ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1321 อาณาจักรฮว่อหลิง
หลังจากกลับมาถึงอาณาจักรวอหลิว เนี่ยเทียนก็ไม่ได้ ออกไปเตร็ดเตร่ที่ไหน ตำรา คัมภีร์และข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับกู่ผีถูกลัทธิ จิตตวิสุทธิ์ สำนักห้าธาตุและหอทอดฟ้าทยอยกัน นำมาส่งให้ เนี่ยเทียนจึงตั้งใจศึกษาข้อมูลทั้งหมด ระหว่างนั้นเขาก็ได้รู้ว่าในที่สุดจู่กวางเหย้าของสำนัก เขาสร้างขอบเขตให้มั่นคงได้แล้ว จึงเดินทางจาก ดินแดนเมฆามรกตกลับไปที่ดินแดนสะเก็ดดาว กลาย มาเป็นผู้แข็งแกร่งอีกคนหนึ่งภายในสำนัก ฉู่รุ่ยอาศัยสมบัติล้ำค่าหายากของสำนัก รวมไปถึงยา เทพที่เขาเก็บไว้มาฟื้นคืนพลังการต่อสู้อย่างรวดเร็ว
บุตรแห่งดวงดาวแต่ละคนอย่างโต้วเทียนเฉิน วังเหม่ย เจีย ฟางหยวนต่างก็รวบรวมกองกำลังของใครของมัน หมายจะกรีฑาทัพไปเยือนดินแดนดวงดาวแต่ละแห่ง ที่อยู่ในนามของสำนักอีกครั้ง เนื่องด้วยความแข็งแกร่งของเขา สำนักบุกเบิกฟ้า สำนักเมฆามรกตล้วนสูญเสียผลประโยชน์ ส่วนพรรค เงามืดก็หายเข้ากลีบเมฆ ชื่อเสียงของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวมีลางว่าจะฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง ปัญหาความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในสิบสามดินแดน ดวงดาวที่พึ่งพาสำนักก็ทยอยกันถูกกำราบ ปราบปราม เมื่อพลังของฉู่รุ่ยฟื้นคืนกลับมา จู่กวางเหย้าฝ่าทะลุสู่ แดนเทพเจ้า พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก็ไม่ยอม แพ้อีกต่อไป ส่วนทางฝ่ายของเว่ยไหลก็สั่งให้ค่านจื้อเซิ่งมาถาม
ความเห็นของเขา หวังว่าเขาเองก็จะช่วยลงมือไป ปราบปรามสำนักในดินแดนดวงดาวทั้งหลายที่ก่อ กบฏขึ้นมา แต่เมื่อรู้ในภายหลังว่าพวกจีหยวนฉวน เย่เหวินฮั่น ต่างก็ฝากความหวังให้เขาเป็นคนรับมือกู่ผี ทาง พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจึงไม่ได้บังคับเขาอีก ต่อไป ในตำหนักลับแห่งหนึ่ง ต่งลี่ยื่นคัมภีร์โบราณเล่มหนึ่งไปให้เขา “สำนักห้าธาตุ ส่งมาให้” “ไม่อ่านแล้วล่ะ” เนี่ยเทียนไม่ได้รับเอามา “ข้อมูล เกี่ยวกับกู่ผีก็มีอยู่แค่นั้น บอกว่ามันสนิทกับทงโยว ต้าจุนมากที่สุด แต่เรื่องที่ว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร มี จุดอ่อนอย่างไร ตำราทุกเล่มและข้อมูลทุกอย่างล้วน ไม่ได้บันทึกเอาไว้”
“เจ้ามีความเห็นอะไรงั้นหรือ?” ต่งลี่ถามด้วยน้ำเสียง อ่อนโยน “ข้าจะแอบออกไปจากที่นี่เงียบๆ” เนี่ยเทียนไม่ได้ ปิดบัง “อันที่จริงสิ่งที่ข้าใช้ผนึกไอพิษของกู่ผีตอนอยู่ ดินแดนสะเก็ดดาวคืออักขระโบราณมายาชนิดหนึ่ง วิธีการสร้างอักขระโบราณนั้นมาจากพื้นที่ลึกลับแห่ง หนึ่งที่เกราะมังกรเพลิงพาข้าไป ข้าไม่ได้ไปที่นั่นมา นานมากแล้ว ครั้งนี้จึงคิดจะไปสำรวจให้ละเอียดอีก สักหน่อย” “สถานที่ที่เกราะมังกรเพลิงพาเจ้าไป? ที่ไหน? ดินแดนของเผ่ามนุษย์อย่างนั้นหรือ?” ต่งลี่ถามด้วย น้ำเสียงตะลึงระคนแปลกใจ “ไม่ใช่” เนี่ยเทียนส่ายหน้าเบาๆ “แล้วจะไปจากที่ไหน?” ต่งลี่ถามอีกครั้ง “ข้าจะไปที่สำนักไฟของสำนักห้าธาตุก่อน”
“ข้าช่วยจัดการให้เจ้าเองก็แล้วกัน” “ดี” …… หลายวันต่อมา อาณาจักรฮว่อหลิง อาณาจักรเปลวเพลิงร้อนแรงเหมือนอาณาจักรต้าฮ วางที่เพิ่มความแข็งแกร่งอีกหลายเท่ามีภูเขาไฟเรียง ตัวแน่นขนัด ก้อนเมฆเป็นสีแดงฉานประหนึ่งติดไฟลุก ไหม้ “ฟิ้ว!” ร่างของเนี่ยเทียนพลันเผยกายออกมากลางค่ายกลบน ยอดเขาสีชาดของภูเขายักษ์หมื่นจั้งลูกหนึ่ง “เจ้ามาแล้วหรือ” โหลวหงแยนเทพธิดาสำนักไฟที่พอเห็นเขามาถึงก็ พยักหน้าให้เบาๆ
นอกจากนางแล้วยังมีคนอยู่อีกมากมาย หวงจินหนัน โหวชูหลันต่างก็อยู่กันครบ และยังมีอีกหลายคนที่เขาไม่คุ้นหน้า หนึ่งในนั้นคือชายหนุ่มเรือนกายบึกบึนราวขุนเขา ทว่ากลับมีใบหน้าไร้เดียงสา เนี่ยเทียนลองใช้ สายเลือดแห่งชีวิตรับสัมผัสก็ค้นพบว่าคนผู้นี้อายุน้อย มาก แต่กลับมีตบะเป็นแดนเอตทัคคะช่วงกลางแล้ว เนี่ยเทียนจึงตั้งใจพินิจพิจารณาเขามากเป็นพิเศษ “เนี่ยเทียน ข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จักเอง” หวงจินหนัน หัวเราะร่า พลางชี้นิ้วไปที่ชายหนุ่มคนนั้น “เขาคือ ศิษย์พี่ของพวกเรา ผูหยางป่าย เทพบุตรสำนักดิน ศิษย์พี่ของข้าพูดไม่เก่ง แต่จิตใจงดงาม ดีต่อพวกเรา อย่างมาก ก่อนหน้านี้เจ้าไม่เคยพบเขา เพราะว่าเขา ไปหาโอกาสฝ่าทะลุขอบเขตอยู่ที่ดินแดนอื่น เพิ่งจะ กลับออกมาเมื่อไม่นานมานี้”
ห้าสำนักของสำนักห้าธาตุต่างก็มีอาณาจักรของใคร ของมัน แบ่งออกเป็นอาณาจักรจินหลิง อาณาจักรฮว่อหลิง อาณาจักรถู่หลิง อาณาจักรสุ่ย หลิงและอาณาจักรมู่หลิง ทั้งห้าสำนักต่างก็มีเทพบุตรและเทพธิดาเป็นของ ตัวเอง ผูหยางป่ายก็คือเทพบุตรสำนักดิน ตบะแดน เอตทัคคะช่วงกลาง ซึ่งเหนือกว่าโหวชูหลันแห่งสำนัก ไม้เข้าไปอีก แล้วก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่โดดเด่นที่สุดใน บรรดาเทพบุตรเทพธิดาทั้งหลาย “สวัสดี หลายปีมานี้ข้าใช้เวลาหมดไปกับการฝ่าทะลุ ขอบเขต น้อยครั้งที่จะกลับมายังสำนัก” พอผูหยาง ป่ายเปิดปากก็หัวเราะคลอไปเบาๆ “พอข้ากลับมาก็ ได้ยินศิษย์น้องชายหญิงพากันพูดถึงเจ้า พอได้ยินว่า เจ้าจะมาอาณาจักรฮว่อหลิง ด้วยความอยากรู้ ข้าจึง
ตั้งใจมาพบเจ้า” “แล้วก็ข้าอีกคน” ดรุณีน้อยมัดผมหางม้าที่อายุน้อย ยิ่งกว่า มองดูแล้วยังเด็กอยู่มากคนหนึ่งเอ่ยแทรก ขึ้นมาเสียงดัง “นางคือศิษย์น้องหญิงเล็กที่สุดของพวกเรา เด็กกว่า ข้าเสียอีก เทพธิดาสำนักน้ำ ลิ่นเหยาเหยา” โหวชูห ลันอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เหยาเหยา เขาก็คือ เนี่ยเทียน คนที่เจ้าอยากเจอมาตลอดนั่นไง” “พอรู้ว่าเจ้าจะมา ข้าก็เลยตั้งใจมาพบเจ้าที่ อาณาจักรฮว่อหลิงนี่เหมือนกัน” ลิ่นเหยาเหยาเอ่ย ด้วยน้ำเสียงจริงจัง เนี่ยเทียนมองแค่ปราดเดียวก็รู้ว่าขอบเขตของนางคือ แดนว่างเปล่าช่วงต้น ทว่าอายุน้อยกว่าโหวชูหลัน ใบหน้าของนางงามพิสุทธิ์ ไร้เดียงสาดั่งน้องสาวข้าง บ้าน
“ดีใจมากที่ได้พบกับพวกเจ้า” เนี่ยเทียนตอบรับอย่าง ไม่ใคร่จะใส่ใจนัก ก่อนจะหันไปพูดกับโหลวหงแยน “ข้าอยากรู้ความลับเกี่ยวกับเกราะมังกรเพลิงรวมถึง ไปสถานที่สร้างเกราะมังกรเพลิง นอกจากนี้เหตุใด สถานที่ที่แกนเลือดของเกราะมังกรเพลิงเชื่อมโยงไป ถึงได้มีความมหัศจรรย์มากถึงเพียงนั้น?” สีหน้าของโหลวหงแยนไม่น่าดูนัก “มีปัญหาอะไรงั้นหรือ?” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว “อาจารย์ของข้าไม่อยู่ ท่านปู่ที่ควบคุมดูแลสำนักไฟ เป็นคนอารมณ์ร้าย แล้วก็ไม่ค่อย…ยอมรับในตัวเจ้า ด้วย” โหลวหงแยนลังเลไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดว่า “ท่าน ปู่เผิงคิดว่า เกราะมังกรเพลิงคือวัตถุของสำนักไฟเรา ไปอยู่ในมือเจ้าเป็นเวลานานก็ยังพอทน แต่นี่เจ้ายังจะ สอบถามความลับของเกราะมังกรเพลิงจากสำนักไฟ เราอีก เขาจึงไม่พอใจอย่างมาก”
“ข้าได้เวทลับผนึกกู่ผีมาจากเกราะมังกรเพลิง” เนี่ย เทียนกล่าว “ว่าไงนะ?” โหลวหงแยนตะลึง “เจ้ามาเพราะเรื่องของกู่ผีหรือ?” โหวชูหลันสีหน้า เคร่งเครียด เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ โหวชูหลันนิ่งคิดไปครู่ ก่อนจะหันไปพูดกับโหลว หงแยนว่า “รบกวนเจ้าแจ้งผู้อาวุโสเผิงสักหน่อยเถอะ อาจารย์ของเจ้าไม่อยู่ก็ให้เขาเป็นคนเล่าเรื่องความลี้ ลับของเกราะมังกรเพลิงก็แล้วกัน” “ข้ากลัวก็แต่ว่าท่านปู่เผิงจะรู้ไม่จริงน่ะสิ” โหลว หงแยนยิ้มเจื่อน “เกราะมังกรเพลิงคืออาวุธที่อาจารย์ ข้าตั้งใจหลอมขึ้นมาเพื่อข้าโดยเฉพาะ ความลี้ลับ มากมายที่อยู่ในเสื้อเกราะ เขาก็ยังไม่เคยบอกกับข้า อย่างละเอียดนัก เดิมทีก่อนหน้านี้เขาเคยบอกกับข้า
ว่าสักวันจะไปพบเนี่ยเทียนเพื่อยืมเกราะมังกรเพลิง มาใช้ ซึ่งข้าเดาเอาว่ามันน่าจะเกี่ยวกับความลับของ เกราะมังกรเพลิง” “ลองถามผู้อาวุโสเผิงดูก่อนก็แล้วกัน” โหวชูหลัน เสนอแนะ “เอาอย่างนั้นก็ได้” โหลวหงแยนหยิบเอาหินส่ง ข้อความเสียงออกมาแล้วส่งความคิดของตัวเองเข้าไป ผ่านไปพักหนึ่ง ผู้เฒ่าผมแดง ท่าทางเจ้าอารมณ์คนหนึ่งก็บุกมาด้วย พลังอำนาจดุดัน ร่างของเขายังลอยอยู่บนท้องฟ้าสูง ยังไม่ทันลดตัวลง มาบนยอดเขาก็ตวาดด้วยน้ำเสียงที่ดังพอจะ กระเทือนให้ผู้คนแก้วหูร้าว “เนี่ยเทียน เจ้าบอกว่า เวทลับที่เจ้าใช้ผนึกกู่ผีได้มาจากเกราะมังกรเพลิงงั้น รึ? ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่สู้เจ้าบอกความลับนั้นและ
มอบเกราะมังกรเพลิงคืนให้แก่เทพธิดาสำนักข้า ให้ สำนักไฟของพวกเราคิดหาวิธีไปผนึกกู่ผีเอาเอง” “เรื่องนี้…” เนี่ยเทียนขมวดคิ้วน้อยๆ “ทำไมรึ?” เขาพลันพลิ้วกายลงมาบนยอดเขาดังตึง แล้วก็ถลึงตา พูดเสียงกระโชก “เดิมทีเกราะมังกร เพลิงก็เป็นวัตถุของสำนักไฟเราอยู่แล้ว เจ้าสำนักของ ข้าตั้งใจหล่อหลอมมันขึ้นเพื่อมอบให้แก่ลูกศิษย์ของ เขา เจ้าได้เกราะมังกรเพลิงไปครอบครองนานหลายปี ทั้งยังบรรลุเวทลับอีกมากมาย แค่นี้ยังไม่พออีกหรือ? เจ้าคิดจะฮุบมันเอาไว้อีกนานเท่าไหร่ถึงจะยอมคืน ให้กับพวกเรา?” พอเขาพูดอย่างนี้ ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นก็รู้สึกกระอัก กระอ่วนกันขึ้นมาทันที “วัตถุชิ้นนี้ไม่ใช่วัตถุที่ธรรมดาอีกต่อไปแล้ว” เนี่ย เทียนคิดอยู่ครู่ก็เอ่ยว่า “เกราะมังกรเพลิงจะติดตาม
ใคร ไม่สู้ถามมันแล้วให้มันตัดสินใจเอาเองจะดีกว่า” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 45 บทที่ 1322 มังกรเพลิง อาเจียซือ
เกราะมังกรเพลิงบินทะยานออกมา เสื้อเกราะปลดปล่อยเปลวเพลิงร้อนแรง เลือดลมที่ อยู่ในแกนเลือดพลุ่งพล่านเชี่ยวกราก ก่อนที่มันจะเข้า มารวมตัวกันแล้วแปรสภาพภายใต้สายตาจับจ้องของ ทุกคน สุดท้ายก็กลายมาเป็นมังกรเพลิงที่มีเลือดเนื้อ ตัวหนึ่ง มังกรเพลิงตัวนี้ลำตัวยาวหลายร้อยเมตร เกล็ดเป็นสี แดงฉาน กรงเล็บประหนึ่งสมอติดไฟที่เปี่ยมล้นไป ด้วยความดุร้ายกระหายการเข่นฆ่า พลังแห่งสายเลือดที่เข้มข้นดุจธารเปลวเพลิงที่ทำให้ ทุกชีวิตในอาณาจักรฮว่อหลิงซึ่งฝึกธาตุเปลวเพลิงรับ สัมผัสได้อย่างชัดเจน
“อู้ๆๆๆ!” ภูเขาไฟเดือดพล่านหลายลูกที่ห่างออกไปไม่ไกล เหมือนถูกพรสวรรค์ทางสายเลือดของมังกรเพลิงตัวนี้ กระตุ้น เปลวเพลิงจึงโหมไหม้รุนแรงยิ่งกว่าเดิมจน ลาวาเดือดปะทุปุดๆ “อาเจียซือ!” เผิงเยี่ยนแห่งสำนักไฟที่โหลวหงแยนเรียกตัวมา ตะโกนก้อง “ฟิ้วๆๆ!” แสงไฟหลายเส้นพากันบินจากทิศทางต่างๆ ของ อาณาจักรฮว่อหลิงมุ่งตรงมายังที่แห่งนี้ แสงไฟทุกเส้นที่พอลดตัวลงมาก็ล้วนกลายมาเป็นผู้ เฒ่าแก่ชรา หรือไม่ก็หญิงชราที่มีตบะเป็นแดน เอตทัคคะ เพียงแต่ว่าอายุน้อยกว่าเผิงเยี่ยนเล็กน้อย
“ผู้อาวุโสทุกท่าน พวกท่าน…” โหลวหงแยนอุทาน เบาๆ “อาเจียซือ!” เผิงเยี่ยนสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้าจ้องเขม็งไปยังมังกรเพลิงที่ แปรสภาพมาจากเสื้อเกราะมังกรเพลิงตัวนั้นแล้วพูด ด้วยน้ำเสียงเหลือเชื่อ “ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ” “คืออาเจียซือจริงๆ ด้วย!” ผู้อาวุโสสำนักไฟที่เพิ่ง มาถึงก็ร้องอุทานอย่างอดไม่ได้ พวกเขาล้วนเป็นคนเก่าคนแก่ของสำนักไฟ จึงรู้ดีว่า มังกรเพลิงตัวนี้ก็คืออาเจียซือ บุตรชายคนเล็กของปา ผู่ตี้ซือถ่าประมุขเผ่ามังกรเพลิง ตอนที่อาเจียซืออายุยังน้อยได้มาเยือนดินแดนของเผ่า มนุษย์ด้วยความซุกซน เขาอาละวาดสร้างอัคคีภัยไป ทั่ว สุดท้ายจึงรู้ไปถึงหูของสำนักไฟ ผลสุดท้ายอาเจียซือจึงถูกผู้แข็งแกร่งของสำนักไฟ
สังหาร เผิงเยี่ยนและผู้อาวุโสหลายคนของสำนักไฟที่อยู่ที่นี่ ล้วนเคยได้เห็นอาเจียซือมาก่อน อีกทั้งในบรรดาพวก เขาหลายคนยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของอาเจีย ซืออีกด้วย ทั้งๆ ที่พวกเขาจำได้ว่า ตอนที่อาเจียซือถูกสังหาร ทั้ง กระดูก เลือด หัวใจและจิตวิญญาณของเขาต่างก็ถูก เลาะแยกออกจากกันไปหมดแล้ว เกราะมังกรเพลิงเองก็ใช้กระดูกของอาเจียซือเป็น รากฐาน โดยมีเส้าเทียนหยางเป็นผู้ลงมือหลอมขึ้นมา ด้วยตัวเอง เพื่อมอบให้กับโหลวหงแยนผู้เป็นลูกศิษย์ ของเขา หวังเพิ่มพลังการต่อสู้ของนางให้แข็งแกร่ง ยิ่งขึ้น ก่อนหน้าที่อาเจียซือจะถูกฆ่า เขาไม่ได้มีฝีมือที่ร้าย กาจสักเท่าไหร่นัก แต่ที่เส้าเทียนหยางเลือกเขาก็
เพราะว่าในร่างของเขามีสายเลือดของปาผู่ตี้ซือถ่าป ระมุขเผ่ามังกรเพลิงไหลริน ปาผู่ตี้ซือถ่าคือมังกรเพลิงระดับสิบ ทั้งยังเป็นระดับ สิบขั้นสูงอีกด้วย! ไม่เพียงแต่เผ่ามังกรเท่านั้น ในบรรดาเผ่าวิญญาณ โบราณทั้งหลาย มังกรเฒ่าตัวนี้ก็มีชื่อเสียงด้านความ ร้ายกาจ เขาเคยมาหาเรื่องสำนักห้าธาตุเพราะเรื่อง ของอาเจียซือไม่ใช่แค่ครั้งเดียว โชคดีที่สำนักห้าธาตุมีแดนเทพเจ้าอยู่มากมาย เส้า เทียนหยางเองก็เป็นแดนเทพเจ้าช่วงท้าย นั่นถึงสกัด เพลิงพิโรธจากเขาได้ ทั้งๆ ที่อาเจียซือตายไปแล้ว ทว่าวันนี้กลับฟื้นคืนชีพ กลับมาอีกครั้ง อีกทั้ง…ในเวลาสั้นๆ เพียงเท่านี้ หัวใจ มังกรของเขากลับรวบรวมโซ่ผลึกสายเลือดขึ้นมาได้ ใหม่อีกครั้งแล้ว
ผู้อาวุโสสำนักไฟทุกคนที่รู้ความลับเรื่องนี้จึงทั้งตะลึง ทั้งแปลกใจ “เขาต่างหากที่เป็นเจ้านายของข้า” เรือนกายสีแดงฉานที่เลื้อยวนอยู่กลางอากาศของอา เจียซือซึ่งแปรสภาพมาจากเกราะมังกรเพลิงเป็น เหมือนลำแสงเปลวเพลิงเส้นหนึ่ง เขาร้องคำรามเสียง ดังครืนครั่นด้วยภาษาเผ่ามนุษย์ที่ฟังแปร่งหูเล็กน้อย ดวงตาของอาเจียซือจ้องนิ่งมาที่เนี่ยเทียน เป็นการ บอกกับทุกคนว่า เจ้านายที่เขาพูดถึงก็คือเนี่ยเทียน “มาเถอะ” เนี่ยเทียนยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนจะกวัก มือเรียก อาเจียซือที่มีเรือนกายใหญ่มหึมาจึงหดร่าง กลายมาเป็นลำแสงสีชาดที่แปลงร่างกลายมาเป็น เกราะมังกรเพลิงอีกครั้ง “พวกเจ้าเองก็เห็นแล้วว่า รากฐานของเสื้อเกราะ ซึ่งก็คืออาเจียซือแห่งเผ่ามังกร เพลิงได้ถูกข้าชุบชีวิตขึ้นมาใหม่แล้ว อันที่จริงตอนที่
ข้าได้มันมา วัตถุที่เจ้าสำนักของพวกเจ้าเป็นคนหลอม ขึ้นมาชิ้นนี้ได้กลายเป็นของไร้ค่าไปแล้ว” “แล้วนับประสาอะไรกับที่ข้าไม่ได้เป็นคนช่วงชิงมา จากมือสำนักไฟของพวกเจ้า แต่เป็นเพราะเกิดเรื่อง กับผังชื่อเฉิง มันจึงพลัดหายไป และถูกเปลี่ยนมือมา หลายครั้ง สุดท้ายถึงมาอยู่ในมือข้า” “ข้ายังต้องจ่ายค่าตอบแทนไปอย่างมหาศาล พวกเจ้า ทำหายไปแล้ว จากนั้นถึงมาตกอยู่ในมือข้า ยังจะเอา อะไรมาเรียกร้องให้ข้าคืนให้อีก?” “อีกอย่าง ข้าจำได้ว่าเจ้าสำนักไฟเคยบอกอย่าง ชัดเจนแล้วว่า เขาจะไม่ทวงของสิ่งนี้คืน เพียงแต่ อาจจะยืมใช้มันบ้างในบางโอกาสเท่านั้น” เนี่ยเทียนสวมเกราะมังกรเพลิงลงบนร่าง เผชิญหน้า กับผู้อาวุโสหลายคนของสำนักไฟอย่างไร้ซึ่งความ เกรงกลัว ปากก็พูดจ้ออธิบายไม่หยุด
“ผังชื่อเฉิง!” เผิงเยี่ยนคำรามเดือดดาล “สมควรตายนัก! สาเหตุ ล้วนเป็นเพราะเจ้าศิษย์ทรยศคนนั้นคนเดียว หากเจ้า ศิษย์ทรยศผู้นี้ไม่ก่อเรื่อง เทพธิดาสำนักไฟของพวก เราก็เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะได้ตั้งนานแล้ว!” “หงแยน อาจารย์ของเจ้า…เคยพูดอย่างนั้นจริงๆ หรือ?” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งเอ่ยถาม โหลงหงแยนพยักหน้ารับเบาๆ ด้วยสีหน้าหม่นหมอง “อาจารย์เคยพูดเช่นนี้จริง เขาไม่คิดจะทวงคืนเกราะ มังกรเพลิงมาจากเนี่ยเทียน เพียงแต่บอกไว้ว่าสักวัน หนึ่งจะยืมมาใช้” เผิงเยี่ยนเริ่มสงบสติอารมณ์ลงได้ เขาใช้มือทึ้งผมที่ยุ่ง เหยิงของตัวเองคล้ายกำลังใคร่ครวญว่าควรจะจัดการ อย่างไร “พวกเจ้ารู้ความลี้ลับของเกราะมังกรเพลิงมากน้อย
แค่ไหน?” เนี่ยเทียนหันไปมองทุกคน “หากผู้อาวุโส เส้าไม่อยู่ มีใครที่พอจะไขข้อข้องใจให้ข้าได้บ้าง?” “ครืนๆๆ!” จู่ๆ ภูเขาไฟลูกหนึ่งที่อยู่ห่างไปค่อนข้างไกลก็เกิดพ่น ไฟปะทุออกมาอย่างรุนแรงจนฟ้าดินสั่นสะเทือน “อู้!” เกราะมังกรเพลิงที่เพิ่งถูกเนี่ยเทียนสวมลงบนร่างบิน ออกมาอีกครั้งโดยไม่ได้รับคำอนุญาตจากเขา ก่อนจะ กลายร่างเป็นเปลวเพลิงสีแดงฉานเส้นหนึ่งที่บินไปหา ภูเขาไฟลูกนั้น “ที่นั่นมีสิ่งของอะไรบางอย่างที่ชักนำการขานรับจาก สายเลือดของข้า…” อาเจียซือส่งข้อความมาให้เนี่ย เทียน “เนี่ยเทียน เสื้อเกราะและอาเจียซือผู้นั้นคิดจะทำ อะไรกันแน่?” โหลวหงแยนเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
“ดูเหมือนว่าด้านในภูเขาไฟลูกนั้นจะมีอะไรบางอย่าง มากระตุ้นสายเลือดของมัน” เนี่ยเทียนตอบ พอเขาเอ่ยเช่นนี้ เผิงเยี่ยนและทุกคนของสำนักไฟก็ หน้าเปลี่ยนสีกันไปทันที “ภูเขาลูกนั้น…” คนผู้หนึ่งดวงตาเป็นประกายวาบ เขาหันมามองเผิง เยี่ยนแล้วก็มองโหลวหงแยน ทำท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูด ออกมา “อะไรหรือ?” โหลวหงแยนยังไม่หายสงสัย เนี่ยเทียนเองก็แปลกใจมากเหมือนกัน “ข้าจะตามไป ดูสักหน่อย ในเมื่อเสื้อเกราะตัวนั้นของข้าบอกว่าใน ภูเขาไฟมีของบางอย่างที่กระตุ้นให้สายเลือดของมัน เกิดความผิดปกติ ก็แสดงว่าต้องมีเรื่องอะไรแน่นอน” กล่าวจบเขาก็บินออกไป
พวกเทพบุตรเทพธิดาอย่างโหวชูหลันที่เต็มไปด้วย ความสงสัยใคร่รู้ก็พากันบินตามไปด้วย ไม่นานบนยอดภูเขาลูกนี้ก็เหลือแค่กลุ่มคนของสำนัก ไฟเท่านั้น “มีเรื่องอะไรกันแน่?” โหลวหงแยนเอ่ยถามอีกครั้ง “ภูเขาไฟลูกนั้นก็คือสถานที่ฝึกตนของผังชื่อเฉิงใน อดีต” เผิงเยี่ยนตอบออกมาก่อนหนึ่งประโยค แล้ว ต่อมาสีหน้าของเขาก็เผือดลง “ผังชื่อเฉิงผู้นั้นละทิ้ง สำนักไปนานมากแล้ว เขาไม่เคยกล้ากลับมาปรากฏ ตัวในอาณาจักรฮว่อหลิงอีกเลย เจ้าสำนักเพิ่งจะ หลอมเกราะมังกรเพลิงขึ้นมาก็หลังจากที่เขาจากไป ได้หลายปีแล้ว” “หมายความว่าอย่างไร?” โหลวหงแยนสงสัยอยู่มาก “ทำไมในภูเขาไฟลูกนั้นถึงได้มีของอะไรบางอย่างที่ กระตุ้นสายเลือดของมังกรเพลิงอาเจียซือ?” เผิงเยี่ย
นยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ “ต่อให้ภายหลัง เขาจะได้เกราะมังกรเพลิงไปครองก็จริง แต่เขาก็ไม่ เคยกล้ากลับมาที่อาณาจักรฮว่อหลิงนี่นา? เขาไม่ได้ กลับมา แล้วจะมีของสิ่งใดที่ชักนำสายเลือดของอา เจียซือได้อีก?” “บางทีเขาอาจจะเคยกลับมา เพียงแต่พวกเราไม่รู้ก็ เท่านั้น” ผู้อาวุโสคนหนึ่งเอ่ยขึ้น “ห๊า! เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!” เผิงเยี่ยน หน้าเปลี่ยนสี ส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน ไม่ว่าอย่างไร ก็ไม่มีทางยอมเชื่อสมมติฐานที่ผู้อาวุโสท่านนั้นเอ่ย ออกมา “ข้ารู้สึกว่ามีความเป็นไปได้ หาไม่แล้วก็ยากที่จะ อธิบายเรื่องนี้ ลองไปดูกันก่อนเถอะ” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 45 บทที่ 1323 ความลับของสำนักไฟ
อาณาจักรฮว่อหลิงมีอากาศร้อนแผดเผาตลอดทั้งปี ในฐานะที่เป็นถิ่นของสำนักไฟ อาณาจักรแห่งนี้ย่อม ต้องมีเทือกภูเขาไฟทอดยาวสูงๆ ต่ำๆ อยู่มากมาย และใต้ดินก็มีทะเลลาวาที่ร้อนแรงเดือดพลั่กๆ ไฟใต้พิภพสร้างภูเขาไฟหลายลูก แล้วก็สร้าง อาณาจักรฮว่อหลิงแห่งนี้ คนมากมายที่ฝึกวิชาเปลวเพลิงมักจะเลือกอาณาจักร ที่มีไฟใต้พิภพมาขัดเกลาโอสถวิญญาณ สร้างดินแดน ของตัวเอง หรือไม่ก็หล่อหลอมอาวุธไว้ใช้ และแน่นอนว่าสำนักไฟเองก็ย่อมต้องเป็นเช่นนี้ ผู้แข็งแกร่งของสำนักไฟที่ร้ายกาจอย่างแท้จริงมักจะ เลือกภูเขาไฟลูกหนึ่งของอาณาจักรฮว่อหลิงมาเป็น
สถานที่ฝึกตนของตัวเองโดยเฉพาะ ผังชื่อเฉิงที่เคย เป็นลูกศิษย์ของสำนักไฟก็มีภูเขาไฟลูกหนึ่งไว้ใช้ฝึก ตนเช่นกัน ซ้ำภูเขาไฟลูกนั้นยังถือเป็นสถานที่วิเศษ “อู้!” พอลำแสงเปลวเพลิงที่จำแลงมาจากเกราะมังกรเพลิง บินมาถึงปากปล่องภูเขาไฟก็สามารถมองเห็นได้ทันที ว่าในบ่อลาวาเบื้องล่างมีลาวาเดือดทะลัก และเมื่อ ผ่านการเวลามานานนับพันนับหมื่นปีจึงยังแผ่ปราณ วิญญาณเปลวเพลิงที่เข้มข้นออกมาอีกด้วย เนี่ยเทียนที่ขับเรือดารามาถึงก็จอดนิ่ง แล้วมองไป เบื้องล่างผ่านปากปล่องภูเขาไฟนั้น “เจ้า…” เขาส่งความคิดกลุ่มหนึ่งไปหาอาเจียซือแห่งเผ่ามังกร เพลิง หมายจะถามให้ชัดเจน
