินดีแค่ ไหนก็ไม่กล้าฮุบเอาดาวตกสวรรค์มวลดาวไว้เป็น ของตัวเอง “อู้!”
เงาวิญญาณที่ขุ่นมัวของโม่เหิงซึ่งมองเห็นได้ไม่ ชัดเจนนักพลันปรากฏอยู่ในห้องลับราวกับดวง วิญญาณดวงหนึ่ง ซือคงฉั่วหน้าเปลี่ยนสี รีบรวบรวมสมาธิจ้องไปยังเงา วิญญาณของโม่เหิง ทั้งยังค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แล้ว กล่าวอย่างเคารพนอบน้อม “คารวะผู้อาวุโสใหญ่” โม่เหิงที่เพิ่งเลื่อนสู่เทพเจ้าช่วงกลางก็ออกมาโจมตี ให้เซวี่ยฝู่พ่ายแพ้ กล้าท้ารบกับหยวนหมอต้าจุน ทำ ให้ซือคงฉั่วที่มั่นใจในตัวเองตลอดมาเกิดความกดดัน อย่างแรงกล้า “เจ้าไม่ต้องรีบร้อนเอาดาวตกสวรรค์มวลดาว ออกมาจากร่าง” โม่เหิงเอ่ยเบาๆ ดวงตาของซือคงฉั่วฉายความดีใจอย่างบ้าคลั่ง “ผู้ อาวุโสใหญ่หมายความว่าอย่างไร?”
“ข้าคุยกับเนี่ยเทียนมาก่อนแล้ว ดาวตกสวรรค์มวล ดาวชิ้นนี้เขายกให้เจ้าได้ และเจ้าก็เป็นคนที่ เหมาะสมกับดาวตกสวรรค์มวลดาวจริงๆ” โม่เหิง กล่าว ซือคงฉั่วเริ่มค่อยๆ คืนสติจากความดีใจ ครุ่นคิดอยู่ ครู่หนึ่งก็ถามว่า “แล้วข้า จำเป็นต้องจ่าย ค่าตอบแทนด้วยสิ่งใด? ดาวตกสวรรค์มวลดาวคือ อาวุธเทพไม่ดับสลาย ของชิ้นนี้มีค่ามากแค่ไหน ข้ารู้ มาตั้งแต่แรกแล้ว คิดไปคิดมา ดูเหมือนว่าของที่อยู่ ในมือข้าจะไม่มีสิ่งใดที่เทียบเคียงได้กับดาวตก สวรรค์มวลดาวนี่เลย” “เจ้าไม่มีของที่ว่านั้นอยู่จริงๆ นั่นแหละ” โม่เหิง พยักหน้ารับ “แต่ว่าในมือของรองเจ้าตำหนักหลัว ว่านเซี่ยงมีของอยู่หลายอย่างที่เมื่อรวมกันแล้วมูลค่า ของมันเทียบเคียงได้กับดาวตกสวรรค์มวลดาว”
“ผู้อาวุโสใหญ่ ท่านอย่าได้ล้อข้าเล่นเลย” ซือคงฉั่ว ยิ้มเจื่อน “แม้ว่ารองเจ้าตำหนักหลัวจะสนับสนุนข้า แต่ท่านคิดจะให้เขาเอาของที่ตัวเองเก็บไว้มาช่วย แลกดาวตกสวรรค์มวลดาวให้ข้า ท่านคิดว่ามันจะ เป็นไปได้หรือ?” “เจ้ายังไม่ถามเขา แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นไป ไม่ได้?” โม่เหิงถามกลับ ซือคงฉั่วขมวดคิ้วไม่เอ่ยอะไร “เจ้าลองไปถามเขาดูก่อนได้” โม่เหิงเสนอแนะ “ของสิ่งใดในมือเขาที่สามารถนำมาแลกเปลี่ยนกับ ดาวตกสวรรค์มวลดาวได้ เขารู้ชัดเจนดี หากเขาไม่ เห็นด้วย เจ้าก็ค่อยดึงเอาดาวตกสวรรค์มวลดาว ออกมาจากร่าง แต่หากเขายอมตกลง อาวุธเทพไม่ ดับสลายชิ้นนั้นก็จะเป็นของเจ้า”
“ก็ได้ ข้าจะลองดู แต่ตามความเห็นข้า มันไม่ความ เป็นไปได้เลย” ซือคงฉั่วไม่มีความหวังใดๆ จากนั้นเขาจึงเดินออกไปจากห้องลับ อาศัยค่ายกล นำส่งเดินทางออกไปจากมหาสมุทรดาวมอดดับ แล้วเปลี่ยนสถานีที่อาณาจักรฟ้ามืดเพื่อมุ่งหน้าไปยัง จุดที่หลัวว่านเซี่ยงฝึกตน ….. ศึกแรกระหว่างเนี่ยเทียนและเอ้าเฟยลี่หย่า เนื่อง จากเนี่ยเทียนเป็นผู้คว้าชัยชนะ เป็นเหตุให้เรื่องนี้ ครึกโครมไปทั่วหลายเผ่าพันธ์ นามของเนี่ยเทียนระบือไปไกลทั่วทุกดินแดน ศึกนี้ถูกพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวตั้งใจป่าว ประกาศออกไป เป็นเหตุให้เมื่อการต่อสู้ระหว่างเนี่ย เทียนและเอ้าเฟยลี่หย่าจบลงได้ไม่นาน เรื่องนี้จึง แพร่สะพัดไปทั่วทุกดินแดน
อิทธิพลและกองกำลังต่างๆ ที่อยู่ในดินแดนปราการ ดวงดาว ดินแดนพงฟ้าและดินแดนดาวตกในนาม ของเนี่ยเทียนก็ล้วนรู้ข่าวนี้กันหมด ขณะที่พวกเขากำลังตื่นเต้นดีใจก็พบว่าแต่ละฝ่ายที่ ก่อนหน้านี้จงใจสร้างความลำบากใจให้พวกเขา ไม่ ยอมแลกเปลี่ยนทรัพยากรกับพวกเขา หรือไม่ก็ยื่น ข้อเสนอที่โหดเหี้ยมพลันเปลี่ยนท่าทีมาเป็นมิตร บุคคลยิ่งใหญ่หลายคนในหอทอดฟ้า ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ และสำนักห้าธาตุต่างก็ป่าวประกาศออกมาว่าการ แลกเปลี่ยนระหว่างพวกเขากับฝ่ายต่างๆ จะ กลับคืนสู่ความยุติธรรมอย่างในอดีตอีกครั้ง “เนี่ยเทียน!” “เป็นเพราะศึกนั้น!” จิตใจของพวกเยว่เหยียนสี่เหิมห้าว ยิ่งแน่ใจว่าการที่ เลือกพึ่งพาเนี่ยเทียนคือการกระทำที่ชาญฉลาด
บุคคลยิ่งใหญ่ที่แข็งแกร่งอีกหลายคนของหอทอดฟ้า ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และสำนักห้าธาตุหากไม่มาเยือน มหาสมุทรดาวมอดดับด้วยตัวเอง ก็อาศัยการ สะท้อนเงาวิญญาณผ่านอาวุธอาคมอย่างลับๆ มา จับตามองสถานที่แห่งนี้อย่างใกล้ชิด มังกรยักษ์ เทพยักษ์ค้ำฟ้า เผ่าไม้และเผ่าสัตว์ โบราณเผ่าอื่นๆ ก็มีคนมุ่งหน้ามาที่นี่เพิ่มเติม ทันใดนั้นมหาสมุทรดาวมอดดับก็เหมือนกลายมา เป็นแหล่งรวมผู้แข็งแกร่งของแต่ละเผ่าพันธุ์ ครึกครื้นอย่างถึงที่สุด ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าชัยชนะของเนี่ยเทียนเป็นเหตุ ให้หยวนหมอต้าจุนยอมตอบรับการท้ารบจากโม่เหิง หยวนหมอต้าจุนคือประมุขของเผ่าภูตผีปีศาจ สายเลือดระดับสิบขั้นสูง
ในบรรดาต้าจุนระดับสูงสุดจำนวนมากของชนต่าง เผ่า หยวนหมอต้าจุนอยู่ในอันดับต้นๆ คือบุคคลที่มี ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วดินแดนในทางช้างเผือก ศึกระหว่างเขากับโม่เหิงย่อมต้องดึงดูดบุคคลใหญ่โต ของเผ่ามนุษย์ ชนต่างเผ่าและเผ่าวิญญาณโบราณให้ มาเยือน ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ เผยฉีฉีบินออกมาจากในรอยแยกห้วงมิติแคบยาว เส้นหนึ่ง ช่องโพรงทั่วร่างมีมีดแสงห้วงมิติจำนวน มากเคลื่อนไหว ปราณขุมหนึ่งที่บิดเบือนความว่างเปล่า สามารถ โบยบินไปทั่วดินแดนก่อกำเนิดขึ้นมาในสายเลือด ของนาง “ระดับแปด สายเลือดระดับแปด ขอบเขตแดนว่าง เปล่า..”
เผยฉีฉีเหวี่ยงแขวนตัวเอง ปลายนิ้วก็มีจุดแสงสาด ส่องออกมา นางกำลังละเลียดรับสัมผัสกับระดับ สายเลือดอย่างใหม่รวมไปถึงขอบเขตใหม่ “คุณหนูเผย” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งของลัทธิจิตตวิสุทธิ์สัมผัสได้ถึง ความเคลื่อนไหวของนางจึงมาหา กล่าวว่า “ศึก ระหว่างเนี่ยเทียนและเอ้าเฟยลี่หย่าสิ้นสุดลงแล้ว เจ้าลัทธิเดินทางไปยังมหาสมุทรดาวมอดดับอย่าง ลับๆ เพื่อรอสังเกตการณ์การต่อสู้ระหว่างหยวน หมอต้าจุนกับโม่เหิงแล้ว” เผยฉีฉีกล่าวด้วยน้ำเสียงตกตะลึง “เกิดอะไรขึ้น?” นางปิดด่านนานมากจึงไม่รู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในช่วงที่ผ่านมานี้เลย
“ที่แท้เจ้าลัทธิไม่ได้บอกอะไรเจ้าสักอย่าง” คนผู้นั้น ลังเลอยู่ครู่ ก่อนเอ่ยว่า “เจ้าลัทธิคงไม่อยากให้เจ้า วอกแวกตอนฝ่าทะลุขอบเขตใหม่” จากนั้นเขาจึงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้นางฟังอย่าง ละเอียด เผยฉีฉีทั้งตะลึงทั้งดีใจ “ขนาดเอ้าเฟยลี่หย่า สายเลือดระดับแปดผู้เป็นที่ภาคภูมิใจของเผ่าภูตผี ปีศาจ ไอ้หมอนั่นก็ยังเอาชนะได้รึ?” “ยังมีอีกข่าวหนึ่งที่ส่งมาจากทางดินแดนดาวตก” เขารายงานอีก “นั่นคือมีคนที่ชื่อจ้าวซานหลิงส่งข่าว มาบอกว่าเขาพบร่องรอยของซวีเฉิงอะไรสักอย่าง” เผยฉีฉีสะท้านเยือกไปทั้งกาย ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1125 สิ่งที่เลือก
อาณาจักรเลี่ยคง เผยฉีฉีพลิ้วกายลงมายังเทือกเขาฮว้านคง ก่อนที่ ผลึกใสไม่เป็นรูปร่างจะลอยออกมาจากกายนาง ด้านในผลึกใสมีรอยแยกห้วงมิติหลายเส้นเปล่งวูบ วาบ “ไม่ใช่ที่นี่” เสียงของจ้าวซานหลิงดังแว่วมาแต่ไกล และไม่นาน ก็มีสายฟ้าเส้นหนึ่งพุ่งเข้ามา “ร่องรอยของซวีเฉิงที่เจ้าค้นพบ ไม่ใช่ที่นี่งั้นหรือ?” เผยฉีฉียื่นมือคว้า ผลึกใสก้อนนั้นก็กลายมาเป็นแสง สีเงินเส้นหนึ่งที่หายวับไปกลางฝ่ามือของนาง “ไม่ใช่ ที่นี่แล้วเป็นที่ไหน?”
“พื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน!” จ้าวซานหลิงคำรามใน ลำคอ เผยฉีฉีตะลึง “เจ้า เจ้าค้นพบร่องรอยของซวีเฉิงที่ พื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนอย่างนั้นรึ? จะเป็นไปได้ อย่างไร?” “ข้ายังไม่มั่นใจเท่าไหร่หรอกนะ” จ้าวซานหลิง ขมวดคิ้ว ข้าไปฝ่าทะลุแดนว่างเปล่าช่วงท้ายอยู่ใน พื้นที่มหัศจรรย์แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในพื้นที่ห้วง มิติปั่นป่วน ที่นั่นประหลาดมาก คล้ายว่าเคยมีคนใช้ ชีวิตอยู่มาก่อน เพียงแต่ว่าที่นั่นเต็มไปด้วยอันตราย ขนาดข้ายังไม่กล้าสำรวจอยู่นานนัก” นิ่งคิดไปครู่ เขาก็พูดอีกว่า “แต่บางที เจ้าอาจทำ ได้” เผยฉีฉีเลื่อนสู่แดนว่างเปล่าแล้ว สายเลือดห้วงมิติ ของนางฝ่าทะลุสู่ระดับแปด ทั้งยังเชี่ยวชาญเวทลับ
ที่ไม่แพร่งพรายของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ซ้ำยัง ครอบครองสมบัติล้ำค่าห้วงมิติระดับเพาะฟ้า ต่อให้เป็นจ้าวซานหลิงที่ภาคภูมิใจในตัวเองว่าเลื่อน สู่แดนว่างเปล่าช่วงท้ายแล้วก็ยังไม่กล้าดูถูกนาง “ช่วงนี้เจ้าว่างหรือไม่?” เผยฉีฉีถามอย่างร้อนใจ “ข้าน่ะว่าง” จ้าวซานหลิงสองจิตสองใจ แล้วจู่ๆ ก็ พูดขึ้นว่า “แต่ข้าคิดว่าควรต้องเชิญอีกคนหนึ่งมา ด้วยถึงจะค่อนข้างมั่นคง” “ใคร?” “เจ้าเด็กเนี่ยเทียน” “เขา..” เผยฉีฉีตะลึง “ทำไมต้องเป็นเขา?” “ข้าเชื่อใจเขา อีกอย่างเขายังเอาชนะเอ้าเฟยลี่หย่า แห่งเผ่าภูตผีปีศาจได้ด้วย ศักยภาพของเขามีมากพอ แล้วข้าก็รู้สึกว่าเขาสามารถช่วยได้” จ้าวซานหลิง กล่าวอย่างตรงไปตรงมา “สถานที่บ้านั่นไม่เพียงแต่
มีพลังห้วงมิติที่วุ่นวายยุ่งเหยิง ยังมีความผิดปกติ อย่างอื่นด้วย” “ตอนนี้เขาคงไม่มีเวลา” เผยฉีฉีถอนหายใจ ศึกระหว่างหยวนหมอต้าจุนและโม่เหิงกลายเป็นที่ จับตามองของทุกผู้ทุกคน เผ่ามนุษย์ ชนต่างเผ่า เผ่า วิญญาณโบราณ ผู้แข็งแกร่งมากมายต่างก็พากันมุ่ง หน้าไปยังมหาสมุทรดาวมอดดับเพื่อเป็นพยานใน ศึกครั้งนี้ เนี่ยเทียนเพิ่งจะต่อสู้จบลงไปได้ไม่นาน หากมีเวลา ว่างก็คงอยากไปชมศึกนั้น “ข้าแค่รู้สึกว่านี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด” จ้าว ซานหลิงใคร่ครวญคำพูดที่จะใช้ “ที่ข้าไม่กล้าอยู่ใน พื้นที่แถบนั้นนานเกินไป นอกจากสภาพแวดล้อมที่ ผิดปกติแล้วยังมีเหตุผลอีกอย่างหนึ่ง” “เหตุผลอะไร?”
“ข้าแอบรู้สึกว่ามีผู้ยิ่งใหญ่หลายคนกำลังจับตามอง ที่แห่งนั้น” สีหน้าจ้าวซานหลิงเคร่งเครียด “เหมือนว่ามีดวงตาหลายคู่และกระแสจิตวิญญาณที่ กระจัดกระจายจับจ้องที่แห่งนั้นอยู่ ทว่าก่อนหน้านี้ ไม่นานตอนที่ข้าเข้าไปสำรวจพื้นที่นั้นอีกครั้งก็พอจะ รู้สึกได้ว่าปราณประหลาดของที่นั่นลดลงไปไม่น้อย” เผยฉีฉีตกตะลึง “เจ้าหมายความว่า ดวงตาที่จับจ้อง ที่นั่นหายไปแล้ว?” “ข้าเดาเอาว่าศึกระหว่างหยวนหมอต้าจุนกับผู้ อาวุโสโม่เหิงช่วยดึงความสนใจไปจากที่นั่น” จ้าว ซานหลิงวิเคราะห์ เผยฉีฉีนิ่งคิด “เจ้าต้องการให้ข้าไปพบเนี่ยเทียน ขอ ให้เนี่ยเทียนไม่ร่วมชมศึกระหว่างหยวนหมอต้าจุน กับผู้อาวุโสใหญ่โม่เหิง แต่เดินทางไปสำรวจพื้นที่ลับ แห่งนั้นร่วมกับพวกเรา?”
จ้าวซานหลิงพยักหน้ารับ “ข้าคิดไว้แบบนี้ แต่ รายละเอียดว่าควรต้องทำเช่นไรก็อยู่ที่เจ้าแล้ว” “ข้า..” เผยฉีฉีลังเลตัดสินใจไม่ได้ “ตอนที่เจ้ามา ข้าได้ให้ลูกน้องของเนี่ยเทียนนำ ความไปบอกเขาแล้ว” จ้าวซานหลิงหัวเราะหึหึด้วย รอยยิ้มกว้างขวาง “คิดๆ ดูแล้วเนี่ยเทียนคงใกล้จะ ได้รับข้อความนั่นแล้วล่ะ เขาจะมาช่วยเจ้าตามหา ปริศนาการหายตัวไปของซวีเฉิงหรือว่าเป็นพยานใน ศึกระหว่างหยวนหมอต้าจุนกับผู้อาวุโสโม่เหิง เขา ต้องตัดสินใจเอาเอง” “ใครใช้ให้เจ้าทำเองโดยพลการ!” เผยฉีฉีกล่าวอย่าง ขุ่นเคือง จ้าวซานหลิงไม่ต่อปากต่อคำ เพียงหัวเราะชอบใจ ….. อาณาจักรฟ้ามืด
เมื่ออาศัยศพของชนต่างเผ่าและสัตว์โบราณ สายเลือดระดับแปด แก่นเลือดที่เผาผลาญไปของ เนี่ยเทียนจึงก่อตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว พลังเปลวเพลิง พืชหญ้าและดวงดาวที่สูญเสียไป ของเขา เขาแค่ต้องไปอยู่ในท้องฟ้านอกอาณาจักร อาศัยเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง บุปผาเก้าดาราและต้น วิญญาณศักดิ์สิทธิ์มาช่วยรวบรวมพลัง โดยไม่ จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบวิเศษอีก ด้วยเหตุนี้เขาจึงเตรียมจะกลับไปยังมหาสมุทรดาว มอดดับเพื่อไปให้ทันก่อนที่ศึกระหว่างหยวนหมอต้า จุนกับโม่เหิงจะปะทุขึ้น เขาและต่งลี่เพิ่งจะเดินออกมาจากห้องลับก็เห็นหัน หว่านหรงที่มานั่งรออยู่ก่อนแล้ว
เดิมทีหันหว่านหรงก็เป็นคนรับผิดชอบของที่นี่ เพียงแต่ว่าตอนที่เขาและเอ้าเฟยลี่หย่าต่อสู้กัน นาง ได้เดินทางไปที่มหาสมุทรดาวมอดดับ การต่อสู้สิ้นสุดลงแล้ว นางจึงกลับมาที่นี่อีกครั้ง “เนี่ยเทียน ลูกน้องของเจ้าให้คนเอาจดหมายฉบับ หนึ่งมาส่งให้” ระหว่างที่พูดหันหว่านหรงก็ส่ง จดหมายสีเหลืองฉบับหนึ่งมาให้เขา ลายมือของคนที่เขียนจดหมายฉบับนี้คือหัวมู่ เนี่ยเทียนแค่อ่านจดหมายคร่าวๆ ก็ขมวดคิ้ว ไม่พูด อะไร ต่งลี่ขยับเข้าไปใกล้แล้วปรายตามองเงียบๆ ทว่าสี หน้ากลับไม่น่ามองอย่างชัดเจน “ศึกระหว่างหยวนหมอต้าจุนกับผู้อาวุโสโม่เหิงใกล้ จะเปิดฉากขึ้นแล้ว ตอนนี้พวกเราสามารถกลับไปที่
มหาสมุทรดาวมอดดับได้อีกครั้ง” หันหว่านหรงเอ่ย เตือน “ข้าคงไม่ไปมหาสมุทรดาวมอดดับแล้วล่ะ” เนี่ย เทียนกล่าวขออภัย หันหว่านหรงตกใจ “เพราะว่าเจ้าได้รับบาดเจ็บ สาหัสในศึกที่ต่อสู้กับเอ้าเฟยลี่หย่างั้นหรือ?” “ถือว่าใช่กระมัง” เนี่ยเทียนตอบปัดแบบไม่ใส่ใจ “เอาเถอะ อาการบาดเจ็บของเจ้าถึงจะเป็นสิ่งที่ สำคัญที่สุด” หันหว่านหรงแสดงท่าทีว่าเข้าใจ “เวลาไม่กี่วันถือว่าน้อยเกินไปจริงๆ นั่นแหละ เพิ่ง จะผ่านศึกนองเลือดมา เกรงว่าพลังจิตวิญญาณของ เจ้าก็คงถูกเผาผลาญไปไม่น้อย ต่อให้อยู่ในจุดลึก ของมหาสมุทรดาวมอดดับก็อาจจะมองไม่เห็นภาพ การต่อสู้ของหยวนหมอต้าจุนกับผู้อาวุโสโม่เหิง เสมอไป ตามความเห็นข้า มีเพียงแดนเทพเจ้า ต้า
จุนระดับสิบ หรือทวยเทพบรรพกาลที่แท้จริงเท่านั้น ถึงจะสามารถตามจังหวะการต่อสู้ของพวกเขาใน มหาสมุทรดาวมอดดับได้ทัน และเห็นอย่างชัดเจน ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่” “ข้าจะกลับไปยังถิ่นของตัวเองก่อน” เนี่ยเทียน กล่าว ….. อาณาจักรเลี่ยคง ข้างค่ายกลนำส่งที่ตรงไปยังนคร สะเก็ดดาวได้ ต่งลี่ที่หน้าตาบึ้งตึงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “เพื่อ นางแล้ว เจ้าถึงขนาดไม่ยอมไปชมศึกของผู้อาวุโส ใหญ่เชียวหรือ?” “ทางฝ่ายของผู้อาวุโสใหญ่ ข้ามิอาจช่วยอะไรได้ อยู่ หรือไม่อยู่ก็ไม่สำคัญ” เนี่ยเทียนพูดเกลี้ยกล่อมอีก ฝ่ายอย่างมีเหตุผล “เรื่องที่รอยแยกห้วงมิติของสาม
อาณาจักรปีศาจถูกปิดผนึก ศิษย์พี่หญิงเผยช่วยแบก รับความผิดไว้แทนข้า ทำให้ข้าไม่ถูกสำนักเอาเรื่อง และยังมีอีกหลายเรื่องที่นางคอยให้ความช่วยเหลือ ข้าอยู่เงียบๆ ตอนนี้นางและจ้าวซานหลิงต้องการให้ ข้าไปเป็นเพื่อน ข้าก็มิอาจปฏิเสธได้” “ถ้าเจ้าจะไปให้ได้ งั้นก็ต้องพาข้าไปด้วย” ต่งลี่ก ล่าว “เจ้า?” เนี่ยเทียนตกใจ “ใช่ ข้าจะไปด้วย!” ต่งลี่ยืนกราน เนี่ยเทียนลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนพูดว่า “ข้าต้องถาม ความเห็นของจ้าวซานหลิงก่อน” “ตามใจเจ้า” ต่งลี่แค่นเสียง ….. ครู่หนึ่ง เรือดาราก็ทะยานมาถึงเทือกเขาฮว้านคง
จ้าวซานหลิงปรายตามองเนี่ยเทียนและต่งลี่ที่อยู่บน เรือดาราปราดหนึ่ง ก่อนหัวเราะเบาๆ “คาดไม่ผิด เลย ไอ้หมอนี่ยอมมาจริงๆ ด้วย” ดวงตาของเผยฉีฉีฉายแววดีใจ ทว่าพอมองเห็นต่ งลี่กลับพยายามข่มกลั้นเอาไว้ “นางจะไปด้วย จะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า?” เนี่ย เทียนชี้ไปที่ต่งลี่ จ้าวซานหลิงปรายตามองต่งลี่ นิ่งคิดไปครู่หนึ่งก็ส่าย หน้า “น่าจะไม่มีปัญหามากนัก แต่ว่าหากเกิดเรื่อง อะไรขึ้นมาจริงๆ ใครก็ช่วยไม่ได้” “ถ้าอย่างนั้นก็ไปด้วยกันนี่แหละ” “ตกลง” จ้าวซานหลิงมีช่องทางลับที่จะเข้าไปยังพื้นที่ห้วงมิติ ปั่นป่วน ทว่าช่องทางลับนั้นไม่ได้อยู่ใน
อาณาจักรเลี่ยคง เขาจึงพาทุกคนไปที่อาณาจักรต้าฮ วาง พอเข้ามาในอาณาจักรต้าฮวาง เนี่ยเทียนก็สัมผัสถึง ปราณของเถาวัลย์เคียงฟ้าได้แทบจะทันที ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1126 หวนกลับคืนที่เดิม
ต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ในร่างของเขาได้รับการมอบ พลังจากเถาวัลย์เคียงฟ้า จึงทำให้เขามีความ เชื่อมโยงที่มหัศจรรย์กับเถาวัลย์เคียงฟ้า “ยังไม่เจอสินะ..” เนี่ยเทียนพึมพำกับตัวเองเบาๆ “ใคร? เจ้าพูดกับใครอีกล่ะ?” ต่งลี่ถาม “ไม่มีอะไร” เนี่ยเทียนส่ายหน้า และเวลานี้เอง เงาร่างพร่ามัวของเถาวัลย์เคียงฟ้าก็ บินออกมาจากพื้นที่ภูเขาไฟมอดดับของอาณาจักร ต้าฮวาง เงามายานั้นมีขนาดใหญ่มาก เพียงแค่ปรากฏตัวตรง ตำแหน่งนั้นวูบเดียวก็หายไปอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