อาเจียซือคืนร่างกลับมาเป็นมังกรเพลิงอีกครั้ง ลำตัว ที่ยาวหลายร้อยเมตรของมันพลันส่องแสงสีเพลิงแดง วาบ และเพียงแค่ขยับตัวก็พุ่งโฉบลงไปยังก้นภูเขา เปลวเพลิงด้านล่างทันที “ตูม!” ร่างมังกรของอาเจียซือที่กระโจนเข้าไปในบ่อลาวา ทำให้สะเก็ดลาวาร้อนแผดเผาสาดกระเซ็นไปทั่ว เนี่ยเทียนสัมผัสได้ถึงความลิงโลด ความตื่นเต้นและ ความกระวนกระวายเสี้ยวหนึ่งของอาเจียซือ ทว่าหลังจากที่อาเจียซือจมหายเข้าไปบ่อนั้น ความ เชื่อมโยงทางจิตวิญญาณระหว่างเขากับมันก็เปลี่ยน มาเป็นขาดๆ หายๆ เขาเพ่งสมาธิมองไปก็สังเกตเห็น ว่าผนังถ้ำสีแดงเข้มที่อยู่ด้านในภูเขาไฟสลักภาพค่าย กลเปลวเพลิงที่สลับซับซ้อนเอาไว้มากมายจนเขามอง ไม่ออกถึงความลี้ลับของพวกมัน
ปราณที่แผ่ออกมาจากค่ายกลเปลวเพลิงนี้เป็นกลิ่น อายของแดนเทพเจ้าที่แข็งแกร่งสูงสุดเท่านั้นถึงจะมี ได้ “แปลกจริง ปราณประเภทนี้ ความรู้สึกเช่นนี้…” เนี่ย เทียนหรี่ตารับสัมผัสอย่างละเอียด แล้วก็รู้สึกว่าต้อง เป็นเส้าเทียนหยางเจ้าสำนักไฟที่สร้างเกราะมังกร เพลิงขึ้นมาเท่านั้นถึงจะมีปราณแห่งเทพผู้ครอบครอง สัจธรรมของเปลวเพลิงอย่างที่แผ่ออกมาจากในค่าย กลเปลวเพลิงบนผนังถ้ำได้ “ฟิ้วๆๆ!” ไม่นานพวกเทพบุตร เทพธิดาทั้งหลายก็ทยอยกัน มาถึง ผูหยางป่ายเทพบุตรสำนักดินมองภูเขาไฟลูกนี้ แล้วก็ พลันเอ่ยขึ้นว่า “ดูเหมือนสถานที่แห่งนี้จะเคยเป็น สถานที่ฝึกตนของศิษย์พี่ผังชื่อเฉิงมาก่อน”
พอเขาเอ่ยเช่นนี้ ทุกคนที่ได้ยินก็พากันหน้าเปลี่ยนสี “ว่าไงนะ?” หวงจินหนันตกตะลึงอย่างหนัก ดวงตา สาดประกายสีทองอร่าม “ศิษย์พี่ เจ้าไม่ได้เข้าใจผิด ใช่ไหม? ภูเขาไฟลูกนี้เคยเป็นสถานที่ฝึกตนของผังชื่อ เฉิง?” “ผังชื่อเฉิง!” เนี่ยเทียนคำราม เขาไม่ใช่เพิ่งจะเคยได้ยินชื่อของคนผู้นี้มาเพียครั้ง เดียวเท่านั้น คนของสำนักห้าธาตุคนอื่นเคยพูดถึง แม้แต่โหลวหงแยนเองก็เคยพูดถึงเช่นกัน ทว่าทุกครั้งที่ทุกคนพูดถึงผังเชื่อเฉิง กลับไม่มีใครยอม พูดถึงรายละเอียดหรือเรื่องราวความนัยในอดีตที่ซ่อน อยู่ นี่จึงทำให้เขาสงสัยใคร่รู้ในตัวของผังชื่อเฉิงอย่าง มาก “เป็นสถานที่ฝึกตนของผังชื่อเฉิงจริงๆ หรือ?” โหว ชูหลันเองก็เอ่ยถาม
ในบรรดาทุกคนที่อยู่ตรงนั้น ผูหยางป่ายเข้ามาอยู่ใน สำนักห้าธาตุเป็นเวลายาวนานที่สุด ดังนั้นเขาจึงรู้ อะไรหลายๆ เรื่องดีกว่าทุกคน “ใช่สิ เมื่อก่อนศิษย์พี่ผังชื่อเฉิงเคยฝึกตนอยู่ที่นี่ ข้ายัง เคยมาหาเขาอยู่เลย” ผูหยางป่ายเกาหัว กล่าวอย่าง ไม่ใคร่จะสบายใจนักว่า “เขาถูกขับไล่ออกจากสำนัก เมื่อนานมากๆ แล้ว ข้าเองก็ไม่เคยได้เจอเขาอีก แต่ เขาถูกขับไล่ไปด้วยสาเหตุใด อาจารย์ลุงเส้าก็ไม่เคย บอกอย่างชัดเจน ข้าจึงไม่รู้สาเหตุ” ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังขา และคล้ายจะมี ความเสียดายแฝงไว้ด้วย “ผังชื่อเฉิงมีฐานะอะไรในสำนักห้าธาตุของพวกเจ้า กันแน่?” เนี่ยเทียนอดไม่ไหวอีกต่อไปจึงต้องถาม ขึ้นมา เทพบุตร เทพธิดาทั้งสี่ล้วนเงียบงัน
จากนั้นโหลวหงแยน เผิงเยี่ยนและผู้อาวุโสของสำนัก ไฟทั้งหลายก็พากันมาถึง “ข้าบอกให้เองก็แล้วกัน” พอเผิงเยี่ยนมาถึงก็พูด อธิบายโดยไม่คิดจะปิดบังอีกต่อไป “แม้ว่าผังชื่อเฉิง จะเป็นศิษย์ทรยศของสำนักไฟ ทว่าอันที่จริงฐานะ ของเขาในสำนักไฟค่อนข้างจะพิเศษ ผังปาย เจ้า สำนักไฟรุ่นก่อนคือบิดาของผังชื่อเฉิง เจ้าสำนักไฟ ของเราคนปัจจุบันนี้ก็คือลูกศิษย์ของบิดาเขา” “ไม่เพียงแต่เจ้าสำนักเส้าเทียนหยางเท่านั้น ข้าและผู้ อาวุโสทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างก็เป็นคนที่บิดาของเขาค้น เจอจากทั่วทุกมุมของดินแดนเผ่ามนุษย์และเห็นว่ามี พรสวรรค์ในการฝึกวิชาของสำนักไฟ จึงพากลับมาอยู่ ในสำนักไฟด้วยกัน” พอพูดถึงผังปายเจ้าสำนักไฟคนก่อน ใบหน้าของ ผังเยี่ยนก็เต็มไปด้วยความเคารพเลื่อมใส
ผู้อาวุโสของสำนักไฟทุกคน แม้แต่เทพบุตรและ เทพธิดาคนอื่นที่พอได้ยินชื่อผังปายก็พากันมีสีหน้า เคร่งขรึมยำเกรง เห็นได้ชัดว่าให้การยอมรับและ เคารพนับถือผังปายอยู่มาก เนี่ยเทียนพึมพำ “ผังปาย ดูเหมือนว่า…จะเคยได้ยิน ชื่อนี้มาก่อน” เขาจำได้ว่าดูเหมือนโม่เหิงหรือเว่ยไหล ใครสักคนเคย เล่าถึงวีรบุรุษเผ่ามนุษย์ให้เขาฟังแล้วได้พูดถึงผังปาย ทั้งยังให้การประเมินอีกฝ่ายไว้สูงมากด้วย “ตั้งแต่เด็กมา ผังชื่อเฉิงก็เป็นที่จับตามองของคน มากมาย พรสวรรค์ในการฝึกตนของเขาน่าตะลึง อย่างยิ่ง” ผังเยี่ยนกล่าวต่อ “เขาคือบุตรชายที่เพิ่งจะ ถือกำเนิดขึ้นมาก็ต่อเมื่ออดีตเจ้าสำนักชราเต็มทีแล้ว เขายังไม่ทันได้เติบใหญ่ อายุขัยของอดีตเจ้าสำนักก็ หมดลงและจากไปก่อน ตอนที่ผังชื่อเฉิงยังเด็ก เจ้า
สำนักเส้าเทียนหยางเป็นคนเลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่” “เจ้าสำนักเส้าเทียนหยางสำนึกในบุญคุณของอดีตเจ้า สำนัก จึงมองเขาเป็นเหมือนลูกชายแท้ๆ ของตัวเอง ทั้งรักและให้การดูแลเป็นอย่างดี” “อันที่จริงช่วงแรกๆ เจ้าสำนักเส้าเทียนหยางได้อบรม บ่มเพาะเขาเพื่อให้กลายมาเป็นเทพบุตรของสำนักไฟ มาโดยตลอด โดยที่ไม่เคยมองคนอื่นเลย” “เนื่องจากเขาคือบุตรชายของอดีตเจ้าสำนัก พรสวรรค์ก็มากพอ การที่จะกลายมาเป็นเจ้าสำนักไฟ ในรุ่นถัดไปก็ถือว่าสมเหตุสมผลและถูกทำนองคลอง ธรรมดีแล้ว” “น่าเสียดายที่เป็นเพราะถูกเอาใจจนเคยตัว ผังชื่อเฉิง จึงมีนิสัยร้ายกาจ เวลาจะทำอะไรก็มักทำอย่างสุดโต่ง เสมอ” “เขาชอบไปมีเรื่องกับคนมากมายของพระราชวัง
โบราณสะเก็ดดาว หอทอดฟ้าและลัทธิจิตตวิสุทธิ์อยู่ บ่อยๆ เวลาลงมือกับชนต่างเผ่าหรือเผ่าเดียวกันก็มัก ใช้วิธีการที่โหดเหี้ยมอย่างถึงที่สุด สร้างปัญหาไม่รู้จัก จบสิ้นให้แก่สำนักไฟ” “เพราะว่าเขา สำนักไฟต้องจ่ายค่าทดแทนไม่รู้กี่มาก น้อย เจ้าสำนักเส้าเองก็ถูกเขาสร้างเรื่องมาให้จนน่า เวทนา” ได้ยินคำพูดของเขา ผู้อาวุโสหลายคนต่างก็เงียบงัน คล้ายจะหวนนึกไปถึงปัญหาใหญ่หลายครั้งหลายครา ที่ผังชื่อเฉิงเคยสร้างขึ้นตอนอยู่ในสำนักไฟ “นี่ก็คือสาเหตุที่เขาถูกขับออกจากสำนักไฟงั้นรึ?” เนี่ยเทียนถาม “เป็นเพราะเรื่องอื่น” เผิงเยี่ยนขมวดคิ้วขบคิดอยู่ครู่ หนึ่งก็กล่าวว่า “เรื่องนี้คือเรื่องน่าอับอายของฝ่ายใน สำนักห้าธาตุเรา เดิมทีไม่อยากจะเอามาพูด แต่ว่า…”
“เป็นเรื่องของพี่สาวคนนั้นก่อนหน้าข้าใช่ไหม?” ลิ่น เหยาเหยาแห่งสำนักน้ำพลันเอ่ยแทรก เผิงเยี่ยนตะลึง “เจ้ารู้ได้อย่างไร?” “ข้าเคยได้ยินอาจารย์เกริ่นถึงเรื่องนี้มาก่อน เขาบอก ว่าก่อนหน้าข้า สำนักน้ำมีเทพธิดาอยู่อีกคนหนึ่ง” ลิ่น เหยาเหยาเหลือบตามองโหลวหงแยนแวบหนึ่ง “ดู เหมือนว่าพี่สาวคนนั้นจะมีความเกี่ยวข้องกับผังชื่อ เฉิง เหมือนว่า…นางจะตายเพราะผังชื่อเฉิง การตาย ของนางเป็นเหตุให้ผังชื่อเฉิงถูกขับออกจากสำนักห้า ธาตุ ทั้งอาจารย์ลุงเส้าเทียนหยางยังออกคำสั่งให้ไล่ ฆ่าเขาไปทั่วทุกดินแดนของเผ่ามนุษย์ด้วย” “ใช่ นั่นคือเรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง” เผิงเยี่ยนถอน หายใจ เขาไม่ได้เล่ารายละเอียดมากนัก แต่เนี่ยเทียนก็พอจะ เดาได้คร่าวๆ นี่อาจเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับความรัก
ชายหญิง มีความเป็นไปได้มากว่าเทพธิดาของสำนัก น้ำคนก่อนถูกผังชื่อเฉิงใช้วิธีการผิดคุณธรรมบางอย่าง เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และนั่นเป็นการทำลายขีด สุดความอดทนของสำนักไฟ จึงทำให้เขาถูกขับไล่ออก จากสำนักและถูกตามฆ่า “พรวด!” เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสี คนอื่นๆ หันขวับมองไปยัง ด้านล่างภูเขาไฟด้วยความมึนงง เพราะจู่ๆ ในบ่อลาวาด้านในภูเขาไฟที่อาเจียซือ ทะยานลงไปกลับมีริ้วคลื่นห้วงมิติส่งออกมา ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 45 บทที่ 1324 ความเป็นไปได้
“ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ไปได้?” โหลวหงแยนเทพธิดาสำนักไฟที่พอรับสัมผัสกลับคลื่น ห้วงมิติที่ผิดปกตินั้น สีหน้าของนางก็เปลี่ยนมาเป็น ประหลาดใจ เผิงเยี่ยนและผู้อาวุโสมากมายของสำนักไฟที่พออึ้งงัน ไปครู่ หน้าก็พลันเปลี่ยนสี “เกรงว่าผังชื่อเฉิงคงจะเคยกลับมาจริงๆ!” ในที่สุดผู้อาวุโสหนึ่งในนั้นก็ร้องอุทานเสียงหลงอย่าง อดไม่ไหวอีกต่อไป บางทีอาจเป็นเพราะตื่นเต้นมากเกินไป บวกกับที่เขา อยู่ใกล้กับปากปล่องภูเขาไฟมากที่สุด จู่ๆ ถึงได้ ปลดปล่อยกระแสจิตวิญญาณกลุ่มหนึ่งให้เข้าไป
ตรวจสอบด้านใน “ครืน!” ทันใดนั้นค่ายกลเปลวเพลิงซับซ้อนละเอียดยิบที่สลัก ไว้บนผนังหินสีชาดกลางภูเขาก็เคลื่อนโคจรด้วย ตัวเอง พลังอำนาจร้อนแผดเผา น่าหวาดกลัวราวกับจะเผา ไหม้หมื่นสรรพสิ่งให้กลายเป็นจุลระเบิดสะท้าน ออกมาจากค่ายกลเปลวเพลิงเหล่านั้น! “ตูม!” ตรงปากปล่องภูเขาไฟ ผู้อาวุโสท่านนั้นโดนเข้าเป็น คนแรก หลังจากเสียงร้องอุทานประหลาด เรือนกาย ที่ลอยอยู่กลางอากาศของเขาก็ถูกพลังมหาศาลที่มอง ไม่เห็นผลักจนกระเด็นออกไปไกลหลายพันเมตร เขาฝืนหยัดยืนให้มั่นคง ใบหน้ามีแสงแดงปลั่งเรือง ขึ้นมา ตรงหัวตามีสะเก็ดไฟเล็กๆ สาดกระเซ็น
“หลี่อวี่!” เผิงเยี่ยนตะลึงอย่างหนัก แต่ไม่นานก็สงบสติอารมณ์ ลงได้ ครั้นจึงออกคำสั่งห้ามไม่ให้ผู้อาวุโสคนอื่นๆ ของ สำนักไฟก่อเรื่องเหลวไหลอีก “พวกเจ้า แล้วก็เนี่ยเทียน!” เขาหันไปมองพวก เทพบุตร เทพธิดาอย่างหวงจินหนัน โหวชูหลันพลาง พูดด้วยน้ำเสียงเข้มงวด “ปล่องภูเขาไฟด้านล่างคือ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของสำนักไฟเรา พวกเจ้าอย่าได้ บุ่มบ่ามทดลองไขความลี้ลับของมันเด็ดขาด! รวม ถึงเนี่ยเทียนด้วย อย่าทำตัวเหลวไหล ปล่อยให้เกราะ มังกรเพลิงจัดการเรื่องราวของมันไปเอง” “พรวด!” แสงสีทองอร่ามถูกปลดปล่อยออกมาจากในร่างของ หวงจินหนัน ก่อนที่เขาจะร้องอึกอักในลำคอ ถอยร่น ออกไปหลายก้าว
“เจ้านี่นะ!” เผิงเยี่ยนคำรามเดือด หวงจินหนันชะงักฝีเท้า ยิ้มจืดเจื่อน “เผิงเหล่า เจ้า เตือนช้าไปแล้ว ตอนที่เจ้าพูดข้าก็ใช้พลังแห่งทองลง ไปสำรวจแล้ว” “หยุดสิ่งที่ทำอยู่กันได้แล้ว” เผิงเยี่ยนตวาดเสียงหนัก แล้วจู่ๆ สีหน้าก็เปลี่ยนมาเป็นหม่นหมอง “แม้ว่า สถานที่แห่งนี้จะเป็นสถานที่ฝึกตนของผังชื่อเฉิง แต่ เมื่อนานมากมาแล้วมันยังมีเจ้าของอีกคน” “ผังปาย!” เนี่ยเทียนพลันกระจ่างแจ้ง เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของปราณที่แผ่ออกมา จากค่ายกลเปลวเพลิงลึกลับซับซ้อนทั้งหลายซึ่งสลัก อยู่บนผนังถ้ำตั้งนานแล้ว ปราณเปลวเพลิงที่ไหลบ่าท่วมท้นนั้นจะมีอยู่เฉพาะใน บุคคลที่ฝึกวิชาธาตุไฟซึ่งเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าขั้นสูงสุด เท่านั้น
ตอนที่เขาเจอกับเส้าเทียนหยางเจ้าสำนักไฟคน ปัจจุบันในสนามรบสุ้ยเมี่ย เพราะการดำรงอยู่ของ เมล็ดพันธ์เปลวเพลิง ทำให้เขาสัมผัสได้ว่าปราณเปลว เพลิงจากในร่างของเส้าเทียนหยางและปราณที่สัมผัส ได้จากในเกราะมังกรเพลิงไม่เหมือนกับปราณที่อยู่ เบื้องล่าง เมื่อนำมาเชื่อมโยงกับเรื่องที่เผิงเยี่ยนเล่าให้ฟังก่อน หน้านี้ เขาจะเดาความจริงไม่ออกได้อย่างไร? “เจ้าพูดถูกแล้ว” เผิงเยี่ยนยอมรับ “ช่วงแรกเริ่มสุด ภูเขาไฟลูกนี้เป็นของเจ้าสำนักไฟรุ่นก่อน ก่อนหน้าที่ อายุขัยของเขาจะหมดลง เคยสั่งเอาไว้ว่าให้เก็บไว้ให้ ผังชื่อเฉิง เพื่อเป็นสถานที่ฝึกตนของบุตรชายคนเดียว ของเขา แน่นอนว่าเจ้าสำนักเส้าเทียนหยางย่อมต้อง เห็นด้วย เขาจึงมาเยือนที่นี่เพียงไม่กี่ครั้ง” “สถานที่แห่งนี้มีค่ายกลเปลวเพลิงที่มหัศจรรย์ที่เขา
สลักเอาไว้อยู่มากมาย” “ค่ายกลเปลวเพลิงหลายแห่งอาจจะเป็นความ มหัศจรรย์สูงสุดที่เผ่ามนุษย์ซึ่งฝึกวิชาเปลวเพลิงจะ บรรลุได้ แม้แต่เจ้าสำนักเส้าเทียนหยางเองก็ยังไม่กล้า พูดว่าจะสามารถไขความลี้ลับของค่ายกลเหล่านั้นได้ หมด” ผังปายเคยเป็นอาจารย์ของเส้าเทียนหยาง ถือเป็น บุคคลที่ฝึกวิชาเปลวเพลิงได้แข็งแกร่งที่สุดของรุ่น ก่อน “ดังนั้น” เผิงเยี่ยนมีสีหน้าเคร่งเครียด “อย่าไป ทดลองไขความลับของสิ่งที่อยู่ด้านล่างอีกเลย อย่าง น้อยก็อย่าใช้พลังหรือจิตวิญญาณไปสัมผัส หากแค่ มองด้วยตาเปล่าไกลๆ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร” “คลื่นห้วงมิตินั่นหมายความว่าอะไร ใช่ว่าเจ้าจะไม่รู้ หรอกนะ?” เนี่ยเทียนแค่นเสียงในลำคอ
จู่ๆ เผิงเยี่ยนก็เงียบไป “ในเมื่อด้านล่างมีคลื่นห้วงมิติที่ผิดปกติเกิดขึ้น ก็ หมายความว่าหากไม่มีค่ายกลนำส่งแห่งมิติหลังหนึ่ง ก็ต้องมีรอยแยกห้วงมิติที่พิเศษอยู่” โหวชูหลัน วิเคราะห์ “แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ล้วนพิสูจน์ได้ว่า บางจุดของภูเขาไฟเบื้องล่างสามารถเชื่อมโยงไปยัง โลกภายนอกได้” “คนที่อยู่ที่นี่สามารถเดินทางออกไปจาก อาณาจักรฮว่อหลิง แล้วก็อาจมีคนเดินทางจากที่อื่น เข้ามาในอาณาจักรฮว่อหลิง” “โดยการเข้าและออกจากด้านล่าง” ประโยคนี้ทำให้ผู้อาวุโสหลายคนของสำนักไฟเงียบงัน กันไปหมด พวกเขาเองก็นึกถึงความเป็นไปได้ข้อนี้เหมือนกัน “ข้าก็ลงไปไม่ได้งั้นหรือ?” โหลวหงแยนโพล่งประโยค
นี้ออกมา เผิงเยี่ยนลังเลไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวว่า “อย่า อย่าได้ บุ่มบ่ามทดลองเลย อย่าไปทดลองแตะต้องค่ายกล เปลวเพลิงที่เจ้าสำนักคนก่อนทิ้งไว้จะดีกว่า” “แล้วถ้าด้านในนั้นซุกซ่อนความลับเอาไว้จริงๆ เราจะ รู้ได้อย่างไร?” โหลวหงแยนไม่ยอมแพ้ ชาติก่อนนางคือคนที่ถูกผังชื่อเฉิงสังหาร แล้วนางจะ ไม่เคียดแค้นได้อย่างไร? ตอนนี้จู่ๆ ได้รู้ว่าผังชื่อเฉิงไม่เพียงแต่ยังมีชีวิตอยู่ดี บางทีอาจจะเคยกลับมาอาณาจักรฮว่อหลิงอย่างลับๆ อยู่ใต้จมูกของนาง แค่นี้ก็พอจะรู้แล้วว่าอารมณ์ของ นางต้องย่ำแย่ขนาดไหน อาจารย์ของนางเคยออกคำสั่งเทพเปลวเพลิง นางเอง ก็เคยสั่งให้ลูกน้องไล่ตรวจสอบ ทั้งยังเคยออกตามหา ผังชื่อเฉิงไปทั่วด้วยตัวเอง
ไม่ว่าอย่างไรนางก็คิดไม่ถึงว่า ผังชื่อเฉิงอาจจะเคยมา ปรากฏตัวอยู่ต่อหน้านางเพียงแค่เส้นผมบังภูเขา เท่านั้น นี่ทำให้นางเกิดความรู้สึกพ่ายแพ้เหมือนคนถูกปั่นหัว จู่ๆ ก็เห็นภาพที่ผังชื่อเฉิงอาจมองมายังตนด้วยสีหน้า เย้ยหยันจากมุมใดมุมหนึ่ง “เหลวไหล” เนี่ยเทียนหัวเราะเสียงแปร่ง “ในเมื่อผัง ชื่อเฉิงคือลูกศิษย์ที่พวกเจ้าทอดทิ้งไปแล้ว แต่กลับยัง สามารถเข้าออกอาณาจักรฮว่อหลิงผ่านภูเขาไฟ ด้านล่างนี้ได้อย่างเสรี หึหึ แต่พวกเจ้ากลับไม่มีวิธีเข้า ไปตรวจสอบได้ ถ้าอย่างนั้นหากตอนนี้ผังชื่อเฉิงใช้ไฟ ใต้พิภพของอาณาจักรฮว่อหลิงฝึกตนอยู่ พวกเจ้าก็ไม่ อาจรู้ได้อย่างนั้นหรือ?” พอเอ่ยประโยคนี้จบ แม้แต่ตัวเนี่ยเทียนเองก็ยังตะลึง ไปเหมือนกัน
สีหน้าของพวกผู้อาวุโสสำนักไฟอย่างเผิงเยี่ยน โหลว หงแยนต่างก็เหยเกไม่น่ามอง ความเป็นไปได้ที่เนี่ยเทียนพูดถึง มีอยู่จริงๆ! ตลอดทั้งสำนักไฟ คนที่มีความสามารถเข้าไป ตรวจสอบความลี้ลับด้านในนั้นก็คือเจ้าสำนักเส้า เทียนหยางเท่านั้น ทว่าเนื่องจากเคารพรักในตัวอาจารย์ที่เสียชีวิตไป เส้า เทียนหยางจึงไม่เคยลงไปตรวจสอบด้านใน แถมวันนี้ เส้าเทียนหยาง…ก็ไม่อยู่ที่อาณาจักรฮว่อหลิงอย่าง ประจวบเหมาะที่สุด คนอื่นๆ ไม่มีศักยภาพมากพอให้เข้าไปตรวจสอบ แม้แต่กระแสจิตวิญญาณก็ยังมิอาจแทรกซอนลงไปได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ หากผังชื่อเฉิงเดินทางจากพื้นที่อื่นเข้า มาแอบฝึกตนอยู่ด้านล่างโดยผ่านค่ายกลลึกลับนั้น ใครเล่าจะรู้ได้?
เอาแค่ตอนนี้ หากผังชื่อเฉิงอยู่ด้านในนั้นจริงๆ ก็ดู เหมือนว่าพวกเขาจะไม่มีวิธีรับมือที่ดีนัก “ผังชื่อเฉิงคงไม่ได้อยู่ในนั้นจริงๆ หรอกนะ?” น้ำเสียงของหวงจินหนันฟังแล้วแปลกแปร่งอย่างยิ่ง “เนี่ยเทียน เกราะมังกรเพลิงของเจ้าลงไปข้างล่าง เพียงลำพัง หากไปเจอกับผังชื่อเฉิงเข้าโดยไม่ทันระวัง แถมผังชื่อเฉิงยังเคยเป็นอดีตเจ้านายของมัน นั่นจะ เท่ากับส่งแพะเข้าปากเสือหรือเปล่า?” “ก่อนหน้านี้เกราะมังกรเพลิงไม่ถือว่าล้ำค่าอะไร เป็น เพียงแค่สมบัติระดับเชื่อมโยงวิญญาณชิ้นหนึ่งเท่านั้น ทว่าตอนนี้อาเจียซือมังกรเพลิงฟื้นคืนชีพแล้ว วัตถุชิ้น นี้ให้ความรู้สึกแก่ข้าว่ามันกำลังจะแปรสภาพไปสู่ อาวุธเทพไม่ดับสลาย หากผังชื่อเฉิงยึดกลับไปได้ เกรงว่าคงเป็นการเพิ่มศักยภาพของเขาให้มากขึ้น ระดับใหญ่เลยทีเดียว!”
พอได้ยินเขาพูดแบบนี้ โหลวหงแยนก็อัดอั้นตันใจจน แทบกระอักออกมาเป็นสายเลือด “ข้าจะทดลองติดต่อกับมันดู!” เนี่ยเทียนคำรามเบาๆ “ระวังด้วยนะ!” เผิงเยี่ยนตะโกนเตือน “การติดต่อของข้าไม่มีทางเกิดปัญหา เพียงแต่ว่าก่อน หน้านี้มันขาดช่วงไปบ้างเท่านั้น” เนี่ยเทียนทำท่า เหมือนเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ รีบใช้สายเลือด เชื่อมความสัมพันธ์กับเกราะมังกรเพลิงแล้วใช้ใจรับ สัมผัสอย่างละเอียด ครู่หนึ่งต่อมา สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนมาเป็นมืดทะมึน รู้สึกเพียงว่าเกราะมังกรเพลิงเหมือนกลายมาเป็นก้อน หินที่จมสู่ทะเลลึก เส้นสายเลือดลมที่เชื่อมโยงพวก เขาเข้าด้วยกันถูกตัดขาดไปแล้ว กลับกลายเป็นว่าคลื่นห้วงมิติที่ไหลบ่าจากด้านล่าง เสียอีกที่ยิ่งนานก็ยิ่งรุนแรง
———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 45 บทที่ 1325 ตรวจสอบให้รู้แน่
หนึ่งเค่อต่อมา ความเชื่อมโยงระหว่างเนี่ยเทียนและเกราะมังกรเพลิง ขาดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นการเกี่ยวพัน ทางจิตวิญญาณหรือการรับสัมผัสทางสายเลือดก็ล้วน ไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้ สีหน้าของเขาเปลี่ยนมาเป็นมืดทะมึนในฉับพลัน “ค่ายกลเปลวเพลิงเหล่านั้นคือสิ่งที่ผังปายทิ้งไว้” จ้องมองไปยังปากปล่องภูเขาไฟอยู่ครู่ใหญ่ เขาก็ กล่าวขึ้นว่า “ตลอดทั้งสำนักไฟ นอกจากผู้อาวุโสเส้า เทียนหยางแล้ว พวกเจ้ายังมีใครเคยเข้าไปในนี้อีก บ้าง? แม้แต่ใช้กระแสจิตวิญญาณรับสัมผัสก็ทำไม่ได้ งั้นหรือ?”
พวกผู้อาวุโสอย่างเผิงเยี่ยนมีสีหน้ากระอักกระอ่วน แต่ก็ยังพยักหน้ารับช้าๆ “ข้าสัมผัสไม่ได้ถึงเกราะมังกรเพลิงอีกแล้ว” เนี่ย เทียนมีสีหน้าเย็นชา “คลื่นห้วงมิติด้านในยิ่งไหลบ่า รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว หากผังชื่อเฉิงฝึกเวทลับอยู่ ด้านล่างและรั้งเกราะมังกรเพลิงไว้ ควรจะทำ อย่างไร?” “นี่…” หลี่อวี่ยิ้มเจื่อน “หากข้าจะลงไปตรวจสอบเองล่ะ?” เนี่ยเทียนกล่าว “ตรวจสอบเอง?” หวงจินหนันหน้าเปลี่ยนสี พูดด้วย น้ำเสียงร้อนใจ “เนี่ยเทียน เจ้าอย่าทำตัวเหลวไหลนะ เมื่อครู่นี้ข้าทดลองดูแล้ว ขนาดพลังจิตวิญญาณกลุ่ม หนึ่งของข้ายังถูกดีดสะท้อนกลับอย่างรุนแรง เจ้าต้อง เข้าใจว่า ผู้ที่สลักค่ายกลเปลวเพลิงพวกนั้นคือยอด ฝีมือรุ่นก่อนของสำนักห้าธาตุเรา ตอนที่อายุขัยของ
เขายังไม่สิ้นสุด เขาเป็นถึงแดนเทพเจ้าช่วงท้ายเชียว นะ!” โหวชูหลัน ผูหยางป่าย รวมไปถึงลิ่นเหยาเหยาต่างก็ ช่วยกันพูดเกลี้ยกล่อม ในยุคสมัยที่ผังปายยังมีชีวิตอยู่ เขามีตำแหน่งสูงสุดใน สำนักห้าธาตุ คือผู้แข็งแกร่งที่เป็นสุดยอดของเผ่า มนุษย์อย่างแท้จริง ทั้งยังเคยสังหารต้าจุนระดับสิบ ของชนต่างเผ่ามาก่อน สถานที่ที่บุคคลเช่นนี้เคยใช้ฝึกตน และค่ายกลที่เขา เคยสลักไว้จะเข้าไปตรวจสอบได้ง่ายดายขนาดนั้นเสีย เมื่อไหร่ “ข้าอยากจะลองดู สำนักไฟของพวกเจ้ามีความเห็น อะไรหรือไม่?” เนี่ยเทียนจ้องเขม็งไปยังเผิงเยี่ยน “เจ้าน่าจะเข้าใจว่าหากผังชื่อเฉิงอยู่ในนั้นจริงๆ จะมี ความหมายอย่างไรต่อสำนักไฟของพวกเจ้า?”
ผังเยี่ยนสีหน้าหนักอึ้ง “ข้ากลัวว่าเจ้าจะไปตายอยู่ใน นั้น” “ไม่รบกวนให้เจ้าเป็นห่วง” เนี่ยเทียนไม่มัวเกรงใจอีก ต่อไป เพียงหันไปพยักหน้าให้โหลวหงแยนแล้วสละ เรือดารา ก้าวตรงดิ่งไปที่ปากปล่องภูเขาไฟทันที กระแสจิตวิญญาณกลุ่มหนึ่งของเขาพุ่งนำไปก่อนราว สายฟ้าแลบ ค่ายกลเปลวเพลิงที่หดเล็กอยู่บนผนังหินสีแดงฉาน พลันเกิดการเปลี่ยนแปลง ราวกับว่ากลายมาเป็นค่าย กลที่เหมือนดวงตาข้างหนึ่งซึ่งส่งพลังน่าหวาดกลัวราว กับจะเผาไหม้จิตวิญญาณออกมา! กระแสจิตวิญญาณกลุ่มนั้นของเนี่ยเทียนเข้าไปในปาก ปล่องภูเขาไฟได้แค่ไม่กี่เมตรก็ถูกเผาไหม้จนสิ้นซาก สมองของเขาปวดแปลบเล็กน้อย รู้ดีว่ากระแสจิต วิญญาณกลุ่มนั้นถูกเผาทิ้งไปแล้ว ปราณแห่งตรา
ประทับของเขาก็ไม่เหลืออยู่แม้แต่เสี้ยวเดียว “เปลวเพลิง ผู้แข็งแกร่งคนหนึ่งที่ฝึกวิชาเปลวเพลิง จนถึงแดนเทพเจ้าช่วงท้าย คิดจะทำลายค่ายกลที่เขา ทิ้งไว้ ด้วยความรู้และขอบเขตของข้าตอนนี้ก็แทบจะ เป็นไปไม่ได้เลย” “ถ้าอย่างนั้น…” พอคิดมาถึงตรงนี้ เขาก็เรียกหาเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงที่ อยู่ในโอสถวิญญาณเปลวเพลิงของเขา แสงสีส้มอมแดงประหนึ่งกองไฟที่ลุกโชติช่วงถูก ปลดปล่อยออกมาจากในร่างของเขา ดินแดนเพียงแห่งเดียวที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา! ไม่ได้กระตุ้นโอสถวิญญาณดวงดาวและโอสถวิญญาณ พืชหญ้า เขากระตุ้นเพียงแค่โอสถวิญญาณเปลวเพลิง เรียกหาเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงอย่างเดียวเท่านั้น และ
แดนว่างเปล่าที่สร้างขึ้นมาก็คือทะเลเพลิงลุกไหม้สี แดงฉาน ปราณของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงอันมหัศจรรย์ปะปน อยู่ด้านใน ทำให้แดนมายาเปลวเพลิงชนิดเดียวของ เขามีปราณลี้ลับมหัศจรรย์ไร้ที่สิ้นสุดหมุนเวียน “เอ๊ะ!” เผิงเยี่ยนและผู้อาวุโสหลายคนของสำนักไฟขมวดคิ้ว เล็กน้อย ดวงตาฉายแววประหลาดใจ พวกเขาล้วนฝึกวิชาเปลวเพลิงเหมือนกันหมด ทั้งยัง เป็นแดนเอตทัคคะด้วย ทว่าเนี่ยเทียนเพียงแค่ใช้ โอสถวิญญาณเปลวเพลิงสร้างดินแดนเปลวเพลิงอัน เป็นเอกลักษณ์ของเขาขึ้นมา นี่จึงทำให้พวกเขารู้สึก ตะลึงพรึงเพริดอย่างยิ่ง เพราะดินแดนเปลวเพลิงของเนี่ยเทียนสามารถส่งผล กระทบต่อพวกเขา ทำให้ปราณเปลวเพลิงของพวก
เขาไหลหายไปหาเนี่ยเทียนอย่างที่มิอาจควบคุมได้ ไม่เพียงแต่พวกเขาเท่านั้น พลังวิญญาณเปลวเพลิงที่ ทั้งบริสุทธิ์และเข้มข้นตลอดทั้งอาณาจักรฮว่อหลิงก็ เหมือนจะถูกกระตุ้นชักนำไปด้วย หลี่อวี่คำรามเบาๆ “แดนเปลวเพลิงของเขาต้องมี สมบัติล้ำค่าธาตุเปลวเพลิงที่เป็นระดับเพาะฟ้าอยู่ แน่นอน!” “สมบัติล้ำค่าธาตุเปลวเพลิงระดับเพาะฟ้า!” เผิงเยี่ยน ตะลึง ก่อนจะตั้งใจรับสัมผัสอย่างละเอียดอีกครั้ง “ปราณเช่นนี้เหมือนจะเป็นต้นกำเนิดของหมื่นพระ เพลิง กลิ่นอายคล้ายไฟศักดิ์สิทธิ์ที่เคยปรากฏตัวใน ดินแดนไฟโลกันตร์เลย ไฟศักดิ์สิทธิ์นั้นคือวัตถุ ประหลาดที่ขนาดเจ้าสำนักทดลองออกตามหาอยู่ หลายครั้งก็ยังหามันไม่เจอ!” “ไฟศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถทำให้อาณาจักรทั้งหมดเกิด
การเปลี่ยนแปลง ทั้งยังเผามอดไหม้ดินแดนดวงดาว แห่งหนึ่งได้อย่างสิ้นเชิงย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว!” หลี่อวี่เอ่ยคล้อยตาม “ปราณที่อยู่บนร่างของเขามาจากไฟศักดิ์สิทธิ์ของ ดินแดนไฟโลกันตร์จริงๆ หรือ?” “แปลก! แปลกประหลาดยิ่งนัก!” “หรือว่าเขาจะมีวิธีเข้าไปตรวจสอบในภูเขาไฟที่เจ้า สำนักรุ่นก่อนทิ้งไว้ เพื่อค้นหาดูว่าจะมีค่ายกลและมี ร่องรอยของผังชื่อเฉิงอยู่หรือไม่ ได้จริงๆ?” ผู้อาวุโสสำนักไฟมากมายต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันต่อ หน้าเนี่ยเทียนอย่างไม่คิดจะปิดบัง ส่วนเนี่ยเทียนที่ถูกพวกเขาวิจารณ์ บัดนี้รอบกายถูก ห้อมล้อมไปด้วยแดนเปลวเพลิงมายา และกำลังลดตัว ลงไปในปากปล่องภูเขาไฟทีละน้อย “ฟู่วๆๆ!”
ท่ามกลางผนังสีชาด ค่ายกลหลายร้อยชนิดที่เป็น ตัวแทนความลี้ลับแห่งเปลวเพลิงที่แตกต่างกันคล้าย ถูกกระตุ้น ถูกปลุกให้ตื่น จึงลุกไหม้ถาโถม ค่ายกลเปลวเพลิงหลากหลายสีสัน หลากหลายชนิด เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างลี้ลับมหัศจรรย์ บ้างก็เป็น เหมือนหงส์ไฟ บ้างก็เป็นเหมือนกิเลนเพลิง บ้างก็เป็น สัตว์เพลิงฟ้า และยังมีบางส่วนที่เป็นร่างวิญญาณเปลวเพลิงลึกลับ ซึ่งล่องลอยอยู่ คล้ายกำลังจ้องมองมาที่เนี่ยเทียน พริบตานั้นพลังวิญญาณเปลวเพลิงที่แฝงเร้นไว้ด้วย ความมหัศจรรย์ไร้ที่สิ้นสุด รวมไปถึงพลังงานที่พุ่งตรง เข้าสู่จิตวิญญาณก็พลันระเบิดตูมออกมาแล้วหัน ปลายหอกเข้าจู่โจมเนี่ยเทียน “สวบๆๆ!” สะเก็ดไฟที่แฝงไว้ด้วยพลังงานร้อนแรงสาดกระเซ็น
เข้ามาราวกับจะเผาผลาญดินแดนเปลวเพลิงของเนี่ย เทียนให้มอดไหม้ “ไม่ได้! ไม่ใช่พลังงานระดับเดียวกัน!” หวงจินหนัน ร้องคำราม “เนี่ยเทียน! รีบกลับมาเถอะ! พลังงาน และขอบเขตของเจ้าไม่อาจต้านทานค่ายกลเปลว เพลิงพวกนั้นได้!” “เนี่ยเทียนรีบถอยออกมาเร็วเข้า!” โหวชูหลันเองก็ ตะโกนเสียงดัง พวกเผิงเยี่ยนที่สัมผัสได้ว่าพลังของค่ายกลเปลวเพลิง ในผนังสีชาดที่ปล่อยออกมาน่ากลัวยิ่งกว่าก่อนหน้านี้ สิบกว่าเท่าก็ตกใจจนหน้าเปลี่ยนสี รู้สึกว่าเนี่ยเทียน อาจต้องมาตายอยู่ในสำนักไฟเสียแล้ว “บุตรแห่งดวงดาวผู้นี้ไม่รู้จักกลัวตายเลยจริงๆ! หาก เขามาตายอยู่ในสำนักไฟ สำนักห้าธาตุของเราจะไป อธิบายให้พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวฟังได้
อย่างไร?” ในสายตาของพวกเขา อีกไม่นานดินแดนเปลวเพลิง ของเนี่ยเทียนก็จะถูกหลอมละลายและเผาไหม้จนสิ้น ซาก “ฟิ้ว!” ทันใดนั้นก็มีกระแสห้วงมิติที่ผิดปกติบินออกมาจากใน บ่อลาวา เป็นเหมือนแถบผ้าที่ม้วนห่อหุ้มเนี่ยเทียน เอาไว้ พลังงานจากค่ายกลเปลวเพลิงทั้งหมดที่พุ่งตรงมายัง ร่างของเนี่ยเทียนพลันหายเกลี้ยงไม่มีเหลือ ที่หายไปด้วยยังมีเนี่ยเทียนซึ่งถูกกระชากลงบ่อลาวา อีกคน พริบตาเดียวร่างของเนี่ยเทียนก็หายไป “เมื่อครู่ เมื่อครู่นี้มีลำแสงห้วงมิติพุ่งขึ้นห่อหุ้มร่างเนี่ย
เทียน แล้วพาเขาลงไปข้างล่างรึ?” หวงจินหนันอุทาน ตกใจ “จะเกิดเรื่องกับเขาหรือเปล่า?” “เหตุใดอาจารย์ลุงเส้าถึงไม่ตรวจสอบคลื่นห้วงมิติตรง ก้นภูเขาไฟและค่ายกลเปลวเพลิงที่น่าหวาดกลัวพวก นี้ให้รู้แน่ชัด?” โหวชูหลันถามเอาเรื่อง “เป็นเพราะ เขาไม่คิดจะซักไซ้เอาผิดเรื่องผังชื่อเฉิงจริงๆ เพียงแค่ ทำให้เรื่องจบๆ ไปหรือเปล่า?” “หากเป็นอย่างนั้นจริงก็ไม่เท่ากับว่าศิษย์พี่หญิงของ ข้าคนนั้นตายไปอย่างอยุติธรรมหรอกหรือ” ลิ่นเหยา เหยากล่าวด้วยน้ำเสียงเดือดดาล สายตาที่หวงจินหนัน โหลวหงแยนหันมามองเผิง เยี่ยนและผู้อาวุโสสำนักไฟคนอื่นๆ เต็มไปด้วยความ กังขา และยังมีความไม่พอใจแฝงอยู่ด้วย “เรื่องนี้ข้าไม่มีสิทธิ์ถามจริงๆ” เผิงเยี่ยนก้มหน้าลงต่ำ ลังเลอยู่เพียงชั่วครู่ก็หันไปมองโหลวหงแยนอีกครั้ง
“อาจารย์ของเจ้ามีความกังวลเป็นของตัวเอง จะ อย่างไรซะอดีตเจ้าสำนักก็เป็นคนพาเขาเข้ามาอยู่ใน สำนักและตั้งใจอบรมสั่งสอน อดีตเจ้าสำนักมีทั้ง บุญคุณที่เลี้ยงดูและบุญคุณที่สอนสั่ง ทั้งๆ ที่เขารู้ดีว่า สถานที่แห่งนี้ผิดปกติ แต่ไม่เคยขุดค้นให้รู้แน่ชัด ก็คง เป็นเพราะเห็นแก่บุญคุณครั้งนั้นกระมัง” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 45 บทที่ 1326 กระถางเทพ
เนี่ยเทียนที่ร่วงดิ่งลงมารู้สึกเวียนหัวตาลาย คล้ายถูก พลังแห่งห้วงมิติที่เขาไม่รู้จักบังคับกระชากเข้ามาที่นี่ “ฟิ้ว!” ทันใดนั้นร่างของเขาก็หยุดชะงัก เหยียดเท้าเหยียบลง ไปบนพื้นแข็ง ความเชื่อมโยงระหว่างเขาและเกราะมังกรเพลิงถูกต่อ ติดในเสี้ยววินาที นั่นทำให้เขาสัมผัสได้ถึงปราณและ การดำรงอยู่ของเกราะมังกรเพลิงอย่างแจ่มชัด เขายังถึงขั้นสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวของเกราะ มังกรเพลิงด้วย “ที่นี่…” พลังวิญญาณเปลวเพลิงที่มากมหาศาลและบริสุทธิ์
ผิดปกติเต็มเติมเปี่ยมล้นไปรอบด้าน ราวกับว่าที่แห่ง นี้คือทะเลเพลิง เส้นผลึกเพลิงพิภพหลายเส้นบิดเบือน โบกสะบัดอยู่ กลางอากาศห่างจากเขาไปไม่ไกลอย่างอิสระเสรี ท่ามกลางเส้นผลึกเพลิงพิภพเหล่านั้นนาบประทับ ความลี้ลับของสัจธรรมแห่งเปลวเพลิงเอาไว้ ที่นี่คือตำหนักสีแดงเข้มที่กว้างใหญ่โอ่อ่า ด้านบนเป็น เพดาน… เนี่ยเทียนเงยหน้าขึ้น แล้วก็พลันสังเกตเห็นว่าบน เพดานนั้น แท้จริงแล้วคือบ่อลาวาที่เดือดปะทุรุนแรง! ถ้าอย่างนั้นสถานที่แห่งนี้ก็คือใจกลางของภูเขาไฟ จุด ลึกในใต้ดิน! ส่วนเกราะมังกรเพลิงที่เกิดการขานรับกับเขา บัดนี้ อยู่ในมุมหนึ่งของตำหนัก ถูกกระถางขนาดใหญ่ยักษ์ ใบหนึ่งกดทับเอาไว้จนกระดุกกระดิกไม่ได้
กระถางยักษ์มีสี่ขา แต่ละขาสลักรูปสัตว์ต่างเผ่าสี่ชนิด อย่างมังกรเพลิง กิเลน หงส์ไฟและวิหคเพลิง ซึ่งดู เหมือนว่าสัตว์ต่างเผ่าทั้งสี่ตัวนี้จะแปลงกายมาเป็นขา กระถางที่ค้ำยันตัวกระถางเอาไว้ ปราณที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ไพศาลแผ่ออกมาจากขาทั้ง สี่ของกระถางใบนั้น เกราะมังกรเพลิงถูกขาทั้งสี่ของกระถางยักษ์กดทับไว้ แน่นจนขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่น้อย “อาวุธเทพ!” เพียงมองปราดเดียว เนี่ยเทียนก็คำรามออกมาเบาๆ รู้ดีว่ากระถางยักษ์ที่สามารถกำราบเกราะมังกรเพลิง ได้อย่างอยู่หมัดจนมันทำไม่ได้แม้แต่จะกระดิกตัวย่อม ต้องเป็นอาวุธเทพระดับไม่ดับสลายแน่นอน “นายท่าน…” กระแสจิตของอาเจียซือมังกรเพลิงที่ส่งมานั้นเต็มไป
ด้วยความอ่อนแรง คล้ายกำลังวิงวอนขอร้องให้เนี่ย เทียนช่วยให้มันพ้นจากภาวะลำบากนี้ เนี่ยเทียนไม่ได้ลงมือทำอะไรบุ่มบ่าม เพียงแค่เดินช้าๆ ขยับเข้าไปหาเกราะมังกรเพลิงและกระถางยักษ์ใบ นั้น ในสมองของเขาครุ่นคิดไม่หยุด ตาก็เหลือบมองไปทั่ว ทุกหนแห่ง “พื้นที่ใจกลางพิภพ สถานที่วิเศษที่ผังปายเคยใช้ฝึก ตน คลื่นห้วงมิติก่อนหน้านี้…” เขาสังเกตเห็นว่าตำหนักใต้ดินที่เขาอยู่ในเวลานี้มีเสา กลมขนาดมหึมาอยู่หลายต้น ตัวเสาสลักรูปภาพค่าย กลที่ซับซ้อนจนน่าเหลือเชื่อ เขาจ้องค่ายกลเปลวเพลิงหนึ่งเพียงแค่ครู่เดียว ก็รู้สึก เหมือนจิตวิญญาณถูกความร้อนเผาไหม้ ตรงจุดที่เกราะมังกรเพลิงลอยตัวอยู่เหนือมีค่ายกล
นำส่งแห่งมิติหลังหนึ่งที่ลักษณะโบราณและโครงสร้าง ซับซ้อนซึ่งส่งคลื่นห้วงมิติที่ผิดปกติออกมาตลอดเวลา “เป็นดังคาด” ชั่วขณะที่มองเห็นค่ายกลนั้น เขาก็เข้าใจว่าด้วย โครงสร้างของค่ายกลนำส่งแห่งมิติหลังนี้ มันต้อง สามารถทำการนำส่งข้ามดินแดนได้แน่นอน และสถานที่แห่งนี้ก็พิเศษมาก เพดานด้านบนมีเขต อาคมเปลวเพลิงค้ำยันบ่อลาวาเอาไว้ ผู้อาวุโสสำนักไฟอย่างเผิงเยี่ยนที่อยู่ด้านนอกไม่ เพียงแต่ไม่สามารถเข้ามาได้ แม้แต่กระแสจิตวิญญาณ ก็ไม่อาจส่งมารับสัมผัส เพราะจะถูกค่ายกลโจมตี กลับไปในทันที จะอย่างไรซะนี่ก็เป็นค่ายกลที่ผังปายอดีตเจ้าสำนักไฟ รุ่นก่อนทิ้งไว้ในสถานที่ฝึกตนของเขา “กระถางยักษ์นั่น…”
ขณะที่เดินเข้ามาใกล้ เนี่ยเทียนก็ระวังตัวไปด้วย แม้แต่สายเลือดแห่งชีวิตก็ถูกเขากระตุ้นใช้ สกัดดึง พลังงานความร้อนและพลังเลือดลมให้สื่อสารกับ เกราะมังกรเพลิง “มีคนอยู่หรือไม่? สถานที่แห่งนี้มีแค่อาวุธเทพไม่ดับ สลายที่กำราบเจ้าชิ้นนี้เท่านั้นหรือ?” “ยังไม่เห็นคน แต่ว่าค่ายกลนำส่งแห่งมิติด้านล่างข้ามี คลื่นห้วงมิติที่ผิดปกติส่งออกมาตลอดเวลา ข้าเดาเอา ว่าต้องมีคนใช้ค่ายกลนี้เดินทางมาที่นี่เป็นประจำ” มังกรเพลิงอาเจียซือตอบกลับมา “นายท่าน อันที่จริงแล้วตำหนักที่ซ่อนลึกอยู่ในใต้ดิน ของภูเขาไฟแห่งนี้เหมาะสมกับการเติบโตของข้าและ ท่านอย่างมาก” อาเจียซือพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ผนัง เสาและหินใต้ฝ่าเท้าของตำหนักแห่งนี้ล้วนเป็น วัตถุดิบธาตุไฟที่หาได้ยาก ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือที่
ประณีตยอดเยี่ยม” “ตลอดทั้งตำหนักก็คือค่ายกลรวมพลังวิญญาณขนาด มหึมา สามารถดึงพลังความร้อนของทั้ง อาณาจักรฮว่อหลิงให้ไหลบ่ามารวมกัน” “ในความทรงจำของข้า นอกจากสถานที่ที่ข้าถือ กำเนิดอย่างภูเขาไฟศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามังกรเพลิงข้า แล้ว บนโลกใบนี้ก็ยังไม่มีสถานที่ใดที่มีพลังงานเปลว เพลิงเข้มข้นและบริสุทธิ์เท่าที่นี่” “อีกอย่างที่นี่ยังมีเส้นผลึกเพลิงพิภพที่แฝงความลี้ลับ ของเปลวเพลิงอยู่อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งข้าสามารถ เอามันมาชุบหลอมและทำให้สายเลือดของข้า แข็งแกร่งได้โดยตรง” “…” อาเจียซือตื่นเต้นมาก ส่งข้อความพูดจ้อให้เนี่ยเทียน ฟังไม่หยุด โดยไม่สนว่าตัวเองถูกกระถางยักษ์สี่ขากด
ทับอยู่ “น่าเสียดายที่ดูเหมือนว่าพลังงานความร้อน ทั้งหมดของที่แห่งนี้คล้ายจะมีไว้หล่อเลี้ยงและบำรุง กระถางใหญ่ที่กดทับข้าอยู่นี่ เพื่อให้มันพัฒนาไปสู่ ระดับที่สูงขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง” มันรู้สึกเจ็บใจอย่างมาก “ทั้งหมดนี้มีไว้เพื่อทำให้มันแข็งแกร่งขึ้น?” เนี่ยเทียน รู้สึกสนใจขึ้นมา จึงหันไปมองกระถางยักษ์ด้วยสายตา ลึกล้ำอีกครั้ง “ตามความเห็นเจ้า วัตถุชิ้นนี้เป็นอาวุธ เทพไม่ดับสลายขั้นไหน?” “ขั้นห้าแล้วล่ะ” อาเจียซือตอบ “อาวุธเทพไม่ดับสลายขั้นห้า!” เนี่ยเทียนตะลึงไปอีก ครั้ง “อาวุธระดับนี้ วิญญาณวัตถุที่อยู่ข้างไหนต้องมี สติปัญญาฉลาดมากแน่ๆ มัน…จะพูดคุยกับเราตรงๆ ได้เลยหรือเปล่า?” “ได้ แต่ว่ามัน…ไม่สนใจข้า” อาเจียซือกล่าวด้วย
น้ำเสียงห่อเหี่ยว เนี่ยเทียนตะลึงงัน “มันพิเศษมาก” อาเจียซือใคร่ครวญคำพูดที่จะใช้ “มัน ประกอบขึ้นจากปราณจิตวิญญาณสี่ขุม แบ่ง ออกเป็นมังกรเพลิง หงส์ไฟ กิเลนและวิหคเพลิง ซึ่ง ในความทรงจำของข้า ทั้งสี่นี้ต่างก็เป็นสิ่งมีชีวิตธาตุ เปลวเพลิงของเผ่าวิญญาณโบราณ ข้ายังรู้สึกคุ้นเคย กับปราณของมังกรเพลิงขุมนั้นด้วยซ้ำ เป็นไปได้ว่า น่าจะมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับข้า” มังกรเพลิง หงส์ไฟ กิเลนและวิหคเพลิงต่างก็เป็นสัตว์ ต่างเผ่าธาตุไฟทั้งสิ้น มองภาพที่สลักอยู่บนกระถางสี่ขา แล้วก็หวนนึกไปถึง กระแสจิตวิญญาณของสัตว์ต่างเผ่าธาตุไฟสี่ชนิดที่ ประกอบกันขึ้นเป็นวิญญาณวัตถุ เนี่ยเทียนก็ยิ่งเกิด ความระมัดระวังยิ่งกว่าเดิม
“ข้า ถูกพลังของอะไรกระชากลงมาจากด้านบน?” เนี่ยเทียนตวาดถาม การที่เขาถูกจู่โจมกะทันหันตอนที่ลดตัวลงมาทางปาก ปล่องภูเขาไฟ แสดงว่าต้องมีจิตสำนึกของอะไร บางอย่างที่ทำให้เกิดผลลัพธ์เช่นนี้ ในตำหนักแห่งนี้ สิ่งที่มีจิตวิญญาณและมีสติปัญญาก็ เห็นจะมีเพียงแค่กระถางสี่ขาเบื้องหน้านี้เท่านั้น! “อู้!” พอขยับเข้าไปใกล้ในระดับหนึ่ง ลวดลายที่สลักไว้บน กระถางยักษ์สี่ขาซึ่งกดทับร่างของเกราะมังกรเพลิง เอาไว้ก็พลันเคลื่อนไหวราวกับงูไฟที่มีชีวิต ก่อนที่แรงดึงดูดขุมหนึ่งจะส่งออกมาจากกระถางสี่ขา ใบนั้น! พริบตาเดียว เขา เกราะมังกรเพลิงและพลังงานความ ร้อนทั้งหมดก็ถูกชักนำให้กลายเป็นลำแสงที่บินเข้าหา
กระถางยักษ์สี่ขา เนี่ยเทียนค้นพบด้วยความตกตะลึงว่าโอสถวิญญาณ เปลวเพลิงในมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของเขา ค่อยๆ หดเล็กลงเรื่อยๆ และเนื่องจากพลังงานความร้อนที่ไหลหายไป แกน เลือดตรงหน้าอกของเกราะมังกรเพลิงก็เริ่มจะเหี่ยว แห้งไปด้วย “นายท่าน มัน มันกำราบข้าและดึงท่านลงมาก็เพื่อ จะดึงเอาพลังงานของพวกเราไป!” เสียงของอาเจีย ซือเปลี่ยนมาเป็นแผดแหลม ทำให้มหาสมุทรจิต วิญญาณของเนี่ยเทียนปั่นป่วน “คิดจะใช้ข้าและอาวุธของข้ามาสร้างความแข็งแกร่ง ให้กับตัวเองอย่างนั้นรึ?” เนี่ยเทียนยิ้มหยัน “กะอีแค่ อาวุธเทพไม่ดับสลายไร้เจ้าของที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ที่นี่ไม่ รู้ตั้งกี่ปีแล้ว กลับบังอาจคิดจะอาศัยพวกเรามาเพิ่ม
ระดับความแข็งแกร่งให้ตัวเองอย่างนั้นรึ? ฝันไป เถอะ!” “พรวด!” ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราถูกเขาเรียก ออกมา เมื่อสายเลือดแห่งชีวิตระเบิดปะทุ เขาก็ใช้ ท่อนกระดูกเป็นดั่งทวนเทพที่จ้วงแทงเข้าหากระถาง ยักษ์สี่ขาใบนั้น พลังเลือดลมที่เข้มข้นพลุ่งพล่านโถมเข้ากลบทับ กระถางยักษ์สี่ขาก่อนเป็นอันดับแรก “จงแตก!” “อ๊าก ว๊าก โฮก!” ทันใดนั้นในกระถางยักษ์สี่ขาก็มีเสียงประหลาดที่ฟัง ไม่ชัด บอกไม่ถูกว่าเป็นเสียงใดดังออกมา ก่อนที่จะเห็นได้ชัดอย่างชัดเจนว่าค่ายกลเปลวเพลิง หลายแห่งที่ซ่อนอยู่ในตำหนักแห่งนี้เริ่มทำการโคจร
“อู้!” เส้นผลึกเพลิงพิภพหลายเส้นที่มาพร้อมกับพลังงาน ร้อนแผดเผาจำแลงมาเป็นมือยักษ์สีเพลิงข้างหนึ่ง มือยักษ์ข้างนั้นตบลงมาจากเพดานด้านบน เลือดลมที่สูงส่งจนหมื่นสรรพสิ่งต้องยอมศิโรราบและ คล้ายจะกำราบทุกสิ่งบนโลกใบนี้ได้พลันระเบิด ครืนครั่น พอมือใหญ่ลดตัวลงมา ท่อนกระดูกที่ไม่เคยมีครั้งไหน ใช้ไม่ได้ผลและน้อยครั้งที่จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบกลับ แผ่เลือดลมท่วมทะลักคล้ายงูที่ถูกมือยักษ์กดเอาไว้จน ขยับเขยื้อนได้อย่างยากลำบาก มือยักษ์สีเพลิงตบลงมาอย่างแรง “ปัง!” ท่อนกระดูกเรียวยาวแหลมคมของสัตว์ยักษ์มวลดารา
ถูกมือยักษ์สีเพลิงตบจนร่วงลงมากระแทกพื้น เนี่ยเทียนที่มีเลือดลมเชื่อมโยงกับท่อนกระดูก ประหนึ่งถูกค้อนยักษ์ทุบใส่เต็มแรง เขาร้องอึกอักใน ลำคอ ร่างหงายผลึ่งลงไปนอนกองอยู่บนพื้น ถูก พละกำลังที่เป็นดั่งขุนเขาลูกหนึ่งกดทับลงบนไหล่ แม้แต่จะยืนก็ยังทำไม่ได้ “แดนเทพเจ้า พลังแห่งเทพ!” เนี่ยเทียนเงยหน้ามองมือยักษ์สีเพลิงข้างนั้น “อาวุธ เทพไม่ดับสลายชิ้นนี้สามารถดึงเอาพลังค่ายกลเทพที่ ผังปายเจ้าสำนักไฟคนก่อนทิ้งเอาไว้มาใช้ได้ หรือว่า มันคืออาวุธเทพที่ผังปายเคยครอบครองในอดีต?” “ตัวข้า ก็คือผังปาย!” เสียงหนึ่งดังกระหึ่มขึ้นมาใน ตำหนักใหญ่ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 45 บทที่ 1327 โปรดชี้แนะ
เมื่อประโยคนี้ดังออกมา ค่ายกลเปลวเพลิงทั้งหมดที่ อยู่ในตำหนักก็เหมือนถูกกระตุ้นให้มีชีวิตในเสี้ยว วินาที “อู้ๆ!” ตำหนัก ผนังหิน พื้นดิน อากาศล้วนติดไฟลุกไหม้ เนี่ยเทียนรู้สึกเหมือนกำลังชำระร่างกายอยู่ท่ามกลาง ทะเลเพลิง หลังจากที่พลังงานความร้อนถูกดึงออกไปจากร่างของ เขาและเกราะมังกรเพลิง ก็ไม่ได้ผสานรวมเข้าไปใน กระถางยักษ์สี่ขาในทันที แต่กลับกระจายตัวออกไป กลายเป็นส่วนหนึ่งในพลังงานความร้อนของตำหนัก แห่งนี้
“ค่ายกลรวมพลังวิญญาณเปลวเพลิงขนาดมหึมา!” เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสี พลันตระหนักได้ว่าพลังงาน ความร้อนที่ตำหนักแห่งนี้รวบรวมมาไม่ได้มาจากแค่ ในอาณาจักรฮว่อหลิงเท่านั้น แม้แต่ตัวเขาเองและ วัตถุอย่างเกราะมังกรเพลิงก็ยังไม่ได้รับการยกเว้น จากนั้นเขาก็มีการค้นพบที่น่าตะลึงอีกอย่างหนึ่ง เมื่อกระถางยักษ์สี่ขากระตุ้นค่ายกลเปลวเพลิงทั้งหมด ในตำหนัก เขาก็เห็นว่าค่ายกลห้วงมิติหลังนั้นแผ่คลื่น ห้วงมิติที่ผิดปกติออกมา ตามมาติดๆ ด้วยรอยแยกห้วงมิติหลายเส้นที่ปริแตก ออกกลางอากาศ! รอยแยกห้วงมิติที่ปริแตกเหล่านั้นไม่รู้ว่าทอดยาวไปที่ ไหน หรือเชื่อมโยงกับสถานที่ใด ทว่าจากรอยแยกเรียวยาวเหล่านั้น เนี่ยเทียนเห็น เพียงแค่เปลวเพลิงเต้นระริก มีแสงเพลิง สะเก็ดไฟ
แลบปลาบออกมาจากในรอยแยกแล้วผสานรวมเข้า กับตำหนักใหญ่ “ฟู่ว!” พอแสงไฟเหล่านั้นสาดเข้ามา พลังงานความร้อนที่อยู่ ในตำหนักก็ยิ่งบริสุทธิ์และเข้มข้นมากขึ้น ส่วนหนึ่งถูกอาวุธเทพไม่ดับสลายชิ้นนั้นดูดซับเอาไป แต่ที่มากกว่านั้นกลับเป็นพลังงานที่มอบให้แก่ตำหนัก ใหญ่ มอบให้แก่… “อาณาจักรฮว่อหลิง!” ความตกตะลึงครั้งนี้ไม่ใช่เล็กๆ เนี่ยเทียนรับสัมผัสอย่างตั้งใจก็ค้นพบว่าพอพลังงาน ความร้อนที่ถูกดูดออกมาจากในรอยแยกห้วงมิติ เหล่านั้นหลอมละลายหายเข้าไปในตำหนักแล้ว ก็ได้ แผ่กระจายไปทั่วจุดลึกใต้ดินโดยมีตำหนักแห่งนี้เป็น จุดศูนย์กลาง
แล้วเขาก็เหมือนจะได้กลิ่นกำมะถันในบ่อลาวาที่ เข้มข้นขึ้นอีกระดับหนึ่ง “เจ้าคิดผิดแล้ว ตำหนักและค่ายกลรวมพลังวิญญาณ ขนาดมหึมาแห่งนี้ไม่ได้ดึงเอาพลังวิญญาณมาจาก อาณาจักรฮว่อหลิงเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่อาวุธ เทพไม่ดับสลาย ช่วยให้มันเลื่อนขั้นได้เร็วขึ้น!” เนี่ยเทียนสื่อสารกับอาเจียซืออีกครั้ง “ค่ายกลรวม พลังวิญญาณขนาดมหึมาและอาวุธเทพไม่ดับสลาย ชิ้นนั้นต่างหากที่เป็นผู้บงการหลัก เป็นผู้ควบคุม มัน เป็นทั้งจิตวิญญาณของวัตถุ แล้วก็เป็นทั้งจิตวิญญาณ ของตำหนักหรือแม้แต่ของทั้งอาณาจักรฮว่อหลิงแห่ง นี้! มันดึงเอาพลังงานความร้อนมาจากอาณาจักรอื่นๆ เพื่อหล่อเลี้ยงบำรุงอาณาจักรฮว่อหลิงอยู่ ตลอดเวลา!” “ที่อาณาจักรฮว่อหลิงเป็นสถานที่วิเศษสำหรับผู้ฝึก
วิชาเปลวเพลิง สามารถทำให้สำนักไฟเติบโตได้อย่าง แข็งแกร่งเช่นนี้ สาเหตุส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะมัน!” “เพราะผังปาย!” บัดนี้ เนี่ยเทียนเองก็พลันบังเกิดความเคารพเลื่อมใส ในอดีตเจ้าสำนักไฟคนก่อนเช่นกัน ต่อให้ผังปายจะสิ้นอายุขัยไปนานมากแล้ว ทว่าค่าย กลเปลวเพลิง ตำหนักและกระถางยักษ์สี่ขาที่เขาทิ้งไว้ กลับยังคงช่วยดึงเอาพลังงานความร้อนจากดินแดน อื่นหรือดินแดนลึกลับที่ไม่มีใครรู้จักมาให้แก่ อาณาจักรฮว่อหลิง ช่วยหล่อเลี้ยงไฟใต้พิภพที่ซุกซ่อน อยู่ในอาณาจักรแห่งนี้ และช่วยทำให้อุณหภูมิของ ลาวาร้อนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การที่อาณาจักรฮว่อหลิงกลายมาเป็นสถานที่ที่ เหมาะสมกับผู้ฝึกวิชาเปลวเพลิงมากกว่าสถานที่ใดใน ดินแดนของเผ่ามนุษย์ ก็เพราะคุณความชอบของมัน!