ผู้ฝึกลมปราณหลายคนในอาณาจักรต้าฮวางเคยชิน กับการดำรงอยู่ของเถาวัลย์เคียงฟ้าแล้ว ต่อให้เห็น มันโดยบังเอิญก็ไม่รู้สึกแปลกใจสักเท่าไหร่ และพวกหัวมู่ ฉีป๋ายลู่ก็ได้รู้ข่าวศึกระหว่างมหาราชา ระดับเก้าข่าตี๋กับเจ้าสำนักศพฟ้านอกอาณาจักรจาก เถาวัลย์เคียงฟ้า พวกเขาเองก็รู้ว่าเถาวัลย์เคียงฟ้าออกจากอาณาจักร โพ่สุ้ยมาที่นี่เพราะการชี้แนะของเนี่ยเทียน สถานที่ที่มีต้นไม้แห่งชีวิตเล็กๆ ต้นหนึ่งงอกงามที่ เถาวัลย์เคียงฟ้าต้องการตามหา ทำให้พวกเขาสนใจ อย่างมาก “อู้!” เงามายาของเถาวัลย์เคียงฟ้าปรากฏตัวอยู่ระหว่าง ซอกภูเขาไฟมอดดับ ก่อนจะค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ เนี่ยเทียน
รอจนอยู่ห่างกันประมาณหนึ่งหมื่นเมตร เถาวัลย์ เคียงฟ้าถึงได้หยุดลง เรือนกายใหญ่โตมโหฬารของ มันที่ต่อให้จะหดเล็กลงมาไม่รู้กี่เท่าตัวแล้วก็ยังสูง ใหญ่ยิ่งกว่าเทือกเขาอยู่ดี นาทีถัดมา กระแสจิตวิญญาณกลุ่มหนึ่งของเถาวัลย์ เคียงฟ้าก็พุ่งเข้ามาในสมองของเนี่ยเทียน เนี่ยเทียนจึงรู้ทันทีว่าเถาวัลย์เคียงฟ้ามาตามหาใน อาณาจักรต้าฮวางตามคำบอกของเขาอยู่นานมาก แล้ว แต่กลับไม่พบช่องทางห้วงมิติพิเศษที่จะพามัน เข้าไปสู่พื้นที่มหัศจรรย์ได้เลย ที่มันตั้งใจมาที่นี่ก็เพราะได้กลิ่นปราณของจ้าวซานห ลิงและเผยฉีฉี ปราณที่มีอยู่ในเฉพาะคนที่เชี่ยวชาญเวทลับห้วงมิติ ทำให้ความหวังของมันถูกจุดขึ้นมาใหม่ มันรู้สึกว่า บางทีเผยฉีฉีและจ้าวซานหลิงสองคนอาจจะช่วยให้
มันตามหาพื้นที่มหัศจรรย์ที่มีต้นอ่อนของต้นไม้แห่ง ชีวิตเติบโตก็เป็นได้ “ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง” เนี่ยเทียนสื่อสารกับมันอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้ารับ เบาๆ แล้วหันไปพูดกับจ้าวซานหลิงและเผยฉีฉีที่อยู่ ข้างกายว่า “เถาวัลย์เคียงฟ้าเคยมีสัญญาร่วมกับเจ้า ตำหนักของสำนักข้า ตอนนี้สัญญานั้นหมดอายุลง แล้ว มันต้องการกลับบ้านเกิดจึงคิดจะอาศัย อาณาจักรต้าฮวางเข้าไปยังสถานที่วิเศษที่มีผลไม้ แห่งชีวิต” พอได้ยินเขาพูดอย่างนั้น สีหน้าต่งลี่ก็เปลี่ยนมาเป็น ปั้นยาก กล่าวว่า “เจ้าก็เคยไปที่นั่นไม่ใช่หรือ?” ผลไม้แห่งชีวิตที่ช่วยต่ออายุขัยให้กับหัวมู่และอูจี้ก็ ได้มาจากที่นั่น ตอนที่เนี่ยเทียนบอกกับเถาวัลย์เคียง ฟ้าก็ได้บอกตำแหน่งที่แน่ชัดแก่มันไปแล้ว
เมื่อเถาวัลย์เคียงฟ้าหาไม่เจอก็แสดงว่ามีการ เปลี่ยนแปลงอย่างอื่นเกิดขึ้น “บอกตามตรงว่าข้าอยากช่วยแต่ไร้หนทาง” จ้าว ซานหลิงครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก็เอ่ยว่า “เดิมทีข้ามา จากสำนักอาวุธ คนในสำนักอาวุธที่เชี่ยวชาญพลัง ห้วงมิติก็มีอยู่หลายคน ปีนั้นตอนที่ข้าอยู่ใน อาณาจักรต้าฮวางก็เคยสนใจที่นั่นมาก และเคย ทดลองตามหามาก่อน แต่กลับต้องถอดใจไปใน ท้ายที่สุด” “หลังจากนั้นมาข้าก็ล้มเลิกความคิดที่จะตามหามัน จนกระทั่งได้ข่าวว่าเจ้าเอาผลไม้แห่งชีวิตกลับมา ข้า เลยลองไปตามหาด้วยตัวเองอีกครั้ง” “น่าเสียดายที่ไม่ได้ผลเก็บเกี่ยวใดๆ” กล่าวจบเขาก็หันไปมองเผยฉีฉี “นังหนูเผย เจ้าจะ ลองดูก็ได้”
จุดประสงค์ที่เผยฉีฉีมาอาณาจักรต้าฮวางเพราะร้อน ใจอยากเข้าไปยังช่องทางลับของจ้าวซานหลิง จะได้ ไปถึงพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนโดยเร็ว นางพลันขมวดคิ้ว แม้ว่าจะร้อนใจ แต่เมื่อเห็นเนี่ย เทียนมองมาด้วยสายตาคาดหวัง นางก็ยอมเรียก สมบัติล้ำค่าห้วงมิติที่พิเศษชิ้นนั้นออกมา ผลึกใสไม่เป็นรูปเป็นร่างหมุนติ้วๆ แล้วหายไป ภายใต้การจับจ้องมองของทุกคน ครั้นจึงไป เคลื่อนไหวอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ของอาณาจักรต้าฮ วางอย่างเงียบเชียบ ข่าวที่พวกเนี่ยเทียนมาปรากฏตัวในอาณาจักรต้าฮ วางดึงดูดความสนใจจากพวกฉีป๋ายลู่และผู้อาวุโส ต่างๆ ของสำนักอาวุธได้อย่างรวดเร็ว พวกเขาจึงพา กันเร่งรุดมา
เมื่อฉีป๋ายลู่มาถึงแล้วสังเกตเห็นจ้าวซานหลิง สีหน้า ของเขาก็เปลี่ยนมาเป็นซับซ้อนอย่างยิ่ง จ้าวซานหลิงเชิดหน้า ทำเสียงขึ้นจมูกโดยไม่เอ่ยคำ ใด ศิษย์พี่ศิษย์น้องสองคนนี้แอบแข่งขันกันอย่างลับๆ มาตลอดเวลาหลายปี และสุดท้ายกลับเป็นจ้าว ซานหลิงที่ชนะเพราะเลื่อนสู่แดนว่างเปล่าช่วงท้าย กลายมาเป็นบุคคลอันดับหนึ่งของดินแดนดาวตกได้ ก่อน ก่อนหน้านี้จ้าวซานหลิงมีชื่อเสียงในทางเลวร้าย มากมาย แต่นับจากที่ได้สนิทสนมกับเนี่ยเทียนก็ไม่ ถูกใครพูดถึงในทางร้ายอีก ตอนนี้ขอแค่สำนักในดินแดนดาวตกหรือผู้ฝึก ลมปราณของแต่ละฝ่ายพูดถึงจ้าวซานหลิง ส่วน
ใหญ่แล้วก็มักจะมีความเคารพเลื่อมใสมากกว่าความ ดูหมิ่น ฉีป๋ายลู่ถอนหายใจอยู่ในใจ แล้วจู่ๆ ก็หันมามองเผย ฉีฉีด้วยสายตาแปลกใจ “เหตุใดเจ้าถึงว่างมาที่นี่ได้ เล่า?” เจินฮุ่ยหลันคือศิษย์น้องเล็กของเขา คราวที่แล้วที่ เผยฉีฉีมาที่นี่แล้วไปพบหลี่เหย่กับหัวมู่ก็ได้แวะมา เยี่ยมเยียนเขาด้วย สุดท้ายถึงค่อยไปที่อาณาจักรฮ ว้านคง “ข้ากะจะไปที่พื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน” เผยฉีฉีกล่าว “จะให้ข้าไปเป็นเพื่อนไหม?” ฉีป๋ายลู่เป็นฝ่ายเอ่ย เสนอตัว “เจ้าอย่าได้เข้ามายุ่งวุ่นวายเลย” จ้าวซานหลิงมอง เขาด้วยสายตาเย็นชา “เจ้าไม่เข้าใจพลังห้วงมิติเสีย หน่อย กว่าจะเลื่อนสู่แดนว่างเปล่าได้ไม่ใช่เรื่องง่าย
ควรทำตัวสงบเสงี่ยมรออยู่ที่นี่ อย่าพาตัวไปตายที่ พื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนเลย” ฉีป๋ายลู่ถูกเขาพูดใส่หน้าก็ไม่โกรธ คล้ายชินเสียแล้ว เพียงแค่มองมายังเผยฉีฉีเท่านั้น “ไม่ต้องหรอก” เผยฉีฉียิ้มอ่อนโยน ความเย็นชา ค่อยๆ จางหายไป “หากยังไม่แน่ใจในเรื่องอะไร บางอย่าง ข้าไม่อยากทำให้เป็นเรื่องใหญ่ หาไม่แล้ว ข้าคงขอให้อาจารย์คนปัจจุบันของข้าจัดหาผู้ แข็งแกร่งของลัทธิจิตตวิสุทธิ์พาข้าไปส่งที่นั่นแล้ว” ฉีป๋ายลู่พยักหน้ารับ “ก็ถูก ด้วยตัวตนของเจ้า ในตอนนี้ย่อมไม่ต้องการพละกำลังอย่างข้าแล้ว” “ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” เผยฉีฉีกล่าวอย่าง ไม่สบายใจ “ข้าเข้าใจ” ฉีป๋ายลู่ยิ้ม “ข้าดีใจแทนเจ้าและเนี่ย เทียน จริงๆ นะ ข้ารู้สึกดีใจจากใจจริง ข่าวที่เนี่ย
เทียนเอาชนะผู้แข็งแกร่งของเผ่าภูตผีปีศาจใน มหาสมุทรดาวมอดดับได้ พวกเราก็ได้ยินแล้ว และ เจ้าได้เข้าไปอยู่ในลัทธิจิตตวิสุทธิ์ กลายมาเป็นลูก ศิษย์ผู้สืบทอดของเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ข้าก็ดีใจมาก เหมือนกัน” “พวกเจ้าสองคนคือตัวแทนของดินแดนดาวตก คือ ดาวสองดวงใหม่ที่เปล่งประกายที่สุด” “ใครจะไปคาดคิดว่าดินแดนดาวตกทุรกันดารที่มี อาณาจักรเล็กๆ แค่เก้าแห่งนี้จะมีผู้มาก ความสามารถอันเป็นที่น่าภาคภูมิใจซึ่งได้รับการ ยอมรับจากสี่สำนักเก่าแก่ถึงสองคน” เขาเอ่ยชื่นชมอย่างไม่มีกั๊ก ต่งลี่ที่ยืนอยู่ข้างกายเนี่ยเทียนซึ่งได้ยินคำว่าพวกเจ้า สองคนคำแล้วคำเล่าหลุดจากปากของเขา สีหน้าก็ เปลี่ยนมาเป็นย่ำแย่สุดขีด
“รีบๆ หาสถานที่แห่งนั้นให้เจอเร็วๆ เข้าเถอะ ยัง ต้องไปพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนอีกไม่ใช่รึไง?” ต่งลี่ม องฉีป๋ายลู่ตาขวางอย่างไม่พอใจ ฉีป๋ายลู่หุบปากฉับอย่างรู้อะไรควรไม่ควร โดยในนามแล้ว ต่งลี่ต่างหากถึงจะเป็นคนที่ได้รับ การยอมรับจากนายท่านตระกูลเนี่ยว่าเป็นคู่หมั้น ของเนี่ยเทียน หลังจากตระกูลต่งเผชิญเคราะห์กรรมครั้งใหญ่ ทั้ง ตระกูลต่งก็ตกอยู่ในสภาวะที่พร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ หากเขายังพูดจ้อต่อไปโดยไม่รู้ความ ไม่แน่ว่าหลัง จบเรื่อง ผู้หญิงที่จิตใจคับแคบอย่างต่งลี่คนนี้อาจมา หาเรื่องเล่นงานสำนักอาวุธก็เป็นได้ เพราะอย่างไรซะตอนที่ต่งลี่ยังไม่ได้หินปีศาจดำมืด มาครองและรีบร้อนฝ่าทะลุขอบเขต ตระกูลต่งก็ถือ เป็นตัวแทนของเนี่ยเทียนในดินแดนดาวตก
“ฟู่ว!” ครึ่งชั่วยามต่อมา ผลึกไม่เป็นรูปเป็นร่างของเผยฉีฉี ที่หายไปก็หวนกลับมาอีกครั้ง เผยฉีฉียื่นมือออกไปสัมผัสพลางกล่าวว่า “มีการ ค้นพบจริงๆ ด้วย แต่แค่ไม่รู้ว่าจะใช่สถานที่ที่มีต้น อ่อนของต้นไม้แห่งชีวิตงอกงามหรือไม่” กล่าวจบนางก็แหวกรอยแยกห้วงมิติออกหนึ่งเส้น ทุกคนซึ่งรวมฉีป๋ายลู่ล้วนดวงตาเป็นประกาย แล้วก็ ไม่สนใจว่าใครจะถือสาหรือไม่ ทุกคนต่างก็แบกหน้า พากันลอดผ่านรอยแยกห้วงมิติเส้นนั้นเข้าไปพร้อม กับพวกเนี่ยเทียน ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1127 เจอกับมารสายฟ้าอีกครั้ง
สถานที่ตั้งสำนักกระดูกขาว จุดศูนย์กลางของกลุ่มภูเขาไฟ หอเรือนที่สร้างขึ้น ด้วยโครงกระดูกสีขาวซีดจำนวนมากพังถล่มลงมา สภาพรอบด้านเต็มไปด้วยความเปลี่ยวร้างเงียบสงัด “ซากปรักของสำนักกระดูกขาว” ฉีป๋ายลู่ข้ามผ่านค่ายกลมาเห็นภาพเหตุการณ์เบื้อง หน้า สีหน้าก็เปลี่ยนมาเป็นปั้นยาก เหลือบตามอง จ้าวซานหลิงด้วยสายตาเย็นชา จ้าวซานหลิงทำตัววางเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขตแห่งความตายที่เขาหลอมออกมาในปีนั้นได้บิน ผ่านมาถึงที่นี่ และได้ทำลายล้างสำนักกระดูกขาวใน เวลาเพียงชั่วข้ามคืน คดีสะเทือนขวัญของสำนักกระดูกขาวมาจากฝีมือ ของเขา
“ที่นี่เองหรือ” ต่งลี่อุทานเบาๆ “ข้ายังจำได้ว่าพื้นที่ ที่มีต้นไม้แห่งชีวิตงอกงามอยู่ห่างที่แห่งนี้ไปไม่ไกล เท่าไหร่นัก” เนี่ยเทียนพยักหน้า “เป็นที่นี่จริงๆ” เขาและต่งลี่พลัดหลงเข้าไปยังพื้นที่มหัศจรรย์ที่มี ต้นไม้แห่งชีวิตงอกงามจากตรงลำธารที่อยู่ใกล้ๆ แถวนี้แล้วจึงได้ผลไม้แห่งชีวิตมา “สถานที่ที่เจ้าบอกเถาวัลย์เคียงฟ้าก็เป็นที่นี่ เหมือนกันหรือ?” เผยฉีฉีสงสัย “อืม ข้าเคยบอกว่าข้ามาปรากฏตัวอยู่แถวๆ นี้ แต่ดู เหมือนว่าตอนที่มันมาสำรวจจะไม่มีการค้นพบ อะไร” เนี่ยเทียนตอบ “ที่นี่ข้าเองก็เคยสำรวจอย่างละเอียดมาก่อน แต่ก็ไม่ พบอะไรเหมือนกัน” จ้าวซานหลิงฉงนสนเท่ห์ สายตาของทุกคนพากันมารวมอยู่ที่เผยฉีฉีโดย อัตโนมัติ
เนี่ยเทียนสัมผัสได้ว่าปราณของเถาวัลย์เคียงฟ้า กำลังขยับเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว เถาวัลย์เคียงฟ้าไม่ได้เข้ามาที่นี่ตามรอยแยกห้วงมิติ ที่เผยฉีฉีแหวกออก ทว่าด้วยความร้ายกาจของมัน แม้แต่ความ เคลื่อนไหวนอกอาณาจักรยังสัมผัสได้อย่างชัดเจน กะอีแค่คลื่นเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ในอาณาจักร ต้าฮวางเล็กๆ แห่งนี้ มันก็ยิ่งสามารถจับความ เคลื่อนไหวอย่างง่ายดาย ผลึกใสไม่เป็นรูปเป็นร่างก้อนนั้นลอยไปถึงที่ตั้งของ สำนักกระดูกขาว ท่อนกระดูกสีเทาเหลือบน้ำตาลและสีขาวซีดของทั้ง เผ่ามนุษย์ และของสัตว์วิเศษกระจัดกระจายอยู่ทั่ว ทุกหนแห่ง เมื่อผ่านการกัดกร่อนจากกาลเวลา พลังเลือดลมที่
ซุกซ่อนอยู่ในกระดูกเหล่านั้นจึงได้หายเกลี้ยงไปนาน แล้ว เนี่ยเทียนใช้สายเลือดแห่งชีวิตรับสัมผัสอยู่เล็กน้อยก็ ส่ายหน้า กล่าวว่า “กระดูกเหล่านี้เกรงว่าปีนั้นคน ของสำนักกระดูกขาวคงเอาไว้ใช้สร้างค่ายกล แต่ว่า เวลาผ่านมานานเกินไป ท่อนกระดูกหมดมูลค่า บาง ทีอาจเทียบกับไม้ผุๆ ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ” กล่าวจบเขาก็ปล่อยเส้นแสงพลังวิญญาณเส้นหนึ่ง ออกมา “ฟู่วๆๆ!” เส้นแสงพุ่งผ่านที่ใด กระดูกแต่ละท่อนที่อยู่ตรงนั้นก็ สลายกลายเป็นผุยผง “สถานที่แห่งนี้ถูกผู้ฝึกลมปราณของแต่ละสำนักใน ดินแดนดาวตกสำรวจมาแล้วไม่รู้ต่อกี่ครั้ง” ฉีป๋ายลู่ เองก็ส่ายหน้า “ผู้แข็งแกร่งหลายคนของอาณาจักร
ต่างๆ ที่มาเข้าร่วมงานฉลองของอาจารย์หลอม อาวุธก็เคยมาเคลื่อนไหวที่นี่เพื่อตามหาผลไม้แห่ง ชีวิต ที่นี่เคยผ่านการสำรวจมาแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะ เล็ดรอดสายตาของทุกคน” เขาหันไปมองยังผลึกใสและเผยฉีฉีด้วยสีหน้าขอ ความรู้ สมบัติล้ำค่าห้วงมิติระดับเพาะฟ้าหมุนติ้วๆ พร้อม กับแผ่คลื่นประหลาดออกมาจากแต่ละด้านของก้อน ผลึก ท่อนกระดูกมากมายที่ระเบิดแตกทำให้สถานที่แห่ง นี้เต็มไปด้วยฝุ่นตลบคละคลุ้ง พื้นหินแข็งกระด้างที่มีท่อนกระดูกตั้งวางอยู่ถูกปก คลุมไปด้วยเถ้าธุลี และตอนนี้ท่อนกระดูกก็คล้ายจะ ถูกพลังบางอย่างที่มองไม่เห็นพัดเป่าเบาๆ จนเผยให้ เห็นพื้นดินแวววาวเกลี้ยงเกลา
ก้อนผลึกไม่เป็นรูปเป็นร่างหมุนคว้างไปทั่วทิศอยู่ เหนือพื้นหินที่แวววาวนั้น มีพลังห้วงมิติที่แปลกประหลาดส่งออกมาจากใน ก้อนผลึกเป็นระลอก เป็นเหตุให้บนพื้นหินที่แวววาว เริ่มมีเส้นลายที่แปลกประหลาดและซับซ้อนปรากฎ ขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ ดูเหมือนว่าลวดลายเหล่านั้นมีอยู่แต่แรกแล้ว เพียงแต่ว่าถูกวัตถุบางอย่างปิดคลุมไว้จึงยากที่จะ มองเห็น สมบัติห้วงมิติที่อยู่ในมือของเผยฉีฉีใช้วิธีการที่พิเศษ ในการกำจัดสิ่งที่บดบังอยู่ ทำให้ลวดลายประหลาด เหล่านั้นเผยออกมาในที่สุด “ลวดลายห้วงมิติ!” ดวงตาจ้าวซานหลิงเป็นประกาย ใบหน้าเต็มไปด้วย ความปลื้มปิติ “ลวดลายห้วงมิติที่ซับซ้อนมาก ดู
เหมือนว่าจะเกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติและถูกนาบ ประทับไว้บนก้อนหิน ซึ่งไม่รู้ว่าถูกบดบังอย่างนี้มากี่ ปีแล้ว” “อืม มหัศจรรย์มาก” เผยฉีฉีเองก็เริ่มเกิดความ สนใจ “บางทีลวดลายห้วงมิติเหล่านี้อาจสร้าง ช่องทางประเภทเดียวกับประตูข้ามอาณาจักรขึ้นมา ได้ เพียงแต่ว่าต้องไขความมหัศจรรย์ของลวดลาย เหล่านี้ก่อน” “ก่อนหน้านี้เมื่อนานมากแล้วอาณาจักรต้าฮวางถูก ยึดครองโดยเผ่าโครงกระดูก ลวดลายห้วงมิติพวกนี้ คงไม่ได้เชื่อมโยงไปยังสถานที่ใดของเผ่าโครงกระดูก หรอกกระมัง?” ฉีป๋ายลู่กล่าวอย่างเป็นกังวล “ต่อให้ใช่ก็ไม่จำเป็นต้องกังวล” เผยฉีฉีเอ่ยปลอบใจ “น่าเสียดายที่มันไม่น่าจะเชื่อมโยงไปยังสถานที่ มหัศจรรย์ที่มีต้นไม้แห่งชีวิต”
กระแสจิตวิญญาณของเถาวัลย์เคียงฟ้าส่งมายัง มหาสมุทรจิตวิญญาณของเนี่ยเทียน เนี่ยเทียนเอ่ยปลอบใจมันอยู่พักหนึ่ง บอกกับมันว่า หากมันมิอาจกลับบ้านเกิดอย่างเผ่าไม้โดยผ่าน สถานที่แห่งนี้ได้ บางทีเขาอาจจะช่วยจัดการให้ด้วย วิธีอื่น ที่มหาสมุทรดาวมอดดับยังมีคนของเผ่าไม้และเทพ ยักษ์ค้ำฟ้ารอที่จะพูดคุยกับเขา แต่เขากลับไม่ได้ไปตามนัด “รอให้กลับมาจากพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนแล้วค่อยมา สำรวจสถานที่แห่งนี้กันอีกทีเถอะ” จ้าวซานหลิง เสนอแนะ เผยฉีฉีย่อมตอบตกลงในทันที คนกลุ่มสี่คนจึงไม่มัวล่าช้าอีกต่อไป จ้าวซานหลิง เป็นคนนำทางไปยังปล่องภูเขาไฟที่มอดดับแล้วแห่ง
หนึ่ง ครั้นจึงใช้ประตูลับเข้าไปยังพื้นที่ห้วงมิติ ปั่นป่วน ท่ามกลางพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนที่มหัศจรรย์ จ้าว ซานหลิงยังเป็นคนรับผิดชอบนำทาง ส่วนคนอื่นๆ นั้นติดตามมาด้านหลัง ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน แสงสายฟ้าพร่างพราว กลุ่มหนึ่งที่มาพร้อมกับเสียงครืนครั่นก็พลันคำราม เข้ามาใกล้ “พวกเจ้า! ปราณของพวกเจ้า! ข้าจำได้!” แสงสายฟ้านั้นระเบิดกระจายอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ สายฟ้าหนาใหญ่หลายเส้นจะบิดเป็นเกลียวรวมเป็น หนึ่งเดียวกันคล้ายเส้นชีพจรของเผ่ามนุษย์ ครั้นคน ผู้หนึ่งก็พลันเผยกายท่ามกลางเสียงฟ้าร้องดังสนั่น หวั่นไหว เนี่ยเทียนหันไปมองก็ถึงกับอึ้งค้าง “หยวนจิ่วชวน!”
ปีนั้นตอนที่อยู่ในดินแดนพงฟ้า หยวนจิ่วฉวนเคยทำ ตัวกำเริบเสิบสานสร้างเรื่องไปทั่ว ทั้งยังเคยคิดจะ เดินทางไปยังดินแดนดาวตกเพื่อกวาดล้างคนและ สัตว์วิเศษที่ฝึกวิชาสายฟ้าด้วย สุดท้ายหยวนจิ่วชวนโดนเล่นงาน ไม่เพียงแต่ไม่ สามารถเข้าไปยังดินแดนดาวตกได้สำเร็จ ซ้ำยังถูก เนรเทศไปไว้ในพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน หากไม่มีประตูลับที่พิเศษเป็นของตัวเองอยู่ในพื้นที่ ห้วงมิติปั่นป่วน ไม่เชี่ยวชาญพลังห้วงมิติ ขอบเขตไม่ มากพอก็อาจจะจมอยู่ในนั้นโดยมิอาจหาทาง กลับคืนไปได้เลย ดูเหมือนว่าหยวนจิ่วชวนเองก็จะล่องลอยอยู่ในพื้นที่ ห้วงมิติปั่นป่วนมาหลายปีมากแล้ว ทว่าเขาไม่เพียงแต่พลังวิญญาณไม่แห้งขอด ไม่ อ่อนแอจนตายไป ซ้ำขอบเขตยังเพิ่มสูงขึ้นด้วย
เขาถึงขนาดเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะช่วงต้นได้สำเร็จ แล้ว! นี่คือเรื่องที่คาดคิดไม่ถึงมากที่สุด และเป็นเรื่องที่ ผิดปกติมากที่สุด! เพราะว่าเมื่ออยู่ในพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนแห่งนี้ เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นคนที่เชี่ยวชาญเวทลับห้วงมิติ มี ความพิเศษเฉพาะตัวอย่างจ้าวซานหลิงหรือเผยฉีฉีที่ สามารถได้ผลประโยชน์จากที่แห่งนี้แล้ว คนอื่นๆ ก็ ยากที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ ต่อให้จะเป็นหยวนจิ่วชวนที่จุติกลับมาฝึกตนใหม่ก็ ตาม “เจ้านี่เอง เป็นพวกเจ้าที่ทำให้ข้าต้องเร่ร่อนอยู่ที่นี่ จนถึงทุกวันนี้!” หยวนจิ่วชวนจ้องเนี่ยเทียนและเผย ฉีฉีเขม็ง “ข้าได้กลิ่นปราณที่พิเศษของพวกเจ้าสอง คน!”
“แดนเอตทัคคะอย่างนั้นหรือ?” เผยฉีฉีหรี่ตาลง เล็กน้อย จ้องมองหยวนจิ่วชวนอยู่ครู่หนึ่งก็กล่าวว่า “หากเจอกับแดนเอตทัคคะช่วงต้นที่อื่น อาจจะ รับมือยากสักหน่อย ทว่าเมื่อมาอยู่ที่นี่กลับไม่มีอะไร น่ากลัวนัก” “ถูกต้อง เกือบจะลืมไปเลยว่าที่นี่คือพื้นที่ห้วงมิติ ปั่นป่วน” จ้าวซานหลิงหัวเราะหึหึ กลับคืนสู่ความ สุขุมอีกครั้งอย่างรวดเร็ว “มารสายฟ้า หยวนจิ่วช วน ข้าอยากจะรู้นักว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้ากันแน่?” หยวนจิ่วชวนมองคนทั้งสี่ที่มองมาที่ตนอย่างสงสัย ใครรู้ว่าตนเผชิญกับอะไรมาบ้างด้วยท่าทางนิ่งเฉย ทำไม พวกเขาถึงไม่กลัว? ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1128 วันนี้ไม่เหมือนในอดีต
“พวกเจ้า…” จุดลึกในดวงตาของหยวนจิ่วชวนมีสายฟ้าเล็ก ละเอียดสาดยิงออกมา เขาใช้กระแสจิตวิญญาณไปรับสัมผัส หมายจะ ตรวจสอบดูว่าเหตุใดกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหน้าถึงไม่ กลัวเขา “มีแค่แดนว่างเปล่าแล้วก็เขตวิญญาณเท่านั้น” เนี่ยเทียน จ้าวซานหลิง เผยฉีฉีและต่งลี่ที่อยู่ใน สายตาเขาคล้ายจะไม่มีจุดใดให้น่าตะลึง เขาจึงเริ่มคลายใจ เขาที่มีฉายาว่ามารสายฟ้า ตอนที่ยังไม่ตายก็มีตบะ เป็นแดนเอตทัคคะช่วงกลาง
เวลาผ่านมานานหลายปี เนื่องจากโชควาสนาที่ได้ พบเจอหลายครั้งจึงได้เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ แม้ว่า ตบะจะเป็นแค่ช่วงต้น ยังไม่ถึงขั้นสูงสุด แต่เขาก็ยัง รู้สึกว่าพวกเนี่ยเทียนที่อยู่เบื้องหน้านี้ไม่มากพอจะ ทำให้เขากลัวได้ “ตราราชาสายฟ้า!” ตราผนึกสีเขียวเจิดจ้าบินออกมาจากกลางหว่างคิ้ว ของหยวนจิ่วชวน เมื่อตราราชาสายฟ้าเผยกาย ดินแดนเอตทัคคะของ เขาก็พลันแผ่ขยายออกมา พริบตานั้นพื้นที่ฟ้าร้องฟ้าผ่าที่มีหยวนจิ่วชวนเป็น จุดศูนย์กลางมองดูราวกับบ่อสายฟ้าก็พลันระเบิด พลังสายฟ้ากวาดทำลายทุกพื้นที่ในบริเวณใกล้เคียง พอตราอาคมที่ช่วงชิงมาจากโม่ชิงเหลยถูกหยวน จิ่วชวนชุบหลอมก็ยิ่งเปลี่ยนมาเป็นมหัศจรรย์มาก กว่าเดิม
กลางตราอมคมมีลูกสายฟ้าขนาดมหึมาหลายลูก ลอยออกมา ลูกสายฟ้าแต่ละลูกต่างก็ปลดปล่อย พลังสายฟ้าระเบิดที่ทำให้จิตใจผู้คนไม่สงบสุข ในบรรดาคนทั้งหมดมีเพียงต่งลี่เท่านั้นที่หน้าเปลี่ยน สี จำต้องรีบติดต่อกับเต่าทมิฬอย่างลับๆ ก่อนที่ไม่นานสีดำสนิทราวกับน้ำหมึกจะค่อยๆ แผ่ ออกมาจากในร่างของนาง แสงสว่างถูกความมืดกลืนกิน จู่ๆ นางและเต่าทมิฬที่ตื่นขึ้นมาด้วยท่าทางเกียจ คร้านก็คล้ายเข้าไปอยู่ในฟ้าดินอีกแห่งหนึ่งที่เต็มไป ด้วยแสงสีดำบริสุทธิ์ แม้ว่าจะไม่ใช่ดินแดน แต่กลับมีความมหัศจรรย์ดุจ เดียวกับดินแดนแห่งความมืดมิด “ความมืด…” ดวงตาของหยวนจิ่วชวนฉายประกายประหลาด เขา
ค้นพบด้วยความแปลกใจว่าเมื่อสายฟ้าที่ปลดปล่อย ออกไปจากดินแดนของเขาขยับเข้าไปใกล้ต่งลี่ กลับ ถูกกลืนกินแสงสว่างไปจนหมด พลังที่อยู่ในสายฟ้าก็เหมือนจะถูกลบเลือนไปอย่าง เงียบเชียบ เขาจึงหันมามองเนี่ยเทียนอีกครั้ง เนี่ยเทียนไม่แม้แต่จะรีบร้อนเรียกท่อนกระดูกของ สัตว์ยักษ์มวลดาราออกมา เพียงโคจรพลังของเลือด ลมเท่านั้น เลือดลมแห่งชีวิตล้อมวนไปทั่วกาย ด้วยความ แข็งแกร่งของร่างกายเขา เมื่อสายฟ้าสาดยิงมาโดน เสียงดัง “เปรี๊ยะๆ” ก็ได้แต่ทิ้งร่องรอยไหม้เกรียม เล็กๆ ไว้บนผิวหนังของเขาเท่านั้น ส่วนจ้าวซานหลิงและเผยฉีฉี เมื่อแดนเอตทัคคะของ เขาขยับเข้าไปใกล้ ภายใต้สายฟ้าที่ซัดกระหน่ำ คน
ทั้งสองพลันหายตัวไปคล้ายเข้าไปอยู่ในห้วงมิติที่ แตกต่าง และเป้าหมายหลักของลูกสายฟ้าขนาดมหึมาที่อยู่ ในตราสายฟ้าก็คือจ้าวซานหลิงและเผยฉีฉี เพราะว่าพวกเขาเป็นแดนว่างเปล่า ทว่าลูกสายฟ้าที่รวบรวมพลังที่บริสุทธิ์ที่สุดของ หยวนจิ่วชวนเอาไว้กลับไม่สามารถจับปราณของเผย ฉีฉีและจ้าวซานหลิงได้ ทั้งหยวนจิ่วชวนยังสังเกตเห็นด้วยว่าเดี๋ยวๆ จ้าว ซานหลิงและเผยฉีฉีก็หายตัวไป เดี๋ยวๆ ก็เผยกาย คล้ายโผล่ออกมาจากห้วงมิติอื่น จงใจปั่นหัวเขา “สมควรตายนัก!” หยวนจิ่วชวนเดือดดาล คาดไม่ถึงว่าไม่เจอกันแค่ ไม่กี่ปี เมื่อตนที่เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะได้มาเจอกับ คนที่เล่นงานตนอีกครั้งกลับไม่สามารถสังหารอีก
ฝ่ายระบายความคลั่งแค้นได้ในเสี้ยววินาที “คนที่จุติกลับมาฝึกตนใหม่มีฝีมือแค่นี้เอง” เผยฉีฉีสี หน้าเย็นชา “เวลาผ่านไปนานหลายปีขนาดนี้ บางที เจ้าอาจพบเจอสิ่งใดที่มหัศจรรย์จึงสามารถเลื่อนขั้น เป็นแดนเอตทัคคะอยู่ในพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนได้ สำเร็จ หากคนที่เจ้าได้พบเจอไม่ใช่พวกเรา บางที อาจจะแก้แค้นได้ เพียงแต่ว่าน่าเสียดายนัก…” ผลึกใสไม่เป็นรูปร่างลอยออกมาจากกลางฝ่ามือของ นาง ผลึกใสหมุนติ้วๆ ชักนำลำแสงจำนวนนับไม่ถ้วนที่มี อยู่ทั่วพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนให้เข้ามาหาตัวเองทัน ควัน ครั้นผลึกใสจึงพลันส่องแสงสว่างเจิดจ้า! มีดแสงห้วงมิติสว่างไสวจำนวนนับไม่ถ้วนพากันก่อ ตัวเป็นรูปเป็นร่างตามการโคจรของผลึกใส
ช่วงแรกเริ่ม มีดแสงห้วงมิติมีแค่ไม่กี่สิบเส้นเท่านั้น ทว่าเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วินาที มีดแสงห้วงมิติก็เพิ่ม จำนวนเป็นนับร้อยนับพัน ส่องสว่างคมกริบ และถูก เผยฉีฉีชักนำให้ตรงดิ่งเข้าหาดินแดนสายฟ้าของ หยวนจิ่วชวน “เปรี๊ยะๆๆ!” แดนเอตทัคคะสายฟ้าที่แข็งแกร่งเสมือนของจริง ของหยวนจิ่วชวนพลันเกิดเป็นหลุมบ่อนับพันนับ หมื่น หลุมเหล่านั้นล้วนเกิดจากการที่ถูกมีดแสงห้วงมิติ แทงทะลวงอย่างไร้ปราณี พริบตาเดียวแดนเอตทัคคะของหยวนจิ่วชวนก็ถูก โจมตีจนเสียหายอย่างรุนแรง! “อาวุธเทพ! อาวุธเทพประเภทห้วงมิติ!” หยวนจิ่วชวนตกใจจนหน้าถอดสี หันไปมองผลึกใส
อย่างตะลึงลาน แล้วก็หันมามองเผยฉีฉีอีกครั้ง “มีด แสงห้วงมิติกลายมาเป็นกระบี่ กระบี่นับพันนับหมื่น จู่โจมอย่างพร้อมเพรียงกัน! นี่ นี่มันเวทลับไม่แพร่ง พรายชนิดหนึ่งของลัทธิจิตตวิสุทธิ์!” “มีความรู้ไม่น้อยเลยนี่” เผยฉีฉีพยักหน้ารับเบาๆ “วัตถุชิ้นนี้ของข้ายังไม่ถือเป็นอาวุธเทพประเภทห้วง มิติ แต่ว่าก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น อีกไม่นานเท่าไหร่มัน ก็จะแปรสภาพกลายเป็นอาวุธเทพห้วงมิติอย่าง แท้จริง” จากนั้นก็มีมีดแสงห้วงมิติจำนวนมากกว่าเดิมมาก่อ ตัวอยู่ใกล้ร่างหยวนจิ่วชวน คราวนี้มีดแสงห้วงมิติเริงระบำราวสายรุ้ง พวกมัน พากันวาดลวดลายค่ายกลผนึกห้วงมิติที่ลึกลับเกิน คาดเดา ไม่ว่าผลึกใสก้อนนั้นจะร่ายคาถาห้วงมิติใดๆ ออกมา
เมื่อมาอยู่ในพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนแห่งนี้ก็ล้วนได้รับ พลังมาเพิ่มเติม ทำให้อานุภาพที่แต่เดิมก็ไม่ธรรมดา อยู่แล้วยิ่งน่ากลัวเข้าไปอีก “ผนึกห้วงมิติ!” ภาพมหัศจรรย์ภาพหนึ่งที่เกิดจากการรวมตัวกันของ ลวดลายห้วงมิติค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาเหนือศีรษะของ หยวนจิ่วชวน ทั้งยังดูดซับเอาพลังห้วงมิติที่พิเศษมา อย่างรวดเร็ว อานุภาพของค่ายกล ประสิทธิผลของตราผนึกอัน มหัศจรรย์บังเกิดผลในทันที “ตูม!” หยวนจิ่วชวนค้นพบด้วยความหวาดกลัวว่าพอตรา ผนึกนั้นก่อตัวสำเร็จ ดินแดนสายฟ้าของเขากลับไม่ สามารถขยับเขยื้อนได้ แดนเอตทัคคะมิอาจดึงกลับมา ไม่สามารถผสาน
รวมกับมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียน ทั้งยังไม่ สามารถรวบรวมพลัง แทบจะอยู่ในสภาวะไร้ ประโยชน์ อีกทั้งเมื่อเขาพยายามจะขยับตัวก็ล้วนเป็นไปด้วย ความยากลำบาก และเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อตราผนึก ยิ่งแผ่อำนาจลึกล้ำ การไหลเวียนของเลือดสดในร่าง เขาก็คล้ายจะเชื่องช้าจนค่อยๆ หยุดลง ความตกใจของหยวนจิ่วชวนในเวลานี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เลย! “เวทลับที่ไม่แพร่งพรายของลัทธิจิตตวิสุทธิ์อีก แล้ว!” เขามั่นใจอย่างยิ่งว่าเผยฉีฉีที่อยู่ข้างหน้าผู้นี้ต้องมี ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ แน่นอน เพราะเขาค้นพบว่าตราผนึกและเวทลับที่เผยฉีฉีใช้
ไม่เหมือนกับลูกศิษย์ทั่วไปของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ที่เขา เคยพบเจอมาก่อน มีเพียงลูกศิษย์ผู้สืบทอดที่ได้รับความโปรดปรานจาก เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์เท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ได้รับการ ถ่ายทอดเวทลับอันเป็นแกนกลางสำคัญเช่นนี้! “นังหนูเผย หยวนจิ่วชวนผู้นี้ต้องระวังสักหน่อย อย่าให้เขาตายอีกครั้ง หรือไม่ก็อย่าปล่อยให้จิต วิญญาณของเขาหนีไปได้” จ้าวซานหลิงกล่าวเตือน อยู่ข้างๆ อย่างไม่อินังขังขอบ “เขาสามารถเลื่อนสู่ แดนเอตทัคคะได้ที่นี่ก็น่าจะเป็นเพราะพบเจอโชค วาสนาหรือไม่ก็มีการค้นพบอะไรที่พิเศษ” “บางทีเขาอาจจะค้นพบอะไรที่มีประโยชน์ต่อพวก เรา” เผยฉีฉีพลันตระหนักได้ นางจึงพยักหน้ารับเบาๆ กล่าวว่า “ข้าเข้าใจว่าต้องเว้นชีวิตเขาไว้” จ้าวซานหลิงยิ้ม “ถูกต้องแล้ว” บทสนทนาที่ราวกับไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาของคน
ทั้งสองแทบจะทำให้หยวนจิ่วชวนกระอักเลือด เขา คือมารสายฟ้าเชียวนะ! ตอนที่ยังไม่ตาย ชื่อเสียงของเขาเลื่องลือระบือไปทั่ว ฟ้าดิน เขาคือฝันร้ายของคนที่ฝึกวิชาสายฟ้า แม้แต่ คนมากมายในสี่สำนักเก่าแก่ก็ยังหวาดผวา ตอนนี้คนสองคนที่เป็นแค่แดนว่างเปล่ากลับกำลัง ปรึกษากันว่าจะเว้นชีวิตเขาอย่างนั้นรึ? นี่มันคือการหยามเกียรติอย่างใหญ่หลวง! “ระเบิด! ระเบิด! จงระเบิดให้ข้า!!” หยวนจิ่วชวนคำราม น้ำวนสายฟ้าที่อยู่ในจุดลึก กลางมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนพลันระเบิด แตก พลังสายฟ้าที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมถูกกระตุ้น ออกมาทันควัน ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1129 มารสายฟ้าที่วิงวอนขอชีวิต
น้าวนสายฟูากลางมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนข องหยวนจิ่วชวนก่อตัวขึ้นมาได้จากการรวบรวม สายฟูาและก้อนเมฆ เมื่อจู่ๆ มันระเบิดออกอย่างกะทันหัน ปราณขุมหนึ่ง ที่ดุเดือดพลุ่งพล่านอย่างถึงที่สุดจึงพลันไหลกราก ออกมา “ครืนๆ!” ความว่างเปล่าสั่นสะเทือน เส้นแสงมากมายที่ ประกอบกันขึ้นเป็นค่ายกลห้วงมิติพลันส่งเสียง ประหลาดคล้ายถูกโจมตีอย่างรุนแรง เผยฉีฉีร้องอุทานเบาๆ หนึ่งที นาทีถัดมาเนี่ยเทียนก็สัมผัสได้ว่าเผยฉีฉีใช้พลัง สายเลือดที่ซุกซ่อนอยู่ในโพรงต่างๆ ทั่วร่างของนาง
“สายเลือดห้วงมิติ!” นางพึมพ้าเบาๆ หนึ่งประโยคก็มีพลังเลือดลมหลาย กลุ่มไหลกรากเข้าหาอาคมตราผนึก ผนึกห้วงมิติของนางที่เมื่อได้รับเลือดลมเข้าไปก็ เปลี่ยนมาเป็นแข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่าตัว! “ปังๆๆ! ปังๆๆ!” มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของหยวนจิ่วชวนส่ง เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว เรือนกายที่อยู่ในตรา ผนึกของเขาพลันเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสดๆ เลือดพวกนั้นไหลออกมาจากหน้าท้องของเขา ก่อนที่คราบเลือดจะทยอยกันไหลออกมาจากดวงตา รูจมูกและริมฝีปากของเขาอย่างน่าสยดสยอง เพียงแค่ครู่เดียวนี้ มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนข องเขาก็ถูกโจมตีจนเสียหายสาหัส แต่ทว่าพลัง สายฟูาเดือดพล่านที่ถูกกระตุ้นใช้ในชั่วพริบตากลับ
ยังไม่สามารถบุกฝุาตราผนึกห้วงมิติที่ได้รับการเพิ่ม ความแข็งแกร่งจากเลือดลมของเผยฉีฉีไปได้! หยวนจิ่วชวนเริ่มเกิดความหวาดกลัวในที่สุด “หยุดดิ้นรนได้แล้ว” เผยฉีฉีพูดด้วยท่าทางที่เฉยชา อย่างยิ่ง “หากไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่ไปอยู่ในฟูาดินด้าน นอกของเผ่ามนุษย์เรา ข้าไม่มีทางจัดการกับแดน เอตทัคคะอย่างเจ้าได้แน่นอน ต่อให้ท้าได้ ข้าก็ต้อง จ่ายค่าตอบแทนที่หนักหนาอย่างถึงที่สุด” “ทว่าเมื่ออยู่ที่นี่ ข้ากลับจัดการเจ้าได้อย่างง่ายดาย นัก ข้าครอบครองสมบัติล้าค่าห้วงมิติ มันสามารถ รวบรวมล้าแสงที่ซุกซ่อนพลังห้วงมิติจากในพื้นที่ ห้วงมิติปั่นปุวนมาโจมตีเจ้าได้ ในด้านพละก้าลัง ข้า มีต้นก้าเนิดพลังให้ใช้ปลุกเสกค่ายกลตราผนึกได้ อย่างต่อเนื่องจนเกือบเรียกได้ว่าไม่มีวันหมด” “เจ้าไม่สามารถฝุาท้าลายตราผนึกได้ภายในครั้ง
เดียว ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ไม่มีทางท้าลายมันได้อีกตลอด กาล” ระหว่างที่นางอธิบายอย่างไม่อนาทรร้อนใจ มีดแสง ห้วงมิติที่สว่างจ้าวูบไหวก็ยังคงกัดกินแดนเอตทัคคะ สายฟูาของหยวนจิ่วชวนไม่หยุด แดนเอตทัคคะสายฟูาที่ถูกมีดแสงกรีดเถือซ้าไปซ้า มา สภาพจึงเริ่มกลายมาเป็นเหมือนผ้าชิ้นหนึ่งที่ ก้าลังจะขาดกระจุยกระจายออกจากกัน “แดนว่างเปล่า สายเลือดห้วงมิติระดับแปด!” เนี่ยเทียนมีสีหน้าตื่นตะลึง ร้องอุทานอย่างอดไม่อยู่ ไม่รู้ว่าท้าไมจู่ๆ เขาถึงได้รู้สึกว่าเผยฉีฉีที่อยู่ตรงหน้า อาจจะน่ากลัวยิ่งกว่าเอ้าเฟยลี่หย่าเผ่าภูตผีปีศาจที่ เขาต่อสู้ด้วยก่อนหน้านี้เสียอีก เอ้าเฟยลี่หย่าคือสายเลือดระดับแปดขั้นกลาง มี สายเลือดของต้าจุนอยู่ในกาย ทั้งยังครอบครองดาบ
แห่งความพินาศ แต่ตนที่อาศัยความช่วยเหลือจากท่อนกระดูกของ สัตว์ยักษ์มวลดารา สายเลือดแห่งชีวิต เกราะมังกร เพลิงและเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง สุดท้ายก็เอาชนะเอ้า เฟยลี่หย่ามาได้ ทว่าเมื่อเผยฉีฉีลงมือกับหยวนจิ่วชวนเข้าจริงๆ สัญชาตญาณของเขากลับเกิดความหวาดกลัวไม่เป็น สุข นี่หมายความว่าเผยฉีฉีคือบุคคลที่สร้างภัยคุกคาม ให้กับเขาได้ ทั้งยังท้าให้เขารู้สึกปวดหัวอย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะที่นี่คือพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน! “เผยฉีฉี ผู้หญิงคนนี้…” ต่งลี่ร้องอุทานหวาดหวั่นอยู่ ในใจ นางแอบตัดสินใจแล้วว่าตัวเองจะต้องพยายาม ท้าความเข้าใจกับหินปีศาจด้ามืด รวบรวมพลังแห่ง ความมืดบริสุทธิ์มาให้มากกว่านี้
เพราะเผยฉีฉีได้สร้างความกดดันอย่างใหญ่หลวง ให้แก่นาง “เปรี๊ยะๆๆ!” สายฟูาในแดนเอตทัคคะสายฟูาของหยวนจิ่วชวน ทยอยกันดับสลาย แดนเอตทัคคะที่เขาสร้างขึ้นมา อย่างยากล้าบากใกล้จะต้านทานไม่ไหวและอีกไม่ นานคงระเบิดทลาย เมื่อแดนเอตทัคคะระเบิดแตก ต่อให้เขาโชคดีรอด ชีวิตไปได้ เกรงว่าก็คงได้แต่กลับไปจุติเพื่อมาฝึกตน ใหม่อีกครั้ง ทว่าที่นี่คือพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน จนถึงวันนี้เขายัง หาทางกลับออกไปไม่ได้ แล้วจะมีปัญญาที่ไหนไป เกิดใหม่? พอคิดมาถึงตรงนี้ จิตใจหยวนจิ่วชวนที่หลายปีก่อน หน้านี้เคยมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วดินแดนของเผ่า
มนุษย์ก็พลันแหลกสลาย รีบร้องตะโกนเสียงดัง “คุณหนู คุณหนูได้โปรดออมมือ โปรดไว้ชีวิตที่ด้อย ค่าของข้าด้วยเถิด!” จู่ๆ เขาก็ยอมยกธงขาว เผยฉีฉีอึ้งงัน เหลือบมองเนี่ยเทียนด้วยสายตามึนงง คล้ายต้องการขอความเห็นจากเขา จ้าวซานหลิงหัวเราะหึหึ “นึกไม่ถึงว่ามารสายฟูา หยวนจิ่วชวนก็จะรู้จักยอมแพ้กับเขาด้วย นังหนูเผย ในเมื่อเขากลัวแล้ว เจ้าก็หยุดมือได้ชั่วคราว อย่าเพิ่ง ท้าลายแดนเอตทัคคะของเขา แต่ยังไงก็ควรต้อง ผนึกร่างของเขา พันธนาการเขาไว้ชั่วคราวก่อน ให้ เขาขยับเขยื้อนไม่ได้ เราจะได้สอบถามเรื่องบางเรื่อง จากเขา” เผยฉีฉียังคงหันมามองเนี่ยเทียน เนี่ยเทียนจึงพยักหน้าให้นาง “คิดจะดึงความทรงจ้า
ที่สมบูรณ์แบบของแดนเอตทัคคะ พวกเราล้วนไม่มี ใครท้าได้ และไข่มุกวิญญาณมืดของเผ่าอสูรกายที่ อยู่ในมือข้าก็ได้แค่ดึงเอาซากความทรงจ้าใน วิญญาณมาเท่านั้น มิอาจดึงเอาความทรงจ้าทั้งหมด มาได้” ได้ยินเขาพูดแบบนี้ เผยฉีฉีจึงยอมหยุดมือในที่สุด มีดแสงห้วงมิติจ้านวนนับไม่ถ้วนที่ตัดสลับกันอยู่ใน แดนเอตทัคคะสายฟูาของหยวนจิ่วชวนพลันบิน ออกมา นี่จึงท้าให้ลางแห่งการแตกทลายของแดน เอตทัคคะสายฟูาค่อยๆ หยุดชะงักลง ขอแค่แดนเอตทัคคะสายฟูาไม่พังทลาย หลังจบ เรื่องหยวนจิ่วชวนแค่ต้องตามหาบ่อสายฟูาที่พิเศษ ให้เจอก็สามารถท้าให้มันฟื้นคืนกลับมาดีได้ดังเดิม “ข้าเคยมีประสบการณ์ไปจุติกลับมาฝึกตนใหม่ครั้ง หนึ่งแล้ว ข้าไม่อยากจะมีประสบการณ์แบบเดิมอีก
ครั้ง” หยวนจิ่วหยวนยอมอยู่นิ่งๆ แต่โดยดี สีหน้า ของเขาหม่นหมองอย่างยิ่ง “เหนื่อยเกินไป เหนื่อย เกินไปจริงๆ การจุติกลับมาฝึกตนใหม่เป็นการโจมตี จิตใจและความมั่นใจในตัวเองที่ร้ายแรงยิ่งนัก แค่ ครั้งเดียวข้าก็เกือบจะทานทนไม่ไหว แล้วมีหรือที่จะ กล้าเผชิญกับมันอีกครั้ง?” “จุติกลับมาฝึกตนใหม่ ตราประทับทางจิตวิญญาณ ไม่เปลี่ยนแปลงไป และขีดจ้ากัดของอายุขัยก็ไม่ถูก ท้าลายทิ้ง” “ข้าเองก็ไม่มีเวลามากขนาดนั้นให้กลับไปเกิดใหม่ อีกแล้ว” หยวนจิ่วชวนก้มหน้าพึมพ้าอยู่กับตัวเอง จ้าวซานหลิงส่ายหัว กล่าวด้วยรอยยิ้ม “เจ้าคิดมาก เกินไปแล้วกระมัง หากพวกเราไม่ยอมรามือ เจ้าจะ มีโอกาสกลับไปจุติใหม่เสียที่ไหน? ในพื้นที่ห้วงมิติ
ปั่นปุวนแห่งนี้ หากแดนเอตทัคคะของเจ้าระเบิด แตก ไม่ต้องให้ถึงมือแม่หนูเผย แค่ข้าก็สามารถบีบ ให้เจ้าตายอยู่ในก้ามือ แม้แต่จิตวิญญาณสักเสี้ยว ของเจ้าก็หนีไปไม่รอด!” หยวนจิ่วชวนมองเขาอย่างคลางแคลง “ไม่เชื่องั้นหรือ?” จ้าวซานหลิงแสยะปากยิ้ม ก่อนที่ เจดีย์ซวีหลิงหลังเล็กๆ จะบินออกมาจากกลางหว่าง คิ้วของเขาแล้วมาลอยอยู่หน้าหยวนจิ่วชวน แผ่ ปราณที่ท้าให้หยวนจิ่วชวนหวาดผวาไม่ต่างกัน “เจดีย์วิเศษหลังนี้ เหมือนจะ เหมือนจะเป็น…” เจดีย์ซวีหลิงคือวัตถุของบุตรแห่งเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ เล่าลือกันว่ามันถูกเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์สร้างขึ้นมาโดย เพิ่มความมหัศจรรย์ของดินแดนมายาเข้าไป วัตถุชิ้นนี้ถูกเล่าลือกันไปตามดินแดนต่างๆ หลาย แห่งของเผ่ามนุษย์
เพียงแต่ว่าภายหลังเมื่อเจดีย์ซวีหลิงหายไปใน ดินแดนปราการดวงดาวจึงไม่มีใครรู้อีกว่ามันหายไป อยู่ไหน หยวนจิ่วชวนที่เดินทางไปทั่วดินแดนของเผ่ามนุษย์ ย่อมต้องเคยได้ยินเรื่องเล่าลือเกี่ยวกับเจดีย์ซวีหลิง มาก่อน แล้วจู่ๆ ได้มาเห็นว่าจ้าวซานหลิงที่เขาไม่รู้ ที่มาผู้นี้มีเจดีย์ซวีหลิงอยู่ในครอบครอง ก็ท้าเอาเขา ตกใจสะดุ้งโหยง “อันที่จริงไม่จ้าเป็นต้องให้แม่หนูเผยลงมือ ข้าก็ เอาชนะเจ้าได้ เจ้าเชื่อหรือไม่?” จ้าวซานหลิงหรี่ตา “อย่างน้อยในพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวนแห่งนี้ข้าก็ สามารถเอาชนะเจ้าได้อย่างขาดลอย แต่หากอยู่ข้าง นอก คงไม่ได้ง่ายดายนัก” พอได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ จิตใจของหยวนจิ่วชวนก็ แหลกสลายเต็มที่ ยอมเชื่อฟังแต่โดยดี ไม่คิดหาวิธี ต่อต้านอีกแล้ว
“พอเถอะ เลิกขู่ข้าได้แล้ว พวกเจ้าอยากถามอะไร อยากรู้อะไร ข้าจะบอกพวกเจ้าหมดทุกอย่าง” หยวนจิ่วชวนไหล่ลู่คอตก “ขอแค่พวกเจ้าไว้ชีวิต ข้า” “เจ้าเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะได้อย่างไร?” จ้าวซานห ลิงตะคอกถาม “เรื่องนี้…” หยวนจิ่วชวนบอกเล่าความลี้ลับทั้งหมด ออกไปอย่างไม่มีกั๊กไว้ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1130 กองกำลังที่ซ่อนแฝง
“หลังจากถูกเจ้าส่งตัวมาที่พื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน ช่วง แรกเริ่มนั้นยากลำบากมาก ข้าหาทางกลับไม่เจอ ก็ ได้แต่อาศัยของวิเศษที่สะสมไว้มาฟื้นคืนพลัง วิญญาณอย่างต่อเนื่อง” “และในที่สุดวัตถุดิบวิเศษก็หมดลง” “ข้าไม่รู้ว่าตัวเองล่องลอยอยู่นานแค่ไหน ทว่า ในขณะที่ข้าใกล้จะทนไม่ไหว ข้ากลับได้เจอคนผู้ หนึ่ง” “คนผู้นั้นมีนามว่าผังชื่อเฉิง เดิมเคยเป็นผู้ฝึก ลมปราณของสำนักห้าธาตุ” หยวนจิ่วชวนอธิบาย “ผังชื่อเฉิง!” ร่างเนี่ยเทียนสะท้านเยือก ดวงตาเต็มไปด้วยความ
ตื่นตะลึง “คนที่เจ้าเจอ เป็นเขา?” “เจ้ารู้จักเขาด้วยรึ?” หยวนจิ่วชวนแปลกใจอย่าง มาก “ข้าเคยไม่เจอเขามาก่อน แค่เคยได้ยินชื่อเท่านั้น” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ เจ้านายของเกราะมังกรเพลิงคนก่อนก็คือผังชื่อเฉิง ซึ่งผังชื่อเฉิงเป็นคนแย่งชิงมันไปจากมือของ โหลวหงแยน ภายหลังผังชื่อเฉิงถูกล้อมโจมตีในสนามรบสุ้ยเมี่ยจึง ระเบิดพลังที่เหลืออยู่ของเกราะมังกรเพลิง โชคดีหนี รอดไปได้ แต่หลังจากนั้นไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย โหลวหงแยนของสำนักห้าธาตุเองก็ดูเหมือนว่าจะส่ง คนออกตามหาผังชื่อเฉิงผู้นี้อยู่ตลอดเวลา ฟังจากคำพูดของทางฝั่งนั้นก็ดูเหมือนว่าผังชื่อเฉิงจะ มีความสัมพันธ์ที่พิเศษกับสำนักไฟของสำนักห้าธาตุ
“เขาคือลูกศิษย์ที่สำนักไฟของสำนักห้าธาตุทอดทิ้ง ไม่รู้ว่าด้วยสาเหตุใดเขาถึงได้ทรยศสำนักไฟ และถูก สำนักห้าธาตุไล่ฆ่า” หยวนจิ่วชวนอธิบาย “บางที สำนักห้าธาตุเองก็คงคิดไม่ถึงเหมือนกันว่าเขาจะมา อยู่ในพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน ทั้งยังใช้ชีวิตอยู่มาได้นาน หลายปีและได้เข้าร่วมกับกองกำลังหนึ่ง ซึ่งที่ข้าเจอ เขาก็เพราะเขาได้รับคำสั่งให้มาเคลื่อนไหวอยู่ใน พื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน” ดินแดนสายฟูาของมารสายฟูาไม่เกิดร่องรอยที่จะ ปริแตกอีกต่อไปเพราะเผยฉีฉีหยุดมือลงแล้ว จ้าวซานหลิงจ้องตาเขาด้วยสีหน้าเอาเรื่อง หมายจะ ดูให้รู้ว่าเขาพูดจริงหรือโกหก “เขาเป็นคนช่วยให้เจ้าฝุาทะลุขอบเขตแดน เอตทัคคะอย่างนั้นรึ?” เนี่ยเทียนครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก็ ถามขึ้นอีก “ทำไมเขาถึงต้องช่วยเจ้า?”