“สมแล้วที่เป็นบุคคลผู้อยู่อันดับสูงสุด และเป็นผู้ แข็งแกร่งที่มีชื่อเสียงที่สุดของเผ่ามนุษย์ในยุคก่อน” เนี่ยเทียนทอดถอนใจ “บุคคลเช่นนี้กลับมามีลูกอย่าง ผังชื่อเฉิงในช่วงท้ายของอายุขัย จุดด่างพร้อยเดียวใน ชีวิตเขาก็น่าจะเป็นลูกชายคนเดียวของเขาคนนี้นี่ แหละ” ระดับความเร็วในการไหลหายไปของพลังงานความ ร้อนไม่ได้บ้าระห่ำอย่างที่คิดไว้ เขาจึงปล่อยให้มันไหล หายไปโดยที่ไม่รู้สึกหวาดกลัวหรือสิ้นหวัง “ข้าคือบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว เจ้ากระชากข้าเข้ามาที่นี่ด้วยเหตุ ใด?” เขานิ่งคิดไปครู่ก็พลันตะคอกถาม “แล้วผังชื่อ เฉิงเคยมาที่นี่หรือไม่?” วิญญาณวัตถุในกระถางยักษ์สี่ขาที่ก่อนหน้านี้เปล่ง ประโยคนั้นออกมา ทั้งยังสร้างความวุ่นวายใหญ่โต
เช่นนี้ได้ย่อมต้องมีสติปัญญาเหนือล้ำเกินคนทั่วไป แน่นอน! เนี่ยเทียนต้องการฟังเหตุผล และในใจของเขาก็เกิดความกังขาเช่นกัน เพราะรู้สึก ว่าบางที…ผังชื่อเฉิงอาจจะไม่เคยมาที่อาณาจักรฮว่อ หลิงอย่างที่เขาเดาไว้ก็เป็นได้ สิ่งที่กระตุ้นให้สายเลือดของเกราะมังกรเพลิงเกิด อาการผิดปกติ มีความเป็นไปได้มากว่าจะเป็น กระถางยักษ์สี่ขาใบนี้ เพราะว่ามังกรเพลิงที่สลักอยู่ บนขาหนึ่งนั้นมีความเกี่ยวพันทางสายเลือดกับอาเจีย ซือ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการขานรับทางสายเลือดกับอา เจียซือเข้า คลื่นห้วงมิติที่ผิดปกติก็มาจากค่ายกลนำส่งหลังนั้น ซึ่งบางทีมันอาจจะมีไว้แค่เพื่อชักดึงพลังงานความ ร้อนจากดินแดนเปลวเพลิงเบื้องนอกมาหล่อเลี้ยง
อาณาจักรฮว่อหลิงเท่านั้น ก็เหมือนกับกระจกตาข่ายไฟของฉีป๋ายลู่แห่งสำนัก อาวุธในอาณาจักรต้าฮวางที่สามารถเชื่อมโยงไปยัง โลกลับเปลวเพลิงแล้วดึงเอาพลังงานความร้อนจากใน โลกลับแห่งนั้นมา ค่ายกลและกระถางยักษ์สี่ขาของที่แห่งนี้ย่อมมี ระดับสูงกว่าของสำนักอาวุธและกระจกตาข่ายไฟอยู่ หลายขั้น และต้นกำเนิดของพลังงานความร้อนที่ตำหนักและ ค่ายกลดึงดูดเอามาก็ย่อมไม่ใช่โลกลับขนาดเล็ก แต่ น่าจะเป็นอาณาจักรที่กว้างใหญ่ไพศาล หรืออาจจะ เป็นดินแดนเปลวเพลิงแห่งใดแห่งหนึ่งในทะเล ดวงดาวที่ผังปายเป็นผู้ค้นพบ “ผังชื่อเฉิง ผังชื่อเฉิง บุตรชายคนเดียวของนายท่าน …”
เสียงดังกังวานของกระถางยักษ์สี่ขาที่ก้องสะท้อนอยู่ ในตำหนักฟังคลุมเครือและขาดๆ หายๆ “เขา ไม่เคย มาที่นี่ ก่อนหน้าที่ยังไม่เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า เขาไม่ได้ รับอนุญาตให้ย่างกรายมาที่นี่ มีเพียงเลื่อนสู่แดนเทพ เจ้าแล้วเท่านั้นถึงจะมีคุณสมบัติมากพอให้มาที่นี่ได้ และข้าก็จะทำตามความปรารถนาสุดท้ายของนาย ท่านโดยการอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่เขาสู้รบเพื่อสำนักไฟ ต่อไป” “ห๊า!” เนี่ยเทียนตะลึงงัน เขาคาดไม่ถึงว่า กระถางยักษ์สี่ขาที่เป็นเสาหลักแห่ง จิตวิญญาณของตำหนักแห่งนี้จะกลายมาเป็นอาวุธ ร้ายกาจในมือของผังชื่อเฉิงในอนาคตวันใดวันหนึ่ง จริงๆ! คราวก่อนตอนที่อยู่ในพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน เขาได้ยิน มารสายฟ้าบอกว่าขอบเขตของผังชื่อเฉิงคือแดน
เอตทัคคะช่วงกลางแล้ว ภายหลังผังชื่อเฉิงยังไปเกลี้ยกล่อมให้อู๋จู๋รื่อเจ้าสำนัก กำเนิดหยางก่อเรื่องวุ่นวายได้สำเร็จ การที่อีกฝ่าย เดินทางไปทั่วเช่นนี้ ไม่แน่ว่าขอบเขตของเขาอาจจะ ฝ่าทะลุไปอีกขั้นแล้วก็เป็นได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็ อันที่จริงผังชื่อเฉิงก็อยู่ห่างจาก แดนเทพเจ้าอีกไม่ไกลแล้ว หากวันหนึ่งผังชื่อเฉิงเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้จริงๆ แล้ว ได้เข้ามายังที่แห่งนี้ ได้ครอบครองกระถางยักษ์สี่ขา นั่นก็ไม่เท่ากับว่าเป็นการติดปีกให้พยัคฆ์หรอกหรือ? “ไม่ถูกสิ! ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ฝึกตนของผังชื่อเฉิงหรอก หรือ?” เนี่ยเทียนถามขึ้นมาอีก “เมื่อก่อนเขาฝึกตนอยู่ที่นี่จริง แต่อยู่ด้านบน ไม่ใช่ ด้านล่าง” กระถางยักษ์สี่ขาตอบกลับ “หากยังไม่ เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า เขาก็ไม่สามารถเข้ามาในตำหนัก
ได้ ได้แต่อยู่ในบ่อลาวาด้านบนและใช้พลังงานของข้า ได้เพียงส่วนน้อย และใช้พลังความร้อนที่บริสุทธิ์ไป ชุบหลอมโอสถวิญญาณเท่านั้น” เนี่ยเทียนมึนงงไปหมด “รอให้เลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้ สำเร็จก่อน เขาถึงจะเข้ามาที่นี่ได้งั้นรึ?” “ใช่” “ต่อให้ผังปายจะมีชื่อเสียงเลื่องระบือแค่ไหน ก็คงนึก ไม่ถึงหรอกกระมังว่าบุตรชายของเขาจะถูกสำนักไฟ ขับไล่ ซ้ำยังถูกไล่ฆ่าไปทั่วทุกดินแดนแบบนี้?” เนี่ย เทียนมีสีหน้าปั้นยากอย่างยิ่ง “เจ้ารู้หรือไม่ว่า บุตรชายคนเดียวของเจ้านายเจ้าได้ถูกขับออกจาก สำนักไฟไปนานแล้ว?” “รู้ แต่ข้าจะทำตามคำสั่งของนายท่านเท่านั้น” กระถางยักษ์สี่ขาตอบ “ข้าจะทำตามข้อสัญญาที่เคย ให้ไว้ รอให้เขาเลื่อนเป็นแดนเทพเจ้าและมาที่นี่
เมื่อไหร่ ข้าก็จะยอมรับเขาเป็นนายด้วยความเต็มใจ ข้าจะช่วยให้เขาควบคุมตำหนักแห่งนี้และทั้ง อาณาจักรฮว่อหลิง ให้เขากลายมาเป็นประมุขคน ต่อไปของสำนักไฟ” “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ช่วยคนเลวทำความชั่ว!” เนี่ยเทียน ตวาดกร้าว กระถางยักษ์สี่ขาเงียบงันคล้ายคร้านจะใส่ใจเขา แล้ว ก็ไม่คิดจะอธิบายอะไรด้วย “ถ้าอย่างนั้นทำไมเจ้าถึงดึงดูดอาวุธของข้ามาที่นี่? เจ้ากระชากข้าลงมาเพราะคิดจะทำอะไร?” เนี่ยเทียน ถามอีกครั้ง “เจ้าไม่ได้มาเพื่อค้นหาคำตอบหรอกหรือ? เจ้าอยากรู้ ความลับของอาวุธชิ้นนั้นไม่ใช่หรือไง?” ประโยคของ กระถางยักษ์สี่ขาเริ่มชัดเจนและรื่นไหลมากขึ้น นี่น่าจะเป็นเพราะมันไม่ได้สื่อสารกับใครมาเป็น
เวลานานมากแล้ว ช่วงแรกๆ จึงยังปรับตัวไม่ทัน แต่ พอปรับตัวได้แล้ว การพูดคุยในภายหลังจึงไม่มีปัญหา อีกต่อไป “เจ้าได้ยินบทสนทนาของพวกเราด้วยรึ?” เนี่ยเทียน ถามด้วยความแปลกใจ ตอนที่พูดถึงเกราะมังกรเพลิง พวกเขายังอยู่บนยอด เขาอันเป็นที่อยู่อาศัยของโหลวหงแยน ห่างจากที่แห่ง นี้ไปไกลเป็นพันลี้ ทว่ากระถางยักษ์สี่ขาที่อยู่ในตำหนักแห่งนี้กลับยังรู้ บทสนทนาระหว่างเขาและพวกเผิงเยี่ยน โหลว หงแยน นี่จึงทำให้เนี่ยเทียนไม่ใคร่จะสบายใจนัก “นับตั้งแต่ที่ข้าก่อตั้งอาณาจักรฮว่อหลิงเป็นต้นมา นับตั้งแต่ที่ข้าช่วยให้อาณาจักรฮว่อหลิงแข็งแกร่งขึ้น ทีละนิด เส้าเทียนหยางไม่เคยมาหาข้าแม้แต่ครั้ง เดียว!” กระถางยักษ์สี่ขากล่าวกับเนี่ยเทียนด้วย
น้ำเสียงที่โอหังอย่างยิ่ง “ความลับของอาณาจักรฮว่อ หลิงและสำนักไฟ ข้ารู้มากกว่าเส้าเทียนหยางเสียอีก! และความลับของเสื้อเกราะตัวนี้ ข้าก็รู้อย่างชัดเจนดี” พอมันเอ่ยเช่นนี้ เนี่ยเทียนก็มีสีหน้าตื่นเต้นขึ้นมา ทันใด “หวังว่าจะให้คำชี้แนะ!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 45 บทที่ 1328 การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสำนักไฟ
ปากปล่องภูเขาไฟ ผู้อาวุโสของสำนักไฟจำนวนมาก เทพบุตร เทพธิดา ห้าท่านของสำนักห้าธาตุต่างก็กำลังรอคอยกันอยู่ด้วย ความร้อนใจ การที่เนี่ยเทียนหายตัวไปอย่างน่าประหลาดสร้าง ความกระวนกระวายให้แก่พวกเขาอย่างยิ่งยวด ไม่รู้ ว่าหากเกิดเรื่องกับเนี่ยเทียนเข้าจริงๆ พวกเขาควรจะ อธิบายให้พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว หอทอดฟ้า และลัทธิจิตตวิสุทธิ์ฟังอย่างไรดี เพราะภัยคุกคามของเรื่องกู่ผี พวกจีหยวนฉวน เย่เห วินฮั่นจึงมองเนี่ยเทียนเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในการ ต่อกรกับวัตถุประหลาดชิ้นนั้นไปแล้ว
และตอนที่อยู่ในดินแดนสะเก็ดดาว เนี่ยเทียนก็ได้ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า หากเขาแข็งแกร่งได้ถึงระดับที่ มากพอ ก็มีความหวังที่เขาจะผนึกร่างของกู่ผีได้อย่าง แท้จริง! “ด้านล่างซุกซ่อนความลับอะไรเอาไว้กันแน่?” หวง จินหนันเอ่ยขึ้นเบาๆ ไม่มีใครตอบคำถามของเขา “เอ่อ…” ดวงตาของผูหยางป่ายเทพบุตรสำนักดินพลันมีแวว ของความกังขา คล้ายสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง “ศิษย์พี่ ท่านค้นพบอะไรงั้นหรือ?” โหวชูหลันถาม ด้วยความแปลกใจ “มีอะไรประหลาดๆ บางอย่าง” ผูหยางป่าย ใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “แต่ว่า มันไม่เกี่ยวกับ ภูเขาไฟลูกนี้ แล้วก็ไม่เกี่ยวกับเนี่ยเทียน…”
“แล้วมันคืออะไรล่ะ?” โหลวหงแยนก็อยากรู้ เหมือนกัน “ก่อนหน้านี้จู่ๆ พื้นดินของอาณาจักรฮว่อหลิงก็สั่น ไหวขึ้นมาเล็กน้อย การสั่นสะเทือนเช่นนั้นน่าจะเป็น เพราะมีบุคคลที่เก่งกาจบางคนอาศัยค่ายกลนำส่ง แห่งใดแห่งหนึ่งเดินทางมาที่นี่” ผูหยางป่ายกล่าว ในฐานะที่เป็นเทพบุตรสำนักดิน เขาจึงมีความรู้สึกที่ เฉียบไวต่อการสั่นสะเทือนของแกนกลางพื้นดินเป็น พิเศษ แดนเอตทัคคะและโอสถวิญญาณในร่างของเขาต่างก็ มีความมหัศจรรย์ซ่อนเร้นอยู่ ขอแค่เขาไปอยู่ในอาณาจักรแห่งใดแห่งหนึ่ง คลื่น เคลื่อนไหวภายในพื้นดินที่ต่อให้จะเล็กน้อยแผ่วจาง แค่ไหน เขาก็ยังสัมผัสได้ และเขาก็สามารถอาศัย ประสบการณ์อันโชกโชนวิเคราะห์ออกมาได้ว่าคลื่นที่
ส่งมาจากพื้นดินหมายความถึงอะไร “บุคคลที่เก่งกาจ?” โหวชูหลันหรี่ตาลง ดวงตาใส กระจ่างฉายแสงคมกริบ “แดนเทพเจ้างั้นหรือ?” ผูหยางป่ายพยักหน้ารับ “ผู้อาวุโสแดนเทพเจ้าทั้งหมดในสำนักห้าธาตุเรา ตอนนี้ล้วนไม่มีใครอยู่นี่นา” ลิ่นเหยาเหยาเอ่ยแทรก “หลังจากที่ท่านปู่ลู่ไปจุติกลับมาฝึกตนใหม่ก็ยังไม่ เลื่อนสู่แดนเทพเจ้าอีกครั้ง อีกอย่างตอนนี้เขาก็ไม่ได้ อยู่ในสำนักห้าธาตุด้วย” “หรือว่าจีหยวนฉวนหรือไม่ก็เย่เหวินฮั่นมาที่นี่?” หวง จินหนันคาดเดา “หากพวกเขามา พวกเราก็น่าจะต้องรู้” เผิงเยี่ยนเอ่ย แทรกอย่างอดไม่ไหว “ช่วงเวลาที่เจ้าสำนักทั้งห้าไป จากสำนัก อาณาจักรทั้งห้าของพวกเราก็อยู่ในสภาวะ ปิดตายชั่วคราว เดินทางเข้าออกผ่านค่ายกลได้อย่าง
เดียวเท่านั้น และค่ายกลทุกหลังก็มีผู้อาวุโสเฝ้าพิทักษ์ หากจีหยวนฉวนหรือเย่เหวินฮั่นจะมาที่นี่ก็ต้องแจ้ง พวกเรามาก่อน” “ถ้าอย่างนั้นก็แปลกล่ะ” โหวชูหลันขมวดคิ้วมุ่น ครึ่งชั่วยามต่อมา “อู้ๆๆ!” ขอบฟ้าห่างไกลพลันมีม่านแสงสะดุดตาหลายวงโผล่ พรวดออกมา ท่ามกลางม่านแสงเหล่านั้นเห็นได้ชัดว่ามีเงาของคน ขยับวูบวาบไปมา และม่านแสงเหล่านั้นก็เป็นตัวแทน ของดินแดนที่แตกต่างกัน! “ฮ่าๆๆ!” เสียงหัวเราะอย่างกำเริบเสิบสานสะเทือนฟ้าดินดัง กระหึ่มไปทั่วอาณาจักรฮว่อหลิง ราวกับว่าจะดังไปทั่ว
ทุกมุมในอาณาจักรแห่งนี้ ทำให้ลูกศิษย์ทุกคนของ สำนักไฟได้ยินกันหมด “ข้าผังชื่อเฉิงกลับมาแล้ว!” จบประโยคนี้ เผิงเยี่ยน โหลวหงแยน และเทพบุตร เทพธิดาทั้งหลายต่างก็หน้าเผือดสี ตกตะลึงจนทำ อะไรกันไม่ถูก “ผังชื่อเฉิง!” “เจ้าศิษย์ทรยศผู้นี้กลับกล้ามาที่อาณาจักรฮว่อหลิ งได้อย่างไร? แล้วเขาอาศัยอะไรถึงเหยียบเข้ามาในนี้ ได้?” “เขามาแล้ว!” “ทั้งยังไม่ได้มาแค่คนเดียวด้วย!” ผู้อาวุโสหลายท่านของสำนักไฟพากันเรียกแดน เอตทัคคะเปลวเพลิงออกมา ครั้นจึงบินทะยานจาก
ปากปล่องภูเขาไฟขึ้นไปยังกลางอากาศที่สูงกว่าเดิม เพื่อทอดสายตามองไปไกลๆ พลางใช้กระแสจิต วิญญาณรับสัมผัส “เจ้าลัทธิจิตมืด!” “เจ้าสำนักสาปแห่งความตาย!” “มารสายฟ้า หยวนจิ่วชวน!” พวกเผิงเยี่ยนที่พอมองเห็นชัดก็ค้นพบว่าสิ่งที่ปรากฎ สู่ม่านสายตาของพวกเขาเป็นอันดับแรกก็คือเหล่า ผู้นำของสำนักนอกรีตที่มีชื่อเสียงระบือเลื่องทั่วทาง ช้างเผือกว่าเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของเผ่ามนุษย์ “ตูม!” จากนั้นถึงจะเป็นผังชื่อเฉิงที่ร่างลุกท่วมไปด้วยเปลว เพลิง ซึ่งพลังอำนาจของอีกฝ่ายแข็งแกร่งยิ่งกว่าพวก เขาหลายเท่านัก
“แดนเอตทัคคะช่วงท้าย!” หลี่อวี่ตกตะลึงไปอีกครั้ง “ไม่นึกเลยว่าเจ้าศิษย์ทรยศผู้นี้จะเลื่อนสู่แดน เอตทัคคะช่วงท้ายแล้ว! ดูจากปราณและสภาพการณ์ ของเขา เหมือนว่าจะลงมือเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าแล้ว” “ศิษย์ทรยศงั้นรึ? เขาไม่ใช่ศิษย์ทรยศสักหน่อย ตำแหน่งเทพบุตรสำนักไฟรุ่นนี้ เดิมทีก็เป็นของเขาอยู่ แล้ว!” ร่างอ้วนเตี้ยร่างหนึ่งปรากฎตัวกะทันหัน ดูจาก อาภรณ์ที่สวมใส่ ไม่ได้มีความต่างจากพวกเผิงเยี่ยน แม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็เป็นผู้อาวุโสคนหนึ่ง ของสำนักไฟเหมือนกัน และหากดูจากอายุก็คล้ายจะ แก่กว่าทุกคนเล็กน้อยด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าขอบเขตของเขาค่อนข้างอ่อนด้อย เป็นแค่ แดนเอตทัคคะช่วงกลางเท่านั้น “พี่ฝู!” เผิงเยี่ยน หลี่อวี่และผู้อาวุโสสำนักไฟคนอื่นๆ ที่เห็น
ว่าเขาพูดออกหน้าให้ผังชื่อเฉิงก็หน้าเปลี่ยนสีด้วย ความตกตะลึง สีหน้าแต่ละคนเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ ยิน “ฝูฮว่าน! เป็นเขาเองหรือนี่!” หวงจินหนันอุทาน ตกใจ ฝูฮว่านคือหนึ่งในผู้อาวุโสของสำนักไฟรุ่นนี้ที่มีอายุ มากที่สุด ตอนที่เส้าเทียนหยางและพวกเผิงเยี่ยน หลี่อวี่ยังไม่ ได้มาอยู่ที่อาณาจักรฮว่อหลิง ฝูฮว่านก็คือผู้ฝึกตนของ อาณาจักรฮว่อหลิงอยู่แล้ว แล้วก็เป็นตัวแทนผู้ส่งสาร ของผังปายด้วย ฝูฮว่านมีวัยวุฒิสูง อายุก็มาก ทว่าพรสวรรค์ในการฝึก ตนนั้นธรรมดา จนถึงวันนี้เขาก็ยังเป็นแค่แดน เอตทัคคะช่วงกลางเท่านั้น “พวกเจ้าจดจำบุญคุณของอดีตเจ้าสำนักไม่ได้ แต่ข้า
กลับยังคงจำได้ดี” ฝูฮว่านลุกขึ้นมาถลึงตาใส่พวกผู้ อาวุโสอย่างเผิงเยี่ยน “ไอ้พวกคนต่ำช้าเนรคุณ! หาก อดีตเจ้าสำนักไม่ได้พาพวกเจ้าออกจากดินแดน กันดารห่างไกล กลับมาอยู่อาณาจักรฮว่อหลิง และ ช่วยถ่ายทอดวิชาคาถาให้ พวกเจ้าจะมีวันนี้กันได้รึ?” “เพียงแค่เพราะนายน้อยผังอายุน้อย ทำอะไรวู่วามไม่ รู้ประสา แต่เส้าเทียนหยางผู้นั้นกลับขับไล่เขาออก จากสำนัก พวกเจ้าไม่เพียงแต่ไม่ห้ามปราม ยังตาม อาฆาตไล่ฆ่าเขาไม่ปล่อย!” “พวกเจ้ามันสมควรตายกันให้หมด!” “อู้ๆๆ!” ระหว่างที่ฝูฮว่านพูด กลุ่มพวกผู้นำสำนักนอกรีตที่มา พร้อมกับผังชื่อเฉิงผู้อยู่ในแดนเอตทัคคะเปลวเพลิงก็ ได้ทยอยกันบินมาถึง ชั่วขณะที่เห็นท่าทางเช่นนี้ของฝูฮว่าน ทุกคนที่อยู่ตรง
นี้ก็เข้าใจแล้วว่าผังชื่อเฉิง และพวกเจ้าลัทธิจิตมืด เริ่น หยวนจีแห่งสำนักสาปแห่งความตาย และมารสายฟ้า หยวนจิ่วชวนต้องได้รับความช่วยเหลือจากฝูฮว่าน โดยการเปิดค่ายกลนำส่งให้เดินทางมาที่นี่แน่นอน “แย่แล้ว” หวงจินหนันอุทานเบาๆ ตอนที่อยู่อาณาจักรฟ้ามืด เจ้าลัทธิจิตมืดก็พลังฟื้นคืน สู่จุดสูงสุด กลับมาเป็นแดนเอตทัคคะช่วงต้นอีกครั้ง หนึ่งแล้ว ส่วนเริ่นหยวนจีแห่งสำนักสาปแห่งความตาย ตอนนี้ก็ เป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้าย หยวนจิ่วชวนมารสายฟ้า ก็เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะช่วงท้ายแล้วเหมือนกัน ยังมีผังชื่อเฉิงอีกคนที่ก็เป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้าย และนี่ยังเป็นเพียงพละกำลังที่พวกเขาเห็นในตอนนี้ เท่านั้น หลังจากนี้จะมีผู้รุกรานมาเพิ่มอีกหรือไม่ แล้ว คนพวกนั้นมีขอบเขตอะไร พวกเขามิอาจรู้ได้เลย
“ปัญหาใหญ่เลยทีเดียว” โหวชูหลันทำหน้าขื่น “ตอนนี้อาจารย์ของพวกเราล้วนไม่อยู่ในสำนักห้าธาตุ ท่านอาลู่ก็ยังไม่ฟื้นคืนพลัง แล้วก็ไม่อยู่ในสำนัก เดิมที เพราะการดำรงอยู่ของค่ายกล คนนอกจึงยากที่จะบุก เข้ามาได้ คาดไม่ถึงเลยว่าคนของเราเองจะเป็นคนชัก นำมารพวกนี้เข้าบ้าน” เจ้าสำนักทุกท่านของสำนักห้าธาตุต่างก็เป็นแดนเทพ เจ้า ศักยภาพแข็งแกร่งยิ่ง ไม่ว่าเจ้าสำนักคนใด ขอแค่อยู่ในสำนักห้าธาตุ แล้วก็ เพราะอาณาจักรทั้งห้าไม่ห่างกันมากนัก จึงสามารถ เดินทางไปถึงและกำจัดพวกมารนอกรีตจากภายนอก ได้อย่างรวดเร็ว ทว่าตอนนี้เจ้าสำนักทั้งห้าคนกลับไม่อยู่ในสำนักพอดี “ข้ามาที่นี่ก็เพื่อต้องการจะฝ่าสู่แดนเทพเจ้าโดยใช้ สถานที่ฝึกตนดั้งเดิมของข้า” ผังชื่อเฉิงไม่ได้เผยตัว
เขาที่อยู่ในแดนเอตทัคคะของตัวเองเป็นเหมือนคนไฟ ที่มีเปลวเพลิงลุกท่วม “เมื่อข้าเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้ สำเร็จ ข้าจะก้าวข้ามปราการของบ่อลาวา เข้าไปใน ตำหนักที่บิดาของข้าทิ้งไว้ให้” “ข้าจะใช้อาวุธเทพชิ้นนั้นมาฟื้นคืนบารมีของบิดาข้า อีกครั้ง และกลายมาเป็นผู้นำแห่งอาณาจักรฮว่อหลิง ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเจ้าสำนักไฟอันทรงเกียรติ!” โหลวหงแยนแค่นเสียงในลำคอ “เจ้ามันเพ้อเจ้อ ปัญญาอ่อน” “ฮ่าๆ เทพธิดาเปลวเพลิงอย่างเจ้าก็กล้ากังขาในตัวข้า อย่างนั้นรึ?” ผังชื่อเฉิงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ข้าเคย ฆ่าเจ้าไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่แค่ไม่ได้ฆ่าเจ้าให้ตายขาด เท่านั้น คราวนี้ข้าจะให้เจ้าตายอย่างไม่มีวันผุดวันเกิด ก็แล้วกัน เจ้าไม่รู้เลยหรือว่า หากไม่เป็นเพราะข้าจาก ไป คนอย่างเจ้าก็ไม่มีทางได้กลายมาเป็นเทพธิดาของ
สำนักไฟ?” “ด้วยพรสวรรค์และคุณสมบัติในการฝึกตนของเจ้าน่ะ รึจะมาเทียบกับข้าได้?” “กะอีแค่ลูกของมนุษย์ต่ำต้อยคนหนึ่ง คิดจะมาช่วงชิง ตำแหน่งเจ้าสำนักไฟกับข้าในอนาคต ไม่รู้จักตักน้ำใส่ กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองเสียบ้าง!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 45 บทที่ 1329 อยากพบหน้ามานาน
“อู้!” เปลวเพลิงที่ลุกโชติช่วงขยับห่างออกไปเล็กน้อย ก่อนที่ผังชื่อเฉิงจะก้าวออกมายืนอยู่ห่างจากเบื้อง หน้าโหลวหงแยนประมาณหนึ่งร้อยเมตร ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยแววดูแคลนเหยียดหยาม “เขา ก็คือผังชื่อเฉิงเองหรือ หน้าตา…นับว่าหล่อเหลา ไม่เบา” ลิ่นเหยาเหยาแห่งสำนักน้ำเพ่งมองอีกฝ่าย พลางประเมินอยู่ในใจ ผังชื่อเฉิงเรือนกายสูงใหญ่ หน้าตาหล่อเหลาคมคาย ดูจากอายุแล้วเหมือนจะแค่สามสิบกว่าปีเท่านั้น ผม ของเขาที่ยาวประบ่าถูกปล่อยให้ทิ้งตัวปลิวสยาย “ศิษย์พี่ผัง” ผูหยางป่ายอุทานเบาๆ
“บิดาเจ้าคืออดีตเจ้าสำนักไฟคนก่อน แต่นั่นไม่ได้ หมายรวมถึงเจ้าด้วย” โหลวหงแยนแค่นเสียงเย็น “ฮ่าๆๆ!” ผังชื่อเฉิงหัวเราะเสียงดังกระหึ่ม “ไม่มีบิดา ข้า จะมีสำนักไฟและเส้าเทียนหยางอย่างในทุกวันนี้ ได้อย่างไร?” ครั้นแล้วเขาก็หุบยิ้ม ก่อนจะหันมามองพวกเผิงเยียน ด้วยสายตาเย็นชา “พวกเจ้า ล้วนเป็นพวกเนรคุณคน ทั้งสิ้น! หากไม่เพราะบิดาข้ามองเห็นความสามารถ ของพวกเจ้า จึงรับพวกเจ้าเข้ามาอยู่ในอาณาจักรฮว่อ หลิง ป่านนี้ก็ไม่รู้ว่าคนอย่างพวกเจ้าจะไปอยู่ในซอกห ลืบไหน” “พวกเราย่อมไม่กล้าลืมพระคุณของอดีตเจ้าสำนักอยู่ แล้ว” เผิงเยี่ยนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “แต่เขาก็คือ เขา เจ้าก็คือเจ้า! ช่วงเวลาที่เจ้าอยู่ในสำนักไฟก็เอาแต่ ประพฤติชั่ว สร้างความอับอายให้แก่สำนัก! หากเจ้า
พอจะมีจิตใจเมตตาปราณีเช่นอดีตเจ้าสำนักอยู่บ้าง ก็ คงไม่ถูกขับไล่ออกจากสำนักแล้วตกอยู่ในสภาพอย่าง ทุกวันนี้!” “สภาพอย่างทุกวันนี้?” ผังชื่อเฉิงหัวเราะจนแทบ น้ำตาไหล “สภาพของข้าดีมากมาโดยตลอด! แล้วข้า ก็ยังมีชีวิตอยู่ดี กลับเป็นพวกเจ้าต่างหาก…” “ส่งข่าวแจ้งให้อีกสี่ฝ่ายทราบทันที!” เผิงเยี่ยนตะโกน ก้อง เหล่าผู้อาวุโสสำนักไฟด้านหลังเขาที่มีหลี่อวี่เป็น หัวหน้าพลันกลายร่างเป็นลำแสงหลายเส้นที่บินไปยัง ทิศทางต่างกัน “พวกเจ้าจงกลับไปก่อน!” เผิงเยี่ยนหันกลับไปมองพวกเทพบุตร เทพธิดา โดยเฉพาะโหลวหงแยนที่เขาถลึงตาใส่เป็นพิเศษ พลางตวาดกร้าว “นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมัวมาต่อปากต่อ