“ขอบเขตเดิมของข้าคือแดนเอตทัคคะช่วงกลาง ขอ แค่มีวัตถุดิบมากพอก็สามารถฝุาทะลุขั้นได้อย่าง ราบรื่น” หยวนจิ่วชวนอธิบาย “เมื่อผังชื่อเฉิงผู้นั้น เจอข้าแล้วรู้ชื่อของข้า เขาก็ให้ข้ารออยู่ที่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะไปหาวัตถุดิบและยาหลายชนิดที่ เหมาะสมกับการฝุาทะลุขอบเขตของข้ามาให้” “ข้าจึงกลับคืนสู่แดนเอตทัคคะได้อย่างราบรื่นอีก ครั้ง ส่วนเขาเองก็รู้สึกว่าวิชาการฝึกตนของข้ามี ความพิเศษซึ่งเขาสามารถใช้งานได้” “เขาเชิญให้ข้าไปเข้าร่วมกับกองกำลังที่เขาอยู่ บอก ว่ากองกำลังนั้นเป็นตัวแทนของโลกใบใหม่” “ตามคำบอกของผังชื่อเฉิง กองกำลังนั้นรวบรวมคน ที่ก่อนหน้านี้ถูกสี่สำนักเก่าแก่ขับไล่เอาไว้อย่างลัทธิ จิตมืด สำนักสาปแห่งความตาย สำนักศพฟูา แล้วก็ สำนักทำนองนี้อีกมากมายที่ตอนนี้ต่างก็เป็นส่วน หนึ่งของกองกำลังนั้น”
กล่าวมาถึงตรงนี้ แม้แต่หยวนจิ่วชวนผู้เป็นมาร สายฟูาก็แสดงความหวาดกลัวออกมาทางดวงตา “ลัทธิจิตมืด สำนักสาปแห่งความตาย สำนักศพ ฟูา!” เนี่ยเทียนตะลึงลาน เจ้าลัทธิจิตมืดคือแดนเทพเจ้า ส่วนเจ้าสำนักศพฟูาก็ เพิ่งปรากฏตัวในดินแดนดาวตกเพื่อสังหารมหาราชา ข่าตี๋ไปเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งอีกฝุายก็อยู่ห่างจากแดน เทพเจ้าอีกเพียงก้าวเดียว ผังชื่อเฉิงคือศิษย์ผู้ทรยศของสำนักห้าธาตุ เคย สังหารเทพธิดาเปลวเพลิงอย่างโหลวหงแยนแล้วช่วง ชิงเอาเกราะมังกรเพลิงไป มารสายฟูาเคยเป็นฝันร้ายสำหรับผู้ที่ฝึกวิชาสายฟูา ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์วิเศษก็ตาม ตอนที่เขายังไม่ ตาย ก็เคยมีชื่อเสียงดุร้ายเลื่องระบือไปทั่วทุก ดินแดน
บุคคลกลุ่มนี้ล้วนเป็นบุคคลที่ร้ายกาจอย่างถึงที่สุด หากไม่มีศักยภาพแข็งแกร่งก็มีความสามารถแฝง มหาศาล ที่มาของแต่ละคนล้วนน่าครั่นคร้าม หากมีกองกำลังอย่างที่ว่าซึ่งสามารถรวบรวมเหล่า คนดุร้ายมากมายขนาดนี้มาไว้ด้วยกันได้จริงๆ นั่น จะเป็นเรื่องที่น่ากลัวขนาดไหน? “ผังชื่อเฉิงบอกแล้วว่าความแข็งแกร่งของกองกำลัง นั้นเหนือกว่าที่ข้าคาดการณ์ไว้ สี่สำนักเก่าแก่ของ เผ่ามนุษย์ในตอนนี้ ไม่ว่าฝุายไหนก็ไม่สามารถ ทัดทานกองกำลังนั้นได้” มารสายฟูากล่าวขึ้นอีก “ว่าไงนะ?” จ้าวซานหลิงตะลึงลาน “เจ้าจะบอกว่า กองกำลังของพวกเขาเหนือกว่าทุกฝุายของสี่สำนัก ใหญ่อย่างนั้นรึ?” “อืม เขาบอกกับข้าแบบนี้” หยวนจิ่วชวนพยักหน้า รับ “แดนเทพเจ้าของพวกเขามีไม่น้อยไปกว่าสี่
สำนักใหญ่ กรงเล็บของพวกเขากางไปทั่วทุกฟูาดิน ของเผ่ามนุษย์ หรือแม้แต่พื้นที่บางส่วนของชนต่าง เผ่าก็ยังมีคนของพวกเขาอยู่ด้วย” “ชนต่างเผ่า?” เนี่ยเทียนตกใจ “ถูกต้อง มีชนต่างเผ่ามากมายอย่างเผ่าอสูรกาย ภูตผีปีศาจที่กระทำความผิดใหญ่หลวงในตระกูล แล้วถูกพวกเขารวบรวมมาเป็นส่วนหนึ่งของกอง กำลัง” มารสายฟูาอธิบาย “ผังชื่อเฉิงบอกเรื่องพวก นี้กับข้าก็เพราะหวังให้ข้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของ พวกเขา และข้าเองก็รับปากแล้ว ซึ่งช่วงนี้กำลัง เตรียมตัวจะไปพบกับคนของฝุายนั้นพอดี” “คนของฝุายนั้นอยู่ที่ไหน? จุดนัดพบก็คือพื้นที่ห้วง มิติปั่นปุวนนี่หรือ?” จ้าวซานหลิงถาม “ตอนนี้ผังชื่อเฉิงมีขอบเขตอะไร?” เนี่ยเทียนเองก็ ถามเหมือนกัน
“ขอบเขตของผังชื่อเฉิงคือแดนเอตทัคคะช่วงกลาง แล้ว” หยวนจิ่วชวนตอบ “เขาบอกว่าจุดนัดพบและ คนที่จะมาเจอข้าล้วนอยู่ในพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน” พอฟังเขาเล่าจบ พวกเนี่ยเทียนต่างก็เงียบงัน แค่เรื่องราวของกองกำลังที่ซ่อนตัวอยู่ในที่มืดซึ่ง รวบรวมกลุ่มคนนอกรีตอย่างลัทธิจิตมืด สำนักสาป แห่งความตาย สำนักศพฟูาและสำนักอื่นๆ อีก มากมายเอาไว้ถูกเปิดเผยออกมาเพียงเสี้ยวเดียวก็ น่ากลัวมากพอแล้ว หากหยวนจิ่วชวนยังไม่ได้เข้าร่วมกับกองกำลังนั้นคง ยากที่เขาจะรู้เรื่องราวภายใน “หากมีกองกำลังอย่างที่ว่านี้อยู่จริง” จ้าวซานหลิง หรี่ตา “ความวุ่นวายในแต่ละดินแดนของฝุายในเผ่า มนุษย์เราช่วงก่อนหน้านี้ก็มีความเป็นไปได้ถึงแปด เก้าส่วนว่าจะเป็นฝีมือของกองกำลังลับนั่น พวกเขา
วางแผนสร้างความปั่นปุวนไปทั่วทุกดินแดน ทำให้ เผ่ามนุษย์และชนต่างเผ่าเปิดศึกนองเลือดกันใน มหาสมุทรดาวมอดดับ เป็นเหตุให้พระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวบาดเจ็บสาหัส” ยิ่งคิดลึกลงไป จ้าวซานหลิงก็ยิ่งหวาดกลัว เขาตัว สั่นเทิ้มทั้งที่ไม่หนาว หยวนจิ่วชวนไม่เคยออกไปจากที่นี่จึงไม่รู้ถึงการ เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเผ่ามนุษย์ พอได้ยินพวกเขา พูดเช่นนี้สีหน้าหยวนจิ่วขวนก็เปลี่ยนมาเป็นตก ตะลึง คาดไม่ถึงว่าหลายปีที่ผ่านมาโลกภายนอกจะ เต็มไปด้วยสีสันขนาดนี้ เรื่องที่เจ้าสำนักศพฟูาสังหารมหาราชานรกเลือด ข่าตี๋ คนที่รู้มีไม่มาก เดิมทีเนี่ยเทียนอยากจะถาม อย่างชัดเจน แต่พอใคร่ครวญดูแล้ว เขาก็เลือกจะ ปิดปากเงียบ
“เนี่ยเทียน ข้ารู้สึกว่าพวกเราควรพยายามหลีกเลี่ยง การพบเจอกับกองกำลังนั้นจะดีกว่า” จ้าวซานหลิง ขบคิด แล้วก็หันมาขมวดคิ้วมองหยวนจิ่วชวนอีก ครั้ง “เจ้านัดหมายกับพวกเขาที่ไหน?” “ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร พวกเขาแค่บอกทิศทาง ให้แก่ข้าแล้วให้เข็มทิศบอกพิกัดข้ามา” หยวนจิ่วชวนตอบ “เอามาให้ข้าดูสิ” จ้าวซานหลิงแบมือขอ หยวนจิ่วชวนรู้สภาวะที่ตัวเองกำลังเผชิญดีจึงหยิบ เอาเข็มทิศอันหนึ่งออกมาส่งมอบให้จ้าวซานหลิง จ้าวซานหลิงรับไปถือไว้ ใช้ปลายนิ้วที่มีประกายแสง ห้วงมิติเปล่งวาบดึงเอาข้อมูลจากในเข็มทิศมา เมื่อรู้ ตำแหน่งที่แน่ชัดจากในเข็มทิศ สายตาของเขาก็ ค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นแปลกพิกล “มีอะไรรึ?” เผยฉีฉีถาม
“บังเอิญจริง” จ้าวซานหลิงยิ้มเจื่อน “ตำแหน่งที่ เข็มทิศนี้ระบุไว้เป็นตำแหน่งเดียวกับที่ข้าต้องการจะ พาพวกเจ้าไปพอดี ปริศนาการหายตัวไปของซวีเฉิง อาจอยู่ที่นั่น” เผยฉีฉีเองก็มีท่าทางตกใจเล็กน้อย แต่ก็ยังพูดว่า “สถานที่แห่งนั้นข้าจำเป็นต้องไป ไม่ว่าจะเจอกับ ใครหรือกองกำลังอะไรที่ซ่อนตัวอยู่ ข้าก็ต้องไปดูให้ รู้แน่ชัด” ก่อนหน้าที่ยังไม่รู้จากปากของหยวนจิ่วชวนว่ามีกอง กำลังขนาดมหึมาปูวนเปี้ยนอยู่แถวนั้น จ้าวซานหลิง ยังตัดสินใจได้อย่างเฉียบขาด ทว่าตอนนี้เขากลับมี ท่าทางลังเลอย่างเห็นได้ชัด “ไปดูกันเถอะ” เนี่ยเทียนจึงช่วยเขาตัดสินใจ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1131 ศึกสะท้านโลกา
มหาสมุทรดาวมอดดับ ผู้แข็งแกร่งแต่ละฝ่ายของเผ่ามนุษย์ มหาราชา ต้า จุนจ้านวนมากของชนต่างเผ่า และยังมีเทพยักษ์ค้า ฟ้า มังกรยักษ์ คนของเผ่าสัตว์โบราณล้วนมารวมตัว กันอยู่ที่นี่ เผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตระดับสูงผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือ บุคคล ที่เป็นสุดยอดของฟ้าดินแถบหนึ่ง เวลานี้ล้วนพากัน ไหลบ่ามาเยือนที่แห่งนี้ จ้านวนนั้นมีมากจนนับไม่ ไหว คนทุกคนล้วนตั้งใจมาเยี่ยมชมศึกระหว่างหยวน หมอต้าจุนกับโม่เหิง หน้าด่านส้าคัญของเผ่าภูตผีปีศาจ ประตูข้าม อาณาจักรบานหนึ่งที่เชื่อมโยงกับอาณาจักรปีศาจ
แห่งที่หนึ่งพลันขยายใหญ่ “อู้!” ภูตผีปีศาจระดับสูงหน้าตาหล่อเหลาผู้หนึ่งที่สวม อาภรณ์โบราณของเผ่าภูตผีปีศาจเดินออกมาอย่าง สง่างาม เมื่อเขามาถึง ชนต่างเผ่าทั้งหมดที่อยู่รอบด้านก็ล้วน แสดงสีหน้าเคารพนับถือ ค้อมตัวลงน้อยๆ “คารวะหยวนหมอต้าจุน” “คารวะต้าจุน” “คารวะท่านประมุข!” ชนเผ่าอื่นๆ ล้วนเอ่ยทักทายเขาเบาๆ ส่วนคนของ เผ่าภูตผีปีศาจนั้นแววตาฉายความกระตือรือร้น อย่างเห็นได้ชัด หยวนหมอต้าจุนที่หน้าตาหล่อเหลาไม่ธรรมดา มองดูแล้วเด็กกว่าภูตผีปีศาจทุกคนที่อยู่ในที่นี้เสีย อีก
ดวงตาทั้งคู่ของเขาเป็นประกายสดใส ดูเฉลียวฉลาด คล้ายคนที่สนใจหาความรู้อยู่ตลอดเวลา “เป็นเขา!” “หยวนหมอต้าจุน!” “ประมุขแห่งเผ่าภูตผีปีศาจ!” แดนเทพเจ้าและแดนเอตทัคคะจ้านวนมากที่อยู่บน เรือรบของเผ่ามนุษย์แต่ละล้าต่างก็สูดลมหายใจเข้า ลึก สีหน้าเปลี่ยนมาเป็นเคร่งเครียด” “ดูเหมือนว่าเนี่ยเทียนจะยังไม่มา” ฟางหยวนพึมพ้า เบาๆ “หรือว่าอาการบาดเจ็บของเขาร้ายแรงมาก? ศึกที่ส้าคัญขนาดนี้เขาไม่อยากมาดูให้เห็นเองกับตา จริงๆ หรือ?” “เขาน่าจะไม่มาแล้วล่ะ” หันหว่านหรงที่กลับเข้ามา ในมหาสมุทรดาวมอดดับอีกครั้งอธิบายเบาๆ “ศึก ระหว่างเขากับเอ้าเฟยลี่หย่าท้าให้เขาบาดเจ็บไม่เบา
จึงจ้าเป็นต้องสงบใจรักษาตัวสักพักหนึ่ง นอกจากนี้ ต่อให้ศึกระหว่างหยวนหมอต้าจุนกับผู้อาวุโสใหญ่ จะเกิดขึ้นในมหาสมุทรดาวมอดดับ แต่ก็ใช่ว่าทุกคน จะจับร่องรอยได้ชัดเจน” ฟางหยวนยิ้มเจื่อน พยักหน้ารับ “ก็จริงนะ” “น้องโม่” หยวนหมอต้าจุนแห่งเผ่าภูตผีปีศาจบินออกมาจาก หน้าด่านส้าคัญอย่างสง่างาม เพียงแค่พริบตาเดียวก็ มาปรากฏตัวอยู่เหนือรบรบของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวต่อหน้าทุกคนด้วยท่วงท่าอ่อนโยน “ฟิ้ว!” เหนือเรือรบชของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ จู่ๆ ก็มีรอยแยก ห้วงมิติเส้นหนึ่งระเบิดแตก กระจกมิติมายาอันเป็นอาวุธเทพของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วฟ้าดินสาดส่องออกมาจาก
รอยแยกห้วงมิติ หันหน้าเข้าหาหยวนหมอต้าจุน ในกระจกมิติมายามีเงาวิญญาณล่องลอยคล้ายว่าเงา วิญญาณนั้นก้าลังมองมาจากอีกห้วงมิติหนึ่ง ทุกคนล้วนรู้ว่ากระจกมิติมายาเป็นตัวแทนของชวีอี้ เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ เมื่อกระจกมิติมายาก็หมายความ ว่าชวีอี้สามารถมาถึงที่นี่ได้ทุกเมื่อ “อู้!” ทางฝ่ายของส้านักห้าธาตุก็มีเปลวเพลิงไฟลุกท่วม กลุ่มหนึ่งคล้ายดวงอาทิตย์เจิดจ้า “เจ้าส้านักไฟ!” โหลวหงแยนจากส้านักไฟตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด รีบ ขยับเข้ามาใกล้ ก่อนที่ปราณพืชหญ้าอันอ่อนโยนซึ่งเป็นสารบ้ารุงฟ้า ดินให้ชุ่มชื้นจะค่อยๆ ถูกกระตุ้นออกมาจากส้านัก ห้าธาตุเช่นกัน
ผู้แข็งแกร่งเผ่าไม้หลายคนสัมผัสได้ถึงปราณขุมนั้น สีหน้าของแต่ละคนก็เปลี่ยนมาเป็นแปลกประหลาด พวกเขาเข้าใจดีว่าบนโลกใบนี้ก็มีเพียงคนผู้นั้นของ ส้านักไม้แห่งส้านักห้าธาตุเท่านั้นที่พลังพืชหญ้า สามารถทัดเทียมกับต้าจุนเผ่าพวกเขาได้ “เจ้าส้านักไฟและเจ้าส้านักไม้มาที่นี่พร้อมกัน ดูท่า ส้านักห้าธาตุจะให้ความส้าคัญกับเรื่องนี้มาก” มีคน อื่นขึ้นเบาๆ และเวลานี้เอง โม่เหิงก็ค่อยๆ เดินออกมาจากในเรือ รบของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวด้วยสีหน้าเฉย ชา เดินออกมาก้าวเดียว เขาก็มายืนอยู่ต่อหน้าหยวน หมอต้าจุนแล้วท้าความเคารพอย่างที่ผู้น้อยเคารพผู้ อาวุโส “ท่านผู้อาวุโสยอมรับค้าท้าจากผู้น้อย ผู้น้อย รู้สึกเป็นเกียรติและซาบซึ้งใจยิ่งนัก”
เผ่าภูตผีปีศาจมีอายุขัยที่ยืนยาว เมื่ออายุเพิ่มมาก ขึ้น สายเลือดก็จะแข็งแกร่งตามไปด้วย นับตั้งแต่ที่หยวนหมอต้าจุนถือก้าเนิดมาจนถึงตอนนี้ เขามีอายุหลายแสนปีแล้ว ไม่ว่าจะนับอย่างไรก็ถือ ว่าเขาเป็นผู้ใหญ่กว่าโม่เหิง ดวงตาเฉลียวฉลาดของหยวนหมอต้าจุนจ้องมองโม่ เหิงด้วยสายตาลึกล้าพลางเอ่ยชม “เจ้า มีลักษณะ ของผู้ฝึกลมปราณบรรพกาลของเผ่ามนุษย์มากที่สุด ช่วงแรกเริ่มสุดตอนที่ผู้ฝึกลมปราณบรรพกาลไข ความลี้ลับของปราณวิญญาณฟ้าดินได้ และเอาหิน วิเศษมาเพิ่มพละก้าลังท้าให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น หลายคนล้วนไม่สนใจว่าตัวเองมีธาตุการฝึกตน อะไร” “ผู้ฝึกลมปราณบรรพกาลของเผ่ามนุษย์คิดว่าปราณ วิญญาณเปลี่ยนแปลงได้สารพัดรูปแบบ ไม่
จ้าเป็นต้องมีธาตุอะไรที่พิเศษก็มีอานุภาพไร้ที่สิ้นสุด แล้ว” “ภายหลังเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป ผู้ฝึกลมปราณ เผ่ามนุษย์รุ่นใหม่คล้าเจอหนทางแบบใหม่ ใช้พลัง วิญญาณชุบหลอมเข้ากับธาตุต่างๆ มากมายอย่าง เปลวเพลิง พืชหญ้า หรือสายฟ้า จึงท้าให้เริ่มเบน ออกจากแนวทางการฝึกตนในช่วงแรกเริ่มสุด” “และตอนนี้คนที่เป็นเหมือนเจ้าซึ่งไม่มีธาตุการฝึก ตนพิเศษใดๆ มุ่งมั่นชุบหลอมโอสถวิญญาณและ พลังวิญญาณของตัวเองอย่างเดียว เกรงว่าคงมีแค่ ไม่กี่คนแล้ว” หยวนหมอต้าจุนมีชีวิตอยู่มายาวนาน จึงรู้ ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงของผู้ฝึกลมปราณ เผ่ามนุษย์เป็นอย่างดี สิ่งที่เขาพูดออกมา ขนาดแดนเอตทัคคะหลายคน
ของเผ่ามนุษย์ยังท้าสีหน้างงงัน กลับเป็นพวกแดนเทพเจ้าบางส่วนเสียอีกที่คิดตาม ค้าพูดของหยวนหมอต้าจุนแล้วท้าท่าคล้ายกระจ่าง แจ้ง “ลักษณะของผู้ฝึกลมปราณบรรพกาล!” เด็กรุ่นเล็กอย่างพวกโหวชูหลันสังเกตอย่างละเอียด ก็พบว่าหยวนหมอต้าจุนไม่มีท่าทางดูแคลนโม่เหิง แม้แต่น้อย กลับยังชื่มชมเขามากด้วย นี่หมายความว่า ในสายตาของหยวนหมอต้าจุน โม่ เหิงคู่ควรที่จะเป็นคู่ต่อสู้ของเขา “ผู้อาวุโสชมเกินไปแล้ว” โม่เหิงตอบรับอย่างไม่ โอหังแต่ก็ไม่ต่้าต้อย เขากล่าวด้วยน้าเสียงจริงใจว่า “ที่ข้าตั้งใจฝึกตนด้วยวิธีการโบราณก็เพราะข้าเกิด มาก็ไม่มีธาตุที่พิเศษใดๆ ติดตัว ข้าแค่ไม่มีทางเลือก อื่นถึงได้ยืนหยัดเลือกเส้นทางนี้ สุดท้ายแล้วที่ข้า
สามารถเดินมาได้ถึงก้าวนี้ แม้แต่ตัวข้าเองก็ยังคาด ไม่ถึง” “สนามรบของเจ้ากับข้าไม่ควรเป็นที่นี่” หยวน หมอต้าจุนใคร่ครวญ ก่อนจะถามความเห็นของโม่ เหิง “แม้ว่ามหาสมุทรดาวมอดดับจะกว้างใหญ่ แต่ก็ มีพื้นที่มากมายที่ถูกจ้ากัดไว้ มีหลายพื้นที่ที่ถูกปิด ผนึก หากพวกมันแตกทลายเพราะเจ้าและข้า เกรง ว่าคงเกิดปัญหาใหญ่ ด้วยเหตุนี้ข้าจึงขอแนะน้าว่า เราควรเปลี่ยนสนามรบกัน” โม่เหิงรับฟังอย่างตั้งใจ ทั้งยังพยักหน้ารับอย่าง ต่อเนื่อง เห็นด้วยกับความคิดเขาอย่างยิ่ง “จุดที่ลึกที่สุดของสนามรบสุ้ยเมี่ยมีพื้นที่หนึ่งที่ดู เหมือนว่าจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อบุคคลระดับพวก เรา” หยวนหมอต้าจุนเสนอความเห็น “นับพันนับ หมื่นปีที่ผ่านมา ศึกนองเลือดระหว่างต้าจุนของ
เผ่าพันธุ์ต่างๆ และผู้แข็งแกร่งแดนเทพเจ้าล้วน เกิดขึ้นที่นั่น” โม่เหิงตะลึง “ในเมื่อผู้อาวุโสต้องการเช่นนี้ ข้าย่อม ท้าตามความประสงค์” “รบกวนพี่ชวีเปิดช่องทางหนึ่งให้แก่พวกเราด้วย” หยวนหมอต้าจุนหันไปมองกระจกมิติมายาแล้วพูด ด้วยน้าเสียงอ่อนโยน “ตกลง” เสียงของชวีอี้ดังออกมาจากอีกฝั่งหนึ่งของกระจก มิติมายา จากนั้นก็มีรอยแยกห้วงมิติเล็กละเอียด จ้านวนนับไม่ถ้วนเกิดขึ้นมาในกระจก ก่อนที่จะตัด สลับกันแล้วกลายมาเป็นช่องทางสว่างจ้าช่องทาง หนึ่ง เนื่องด้วยสมบัติล้าค่าห้วงมิติระดับเพาะฟ้าที่ถือ ก้าเนิดในสนามรบสุ้ยเมี่ยถูกเผยฉีฉียึดครองไป
ประตูข้ามอาณาจักรและช่องทางห้วงมิติหลายแห่ง ของที่นั่นจึงใช้การไม่ได้ ช่วงที่ผ่านมาคนที่สามารถไปกลับในสนามรบสุ้ยเมี่ย ได้จึงมีไม่มากอีกแล้ว ประตูข้ามอาณาจักรและ ช่องทางห้วงมิติก็ยิ่งมีน้อยเข้าไปใหญ่ ทว่านับแต่โบราณมาชวีอี้ก็เป็นคนที่มีพรสวรรค์ด้าน พลังห้วงมิติโดดเด่นมากที่สุด เมื่อเขาลงมือ ต่อให้ปัญหาในสนามรบสุ้ยเมี่ยจะใหญ่ แค่ไหน เขาก็ยังสามารถเปิดช่องทางหนึ่งให้ทุกคน ลอดผ่านไปได้ “ขอบคุณมาก” หยวนหมอต้าจุนยิ้มบางๆ แล้วจึงน้าเข้าไปใน ช่องทางสว่างไสวแห่งนั้นก่อน ก่อนหน้าที่จะเดินเข้า ไป เรือนกายสง่างามของเขาได้ขยายใหญ่แล้ว ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1132 สัตว์ต่างเผ่าห้วงมิติ
บางจุดในพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน ลำแสงหลากสีสันหลายเส้นปะปนอยู่ในแดน เอตทัคคะสายฟ้าของหยวนจิ่วชวนคล้ายโซ่ตรวนที่ พันธนาการแดนเอตทัคคะของเขาเอาไว้ ทำให้เขา ไม่สามารถดึงพลังงานทั้งหมดที่อยู่ในดินแดนมาชุบ หลอมจุดตันเถียนได้ หยวนจิ่วชวนมีสีหน้าสิ้นหวัง ติดตามคนทั้งสี่อยู่ ด้านหลังอย่างยอมรับชะตากรรม ขอแค่เขากล้าทำตัวผิดปกติ แดนเอตทัคคะของเขาก็ อาจแตกทลาย และเมื่อแดนเอตทัคคะแตกทลาย ต่อให้เขายังจุติกลับมาฝึกตนได้ใหม่ แต่ก็ยากที่จะมี อายุขัยมากพอให้ฝ่าสู่แดนเทพเจ้าที่เขาปรารถนามา ชั่วชีวิต
ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่กล้าบุ่มบ่าม เพียงแต่ว่าลึกๆ ในหัวใจกลับมีความหวังอยู่ ตลอดเวลา ยามที่พวกจ้าวซานหลิงไม่สังเกตเห็น สายตาของเขา จะเปล่งประกายประหลาด เขารอคอยให้ผังชื่อเฉิง มาช่วยเหลือในพื้นที่มหัศจรรย์แห่งนั้น และเขาก็จะ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังที่ซ่อนแฝงกอง นั้น “ฟิ้วๆ! ฟิ้วๆๆ!” ลำแสงหลากสีหลายเส้นพุ่งผ่านข้างกายทุกคนไป ตลอดเวลา จ้าวซานหลิงคอยสะบัดมือปัดพวกมันทิ้ง อยู่เป็นระยะเพื่อไม่ให้ลำแสงเหล่านั้นพาทุกคนเบน ออกจากเส้นทางเดิม “ที่มารสายฟ้าผู้นั้นเอ่ยมา มีสักกี่ส่วนที่เป็นจริงและ กี่ส่วนที่เป็นเท็จ?” เผยฉีฉีเอ่ยขึ้นเบาๆ
“ไม่รู้เหมือนกัน” จ้าวซานหลิงขมวดคิ้ว “แต่มีอยู่ ข้อหนึ่งที่ข้ายินดีเชื่อเขา นั่นคือน่าจะมีกองกำลังลับ ให้ความช่วยเหลือเขาอยู่จริงๆ หาไม่แล้วเขาที่อยู่ใน พื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนตัวคนเดียวย่อมไม่มีทางใช้กำลัง ของตัวเองเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะได้สำเร็จแน่นอน” “สถานที่ที่เจ้าพูดถึงเป็นสถานที่เดียวกับที่กองกำลัง ลับนั้นนัดหมายให้เขาไปหา” เนี่ยเทียนหรี่ตา “พวก เราต้องเตรียมตัวให้พร้อม เผื่อต้องเผชิญหน้ากับ พวกผังชื่อเฉิงที่นั่น” “หากไม่เจอกับแดนเทพเจ้า คิดจะหนี ข้ายังพอมี วิธี” เผยฉีฉีกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ด้วยของวิเศษ ในมือข้า บวกกับพลังห้วงมิติที่ข้าเชี่ยวชาญและ สภาพแวดล้อมที่พิเศษของที่นี่ ข้าก็เหมือนปลาได้ น้ำที่ไปไหนมาไหนได้สบาย” “ข้าเองก็มีวิธีเอาตัวรอดมากมาย” จ้าวซานหลิง เหลือบมองต่งลี่แวบหนึ่ง
ในสายตาของเขา ต่งลี่คือคนที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่ม เมื่อถึงช่วงเวลาคับขัน อีกฝ่ายอาจกลายมาเป็น ภาระให้กับทุกคน “เจ้ามองข้าทำไม?” ต่งลี่ไม่พอใจ “เต่าทมิฬของข้า ไม่ด้อยไปกว่าพวกเจ้าเลยแม้แต่น้อย อีกอย่างข้าก็ กำลังทำความเข้าใจกับหินปีศาจดำมืดที่เอากลับมา จากอาณาจักรปีศาจ รอให้ข้าสามารถใช้ของสิ่งนี้ ทำให้มันกลายมาเป็นอาวุธสังหารในมือข้าได้อย่าง แท้จริงเมื่อไหร่ ข้าก็ไม่มีทางด้อยกว่าพวกเจ้า” จ้าวซานหลิงพยักหน้ารับ “ข้าเชื่อ” พื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนไม่มีดาวเดือนบอกเวลา จึงไม่รู้ ว่าผ่านไปนานแค่ไหน จนกระทั่งจู่ๆ จ้าวซานหลิงก็ เปลี่ยนท่าทีมาเป็นระมัดระวัง เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้า เคร่งเครียด “ใกล้ถึงที่นั่นแล้ว” ท่าทางระแวดระวังของเขาทำให้ทุกคนเริ่มระแวง ขึ้นมาเหมือนกัน หยวนจิ่วชวนที่อยู่รั้งท้ายและถูกเผยฉีฉีใช้สมบัติล้ำ
ค่าห้วงมิติระดับเพาะฟ้าโยนลำแสงจากด้านนอกเข้า ไปในแดนเอตทัคคะของเขาอย่างต่อเนื่อง พอเห็นว่า พวกเขาชะลอความเร็วลง ในใจก็แอบตื่นเต้น “น่าจะ น่าจะใกล้ถึงสถานที่ที่ข้านัดหมายกับผังชื่อ เฉิงแล้ว” สายตาของหยวนจิ่วชวนค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็น อำมหิต ตอนที่มองไปยังจ้าวซานหลิง แม้ว่าเขาจะ จงใจปกปิดความคิดเอาไว้ แต่ก็ยังถูกจับได้อยู่ดี “ข้าไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่” ต่งลี่หันกลับมาพูด “พวกเราเก็บเขาเอาไว้ทำไม?” หยวนจิ่วชวนพลันหน้าเปลี่ยนสี “หรือแค่ต้องการพิสูจน์ว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นจริงหรือ เท็จ?” ต่งลี่พึมพำกับตัวเอง “ตามความเห็นของข้า ควรฆ่าเขาซะ หรือไม่ก็ทำให้แดนเอตทัคคะเขา พังทลาย ปล่อยเขาไปตามยถากรรมก็ยังได้ การที่
เขาตามพวกเรามาด้วย หากหนีรอดไปได้คงเป็น ปัญหาแน่ พกปัญหาแบบนี้ไว้กับตัวดูไม่ค่อยจะ เหมาะสมสักเท่าไหร่” พอได้ยินนางพูดแบบนี้ จ้าวซานหลิงก็หรี่ตาแล้ว กล่าวอย่างจำใจว่า “จะอย่างไรก็รับปากเขาไปแล้ว ว่าขอแค่เขายอมเชื่อฟังแต่โดยดี เราจะเว้นชีวิตเขา” “พวกเราควรทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้” เผยฉีฉีพูด คล้อยตาม “ไว้ชีวิตเขาก็ได้ แต่วิธีการนั้นมีมากมาย” ดวงตา ของต่งลี่เผยความอำมหิตคล้ายกำลังครุ่นคิดว่าควร จะใช้วิธีการใดมาควบคุมหยวนจิ่วชวนให้ดีกว่านี้โดย ที่ไม่ให้เขาเล่นตุกติกได้ “เนี่ยเทียน ดูข้างหน้านั่นสิ” จ้าวซานหลิงหยุดเดิน ขยับมายืนเคียงบ่ากับเนี่ยเทียนแล้วชี้นิ้วไปยังจุด หนึ่ง “ตรงนั้นมีก้อนเมฆรวมกันอยู่เยอะมาก และ
บางครั้งก็มีประกายแสงประหลาด จุดแสงแต่ละจุด ที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มเมฆคือประตูลับบานหนึ่ง ไม่รู้ว่า เชื่อมโยงไปที่ไหน จุดลึกของกลุ่มเมฆมีคลื่น เคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ขนาดข้ายังเคลื่อนที่ได้อย่าง ยากลำบาก” “แต่ก่อนหน้านี้ข้าก็เคยเคลื่อนไหวอยู่ในกลุ่มเมฆ พวกนั้น จึงพอจะสัมผัสได้ว่าบางจุดในก้อนเมฆมี พื้นที่มหัศจรรย์อยู่อีกแห่งหนึ่ง ข้าแค่รับสัมผัส เล็กน้อยก็พบว่าท่ามกลางฟ้าดินที่มหัศจรรย์นั้นมี สิ่งมีชีวิตที่ฝึกวิชาห้วงมิติเข้าออกอยู่ตลอดเวลา อาจ เป็นคนเผ่ามนุษย์ หรือไม่ก็อาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่พิเศษ อย่างอื่น” จ้าวซานหลิงอธิบายเบาๆ เผยฉีฉีรับฟังด้วยอาการเหม่อลอย นางกล่าวว่า “ตามคำบอกของอาจารย์ข้า จุดลึกของพื้นที่ห้วงมิติ ปั่นป่วนมีหลายพื้นที่ที่มีสัตว์ต่างเผ่าที่พิเศษอยู่อาศัย
สัตว์ต่างเผ่าประเภทนี้เกิดมาก็เชี่ยวชาญพลังห้วงมิติ อยู่แล้ว พลังที่อยู่ในสายเลือดของพวกมันสามารถ ถูกข้าดึงมาชุบหลอมได้โดยตรง” “ต้าจุนของชนต่างเผ่าและผู้ที่เชี่ยวชาญพลังห้วงมิติ บางส่วนมักจะมาตามหาสัตว์ต่างเผ่าห้วงมิติ หรือไม่ ก็วัตถุดิบวิเศษห้วงมิติตามพื้นที่เหล่านี้ พื้นที่ ประเภทนี้มีอยู่ทั่วทุกแห่ง แต่ละจุดล้วนเต็มไปด้วย ความอันตรายยากจะคาดเดา แม้แต่อาจารย์ของข้า ก็ยังไม่สามารถสำรวจสถานที่เหล่านี้ได้ครบทุกแห่ง” จ้าวซานหลิงเอ่ยชื่นชม “แค่สำรวจได้บางจุดและ ได้รับผลเก็บเกี่ยวมหาศาลก็ถือว่าไม่ง่ายดายแล้ว จะ อย่างไรซะอาจารย์ของเจ้าก็คือเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ คือคนที่เชี่ยวชาญวิชาห้วงมิติที่สุดในโลกคนหนึ่ง” ระหว่างที่พวกเขาพูด จู่ๆ ก็มีวัตถุพุ่งออกมาจากแสง สีเหลืองหม่นขนาดเท่าเมล็ดข้าวสารจุดหนึ่งในกลุ่ม เมฆเบื้องหน้า
นั่นคือแมลงที่มีความพิเศษตัวหนึ่ง! แมลงตัวนั้นมีขนาดเท่าฝ่ามือ ส่องแสงสีเงินเปล่ง ประกาย ตรงหัวมีหนวดส่ายไปส่ายมาพลาง ปลดปล่อยลำแสงห้วงมิติออกมาหลายเส้น พอแมลงตัวนั้นบินออกมา จุดแสงสีเหลืองหม่นเท่า เมล็ดข้าวสารก็ขยายใหญ่อย่างต่อเนื่องราวกับว่ามี วัตถุอย่างอื่นกำลังจะพุ่งตามมาอีก เพียงแต่ว่าขนาดของเจ้าวัตถุนั้นน่าจะใหญ่กว่าแมลง สีเงิน พอจุดแสงขยายได้ไม่ถึงขนาดที่มากพอ ของ สิ่งนั้นจึงยังไม่อาจฝ่าออกมาได้ “เอ๊ะ!” ดวงตาเผยฉีฉีเป็นประกายน้อยๆ ชี้ไปยังแมลงสีเงิน ตัวนั้น “ในร่างของเจ้าสิ่งนี้มีพลังห้วงมิติที่ไม่ ธรรมดาอยู่ด้วย! เลือดลมของมันและพลังที่แฝงเร้น อยู่ด้านในล้วนพิเศษมาก ดูเหมือนจะมีประโยชน์ต่อ ข้า”
“ฟิ้ว!” สมบัติล้ำค่าห้วงมิติระดับเพาะฟ้าที่อยู่ในมือของนาง พลันบินทะยานออกไป แมลงสีเงินเห็นว่าผลึกไม่เป็นรูปเป็นร่างลอยเข้ามาก็ ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว พยายามจะหลบหนี แต่ กลับไม่สามารถสลัดแรงดึงดูดจากผลึกใสได้พ้น แมลงที่มีขนาดเท่าฝ่ามือจึงถูกแสงที่ก้อนผลึกปล่อย ออกมาห่อหุ้มเอาไว้อย่างแน่นหนา มุมปากของเผยฉีฉียกยิ้มคล้ายพอใจอย่างมาก มอง ผลึกใสที่พาแมลงสีเงินมาไว้กลางฝ่ามือ ก่อนจะยื่น นิ้วเรียวขาวใสแตะลงไปบนตัวแมลงเบาๆ คล้าย กำลังสื่อสารกับมัน ทว่านางยังไม่ทันสื่อสารเสร็จกลับมีเสียงคำรามดัง มาจากจุดแสงที่ขยายใหญ่ ทุกคนพากันหน้าเปลี่ยนสี
เสียงคำรามในจุดแสงทำให้จ้าวซานหลิงบังเกิดความ หวาดหวั่นไม่เป็นสุข เนี่ยเทียนสูดลมหายใจเข้าลึก สีหน้าเคร่งเครียด ตั้ง ท่าเตรียมพร้อมรับศึก แมลงสีเงินที่ถูกปลายนิ้วของเผยฉีฉีกดเอาไว้ตัวสั่น ด้วยความหวาดกลัว ดูเหมือนว่ามันก็คือเป้าหมาย เดิมที่เจ้าของเสียงคำรามนั้นไล่ตามมา “คือสัตว์ต่างเผ่าที่พิเศษชนิดหนึ่ง ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ ห้วงมิติปั่นป่วน อาจารย์ของข้าเคยไล่ฆ่ามันมาก่อน ไม่ต้องตื่นเต้น” เผยฉีฉีอธิบายอย่างละเอียด ท่าที สุขุมอย่างยิ่ง “แค่ไม่รู้ระดับของสัตว์ต่างเผ่าตัวนั้น เท่านั้น หากว่าไม่สูงมาก พวกเราน่าจะรับมือได้ แต่ หากระดับสูงเกินไป นั่นต่างหากถึงจะเป็นปัญหา” “อู้!” นางเพิ่งกล่าวจบ สัตว์ต่างเผ่าที่ลักษณะพิเศษตัว
หนึ่งก็ถลาพรวดออกมา เต่าทมิฬของต่งลี่รีบมุดออกมาแล้วแผ่ขยาย สายเลือด ใช้พลังแห่งความมืดมาปกป้องต่งลี่เอาไว้ ทันที ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1133 งูแดนเงิน
แสงสีเงินพร่างพราว สัตว์ต่างเผ่าห้วงมิติที่มีลักษณะ คล้ายงูหลามพลันพุ่งตัวออกมาจากจุดแสงนั้น สัตว์ตัวนี้เป็นสีเงินยวงทั้งตัวเหมือนกับแมลงตัวเมื่อ ครู่ บนร่างที่เป็นสีเงินของมันมีลวดลายธรรมชาติ ซึ่ง ลวดลายเหล่านั้นคล้ายจะสลักความมหัศจรรย์ของ พลังห้วงมิติเอาไว้ เรือนกายที่หนาใหญ่ยาวของมันคล้ายงูหลามยักษ์ที่ กำลังเลื้อยอยู่ในห้วงมิติที่แตกต่างออกไป “นั่นมันอะไร?” เนี่ยเทียนถามอย่างแปลกใจ “งูแดนเงิน!” สีหน้าเผยฉีฉีเคร่งเครียด “เจ้ายังจำงู หลามปีศาจสามหัวของข่ายตี้แห่งเผ่าภูตผีปีศาจได้ หรือไม่?”
“จำได้” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ “งูหลามปีศาจสามหัวตัวนั้นเกิดจากการผสมพันธ์ ระหว่างสัตว์ปีศาจชนิดหนึ่งกับงูแดนเงิน” เผยฉีฉี อธิบาย “แล้วก็เพราะว่างูหลามปีศาจสามหัวมี สายเลือดของงูแดนเงินอยู่ มันถึงได้หลบเลี่ยงการ ตามหาของข้าในดินแดนดาวตกได้หลายครั้ง แต่ ทว่าสถานที่ที่งูแดนเงินแสดงความร้ายกาจได้อย่าง แท้จริงก็คือพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน” “พวกมันถือกำเนิดที่นี่!” ระหว่างที่ทั้งสองพูดคุยกัน งูแดนเงินตัวนั้นก็หันมา มองทางนี้ด้วยสายตาเย็นชา สิ่งที่มันมองก็คือแมลงตัวนั้น รวมไปถึงสมบัติห้วงมิติ ระดับเพาะฟ้าของเผยฉีฉี แล้วสายเลือดของงูแดนเงินก็พลันสัมผัสได้อย่าง เฉียบไว มันจึงมองเผยฉีฉีเขม็ง ดวงตานั้นมีทั้งความ
สับสน ความฉงนฉงาย และความหวาดกลัวอยู่เสี้ยว หนึ่ง “ฟิ้ว!” ที่น่าแปลกก็คืองูแดนเงินตัวนี้กลับสละแมลงตัวนั้น ทิ้ง แล้วบินกลับเข้าไปยังกลุ่มเมฆอีกครั้ง ดูเหมือนว่ามันจะกลัวอะไรบางอย่าง… “ถ้ามาเจองูแดนเงินในพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน ขนาด ข้ายังปวดหัว” จ้าวซานหลิงหรี่ตาลงด้วยสีหน้า ประหลาด “สายเลือดของงูตัวนี้อย่างน้อยก็เป็น ระดับแปด งูแดนเงินระดับแปดหากอยู่ที่อื่นก็ไม่ได้ น่ากลัวอะไรนัก ทว่ามาอยู่ในพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน งู แดนเงินระดับแปดสามารถสังหารสัตว์วิเศษระดับ เก้าหรือมหาราชาชนต่างเผ่าได้เลย” “เมื่อครู่นี้ตอนที่มันเห็นข้า สายเลือดของข้า เกิดปฏิกิริยาตอบสนองบางอย่างที่ผิดปกติ” เผยฉีฉี เอ่ยขึ้นเบาๆ
จ้าวซานหลิงตะลึง “หรือว่าสิ่งที่มันกลัว ก็คือเจ้า?” “ข้าไม่รู้หรอก” เผยฉีฉีส่ายหน้า “เห็นได้ชัดว่าแมลงตัวนี้คือเป้าหมายของมัน หรือไม่ ก็คืออาหารที่มันคิดจะกิน” จ้าวซานหลิงขมวดคิ้ว วิเคราะห์ “เจ้าแย่งอาหารของมัน มันไม่ได้พุ่งเข้ามา ฆ่า กลับยังเผ่นหนีไป คงพูดได้แค่ว่าเป็นเพราะมัน หวาดกลัว อยู่ที่นี่มันไม่จำเป็นต้องกลัวใคร เว้นเสียแต่เจ้า” “ก็แค่สัตว์ต่างเผ่าห้วงมิติตัวหนึ่งเท่านั้น” ต่งลี่แค่น เสียง สอดปากพูด “ในเมื่อมันจากไปแล้วก็ไม่ จำเป็นต้องสนใจมัน มาคิดกันดีกว่าว่าจะจัดการมาร สายฟ้าหยวนจิ่วชวนอย่างไร” หยวนจิ่วชวนสีหน้าสลดหดหู่ ไหล่ลู่คอตก เอ่ย วิงวอน “ถ้าไม่อย่างนั้น พวกเจ้าปล่อยข้าไปตาม ยถากรรมดีไหม?”
“ไม่ได้” ต่งลี่ปฏิเสธอย่างไร้เมตตา “หากปล่อยเจ้า ไปง่ายๆ แล้วเจ้าติดต่อกับผังชื่อเฉิง เข้าไปร่วมกับ กองกำลังลับนั้นได้ขึ้นมา ไม่แน่ว่าอาจจะกลับมาแก้ แค้นพวกเราก็เป็นได้” “แล้วเจ้าจะเอายังไง?” หยวนจิ่วชวนถาม “เนี่ยเทียน เจ้าสามารถพันธนาการดวงวิญญาณของ มารสายฟ้าผู้นี้ได้หรือไม่?” ต่งลี่เอ่ยถาม “เรื่องนี้…” เนี่ยเทียนพลันนึกไปถึงเรื่องที่เขาให้ ไข่มุกวิญญาณมืดลงมือพันธนาการจิตวิญญาณของ บุตรวิญญาณโลหิตเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายหันมาแว้งกัดเขา ในวันหน้า “วิธีน่ะมี แต่จำเป็นต้องให้เขาร่วมมือเต็ม ร้อย หากเขาไม่ยอมร่วมมือ อัตราความสำเร็จ คงเหลือแค่น้อยนิด” “เจ้าจะยอมร่วมมือแต่โดยดีใช่ไหม?” ต่งลี่ปรายตา มองมารสายฟ้าแวบหนึ่ง
มารสายฟ้าร้องโอดครวญไม่หยุด “รอให้พวกเราจัดการธุระในพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน เสร็จแล้วย่อมคลายพันธนาการให้เจ้าเอง ที่ทำอย่าง นี้ก็เพื่อกันไว้ก่อน” ต่งลี่พูดอย่างไม่ไว้ไมตรี “เลือก เอาว่าจะให้ทำลายแดนเอตทัคคะของเจ้า ตัดขาด ความเป็นไปได้ที่เจ้าจะเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า หรือจะ ยอมทำตามแต่โดยดี?” มารสายฟ้าถอนหายใจไม่หยุด แต่ก็พยักหน้าอย่าง ยอมรับชะตากรรม เตรียมจะให้อีกฝ่ายลงมือ ทว่าเวลานี้เอง งูแดนเงินตัวนั้นกลับย้อนคืนมาอีก ครั้ง และงูแดนเงินไม่เพียงแต่กลับมา มันยังพาคนคน หนึ่งมาด้วย —เฟิงเป่ยหลัว! เจ้าสำนักศพฟ้าที่เมื่อไม่นานมานี้ไปสังหารมหาราชา
นรกเลือดข่าตี๋ที่ดินแดนดาวตก เดิมทีนึกว่าเขาจะ เก็บตัวเงียบไปอีกนาน ใครจะไปคาดคิดว่าจู่ๆ เขา จะโผล่มา งูแดนเงินตัวนั้นนอนส่ายหัวอยู่ข้างกายเขาด้วย ท่าทางอ่อนโยนอย่างถึงที่สุด “เป็นเจ้า!” พอมาถึง เฟิงเป่ยหลัวก็เห็นเนี่ยเทียนได้ ทันที สายตาเขาฉายประกายประหลาด ครั้นจึง กล่าวด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง “นึกไม่ถึงว่าพวกเราจะ ได้เจอกันอีกครั้งเร็วขนาดนี้ เจ้าคิดยังไงถึงมาที่นี่? เป็นเพราะว่าใครเอาข่าวอะไรไปบอกเจ้า เจ้าถึง ตั้งใจมาที่นี่หรือเปล่า?” “แล้วทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ?” เนี่ยเทียนถาม ในความรู้สึกของเขา ปราณของเฟิงเป่ยหลัวที่เขา เห็นอยู่ตรงหน้าน่ากลัวเสียยิ่งกว่าตอนที่เขาพบเจอ อีกฝ่ายครั้งก่อนหลายเท่า
หลังจากบอกลากันไปที่ดินแดนดาวตก เวลาก็ผ่าน ไปอีกปีสองปี เฟิงเป่ยหลัวเอาศพของข่าตี๋กลับไป หรือว่าเขาใช้วิธีการใดทำให้ขอบเขตของตัวเองฝ่า ทะลุไปสู่ขั้นใหม่แล้ว? เดิมทีคนผู้นี้คือแดนเอตทัคคะช่วงท้าย หากฝ่าทะลุ ขั้นอีกครั้งก็ต้องเป็น… แดนเทพเจ้า! “ข้ามาเพราะมารสายฟ้า” เฟิงเป่ยหลัวยิ้มบางๆ ครั้นจึงเอื้อมมือออกมาคว้า ลำแสงห้วงมิติหลายเส้นที่เผยฉีฉีร่ายเวทใส่ไว้ใน ดินแดนสายฟ้าของหยวนจิ่วชวนพลันแตกสลาย ประกายแสงสีขาวซีดล่องลอยอยู่ในแดนเอตทัคคะ ของหยวนจิ่วชวน ช่วยเขาทำลายพันธนาการ ทั้งหมดที่เผยฉีฉีร่ายไว้อย่างง่ายดาย พริบตาเดียว หยวนจิ่วชวนก็คืนกลับมามีชีวิตชีวาอีก ครั้ง
ดวงตาเขาพลันเป็นประกาย มุมปากยกยิ้มเยียบเย็น ตวาดก้อง “ผู้อาวุโส! ข้าได้รับคำสั่งจากผังชื่อเฉิงให้ มาพบท่านที่นี่ หวังจะเข้าร่วมกับพวกท่าน!” “วิชาการฝึกตนของเจ้ามีความพิเศษ ถือเป็นต้นกล้า ที่ดี หาไม่แล้วพวกเราย่อมไม่มีทางช่วยทำให้เจ้า กลับคืนสู่แดนเอตทัคคะได้อีกครั้งแน่นอน” เฟิงเป่ย หลัวพยักหน้าพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “วางใจเถอะ ด้วยพรสวรรค์และสติปัญญาของเจ้า เมื่อได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของพวกเรา เจ้าต้อง กลายเป็นดาวที่เจิดจรัสแน่นอน การเลื่อนสู่แดน เทพเจ้าในวันหน้าก็จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป” หยวนจิ่วชวนเอ่ยขอบคุณด้วยความตื่นเต้น ครั้นจึง หันมามองพวกเนี่ยเทียน “พวกเขา…” เฟิงเป่ยหลัวลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็กล่าวว่า “งูแดนเงินจะ นำเจ้าจากไปก่อน”
พอเขาเอ่ยจบ สัตว์วิเศษห้วงมิติตัวนั้นก็นำทางไป ด้านหน้าอย่างเชื่อฟังคำสั่ง เดิมทีหยวนจิ่วชวนยัง อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พอเห็นท่าทีของเฟิง เป่ยหลัวก็ไม่สบอารมณ์เล็กน้อย ได้แต่ยอมความ โดยดี เขาติดตามงูแดนเงินไปอย่างว่าง่าย ระหว่างนั้น ไม่ว่าเนี่ยเทียน เผยฉีฉีหรือจ้าวซานหลิง ต่างก็เงียบงันด้วยความกระวนกระวายใจ หลังจากเฟิงเป่ยหลัวปรากฏตัว อีกฝ่ายไม่ได้ใช้ วิธีการรุนแรงอะไร แต่กลับสร้างความกดดัน มหาศาลให้กับทุกคน ผู้ที่แข็งแกร่งอย่างเผยฉีฉีและจ้าวซานหลิง เมื่อ เผชิญหน้ากับเขาก็ยังไม่คิดอยากจะต่อสู้ด้วย “เนี่ยเทียน เจ้ามาที่นี่ด้วยเหตุใดกันแน่?” หลังจากที่หยวนจิ่วชวนและงูแดนเงินหายไปพัก
ใหญ่ เฟิงเป่ยหลัวถึงได้เอ่ยถามอย่างไม่รีบไม่ร้อน “ที่อาณาจักรเลี่ยคงมีสำนักหนึ่งนามว่าซวีเฉิง” เนี่ย เทียนตอบ “ก่อนหน้านี้เมื่อนานมากแล้ว ซวีเฉิงได้ ย้ายออกไปจากอาณาจักรเลี่ยคง แต่ไม่มีใครรู้ว่า พวกเขาไปอยู่ที่ไหน ที่ข้ามาคราวนี้ก็เพราะต้องการ ตามหาปริศนาที่ซวีเฉิงหายตัวไป อยากจะรู้ว่าซวีเฉิง มาอยู่ที่นี่หรือไม่” “ซวีเฉิงหรือ…” เฟิงเป่ยหลัวพึมพำเบาๆ พลางพยัก หน้ารับ “ถึงขนาดตามหาจนมาเจอที่นี่ ช่างทำให้ข้า แปลกใจจริงๆ” พอเขากล่าวอย่างนี้ เผยฉีฉีก็พลันตัวสั่นสะท้าน เนี่ยเทียนเองก็ตื่นเต้นมาก “ซวีเฉิงอยู่ที่นี่จริงๆ หรือ?” “ไม่ได้อยู่ที่นี่หรอก แต่ว่าที่นี่มีประตูที่สามารถเข้าไป ยังโลกซึ่งซวีเฉิงใช้ชีวิตอยู่ในทุกวันนี้” เฟิงเป่ยหลัว
กวาดตามองเผยฉีฉี “เป็นเจ้าหรือ? เป็นเจ้าที่มี ความเกี่ยวข้องกับซวีเฉิง?” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1134 การค้นพบอันน่าตะลึง!
“ข้าเอง!” เผยฉีฉีตอบรับด้วยเสียงแหลมดังอย่างที่แทบจะ ควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่อยู่ “เนี่ยเทียน เจ้ากับนางเป็นอะไรกัน?” เฟิงเป่ยหลัว ถามอย่างสงสัย “ทำไมถึงถามเรื่องนี้ล่ะ?” เนี่ยเทียนแปลกใจอย่าง มาก ต่งลี่ที่อยู่ข้างๆ ถลึงตามองเขาอย่างดุร้าย ทำท่า ประมาณว่าหากเขาตอบไม่ดี นางก็พร้อมจะ อาละวาดทันที “อ้อ ไม่มีอะไรหรอก” เฟิงเป่ยหลัวหัวเราะพรืด จู่ๆ ก็เอ่ยว่า “ตอนนี้สถานที่ตั้งของซวีเฉิงยังคงเป็น ความลับ วันหน้าอาจเริ่มมีคนรับรู้ แต่ในเมื่อเจ้ามา
เองโดยไม่ได้เชิญ ทั้งยังตามหามาถึงที่นี่เพียงเพราะ ความลับของซวีเฉิง นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ข้าจะต้องกังวล ใจ” “และหากอีกครู่พวกเจ้าหาซวีเฉิงเจอได้ด้วย ความสามารถของตัวเอง ก็ถือว่าพวกเจ้าเก่งพอ” “แต่ข้าขอแนะนำพวกเจ้าว่าทางที่ดีที่สุดควรรีบไป ให้พ้นจากที่นี่ ไปไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งดี” พอทิ้งประโยคที่ไม่ได้ช่วยอะไรนี้ไว้ เฟิงเป่ยหลัวก็ หัวเราะเบาๆ แล้วหายตัวไปในทิศทางเดียวกับงูแดน เงินและหยวนจิ่วชวนอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าที่เขามาก็แค่เพื่อมารับตัวหยวนจิ่วชวน มารสายฟ้าให้ไปเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังพวกเขา เท่านั้น “คนผู้นี้คือเจ้าสำนักศพฟ้า เป็นสมาชิกคนหนึ่งของ กองกำลังลับนั่น แล้วทำไมตอนนั้นเขาถึงต้องช่วย
เจ้าสังหารภูตผีปีศาจที่ดินแดนดาวตกด้วย?” ต่งลี่ไม่ เข้าใจ “ขนาดมหาราชานรกเลือดข่าตี๋ยังถูกเขาฆ่า ตาย ทุกอย่างที่เขาทำลงไปเพื่ออะไรกันแน่?” “อีกอย่างข้ารู้สึกว่า คนผู้นี้มีความสามารถมาก พอที่จะโจมตีให้พวกเราเจ็บปวดได้” “อย่างน้อยหากเขาลงมือ แม้แต่หนีข้าก็ยังทำไม่ได้ แต่เขากลับไม่ได้ทำเช่นนั้น” “…” ต่งลี่เต็มไปด้วยความคลางแคลงใจ ไม่ว่าจะคิด อย่างไรก็ไม่เข้าใจต้นสายปลายเหตุ “ข้ามีลางสังหรณ์ว่าเฟิงเป่ยหลัวผู้นี้ไม่ได้มีเจตนา ร้ายกับเจ้า” จ้าวซานหลิงก็พูดขึ้นเช่นกัน “เขามา ที่นี่ก็คงคิดไม่ถึงเหมือนกันว่าจะเจอกับพวกเรา เขา มาเพื่อรับตัวมารสายฟ้าหยวนจิ่วชวน ตอนนี้ได้ตัว มารสายฟ้าไปแล้วก็ไม่รู้ว่าเขาจะไปที่ไหน”
“ซวีเฉิง ปริศนาการหายไปของซวีเฉิงน่าจะอยู่ในจุด ลึกของก้อนเมฆนั่น!” หลังจากเผยฉีฉีรู้ข้อมูลที่แน่ ชัดจากปากของเฟิงเป่ยหลัว ไม่ว่าจะอย่างไรนางก็ ไม่ยอมปล่อยวางง่ายๆ “ไม่รู้ว่าทำไมเฟิงเป่ยเฉินถึง ต้องเกลี้ยกล่อมให้พวกเราจากไป แต่ข้าไม่อยากไป มีอยู่ข้อหนึ่งที่พวกเจ้าวางใจได้เลย หากข้าเจอกับ สถานการณ์ที่ต้องตายจริงๆ อาจารย์ของข้าสามารถ มาช่วยข้าได้ทันเวลา” “เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์!” จ้าวซานหลิงตัวสั่นสะท้าน เผยฉีฉีพยักหน้ารับ “อาจารย์เคยให้ของสิ่งหนึ่งแก่ ข้า ไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่ใดของเผ่ามนุษย์ซึ่งรวมถึง พื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน หากข้ากระตุ้นของชิ้นนี้ เขาก็ จะสัมผัสได้ทันที และไม่ว่าเขาจะทำอะไรอยู่ ก็จะ รีบมาหาข้าทันทีเหมือนกัน” “ด้วยตบะและขอบเขตของอาจารย์ เขาสามารถ อาศัยอาวุธเทพอย่างกระจกมิติมายามาช่วยข้าได้ใน เสี้ยววินาที”
พอได้ยินว่าเมื่อถึงเวลาคับขัน เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์จะ มาหาได้ทันที ทุกคนก็พอจะวางใจลงได้ หลังจากได้เจอกับเฟิงเป่ยหลัว แม้แต่จ้าวซานหลิงก็ ยังคิดจะถอดใจ แต่พอเห็นว่าท่าทีที่เฟิงเป่ยหลัวมี ต่อเนี่ยเทียนค่อนข้างจะเป็นมิตร ทั้งยังได้รับ คำยืนยันจากเผยฉีฉี ความมั่นใจของเขาก็กลับคืนมา อีกครั้ง ทุกคนจึงขยับลึกไปข้างหน้าอีกครา ก้อนเมฆแต่ละก้อนมีพลังห้วงมิติประหลาดไหลบ่า คล้ายน้ำวนพิเศษที่ไม่รู้ว่าจะเชื่อมโยงไปยังสถานที่ ไหน เดินอยู่ท่ามกลางก้อนเมฆ เนี่ยเทียนค่อยปลดปล่อย กระแสจิตออกไปอย่างต่อเนื่อง เมื่อกระแสจิตของเขาไหลหายเข้าไปในก้อนเมฆที่ ลักษณะคล้ายน้ำวน เขาก็รู้สึกเหมือนตัวเองไปอยู่ใน
สถานที่ที่ประหลาดลึกลับ มองไม่เห็นสภาพรอบ กาย สัมผัสได้เพียงความเปลี่ยวร้างโดดเดี่ยว ความรู้สึกวังเวงเยือกเย็นเช่นนั้นทำให้ตัวสั่นทั้งที่ไม่ หนาว คล้ายจมอยู่ในความมืดมิดไปตลอดกาล ไม่มี ทางได้มองเห็นแสงสว่าง ทำให้คนรู้สึกสิ้นหวัง “ล้วนเป็นประตูลับ แต่ไม่มีใครรู้ว่าพวกมันเชื่อมโยง ไปยังสถานที่ไหน” จ้าวซานหลิงถอนหายใจ “ลำพัง อาศัยแค่กระแสจิตวิญญาณก็ยากที่จะสัมผัสได้ว่าอีก ฝั่งหนึ่งของประตูลับคืออะไร และหากใช้เรือนกายที่ มีเลือดเนื้อลอดผ่านเข้าไป ก็อาจจะตกไปอยู่ในพื้นที่ ประหลาดที่ทำให้จิตวิญญาณแหลกสลายได้” “พื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนก็คือสถานีเปลี่ยนถ่ายของ ช่องทางห้วงมิติแต่ละแห่ง สามารถพาพวกเราไปถึง ฟ้าดินหลายแห่งที่พวกเราคิดไม่ถึงเชียวล่ะ” “ฟ้าดินของชนต่างเผ่า ฟ้าดินของเผ่าวิญญาณ
โบราณ ฟ้าดินของเผ่ามนุษย์ยังไม่ใช่ทั้งหมดของทาง ช้างเผือกอันกว้างใหญ่ไพศาล ตลอดหลายปีที่ผ่าน มาเผ่าวิญญาณโบราณ ต้าจุนของชนต่างเผ่า เผ่า มนุษย์อย่างเจ้าตำหนักพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ของพวกเจ้าล้วนไม่เคยล้มเลิก ความคิดที่จะบุกเบิกโลกใบใหม่” “ทุกระยะเวลาช่วงหนึ่งจะต้องมีฟ้าดินแห่งใหม่ถูก ค้นพบ และมีดินแดนดวงดาวแห่งใหม่ที่ถูกสำรวจ เจอเสมอ” “แต่ก็มีแดนเทพเจ้าบางคนที่ไปสำรวจฟ้าดินลึกลับ แล้วไม่เคยได้กลับมา” “ขอบเขตของพวกเรายังห่างชั้นไกลนัก จะทำตัว เหลวไหลไม่ได้เด็ดขาด” จ้าวซานหลิงคอยกำชับเนี่ยเทียนและต่งลี่สองคน อย่างต่อเนื่อง ห้ามไม่ให้พวกเขาบุ่มบ่ามทดลองใช้
เรือนกายลอดผ่านไปตามประตูลับที่ไม่รู้ว่าเชื่อมโยง ไปยังที่แห่งไหนพวกนั้นเด็ดขาด เขาไม่ได้พูดกับเผยฉีฉีเพราะรู้ว่าเผยฉีฉีรู้อะไรควรไม่ ควร การอบรบสั่งสอนจากเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ย่อม ทำให้นางรู้กาลเทศะ แล้วคนทั้งกลุ่มก็เดินอยู่ท่ามกลางก้อนเมฆเช่นนี้โดย ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ เผยฉีฉีคอยหมุนผลึกไม่เป็นรูปเป็นร่างก้อนนั้น ให้ มันรับสัมผัสกับประตูลับแต่ละบานอย่างต่อเนื่อง จ้าวซานหลิงเองก็เรียกเจดีย์ซวีหลิงออกมา พยายาม นำความมหัศจรรย์ของเจดีย์วิเศษชิ้นนี้มาใช้ร่วมกับ สมบัติล้ำค่าของเผยฉีฉี ผสานความรู้ที่เขามีต่อพลัง ห้วงมิติ หมายตามหาที่ตั้งของซวีเฉิง “สวบ!” จู่ๆ ผลึกใสของเผยฉีฉีก็บินหายเข้าไปในประตูลับ บานหนึ่ง
เผยฉีฉีเตรียมจะก้าวตามไป แต่ถูกจ้าวซานหลิงห้าม ไว้ เขารีบร้องตะโกน “ไม่ได้นะ!” “ไม่น่าจะเป็นอะไร” เผยฉีฉีคำรามเบาๆ “เจ้าแน่ใจหรือว่าเจ้าไปแล้วจะรอดชีวิตกลับมา?” จ้าวซานหลิงสีหน้าเคร่งเครียด “เจ้าถาม สถานการณ์ของทางฝั่งนั้นจากสมบัติระดับเพาะฟ้า ชิ้นนั้นได้หรือไม่? อีกอย่างตอนนี้เจ้ารู้หรือไม่ว่า ทำไมมันถึงเข้าไปในนั้น? มันค้นพบอะไรกันแน่?” เผยฉีฉีไม่ได้ตอบรับเขาในทันที นางหรี่ตาลงน้อยๆ ดวงตามีประกายแสงประหลาด วาบผ่านคล้ายกำลังสื่อสารกับสมบัติระดับเพาะฟ้า ชิ้นนั้น “เป็นสถานที่มหัศจรรย์แห่งหนึ่ง เลี้ยงสัตว์วิเศษหา ยากไว้มากมาย มีสัตว์ต่างเผ่าห้วงมิติด้วย” ดวงตา ของเผยฉีฉีเปล่งประกายเจิดจ้าคล้ายสามารถมอง
ผ่านสมบัติระดับเพาะฟ้าชิ้นนั้นไปเห็นฟ้าดินแปลก ใหม่อีกแห่งหนึ่งได้อย่างแท้จริง “แล้วก็มี แล้วก็มี …” กล่าวมาถึงตรงนี้ นางก็พลันร้องอุทานตกใจ “พวก เลือดผสม!” เนี่ยเทียนตะลึง “หมายความว่าอย่างไร?” “คนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเห็นได้ชัดว่าคือเผ่ามนุษย์ แต่ คนมากมายล้วนมีปราณสายเลือดที่พิเศษ!” เผยฉีฉี แสดงความตื่นตระหนกออกมาเป็นครั้งแรก นางชี้ นิ้วมาที่ตัวเอง ก่อนจะชี้ไปที่เนี่ยเทียน “เลือดผสม เผ่ามนุษย์และเผ่าอื่นที่เหมือนเจ้ากับข้า ไม่ใช่แค่คน สองคน แต่มีมากมาย!” “เลือดผสม! พวกเลือดผสมจำนวนมาก!” สี่สำนักเก่าแก่ต่างก็มีแผนการสร้างเลือดผสม แต่ พวกเขาล้วนดำเนินการกันอย่างลับๆ ตอนนี้
ดำเนินการไปได้ถึงขั้นไหนก็ล้วนถูกปิดเงียบไม่ให้คน นอกรับรู้ แล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าพวกเลือดผสมพวกนั้นถูกเอาไปไว้ ที่ไหน จู่ๆ พวกเขากลับได้พบว่าในฟ้าดินมหัศจรรย์แห่ง ใหม่ที่เชื่อมต่อกับประตูลับบานหนึ่งของพื้นที่ห้วงมิติ ปั่นป่วนมีเลือดผสมใช้ชีวิตกันอยู่ไม่น้อย แล้วจะ ไม่ให้พวกเขาตกใจได้อย่างไร? ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1135 ขาดการติดต่อ
“ข้าจะไปดูสักหน่อย” เผยฉีฉีนิ่งคิดไปพักใหญ่ก็กล่าวว่า “พวกเจ้ารออยู่ ที่นี่ก่อน ข้าไปแปบเดียวก็กลับมา ดูสิว่าจะมีจุดอื่น ใดที่พิเศษอีกหรือไม่ ข้าไปเพียงลำพัง อาศัยสมบัติ ห้วงมิติชิ้นนั้นย่อมถอนตัวกลับมาได้อย่างปลอดภัย” “ข้าล่ะ? นังหนูเผย!” จ้าวซานหลิงชี้มาที่ตัวเอง “เจ้า ก็ไม่แน่เสนอไป” เผยฉีฉีพูดตรงเผงไม่มีอ้อม ค้อม จ้าวซานหลิงสีหน้าหนักอึ้ง ไม่รอให้เขาซักถามอย่างละเอียด เรือนกายของเผยฉี ฉีก็กลายมาเป็นลำแสงเจิดจ้าเส้นหนึ่งที่พุ่งหายเขา ไปในประตูลับ
“เนี่ยเทียน เจ้าเป็นบุตรแห่งดวงดาวของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว รู้เรื่องแผนการสร้างเลือดผสมใน สำนักมากน้อยแค่ไหน?” จ้าวซานหลิงหันกลับมา จ้องหน้าเนี่ยเทียน “เรื่องนี้ข้าไม่รู้หรอก” เนี่ยเทียนยิ้มเจื่อน “ไม่นึกเลยว่าจะมีเลือดผสมจำนวนมากอยู่ในพื้นที่ พิเศษแห่งหนึ่งที่ประตูลับของพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน เชื่อมโยงไปถึง” หัวสมองของต่งลี่หมุนเร็วจี๋ “จะ เป็นคนของฝ่ายไหนนะ? เคยได้ยินมาว่านอกจากสี่ สำนักเก่าแก่ของเผ่ามนุษย์แล้ว ตระกูลและกลุ่ม อิทธิพลอื่นๆ ก็เหมือนจะไม่มีความสามารถให้สร้าง เลือดผสมขึ้นมาได้” “ก็ไม่แน่เสมอไป” จ้าวซานหลิงส่ายหน้า เนี่ยเทียนและต่งลี่หันมามองเขาอย่างแปลกใจ
“เจ้าและนังหนูเผยต่างก็เกิดและเติบโตในดินแดน ดาวตก” จ้าวซานหลิงยกนิ้วชี้มาที่เขา “และเจ้า กับนังหนูเผยก็ล้วนมีสายเลือดที่พิเศษ ต่างก็เป็น พวกเลือดผสม ตามความเห็นของข้า พวกเจ้าสอง คนไม่น่าจะถูกสี่สำนักเก่าแก่สร้างขึ้นมาไว้ใน ดินแดนดาวตก” “หาไม่แล้วพวกเจ้าควรถูกรับตัวไปอยู่ในพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวและลัทธิจิตตวิสุทธิ์นานแล้ว” “ไม่จำเป็นต้องอาศัยความพยายามของตัวเองทีละ ก้าวกว่าจะได้รับความสนใจจากพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวและลัทธิจิตตวิสุทธิ์ จนกระทั่งได้กลายมา เป็นหนึ่งในสมาชิกของพวกเขาเช่นนี้หรอก” พอเขากล่าวจบ เนี่ยเทียนก็เงียบงัน เขาพลันนึกไปถึงเรื่องที่โม่เหิงเคยบอกว่าบิดาแท้ๆ ของเขามีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับพระราชวัง
โบราณสะเก็ดดาว อีกทั้งยังเป็นผู้นำในการริเริ่ม สร้างเลือดผสมขึ้นมาด้วย จุดแสงอันเป็นประตูลับยังคงส่องประกายแสงแวว วาว ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ ไม่ว่าเผยฉีฉีหรือสมบัติ ห้วงมิติระดับเพาะฟ้าชิ้นนั้นต่างก็ยังไม่ย้อนกลับมา เนี่ยเทียนเริ่มร้อนใจ “ไม่อย่างนั้นให้ข้าลองเข้าไปดูดีไหม?” จ้าวซานหลิง เชี่ยวชาญพลังห้วงมิติ เผยฉีฉีไม่เชื่อมั่นในตัวเขา แต่ เขากลับมีความมั่นใจในตัวเองมากพอ “แม้ว่านังหนู นั่นจะมีฝีมือไม่ธรรมดา อีกทั้งอาวุธที่ครอบครองก็ ร้ายกาจ แต่ขอบเขตของนางยังต่ำเกินไป บางทีให้ ข้าเข้าไปข้างใน อาจจะช่วยนางได้” “มั่นใจหรือไม่?” เนี่ยเทียนถามอย่างเคร่งเครียด
“ยังไม่ได้เข้าไป ยังไม่รู้สถานการณ์ที่อยู่ข้างใน ข้าก็ ไม่กล้าพูดอะไรมาก” จ้าวซานหลิงตอบอย่าง ตรงไปตรงมา “รออีกหน่อยก็แล้วกัน” เนี่ยเทียนกล่าว “ก็ได้” ผ่านไปอีกพักหนึ่ง ตัวเนี่ยเทียนเองกลับเป็นฝ่ายทนไม่ไหวเสียก่อน เขา พลันหันไปมองจ้าวซานหลิงแล้วกล่าวว่า “ระวังตัว ด้วย” จ้าวซานหลิงหัวเราะหึหึ กระตุ้นใช้เจดีย์ซวีหลิงและ พุ่งตัวเข้าไปในประตูลับบานนั้นทันที เพียงชั่วพริบตาในพื้นที่ประหลาดแห่งนี้ก็เหลือแค่ เนี่ยเทียนและต่งลี่สองคนเท่านั้น หลังจากนั้นก็เป็นการรอคอยที่ยาวนาน
—เผยฉีฉีและจ้าวซานหลิงต่างก็ไม่มีใครหวน กลับมา! เวลาแต่ละนาทีล่วงเลยผ่านไป อยู่ในพื้นที่ห้วงมิติ ปั่นป่วนแบบนี้ เนี่ยเทียนและต่งลี่ไม่ต้องทำอะไรสัก อย่าง พลังวิญญาณและเลือดลมบนร่างก็ยังไหล หายไปอย่างรวดเร็ว ไม่เหมือนกับฟ้าดินด้านนอก อยู่ที่นี่ เมล็ดพันธ์เปลว เพลิง บุปผาเก้าดาราและต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ใน ร่างของเนี่ยเทียนไม่สามารถชุบหลอมพลังงานได้ ดูเหมือนว่าเมื่อมาอยู่ในพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนแห่งนี้ มีเพียงคนที่เชี่ยวชาญพลังห้วงมิติอย่างจ้าวซานหลิง และเผยฉีฉีเท่านั้นที่สามารถดึงเอาพลังห้วงมิติเป็น เส้นๆ ของพื้นที่ประหลาดแห่งนี้มาชุบหลอมเป็น พลังของตัวเองได้ “คงต้องอาศัยวัตถุดิบวิเศษแล้วล่ะ”
เนี่ยเทียนถอนหายใจ ก่อนจะหยิบหินวิเศษและ วัตถุดิบวิเศษธาตุไฟ ธาตุไม้และธาตุดวงดาวออกมา จากในแหวนเก็บของแล้วดูดซับพลังของพวกมันเข้า ไปในร่างตัวเองเงียบๆ หากไม่มีวัตถุดิบวิเศษจำนวนมากให้ใช้ พลังงาน ต่างๆ ในมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของเขา จะต้องถูกผลาญสิ้นไปในที่สุด ปราณเลือดของเขาเองก็ไหลออกจากในร่างไปทีละ เส้น ทีละเส้น เมื่อเห็นว่าเขากำลังรวบรวมพลัง ต่งลี่ครุ่นคิดอยู่ครู่ หนึ่งก็กล่าวอย่างห่อเหี่ยวว่า “วัตถุดิบวิเศษที่มีธาตุ ความมืดมิดซึ่งข้าเก็บสะสมไว้มีไม่มากนัก” นางหยิบกระดูกออกมาหลายท่อน กระดูกเหล่านั้น เป็นกระดูกของเผ่าพันธุ์อย่างหงส์ดำ มังกรดำ
ส่วนหินปีศาจดำมืดนั้นนางไม่กล้าบุ่มบ่ามหยิบ ออกมา เพราะไม่รู้ว่าเมื่อเอามาไว้ในพื้นที่ห้วงมิติ ปั่นป่วนจะดึงดูดความสนใจจากพวกภูตผีปีศาจ หรือชักนำให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอะไรหรือไม่ “พวกเราจะไม่เข้าไปหรือ?” ขณะที่ชุบหลอม วัตถุดิบวิเศษธาตุความมืด ต่งลี่ก็เอ่ยถามขึ้นมาเบาๆ “ข้ารู้สึกว่าพวกเขาสองคนอยู่ข้างในนั้นไม่น่าจะเป็น อะไรมาก เพียงแต่ว่าติดขัดอะไรชั่วคราวเท่านั้น” เนี่ยเทียนครุ่นคิด “เพราะข้าสัมผัสถึงศิษย์พี่หญิง เผยได้โดยตรง” “สัมผัสโดยตรง?” ต่งลี่สีหน้าเย็นชา “แค่นางเท่านั้น รึ?” “เอ่อ ยังมีคนอื่นด้วย เรื่องนี้พูดแล้วยาวน่ะ” เนี่ย เทียนปวดหัวอย่างยิ่ง
เขาเคยใช้แก่นเลือดแห่งชีวิตของตัวเองช่วยสร้าง ความแข็งแกร่งให้กับเรือนกายของเผยฉีฉี ใช้แก่น เลือดทำให้ช่องโพรงในร่างของเผยฉีฉีเปลี่ยนมาเป็น แข็งแกร่งมั่นคงมากขึ้น การกรอกเทแก่นเลือดให้กัน ทำให้ระหว่างเขาและ เผยฉีฉีมีความเชื่อมโยงที่มหัศจรรย์บางอย่างต่อกัน ความเชื่อมโยงเช่นนี้ อันที่จริงในเวลาปกติเนี่ยเทียน สัมผัสไม่ถึง ทว่าพอเผยฉีฉีหายตัวไปแล้วเขารู้สึก เป็นห่วงนาง กลับพอจะรู้สึกได้ว่า…เผยฉีฉียังมีชีวิต อยู่ ราวกับว่ามีเพียงเผยฉีฉีตายไปเท่านั้น ร่องรอยแก่น เลือดแห่งชีวิตที่เขาเคยมอบให้นางถึงจะหายไป อย่างสิ้นซาก นางยังมีชีวิตอยู่ แต่แค่ถูกกักตัวไว้ชั่วขณะ เรื่องนี้ไม่ อาจสั่นคลอนความมั่นใจที่เนี่ยเทียนมีต่อนางได้
“ถ้าอย่างนั้นก็รอต่อไปน่ะรึ?” “รอต่อไปก่อนเถอะ” ไม่นานคนทั้งสองที่กำลังชุบหลอมวัตถุดิบวิเศษของ ใครของมันก็เริ่มรู้สึกเงียบเหงาจึงขยับเข้ามาใกล้กัน คนทั้งสองที่อยู่หน้าประตูลับนั่งใกล้กันมาก ราวกับ ว่ามีเพียงทำอย่างนี้เท่านั้นถึงจะไม่ทำให้รู้สึกโดด เดี่ยวเมื่อต้องมาอยู่ในฟ้าดินที่แปลกประหลาดแห่งนี้ “ไม่รู้ว่าหากปล่อยท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวล ดาราออกมาจะเป็นอย่างไร” ผ่านไปอีกพักหนึ่ง จู่ๆ เนี่ยเทียนก็เกิดความคิดนี้ ขึ้นมา ตอนที่เอาท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราไปทิ้ง ไว้ในทางช้างเผือก มันสามารถรวบรวมพลังงาน ต่างๆ มาได้ด้วยตัวเอง
สถานที่แห่งนี้คือพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน เขาจึงไม่แน่ใจ ว่าท่อนกระดูกจะยังทำแบบนั้นได้อีกหรือไม่ เขาจึงตัดสินใจที่จะทดลองทำดู “อู้!” ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราที่ยาวหลายสิบ เมตรถูกเขาเรียกให้ออกมาปรากฏตัวอยู่ในพื้นที่ห้วง มิติปั่นป่วนในที่สุด “สวบๆๆ!” ที่ทำให้เนี่ยเทียนแปลกใจก็คือพอท่อนกระดูกเผย กายก็มีลำแสงหลากสีสันหลายเส้นถูกดึงดูดให้มา รวมตัวกันที่ท่อนกระดูก “กระดูกท่อนนี้สามารถรวบรวมพลังงานในพื้นที่ ห้วงมิติปั่นป่วนได้ด้วยรึ?” ต่งลี่ตะลึง
“บางทีเจ้าเองก็อาจเอาหินปีศาจดำมืดที่เอามาจาก อาณาจักรปีศาจแห่งที่หกออกมาลองดูได้!” เนี่ย เทียนกระชากเสียงด้วยความตื่นเต้น เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าลำแสงที่หายเข้าไปใน ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดารามีประโยชน์ใน การกระตุ้นกระดูกท่อนนั้นอย่างมาก ราวกับว่ามัน สามารถทำให้ลวดลายเส้นเลือดของท่อนกระดูกเกิด การเปลี่ยนแปลงไปได้อีกครั้ง! “หรือว่าหากเอาหินปีศาจดำมืดออกมาที่นี่ มันก็จะ สามารถ…” พอได้รับคำแนะนำจากเนี่ยเทียน ต่งลี่ที่ ลังเลอยู่ชั่วครู่ก็เตรียมจะเรียกหินปีศาจดำมืดออกมา เช่นกัน “เจ้ากับข้าอยู่ให้ห่างกันหน่อยจะดีกว่า” เนี่ยเทียน รีบพูด
ลำพังเพียงแค่ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราก็ ยาวมากพออยู่แล้ว บวกกับหินปีศาจดำมืดเข้าไป พื้นที่ระหว่างคนทั้งสองคงแออัดเต็มที อีกทั้งพวก มันอาจเกิดการปะทะกันเองอย่างที่ไม่จำเป็นก็ได้ เพื่อป้องกันไว้ก่อน คนทั้งสองรักษาระยะห่างจาก กัน ย่อมได้ประโยชน์กันทั้งคู่ ต่งลี่เองก็ไม่ใช่คนโง่ นางเป็นฝ่ายขยับออกไปเอง รอ จนนางอยู่ห่างจากเนี่ยเทียนและท่อนกระดูกของ สัตว์ยักษ์มวลดาราไกลมากแล้ว ถึงได้เรียกหินปีศาจ ดำมืดออกมา “สวบๆๆ!” พอหินปีศาจดำมืดเผยตัว ลำแสงมากมายที่แต่เดิม พุ่งเข้าหาท่อนกระดูกอย่างเดียวก็ถูกแยกตัวออกมา ส่วนหนึ่งทันที ดวงตาต่งลี่พลันเป็นประกาย
———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1136 คนรู้จักที่คาดไม่ถึง
ในยุคดั้งเดิม สัตว์ยักษ์มวลดาราเคยทำตัวกำเริบเสิบ สานไปทั่วฟ้าดิน พวกมันจับสิ่งมีชีวิตเรือนกาย ใหญ่โตในดินแดนดวงดาวเป็นอาหาร ในยุคสมัยนั้น สัตว์ยักษ์มวลดาราคือผู้พิชิตเพียงหนึ่ง เดียวของทางช้างเผือก! เนี่ยเทียนคาดไม่ถึงว่าตอนที่เอาท่อนกระดูกของสัตว์ ยักษ์มวลดารามาไว้ในพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน มันจะ เป็นฝ่ายชักนำลำแสงมาได้ด้วยตัวเอง ลำแสงสีสันสดใสของพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนเต็มไป ด้วยความอันตราย ซ้ำอานุภาพยังร้ายแรง
นอกจากเผยฉีฉีที่ได้ครอบครองสมบัติห้วงมิติระดับ เพาะฟ้าแล้ว คนอื่นๆ ซึ่งรวมไปถึงจ้าวซานหลิงต่าง ก็กริ่งเกรงลำแสงเหล่านั้น ตลอดทางที่ผ่านมา พวกเนี่ยเทียนก็คอยระวังหลบ เลี่ยงไม่ให้ลำแสงเหล่านั้นมาโดนตัวอยู่ตลอดเวลา “ฟู่วๆๆ!” ที่น่าแปลกใจก็คือหากลำแสงของที่แห่งนี้ไม่ถูกท่อน กระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราดูดซับไปก็จะผสาน รวมเข้าไปในหินปีศาจดำมืดที่ต่งลี่เอาออกมา เนี่ยเทียนสังเกตอย่างละเอียดไม่นานก็พบว่า ไม่ใช่ ลำแสงทุกเส้นที่ถูกท่อนกระดูกและหินปีศาจดำมืด ชักนำมา เพราะมีลำแสงบางส่วนที่พุ่งผ่านท่อนกระดูกและ หินปีศาจดำมืดไป พริบตาเดียวก็หายวับไปอย่างไร้ ร่องรอย ไม่รู้ว่าไปที่ไหน
“เนี่ยเทียน ลำแสงประหลาดของพื้นที่ห้วงมิติ ปั่นป่วนเหล่านี้มันคืออะไรกันแน่?” ห่างออกไปไกล ต่งลี่ที่ดวงตาเป็นประกายจับจ้องมองไปยังหินปีศาจ ดำมืดพลางตะโกนถามด้วยความสนใจ “ข้ามี ความรู้สึกว่าพวกลำแสงที่ถูกหินปีศาจดำมืดดูดมา ล้วนมีประโยชน์ต่อมัน” “บอกตามตรงว่าข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าลำแสง พวกนี้คืออะไรกันแน่” เนี่ยเทียนยิ้มเจื่อน “คนสอง คนที่ช่วยไขข้อข้องใจให้พวกเราได้ก็ขาดการติดต่อ ไปแล้ว” มองจุดแสงพร่างพราวของประตูลับแล้วสัมผัสได้ว่า เผยฉีฉียังมีชีวิตอยู่ เขาจึงไม่ค่อยเป็นห่วงเท่าไหร่นัก “อย่าเพิ่งไปสนใจเลยว่าลำแสงพวกนี้คืออะไร ตาม ความเห็นข้า แค่พวกมันไม่ส่งผลร้ายต่อท่อนกระดูก ของข้าและหินปีศาจดำมืดของเจ้า แค่นั้นก็พอแล้ว” เนี่ยเทียนกล่าวอีกครั้ง
ต่งลี่พยักหน้าเห็นด้วย คนทั้งสองที่ล่องลอยอยู่ตรงจุดนี้จึงเคยเหลือบมอง ไปยังท่อนกระดูกและหินปีศาจดำมืดที่จับลำแสงซึ่ง พุ่งผ่านมาอยู่เป็นระยะ อีกด้านหนึ่งพวกเขายังจำเป็นต้องเอาหินวิเศษและ วัตถุดิบวิเศษออกมาจากแหวนเก็บของเพื่อชุบ หลอมพลังงานที่อยู่ในมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถีย นอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนก็แปลกประหลาดเช่นนี้ ขอแค่ผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์อยู่ที่นี่ ไม่ต้องทำอะไร สักอย่าง พลังวิญญาณแต่ละชนิดในมหาสมุทร วิญญาณจุดตันเถียนก็ยังต้องไหลหายไปอย่างเงียบ เชียบอยู่ดี ยิ่งเป็นคนที่มีขอบเขตสูงล้ำ ความเร็วในการไหลหาย ของพลังวิญญาณก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
อีกทั้งสถานที่แห่งนี้ยังไม่มีพลังงานธาตุต่างๆ ไม่มี ปราณวิญญาณฟ้าดิน แม้แต่เมล็ดพันธ์เปลวเพลิง บุปผาเก้าดาราและต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ก็ยังไม่ สามารถรวบรวมพลังงานได้ที่นี่ —มีเพียงอาศัยวัตถุดิบวิเศษที่เก็บไว้ในแหวนเก็บ ของเท่านั้น ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ศพโบราณหลายศพค่อยๆ ลอยออกมาจากหมู่เมฆ เบื้องหน้า เนี่ยเทียนลืมตาขึ้นมาก่อน เขามองศพพวกนั้นด้วย ความแปลกใจ ก่อนจะใช้สายเลือดแห่งชีวิตรับ สัมผัส แล้วเขาก็วางใจได้ทันที “ไม่มีพลังหลงเหลืออยู่ แม้แต่เสี้ยวเดียว แม้แต่ปราณศพก็ไม่มี เป็นเพียงศพ
ที่สิ้นค่าสิ้นราคาเท่านั้น อีกทั้ง…ศพเผ่ามนุษย์ยังมี มาก ศพชนต่างเผ่ากลับมีเพียงน้อยนิด” เขาไม่ได้เพิ่งเคยเข้ามาในพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนเป็น ครั้งแรก คราวก่อนตอนที่เขามาเป็นเพื่อนจ้าวซานหลิงก็เคย เจอกับศพแบบนี้ระหว่างทางเป็นบางครั้ง ผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์ที่ผลัดหลงเข้ามาที่นี่ หรือ คนที่ถูกเนรเทศอย่างหยวนจิ่วชวนที่หากไม่สามารถ หาทางกลับเจอในเวลาสั้นๆ และวัตถุดิบวิเศษที่เก็บ ไว้กับตัวถูกนำมาใช้หมดลง พวกเขาก็จะกลายมา เป็นศพแบบนี้ ศพเหล่านี้ไม่มีคุณค่าใดๆ เพียงแค่สัมผัสโดน เล็กน้อยก็จะแหลกสลายกลายเป็นฝุ่นผง อย่าว่าแต่เผ่ามนุษย์เลย ต่อให้เป็นนักรบชนต่างเผ่า ที่เมื่อมาตายกลายเป็นศพอยู่ในพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน
จิงชี่เลือดเนื้อทั้งร่างของพวกเขาก็จะไหลหายไป อย่างรวดเร็วเช่นกัน “ฟู่ว!” เนี่ยเทียนยกมือขึ้น ลำแสงสีเลือดเส้นหนึ่งก็พุ่ง ออกไปจากปลายนิ้ว ศพของผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์ที่สวมอาภรณ์ของ เผ่ามนุษย์เก่าแก่ซึ่งไม่รู้ว่ามาที่นี่ตั้งแต่ยุคสมัยถูก ลำแสงสีเลือดพุ่งผ่าน ศพนั้นก็พลันแหลกสลาย คล้ายกลุ่มควัน “ฟู่วๆ!” ศพของอสูรกายและเผ่าโครงกระดูกก็แหลกสลายไป เพราะแสงสีเลือดไม่ต่างกัน “เนี่ยเทียน ศพของชนต่างเผ่าเหล่านี้คงไม่ได้ถูก สำนักศพฟ้าหลอมมาก่อนหรอกนะ?” ต่งลี่เองก็ตื่น จากการฝึกตน เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ศพทาสที่สำนักศพฟ้าเป็นผู้หลอมไม่ใช่แบบนี้” เนี่ยเทียนอธิบาย “จิงชี่เลือดเนื้อในร่างของศพทาส ไม่ได้ถูกเผาผลาญจนสิ้น เพราะเมื่อสำนักศพฟ้าใช้ วิธีลับทำการชุบหลอม มันก็จะกลายมาเป็นปราณ ศพที่ค่อยๆ ผสานรวมเข้าไปในศพอีกครั้ง ทำให้ศพ เกิดการเปลี่ยนแปลง แบ่งออกเป็นศพมนุษย์ ศพดิน และศพฟ้า” “ศพในพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนล้วนเป็นศพที่ไม่มีค่า ไม่ สามารถเอาไปทำเป็นศพทาสได้” ต่งลี่พยักหน้ารับ ก่อนจะถามอีกว่า “ทำไมศพ โบราณพวกนี้ถึงลอยออกมาล่ะ? แถมยังอยู่ในจุดลึก ของพื้นที่ประหลาดแห่งนี้ด้วย?” “ไม่แน่ใจเหมือนกัน” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว ซากศพที่ลอยมาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คล้ายถูกคลื่น บางอย่างในหมู่เมฆผลักให้ลอยออกมา
ไม่นานก็มีศพชนต่างเผ่าเพิ่มมากขึ้น แม้แต่เผ่าพันธุ์ เล็กๆ อย่างเผ่าปักษา เผ่าหินเทาก็ยังปรากฏตัว ต่งลี่สังเกตอยู่พักหนึ่ง สีหน้าก็เปลี่ยนมาเป็น เคร่งเครียด เอ่ยเบาๆ ว่า “ในจุดลึกของหมู่เมฆต้อง เคยมีสงครามนองเลือดระเบิดขึ้นแน่นอน ศึกครั้งนี้ ทั้งเผ่ามนุษย์และชนต่างเผ่าต่างก็บาดเจ็บล้มตายกัน ไปมาก คนที่ตายไปไม่มีใครสนใจ จึงถูกกาลเวลาใน พื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนกัดกร่อนจนกลายมาเป็น ซากศพไร้ค่าเช่นนี้” “ถูกต้อง” เนี่ยเทียนเอ่ยตอบรับอย่างเห็นด้วย “สงครามที่ข้างในนั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุใดกันแน่ นะ?” ต่งลี่หรี่ตา “คงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะไร้สาเหตุ หรอกระมัง? ข้างในนั้นต้องมีของอะไรบางอย่างที่ ดึงดูดพวกเขา ทำให้พวกเขาแย่งชิงกัน หรือไม่ก็เป็น เพราะสาเหตุอื่น สรุปก็คือด้านในนั้นต้องซุกซ่อน ความลับอะไรบางอย่างเอาไว้แน่”
นางคอยหันไปมองประตูลับบานที่เผยฉีฉีและจ้าว ซานหลิงลอดผ่านไปอย่างหงุดหงิด ผ่านไปอีกพักหนึ่ง เมื่อซากศพลอยออกมา จู่ๆ ก็มีเรือนกายหนึ่งที่ล้อ มวนไปด้วยสายฟ้าระเบิดดังครืนครั่นทะยานออกมา จากกลุ่มศพ เงาร่างนั้นพุ่งทะยานเข้าหาซากศพที่ล่องลอย โดยตรง เมื่อถูกสายฟ้าสาดยิง ศพของชนต่างเผ่าและเผ่า มนุษย์จำนวนมากก็สลายกลายเป็นฝุ่นผง เมื่อคนผู้นั้นปรากฏตัว จุดแรกที่เขามองไปก็คือ ประตูลับบานที่เผยฉีฉีและจ้าวซานหลิงหายเข้าไป ทว่าเขากลับต้องหน้าเปลี่ยนสี พอสังเกตเห็นเนี่ย เทียนก็ร้องอุทานเสียงหลงอย่างห้ามไม่ได้ “เจ้า เป็น เจ้า? เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
เนี่ยเทียนเองก็อึ้งงัน “หันเซิน!” ตอนอยู่เทือกเขาฝังเลือดของสนามรบสุ้ยเมี่ย หันเซินเคยอยู่รวมกลุ่มกับหวงจินหนัน ภายหลังมี ปัญหาแตกคอกันจึงแยกย้ายกันไปคนละทาง เนี่ยเทียนยังจำได้ว่าตอนนั้นที่หันเซินจากไปก็เพราะ ไล่ตามสายฟ้าที่มีสติปัญญาเส้นหนึ่งไป พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปแล้วหลายปี ไม่ว่าอย่างไร เขาก็คาดไม่ถึงว่าจะมาพบเจอกับหันเซินที่เคยมี เรื่องกันในพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนแห่งนี้ จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ที่มาของหันเซิน รู้เพียงว่า คนผู้นี้ฝึกวิชาสายฟ้า ซึ่งหวงจินหนันทั้งรังเกียจทั้ง ระแวงคนผู้นี้อย่างมาก “เอ๊ะ! ไม่ถูกสิ!”
เนี่ยเทียนจ้องหันเซินเขม็ง พอรับสัมผัสอย่าง ละเอียดเขาก็หน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย “เจ้า เจ้าก็ คือเลือดผสม?” “หึหึ!” หันเซินหัวเราะ “ไม่นึกว่าเจ้าจะสัมผัสได้ ถูกต้อง สายเลือดในร่างข้าก็คือพลังสายฟ้า เหมือนกับวิชาที่ข้าฝึกตน! ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ใน เทือกเขาฝังเลือด สายเลือดที่ซ่อนแฝงของข้ายังไม่ ฟื้นตื่น” “เมื่อมาอยู่ที่นี่ ข้าได้ครอบครองสายฟ้าที่มีจิตสำนึก เส้นนั้น เมื่อได้รับการกระตุ้นจากมัน ผสานรวมกับ มัน ถึงได้ทำให้สายเลือดของข้าฟื้นตื่นอย่าง แท้จริง!” เนี่ยเทียนอึ้งไปครู่ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น ระแวดระวัง เขาตวาดกร้าว “เจ้าออกมาจากข้างใน นั้นรึ?”
เขาชี้ไปยังจุดลับที่เผยฉีฉีและจ้าวซานหลิงเข้าไป “ข้าไม่มีอะไรจะบอกเจ้า แต่ว่าที่ข้ามาครั้งนี้ก็เพราะ จะเข้าไปที่นั่นจริงๆ นั่นแหละ” หันเซินแสยะยิ้ม จ้องเนี่ยเทียนด้วยสายตาลึกล้ำอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่าย หน้า “ทำไมถึงเพิ่งจะเป็นเขตวิญญาณช่วงต้นเล่า? เจ้าและข้าแยกจากกันไปนานหลายปี ตอนนี้ข้าเป็น เขตวิญญาณช่วงท้ายเตรียมจะเลื่อนสู่แดนว่างเปล่า แล้ว” “ที่ข้าจะเข้าไปที่นั่นก็เพราะเตรียมจะฝ่าทะลุแดน ว่างเปล่าและระดับสายเลือดไปพร้อมกัน” กล่าวมาถึงตรงนี้ หันเซินก็มีท่าทางลังเล สีหน้าปั้น ยากเล็กน้อย “ลืมไปเลย เจ้า…หาที่นี่เจอได้อย่างไร? เจ้ากับพวกคนที่อยู่ในนั้นเป็นอะไรกัน? หรือว่าเจ้าก็ เพิ่งออกมาจากข้างในนั้นเหมือนกัน? ไม่ถูกสิ ข้าไม่ เห็นเคยได้ยินชื่อเจ้ามาก่อนเลย”
เนี่ยเทียนสับสนยิ่งกว่าเขาเสียอีก เขานิ่งคิดไปครู่ หนึ่ง “ยังไม่รู้รายละเอียดอย่างแน่ชัด เจ้าก็อย่าเพิ่ง เข้าไปเลย ข้ามีเรื่องหลายอย่างอยากจะถามเจ้า ก่อน” “ถามข้า? เจ้าคิดจะขัดขวางข้ารึ?” หันเซิงพูดเย้ย หยัน “อืม เจ้าบอกในเรื่องที่ข้าต้องการรู้มาก่อน แล้วข้า จะพิจารณาว่าควรจะปล่อยเจ้าไปดีหรือไม่” เนี่ย เทียนพยักหน้ารับ “ฮ่าๆ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้ากำลังพูดกับใครอยู่?” หันเซินไม่โกรธกลับหัวเราะร่า “พูดกับเจ้าไง หันเซิน” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1137 บดขยี้อย่างไร้ปราณี!