คำกับผังชื่อเฉิง! รีบส่งข่าวไปบอกทั้งสี่ฝ่าย ให้พวกเขา ส่งตัวผู้แข็งแกร่งเดินทางผ่านค่ายกลนำส่งมาที่ อาณาจักรฮว่อหลิงโดยเร็ว!” “ฟิ้วๆๆๆ!” เหล่าผู้อาวุโสสำนักไฟทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว “ต้องรบกวนทุกท่านแล้ว” ผังชื่อเฉิงแสยะยิ้ม ก่อน จะหันไปเอ่ยสั่งความกับเจ้าลัทธิจิตมืด เจ้าสำนักสาป แห่งความตายและหยวนจิ่วชวน คนทั้งสามจึงบินออกไปทันที พวกเขาล้วนไล่ตามผู้อาวุโสแต่ละท่านของสำนักไฟไป ไม่มีใครอยู่ช่วยผังชื่อเฉิงสักคน เผิงเยี่ยนตะลึงงันไปทันที “เจ้า…” ขอบเขตและตบะของผังชื่อเฉิงมีแค่แดนเอตทัคคะ ช่วงท้ายเท่านั้น ซึ่งเท่ากับเขาพอดี
ทว่าช่วงเวลาที่ผังชื่อเฉิงเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะช่วง ท้ายต้องสั้นมากแน่ๆ จึงไม่สามารถเอามา เปรียบเทียบกับเขาได้เลย ส่วนคนแก่ชราอย่างฝูฮว่านนั้นก็มีพลังการต่อสู้ใน ระดับที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาโดยตลอด ไม่มีทางช่วยผังชื่อ เฉิงได้มากนัก “เจ้าคงคิดสินะว่าจะมีโอกาสจับตัวข้าได้?” ผังชื่อเฉิง มองความคิดของเขาออกอย่างทะลุปรุโปร่ง “เจ้าลืม ไปแล้วหรือว่าภูเขาไฟลูกนี้เคยเป็นสถานที่ฝึกตนของ ข้า ทั้งยังเป็นสถานที่ที่บิดาข้าเคยใช้มาก่อน นอกจากนี้ ในเมื่อฝูฮว่านปล่อยให้ข้าเข้ามาก็ย่อมต้อง เป็นพวกเดียวกับข้า เจ้านึกว่าข้าไม่มีการเตรียมการ มาก่อนงั้นรึ?” “การเตรียมการอะไรไว้?” เผิงเยี่ยนถาม “แน่นอนว่าย่อมเป็นการเข้าควบคุมอาณาจักร
ฮว่อหลิง” ผังชื่อเฉิงแค่นเสียงในลำคอ ครั้นแล้วจึง กระโดดผลุงลงไปในภูเขาไฟลูกนั้น การกระทำของเขาทำให้ทุกคนตั้งตัวกันไม่ทัน แล้วก็ คาดเดาไม่ถึง นอกจากเนี่ยเทียนแล้ว ก่อนหน้านี้ใครก็ตามที่ขยับ เข้าใกล้ปากปล่องภูเขาไฟมากเกินไปล้วนต้องถูกค่าย กลเปลวเพลิงในนั้นโจมตี กระแสจิตวิญญาณกลุ่ม หนึ่งของหลี่อวี่เคยพุ่งเข้าไปหมายรับสัมผัส แต่กลับ ถูกโจมตีกลับคืนมา นี่จึงทำให้เผิงเยี่ยนเข้าใจไปว่าจะไม่มีใครกล้าเข้าไปใน นั้นได้ง่ายๆ เขาลืมไปแล้วว่า เมื่อนานมากมาแล้ว ผังชื่อเฉิงเคยฝึก ตนอยู่ในบ่อลาวาของภูเขาไฟลูกนี้ “อู้ๆๆๆ!” ค่ายกลเปลวเพลิงมากมายที่สลักไว้บนผนังสีชาดถูก
กระตุ้นให้มีชีวิตอีกครั้ง มีลายเส้นเปลวเพลิงลักษณะ คล้ายชีพจรในร่างมนุษย์ลอยขึ้นมา ทั้งยังมีพลังงาน ร้อนแรงไหลเวียนอยู่ภายใน ทว่านี่ไม่เหมือนกับสถานการณ์ที่เนี่ยเทียนเจอ ตอนที่ ผังชื่อเฉิงกระโดดลงไป ค่ายกลเปลวเพลิงไม่ได้โจมตี เขา แต่กลับกลายเป็นว่าพวกมันต่างก็ต้อนรับการมา เยือนของเขาอย่างลิงโลด บัดนี้ไม่ว่าจะเป็นเผิงเยี่ยนหรือใครก็ตาม ทุกคนต่างก็ เกิดความรู้สึกหนึ่งที่เหมือนกันว่า—ผังชื่อเฉิงได้กลับ บ้านแล้ว ขณะที่ค่ายกลเปลวเพลิงแต่ละหลังเคลื่อนโคจรก็ เหมือนว่าจะเป็นการรวบรวมพลังงานความร้อนมา เร็วมากขึ้น บ่อลาวาบ่อนั้นเดือดพลั่กๆ ราวกับกำลังไชโยโห่ร้อง ด้วยความยินดี
ผังชื่อเฉิงทำสีหน้าดื่มด่ำ “ความรู้สึกเช่นนี้แหละ ที่นี่ ก็คือสถานที่วิเศษในการฝ่าสู่แดนเทพเจ้าของข้า ก่อน หน้าที่บิดาข้าจะเสียชีวิต ก็คงเดาได้แล้วว่าสักวันหนึ่ง ข้าต้องได้เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า ทุกอย่างที่อยู่ที่นี่ รวมถึงอาณาจักรฮว่อหลิงและสำนักไฟ น่าจะเป็นสิ่ง ที่ท่านผู้อาวุโสเตรียมไว้ให้ข้า” “ส่วนเส้าเทียนหยางผู้นั้นก็เป็นแค่ผู้รับช่วงต่อ ชั่วคราว เป็นแค่ผู้พิทักษ์ที่คอยดูแลข้าเท่านั้น!” “ในฐานะที่เป็นผู้พิทักษ์กลับบังอาจทรยศข้า บังอาจ ขับไล่ข้า!” พอกล่าวมาถึงช่วงท้าย สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนมา เป็นดุร้าย แล้วก็หันไปถลึงตาใส่โหลวหงแยนที่ยังไม่ จากไป “เจ้าเองก็สมควรตาย!” ค่ายกลเปลวเพลิงหลังหนึ่งบนผนังได้รับสัมผัสจากจิต วิญญาณของเขา
“ฟิ้ว!” ต่อมาหงส์ไฟที่สยายปีกตัวหนึ่งก็เผยกายออกมาอย่าง มีชีวิตชีวาและแผดเสียงร้องแหลมก้อง ก่อนที่มันจะ กระพือปีกที่ส่องประกายแสงพริบพราวกระโจนเข้า หาโหลวหงแยน ปราณที่หงส์ไฟตัวนั้นปลดปล่อยออกมาให้ความรู้สึก เหมือนผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะของเผ่ามนุษย์ที่ฝึก วิชาเปลวเพลิง “เจ้ากล้ารึ!” เผิงเยี่ยนคำรามเดือดดาล แดนเอตทัคคะสีชาดของ เขาขยายออกมา พลางรวบรวมเวทคาถาสร้างไข่มุก เปลวเพลิงสีแดงฉานเม็ดหนึ่งไปกำราบหงส์ไฟ ทันใดนั้นค่ายกลเปลวเพลิงทั้งหลายที่อยู่ในภูเขาไฟก็ ถูกกระแสจิตวิญญาณของผังชื่อเฉิงตรงเข้าไปกระตุ้น ให้มีชีวิต
แล้วก็ดูเหมือนว่าพลังงานความร้อนที่ไหลเวียนอยู่ใน ไข่มุกวิเศษจะถูกระงับไว้เสียเกินครึ่ง เผิงเยี่ยนหน้าเปลี่ยนสีทันใด ผังชื่อเฉิงยิ้มหยัน “ไข่มุกเม็ดนั้นของเจ้า บิดาข้าเป็น คนช่วยหลอมให้ ทว่าค่ายกลเปลวเพลิงที่เขาสลักไว้ ในภูเขาไฟลูกนี้คือความลี้ลับของเปลวเพลิงที่เขา บรรลุได้ในช่วงท้ายของชีวิต คิดจะใช้พลังงานเปลว เพลิงที่เขาบรรลุช่วงหลังมากำราบพลังในช่วงแรกของ เขา ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก” “ศิษย์พี่ผัง! อย่าทำแบบนี้เลย!” ผูหยางป่ายเดิน ออกมายืนอยู่ข้างโหลวหงแยน “ครืน!” แผ่นดินของอาณาจักรฮว่อหลิงพลันสั่นสะเทือน กระแสอากาศสีเทาขมุกขมัวหลายเส้นตรงเข้าก่อตัว กันเป็นเขตอาคมหนาชั้นที่สกัดกั้นระหว่างเขาและผัง
ชื่อเฉิงเอาไว้ หงส์ไฟที่สยายปีกบินตัวนั้นพุ่งเข้าชนเขตอาคมอย่าง จัง แสงไฟพลันสาดกระเซ็นไปทั่ว ครั้นแล้วจึงค่อยๆ สลายหายไป “เจ้าโง่!” ผังชื่อเฉิงสีหน้าเยียบเย็น “ปีนั้นตอนที่ข้า อยู่สำนักไฟ เจ้ายังคอยตามเป็นลูกไล่ข้า ตอนนั้นไม่ ว่าข้าพูดอะไร เจ้าก็ล้วนทำตามโดยไม่เกี่ยงงอน ไม่ เคยกล้าทรยศต่อข้า ผูหยางป่าย สำนักกำลังจะเกิด การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ กฎเกณฑ์ทั้งหมดก่อนหน้า นี้จะถูกพลิกคว่ำ เจ้าอย่าโง่คิดว่าทุกอย่างจะยังเป็น เหมือนเดิมอีกเลย จงหลีกไปซะ เห็นแก่ความสัมพันธ์ ในอดีต ข้าจะไม่ทำอะไรเจ้า” “ไม่ได้” ผูหยางป่ายส่ายหน้า “ดื้อดึงไม่เข้าเรื่อง ข้าจะผนึกร่างเจ้าก่อนแล้วค่อยว่า กัน” ผังชื่อเฉิงขมวดคิ้ว
ดูเหมือนเขาจะรู้จักนิสัยของผูหยางป่ายมานานแล้ว รู้ ดีว่าตนเองไม่สามารถพูดโน้มน้าวอีกฝ่ายได้ง่ายๆ จึง คิดจะใช้พลังของค่ายกลมากักตัวเขาไว้ก่อน ทว่าขณะที่เขากำลังจะดึงพลังงานของค่ายกลมาใช้อีก ครั้งนั้นเอง จู่ๆ เขาก็ร้องคำรามขึ้นมาเสียงดัง “มีคน?” เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าในตำหนักใต้บ่อลาวาที่เขา ไม่เคยได้เข้าไปคล้ายจะมีปราณที่เขาไม่คุ้นเคยอยู่ขุม หนึ่ง ไม่นึกเลยว่าจะมีคนชิงเข้าไปในตำหนักที่ควรเป็นของ เขาก่อนหน้าเขาเสียอีก! “ใคร?” ผังชื่อเฉิงแผดเสียงแหลมยาว ไม่สนใจใครอื่น อีกต่อไป เพียงหันไปถลึงตาใส่บ่อลาวา เส้นสายตาของเขาเหมือนจะมองให้ทะลุทะลวงทุกสิ่ง ไปเห็นพื้นดินเบื้องล่าง
“ผังชื่อเฉิง ได้ยินชื่อและอยากรู้จักมานานแล้ว” เสียงของเนี่ยเทียนดังมาจากจุดลึกใต้ดินที่มีบ่อลาวา กั้นขวาง “เนี่ยเทียน!” “เนี่ยเทียนยังมีชีวิตอยู่!” “เขาไม่เป็นอะไรหรือนี่ แถมยังพูดได้ด้วย ถ้าอย่างนั้น …เขาคงจะได้เกราะมังกรเพลิงกลับมาแล้วน่ะสิ?” เทพบุตรเทพธิดาทั้งหลายที่พอได้ยินเสียงของเนี่ย เทียนก็พากันร้องอุทานแตกตื่น เผิงเยี่ยนตะลึงงัน สีหน้าเปลี่ยนมาเป็นปั้นยากอย่าง ถึงที่สุด “จะเป็นไปได้อย่างไร? ใต้บ่อลาวาอันเป็น สถานที่ที่อดีตเจ้าสำนักเคยใช่ฝึกตน ไม่ใช่พื้นที่ ต้องห้ามหรอกหรือ? ทำไมเขาถึงเข้าไปได้?” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 45 บทที่ 1330 แม่น้ำลาวาสวรรค์
“เนี่ยเทียน!” ผังชื่อเฉิงที่เดินทางมาไกลพลันรู้ตัวตนของบุคคลที่อยู่ ใต้บ่อลาวาจากเสียงร้องอุทานของผู้อื่น “ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้!” กระแสจิตวิญญาณกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าเป็นดั่งมังกรเพลิง ที่ว่ายทะลวงเข้าไปในค่ายกลเปลวเพลิงบนผนัง “ตูม!” ค่ายกลเปลวเพลิงหลายสิบชนิดลุกพรึ่บติดไฟในเสี้ยว วินาที ก่อนที่อักขระเทพไฟลึกลับเกินคาดเดาจะพา กันก่อตัวขึ้นมา อักขระเทพไฟทุกตัวเหมือนจะประทับสัจธรรมแห่ง พระเพลิงเอาไว้ จึงเป็นตัวแทนของวิถียิ่งใหญ่แห่ง
เปลวเพลิงชนิดหนึ่ง ไม่ว่าใครก็ตามที่ฝึกวิชาด้วยธาตุเปลวเพลิง เพียงแค่ ได้ทำความเข้าใจกับอักขระเทพเปลวเพลิงนั้นก็จะ กระจ่างแจ้งในหลักเกณฑ์แห่งพระเพลิงอันยิ่งใหญ่ และคล้ายว่าจะสามารถอาศัยมันเลื่อนสู่แดน เอตทัคคะได้อย่างราบรื่น อักขระเทพแห่งไฟเหล่านี้คือความลี้ลับของเปลวเพลิง ที่ผังปายซึ่งฝึกวิชาเปลวเพลิง ผู้เป็นแดนเทพเจ้าอัน เป็นขอบเขตสูงสุดของเผ่ามนุษย์บรรลุมาทั้งชีวิต อักขระเทพแห่งไฟแต่ละตัวคือเลือดเนื้อและจิต วิญญาณของเขา ซึ่งพวกมันต่างก็มีการขานรับกับ ภูเขาไฟลูกนี้หรือแม้แต่ทั้งอาณาจักรฮว่อหลิงได้อย่าง มหัศจรรย์ที่สุด! “อู้! อู้ๆๆ!” อักขระเทพแห่งเพลิงแต่ละตัวเหมือนผีเสื้อลุกท่วมไป
ด้วยเปลวไฟที่พยายามจะลอดผ่านเขตปราการซึ่งกั้น ขวางระหว่างบ่อลาวาและตำหนักเบื้องล่างลงไป และ สังหารปราณจิตวิญญาณของเนี่ยเทียนให้สิ้นซาก “ฟู่วๆๆ!” ทว่าตอนที่อักขระเทพเปลวเพลิงเหล่านั้นสัมผัสเขต อาคมกลับติดไฟลุกไหม้แล้วเผาผลาญตัวเองจนสิ้น ซาก ก่อนที่อักขระเทพไฟเหล่านั้นจะผสานรวมเข้ากับบ่อ ลาวาอีกครั้ง “กระถางจุตรวิญญาณอัคคี!” ผังชื่อเฉิงคำรามเดือดดาล ดวงตาทั้งคู่ของเขาที่แดง ก่ำจ้องถลึงไปยังบ่อลาวาด้วยประกายสายตาเหมือน คนบ้า แดนเอตทัคคะของเขาพลันดิ่งวูบลงต่ำแล้วผสานรวม เป็นหนึ่งกับบ่อลาวา
ตอนที่แดนเอตทัคคะเปลวเพลิงของเขาผสานเป็น หนึ่งกับบ่อลาวา อักขระเปลวเพลิง แสงไฟสีแดงฉาน เส้นผลึกเพลิงพิภพ และค่ายกลเปลวเพลิงจำนวนนับ ไม่ถ้วนก็ล้วนไหลกรากเข้าหาดินแดนเอตทัคคะของ เขา ค่ายกลเปลวเพลิงทั้งหลายที่บิดาของเขาเป็นคนสลัก ไว้กับมือตัวเองล้วนนาบประทับเป็นส่วนหนึ่งในแดน เอตทัคคะของเขา สถานที่แห่งนี้เคยเป็นสถานที่ฝึกตนของเขามาก่อน เขาจึงคุ้นเคยกับทุกอย่างที่อยู่ที่นี่เป็นอย่างดี เมื่อเห็นว่าอักขระเทพไฟที่เกิดจากการกระตุ้นของ ค่ายกลเปลวเพลิงที่บิดาเขาทิ้งไว้ถูกเขตอาคมขัดขวาง เขาจึงตระหนักถึงเรื่องจริงเรื่องหนึ่งได้ในฉับพลัน —กระถางจุตรวิญญาณอัคคีปฏิเสธเขา! ทว่าเดิมทีกระถางจุตรวิญญาณอัคคีใบนั้นเป็นสิ่งที่
บิดาตั้งใจเตรียมไว้ให้เขาโดยเฉพาะ เขามาที่อาณาจักรฮว่อหลิง ด้านหนึ่งก็เพื่อยืมใช้ พลังงานความร้อนของที่แห่งนี้ รวมไปถึงค่ายกลและ หินวิเศษเปลวเพลิงที่บิดาของเขาทิ้งเอาไว้มาเลื่อนขั้น สู่แดนเทพเจ้า ส่วนอีกด้านหนึ่งก็หมายมั่นว่าเมื่อเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า ได้สำเร็จจะเก็บเอากระถางจุตรวิญญาณอัคคีมาเป็น ของตน และใช้อาวุธเทพไม่ดับสลายขั้นห้าชิ้นนี้มา สยบขวัญผู้อาวุโสทุกคนของสำนักไฟ! เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่า กระถางจุตรวิญญาณอัคคีที่มี จิตวิญญาณเป็นของตัวเองจะหันไปช่วยคนนอก แทนที่จะช่วยเขา! ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ขอแค่ไม่ใช่เขาแล้ว ทุกคนที่ เข้าไปในตำหนักนั้นก็ถือเป็นคนนอกทั้งสิ้น! เพราะทุกอย่างที่อยู่ในตำหนักหลังนั้นคือสิ่งที่บิดา
ตั้งใจเตรียมไว้ให้เขาเท่านั้น แล้วมันก็เป็นของเขาได้แค่คนเดียว! “ผังชื่อเฉิง ข้าได้ยินชื่อและอยากรู้จักเจ้ามาหลายปี แล้วจริงๆ” เสียงของเนี่ยเทียนดังเนิบนาบมาจาก ตำหนักด้านใต้ “แล้วก็ต้องขอบใจที่เจ้าเป็นฝ่ายสละ เกราะมังกรเพลิงทิ้งเมื่อครั้งถูกล้อมฆ่าในสนามรบสุ้ย เมี่ย ถึงได้ทำให้ข้าได้ครอบครองแกนเลือดชิ้นนั้น ที่ ข้ามีวันนี้ได้ ก็เพราะอาศัยแกนเลือดชิ้นนั้นโดยแท้” “ฟิ้ว!” แสงสีแดงฉานเส้นหนึ่งทะยานขึ้นฟ้าภายใต้สายตาที่ จับจ้องมองมาด้วยความตกตะลึงของผังชื่อเฉิง แสงเพลิงลอดบินทะยานผ่านบ่อลาวา มองข้ามภัย คุกคามจากค่ายกลเปลวเพลิงบนผนังถ้ำอย่างสิ้นเชิง แล้วจึงมาโผล่อยู่บนท้องฟ้าเหนือปากปล่องภูเขาไฟ “เนี่ยเทียน!”
เทพบุตรและเทพธิดาทั้งห้าท่านของสำนักห้าธาตุ รวมถึงเผิงเยี่ยนต่างก็อดไชโยโห่ร้องด้วยความตะลึง ระคนยินดีไม่ได้ เมื่อเกราะมังกรเพลิงสวมอยู่บนร่าง ร่างของเนี่ยเทียน จึงเหมือนอาบไล้อยู่ท่ามกลางทะเลเพลิงโชติช่วง ประหนึ่งทวยเทพแห่งไฟองค์หนึ่งที่พลังอำนาจไม่เป็น รองผังชื่อเฉิงผู้แช่ตัวอยู่ในบ่อลาวาแม้แต่น้อย “นายน้อย!” ฝูฮว่านร้องเรียกเสียงดัง “ปราณ ปราณ บนร่างของคนผู้นี้! แสดงว่าเขาเพิ่งจะออกมาจาก ตำหนักหลังนั้นจริงๆ! ซึ่งแท้จริงแล้วของทุกอย่างที่อยู่ ในตำหนักหลังนั้นเป็นสิ่งที่นายท่านทิ้งไว้ให้กับท่าน!” “ข้าเองก็เคยได้ยินชื่อของเจ้ามาจากปากคนมากมาย เช่นกัน!” ผังชื่อเฉิงตาแดงก่ำ “อู๋จู๋รื่อแห่งสำนัก กำเนิดหยางทรยศพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก็ เพราะถูกข้ายุยง! มีหลายเรื่องยิ่งนักที่เจ้ายื่นมือเข้า
แทรกแซง! แม้แต่มารสายฟ้าหยวนจิ่วชวนก็เกือบจะ เกิดเรื่องขึ้นเพราะเจ้า!” เนี่ยเทียนโค้งตัวรับน้อยๆ แล้วพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มเส แสร้ง “ถูกเจ้าจดจำ ทั้งยังมีชื่อเสียงได้ยินไปถึงหูของ เจ้า ช่างเป็นเกียรติยิ่งนัก” “เจ้าพบกับกระถางจุตรวิญญาณอัคคีแล้วรึ?” ผังชื่อ เฉิงแค่นเสียงเย็น เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ “ย่อมต้องพบแล้ว” “เกราะมังกรเพลิงชิ้นนั้น…” จุดลึกในดวงตาของผัง ชื่อเฉิงมีแสงเปลวเพลิงเป็นสะเก็ดเล็กๆ ก่อตัวขึ้น อย่างเงียบเชียบ “ความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งซุกซ่อน อยู่ในวัตถุชิ้นนี้ เดิมทีมันควรต้องเป็นของข้า! ข้า สังหารโหลวหงแยนในชาติแรก ช่วงชิงเกราะมังกร เพลิงมาก็แค่เพื่อทวงคืนของที่ต้องเป็นของข้ากลับมา เท่านั้น!”
“เกราะมังกรเพลิงคืออาวุธที่อาจารย์ของข้าตั้งใจ สร้างขึ้นเพื่อข้าโดยเฉพาะ!” โหลวหงแยนกล่าวอย่าง เดือดดาล “สร้างขึ้นเพื่อเจ้า?” ผังชื่อเฉิงยิ้มหยัน “ความลับที่ ใหญ่ที่สุดของเกราะมังกรเพลิง หาใช่ตัวเสื้อเกราะ หา ใช่แกนเลือดอันเป็นหัวใจของมังกรเพลิงอาเจียซือไม่ ความลับของเกราะมังกรเพลิงก็คือดินแดนอีกแห่ง หนึ่งที่มันเชื่อมโยงไปถึง! เดิมทีกุญแจที่จะพาเข้าไปยัง ที่แห่งนั้นอยู่ในมือของบิดาข้า ภายหลังเขามอบให้แก่ เส้าเทียนหยาง แต่แล้วก็ถูกเส้าเทียนหยางเอาไป หลอมรวมเข้ากับแกนเลือดและโครงกระดูกของอา เจียซือมังกรเพลิง” “นับตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงตอนนี้ เกราะมังกรเพลิงและ กุญแจที่จะเข้าไปที่แห่งนั้น ล้วนเป็นสิ่งที่บิดาข้า เตรียมไว้ให้ข้าทั้งสิ้น!”
“เจ้า แล้วก็เจ้าไม่คู่ควร แล้วก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะ กลายมาเป็นเจ้านายของเกราะมังกรเพลิง!” “ตูม!” พลังอำนาจแห่งความเผด็จการสะท้านฟ้าดินขุมหนึ่ง ไต่ทะยานขึ้นในแดนเอตทัคคะเปลวเพลิงของผังชื่อ เฉิงอย่างบ้าคลั่ง มองไปไกลๆ แดนเอตทัคคะของเขาก็เป็นราวกับบ่อ ลาวาที่กำลังเดือดพล่าน! “แดนเอตทัคคะของเขาสร้างขึ้นมาได้โดยมีบ่อลาวา ของภูเขาไฟลูกนี้เป็นต้นแบบ ก่อนที่เขาจะนำพลัง วิญญาณเปลวเพลิงกับจิตวิญญาณของตัวเองผสาน รวมเข้าไป” เผิงเยี่ยนหน้าเปลี่ยนสี “หากเป็นเช่นนี้ เขาก็น่าจะสามารถนำพลังงานที่อยู่ในบ่อลาวาและ พลังของค่ายกลที่อดีตเจ้าสำนักทิ้งไว้มาใช้ได้ทั้งหมด” “พูดมากนัก!” จู่ๆ ผังชื่อเฉิงก็หัวเราะเสียงประหลาด
พอกล่าวจบ ทันใดนั้นแม่น้ำลาวาสวรรค์สายแล้วสาย เล่าก็สาดยิงออกมาจากในแดนเอตทัคคะเปลวเพลิง ของเขา แม่น้ำลาวาสวรรค์มาจากแก่นของลาวาที่น่ากลัวที่สุด ในบ่อลาวาบ่อนั้น ในแม่น้ำสวรรค์ยังพอจะมองเห็น เส้นผลึกเพลิงพิภพสีแดงฉานเล็กบางเส้นหนึ่งได้รำไร “แม่น้ำลาวาสวรรค์! เผามอดไหม้!” ตามหลังเสียงคำรามของผังชื่อเฉิง แม่น้ำลาวาสวรรค์ แต่ละเส้นที่ลอยสูงอยู่บนท้องฟ้าก็เป็นเหมือนทาง ช้างเผือกสีเงินยวงที่ลุกไหม้ติดไฟ ปลดปล่อยพลังงาน ความร้อนและแสงจ้าแสบตารุนแรง แม่น้ำลาวาสวรรค์แต่ละเส้นเชื่อมโยงเข้าด้วยกันอยู่ กลางอากาศ จึงเหมือนกลายมาเป็นค่ายกลไฟขนาด มหึมาที่มหัศจรรย์ยิ่ง พอค่ายกลนี้ก่อตัวได้สำเร็จ ภูเขาไฟที่กระจายตัวอยู่
ทั่วอาณาจักรฮว่อหลิงก็พากันสั่นสะเทือน ตามมา ติดๆ ด้วยพลังงานเปลวเพลิงซึ่งถูกสกัดให้เข้มข้น กว่าเดิมที่ไหลกรากออกมา เห็นเพียงว่าท้องฟ้าเหนือศีรษะของทุกคนเหมือนถูก ผ้าม่านติดไฟคลุมทับลงมา “เป็นพลังงานความร้อนที่น่ากลัวยิ่งนัก!” หวง จินหนันหน้าเปลี่ยนสี ร้องอุทานอย่างอดไม่อยู่ “ปราณเช่นนี้แทบจะทัดเทียมกับแดนเทพเจ้าแล้ว! ศิษย์พี่ผังชื่อเฉิงผู้นี้มีตบะเป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้าย แต่เมื่อยืมใช้บ่อลาวาและค่ายกลเปลวเพลิงของที่แห่ง นี้กลับทำให้เขาแข็งแกร่งได้มากถึงเพียงนี้!” “เพราะว่าพลังงานที่อดีตเจ้าสำนักทิ้งไว้ มีเพียงเขา เท่านั้นที่จะยืมมาใช้ได้” เผิงเยี่ยนยิ้มเจื่อน “ฟิ้ว! ฟิ้วๆๆ!” ทันใดนั้นก็มีฝนไฟเทกระหน่ำลงมาจากในแม่น้ำลาวา
สวรรค์หลายเส้นที่ลอยอยู่เหนือหัวทุกคน “พรึ่บ!” เพียงฝนไฟตกลงมา ดินแดนเอตทัคคะของเผิงเยี่ยนที่ ฝึกวิชาธาตุไฟก็พลันลุกไหม้ติดไฟแล้วคุโชนรุนแรง ผิดปกติ คนอื่นๆ ต่างพากันเรียกดินแดนของใครของมัน ออกมา รวมทั้งเรียกสมบัติระดับเชื่อมโยงวิญญาณ หลายชิ้นออกมาสร้างเขตอาคมสกัดกั้นฝนไฟเหล่านั้น เอาไว้ สกัดกั้นฝนไฟที่พวกเขาแค่สัมผัสได้ถึงปราณของพวก มันก็ยังรู้สึกหวาดกลัว “ติ๋ง!” ฝนไฟหยดหนึ่งหล่นกระทบลงบนไหล่ของเนี่ยเทียน แล้วติดไฟทันที
เนี่ยเทียนแค่นเสียงเย็น ครั้นแล้วก็ร่ายใช้เวทลับ สายเลือด ข่มกลั้นความเจ็บปวดหมายดับฝนไฟหยด นั้นให้มอดลง แต่กลับพบว่าการที่จะสลายฝนไฟหยด นั้นจำเป็นต้องเผาผลาญพลังเลือดลมของเขาไปเป็น จำนวนมาก ทนได้เพียงแค่ชั่วครู่ เขาก็ถูกบีบให้ต้องใช้ดินแดน มายาเปลวเพลิง ขยายพื้นที่การปกคลุมของเกราะ มังกรเพลิงให้กว้างขึ้น พร้อมกับสร้างเขตอาคมอย่าง อื่นมาสกัดฝนไฟเอาไว้ พลังงานที่ซ่อนแฝงอยู่ในฝนไฟแต่ละหยดล้วนเป็น พลังงานของลาวาเดือดพล่านซึ่งปะปนไว้ด้วยปราณ แห่งการกัดกร่อน ทั้งโหดเหี้ยมและเผด็จการ “วิชาเปลวเพลิงที่ผังปายใช้ฝึกตนในปีนั้นก็มาจากบ่อ ลาวาเหมือนกันรึ?” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว พลางเหลือบ ไปมองเผิงเยี่ยนที่มีสภาพกระเซอะกระเซิงอย่างเห็น
ได้ชัด “พลังงานความร้อนที่อยู่ในบ่อลาวาใช่ว่าจะ ควบคุมกันได้ง่ายๆ ทั้งยังไม่ใช่วิธีการปกติสักเท่าไหร่ วิชาเปลวเพลิงที่อดีตเจ้าสำนักของพวกเจ้าถ่ายทอด ให้แก่ผังชื่อเฉิงมีความลี้ลับเช่นนี้อยู่ด้วยรึ?” “ไม่ใช่ พลังเปลวเพลิงของอดีตเจ้าสำนักผสานรวม หลายสิ่งหลายอย่าง แต่หลักๆ แล้วจะผสานเป็นหนึ่ง กับเพลิงพิภพและเพลิงฟ้า” เผิงเยี่ยนอธิบาย “ผังชื่อ เฉิงผู้นี้ฝึกตนไปคนละเส้นทางกับเขา เน้นฝึกใน พลังงานความร้อนที่มีอยู่ในบ่อลาวา แต่ก็ใช่ว่าจะเอา มาแทนที่กันไม่ได้ ขอแค่นำมาใช้ในทางที่ดีเท่านั้น ทว่าเขา…” “ไม่! ไม่ถูก!” เนี่ยเทียนตวาดกร้าวขึ้นมากะทันหัน “นั่นคือพลังของเลือดลม! ผังชื่อเฉิงเขาเป็นเหมือนข้า เขาเองก็เป็นเลือดผสมเหมือนกัน!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 45 บทที่ 1331 ผู้มีพรสวรรค์ในการฝึกบำเพ็ญตน
“ว่าไงนะ?!” ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นซึ่งแม้จะพยายามต้านทานการเท กระหน่ำลงมาของฝนลาวาอย่างยากลำบากก็ยังอด อุทานเสียงหลงไม่ได้ นี่จะเป็นไปได้อย่างไร? ผังชื่อเฉิงที่ใช้ชีวิตอยู่ในอาณาจักรฮว่อหลิงมานาน หลายปี เคยถูกมองเป็นความหวังของสำนักไฟ พรสวรรค์เหนือกว่าโหลวหงแยนไปมากกลับกลายมา เป็นเลือดผสมอย่างนั้นหรือ? ในร่างของเขามีสายเลือดของชนต่างเผ่าไหลรินอยู่ ส่วนหนึ่ง?