หันเซินไม่พูดอะไรอีก เพียงแค่มองเนี่ยเทียนและต่ง ลี่พลางหัวเราะ ก่อนที่ไม่นานเสียงหัวเราะของเขาจะค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นแหลมดังบาดแก้วห สายฟ้าสีเขียวเข้มหลายเส้นคล้ายงูวิเศษที่เลื้อย ออกมาจากใต้ผิวหนังแล้วไต่ไปตามเรือนกายของ เขาอย่างมีชีวิตชีวา สายฟ้าสีเขียวเข้มเหล่านั้นเรียวยาว ซึ่งก่อเกิดขึ้นมา จากการชุบหลอมจิงชี่เลือดเนื้อ “เปรี๊ยะๆ!”
เนื่องจากสายฟ้าว่ายวน เรือนกายของเขาที่แต่เดิม ค่อนข้างผอมบางจึงพลันเปลี่ยนมาเป็นหนาใหญ่ กว่าเดิมเยอะมาก ดูจากภายนอก ร่างเขาเหมือนถูกปกคลุมไปด้วย สายฟ้า คล้ายกลายมาเป็นทวยเทพแห่งสายฟ้าที่ เปี่ยมล้นไปด้วยพลังอำนาจดุดัน “เพราะได้รับการชุบหลอมด้วยพลังแห่งสายฟ้า เรือนกายที่มีเลือดเนื้อจึงแข็งแกร่งยิ่งกว่าคน ธรรมดาทั่วไป” เนี่ยเทียนลูบคลำปลายคาง ใช้ สายเลือดแห่งชีวิตรับสัมผัส ก่อนจะกล่าวด้วย รอยยิ้มเสแสร้ง “น่าเสียดายยิ่งนัก สายเลือดของเจ้า ที่ฟื้นตื่นนี้ขอบเขตยังต่ำต้อยเกินไป การชุบหลอม เรือนกายในระดับนี้ไม่มีค่าใดในสายตาของข้า” เขาไม่แน่ใจว่าต้นกำเนิดสายเลือดสายฟ้าในร่างของ หันเซินมาจากเผ่าพันธุ์ใด
เพราะมีภูตผีปีศาจ สัตว์โบราณและเผ่าพันธุ์ สิ่งมีชีวิตจำนวนไม่น้อยที่เมื่อเกิดมาสายเลือดก็มี พลังของสายฟ้าอยู่แล้ว เขาไม่สามารถอาศัยเพียงแค่การรับสัมผัสอย่างเดียว มาตัดสินต้นกำเนิดทางสายเลือดสายฟ้าของหันเซิน ได้ ทว่าเขาพอจะสัมผัสได้ถึงระดับสายเลือดสายฟ้าของ อีกฝ่าย —แค่ระดับห้าเท่านั้น! สายเลือดสายฟ้าคือระดับห้า ศักยภาพจึงเทียบเท่า กับเขตสามัญของเผ่ามนุษย์ แต่ว่าหันเซินยังใช้วิธีการฝึกตนอีกอย่างหนึ่งโดยการ ชุบหลอมโอสถวิญญาณแบบเผ่ามนุษย์ ธาตุใน มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของเขาก็เป็นพลัง
สายฟ้าเหมือนกัน อีกทั้งยังมีขอบเขตเป็นเขต วิญญาณช่วงท้าย สายเลือดคือสายฟ้า โอสถวิญญาณก็เป็นสายฟ้า ทั้ง สองอย่างผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน “ฟู่ว!” จู่ๆ สายฟ้าเส้นหนึ่งที่มีขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ ทั้งยัง เปล่งประกายเจิดจ้าอย่างถึงที่สุดก็พลันสาดยิง ออกมาจากมุมหัวตาข้างซ้ายของหันเซิน สายฟ้าเส้นนั้นเหมือนงูวิเศษที่มีสติปัญญาและ จิตสำนึกที่คอยเลื้อยขยับชักนำให้เลือดลมของ หันเซินเข้าไปผสานรวมกับพลังที่อยู่ในโอสถ วิญญาณสายฟ้าของเขา เนี่ยเทียนที่จับตามองอยู่เห็นว่าสายฟ้าที่มีขนาดเท่า นิ้วหัวแม่มือพลันขยายใหญ่อย่างบ้าคลั่ง!
หลายวินาทีต่อมา สายฟ้าเส้นนั้นก็ขยายใหญ่เกือบ หนึ่งร้อยเท่า ยาวหนึ่งร้อยเมตร หนาพอๆ กับตัวคน ปลดปล่อยประกายแสงเจิดจ้าที่ทำให้คนไม่กล้ามอง สบตรงๆ ลูกตาดำของเนี่ยเทียนที่กำลังมองสายฟ้าน่ากลัวเส้น นั้นค่อยๆ ปวดแปลบ น้ำตาเหมือนจะไหลลงมา “สายฟ้าพิฆาต!” หันเซินหัวเราะดุร้าย พอสายฟ้าในดวงตาสาดยิง ออกมา เขาก็คล้ายกลายมาเป็นคนประหลาดที่มี สายฟ้าล้อมวนรอบร่างกาย ปราณสายฟ้าที่พลุ่งพล่านอย่างถึงที่สุดเริ่มแผ่ลามไป รอบด้านโดยมีเขาเป็นจุดศูนย์กลาง ทำให้สายฟ้าใน พื้นที่แห่งนี้แลบแปลบปลาบ เสียงฟ้าร้องดัง ครืนครั่นไม่หยุด ลำพังดูแค่จากพลังอำนาจนี้ของ
เขาก็เด่นสะดุดตายิ่งกว่าหยวนจิ่วชวนผู้เป็นมาร สายฟ้าเสียอีก สายฟ้าที่ถูกเขาเรียกว่า “สายฟ้าพิฆาต” ก็คือ สายฟ้าที่มีสติปัญญาซึ่งเขาได้มาจากเทือกเขาฝัง เลือดในปีนั้น สายฟ้าเส้นนี้สามารถเรียกได้ว่าเป็นวัตถุดิบวิเศษ ระดับใต้ดิน มีสติปัญญาสูงสุด เมื่อสายฟ้าผสานรวมร่างกับเขาก็ไปกระตุ้น สายเลือดที่ซ่อนแฝงซึ่งยังไม่ตื่นของเขา เป็นเหตุให้ สายเลือดของเขาระเบิดออก กระตุ้นขอบเขตของ เขาให้พัฒนาเพิ่มพูน ก้าวหน้าอย่างพรวดพราด “กลับมา” เนี่ยเทียนหัวเราะเบาๆ พลางยื่นมือขึ้นกวักอยู่กลาง อากาศ
กระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราหลายเมตรที่วางนอน อยู่ด้านหลังของเขาพลันย่อส่วนเล็กลงแล้วบินมา ร่วงลงกลางฝ่ามือของเขา ผิวภายนอกของท่อนกระดูกสีแดงมีลวดลายเลือด เพิ่มขึ้นแน่นขนัดอีกหลายเส้น มีลำแสงประหลาดว่ายวนอยู่ตามลวดลายสีเลือด เหล่านั้น ลำแสงพวกนี้มาจากพลังประหลาดที่มีอยู่ ทั่วทุกหนแห่งของพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน “ฉับ!” สายฟ้าหนาใหญ่ที่มีจิตวิญญาณ พลังวิญญาณและ เลือดลมของหันเซินอยู่ด้านในพุ่งเข้ามาอยู่เหนือหัว แล้วตวัดฟันแสกหน้าเนี่ยเทียน ประหนึ่งมังกรสายฟ้าทำลายล้างโลกที่แผ่คลุมไป แปดทิศ ลำแสงแห่งการเข่นฆ่าแผ่อานุภาพไม่ ธรรมดา
“แค่ลูกไม้ตื้นๆ เท่านั้น” เนี่ยเทียนหัวเราะพรืด ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์ มวลดาราที่อยู่ในมือเป็นเหมือนทวนยาวที่ถูกเขา ยกขึ้นแทงรับสายฟ้าหนาใหญ่หนึ่งร้อยเมตรด้วย ท่วงท่าสบายๆ กระดูกท่อนนั้นพลันปล่อยกลิ่นคาวเลือดทะลัก ทลาย ลายเส้นสีเลือดแต่ละเส้นสว่างเจิดจ้าเหมือน โคมที่ถูกจุดไฟ แสงสีเลือดราวกับสายรุ้งที่ทะยานสู่นภากาศ แหวก ฟ้าผ่าดินไปตลอดทาง ลำแสงหลายเส้นที่ถูกท่อนกระดูกชักนำมาพากันถูก กระตุ้นให้มีชีวิตชีวา ครั้นจึงผสานรวมเข้าสู่จุดลึก ของลายเลือดในกระดูก ยิ่งไปเพิ่มความดุดันให้กับ ท่อนกระดูกมากกว่าเดิม “เปรี๊ยะๆๆ!”
เมื่อเจอกับแสงสีเลือดที่โจมตีกลับมา “สายฟ้า พิฆาต” ก็พลันแตกยับไม่เหลือชิ้นดี สายฟ้าที่ปานประหนึ่งมังกรอสนีหนาใหญ่ต้านทาน ได้เพียงแค่สองสามวินาทีก็แหลกสลาย หัก กลายเป็นท่อนๆ “เจ้านึกว่ากะอีแค่ตบะเขตวิญญาณช่วงท้าย บวก กับสายเลือดระดับห้ากระจอกๆ ของเจ้าจะมีสิทธิ์มา คุกคามข้าได้อย่างนั้นหรือ?” เนี่ยเทียนหัวเราะร่า จากนั้นก็ทะยานเข้าหาหันเซินพร้อมท่อนกระดูก “หลังกลับมาจากเทือกเขาฝังเลือด ศักยภาพของ เจ้าอาจมีการพัฒนาไปมากก็จริง แต่ ก็ยังต้องดูด้วย ว่าเจ้ากำลังแข่งอยู่กับใคร” “แข่งกับข้า ศักยภาพของเจ้าที่เพิ่มขึ้นมาก็เป็นแค่ เรื่องตลกชวนหัวเท่านั้น!”
กลุ่มแสงดาวพร่างพราวลอยขึ้นมากลางฝ่ามือของ เนี่ยเทียน ก่อนที่จะถูกเขาขว้างใส่หันเซินจน เหมือนกับดาวตกหลายดวงที่พุ่งฉิวออกไป ขณะเดียวกันเพรียกมังกรไฟก็ระเบิดออก มังกรเพลิงที่เกิดจากก่อตัวของเปลวไฟกลบทับ ปราณแห่งชีวิตของเขา และยังมีพลังงานความร้อน บริสุทธิ์ของเกราะมังกรเพลิง บวกกับพลังงานของ เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงที่ต่างก็ม้วนตลบเข้าหาหันเซิน เพียงแค่ครู่เดียวนั้นหันเซินก็ถูกโจมตีจนถอยร่นไม่ เป็นท่า “ดาวเปล่งประกาย!” เนี่ยเทียนร่ายใช้ดาวเปล่งประกายระยะสั้นของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ในขณะที่หันเซินได้แต่ ถอยกรูดอย่างลนลาน เขาก็พลันมาโผล่อยู่ด้านหลัง ของอีกฝ่าย
“ตูม!” หมัดมโหฬารที่อัดแน่นเต็มพื้นที่ สะเทือนแรงจน ทำลายห้วงมิติย่อยยับพลันกระแทกเข้าใส่หันเซิน ปราการที่หันเซินพยายามดึงเอาสายฟ้ามาสร้าง ระเบิดทลายไปในพริบตา มิอาจต้านทานได้เลย หมัดนั้นจึงกระแทกลงที่หัวใจด้านหลังของหันเซิน อย่างจัง “กร๊อบ!” เพียงแค่ทีเดียว กระดูกตรงแผ่นหลังของหันเซินก็ แตกหักไปเกินครึ่ง เนี่ยเทียนส่ายหน้า จุ๊ปากพูด “อ่อนด้อยเกินไป จริงๆ นะ เลือดผสมอย่างเจ้าช่างอ่อนด้อยยิ่งนัก” เขากางนิ้วทั้งห้าออกแล้วคว้าหมับไปที่ลำคอของ หันเฟิง แสงสีเลือดเป็นเส้นๆ พุ่งออกจากปลายนิ้ว แทรกซอนเข้าไปในร่างของหันเซิน กลายมาเป็น
เหมือนโซ่ตรวน เหมือนกรงขังที่กักกำราบสายเลือด สายฟ้าในร่างของหันเซินไว้อย่างแน่นหนา ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ ต่งลี่แค่ยืนอยู่ข้างๆ หินปีศาจ ดำมืดอย่างเดียวเท่านั้น ไม่แม้แต่จะคิดลงมือช่วย เพราะว่าตอนที่อยู่ในมหาสมุทรดาวมอดดับ ต่งลี่ เคยเป็นพยานในศึกระหว่างเนี่ยเทียนและเอ้าเฟยลี่ หย่าแห่งเผ่าภูตผีปีศาจมาก่อน ขนาดเอ้าเฟยลี่หย่าสายเลือดสายตรงของฮว้าน หมอต้าจุน ผู้กล้าที่เป็นความภาคภูมิใจของเผ่าภูตผี ปีศาจที่ได้ครอบครองดาบแห่งความพินาศก็ยังพ่าย แพ้ให้แก่เขา แล้วนับประสาอะไรกับคนอย่าง หันเซิน? ต่งลี่ที่เดิมทีก็เชื่อมั่นในตัวเนี่ยเทียนอย่างไม่ลืมหูลืม ตาย่อมไม่มีความกังขาใดๆ สำหรับการที่เนี่ยเทียน คว้าชัยชนะมาได้อย่างง่ายดาย
“เจ้า เจ้าเปลี่ยน เจ้าเปลี่ยนมาเป็นแข็งแกร่งขนาดนี้ ได้อย่างไร?” หันเซินที่ถูกบีบคอพยายามใช้พลังสายฟ้าและ สายเลือดของตัวเอง แต่เขากลับพบว่าเลือดลมของ เขาติดขัดยากจะเคลื่อนไหวเหมือนมีก้อนหินถูก กรอกเข้าไปในหลอดเลือด โอสถวิญญาณก็เหมือนถูกอะไรบางอย่างปกคลุม ยากที่จะปล่อยพลังวิญญาณออกมาได้ เขาพลันกระวนกระวาย ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม คล้ายเข้าใจแล้วว่าหากเขายังฝืนต่อต้าน ไปกระตุ้น ความเดือดดาลของเนี่ยเทียน อีกฝ่ายคงบีบคอเขา จนหักและทำลายจิตวิญญาณของเขาให้ตายดับ สถานที่แห่งนี้คือพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน แถมเขายัง ไม่ใช่แดนเอตทัคคะหรือแดนเทพเจ้า หากตายก็คือ ตายจริงๆ
“ดูท่าเจ้าคงไม่ได้ไปเยี่ยมเยือนฟ้าดินของเผ่ามนุษย์ มาระยะหนึ่งแล้วกระมัง?” เนี่ยเทียนยิ้มเจิดจ้า “หา ไม่แล้วตอนที่ได้เจอกับข้าอีกครั้ง เจ้าก็คงไม่ไร้ใจ หวาดกลัวเช่นนี้” “ทำ ทำไมข้าต้องกลัวเจ้าด้วย?” หันเซินแสร้งทำ เป็นสุขุม “หากช่วงที่ผ่านมาเจ้าไปเคลื่อนไหวในฟ้าดินของ เผ่ามนุษย์จริงๆ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ได้ยินว่าเนี่ย เทียนเอาชนะเอ้าเฟยลี่หย่าแห่งเผ่าภูตผีปีศาจได้ใน มหาสมุทรดาวมอดดับ” ต่งลี่อดไม่ไหวจึงตอบ หันเซินแทนเนี่ยเทียนด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ “เอ้าเฟยลี่หย่า! ซ่าวจุนแห่งเผ่าภูตผีปีศาจ สายเลือดระดับแปดที่แข็งแกร่งที่สุด!” หันเซินตัว สั่นสะท้าน
อาการตกตะลึงของเขาแสดงให้รู้ว่านานแล้วหรือ อย่างน้อยก็ช่วงที่ผ่านมานี้เขาไม่ได้ไปโผล่ในดินแดน ของเผ่ามนุษย์จริงๆ ดังนั้นจึงไม่เคยได้ยินข่าวนี้ “ตอนนี้พวกเราจะคุยกันดีๆ ได้หรือยัง?” เนี่ยเทียน ถามยั่วเย้า หันเซินไหล่ลู่คอตก พูดอย่างหมดอาลัยตายอยาก “ได้แล้ว อันที่จริงเจ้าและข้าต่างก็เป็นเลือดผสม เหมือนกัน ซึ่งบางทีอาจมีความเกี่ยวข้องกันก็ได้ เจ้า อยากถามอะไร ข้าจะให้ความร่วมมือแต่โดยดี” “ไม่ใช่ว่า ไม่ใช่ว่าข้ากลัวเจ้า แต่แท้จริงแล้วเป็น เพราะพวกเราคือคนแบบเดียวกัน” หันเซินกล่าว อย่างขลาดๆ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1138 ยุคสมัยใหม่!
ต่อให้ปากจะบอกว่าไม่กลัว แต่ขนทั่วร่างของ หันเซินกลับลุกตั้งชัน สายฟ้าสีเขียวเข้มเล็กละเอียดหลายเส้นมุดลอด ออกมาจากรูขุมขนของเขาแล้วค่อยๆ หดกลับเข้าไป ในร่างกายอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ ดูเหมือนเขากำลังกลัวว่าจะไปทำให้เนี่ยเทียนไม่สบ อารมณ์ เป็นเหตุให้เนี่ยเทียนลงมือกับเขา “การกำราบทางสายเลือด” กระแสจิตวิญญาณของหันเซินตรวจสอบร่างกาย ตัวเองอย่างละเอียด แล้วก็รู้สึกเพียงว่าเมื่ออยู่ ภายใต้ผนึกทางสายเลือด สายเลือดสายฟ้าของเขาก็
ไม่มีความปรารถนาที่จะต่อกรกับสายเลือดแห่งชีวิต ของเนี่ยเทียนเลยแม้แต่น้อย สำหรับหันเซินที่เพิ่งจะมีความรู้ตื้นเขินต่อความลี้ลับ ของสายเลือดย่อมรู้ดีว่านี่หมายความว่าอะไร การกำราบทางสายเลือดคือการข่มทับที่สิ่งมีชีวิต ระดับสูงมีต่อสิ่งมีชีวิตระดับต่ำเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นในยุคดั้งเดิม เนื่องจากเกิดมาก็มี ความได้เปรียบทางสายเลือด สัตว์ยักษ์มวลดาราจึง มีพลังการกำราบต่อเผ่าพันธุ์วิญญาณโบราณอย่าง เทพยักษ์ค้ำฟ้า ปีศาจบรรพกาล มังกรยักษ์ หรือยกตัวอย่างเช่นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งอย่างต้าจุน ระดับสิบของเผ่าภูตผีปีศาจ อสูรกายและโครง กระดูก สายเลือดของพวกเขาก็มีพลังการกำราบที่แน่นอน ต่อสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์เล็กๆ อย่างเผ่าปักษา เผ่าเกล็ด
ดำ เผ่าหินเทาหรือเผ่ากิ้งก่าที่ยังไม่มีต้าจุนระดับสิบ ก่อกำเนิดเช่นกัน เมื่อเนี่ยเทียนร่ายใช้สายเลือดแห่งชีวิตกับตัวเขา ทำ ให้เขาตัวสั่นด้วยความกระวนกระวายใจ นี่ก็คือการ กำราบทางสายเลือด นี่หมายความว่าอะไร หันเซินรู้ชัดเจนดียิ่งนัก —สายเลือดของเนี่ยเทียน ไม่เพียงแต่ระดับสูงกว่า เขา แต่ในด้านคุณภาพยังเหนือกว่าสายเลือดสายฟ้า ของเขาด้วย! ต่อให้เขามีสายเลือดเป็นระดับเจ็ดเหมือนเนี่ยเทียน ทว่าสายเลือดสายฟ้าของเขาก็ยังต้องถูกกำราบอยู่ดี! เว้นเสียแต่ว่าสายเลือดสายฟ้าของเขาจะมีระดับสูง กว่าสายเลือดแห่งชีวิตของเนี่ยเทียน อีกทั้งยังต้อง สูงกว่าหนึ่งถึงสองระดับด้วยถึงจะพอหลุดพ้นพลัง
การกำราบทางสายเลือดชนิดนี้และผ่อนคลายได้สัก หน่อย “เจ้าอยากถามอะไรก็ถามมาได้เลย ถ้าข้ารู้ ข้าจะ ตอบตามตรง” หันเซินเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ที่นั่น” เนี่ยเทียนชี้นิ้วไปยังจุดแสงประตูลับที่เผย ฉีฉีและจ้าวซานหลิงเข้าไป “เลือดผสมที่อยู่ในนั้นมี ที่มาอย่างไรกันแน่? อีกอย่างระดับของพวกเลือด ผสมในนั้นคือระดับอะไร? การเข้าออกที่นั่นต้อง สังเกตอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า แล้วจะกลับออกมา ได้อย่างไร?” ข้อสงสัยทั้งหมดถูกเนี่ยเทียนถามออกมารวดเดียว ทั้งเขายังเรียกไข่มุกวิญญาณมืดสมบัติล้ำค่าของเผ่า อสูรกายออกมาถือไว้แล้วจ้องตาหันเซิน “อู้ๆๆ!”
วิญญาณวัตถุรวมไปถึงวิญญาณร้ายทั้งห้าลอย ออกมาจากในไข่มุกอย่างเงียบเชียบ หันเซินมองเห็นวิญญาณร้ายพวกนั้นก็กรีดร้องด้วย ความหวาดกลัว เกิดความรู้สึกว่าหากเขากล้าโกหก แม้เพียงคำเดียวก็จะถูกวิญญาณร้ายเหล่านั้นจับได้ แล้วถูกพวกมันกลืนกิน “ข้า ข้าจะบอก ข้าจะบอกหมดทุกอย่างเลย” หันเซินก้มหน้ายอมรับชะตากรรมอย่างสิ้นหวัง ก่อน จะค่อยๆ บอกความจริงที่เขารู้ออกมา หันเซินมาจากสำนักที่มีความเกี่ยวข้องกับสำนักห้า ธาตุ เมื่อหลายปีก่อน สำนักห้าธาตุยังมีสำนักอีกหลาย แห่ง สำนักสายฟ้าก็คือหนึ่งในนั้น เพียงแต่ว่าสำนักสายฟ้าพัฒนาไปได้ไม่ดีนัก เจ้า สำนักสายฟ้าไม่เคยมีคนใดที่ฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าได้
เป็นเหตุให้สำนักสายฟ้าค่อยๆ ถูกตัดชื่อออกจาก สำนักห้าธาตุ สำนักสายฟ้าจึงกลายมาเป็นเพียงสำนักเล็กๆ ที่ ค่อนข้างอ่อนกำลังซึ่งพึ่งพาสำนักห้าธาตุ ไม่ถือเป็น สำนักที่ใหญ่โตอีก ทว่าสำนักสายฟ้ากลับไม่ยินยอม หวังว่าจะมีสักวัน หนึ่งที่ได้กลายมาเป็นรากฐานและเสาหลักของ สำนักห้าธาตุเทียบเคียงกับสำนักทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน และเมื่อเจ้าสำนักสายฟ้าคนปัจจุบันเห็นว่าตัวเองไม่ มีหวังจะเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า จึงคิดหาวิธีการอื่นโดย เตรียมการให้เจ้าสำนักคนต่อไปมารับช่วงต่อ หันเซินก็คือเลือดผสมที่ไม่รู้ว่าเจ้าสำนักสายฟ้าคน ปัจจุบันใช้วิธีการใดหรือแลกเปลี่ยนกับใครสร้าง ขึ้นมา
ตอนสายเลือดยังไม่ถูกปลุกให้ฟื้นตื่น แม้แต่ตัว หันเซินเองก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองคือเลือดผสม! แล้วเขาก็ไม่รู้ที่มาของตัวเอง ไม่รู้ว่าบิดามารดาคือ ใคร ต้นกำเนิดทางสายเลือดของเขาคือใคร รู้เพียง ว่าภายใต้การอบรมสั่งสอนจากเจ้าสำนักสายฟ้า เขา ก็เร่ร่อนไปทั่วเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์การต่อสู้ ฝ่าทะลุขอบเขตไปอย่างก้าวหน้า สายเลือดของเขาถูกปลุกให้ฟื้นตื่นอย่างแท้จริงก็ ตอนที่อยู่ในจุดลึกของเทือกเขาฝังเลือดและจับ “สายฟ้าพิฆาต” เส้นนั้นมาได้! ภายใต้ความช่วยเหลือจาก “สายฟ้าพิฆาต” มันได้ ไปกระตุ้นสายเลือดของเขา ทำให้สายเลือดสายฟ้าที่ ซุกซ่อนอยู่ในร่างกายเขามานานหลายปีระเบิดปะทุ อาศัยสายเลือดมาชุบหลอมเรือนกาย ร่วมมือกับ การชุบหลอมของมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียน เขาจึงฝ่าทะลุขอบเขตได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อสายเลือดฟื้นตื่น ศักยภาพของเขาก็เพิ่มขึ้น พรวดพราด ขอบเขตไต่ทะยานต่อเนื่อง และเวลานี้เจ้าสำนักสายฟ้าถึงได้ยอมบอกเขาว่า เขาไม่เหมือนกับคนทั่วไป ต้นกำเนิดทางสายเลือด ของเขา บ้านเกิดของเขา ที่มาของเขาอยู่ในพื้นที่ มหัศจรรย์อีกแห่งหนึ่ง มีเพียงไปอยู่ในพื้นที่มหัศจรรย์แห่งนั้น สายเลือด ของเขาถึงจะฝ่าทะลุขั้นได้ดียิ่งกว่านี้ บิดาของเขา ต้นกำเนิดทางสายเลือดของเขาก็มา จากที่นั่นเหมือนกัน! “เจ้าจะบอกว่าเจ้ายังไม่เคยเข้าไปข้างในนั้นรึ?” สี หน้าเนี่ยเทียนเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “เจ้ามา ที่นี่คราวนี้ก็เพราะจะเข้าไปในนั้น?” “เรื่องนี้…ตามคำบอกของท่านอาจารย์ข้าคือข้าถือ กำเนิดมาจากข้างในนั้น” สีหน้าของหันเซินกระอัก
กระอ่วนเล็กน้อย “เพียงแต่ว่าตอนที่ข้าออกมาจาก ที่นั่นยังเล็กนัก ยังเป็นเพียงทารก จำอะไรไม่ได้สัก อย่าง อาจารย์เป็นคนเลี้ยงดูข้าจนเติบใหญ่ อาจารย์ ให้ข้ากลับมาก็เพราะว่าสายเลือดสายฟ้าของข้าฟื้น ตื่นแล้ว เมื่อไปอยู่ที่นั่นข้าจะฝ่าทะลุขั้นได้ดีกว่า” “เขาบอกว่า เขาพดคุยกับคนที่อยู่ในนั้นเรียบร้อย แล้ว เมื่อข้าเข้าไปก็แค่บอกว่าข้าเป็นใครเท่านั้น” “ข้ายังนึกว่าเจ้าเองก็ออกมาจากข้างในนั้น เหมือนกับข้า แล้วพอสายเลือดฟื้นตื่น ขอบเขตสูง ถึงระดับที่แน่นอนแล้วจึงคิดจะเข้าไปข้างในเพื่อ แสวงหาการฝ่าทะลุขั้นในระดับที่สูงขั้น” สีหน้าเนี่ยเทียนปั้นยากอย่างยิ่ง เขาย่อมรู้ดีว่าเขาไม่เหมือนหันเซิน บ้านเกิดของเขา คืออาณาจักรหลีเทียน มีหลักมีแหล่งที่แน่นอน
เผยฉีฉีจะเป็นเหมือนเขาที่เป็นคนของดินแดนดาว ตกอย่างแท้จริงหรือไม่นั้น เรื่องนี้เขาไม่ค่อยแน่ใจ นัก “หันเซิน…” เนี่ยเทียนครุ่นคิดลึกซึ้ง สีหน้าค่อยๆ เปลี่ยนมเป็น เคร่งเครียด สายเลือดแห่งชีวิตของเขาก็ไม่ได้ฟื้นตื่นมาตั้งแต่แรก เหมือนกัน แต่เพิ่งจะระเบิดออกมาหลังจากที่ได้รับ โชควาสนาบางอย่างและเป็นไปตามเวลาที่กำหนด ไว้แล้ว ซึ่งถือว่าสายเลือดของเขาฟื้นตื่นค่อนข้างเร็ว ส่วนหันเซินนั้นกว่าสายเลือดจะถูกปลุกก็ต่อเมื่อ ได้รับ “สายฟ้าพิฆาต” มาแล้ว คนที่เป็นเหมือนหันเซินนั่นคือเป็นเลือดผสาม แต่ สายเลือดยังไม่ฟื้นตื่นจะมีอีกมากหรือไม่ แล้วทุกคน
กระจายตัวกันอยู่ตามดินแดนต่างๆ ของเผ่ามนุษย์ อย่างนั้นหรือ? หันเซินคือคนที่เจ้าสำนักสายฟ้าไหว้วานใครบางคน ให้สร้างขึ้นมาด้วยสายเลือดสายฟ้า ธาตุการฝึกตน สายฟ้า พยายามให้เขาฝ่าสู่แดนเทพเจ้าเพื่อกลาย มาหน้าตาของสำนักสายฟ้าในวันข้างหน้า ถ้าเช่นนั้นหากยังมีเลือดผสมอีกมากที่เหมือนหันเซิน ก็ไม่เท่ากับว่าพวกเขาถูกสร้างขึ้นด้วยความจงใจ เพราะความต้องการของใครบางคนหรอกหรือ? หากคนแบบนี้มีจำนวนอยู่มากจริงๆ เมื่อสายเลือด ของพวกเขาทยอยกันฟื้นตื่นแล้วปลดปล่อยพลังแฝง และพรสวรรค์อันน่าครั่นคร้ามออกมา ฟ้าดินของ เผ่ามนุษย์จะโกลาหลปั่นป่วนกันอีกหรือไม่? แผนการชั่วร้ายและตัวการแห่งหายนะขนาดใหญ่ถูก เนี่ยเทียนจับได้เพราะการปรากฏตัวของหันเซิน
ต่งลี่ที่รับฟังบทสนทนาของเนี่ยเทียนและหันเซินอยู่ อีกฝั่งหนึ่งตื่นตะลึงไปนานแล้ว ความเฉลียวฉลาดทำ ให้นางเข้าใจว่าความลับที่รู้มาโดยบังเอิญนี้น่าครั่น คร้ามเพียงใด “เนี่ยเทียน ถ้าหาก ถ้าหากเลือดผสมที่เป็นเหมือน เจ้า เผยฉีฉีและหันเซินที่มีพรสวรรค์อันล้ำเลิศ มี สายเลือดอันแข็งแกร่งทยอยกันลุกผงาดขึ้นมาเป็น จำนวนมากในฟ้าดินของเผ่ามนุษย์เราจริงๆ” ต่งลี่ สูดลมหายใจเข้าลึก ตวาดกร้าว “นี่ เกรงว่าคงจะ กลายมาเป็นยุคสมัยใหม่ของเผ่ามนุษย์ คือการสร้าง โลกใบใหม่!” “โลกใบใหม่!” เนี่ยเทียนตัวสั่นสะท้าน “ก็ใช่ไง” หันเซินทำสีหน้าราวกับว่านี่เป็นเรื่องที่ ถูกต้องอยู่แล้ว ทั้งยังกล่าวอย่างเป็นธรรมชาติว่า “อาจารย์ของข้าก็บอกแล้วว่ายุคสมัยใหม่กำลังจะ
เปิดฉากขึ้น บอกว่าเมื่อสี่สำนักเก่าแก่กลายเป็นอดีต อาจารย์ของข้า และข้าต่างก็…” เนี่ยเทียนนิ่วหน้า “ต่างก็อะไร?” “ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น” หันเซินลังเลไปครู่หนึ่ง “เจ้าเองก็เป็นเลือดผสม เจ้าเองก็เป็นสมาชิกคน หนึ่งของยุคสมัยใหม่ ไม่ว่าเจ้าจะยอมรับหรือไม่ แต่ เจ้าก็จะกลายมาเป็นห่วงสำคัญห่วงหนึ่งใน กระบวนการนี้ ข้าเชื่ออย่างนั้น” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1139 ฟ้าดินแห่งใหม่
“อาจารย์ของเจ้า ก็คือส่วนหนึ่ง?” สีหน้าของเนี่ย เทียนเคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด “ไม่นึกเลยว่าเจ้า สำนักสายฟ้าใต้การปกครองของสำนักห้าธาตุจะ เป็น…” “ไม่ใช่แค่สำนักสายฟ้าเท่านั้น คนบางส่วนในสี่สำนัก เก่าแก่ก็เป็นเหมือนพวกเราเช่นกัน” หันเซินบอกไป ตามความจริง ปีนั้นตอนที่อยู่เทือกเขาฝังเลือด เขารู้ว่าเนี่ยเทียนที่ ตัวเองพบเจอคือเลือดผสม ทว่าเนื่องจากสายเลือดสายฟ้าของเขายังไม่ฟื้นตื่น ไม่รู้ความลี้ลับของเรื่องราว เขาจึงอคติกับเนี่ยเทียน อยู่มาก
แต่ตอนนี้กลับต่างออกไป เมื่อได้รู้ความลับสะท้านฟ้าจากปากของอาจารย์ ทั้ง ยังเห็นว่าเนี่ยเทียนคือเลือดผสม เขาก็ย่อมเข้าใจไป ว่าเนี่ยเทียนที่เป็นเลือดผสมเหมือนกันไม่ต่างอะไร ไปจากเขาที่ไม่ช้าก็เร็วต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของ ยุคสมัยใหม่อย่างไม่อาจหนีพ้น ด้วยเหตุนี้เขาจึงพูดเปิดอกกับอีกฝ่าย “สำนักสายฟ้า ฝ่ายในของสี่สำนักเก่าแก่ยังมีคนที่ เป็นเหมือนสำนักสายฟ้าด้วย!” เนี่ยเทียนตะลึงงัน ไปอย่างสมบูรณ์แบบ “โลกใบนี้ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แน่นอน” ต่งลี่มองไปยังจุดลับด้วยดวงตาที่เป็น ประกายวาววับ “ไม่รู้ว่าพวกเลือดผสมที่เดินออกมา จากข้างในนั้นแล้วกระจายตัวกันไปทั่วดินแดนของ เผ่ามนุษย์ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีมากน้อยเท่าไหร่
บางคนที่ยังไม่โดดเด่นก็อาจจะแค่เพราะสายเลือด ยังไม่ฟื้นตื่น” “หากสายเลือดฟื้นตื่น ด้วยพรสวรรค์อันเลิศล้ำ ด้วย เรือนกายอันแข็งแกร่งของพวกเขาก็จะทำให้พวก เขากลายเป็นดาวเจิดจรัส” “อีกทั้งยังแอบมีคนผลักดันเรื่องพวกนี้อย่างลับๆ ด้วย” ต่งลี่วิเคราะห์ เนี่ยเทียนใจกระตุก พลันไพล่นึกไปถึงกองกำลังลับที่ หยวนจิ่วชวนมารสายฟ้าพูดถึง มีความเป็นไปได้มากว่ากองกำลังลับที่แข็งแกร่ง ศักยภาพไม่เป็นรองสี่สำนักเก่าแก่ซึ่งประกอบด้วย สำนักนอกรีตอย่างสำนักศพฟ้า ลัทธิจิตมืด สำนัก สาปแห่งความตายนั้นจะเป็นผู้ที่ควบคุมเรื่องพวกนี้ อย่างลับๆ
“พวกกบฏของเผ่าอสูรกาย เผ่าภูตผีปีศาจ และเผ่า ทมิฬก็เป็นสมาชิกของกองกำลังนั้นด้วย” พอคิดมาถึงตรงนี้และหวนนึกไปถึงการถือกำเนิด ของเลือดผสม เนี่ยเทียนก็ยิ่งมั่นใจว่ามีความเป็นไป ได้ถึงแปดเก้าส่วนที่กองกำลังซึ่งเฟิงเป่ยหลัวอยู่ด้วย นั้นจะเป็นผู้สร้างพวกเลือดผสมขึ้นมา “ฟู่วๆๆ!” จู่ๆ จุดลับที่จ้าวซานหลิงและเผยฉีฉีหายเข้าไปก็เกิด คลื่นห้วงมิติเคลื่อนไหวผิดปกติ ลำแสงมากมายถูกชักนำให้บินเข้าหาประตูลับบาน นั้น ก่อนที่ประตูลับจะค่อยๆ ขยายใหญ่อย่างต่อเนื่อง “ฟิ้วๆ!” จ้าวซานหลิงและเผยฉีฉีสองคนบินตามกันออกมา จากด้านใน
บนร่างจ้าวซานหลิงเต็มไปด้วยคราบเลือด สีหน้าซีด ขาว พอออกมาก็ตะโกนดังลั่น “หนีเร็ว!” สภาพเผยฉีฉีดีกว่าเล็กน้อย ไม่มีคราบเลือดที่เห็นได้ ชัดเจนนัก ทว่าดวงตาของนางกลับไม่แจ่มใสอย่างที่ เคยเป็น “เนี่ยเทียน คนผู้นี้คือใคร?” นางหันมามองหันเซิน ด้วยความแปลกใจ “เลือดผสมคนหนึ่ง ต้องการเข้าไปข้างในเพื่อเลื่อน ระดับสายเลือด” เนี่ยเทียนตอบไปตามตรง “ไม่ต้องสนใจเขา!” จ้าวซานหลิงสูดลมหายใจหนึ่ง ครั้ง สายตาฉายแววหวาดหวั่นไม่เป็นสุข “พวกเรามิ อาจสำรวจสถานที่แห่งนี้ได้ต่อไปอีกแล้ว เราต้อง ย้อนกลับไปทางเดิม!” “ไป!” เผยฉีฉีเองก็เอ่ยเร่ง เนี่ยเทียนเหลือบมองหันเซินแวบหนึ่ง
หันเซินโวยวายด้วยความหวาดกลัว “เจ้าและข้าต่าง ก็เป็นเลือดผสม เรื่องอะไรที่เจ้าต้องการรู้ข้าก็บอก ไปหมดแล้วนะ!” “เอาเถอะ คนอย่างเจ้า เกรงว่าคงไม่มีหวังจะแซง หน้าข้าไปได้ตลอดชีวิต จะอยู่หรือตายก็ไม่ส่งผล กระทบอะไร” เนี่ยเทียนพยักหน้าแล้วก็ไม่สนใจ หันเซินอีก แสงสีเลือดหลายเส้นที่เขากำราบไว้ในร่างหันเซินจึง บินย้อนกลับมาหาเขาอีกครั้ง จากนั้นจ้าวซานหลิงและเผยฉีฉีก็ทะยานนำไปอยู่ ข้างหน้า เนี่ยเทียนและต่งลี่สองคนตามหลังมาติดๆ แต่ไม่ได้มุ่งหน้าเข้าลึกไปยังกลุ่มเมฆ แต่ถอยห่าง ออกไปจากทีนี่อย่างรวดเร็ว “เปรี๊ยะๆๆ!”
หลังจากที่เผยฉีฉีและจ้าวซานหลิงหนีออกมา ประตู ลับบานนั้นก็เหมือนถูกปิดผนึกกะทันหัน เวลานี้ประตูลับพลันระเบิดแสงสาดส่อง ขยายใหญ่ อย่างต่อเนื่อง หันเซินยืนอยู่หน้าประตู แต่กลับไม่กล้าเข้าไป เพราะเขาเองก็สัมผัสได้ว่าคลื่นกระเพื่อมในประตู ลับบานนี้สั่นสะเทือนไม่หยุด เนิ่นนานหลังจากนั้น ประตูลับพลันส่องแสงเจิดจ้า ก่อนที่เงาร่างสามเงา จะโผล่พรวดออกมา คนที่มาคือชายสองหญิงหนึ่ง ทุกคนล้วนมีตบะเป็น แดนเอตทัคคะ ผู้หญิงคนเดียวของกลุ่มสวมมงกุฎขนนก เสื้อผ้าที่ สวมใส่คล้ายผู้ชาย อายุมากแล้ว ตบะเป็นแดน เอตทัคคะช่วงกลาง อีกทั้งยังเชี่ยวชาญพลังห้วงมิติ
นางคือผู้นำของคนทั้งสาม “เจ้าคือ?” นางปรายตามองหันเซินแวบหนึ่ง แค่รับ สัมผัสเล็กน้อยก็กล่าวว่า “เลือดผสม? มาที่นี่ ทำไม?” “อาจารย์ของข้าคือเจ้าสำนักสายฟ้าในการปกครอง ของสำนักห้าธาตุ หลังจากที่สายเลือดของข้าฟื้นตื่น เขาก็ชี้ทางให้ข้ามาที่นี่เพื่อเตรียมฝ่าทะลุสู่แดนวาง เปล่า พัฒนาสายเลือดของตัวเองต่อไป” หันเซิน ตอบตามจริง ท่าทางของเขาอ่อนน้อมยิ่ง “ผู้อาวุโส ทั้งสามท่านคือคนของที่นั่นหรือ?” “อ้อ เจ้าชื่อหันเซินใช่ไหม?” ผู้หญิงที่เป็นหัวหน้ายิ้ม บางๆ หันเซินพยักหน้ารับติดๆ กัน “ไม่เลว พอสายเลือดฟื้นตื่นก็เลื่อนสู่ขั้นห้าเลย อนาคตยาวไกลไร้ขีดจำกัด”
“บางทีสำนักสายฟ้าอาจจะมีแดนเทพเจ้าถือกำเนิด ขึ้นก็เพราะเจ้า” “การแลกเปลี่ยนครั้งนี้นับว่าน่ายินดีนัก ไม่เสียแรงที่ พวกเราพยายามไปตั้งมาก” คนทั้งสามพูดคุยยิ้มแย้ม ท่าทางอารมณ์ดีกันไม่น้อย “เมื่อครู่นี้ก็มีคนสองคนออกมาจากข้างใน” หันเซิน เอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง “ไม่เป็นไร” ผู้หญิงที่สวมมงกุฎขนนกกวาดตามอง ไปยังทิศทางที่พวกเผยฉีฉีหนีไป “ยุคสมัยใหม่ใกล้ จะเปิดฉากขึ้นแล้ว นังหนูนั่นเป็นเลือดผสม ไม่ช้าก็ เร็วนางต้องกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของพวกเรา” “ข้างนอกนี้ยังมีเนี่ยเทียนอีกคนหนึ่งนะ เนี่ยเทียน นั่นดูท่าจะร้ายกาจกว่าด้วย!” หันเซินรีบกล่าว “เนี่ยเทียน!”
ผู้หญิงที่สวมมงกุฎขนนมีสีหน้าตื่นตะลึงอย่างเห็นได้ ชัด แต่ไม่นานก็กลับคืนมาเป็นปกติ ทั้งสายตายังเริ่ม เปลี่ยนมาเป็นลึกล้ำเกินจะหยั่ง “ที่แท้ก็เขานี่เอง หึหึ โชคไม่เลวเลยจริงๆ ถึงขนาด ตามหาที่นี่เจอ ยังดี ยังดีที่ฤกษ์งามยามดีใกล้จะ มาถึงแล้ว หาไม่แล้วคงเป็นปัญหาเข้าจริงๆ” นาง พึมพำอยู่กับตัวเอง คนทั้งสามที่บินออกมาจากจุดลับมีสีหน้านิ่งเฉยอยู่ ตลอดเวลา ไม่มีท่าทีว่าจะไล่ตามไปแม้แต่น้อย “มาเถอะ พวกเราจะนำเจ้าเข้าไปข้างใน สายเลือด ของเจ้าน่าจะเลื่อนขั้นได้เร็วขึ้น” กล่าวจบพวกเขาก็พาหันเซินมุดเข้าไปในประตูลับ พื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน
ภายใต้การนำทางของจ้าวซานหลิงและเผยฉีฉี เนี่ย เทียนบินทะยานหลบเลี่ยงลำแสงมากมายไปตลอด ทาง “มีอะไรเกิดขึ้นข้างในนั้นกันแน่?” ต่งลี่โวยวายเสียง ดัง ตอนแรกเริ่ม เผยฉีฉีเร่งรุดเดินทางคล้ายกลัวว่าใคร จะตามมาทัน แต่พอผ่านไปพักหนึ่ง เมื่อนางสัมผัสไม่ได้ถึงร่องรอย ของศัตรูจึงชะลอความเร็ว ท่าทางกลับมาสุขุม ดังเดิม “ประตูลับบานนั้นเชื่อมโยงไปยังฟ้าดินอีกแห่งหนึ่ง ที่ไม่ได้เป็นของชนต่างเผ่า หรือเผ่าวิญญาณโบราณ แล้วก็ไม่ใช่โลกในปัจจุบันของเผ่ามนุษย์” พอจ้าว ซานหลิงอ้าปากก็ร่ายข้อมูลออกมายาวเหยียด “เป็นฟ้าดินแห่งใหม่ที่กว้างขวางยิ่ง มีดวงดาว
กระจัดกระจายไปทั่วเช่นกัน เพียงแต่ว่าดินแดน หลายแห่งยังวิวัฒนาการได้ไม่สมบูรณ์แบบ จึงถือ เป็นฟ้าดินลึกลับแถบใหม่อย่างสิ้นเชิง!” เนี่ยเทียนตะลึงงัน “ฟ้าดินแห่งใหม่ที่ยังไม่เคยถูก ค้นพบอย่างนั้นหรือ?” จ้าวซานหลิงพยักหน้ารับแรงๆ “เป็นฟ้าดินที่พวก เราไม่เคยค้นพบ แล้วก็ไม่เคยมีการป่าวประกาศจาก ทั้งฝ่ายของมนุษย์และชนต่างเผ่า แต่ว่า…” หยุดไปครู่ ก่อนเขาจะพูดว่า “แต่ว่าด้านในนั้นมี เผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิต! มีเลือดผสมมากมายที่ยังหนุ่ม สาว!” “ข้าเชื่อว่าซวีเฉิงที่หายไปได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่ง ของฟ้าดินแห่งใหม่นั้นแล้ว ทั้งยังผสานรวมกับพวก เขาอย่างสมบูรณ์แบบด้วย” เผยฉีฉีเอ่ยแทรก “เพียงแต่ว่าระหว่างที่พวกเราไปสำรวจกลับถูกคน
จับได้ พวกเขาคิดจะกักตัวพวกเราไว้ อีกฝ่ายมี ศักยภาพแข็งแกร่ง พวกเราไม่อยากเป็นฝ่ายถูก กระทำ จึงได้แต่ถอยหนีออกมาก่อน” “เรื่องนี้ใหญ่เกินไป จำเป็นต้องแจ้งให้ผู้แข็งแกร่ง ของสี่สำนักใหญ่ทราบโดยเร็วที่สุด” จ้าวซานหลิง ตวาด “ที่น่าแปลกก็คือพวกเขาไม่ได้ไล่ตามมา” เผยฉีฉี คอยหันกลับไปมองด้านหลังอยู่หลายครั้ง นางรู้ดีว่าอีกฝ่ายมีผู้เชี่ยวชาญพลังห้วงมิติอยู่คนหนึ่ง ทั้งขอบเขตยังสูงล้ำ สมบัติห้วงมิติระดับเพาะฟ้าในมือนางไม่มีปฏิกิริยา ตอบสนองใดๆ นั่นหมายความว่าอีกฝ่ายไม่ได้ไล่ ตามมา ความลับยิ่งใหญ่เทียมฟ้าถูกพวกเขาเป็นคนค้นพบ หากพวกเขาออกไปจากพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนก็
อาจจะเอาไปแจ้งสี่สำนักเก่าแก่ แล้วทำไมอีกฝ่ายถึง ไม่ตามมาฆ่าปิดปาก? เผยฉีฉีไม่เข้าใจ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 38 บทที่ 1140 สถานที่ประหลาด
ฟ้าดินไม่รู้นาม ดวงดาวดารดาษทอแสงระยิบระยับ ระหว่าง ดวงดาวแต่ละดวงมีสายรุ้งพาดโยง พร่างพราวแต่ก็ ลึกลับประดุจธารน ้าสายรุ้ง ในดินแดนดวงดาวแห่งหนึ่ง กลุ่มแสงเจิดจ้ากลุ่มหนึ่งพลันเปล่งประกายวาบ ก่อนที่เงาร่างมากมายจะก้าวเข้ามาในฟ้าดินแห่งนี หากเนี่ยเทียนอยู่ที่นี่ก็จะเห็นทันทีว่าผู้ที่เข้ามามีเฟิง เป่ยหลัวแห่งส้านักศพฟ้า เจ้าลัทธิจิตมืด ผู้แข็งแกร่ง ส้านักสาปแห่งความตายและยังมีบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ ของส้านักนอกรีตอีกหลายคนที่เร้นตัวหายเข้ากลีบ เมฆไปนานหลายปี
มุมหนึ่งทางทิศเหนือของดินแดนแห่งนี มีแม่น ้าเลือด อยู่หลายเส้น น ้าในแม่น ้าบ้างก็เป็นสีแดงฉาน บ้านก็เป็นสีเขียว มรกต บ้างก็เป็นสีฟ้าสดใส แม่น ้าเลือดบางแห่งมีสายฟ้าแลบปลาบพร้อมเสียง ฟ้าร้องครืนครั่น แล้วก็มีแม่น ้าเลือดบางแห่งที่ส่ง กลิ่นคาวเลือดฉุนกึก เผยกลิ่นอายของการเข่นฆ่า แม่น ้าเลือดบางเส้นก็เป็นสีทองระยิบระยับ หรือไม่ก็ มีเปลวเพลิงลุกท่วม แม่น ้าเลือดเหล่านั นส่วนใหญ่แล้วไม่ได้ตัดสลับกัน แต่ตั งตัวเป็นอิสระจากกัน มีชายหนุ่มหญิงสาวจ้านวนไม่น้อยที่เห็นได้ชัดว่าเป็น เผ่ามนุษย์ ทว่ากลับมีปราณต่างกัน และสีผมก็คนละ สีซึ่งก้าลังเปลือยกายแช่ตัวอยู่กลางแม่น ้าเลือดแต่ ละเส้น
หันเซินเองก็อยู่ในแม่น ้าเลือดสายหนึ่งด้วย แม่น ้าเลือดสายนั นสร้างขึ นมาจากเลือดสดของภูตผี ปีศาจหรือไม่ก็สัตว์ชนต่างเผ่าที่มีสายเลือดสายฟ้า อย่างสัตว์สายฟ้านิลกาฬ และเมื่อผ่านการชุบหลอม ซ ้าแล้วซ ้าเล่าหลายครั งก็ได้น้ามาผสานรวมไว้ ด้วยกัน หันเซินยืนอยู่กลางแม่น ้าเลือด ใช้สายเลือดสายฟ้า ของตัวเองสกัดดึงเอาปราณเลือดเข้มข้นออกมาจาก ในน ้าเลือดที่เดือดปุดๆ ปราณเลือดพวกนั นดีดลั่น “เปรี๊ยะๆ” อยู่ในเส้นชีพ จรของเขาคล้ายสายฟ้าที่พุ่งผ่านไปมา ช่วยเพิ่ม ความแข็งแกร่ง ชุบหลอมเอ็นและกระดูกให้แก่ ร่างกายของเขา หันเซินมองไปรอบกาย ก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนมา เป็นตื่นตะลึง หัวใจมีคลื่นยักษ์ถาโถม
เพราะล้าพังเพียงแค่แม่น ้าเลือดที่เขาอาบแช่อยู่ เลือดผสมที่เป็นเหมือนเขาก็มีมากหลายสิบคนแล้ว! คนเหล่านั นต่างก็มีสายเลือดสายฟ้าเหมือนกันกับ เขา เพียงแต่ว่าต้นก้าเนิดแตกต่างกันเท่านั น! ทว่าระดับสายเลือดของเลือดผสมส่วนใหญ่ยัง ค่อนข้างต่้า มีแค่ระดับสาม ระดับสี่เท่านั น คนที่มี สายเลือดระดับห้าอย่างเขากลับมีไม่มากนัก นอกจากนี ขอบเขตของพวกเลือดผสมเผ่ามนุษย์ เหล่านั นก็ไม่สูงนัก ส่วนใหญ่ล้วนเป็นแค่กลาง สวรรค์ ต้นสวรรค์ เขตสามัญมีให้เห็นน้อยมาก ที่ท้าให้หันเซินตื่นตะลึงอย่างแท้จริงก็คืออายุของ พวกเขา! เขาสามารถสัมผัสได้ว่าอายุของชายหนุ่มหญิงสาว เหล่านี ยังน้อยมาก!
นี่ยังเป็นเพียงแค่แม่น ้าเลือดของผู้มีสายเลือดสายฟ้า ซึ่งสายเลือดฟื้นตื่นแล้วอย่างเขาเท่านั น ห่างออกไปไกล ในบรรดาแม่น ้าเลือดหลายเส้นยังมี คนที่มีสายเลือดพื นดิน คนที่มีสายเลือดแห่งความ พลุ่งพล่านของเผ่าภูตผีปีศาจ และยังมีคนที่มี สายเลือดของเผ่าหินเทา เผ่าเกล็ดด้าอยู่ด้วย เหล่าเลือดผสมที่มีสายเลือดต่างกันล้วนอยู่ในแม่น ้า เลือดคนละสาย ทุกคนต่างก็สกัดดึงพลังเลือดลม จากแม่น ้าเลือดมาเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับ สายเลือดของตัวเองทั งสิ น มีทั งภูตผีปีศาจ เผ่าอสูรกายหรือแม้แต่เผ่าโครง กระดูกที่กระจายตัวกันอยู่ในบริเวณใกล้เคียงคล้าย ก้าลังจับตามองการเปลี่ยนแปลงในแม่น ้าเลือดอย่าง ใกล้ชิด ในใจของหันเซินเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและฮึกเหิม
เขาพลันรู้สึกว่าการได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ กลายเป็นหนึ่งในผู้พิชิตที่โดดเด่นในฟ้าดินของแต่ละ เผ่าพันธ์แห่งยุคสมัยใหม่ก็คือความหมายในการ ด้ารงอยู่ของเขา ราวกับว่าร่องรอยบางอย่างที่นาบประทับลึกล ้าอยู่ ในสายเลือดเขาก้าลังกระตุ้นเร่งเร้าเขา อีกพื นที่หนึ่งที่ห่างไกลจากแม่น ้าเลือดหลายสาย ค่อนข้างมาก ปราณแห่งความตายขาวซีดที่แผ่ปกคลุมไปทั่ว บริเวณค่อยๆ ถูกกระตุ้นให้แปรเปลี่ยนมาเป็นปราณ ศพเข้มข้นอย่างเชื่องช้า ศพจ้านวนมากในพื นที่ฝังกระดูกหลายแห่งซึ่งมีคน เผ่าโครงกระดูกเคลื่อนไหวต่างก็ถูกน้ามาไว้ในพื นที่ แห่งนี ศพเหล่านั นมีทั งของเผ่ามนุษย์ ชนต่างเผ่า และสัตว์โบราณร่างใหญ่โต
เมื่อศพถูกน้ามาโยนไว้ที่นี่ก็จะถูกค่ายกลพิเศษช้าระ ล้างและเปลี่ยนแปลงให้กลายมาเป็นปราณศพ บริสุทธิ์ ปราณศพทั งหมดที่อยู่ที่นี่ล้วนกลายมาเป็นล้าแสง เก้าเส้นที่ไหลบ่าเข้าหาศพภูตผีปีศาจร่างใหญ่ยักษ์ ตนหนึ่งอย่างมหาราชานรกเลือดข่าตี๋ มหาราชาข่าตี๋ที่มีรายชื่ออยู่ในอันดับต้นๆ ของเผ่า ภูตผีปีศาจซึ่งถูกเฟิงเป่ยหลัวสังหารนอนเหยียดยาว อยู่ในหลุมขนาดมหึมาด้วยสภาพร่างปีศาจสายเลือด หวนคืนบรรพบุรุษ ล้าแสงปราณศพเก้าเส้นคือพลังงานที่ถูกดึงมาจาก ในศพของพื นที่ฝังกระดูกซึ่งไหลเข้าไปในผิวหนังแข็ง กระด้างที่ปริแตกของเขา “อู้!”
เฟิงเป่ยหลัวจากส้านักศพฟ้าและเจ้าลัทธิจิตมืดพลัน มาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ “ใต้เท้าทั งสองท่าน!” สตรีที่สวมมงกุฎขนนกซึ่งก่อนหน้าบุกออกไปหมาย จะไล่ล่าเผยฉีฉีลุกขึ นยืนท้าความเคารพอย่างนอบ น้อม “หลังจากที่ศพของข่าตี๋ถูกหลอมเป็นศพฟ้าได้ส้าเร็จ ขอบเขตแดนเทพเจ้าของเจ้าก็คงฝ่าทะลุได้อย่าง ราบรื่นแล้วกระมัง?” เจ้าลัทธิจิตมืดถามด้วย น ้าเสียงอึมครึมชวนขนหัวลุก “เดิมทีขอบเขตของข้าก็ขาดอีกแค่ก้าวเดียวเท่านั น ใช้ข่าตี๋มาหลอมเป็นศพฟ้าที่แข็งแกร่งที่สุดในมือข้าก็ จะท้าให้ข้าผ่านก้าวนั นไปได้พอดี” สีหน้าของเฟิง เป่ยหลัวเฉยชา “ข้าในตอนนี ถือว่าเป็นแดนเทพเจ้า
แล้ว เพียงแต่ว่าขอบเขตยังไม่ค่อยมั่นคง ยังต้องใช้ เวลาอีกเล็กน้อยเท่านั น” สายตาที่เจ้าลัทธิจิตมืดมองมายังเฟิงเป่ยหลัวมีความ กริ่งเกรงแฝงอยู่อย่างเห็นได้ชัด ต่อให้เขาจะเป็นแดนเทพเจ้าช่วงต้นมานานแล้วก็ ตาม เขารู้ดีกว่าใครว่าเฟิงเป่ยหลัวแห่งส้านักศพฟ้านั นน่า กลัวแค่ไหน ตอนที่ยังไม่กลายเป็นแดนเทพเจ้า เฟิง เป่ยหลัวอาศัยศพฟ้าที่ครอบครองก็สามารถสร้าง ปัญหาใหญ่ให้แก่เขาได้แล้ว แล้วนับประสาอะไรกับที่ตอนนี เฟิงเป่ยหลัวได้ กลายเป็นแดนเทพเจ้าแล้ว “ศพฟ้าของข่าตี๋ขาดอีกแค่ก้าวเดียวเท่านั น เมื่อท้า ส้าเร็จ หลังจากนี ข้าก็จะสบายไปอีกเยอะ” เฟิงเป่ย หลัวยิ มบางๆ พลางชี นิ วไปยังทิศไกล
ห่างออกไปไกลมีศพของมหาราชาระดับเก้าอยู่อีก มากมาย มีทั งศพของภูตผีปีศาจ อสูรกาย เผ่าทมิฬ รวมไปถึงสัตว์โบราณ มหาราชาระดับเก้าเหล่านั นมีปราณศพเข้มข้นล้อ มวน สายเลือดก่อนตายของพวกเขาไม่ด้อยไปกว่า ข่าตี๋เลย หากมหาราชาข่าตี๋กลายมาเป็นศพฟ้าที่แข็งแกร่งได้ ส้าเร็จ เฟิงเป่ยหลัวก็สามารถใช้วิธีการเดียวกันนี มา ท้าให้ศพของมหาราชาระดับเก้า สัตว์โบราณ เหล่านั นกลายมาเป็นกระบี่ที่คมกริบในมือของเขาได้ ทั งหมด “ดูท่าต้าแหน่งของเจ้าในใจนายท่านคงจะยิ่งมั่นคง ขึ นเรื่อยๆ แล้ว” เจ้าลัทธิจิตมืดเอ่ยด้วยน ้าเสียง อิจฉา
“ใต้เท้า!” มาถึงเวลานี สตรีที่สวมมงกุฎขนนกเพิ่ง จะกล้าเอ่ยรายงาน “มีผู้เชี่ยวชาญพลังห้วงมิติสอง คนบุกเข้ามาที่นี่ หนึ่งในนั นมีสายเลือดห้วงมิติ น่าจะเป็นลูกศิษย์หญิงที่เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์เพิ่งจะรับ ตัวไป พวกเขามาเคลื่อนไหวอยู่ในดินแดนของพวก เราครู่หนึ่ง แต่พอถูกพวกเราจับได้ก็หนีไปได้ ทันเวลา” เฟิงเป่ยหลัวยิ มกว้างถูกใจ “นังหนูนั่นชื่อเผยฉีฉี ไม่ เป็นไร ไม่ต้องเป็นกังวล” “อืม ข้าเองก็มองออกว่านางน่าจะมีความสัมพันธ์ที่ เกี่ยวข้องกับพวกเราอย่างลึกซึ ง” หญิงผู้นั นหัวเราะ เบาๆ “เพียงแต่นางไม่รู้ต้นก้าเนิดทางสายเลือดของ ตัวเองก็เท่านั น” เฟิงเป่ยหลัวย้ายเส้นสายตาออกจากดินแดนที่ ห่างไกลแห่งนี แล้วทอดมองไปยังดวงดาวพร่างพราว อีกแห่งหนึ่งที่ล้าแสงสายรุ้งพาดโยงไปถึง
“อันที่จริง นางก็ยังมาหาผิดที่อยู่ดี” เฟิงเป่ยหลัว เอ่ยกลั วหัวเราะ “ได้ยินว่ายังมีเลือดผสมอีกคนหนึ่งรอนางอยู่ข้าง นอก ชื่อว่าเนี่ยเทียนอะไรสักอย่างนี่แหละ” หญิงผู้ นั นกล่าวต่อ “ข้าออกไปข้างนอกน้อยครั ง จึงไม่รู้ว่า ชื่อเสียงของเนี่ยเทียนมีมากแค่ไหน ทว่าหันเซินที่ เพิ่งเข้ามาที่นี่กลับบอกว่าเขาไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง” “เนี่ยเทียน ไม่ใช่บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดที่ก่อน หน้านี ไม่นานเพิ่งจะเอาชนะเอ้าเฟยลี่หย่าแห่งเผ่า ภูตผีปีศาจไปได้หรอกหรือ?” เจ้าลัทธิจิตมืดอุทาน ตกใจ “หึ เนี่ยเทียน เขาต่างหากถึงจะเป็นกุญแจส้าคัญที่ แท้จริง” เฟิงเป่ยหลัวหัวเราะร่า ———————————