ผังปายที่ยกทัพจับศึกต่อสู้กับชนต่างเผ่ามาทั้งชีวิต จน เป็นที่เกลียดแค้นของชนต่างเผ่าทุกคนกลับมี ความสัมพันธ์กับชนต่างเผ่าเพศหญิงคนหนึ่ง จนกระทั่งมีลูกด้วยกันคือผังชื่อเฉิงอย่างนั้นหรือ? “ไม่จริงกระมัง?” เผิงเยี่ยนส่ายหน้าเป็นพัลวัน “จะ เป็นไปได้อย่างไร? อดีตเจ้าสำนักเกลียดพวกชนต่าง เผ่าอย่างกับอะไรดี เขาจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร?” “เป็นไปไม่ได้! นี่จะเป็นไปได้อย่างไร?” โหลวหงแย นเองก็ตะลึงงันไปแล้ว เทพบุตรและเทพธิดาคนอื่นๆ ที่ใช้ดินแดนและเขต อาคมของอาวุธที่เรียกออกมาต้านทานฝนไฟต่างก็หัน มามองเนี่ยเทียนตาปริบๆ พวกเขาหวังจะฟังคำอธิบายจากเนี่ยเทียน “นี่คือพลังแห่งสายเลือด! ซึ่งสอดคล้องกับลาวามา ตั้งแต่เกิด สามารถดึงเอาลาวามาใช้ และหล่อหลอม
ลาวามาทำให้ร่างกายแข็งแกร่ง เป็นสายเลือดที่ พิเศษ!” เนี่ยเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังอย่างถึง ที่สุด “บนโลกใบนี้ ข้าคือคนที่สัมผัสกับสายเลือดของ ชนต่างเผ่าได้เฉียบไวมากที่สุด!” “ต่อให้เขาจะปิดบังอำพรางแค่ไหน เสแสร้งมาก เท่าไหร่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงข้อนี้ไปได้!” “เขาเองก็เป็นเลือดผสมเหมือนกับข้า! สายเลือดของ เขามีความเกี่ยวข้องกับลาวา!” เนี่ยเทียนหันขวับไปถลึงตาใส่ผังชื่อเฉิงพลางตะคอก “เป็นเช่นนี้จริงหรือไม่?!” “หึหึ หึหึหึ!” ผังชื่อเฉิงเอาแต่หัวเราะอย่างเดียว เท่านั้น ทว่าเมื่อทุกคนพากันหันไปจ้องมองอย่างจับสังเกตก็ ค้นพบว่าหลังจากที่แดนเอตทัคคะเปลวเพลิงของผัง ชื่อเฉิงผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับบ่อลาวาแล้ว ร่าง
ของเขาก็เหมือนจะจมดิ่งลงไปอีกครั้งจนจมลึกอยู่ใน บ่อลาวาอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งที่จมลงไปคือเรือนกายที่มีเลือดเนื้อของเขา ส่วนแดนเอตทัคคะเปลวเพลิงของเขากลับลอยขึ้นมา ข้างบนทีละนิด จนกระทั่งอยู่เหนือศีรษะของเขา แล้วเขาก็ไม่ได้ใช้พลังวิญญาณใดๆ มาสร้างเป็นเขต อาคมปกป้องตัวเอง หรือใช้ม่านพลังวิญญาณเปลว เพลิงชั้นหนึ่งมาเป็นตัวดึงดูดพลังงานที่อยู่ในบ่อลาวา เรือนกายที่มีเลือดเนื้อของเขาแช่ลงไปในลาวาเต็มตัว ผิวเนื้อสัมผัสกับลาวาโดยตรง เป็นที่รู้กันดีว่าเรือนกายที่มีเนื้อหนังของเผ่ามนุษย์นั้น อ่อนแอ เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นผู้ฝึกวิชาเรือนกายอย่าง อินย่าหนันแล้ว หากไม่ได้อยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ ได้รับการปกป้องจากพลังวิญญาณก็ไม่มีทางที่จะใช้ กายเนื้อแท้ๆ ไปสัมผัสกับลาวาโดยตรงได้เลย
เผ่ามนุษย์ทำไม่ได้ ทว่าชนต่างเผ่ากลับทำได้! โดยเฉพาะพวกที่มีสายเลือดพิเศษหรือผู้ที่ร่างกาย ผ่านการหล่อหลอมมาก่อนที่จะยิ่งเป็นเรื่องง่าย ยกตัวอย่างเช่น ผังชื่อเฉิงในเวลานี้! “เขาใช้กายเนื้อของตัวเองแช่ลงไปในบ่อลาวาโดยที่ ไม่ได้ใช้พลังวิญญาณมาสร้างเขตอาคมใดๆ เลย!” โหวชูหลันตั้งใจสังเกตอยู่เพียงครู่เดียวก็สูดลมหายใจ เข้าลึก ตะโกนขึ้นว่า “เขาใช้ลาวาร้อนแรงในบ่อมา ชำระล้างเรือนกายของตัวเอง ใช้ร่างกายดูดซับเอา พลังงานความร้อนในนั้นมาชุบหลอม…สายเลือด!” “เลือดผสม!” ลิ่นเหยาเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นตะลึง “เท่าที่เห็นอยู่นี่ก็มีความเป็นไปได้จริงๆ นั่นแหละ” เผิงเยี่ยนลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงแผ่วเบา “อดีตเจ้าสำนักไม่เคยบอกว่ามารดาแท้ๆ ของเขาคือ ใคร แล้วก็ไม่เคยมีใครได้พบนางมาก่อน ผังชื่อเฉิงคือ
เด็กที่เขาพากลับมาอาณาจักรฮว่อหลิงหลังจากไปหา ประสบการณ์ข้างนอกในช่วงท้ายของชีวิต” “ไม่มีใครรู้ว่ามารดาแท้ๆ ของผังชื่อเฉิงคือใคร ไม่รู้ว่า อดีตเจ้าสำนักไปมีความสัมพันธ์กับใครถึงได้มี บุตรชายคนนี้ได้” “ภายหลังพวกเราก็เคยสอบถามด้วยความใคร่รู้ เพราะคิดว่าหลังจากที่อดีตเจ้าสำนักจากไป เรา อาจจะใช้พลังของสำนักไฟไปให้การดูแลมารดาของ ผังชื่อเฉิง หรือไม่ก็ดูแลตระกูลของนาง ทว่ากลับถูก อดีตเจ้าสำนักบ่ายเบี่ยงทุกครั้ง” “หากดูตามนี้…” เผิงเยี่ยนพึมพำอยู่กับตัวเอง ทว่าเสียงของเขาไม่เบา นัก ดูจากสีหน้าและความตกตะลึงในดวงตาของเขา พอจะมองออกว่าใจเขาเริ่มสั่นคลอนแล้ว “ไม่มีทางผิดแน่” เนี่ยเทียนยืนยันอีกครั้ง “สายเลือด
ของเขาต้องฟื้นตื่นช้ามากๆ เท่าที่ข้าสัมผัสได้ การชุบ หลอมเรือนกายของเขายังไม่ถึงระดับที่แข็งแกร่งนัก และยังมีอีกข้อหนึ่ง…” หากเกราะมังกรเพลิงจะใช้พลังพาใครเข้าไปในพื้นที่ ประหลาดซึ่งฝังร่างของเทพยักษ์ค้ำฟ้าเอาไว้ก็ จำเป็นต้องใช้พลังของเลือดลมด้วย ทว่าหลังจากที่ผังชื่อเฉิงได้มันไปครองก็ไม่เคยได้เข้า ไปที่นั่น นี่หมายความว่าครั้งก่อนตอนที่เขาสละเกราะ มังกรเพลิงทิ้งเพื่อรักษาชีวิตตัวเองเอาไว้ สายเลือด ของเขายังไม่ฟื้นตื่นขึ้นมา บางทีตอนที่สายเลือดยังไม่ถูกปลุกให้ตื่น แม้แต่ผังชื่อ เฉิงเองก็คงไม่รู้ว่าในตัวเขามีสายเลือดที่พิเศษซ่อนอยู่ แต่อาจเป็นเพราะการดำรงอยู่ของสายเลือด เขาถึงได้ สามารถจมตัวลงสู่บ่อลาวาเพื่อฝึกตนและทำความ เข้าใจกับความลี้ลับของเวทคาถาที่พิเศษเช่นนี้ได้ตาม
สัญชาตญาณ จากนั้นก็เลื่อนขอบเขตของตัวเองโดย วิธีการที่แตกต่างไปจากบิดาของเขา “ฮ่าๆๆ!” ผังชื่อเฉิงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง แล้ว พูดกับเนี่ยเทียนว่า “เจ้าน่าจะรู้ว่าพื้นที่ประหลาดที่ เกราะมังกรเพลิงพาเข้าไป จำเป็นต้องมีพลังของเลือด ลมช่วยประสานด้วย ปีนั้นข้าไม่สามารถยืมใช้วัตถุชิ้น นี้พาตัวเองเข้าไปยังพื้นที่แห่งนั้น และไม่สามารถ ไขว่คว้าโชควาสนามาจากที่นั่นได้ ทว่าทุกอย่างนี้จะ เปลี่ยนแปลงไปนับตั้งแต่วันนี้ เมื่อข้าได้เกราะมังกร เพลิงมาครองอีกครั้ง ข้าก็จะสามารถเข้าออกที่นั่นได้ อย่างเสรี!” คำพูดประโยคนี้ของเขา แท้จริงแล้วก็เท่ากับเป็นการ ยอมรับตัวตนเลือดผสมของเขาทางอ้อม! “เป็นเรื่องจริงหรือนี่!” หวงจินหนันตะลึง “นึกไม่ถึง เลยว่าสำนักห้าธาตุของเราจะมีเลือดผสมที่ประสบ
ความสำเร็จปรากฎขึ้นตั้งแต่เมื่อนานมากมาแล้ว! มิน่าเล่า มิน่าเล่าทุกคนถึงได้พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พรสวรรค์ของเจ้าผังชื่อเฉิงเป็นหนึ่งไม่มีสอง คือสุด ยอดบุคคลที่นับตั้งแต่โบราณกาลมาไม่เคยปรากฏมา ก่อนในประวัติศาสตร์ของสำนักไฟ” “น่าเสียดายจริงๆ…” โหวชูหลันถอนหายใจ พวกเขาเองก็อยู่ในสำนักห้าธาตุมานานพอสมควร แล้ว จึงพอจะรับรู้เรื่องบางอย่างมาจากปากของเหล่า ผู้อาวุโสอยู่บ้าง ยามที่ผู้อาวุโสแทบทุกคนในสำนักห้าธาตุ รวมถึง อาจารย์ของพวกเขาเองพูดประเมินพรสวรรค์ในการ ฝึกตนของเทพบุตร เทพธิดาแต่ละคน ก็ไม่เคยมีครั้ง ไหนที่ไม่พูดถึงคนคนหนึ่ง คนที่ถูกขับไล่ออกไปจาก สำนัก —ผังชื่อเฉิง!
หากฟังจากปากของผู้อาวุโสเหล่านั้นถึงจะรู้ว่า พรสวรรค์ในการฝึกตนของผังชื่อเฉิงน่าเหลือเชื่อและ เกินความจริงไปมากที่สุด หากเขาเป็นคนจิตใจดีกว่านี้สักหน่อย หากเขาไม่ สร้างเรื่องก่อราวไว้มากมาย แต่เพียรตั้งใจฝึกตน เขา ก็คงจะเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้ด้วยความเร็วที่มากที่สุด! อีกทั้งทุกคนต่างก็รู้สึกว่าความเร็วในการเลื่อนสู่แดน เทพเจ้าขั้นสูงสุดของเขาจะเป็นความเร็วที่มากที่สุดใน ประวัติศาสตร์ของสำนักห้าธาตุ ก่อนหน้านี้พวกหวงจินหนัน โหลวหงแยนและโหวชูห ลันต่างก็ไม่เข้าใจคำพูดของเหล่าผู้อาวุโส ทั้งยัง หงุดหงิดมากยามที่ต้องรับฟัง ทว่าวันนี้ที่ผังชื่อเฉิงกลับมา เขากลับเป็นถึงแดน เอตทัคคะช่วงท้าย และกำลังจะลงมือฝ่าสู่แดนเทพ เจ้า แค่นี้ก็มากพอจะบอกถึงความร้ายกาจของผู้นี้ได้
แล้ว เพราะอย่างไรซะเขาก็ไม่ได้อาศัยทรัพยากรของสำนัก ไม่ได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้จากเส้าเทียนหยาง ซ้ำร้ายยังต้องคอยซ่อนตัวหนีการไล่ฆ่าอยู่ตลอดเวลา ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เขากลับประสบผลสำเร็จ ด้านขอบเขตได้ถึงระดับนี้ เท่านี้ก็พอจะบอกได้แล้วว่า พรสวรรค์ของเขาน่ากลัวแค่ไหน “ที่แท้ ที่แท้เขาก็คือเลือดผสม” หวงจินหนันพึมพำ กับตัวเอง “เพียงแต่ไม่รู้ว่า ต้นกำเนิดทางสายเลือด ของเขามาจากผู้แข็งแกร่งของเผ่าพันธุ์ไหน? บุคคลที่ ทำให้อดีตเจ้าสำนักถูกใจ โดยไม่คิดจะสนคำครหา ของเผ่าพันธุ์ ยอมมีลูกกับนางอย่างลับๆ คงไม่ใช่ว่า จะเป็นต้าจุนคนใดคนหนึ่งหรอกนะ?” พอเขาพูดอย่างนี้ ทุกคนก็อดใคร่ครวญอย่างลึกซึ้ง ไม่ได้ว่าในยุคสมัยที่ผังปายยังมีชีวิตอยู่ มีผู้แข็งแกร่ง
ชนต่างเผ่าเพศหญิงคนไหนที่เชี่ยวชาญพลังแห่งเปลว เพลิง สามารถควบคุมและบงการลาวามาชุบหลอม สายเลือดของตัวเองได้บ้าง น่าเสียดายที่ยุคสมัยนั้นอยู่ห่างไกลจากพวกเขามาก เกินไป ตอนนี้พวกเขาจึงยังคิดกันไม่ออก “เจ้ากลับมาแล้วลงไปแช่ตัวอยู่ในบ่อลาวา เพราะคิด จะใช้ลาวาเดือดของที่แห่งนี้มาทำให้ร่างกายแข็งแรง และผสานลาวาเข้าสู่สายเลือดสินะ?” เนี่ยเทียนยิ่งคิด ก็ยิ่งกระจ่างแจ้ง “การฝ่าสู่แดนเทพเจ้ามีความเสี่ยง สูงมาก เจ้าเองก็เป็นกังวลและกลัวมาก ดังนั้นจึงมา ที่นี่เพื่อพยายามจะเลื่อนระดับสายเลือดที่เพิ่งฟื้นตื่น ของเจ้าให้ได้มากที่สุด และทำให้ร่างกายของตัวเอง แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นไปอีกระดับ” “แดนเอตทัคคะของเจ้ามีบ่อลาวาเป็นโครงสร้าง พื้นฐาน สายเลือดของเจ้าสามารถดึงเอาพลังเปลว
เพลิงในบ่อลาวาของที่แห่งนี้มาใช้ได้ นี่จึงทำให้เจ้ามี ความมั่นใจและมีความหวังมากขึ้นว่าจะเลื่อนสู่แดน เทพเจ้าได้สำเร็จ” “เมื่อเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า เจ้าก็จะได้กระถางจุตร วิญญาณอัคคีไปครอง ซ้ำยังสามารถฉวยโอกาสที่เส้า เทียนหยางไม่อยู่ ยึดครองสำนักไฟและอาณาจักรฮว่อ หลิงไปได้ในคราวเดียว” ผังชื่อเฉิงหัวเราะเสียงบาดหู “ถูกต้อง ไม่เสียแรงที่ เป็นบุคคลซึ่งส่องแสงสุกสกาวไปทั่วทางช้างเผือก ในช่วงที่ผ่านมา และสามารถกดหัวซือคงฉั่วและบุตร แห่งดวงดาวทุกคนไว้ได้ น่าเสียดายที่เจ้ามาเจอกับข้า ตอนนี้ ทั้งเจ้ายังยึดเอาเกราะมังกรเพลิงของข้าไป ด้วย!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 45 บทที่ 1332 สำนักไฟเปลี่ยนนาย
“ตูม! ครืนๆๆ!” ทางทิศใต้ของอาณาจักรฮว่อหลิงพลันมีเสียงระเบิด ดังสะเทือนฟ้าดินเคล้าไปกับเสียงร้องโหยหวนดังลอย มา “หลี่อวี่!” เผิงเยี่ยนหน้าเปลี่ยนสีโดยพลัน รีบเพ่ง สมาธิมองไป ทั้งยังหยิบเอากำไลส่งข้อความเสียง ออกมาติดต่อหาหลี่อวี่ “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ได้ส่ง ข่าวเรื่องการเปลี่ยนแปลงในสำนักไฟออกไปหรือไม่?” กำไลส่งข้อความเสียงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ กลับคืนมา ดวงตาของโหลวหงแยนฉายความตกตะลึง ก่อนจะ พยายามใช้เวทลับติดต่อไปหาเหล่าผู้อาวุโสสำนักไฟที่
พากันจากไป น่าเสียดายที่ไม่มีข้อความใดส่งกลับมาหานาง ฝูฮว่านแค่นเสียงเย็นชาขึ้นมาว่า “คนพวกนั้นหลงผิด ไม่เข้าเรื่อง ไม่สมควรอยู่ในสำนักไฟต่อไป สำนักไฟรุ่น ใหม่จะมีนายน้อยเป็นผู้นำ และจะกลายเป็นสำนักที่ แข็งแกร่งที่สุด!” “พวกเจ้าอย่ามัวเปลืองแรง เปลืองเวลากันอยู่เลย” ผังชื่อเฉิงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ผู้อาวุโส คนในสำนัก และลูกศิษย์สำนักไฟทุกคนที่ไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อข้า หากไม่ถูกจับขังก็จะต้องถูกสังหาร” “พรวด!” สายฟ้าเจิดจ้าเส้นหนึ่งบินทะยานมาจากท้องฟ้าทิศ ไกล “มารสายฟ้า หยวนจิ่วชวน” เนี่ยเทียนเหลือบมอง แวบหนึ่งแล้วยกยิ้มมุมปาก “คาดไม่ถึงว่าจะเป็นเจ้า
อีกแล้ว” “เป็นเจ้า!” เมื่อพลิ้วกายลงมาถึงแล้วมองเห็นเนี่ยเทียน หยวน จิ่วชวนก็มีท่าทางตกใจอย่างเห็นได้ชัด หยวนจิ่วชวนมารสายฟ้ามีตบะเป็นแดนเอตทัคคะช่วง ท้ายอย่างเป็นทางการแล้ว ส่วนเจิ้งอี้แห่งสำนัก สายฟ้าผู้นั้นก็เงียบหายไร้ข่าวคราวไปแล้ว ซึ่งบางที อาจจะถูกหยวนจิ่วชวนสังหารตอนที่ช่วงชิงอำนาจกัน ก็เป็นได้ “หยวนจิ่วชวน ยินดีกับเจ้าด้วยนะ เจิ้งอี้คงตายไป แล้วล่ะสิ?” เนี่ยเทียนกล่าวด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง “บัดซบ ทำไมถึงได้มาเจอเจ้าอีกแล้วนะ? ทุกครั้งที่ เจอเจ้า ไม่เคยมีเรื่องดีเลยสักครั้ง!” หยวนจิ่วชวน เดือดเป็นฟืนเป็นไฟ “โม่เชียนฝานแห่งสำนักอสนี สวรรค์ได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าจนเลื่อนสู่แดน
เทพเจ้าแล้วอย่างนั้นรึ? เจ้าคิดจะทำลายเรื่องดีๆ ของ ข้าไปถึงเมื่อไหร่?” “มารสายฟ้า!” จู่ๆ เหล่าเทพบุตรและเทพธิดาก็พากันสังเกตเห็นว่า เมื่อหยวนจิ่วชวนผู้นั้นมองเห็นเนี่ยเทียนก็มีท่าทาง หวาดกลัวอย่างเร้นลึกเหมือนหนูเห็นแมว “มารสายฟ้าผู้นี้มีตบะเป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้าย นิสัยโหดเหี้ยมอำมหิต ชื่อเสียงของเขาโด่งดังใน ดินแดนของเผ่ามนุษย์มานานหลายปีแล้ว” สีหน้า ของลิ่นเหยาเหยาแปลกประหลาดอย่างมาก นางพูด กับตัวเองในใจว่า “คนที่ถูกเขาสังหารไป ไม่รู้ว่ามีมาก น้อยเท่าไหร่ แต่เหตุใดพอเห็นหน้าเนี่ยเทียน เขาถึงได้ มีท่าทางเช่นนี้?” ชื่อเสียงอำมหิตของหยวนจิ่วชวนโด่งดังไปทั่ว ไม่ว่า ใครก็รู้จัก ซ้ำขอบเขตของเขายังสูงล้ำ ฝีมือโดดเด่น
ก่อนหน้านี้ตอนที่เพิ่งมาถึงแรกๆ เขาก็วางท่าโอหัง อย่างถึงที่สุด ทว่าตอนนี้กลับ… “เหล่าหยวน เจ้าจัดการกับคนที่เจ้าไล่ตามไปได้แล้ว รึ?” ผังชื่อเฉิงเอ่ยถาม “จัดการเรียบร้อยแล้ว เขาถูกข้าใช้พลังสายฟ้ากักตัว เอาไว้ ไม่ถึงกับตาย แต่ก็หนีออกมาไม่ได้” หยวนจิ่วช วนตอบรับลวกๆ ก่อนจะหันสายตามาจับจ้องเนี่ย เทียนต่อ ปากก็พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “คราวนี้เจ้า มาที่อาณาจักรฮว่อหลิงเพราะคิดจะทำอะไรอีก? ข้า บอกไว้ก่อนว่าข้าไม่อยากมีปัญหากับเจ้า ไม่อยาก พัวพันกับเจ้าอีกต่อไปแล้ว และวันหน้าเจ้าก็ไม่ต้องมา ยุ่งกับข้าด้วย!” “มารสายฟ้า! เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” ผังชื่อเฉิง แค่นเสียงกล่าว หยวนจิ่วชวนจึงหันกลับไปพูดกับผังชื่อเฉิง “เรื่องของ
สำนักไฟในครั้งนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของเจ้า ข้าไม่ได้รับ คำสั่งใดๆ มาทั้งนั้น แต่เห็นแก่ที่เจ้ามีบุญคุณกับข้า ตอนอยู่ในพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน ข้าถึงได้ตั้งใจมาช่วย แต่สำหรับเนี่ยเทียนผู้นี้ ข้าไม่เอาด้วย เจ้าให้คนอื่น จัดการเขาเองก็แล้วกัน” พอเขาเอ่ยเช่นนี้ หัวคิ้วของผังชื่อเฉิงก็ขมวดเข้าหากัน เป็นปม “เจ้ากลัวเขารึนี่?” “ไม่ได้กลัว ก็แค่…ไม่อยากยุ่ง” หยวนจิ่วชวนปฏิเสธ แถไถ ทุกครั้งที่เขาเจอกับเนี่ยเทียน ไม่เคยมีครั้งไหนที่จะ ได้เปรียบ และครั้งหลังๆ ที่ผ่านมาก็มักจะเป็นเขาที่ ถูกเนี่ยเทียนกำราบได้อย่างอยู่หมัด อีกอย่างทุกครั้งที่เจอเนี่ยเทียน เนี่ยเทียนจะต้อง แข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ ศักยภาพก็สูงล้ำจนแทบมิ อาจประเมิน
เขาจึงเริ่มมีความกริ่งเกรงในตัวเนี่ยเทียนขึ้นมาเสี้ยว หนึ่ง เขาให้ความสำคัญกับข่าวคราวของเนี่ยเทียนมาก ตอนที่ได้ยินว่าเนี่ยเทียนใช้วิธีการประหลาดสร้าง วีรกรรมอันน่าครั่นคร้ามในดินแดนมหาสมุทร ศักดิ์สิทธิ์ ดินแดนแอ่งมืดและดินแดนเมฆามรกต เขา ก็ยิ่งหวาดกลัวเนี่ยเทียนเข้าไปอีก วันนี้จู่ๆ มาพบกับเนี่ยเทียนในสำนักไฟอีกครั้ง เขาจึง ขยาดขลาดขึ้นมาทันที ต่อให้มองภายนอกแล้วตบะและขอบเขตของเนี่ย เทียนจะอ่อนด้อยกว่าเขาไปมาก ต่อให้ช่วงที่ผ่านมานี้ เขาจะเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะช่วงท้ายได้สำเร็จเพราะ เอาชนะเจิ้งอี้มาได้ แต่เขาก็ยังกลัวอยู่ดี “ตูม! ตูมๆๆ!”
ภูเขาไฟและพื้นที่ฝึกตนทุกแห่งทั่วทุกมุมของ อาณาจักรฮว่อหลิงต่างก็ส่งแรงสะเทือนมาพร้อมกับ เสียงดังกึกก้อง ผ่านไปอีกพักหนึ่งก็มีผู้อาวุโสสำนักไฟที่ไม่คุ้นหน้า หลายคนทยอยกันปรากฏตัว บางคนก็เป็นแดน เอตทัคคะ หรือไม่บางคนก็เป็นแดนว่างเปล่าช่วงท้าย ทว่าลมปราณของพวกเขาล้วนแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ เฒ่าแก่ชรากันทั้งสิ้น พอพวกเขามาถึงก็มายืนอยู่ข้างกายฝูฮว่านเงียบๆ โดยไม่เอ่ยคำใด เผิงเยี่ยนอึ้งตะลึงไปพักหนึ่ง ก่อนจะเข้าใจโดยพลัน จึงตวาดก้อง “พวกเจ้า พวกเจ้า…” “พวกเขาซื่อสัตย์ภักดีต่อนายน้อยมาตั้งนานแล้ว และ ทุกคนต่างก็คิดว่านายน้อยต่างหากถึงจะเป็น ความหวังของสำนักไฟไม่ต่างจากที่ข้าคิด” ฝูฮว่าน
เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “พวกเขาไม่เหมือนกับพวกเผิง เยี่ยน พวกเขาต่างก็จดจำพระคุณของอดีตเจ้าสำนัก ได้ ไม่มีใครกล้าลืมไปแม้แต่นาทีเดียว ส่วนเส้าเทียนห ยางผู้นั้น ขอโทษด้วย พวกเราไม่รู้สึกซาบซึ้งในตัวเขา แม้แต่น้อย” เนี่ยเทียนขมวดคิ้วเพราะสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลง ครั้งใหญ่ของสำนักไฟ เมื่อได้ยินบทสนทนาระหว่าง ฝูฮว่านและเผิงเยี่ยน เขาก็รู้ได้ว่าหากเส้าเทียนหยาง ยังไม่กลับมา เกรงว่าสำนักไฟคงต้องเผชิญกับหายนะ ครั้งใหญ่เลยทีเดียว ผังชื่อเฉิงยังคงแช่ตัวอยู่ในบ่อลาวา ใช้พลังของบ่อ ลาวามาชำระล้างเรือนกายของตัวเองและเพิ่มความ แข็งแกร่งให้กับสายเลือด มาถึงตอนนี้ เขาไม่คิดจะปิดบังอำพรางอะไรอีกแล้ว ปราณที่แผ่ออกมาจากร่างเขาจึงเห็นได้ชัดว่าเป็นพลัง
สายเลือดที่มีเฉพาะในชนต่างเผ่า ไม่ใช่ปราณของพลัง วิญญาณ “พวกเจ้ายังไม่ไปกันอีกรึ?!” เผิงเยี่ยนคำรามเดือด ดาล ประโยคนี้เขาพูดกับพวกเทพบุตร เทพธิดาอย่างโหลว หงแยน หวงจินหนัน ฯลฯ “พวกเจ้าไปซะเถอะ!” ผูหยางป่ายแห่งสำนักดินหัน ไปพูดกับลิ่นเหยาเหยา “ต้องนำข่าวการเปลี่ยนแปลง ของที่นี่ไปแจ้งให้ผู้อาวุโสที่อยู่อาณาจักรอื่นๆ ทราบ โดยเร็ว แล้วให้พวกเขาตัดสินใจร่วมกันว่าจะจัดการ อย่างไร” แต่แล้วผังชื่อเฉิงก็เอ่ยแทรกขึ้นว่า “พวกเจ้าจะไม่มี ใครได้ออกไปจากอาณาจักรฮว่อหลิง” พอเขาพูดจบ เงาร่างของเจ้าลัทธิจิตมืดก็เผยกายขึ้น จากขอบฟ้าไกล เขาเรียกกายธรรมแห่งเทพออกมา
มองดูแล้วประดุจวิญญาณมืดดำขนาดยักษ์ที่ลอยตัว อยู่ “ค่ายกลนำส่งทั้งหมดของอาณาจักรฮว่อหลิงที่ เชื่อมโยงไปยังโลกภายนอก หากไม่ถูกทำลาย ก็ถูก พวกเราควบคุมเอาไว้แล้ว” “แบบนั้นก็ดี” ผังชื่อเฉิงหัวเราะหึหึ แล้วกล่าวว่า “บุตรแห่งดวงดาวของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวผู้ นี้มอบให้ข้าจัดการเอง เทพบุตรและเทพธิดาคนอื่นๆ พวกเจ้าจงจับเป็น ข้าต้องการให้พวกเขามีชีวิตอยู่ ส่วนพวกผู้อาวุโสอย่างเผิงเยี่ยน พวกเจ้าตัดสินใจกัน ได้เลย ตายก็ดี มีชีวิตก็ช่าง ข้าไม่สนใจทั้งนั้น” “อู้ๆๆๆ!” ผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะมากมายที่สวมอาภรณ์ หลากหลายสีสัน บ่งบอกให้รู้ว่ามาจากกลุ่มกองกำลัง ที่แตกต่างกันพากันพุ่งมาจากทุกทิศทางพร้อมๆ กับเริ่นหยวนจีแห่งสำนักสาปแห่งความตาย
คนเหล่านั้นล้วนถูกฝูฮว่านเปิดทางให้มาเยือน อาณาจักรฮว่อหลิงพร้อมกับผังชื่อเฉิง ที่พวกเขาไม่ได้ปรากฏตัวตรงนี้ในตอนแรกก็เพราะ กระจายตัวกันไปตามมุมต่างๆ ของอาณาจักรฮว่อ หลิง เพื่อร่วมมือกับผู้อาวุโสสำนักไฟที่คบคิดกันไว้ นานแล้วไปจัดการกับพวกคนที่ไม่เชื่อฟัง จากนั้นก็ ทำลายค่ายกลแต่ละหลังทิ้ง ไม่อนุญาตให้คนจากต่าง แดนอาศัยค่ายกลของสำนักไฟเดินทางเข้ามาถึงที่นี่ได้ ที่ตอนนี้พวกเขามาที่นี่ได้ก็หมายความว่า อาณาจักรฮว่อหลิงและสำนักไฟอยู่ในการควบคุมของ พวกเขาแทบทั้งหมดแล้ว “ยังมีแดนเอตทัคคะอีกหลายคน!” หวงจินหนันที่เห็น เหตุการณ์นี้ก็ยิ่งรู้สึกห่อเหี่ยวอับจนปัญญา “หรือว่า สำนักไฟและพวกเรา จะต้องมาล่มจมเพราะคนพวกนี้ …”
“เนี่ยเทียนเป็นของข้า!” เรือนกายของผังชื่อเฉิงผสาน รวมเข้าสู่แดนเอตทัคคะเปลวเพลิงของเขาอีกครั้ง “เกราะมังกรเพลิง! เสื้อเกราะตัวนี้ควรจะมาอยู่ในมือ เจ้าของที่แท้จริงได้แล้ว!” เขายกมือขึ้นกวักหนึ่งครั้ง ค่ายกลจำนวนมากบนผนัง หินสีแดงก็ส่องแสงเปลวเพลิงแดงฉาน พลังงานที่อยู่ในค่ายกลเปลวเพลิงช่วยปลุกเสกพลัง ของตัวเขาเอง ทำให้มือข้างนั้นที่กวักเรียกเกราะมังกร เพลิงของเขาเป็นเหมือนแม่เหล็กขนาดใหญ่ยักษ์ที่ ดึงดูดเกราะมังกรเพลิงโดยเฉพาะ แล้วเกราะมังกรเพลิงก็หลุดออกไปจากร่างของเนี่ย เทียนจริงๆ! ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 45 บทที่ 1333 ดาวพิชิตวิญญาณมืด
“กลับมา!” ตอนที่เกราะมังกรเพลิงทำท่าจะบินจากไป เนี่ยเทียน ก็ยกมือขึ้นมากดมันไว้ “นายท่าน ค่ายกลเปลวเพลิงที่สลักไว้ในเสื้อเกราะ ตอบสนองกับค่ายกลในภูเขาไฟแห่งนี้!” กระแสจิต วิญญาณของอาเจียซือดังขึ้นในสมองของเนี่ยเทียน อย่างเร่งร้อน เนี่ยเทียนแค่มองก็สังเกตเห็นว่าลวดลายค่ายกลเปลว เพลิงบนตัวเสื้อเกราะเหมือนจะมีความคล้ายคลึงกับที่ สลักไว้บนผนังถ้ำ เกราะมังกรเพลิงคืออาวุธที่เส้าเทียนหยางเป็นคน หลอมขึ้นมา ทว่าผังปายก็เป็นอาจารย์ผู้มีพระคุณของ
เส้าเทียนหยางอีกที ค่ายกลเปลวเพลิงแต่ละหลังที่ผังปายทิ้งไว้ปกปักษ์ ตำหนักแห่งนั้นสามารถชักนำค่ายกลบนเสื้อเกราะ มังกรเพลิงได้ ทำให้อาเจียซือถูกบีบบังคับให้ลอยตัว เข้าหาผังชื่อเฉิง “อานุภาพของค่ายกลเปลวเพลิงงั้นหรือ!” เนี่ยเทียน พึมพำ “ถ้าอย่างนั้นเจ้ากลับมาอยู่ในแหวนเก็บของ ก่อน” พอความคิดของเขาฉุกขึ้น เกราะมังกรเพลิงก็หายวับ ไปใต้ฝ่ามือของเขา พอเข้าไปอยู่ในแหวนเก็บของ เนี่ยเทียนใช้กระแสจิต วิญญาณตรวจสอบก็ค้นพบว่าค่ายกลเปลวเพลิงบน เสื้อเกราะที่อยู่ในแหวนเก็บของหยุดการขานรับลง แล้วจริงๆ เพราะด้านในแหวนเก็บของมีพื้นที่แห่งมิติอยู่
โดยเฉพาะ ค่ายกลเปลวเพลิงที่ผังปายทิ้งไว้ซึ่งผังชื่อเฉิงสามารถ ดึงมาใช้ได้ยังไม่สามารถข้ามผ่านห้วงมิติที่ถูกจำกัดมา ส่งผลกระทบต่อเกราะมังกรเพลิงที่อยู่ในแหวนเก็บ ของได้ “พวกเราแยกย้ายกันหนี!” หวงจินหนันที่เห็นว่าสถานการณ์ไม่ดีก็พลันกลายร่าง เป็นแสงทองเส้นหนึ่งที่พุ่งทะยานไปยังท้องฟ้านอก อาณาจักรฮว่อหลิงโดยไม่มีการลังเล โหวชูหลันและพวกเทพบุตร เทพธิดาคนอื่นหันมาส่ง สายตาให้เนี่ยเทียน ก่อนจะทยอยกันบินขึ้นไปบนฟ้า “เนี่ยเทียน! หลังจากที่ค่ายกลนำส่งทุกหลังของ อาณาจักรฮว่อหลิงถูกทำลายไป พวกเราก็ได้แต่ใช้ พลังของตัวเองหนีออกไปจากอาณาจักรฮว่อหลิง เท่านั้น” โหวชูหลันส่งกระแสจิตมาบอก
“อาณาจักรฮว่อหลิงมีค่ายกลปกป้อง พวกเราที่เป็น เทพบุตรและเทพธิดาคิดจะออกไปจากที่นี่ ไม่น่าจะมี ปัญหา” “ส่วนเจ้าที่ก่อนหน้านี้เข้าไปในตำหนักใต้ดินได้ จึงไม่ น่าจะมีปัญหาเหมือนกัน” “พวกเราจะนำข่าวการเปลี่ยนแปลงในสำนักไฟไป แจ้งให้แก่ฝ่ายต่างๆ มีเพียงผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะ ของสำนักไม้ สำนักทอง สำนักดินและสำนักน้ำมาที่นี่ เท่านั้นถึงจะพอคลี่คลายวิกฤตของสำนักไฟได้” “…” ตอนที่โหวชูหลันทะยานขึ้นไปบนฟ้ายังส่งกระแสจิต วิญญาณเข้ามาในสมองเนี่ยเทียน ทันใดนั้นทุกคนที่อยู่ตรงนั้นก็เหลือเผิงเยี่ยนอยู่คน เดียว “พวกเจ้าจงไปจับพวกเขามาซะ!” ผังชื่อเฉิงตวาด
พอเขากล่าวจบ เจ้าลัทธิจิตมืด เริ่นหยวนจีและหยวน จิ่วชวนมารสายฟ้า พวกคนของสำนักนอกรีตที่ตาม มาถึงทีหลัง รวมไปถึงพวกผู้แข็งแกร่งสำนักไฟที่ยอม สวามิภักดิ์กับผังชื่อเฉิงต่างก็ไล่ตามเทพบุตร เทพธิดา ทั้งห้าไป ทว่าเผิงเยี่ยนกลับยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่กระดุกกระดิกไป ไหน “เดิมทีเกราะมังกรเพลิงเป็นของข้า ในเมื่อเจ้าไม่ยอม คืนให้ข้า ข้าจะก็ฆ่าเจ้าก่อนใคร!” แดนเอตทัคคะเปลวเพลิงของผังชื่อเฉิงพลันแผ่ ออกมาเสียงดังครืนครั่น พลังอำนาจของแดน เอตทัคคะเปลวเพลิงที่เป็นเหมือนบ่อลาวาเดือดพล่าน พลันเพิ่มสูงกว่าก่อนหน้านี้หลายเท่า “การนาบประทับของค่ายกลเปลวเพลิง แก่นของ ลาวา และอักขระเทพไฟที่ผังปายทิ้งไว้…”
เนี่ยเทียนเข้าใจได้ทันทีว่าที่แดนเอตทัคคะของผังชื่อ เฉิงแข็งแกร่งขึ้นก็เพราะแดนเอตทัคคะของเขาผสาน รวมกับบ่อลาวา เขาจึงได้รับผลประโยชน์อย่างหาที่ สิ้นสุดไม่ได้มาจากมัน เดิมทีผลประโยชน์เหล่านั้นก็ล้วนเป็นสิ่งที่ผังปายบิดา แท้ๆ ของเขาทิ้งเอาไว้ให้ “ค่ายกลเพลิงพิภพ!” ฝนไฟที่ตกเปาะแปะลงมาพลันเปลี่ยนมาเป็นฝนห่า ใหญ่ที่เทกระหน่ำ แม่น้ำลาวาสวรรค์ที่ปกคลุมอยู่ เหนือศีรษะของเนี่ยเทียนก็ได้เปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง แม่น้ำเปลวเพลิงหลายเส้นเหมือนกลายมาเป็นแส้ไฟ ขนาดยักษ์ที่ฟาดเข้าใส่เนี่ยเทียน “ดินแดน!” เนี่ยเทียนแค่นเสียง พลังวิญญาณสามธาตุในร่างที่ แตกต่างกันอย่างเปลวเพลิง ดวงดาวและพืชหญ้า
ระเบิดออกพร้อมกัน ดินแดนว่างเปล่าที่เป็น เอกลักษณ์ของเขาจึงก่อตัวขึ้นมาในฉับพลัน “ปัง! ปังๆๆ!” แม่น้ำเพลิงสวรรค์หลายเส้นก่อตัวขึ้นเป็นแส้ไฟยาว เหยียดที่ฟาดเข้าใส่แดนว่างเปล่าของเนี่ยเทียน ทำให้ แสงดาวของดินแดนดวงดาวที่อยู่ข้างนอกหม่นแสง จากนั้นพลังงานของแส้ไฟก็ขยายมายังชั้นที่สอง ดินแดนเปลวเพลิงที่ผสมผสานปราณเปลวเพลิงและ พลังงานความร้อนจากในร่างของเขากระตุ้นให้เมล็ด พันธ์เปลวเพลิงสีส้มอมแดงเปล่งแสงวาบทันที “ฟู่วๆ!” ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด พอแส้ยาวที่จำแลงมาจากแม่น้ำ เพลิงสวรรค์เหล่านั้นร่วงเข้ามาในแดนว่างเปล่าเปลว เพลิงของเนี่ยเทียน อานุภาพของมันก็เพิ่มขึ้นทบทวี เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงสีส้มอมแดงโบยบินอยู่ในดินแดน
เปลวเพลิงของเนี่ยเทียนอย่างเฉียบไวปราดเปรียว คล้ายกำลังไล่จับอาหาร กลืนกินเส้นแสงเปลวเพลิงที่ เนี่ยเทียนมองไม่เห็น แต่กลับสัมผัสได้ผ่านจิตวิญญาณ ไปทีละเส้น “เส้นผลึกเพลิงพิภพเส้นที่บางที่สุดซึ่งผสานรวมเข้าไป ในธารเปลวเพลิงเส้นนั้น!” เนี่ยเทียนตกใจเล็กน้อย “วัตถุประหลาดอะไรกัน?” ผังชื่อเฉิงตะลึง มอง ดินแดนเปลวเพลิงและเปลวไฟสีส้มอมแดงของเนี่ย เทียนด้วยสายตาลึกล้ำ “ปราณเช่นนี้ คือปราณของ ไฟศักดิ์สิทธิ์ในดินแดนไฟโลกันตร์!” เขาวิเคราะห์ที่มาของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงได้ในเสี้ยว วินาที “หืม?” เนี่ยเทียนพลันเงยหน้าขึ้น จุดลึกของหมู่เมฆมีอักขระคำสาปเหมือนภาพผีตัว
หนึ่งที่ขยายใหญ่อย่างต่อเนื่อง คล้ายเป็นคำสาปที่ ชวนพิศวงอย่างหนึ่ง “ดินแดนแตกทลาย!” เริ่นหยวนจีตวาดเสียงดัง อักขระคำสาปประหลาดตัวนั้นแยกกระจายออกเป็น พันเป็นหมื่นส่วน กลายมาเป็นอักขระตัวเล็กๆ เหมือนลูกอ๊อดที่จมลงไปในแดนว่างเปล่าและแดน เอตทัคคะของเทพบุตร เทพธิดาทั้งห้าท่านอย่างหวน จินหนัน โหวชูหลัน ฯลฯ พออักขระตัวเล็กเท่าลูกอ๊อดปรากฏตัว แดนว่างเปล่า และแดนเอตทัคคะของพวกเขาก็แตกกระจาย อีกทั้ง ยังไม่สามารถก่อตัวขึ้นมาใหม่ได้ในทันที เทพบุตรและเทพธิดาห้าท่านที่ทะยานขึ้นฟ้าไม่อาจ สร้างดินแดนของตัวเองขึ้นมาได้ แต่ละคนยืนอึ้งอยู่ กลางอากาศ ไม่กล้าบินไปนอกดินแดนต่อ ได้แต่ กลายเป็นฝ่ายถูกกระทำที่รอให้พวกเจ้าลัทธิจิตมืด
หยวนจิ่วชวนมารสายฟ้าลงมือกับตัวเอง หากผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์ต้องการจะข้ามผ่านทาง ช้างเผือกก็จำเป็นต้องรอให้ถึงขอบเขตดินแดน เสียก่อน หากดินแดนก่อตัวไม่สำเร็จ แล้วไปเปิดเผยเรือนกาย อยู่ท่ามกลางห้วงจักรวาล หากสิ่งเจือปนของนอก ดินแดนมาสัมผัสโดน ร่างกายของพวกเขาก็จะสลาย หายไปอย่างรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องให้ใครลงมือ พวก เขาก็จะกลายเป็นศพอยู่นอกดินแดน เมื่อสร้างดินแดนขึ้นมาไม่ได้ เทพบุตรกับเทพธิดาทั้ง ห้าคนจึงไม่กล้าทะยานเข้าไปในทางช้างเผือก “จงลงไปข้างล่างซะดีๆ!” เจ้าลัทธิจิตมืดหัวเราะเสียงประหลาด ร่ายใช้เวทลับ กักกันจิตวิญญาณ ทันใดนั้นกายธรรมแห่งเทพของ เขาก็พลันเปลี่ยนแปลง กลายมาเป็นเงาผีดำมืดที่ปก
คลุมไปทั้งฟ้าดิน เมื่อเงาผีปรากฏก็พลันมีเสียงแผดคำรามบาดแหลม เหมือนมาจากผีนับพันนับหมื่นดังขึ้นมาในมหาสมุทร จิตวิญญาณของเทพบุตรและเทพธิดาทั้งห้าท่าน ต่อให้เทพบุตรและเทพธิดาทั้งห้าอุดหูก็ยังไม่สามารถ หยุดยั้งการไหลบ่าของวิญญาณมืดในสมองที่ราวกับ ว่าจะกักกันจิตวิญญาณที่แท้จริง หรือไม่ก็อาจจะเอา จิตวิญญาณที่แท้จริงออกมาจากมหาสมุทรจิต วิญญาณของพวกเขาได้ “เนี่ยเทียน!” หวงจินหนันแผดเสียงร้องราวกับจะขอ ความช่วยเหลือ “ช่วยพวกเรา! ช่วยพวกเราหน่อย ข้า รู้ว่าเจ้าทำได้!” ลิ่นเหยาเหยาแห่งสำนักน้ำกรีดร้อง จุดลึกในดวงตามี เงาวิญญาณมืดมากมายลอยขึ้นมา จิตวิญญาณที่แท้จริงของนางถูกตามหาเจอแล้ว และ
กำลังจะถูกดึงออกไปจากมหาสมุทรจิตวิญญาณ “เนี่ยเทียน เนี่ยเทียนทำได้หรือ? เขาจะทำลายเวทลับ จิตวิญญาณของเจ้าลัทธิจิตมืดอย่างไร?” ลิ่นเหยา เหยาคิดอย่างพร่าเลือน “ลัทธิจิตมืด?” เนี่ยเทียนแสยะปากยิ้ม เรียกไข่มุก วิญญาณมืดออกมาในขณะที่ผังชื่อเฉิงยังไม่ได้ลงมือ อีกครั้ง “อู้!” ไข่มุกวิญญาณพลันลอยออกไปจากเหนือศีรษะของ เขา รอจนไข่มุกเม็ดนั้นไปถึงจุดที่หวงจินหนันยืนอยู่ ดวงตาของหวงจินหนันก็ฉายแสงแห่งความหวัง เข้มข้น “มันนั่นแหละ!” หวงจินหนันตะโกนเสียงดัง โหลวหงแยนและโหวชูหลันที่ประคับประคองตัวเอง ไว้อย่างยากลำบาก พอเห็นไข่มุกวิญญาณมืดเม็ดนั้น
ดวงตาก็พลันเป็นประกาย เห็นได้ชัดว่าพวกเขาทั้งสามคนต่างก็รู้สึกว่าไข่มุก วิญญาณมืดจะช่วยให้พวกเขาหลุดพ้นจากการกักกัน ทางจิตวิญญาณของเจ้าลัทธิจิตมืดได้ ผูหยางป่ายและลิ่นเหยาเหยากลับแปลกใจ ไม่รู้ว่า ทำไมทั้งสามคนที่พอเห็นไข่มุกวิญญาณบินมาถึงได้ทำ สีหน้าเหมือนเห็นดาวผู้ช่วยชีวิตอย่างนั้น “ไข่มุกวิญญาณมืด!” เจ้าลัทธิจิตมืดพลันหน้าเปลี่ยน สี “ฟิ้วๆๆๆๆ!” ในที่สุดทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าก็พากันแสยะ เขี้ยวกางเล็บออกมาจากในไข่มุก พอทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าบินออกมา วิญญาณมืดที่เจ้าลัทธิจิตมืดปลดปล่อยออกมาก็พากัน ร้องเสียงแหลมดังซึ่งมีแต่เจ้าลัทธิจิตมืดเท่านั้นที่ได้ยิน
เสียงนั้นเป็นเสียงของความหวาดกลัวราวกับพบเจอ ศัตรูตัวฉกาจ! “อู้ๆๆ!” ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าที่แสยะปากกางเขี้ยว ต่างก็แยกกันไปหาพวกเทพบุตรและเทพธิดาทั้งห้าคน แล้วก็ออกแรงสูดอย่างแรง จิตวิญญาณมืดดำจำนวนมากที่ไหลบ่าเข้ามาใน มหาสมุทรจิตสำนึกของพวกเขาคล้ายก้อนเหล็กที่ถูก แม่เหล็กดึงดูดจึงพากันบินเข้าไปในปากของทวยเทพ แห่งความชั่วร้ายทั้งห้าจนหมดสิ้น ไม่มีวิญญาณดวงไหนหนีรอดไปได้ ดูเหมือนว่าทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าจะยังกิน วิญญาณมืดเหล่านั้นสะใจไม่พอ ดังนั้นตอนที่หันไป เห็นกายธรรมแห่งเทพของเจ้าลัทธิจิตมืดจึงพากันพุ่ง ตรงเข้าไปแล้วฉีกทึ้งเงาวิญญาณมืดดำของเขาด้วย
ทันใดนั้นเสียงร้องคำรามอย่างบ้าคลั่งของเจ้าลัทธิจิต มืดก็ดังขึ้นมา ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 45 บทที่ 1334 ค่ายกลจุตรเผาสวรรค์
เดิมทีกายธรรมแห่งเทพของเจ้าลัทธิจิตมืดก่อตัว ขึ้นมาจากดวงวิญญาณมืดมิดนับพันนับหมื่นที่ผสาน รวมกับกระแสจิตวิญญาณของตัวเขาเอง วิชา เวทลับ เวทวิญญาณที่ลัทธิจิตมืดใช้ฝึกตนมีความ เกี่ยวข้องกับเผ่าอสูรกายอยู่มาก และไข่มุกวิญญาณ มืดที่เนี่ยเทียนครอบครองก็เป็นสมบัติล้ำค่าของเผ่า อสูรกาย! อีกทั้งไข่มุกสามเม็ดยังรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว ด้วย! “อ๊าก!” เจ้าลัทธิจิตมืดที่เป็นแดนเทพเจ้าช่วงต้นแผดเสียง โหยหวนชวนขนหัวลุก
เสียงร้องของเขาตรงเข้าสู่มหาสมุทรจิตวิญญาณของ ผู้คน ทำให้ทุกคนชากันไปทั้งหนังหัว ในบรรดาคนทั้งหมดที่อยู่ตรงนี้มีเพียงเขาเท่านั้นที่มี ตบะเป็นแดนเทพเจ้า เสียงร้องเขย่าวิญญาณของเขาจึงสร้างความ สั่นสะเทือนให้กับทุกคนโดยอัตโนมัติ ตอนที่เสียงนั้นดังขึ้น พวกคนที่ยังต่อสู้กันอยู่ ไม่ว่าจะ เป็นเนี่ยเทียน ผังชื่อเฉิง หรือคนอื่นๆ ต่างก็หยุดชะงัก กันไปหมด เส้นสายตาทั้งหลายที่เป็นเหมือนสายฟ้าจึงมารวมอยู่ ที่เจ้าลัทธิจิตมืด เห็นเพียงว่าพอทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าพุ่งเข้า โจมตี กายธรรมแห่งเทพของเจ้าลัทธิจิตมืดก็แหลก สลายไปในบัดดล สิ่งที่ปรากฏอยู่ในคลองจักษุของทุกคนนั้นเหมือนกับ
ว่าเจ้าลัทธิจิตมืดถูกทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้า ฉีกทึ้งร่าง ทั้งยังเขมือบกินร่างของเขาอย่างสบายอุรา ผังชื่อเฉิงพลันหน้าเปลี่ยนสี “มารสายฟ้า!” พอเขาเอ่ยประโยคนี้ เจ้าลัทธิจิตมืดก็เหมือนมองเห็น ความหวัง พลันตะโกนเสียงแหลม “เหล่าหยวน! รีบ มาช่วยข้าเร็วเข้า ทำลายไข่มุกเม็ดนั้นแล้วฆ่าวิญญาณ ร้ายทั้งห้านี่ทิ้งซะ!” หยวนจิ่วชวนมารสายฟ้าเชี่ยวชาญวิชาสายฟ้า ซึ่งถือ เป็นดาวผู้พิชิตดวงวิญญาณพอดี! คนที่ผู้แข็งแกร่งเผ่าอสูรกายหวาดกลัวมากที่สุดก็คือผู้ ที่เชี่ยวชาญพลังสายฟ้าอย่างหยวนจิ่วชวนนี่แหละ “ข้า…” หยวนจิ่วชวนยืนอยู่กลางอากาศ รอบกายรายล้อมไป ด้วยเส้นสายฟ้าจ้าบาดตาราวมังกรยักษ์ที่บินวนและ ถูกเขาควบคุมเอาไว้
แต่ตอนที่ผังชื่อเฉิงและเจ้าลัทธิจิตมืดร้องขอความ ช่วยเหลือ เขากลับมีท่าทางลังเลอย่างเห็นได้ชัด เพราะทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าถูกปลดปล่อย ออกมาจากไข่มุกวิญญาณมืดของเนี่ยเทียน เขาเคย บอกไว้ก่อนแล้วว่าไม่อยากมีปัญหา ไม่อยากมีเรื่อง พัวพันกับเนี่ยเทียน “เหล่าหยวน! เจ้าแค่ทำลายดวงวิญญาณทั้งห้านี่ เท่านั้น!” เจ้าลัทธิจิตมืดร้องคำราม “ข้ารับปากเจ้าว่า ข้าจะเอาของชิ้นที่เจ้าหมายตาจากในลัทธิมาให้เจ้า เอง ของชิ้นนั้นจะช่วยเจ้าได้มากยามที่เจ้าเลื่อนสู่แดน เทพเจ้า!” “ตกลง!” ดวงตาหยวนจิ่วชวนพลันเป็นประกาย “ตูม!” เสียงดังราวเสียงระเบิดผุดขึ้นมาจากหน้าท้องของเขา นาทีถัดมาแดนเอตทัคคะสายฟ้าของหยวนจิ่วชวนก็มี
สายฟ้านับล้านเส้นก่อตัวกันขึ้นเป็นลูกสายฟ้าเจิดจ้า ในลูกสายฟ้าทุกลูกมีสะเก็ดสายฟ้ามากมายที่นาบ ประทับความคิดและความลี้ลับเกี่ยวกับสายฟ้าที่เขา บรรลุมาเอาไว้ เห็นได้ชัดว่านั่นต้องเป็นอาวุธสังหารที่ สามารถผลาญวิญญาณร้ายทั้งหมดได้! “สายฟ้าทมิฬ! ระเบิด!” ลูกสายฟ้าทั้งหลายพากันบินเข้าหาทวยเทพแห่งความ ชั่วร้ายทั้งห้าตามความคิดของหยวนจิ่วชวน ขณะเดียวกันเจ้าลัทธิจิตมืดที่ร้องคำรามก็หุบกาย ธรรมแห่งเทพของตัวเองเข้ามาอย่างรวดเร็ว กายธรรมแห่งเทพของเขาก่อตัวขึ้นเป็นควันสีเทาเข้ม กลุ่มหนึ่งที่พลันลอยไปยังทิศไกล “ตูมๆ! ตูมๆๆ!” ลูกสายฟ้าแต่ละลูกที่ถูกมารสายฟ้าควบคุมพากัน
ระเบิดเสียงดังกัมปนาท สายฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วนโถมกลบเข้ากลืนกินทวยเทพ แห่งความชั่วร้ายทั้งห้า “ฮ่าๆๆ!” เจ้าลัทธิจิตมืดมาเผยกายในอีกมุมหนึ่ง แล้ว ใช้สายตาชั่วร้ายถลึงมองไปยังจุดที่ถูกลูกสายฟ้ากลบ ทับ “ต่อให้จะเป็นวิญญาณที่แข็งแกร่งแค่ไหน เมื่อถูก สายฟ้าโจมตี ต่อให้ไม่ตายก็ต้องบาดเจ็บสาหัส! ไม่ว่า พวกเจ้าจะเป็นวิญญาณแบบไหน หรือมาจากฝีมือ ของเผ่าอสูรกายคนใดก็ตาม อย่างไรก็ย่อมหนีไม่พ้น กฎเกณฑ์ที่ไม่อาจทำลายไปชั่วนิรันดร์กาลนี้ได้อยู่ดี!” ผู้ที่ฝึกวิชาสายฟ้าคือดาวผู้พิชิตดวงวิญญาณ เรื่องนี้ ทุกคนรับรู้กันถ้วนทั่ว “สมควรต้องเป็นอย่างนี้” ผังชื่อเฉิงแค่นเสียงในลำคอ พวกหวงจินหนันที่กว่าจะหลุดพ้นจากเงื้อมมือของเจ้า ลัทธิจิตมืดเพราะการปรากฎตัวของไข่มุกวิญญาณมืด
และทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้ามาได้ไม่ใช่เรื่อง ง่าย พอเห็นมารสายฟ้าลงมือก็ทำหน้าราวขี้เถ้ามอด กันอีกครั้ง “แย่แล้ว…” พวกเขารู้ดีว่าผู้ที่ฝึกวิชาสายฟ้า เมื่อฝึกมาถึงขอบเขต ของแดนเอตทัคคะจะมีพลังการสังหารที่น่ากลัวต่อ เผ่าอสูรกาย ในอดีต แม้ว่าเจ้าสำนักสายฟ้าอย่างเจิ้งอี้จะไม่ติด อันดับต้นๆ ของสำนักห้าธาตุ แต่หากเขาพบเจอกับ เผ่าอสูรกายเมื่อใด เขาก็สามารถสยบเวทลับทางจิต วิญญาณมากมายของเผ่าอสูรกายได้อย่างน่าตะลึง! ขนาดเจิ้งอี้ยังทำได้ถึงขั้นนั้น แล้วหยวนจิ่วชวนที่ฝึก วิชาสายฟ้ามาทั้งชีวิตจะเป็นข้อยกเว้นได้อย่างไร? เมื่อเห็นว่าสายฟ้าทมิฬแต่ละลูกระเบิดออก ทวยเทพ แห่งความชั่วร้ายทั้งห้าถูกกลบทับ พวกเขาก็เหมือน
มองเห็นสภาพการณ์ของตัวเองอีกครั้ง นั่นคือต้องถูก เจ้าลัทธิจิตมืดพันธนาการดวงวิญญาณอีกครั้ง “เจ้าหยวนจิ่วชวนบัดซบเอ๊ย!” ลิ่นเหยาเหยาสบถด่า เบาๆ “ไม่ถูกสิ!” ขณะที่ทุกคนรู้สึกว่าเมื่อหยวนจิ่วชวนลงมือแล้วจะ พลิกเปลี่ยนสถานการณ์ ทำให้ทวยเทพแห่งความชั่ว ร้ายทั้งห้าหายไป หรืออย่างน้อยก็บาดเจ็บสาหัสได้ นั้นเอง มารสายฟ้ากลับเป็นฝ่ายร้องอุทานเสียงหลง ซะเอง “ข้ารู้อยู่แล้ว ข้ารู้อยู่แล้วว่าวิญญาณที่ไอ้เด็กสารเลว เนี่ยเทียนผู้นี้ปล่อยออกมาต้องไม่ได้รับมือได้ง่าย ขนาดนั้น!” แล้วจู่ๆ หยวนจิ่วชวนก็หันไปเค้นรอยยิ้มอย่างกระอัก กระอ่วนให้กับเนี่ยเทียนที่อยู่ห่างไปไกล “คือว่า คือ
ว่า ข้าเองก็ไม่อยากลงมืออะไรกับเจ้าจริงๆ จังๆ เพียง แต่…” “พรวด!” ทันใดนั้นเงาร่างที่น่ากลัวของทวยเทพแห่งความชั่ว ร้ายทั้งห้าก็โผล่พรวดออกมาจากพื้นที่หนึ่งที่ กลายเป็นทะเลสายฟ้า ร่างของทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าที่ถูกสายฟ้า กลบทับโจมตีดำเกรียมไปทั้งร่าง รูจมูกก็มีควันบางๆ ลอยกรุ่น สภาพกระเซอะกระเซิงอย่างเห็นได้ชัด ทว่าพลังอำนาจของพวกมันกลับไม่ลดน้อยลง ยังคง ทำให้ผู้คนหวาดกลัวได้อยู่ดี! ท่ามกลางแดนเอตทัคคะที่เป็นดั่งบ่อลาวา ผังชื่อเฉิง สูดลมหายใจดังเฮือก หน้าเปลี่ยนสีไปในทันที “จะ เป็นไปได้อย่างไร? วิญญาณอสูรที่บินออกมาจาก ไข่มุกวิญญาณมืด เดิมทีควรเป็นแค่ร่างวิญญาณ แต่
ทำไม แต่ทำไมถึงมีปราณของเลือดเนื้อแผ่ออกมา ได้?” เขาใช้สายเลือดที่พิเศษของตัวเองรับสัมผัสกับมัน อย่างจริงจัง ถึงเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าทวยเทพแห่ง ความชั่วร้ายทั้งห้านั่นไม่ได้มีร่างเป็นวิญญาณมายา! ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้ามีเลือดมีเนื้อด้วยหรือ นี่! พลังของสายฟ้าจะเป็นดาวพิชิตได้ก็ต่อเมื่อเจอกับร่าง วิญญาณเท่านั้น สิ่งมีชีวิตใดๆ ก็ตามที่หากมีเนื้อหนังห่อหุ้ม อานุภาพ ของสายฟ้าจะไม่สามารถตรงเข้าสู่มหาสมุทรจิต วิญญาณไปสังหารดวงวิญญาณได้โดยตรง เมื่อสัมผัสได้ว่าทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้ามีเลือด มีเนื้อ มารสายฟ้าก็ลนลานขึ้นมาทันที เขารู้ดีว่าพลังสายฟ้าที่เขาเชี่ยวชาญนั้นคงจะไม่
สามารถสังหารทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าที่มี ที่มาลึกลับไม่อาจคาดเดาเหล่านี้ได้ง่ายๆ “อู้!” ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าขยับร่างพร้อมกัน ดวงตาประหลาดหลายคู่จ้องนิ่งไปที่มารสายฟ้า ชั่วขณะที่มารสายฟ้าประสานสายตากับทวยเทพแห่ง ความชั่วร้ายทั้งห้า จุดลึกในดวงตาก็มีสายฟ้าเปล่ง วาบ “ฟู่วๆๆ!” สายฟ้าโค้งงอสีเขียวเข้มหลายเส้นเดี๋ยวเกิดเดี๋ยวดับ ก่อตัวขึ้นเป็นค่ายกลสายฟ้าไม่รู้ชื่อจำนวนมากที่ ปกป้องจิตใจของมารสายฟ้าไว้อย่างแน่นหนา ทว่ามารสายฟ้าที่ต่อให้จะจ้องตากับทวยเทพแห่ง ความชั่วร้ายทั้งห้าเพียงครู่เดียวก็ยังร้องอึกอักใน ลำคอ สีหน้าเปลี่ยนมาเป็นซีดขาว
เขาพยายามปรับลมหายใจอย่างต่อเนื่อง พลางขยับ แขนของตัวเองอย่างยากลำบาก ใช้ฝ่ามือป้องปิด ดวงตาทั้งคู่เอาไว้ อารมณ์เชิงลบทั้งห้าอย่างอาฆาต หวาดกลัว สิ้นหวัง เดือดดาลและกระหายการเข่นฆ่าที่มาจากทวยเทพ แห่งความชั่วร้ายทั้งห้าม้วนตลบเข้ามาดั่งมหาสมุทร ถาโถม ทั้งยังโจมตีแนวเส้นป้องกันทางจิตวิญญาณ ของเขาไม่หยุด เขาพยายามต้านทานเอาไว้อย่างเต็มกำลัง ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าไม่ได้สนใจเขาอีก พวกมันที่ร่างครึ่งหนึ่งจมอยู่ในถ้ำที่มีปราณอสูร ไหลวนกระโจนเข้าหาเจ้าลัทธิจิตมืดอีกครั้ง ในสายตาของพวกมัน สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่อยู่ใน อาณาจักรฮว่อหลิงล้วนไม่มีใครเทียบเคียงกับเจ้าลัทธิ จิตมืดได้
ราวกับว่ากายธรรมแห่งเทพและแดนเทพเจ้าที่ผ่าน การชุบหลอม รวบรวม ก่อสร้างมานานหลายหมื่นปี ของเจ้าลัทธิจิตมืดต่างหากที่ถึงจะเป็นอาหารเลิศรส อันโอชะของพวกมันอย่างแท้จริง! เป็นอาหารที่ทำให้พวกมันแทบจะน้ำลายหยด! ความปรารถนาที่แผ่ออกมาจากดวงตาและปราณของ มันทำให้เจ้าลัทธิจิตมืดอึดอัดใจเป็นที่สุด ทั้งยังเกิด ความหวาดกลัวโดยสัญชาตญาณ เจ้าลัทธิจิตมืดไม่กล้าปลดปล่อยกายธรรมแห่งเทพ ออกมา แม้แต่แดนเทพเจ้าก็ยังไม่กล้าใช้ ได้แต่ใช้ร่าง ที่แท้จริงมาหลบเลี่ยงการไล่ล่าของทวยเทพแห่งความ ชั่วร้ายทั้งห้า และเนื่องจากการหลบเลี่ยงของเขาจึงทำให้พวกหวง จินหนันหลุดพ้นมาได้ เวทคำสาปของเริ่นหยวนจีแห่งสำนักสาปแห่งความ
ตายยังคงอยู่ แดนว่างเปล่าและแดนเอตทัคคะของ พวกเขาไม่สามารถก่อตัวขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ไม่ สามารถหนีออกไปจากอาณาจักรฮว่อหลิงได้ ทว่าตอนที่เจ้าลัทธิจิตมืดหนีกระเซิงไปทั่ว และมาร สายฟ้าหัวเราะแห้งๆ พยายามหันไปอธิบายกับเนี่ย เทียน พวกเขากลับผ่อนคลายลง เวทลับคำสาปที่เริ่นหยวนจีร่ายออกมาทำให้ดินแดน ของพวกเขาก่อตัวไม่สำเร็จ จำเป็นต้องร่ายเวทต่อไป อาจดูเหมือนเขาไม่ได้ทำอะไร แต่แท้จริงแล้วกลับ กำลังลงแรงอย่างลับๆ นี่หมายความว่าแม้ดินแดนของพวกเขาจะก่อตัวไม่ได้ แต่เริ่นหยวนจีก็ลงมือต่อไม่ได้เหมือนกัน “ผังชื่อเฉิง!” เจ้าลัทธิจิตมืดที่หนีหัวซุกหัวซุนแผดเสียงร้องคำราม เดือดดาล
ตามที่นัดหมายกัน คู่ต่อสู้ของเนี่ยเทียนคือผังชื่อเฉิง ส่วนเป้าหมายของพวกเขาคือพวกเทพบุตรและ เทพธิดาอย่างพวกหวงจินหนัน ตอนนี้เนี่ยเทียนเรียกไข่มุกวิญญาณมืดออกมากำราบ เขา ทำให้เขาต้องหนีกระเซอะกระเซิง แน่นอนว่า ย่อมทำให้เขาไม่สบอารมณ์มากอยู่แล้ว “ฆ่าเนี่ยเทียน ซะ! เมื่อเขาตายไป อานุภาพของอาวุธชิ้นนั้นถึงจะ ลดลงไปเกินครึ่ง!” “ผังชื่อเฉิง!” เริ่นหยวนจีก็เริ่มตะโกนเรียกแล้ว เหมือนกัน ทันใดนั้นกุญแจสำคัญของเรื่องราวก็เปลี่ยนมาเป็น เนี่ยเทียนอีกครั้ง “เนี่ยเทียน!” ผังชื่อเฉิงพลันตระหนักได้ เขาจึงเดินออกมาจากแดน เอตทัคคะเปลวเพลิงของตัวเอง
ภูเขาไฟแต่ละลูกที่อยู่ใกล้เคียงเหมือนจะเกิดการขาน รับที่มหัศจรรย์ต่อเขา เหมือนจะถูกเขาชักนำพลังมา ใช้ “ออกมา!” เนื่องด้วยกระแสจิตวิญญาณ เนื่องด้วยสายเลือดของ ผังชื่อเฉิง ภูเขาไฟเหล่านั้นจึงพากันระเบิดปะทุ ก่อนที่ลาวาแดงฉานร้อนแรงจะเดือดพุ่งเป็นสายสู่ ท้องฟ้าราวกับน้ำตกที่ไหลทวนกระแส ลาวาเหนือศีรษะของเนี่ยเทียนกลายมาเป็นทะเลไฟที่ ลอยอยู่บนฟ้าสูง ส่วนแดนเอตทัคคะเปลวเพลิงของผังชื่อเฉิงก็ผสาน รวมเข้ากับทะเลเพลิงผืนนั้น ท่ามกลางทะเลเพลิง ในแดนเอตทัคคะเปลวเพลิงของ ผังชื่อเฉิงมีอักขระเทพไฟสีชาดจำนวนมากคล้ายหิน ผลึกไฟที่ส่องแสงแวววาว เปี่ยมล้นไปด้วยความ
มหัศจรรย์ “ดินแดนคือเตาหลอม สรรพชีวิตคือถ่าน เผาไหม้!” ผังชื่อเฉิงแผดเสียงคำราม อักขระเทพไฟนับพันที่อยู่ ในทะเลเพลิงซึ่งก่อตัวขึ้นจากลาวาพากันส่องแสง ศักดิ์สิทธิ์พร่าตา เพราะเสียงคำรามของเขา ทะเลเพลิงร้อนแรงที่ปก คลุมท้องฟ้าพลันกลายมาเป็นกระถางจุตรวิญญาณ อัคคีมายา “อู้!” ส่วนเนี่ยเทียนนั้นก็ถูกกระถางจุตรวิญญาณอัคคีมายา กลืนกินเข้าไปโดยตรง “กระถางจุตรวิญญาณอัคคี!” เผิงเยี่ยนหน้าเปลี่ยนสี “นี่มัน นี่มันค่ายกลจตุรเผาสวรรค์! ใช้แดนเอตทัคคะ เปลวเพลิง ใช้อักขระเทพไฟที่อดีตเจ้าสำนักทิ้งไว้มา เป็นตัวกระตุ้น! ไม่ได้ใช้อาวุธเทพกระถางจุตร
วิญญาณอัคคีที่แท้จริงมาเป็นวิญญาณของค่ายกล แต่ ทว่ากลับสามารถร่ายใช้ค่ายกลจตุรเผาสวรรค์ได้!” “ค่ายกลจตุรเผาสวรรค์!” โหลวหงแยนตะลึงพรึง เพริด “ผังชื่อเฉิง! เขายังไม่ได้ครอบครองกระถางจุตร วิญญาณอัคคี เพียงแค่ใช้แดนเอตทัคคะของตัวเอง และสภาพแวดล้อมของที่นี่ รวมถึงอักขระเทพไฟที่ บิดาเขาทิ้งไว้ก็สามารถร่ายใช้ค่ายกลนี้ได้แล้ว!” โหว ชูหลันหน้าเผือดสี “แย่แล้ว เนี่ยเทียนตกเข้าไปอยู่ กลางค่ายกลแล้ว เขาจะถูกเผาตายอยู่ในค่ายกลจตุร เผาสวรรค์หรือเปล่า?” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 45 บทที่ 1335 หายนะ
“อู้ๆๆ!” เปลวเพลิงกลายกลุ่มไหลบ่ามาจากสี่ทิศแล้วปกคลุม เนี่ยเทียนไว้ภายใน นี่คือมิติและกาลเวลาอันแปลกประหลาดที่มีเปลว เพลิงลุกท่วม! หงส์ไฟตัวหนึ่งสยายปีกบินขึ้นสูง มังกรเพลิงร่างท่วม ไปด้วยเปลวไฟ กิเลนไฟบรรพกาลร่างมโหฬาร และ วิหคเพลิงนกเทพที่ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความเฉลียว ฉลาด สัตว์ต่างเผ่าเปลวเพลิงสี่ตัวเป็นดั่งทวยเทพผู้บงการ ของฟ้าดินแถบนี้ เนี่ยเทียนลอยตัวอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าที่ไม่มี
พื้นดิน มีเพียงเปลวเพลิงไร้ที่สิ้นสุดเท่านั้น รอบกายเขาก็คือสัตว์ต่างเผ่าเปลวเพลิงสี่ตัวนั้นที่พา กันโหมกระพือพ่นเปลวเพลิงร้อนแรงใส่เขา “ค่ายกลจตุรเผาสวรรค์!” เมื่อเพ่งมองอย่างละเอียด เขาก็ร้องอุทานตกใจ เพราะสังเกตเห็นว่าอักขระเทพไฟอันเป็นผลึกแวววาว เส้นผลึกเพลิงพิภพสีชาดและลาวาที่ทอดตัวยาวเป็น เส้นสายได้ร่วมกันสร้างฟ้าดินแถบนี้ขึ้นมา ปราณของผังชื่อเฉิงเปลี่ยนจากอ่อนจางมาเป็น แข็งแกร่งขึ้นทีละนิด “ปัง!” กลุ่มดวงดาวในแดนว่างเปล่าที่โอบล้อมอยู่รอบกาย เขาซึ่งประกอบขึ้นจากพลังวิญญาณดวงดาวและ บุปผาเก้าดาราพลันหม่นแสงลง
พลังงานความร้อนที่กิเลน หงส์ไฟ วิหคเพลิงและ มังกรเพลิงพ่นออกมาต่างก็เต็มไปด้วยปราณและพลัง อำนาจที่สามารถเผาไหม้ทุกสิ่งอย่าง เผาผลาญ สิ่งมีชีวิต ดินแดนหรือแม้แต่ท้องฟ้ามวลดารา ทันใดนั้นพลังของเนี่ยเทียนที่พอเจอกับการเผาไหม้ก็ ไหลหายไปอย่างรวดเร็ว “ฟู่วๆๆ!” แม้แต่เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงสีส้มอมแดงที่พอ เผชิญหน้ากับเปลวเพลิงร้อนแผดเผา เผชิญหน้ากับ การเผาไหม้ของค่ายกลจตุรเผาสวรรค์ก็คล้ายจะ ต้านทานไม่ไหว ประหนึ่งเปลวเทียนในลมพายุที่ใกล้ จะมอดดับลงเต็มที “พื้นดินชั้นในที่เกิดจากการผสานรวมระหว่างพลังพืช หญ้า ต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์และกิ่งไม้เจ็ดสิบสองกิ่ง ใกล้จะถูกเผาจนแผ่นดินแตกระแหงแล้ว”
ร่างของเนี่ยเทียนยืนอยู่บนพื้นดินมายาก้มมอง แผ่นดินที่เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตเขียวขจีเหมือนฟ้าดิน ที่แท้จริงซึ่งกำลังแตกระแหงด้วยสีหน้าหนักอึ้ง “ค่ายกลจตุรเผาสวรรค์นี่ช่างเผด็จการยิ่งนัก!” ตอนที่อยู่ในตำหนักด้านล่าง เขาเคยได้พูดคุยกับอาวุธ เทพไม่ดับสลายอย่างกระถางจุตรวิญญาณอัคคีอยู่พัก หนึ่ง นั่นทำให้เขาได้รู้ว่าค่ายกลจตุรเผาสวรรค์ก็คือค่ายกล ใหญ่มหัศจรรย์ที่เกิดจากการที่กระถางจุตรวิญญาณ อัคคีชุบหลอมสิ่งมีชีวิตและเผาไหม้ดินแดนมา มากมาย ค่ายกลนี้ หากผังปายยังอยู่ หรืออยู่ในมือของผู้ แข็งแกร่งแดนเทพเจ้า จะสามารถทำให้ดินแดนแห่ง หนึ่งถูกเผาผลาญ และชุบหลอมทุกสิ่งมีชีวิตบน ดินแดนนั้นได้ไม่เหลือแม้แต่ซาก
เพราะอย่างไรซะ ไม่ว่าจะเป็นกระถางจุตรวิญญาณ อัคคีก็ดี หรือค่ายกลจตุรเผาสวรรค์ที่ถูกสลักไว้ด้านใน ก็ช่าง ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากมือของผังปายทั้งสิ้น ที่ผังชื่อเฉิงร่ายใช้ในเวลานี้ ไม่ได้เกิดจากการกระตุ้น ของกระถางจุตรวิญญาณอัคคี แต่เกิดจากแดน เอตทัคคะของเขาที่แปรสภาพมามีลักษณะเหมือน กระถางจุตรวิญญาณอัคคี และใช้ค่ายกลที่อยู่ด้านใน ใช้อักขระเทพไฟที่บิดาของเขาทิ้งไว้มาสร้างมันขึ้นมา โดยใช้วิธีการที่แตกต่าง เมื่อเทียบกับค่ายกลที่เกิดจากการกระตุ้นของกระถาง จุตรวิญญาณอัคคีแล้ว ค่ายกลนี้นับว่ามีอานุภาพอ่อน ด้อยกว่ามากนัก แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้เผาผลาญดินแดน ทั้งดินแดน เพียงแค่เอามาใช้กับร่างของเขาก็น่ากลัว มากพออยู่ดี
“เนี่ยเทียน!” ในที่สุดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งของผังชื่อเฉิงก็ดัง กระหึ่มขึ้นมาในฟ้าดินเปลวเพลิงแถบนี้ จุดลึกของท้องฟ้าค่อยๆ มีใบหน้าขนาดมหึมา ประหนึ่งใบหน้าของทวยเทพปรากฎขึ้นแจ่มชัดมาก ขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้านั้นก็คือใบหน้าที่เกิดจากการหลอมรวมจิต วิญญาณและเปลวเพลิงของผังชื่อเฉิง เขาเหยียดตา ต่ำลงมองเนี่ยเทียนจากท้องฟ้า สายตานั้นเต็มไปด้วย แววดูแคลน “เจ้าเป็นบุตรแห่งดวงดาวแล้วจะ อย่างไร? ขอแค่มาอยู่ในค่ายกลจตุรเผาสวรรค์ ต่อให้ เจ้าแข็งแกร่งแค่ไหน พิเศษแค่ไหน ก็ยังต้องถูกข้าเผา ไหม้ทั้งเป็นอยู่ดีไม่ใช่รึ?” “แดนว่างเปล่า สายเลือดระดับแปด ไม่ว่าต้นกำเนิด ทางสายเลือดของเจ้าจะมาจากไหน เจ้าก็หนีไม่พ้น
หายนะครั้งนี้!” “อันที่จริงข้ารู้จักเจ้ามานานมากแล้ว เจ้าสามารถข่ม ขวัญให้สำนักบุกเบิกฟ้ากลับมาจากดินแดนพงฟ้า อย่างหวาดผวา ทำให้สำนักเมฆามรกตเสียเปรียบ นั่น หาใช่เพราะศักยภาพของเจ้าแข็งแกร่งมากพอจน สร้างภัยคุกคามต่อแดนเทพเจ้าได้ไม่!” “นั่นเป็นเพียงเพราะเจ้าไปได้คาถาอันมหัศจรรย์จาก ฟ้าดินที่เกราะมังกรเพลิงพาไป จึงช่วยให้เจ้าทำเรื่อง เหล่านี้ได้สำเร็จเท่านั้น” “และสถานที่ฝังกระดูกเผ่าวิญญาณโบราณที่เกราะ มังกรเพลิงเชื่อมโยงไป ความลับที่ซุกซ่อนอยู่ในนั้น กุญแจที่จะใช้ไขเปิดความลับ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เดิมที ล้วนต้องเป็นของข้า!” “เป็นเจ้าที่ช่วงชิงโชควาสนาทั้งหมดที่ควรเป็นของข้า ไป! เจ้ามันสมควรตาย!”
“ตูม!” เบื้องใต้ใบหน้าขนาดใหญ่ยักษ์ของผังชื่อเฉิง มือเปลว เพลิงใหญ่โตที่สามารถทะลุทะลวงฟ้าดินก่อตัวขึ้น ท่ามกลางความว่างเปล่า และพลันกดทับลงมา ประหนึ่งทวยเทพที่คิดจะกำราบสรรพชีวิต! “อู้! อู้ๆๆ!” เลือดลมเปลวเพลิงที่หงส์ไฟ วิหคเพลิง กิเลนและ มังกรเพลิงพ่นออกมาพากันผสานรวมเข้าไปในมือ ยักษ์นั้น เท่ากับมอบพลังที่เผด็จการมากกว่าเดิม ให้แก่มัน! “ปัง!” แดนว่างเปล่าเปลวเพลิง แดนว่างเปล่าดวงดาวของ เขาถูกมือยักษ์เปลวไฟกดทับจนแหลกสลายแทบจะ เสี้ยววินาที
อักขระเทพไฟแต่ละตัวประหนึ่งอัญมณีที่บินออกมา จากร่องนิ้วของมือยักษ์เปลวเพลิง ครั้นแล้วก็ร่วงเข้า ใส่เนี่ยเทียน หมายจะแทรกซึมเลือดเนื้อของเขา เผา ไหม้อวัยวะภายในทั้งหมดของเขาให้สิ้นซาก “เปรี๊ยะๆๆ!” แดนว่างเปล่าพืชหญ้าของเนี่ยเทียน เขตอาคมสีเขียว ขมุกขมัวบนพื้นดินมายาที่เกิดจากค่ายกลกำเนิดไม้ โบราณซึ่งประกอบจากกิ่งไม้เจ็ดสิบสองกิ่งมีประกาย ไฟสาดกระเซ็น เสียงประหลาดดังขึ้นไม่หยุด ในที่สุดแม้แต่ค่ายกลกำเนิดไม้โบราณสีเขียวขมุกขมัว นั้นก็ถูกมือเปลวเพลิงยักษ์ตบจนแหลกละเอียด อักขระเทพเปลวไฟกระจายเต็มท้องฟ้าแล้วสาดเทลง มาดั่งฝนพรม “อ๊าก!”
พออักขระเทพเปลวเพลิงสัมผัสโดนผิวหนัง เนี่ยเทียน ก็ถึงกับร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ผิวหนังของเขาไหม้เกรียมเป็นแถบๆ คล้ายกำลังถูก ไฟเผาไหม้ ร่างทั้งร่างของเขาเหมือนกลายมาเป็นคนไฟที่เพลิงสี แดงฉานลุกท่วมร่าง “เผาเถอะ เผาให้สิ้นซากไปเลย! เผาจากภายในสู่ ภายนอก เผาให้มันมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน!” เสียง หัวเราะอย่างบ้าคลั่งของผังชื่อเฉิงดังออกมาจากใน ความว่างเปล่าสีแดงฉานไม่ขาดสาย โลกภายนอก เจ้าลัทธิจิตมืดยังคงหลบหนีการไล่ล่าจากทวยเทพ แห่งความชั่วร้ายทั้งห้า เริ่นหยวนจียังคงร่ายเวทอยู่ อย่างลับๆ ทำให้พวกหวงจินหนันไม่สามารถสร้าง แดนว่างเปล่า แดนเอตทัคคะขึ้นมาได้
ทุกครั้งที่เผิงเยี่ยนคิดจะลงมือ มักจะถูกฝูฮว่านและ พวกผู้อาวุโสของสำนักไฟขัดขวางไว้ตลอด ส่วนหยวนจิ่วชวนกลับยืนนิ่งไม่ขยับ ใช้สายตา คลางแคลงใจจ้องมองไปยังพื้นที่เปลวเพลิงแห่งนั้น ท่ามกลางกองไฟลุกโชติช่วง แดนเอตทัคคะเปลว เพลิงของผังชื่อเฉิงจำแลงมาเป็นกระถางจุตรวิญญาณ อัคคีมายา ในกระถางยักษ์ใบนั้นมีเปลวเพลิงซัดตลบ อบอวล คอยแผ่พลังของเลือดลมและพลังงานความ ร้อนออกมาอย่างต่อเนื่อง และพลังเลือดลมนั้นก็มาจากสัตว์ต่างเผ่าหลายชนิด มาจากตัวเนี่ยเทียนและผังชื่อเฉิงเอง “เผาไปเถอะ เผาไหม้…” เสียงหัวเราะเหี้ยมเกรียมสาสมใจของผังชื่อเฉิงดัง ออกมาจากในกระถางจุตรวิญญาณอัคคีมายาไม่หยุด ราวกับต้องการให้คนภายนอกรู้ว่าเนี่ยเทียนถูกเขา
ควบคุมและกำลังถูกเขาเผาไหม้แล้ว “หรือสำนักห้าธาตุถูกกำหนดมาให้ต้องเผชิญเคราะห์ ภัยครั้งนี้?” สีหน้าลิ่นเหยาเหยาเลื่อนลอย นางจ้อง มองกระถางจุตรวิญญาณอัคคีมายาไม่ละสายตา “เนี่ยเทียนก็ต้องมาเจอหายนะเหมือนกับสำนักไฟ ต้องมาถูกคนอย่างผังชื่อเฉิงผู้นี้เผาไหม้จนตายน่ะ หรือ?” ในฐานะที่เป็นเทพธิดาของสำนักน้ำ ช่วงเวลาหลายปี มานี้ นางมักจะได้ยินชื่อเนี่ยเทียนจากปากของโหวชูห ลัน โหลวหงแยนและหวงจินหนันเป็นประจำ ตอนนั้นชื่อของเนี่ยเทียนยังไม่เลื่องระบือไปทั่ว มหาสมุทรดวงดาว ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักของคนมากมาย ทว่านางมักจะได้ยินจากปากของพวกหวงจินหนันถึง เรื่องราวมากมายที่ถูกเนี่ยเทียนพลิกเปลี่ยน สถานการณ์ การกระทำสยบคลื่นมรสุมของเขาล้วน
ทำให้ใจนางเกิดความเลื่อมใส จนเริ่มก่อเกิดขึ้นเป็น ความรัก… ภายหลังนางยังตั้งใจไปสืบหาข่าวคราวและข้อมูลของ เนี่ยเทียนผ่านช่องทางต่างๆ ด้วย แม้ว่าจะยังไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน แต่ในใจของนาง เนี่ยเทียนกลับเป็นบุคคลที่พิเศษอย่างถึงที่สุด ด้วย เหตุนี้เมื่อนางรู้ว่าเนี่ยเทียนมาที่สำนักไฟ ถึงได้รีบร้อน มาพบหน้าเขาที่นี่ “ต้องไม่เกิดเรื่องกับพี่เนี่ยเทียนแน่!” นางกำหมัดแน่น “ก่อนหน้านี้เขาล้วนพลิกกลับสถานการณ์มาเป็นฝ่าย ชนะได้ ครั้งนี้ก็ต้องเหมือนกัน!” “ฝันไปเถอะ!” เริ่นหยวนจีแห่งสำนักสาปแห่งความ ตายที่ได้ยินเสียงพึมพำของนางก็กล่าวขึ้นด้วยสีหน้า เยียบเย็น “เนี่ยเทียนที่เป็นเลือดผสม เดิมทีควรมีที่ ทางสำหรับเขาในยุคสมัยใหม่ แม้แต่เฟิงเป่ยหลัวแห่ง
สำนักศพฟ้าก็ยังให้การดูแลเขาหลายครั้ง ทั้งยังคอย หยิบยื่นน้ำใจหวังผูกมิตร แต่เขากลับไม่รู้จักที่ต่ำที่ สูง” “ในเมื่อไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงก็ได้แต่กำจัดทิ้งเท่านั้น! ค่าย กลจตุรเผาสวรรค์มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วฟ้าดิน ค่าย กลน่ากลัวที่แม้แต่ต้าจุนระดับสิบมันก็ยังเผาไหม้จน เหลือแต่เถ้าถ่าน ไม่เหลือแม้แต่เลือดสดสักหยด แล้ว เขาเนี่ยเทียนจะรอดไปได้อย่างไร?” จุดลึกในใจ เริ่นหยวนจีอยากจะให้เนี่ยเทียนตายๆ ไป ซะนานแล้ว บางครั้งที่ผู้แข็งแกร่งในกองกำลังที่เขาเป็นส่วนหนึ่ง อย่างเฟิงเป่ยหลัวพูดถึงเนี่ยเทียน มักจะจงใจอำพราง เรื่องราวไว้มากมาย เขาเดาเอาว่าบนร่างของเนี่ยเทียนต้องมีความลับ ยิ่งใหญ่ ซึ่งพวกเฟิงเป่ยหลัวไม่ต้องการพูดถึง
ทว่าตอนอยู่อาณาจักรฟ้ามืด คนมากมายในสำนัก สาปแห่งความตายและลัทธิจิตมืดต้องตายไปเพราะ เนี่ยเทียน ภายหลังการกระทำหลายอย่างของเนี่ยเทียนยังเป็น การขัดขวางทำลายเรื่องสำคัญของกองกำลังพวกเขา ทำให้พวกเขาต้องถูกตำหนิกันหลายครั้ง และการมาช่วยผังชื่อเฉิงในครั้งนี้ก็ไม่ได้อยู่ในแผนการ ของกองกำลัง แต่กลับได้มาเจอเจ้าเนี่ยเทียนผู้ไม่รู้จัก กลัวตาย ซ้ำคนลงมือยังเป็นผังชื่อเฉิงเอง… เขาจึงหวังจากใจจริงว่าผังชื่อเฉิงจะทำสำเร็จ! “ไอ้พวกโง่ทั้งหลาย” หยวนจิ่วชวนมารสายฟ้าที่อยู่ ห่างไปไกลสบถพึมอยู่กับตัวเอง “ในฐานะที่เนี่ยเทียน เป็นเลือดผสมที่มีความพิเศษที่สุด แม้แต่เฟิงเป่ยหลัว และผู้แข็งแกร่งหลายท่านยังพูดถึงหลายครั้งว่าเขาคือ ส่วนที่สำคัญที่สุดในอนาคต ตอนอยู่อาณาจักรผนึก
ฟ้า เฟิงเป่ยหลัวยังเคยช่วยเนี่ยเทียนสังหารมหาราชา ของเผ่าภูตผีปีศาจด้วยซ้ำ” “ตอนอยู่สนามรบสุ้ยเมี่ย แผนการของท่านผู้นั้นของ สำนักศพฟ้าถูกอาจารย์ของเนี่ยเทียนทำลาย แต่เฟิง เป่ยหลัวก็ไม่ได้ไปเอาเรื่อง” “หากคนอย่างเจ้าผังชื่อเฉิง เริ่นหยวนจีมี ความสามารถมากพอให้สังหารเนี่ยเทียนได้จริงๆ เฟิง เป่ยหลัวและพวกคนระดับสูงเหล่านั้น จะ…” มารสายฟ้าหยวนจิ่วชวนครุ่นคิด พอเขาเห็นว่าเนี่ยเทียนมาโผล่อยู่ในอาณาจักรฮว่อ หลิงก็รีบตัดขาดความสัมพันธ์กับพวกผังชื่อเฉิงทันที เพราะเขาไม่อยากมีปัญหากับเนี่ยเทียน ด้านหนึ่งเป็น เพราะความหวาดกลัว ส่วนอีกด้านหนึ่งนั้นเป็นเพราะ เห็นได้ชัดว่าพวกบุคคลชั้นสูงในกองกำลังที่เขาอยู่ อย่างเฟิงเป่ยหลัวให้ความสำคัญกับเนี่ยเทียนอย่าง
มาก! “ตูม!” พลังเลือดลมมหาศาลดุจมหาสมุทรผืนหนึ่งพลัน ระเบิดออกมาจากในกระถางจุตรวิญญาณอัคคีมายา ใบนั้น แล้วทันใดนั้นก็เห็นว่าเนี่ยเทียนที่ร่างขยายใหญ่หลาย สิบเท่าได้ฉีกกระชากกระถางจุตรวิญญาณอัคคี ซึ่งก็ คือแดนเอตทัคคะเปลวเพลิงของผังชื่อเฉิงแล้วแหวก ทะยานออกมา “นี่ นี่คงไม่ใช่กายธรรมแห่งเทพหรอกนะ?” มาร สายฟ้าร้องเสียงหลง ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 45 บทที่ 1336 แข็งแกร่งถึงเพียงนี้
สีหน้ามารสายฟ้าเหยเกอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้น ความสนใจของคนอื่นๆ ต่างก็ ย้ายมาอยู่ที่กระถางจุตรวิญญาณอัคคี ย้ายมาอยู่ที่ศึก ระหว่างผังเชื่อเฉิงและเนี่ยเทียนกันหมด ทันใดนั้น เนี่ยเทียนที่ขยายร่างใหญ่ก็ดิ้นรนจนหลุด ออกมาจากในกระถางสี่ขาที่จำแลงมาจากแดน เอตทัคคะเปลวเพลิงของผังชื่อเฉิง และการที่เขา ปรากฏตัวด้วยร่างใหญ่ยักษ์มากอำนาจบารมีเช่นนี้ ย่อมสร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้คนอยู่แล้ว พวกเขาเองก็เป็นเหมือนมารสายฟ้า เพราะความคิด แรกที่ลอยขึ้นมาในสมอง ก็คือ…หรือเนี่ยเทียนเลื่อนสู่ แดนเทพเจ้าแล้ว?
“ไม่ถูก! เป็นเพราะสายเลือดของชนต่างเผ่าต่างหากที่ ทำให้เรือนกายเขาขยายใหญ่ได้!” โหวชูหลันได้สติ เป็นคนแรก “ปราณขุมนี้มีพลังของพืชหญ้าที่เข้มข้น ไหลวน คล้ายคลึงกับเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ในตำนาน ของเผ่าไม้ แต่ก็มีจุดที่แตกต่าง!” “ช่างเป็นปราณสายเลือดที่พิเศษยิ่งนัก!” มารสายฟ้า อุทานเบาๆ “ตูม!” ทุกคนเห็นเพียงว่าตอนที่เนี่ยเทียนซึ่งร่างขยายใหญ่ ทะยานออกมาจากทะเลเพลิง กระถางจุตรวิญญาณ อัคคีมายาก็ได้แตกกระจายกลายเป็นฝนไฟที่สาด กระเซ็นไปทั่วแผ่นฟ้า กระถางจุตรวิญญาณอัคคีที่เห็นอยู่นี้ไม่ใช่ของจริง เป็นเพียงภาพมายาที่จำแลงมาจากแดนเอตทัคคะ ของผังชื่อเฉิงเท่านั้น
“อู้ๆๆ!” ผังชื่อเฉิงหอบหายใจหนักหน่วง โบกมือเป็นพัลวัน เพื่อรวบรวมฝนไฟให้ผสานเข้าไปในแดนเอตทัคคะที่ เป็นดั่งบ่อลาวาของเขาอีกครั้ง แต่เขารู้ดีว่าตอนนี้ค่ายกลจตุรเผาสวรรค์ได้สูญสิ้น ไม่ อาจนำมาใช้ได้อีกแล้ว “สวบ!” เนี่ยเทียนร่างยักษ์เผาผลาญแก่นเลือดในกาย มือกุม กระชับท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราไว้มั่น ที่เขาทำให้ร่างขยายใหญ่ได้ก็เพราะกระตุ้นใช้พลัง ชีวิตแข็งแกร่ง แก่นเลือดเดือดพล่านและการผสาน รวมชีวิตเข้ากับพลังของสัตว์ยักษ์มวลดารา เมื่ออยู่ภายใต้สภาวะเช่นนี้ เขาเคยต้านทานเสวียนห มิงต้าจุนแห่งเผ่าอสูรกายไว้ได้!
สิ่งที่เขาใช้ทำลายค่ายกลจตุรเผาสวรรค์ก็คือ พรสวรรค์ทางสายเลือดของท่อนกระดูกจากสัตว์ยักษ์ มวลดาราอย่าง ดินแดนปริแตก! ดินแดนเปลวเพลิงที่ก่อตัวขึ้นจากค่ายกลจตุรเผา สวรรค์ มีปราณของกิเลน หงส์ไฟ วิหคเพลิงและมังกร เพลิงปะปนไปกับเส้นผลึกเปลวเพลิง และอักขระเทพ ไฟที่ผังปายทิ้งไว้ ซึ่งดินแดนปริแตกก็คือดาวผู้พิชิตค่ายกลชนิดนี้พอดี “น่าเสียดาย น่าเสียดายที่เจ้ายังไม่เลื่อนสู่แดนเทพ เจ้า ไม่อาจได้ครอบครองกระถางจุตรวิญญาณอัคคี อย่างแท้จริง” เนี่ยเทียนที่ร่างขยายใหญ่ประหนึ่งเทพ สวรรค์ที่ยืนค้ำอยู่เหนือหัวผังชื่อเฉิง ทันใดนั้นสถานการณ์ก็ผันเปลี่ยน! ฟ้าดินที่ก่อนหน้านี้เป็นภาพมายามีผังชื่อเฉิงเป็นดั่ง ทวยเทพที่จ้องมองทุกอย่างจากฟ้าสูง สี่สัตว์ร่วมมือ
กับเขากำราบเนี่ยเทียน ทว่าเมื่อค่ายกลถูกทำลายก็กลับกลายมาเป็นเนี่ย เทียนที่เผยตัวอยู่ในฟ้าดินที่แท้จริง ใช้เรือนกาย ใหญ่โตเหยียดต่ำมองเขาอย่างดูแคลน เหมือนเห็นเขาเป็นมดเล็กๆ ตัวหนึ่ง “ฟัน!” เนี่ยเทียนใช้สายเลือดแห่งชีวิตเผาผลาญแก่นเลือด หยดแล้วหยดเล่าให้เข้าควบคุมท่อนกระดูก ท่อนกระดูกเป็นดั่งทวนเทพ เป็นดั่งกระบี่วิเศษสีแดง ฉานที่ทะยานขึ้นสู่ฟ้าสูงของอาณาจักรฮว่อหลิงแล้ว ตวัดฟาดฟันผังชื่อเฉิง “ควั่บ!” ประหนึ่งสายฟ้าที่แลบปลาบผ่านความว่างเปล่า เมื่อท่อนกระดูกตวัดฟันลงมา เส้นผลึกเพลิงพิภพและ
ธารลาวาที่ยังหลงเหลืออยู่ในค่ายกลก็เป็นเหมือนผ้า บางๆ ที่ถูกฉีกกระชากให้ขาดออกจากกัน แม้แต่ความว่างเปล่าก็ยังมีรอยปริแตกเล็กละเอียด เปล่งวาบอย่างชัดเจน “พลังงานเช่นนี้!” มารสายฟ้าหยวนจิ่วชวนหน้าเปลี่ยนสีอย่างแรง แล้ว ก็รีบถอยกรูดออกห่าง พยายามรักษาระยะห่างจาก เนี่ยเทียนให้มากที่สุด กลัวว่าจะโดนลูกหลงไปด้วย เขาสัมผัสได้ว่าพลังงานที่ซ่อนเร้นอยู่ในการโจมตีครั้ง นี้ของเนี่ยเทียนสามารถทำลายแดนเทพเจ้า ฉีกร่างต้า จุนให้เป็นแผลได้! “เขาแข็งแกร่งมากขึ้นอีกแล้ว!” ในสายตาของหยวนจิ่วชวนเต็มไปด้วยความ หวาดกลัวที่เด่นชัดมากขึ้นกว่าเดิม ในใจเขาครุ่นคิด ว่าควรจะหาโอกาสออกไปจากอาณาจักรฮว่อหลิง ชิง
ล้มเลิกความคิดที่จะก่อความวุ่นวายในอาณาจักรแห่ง นี้ก่อนผังชื่อเฉิงและเจ้าลัทธิจิตมืดดีหรือเปล่า? “เป็นพลังแหวกอากาศที่แข็งแกร่งยิ่งนัก!” หวง จินหนันอุทานตกใจ “ไอ้หมอนี่แข็งแกร่งได้ถึงระดับนี้ เชียวหรือ?” โหวชูหลัน โหลงหงแยนและลิ่นเหยาเหยาก็ตื่นตะลึง ไปเหมือนกัน พวกเขาต่างก็สัมผัสได้ว่าพลังงานที่ซ่อน อยู่ในการโจมตีครั้งนี้ของเนี่ยเทียนมากพอจะทำร้าย แดนเทพเจ้าได้! “ฟู่วๆ!” ขณะที่ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราแหวก อากาศตรงเข้ามา แดนเอตทัคคะเปลวเพลิงที่เพิ่งก่อ ตัวขึ้นใหม่ของผังชื่อเฉิงก็พลันแยกออกจากกันเป็น สองส่วน “อ๊ากๆๆ!”
ผังชื่อเฉิงแผดเสียงร้อง เมื่อแดนเอตทัคคะเปลวเพลิง ปริแตกออกจากกัน เรือนกายของเขาก็ดิ่งวูบลงสู่พื้น ดิ่งลงสู่ใจกลางภูเขาไฟ ร่วงจมลงไปในบ่อลาวา เขาจึง ใช้พลังงานความร้อนในบ่อลาวาและในค่ายกลเปลว เพลิงที่บิดาทิ้งไว้มาซ่อมแซมแดนเอตทัคคะ รักษา อาการบาดเจ็บของตัวเองทันที ตอนที่แดนเอตทัคคะเปลวเพลิงแยกออกจากกัน ทุก คนต่างก็สังเกตเห็นว่าหัวตาของผังชื่อเฉิงมีรอยแผล เล็กๆ ปริแตก พวกเขาต่างก็เข้าใจดีว่าการโจมตีที่สะท้านฟ้า สะเทือนดินครั้งนี้ของเนี่ยเทียนได้สร้างบาดแผลให้แก่ เลือดเนื้อ และแดนเอตทัคคะที่ผังชื่อเฉิงสร้างขึ้น มาแล้ว! “พวกเจ้า!” เนี่ยเทียนกระโดดผลุงขึ้นเบาๆ ดวงตาเปล่งแสงวูบ
วาบเพราะกำลังติดต่อไปหาไข่มุกวิญญาณมืด พอได้รับคำสั่งผ่านกระแสจิตจากเขา ทวยเทพแห่ง ความชั่วร้ายทั้งห้าที่ไล่กวดเจ้าลัทธิจิตมืดก็มีสองร่างที่ แยกออกมา แล้วบินเข้าไปหาเริ่นหยวนจีจากสำนัก สาปแห่งความตาย ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายสองตนนี้ ตนหนึ่งเป็น เหมือนปลาประหลาดที่อยู่ในทะเลลึก บนร่างเต็มไป ด้วยเกล็ดหนา ลักษณะท่าทางเกรี้ยวกราดฉุนเฉียว อย่างถึงที่สุด ส่วนอีกตนหนึ่งร่างผอมแห้งแข็งเกร็ง ข้อต่อกระดูก คมกริบราวใบมีด แผ่กลิ่นอายของความน่ากลัวไร้ ที่สุดสิ้น ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายต่างก็มีเรือนกายสูงใหญ่ ผิดปกติ ซ้ำยังดุร้ายน่าพรั่นพรึง พอขยับเข้าไปใกล้ เริ่นหยวนจี พลังเชิงลบที่พลุ่งพล่านและหวาดกลัวก็
เกือบจะกลบทับเริ่นหยวนจีไว้จนมิด ดวงตาของเริ่นหยวนจีฉายความพรั่นพรึง จุดลึกใน ดวงตามีอักขระคำสาปเด้งกะพริบวูบวาบไม่หยุด แล้วอักขระคำสาปของเขาก็พุ่งเข้าไปในร่างของทวย เทพแห่งความชั่วร้าย ราวกับต้องการจะขัดขวางพวก มันเอาไว้ ที่น่าเสียดายก็คือ เวทลับคำสาปแห่งความตายของ เขากลับไม่ได้สร้างความระคายเคืองให้แก่ตัว ประหลาดอย่างทวยเทพแห่งความชั่วร้ายนี้ได้เลย คำสาปของเขาใช้ไม่ได้ผลกับทวยเทพแห่งความชั่ว ร้ายแม้แต่นิดเดียว! ข้อกระดูกแหลมคมที่ทวยเทพแห่งความชั่วร้าย อารมณ์น่ากลัวโบกออกมา มาพร้อมกับแสงสีเขียว ชวนขนลุกที่พุ่งวูบเข้าใส่ เริ่นหยวนจีร้องโหยหวน ร่าง ถอยกรูดไปข้างหลังไม่เป็นท่า
“เวทลับ เวทลับคำสาปของข้า!” เวทลับคำสาปที่เขาร่ายไว้เพื่อกักกันไม่ให้เทพบุตร และเทพธิดาทั้งห้าท่านสร้างแดนว่างเปล่าและแดน เอตทัคคะได้สำเร็จพลันเสียประสิทธิผลทันที เลือดสดสาดกราวลงมาจากเรือนกายที่ถอยลิ่วของ เขา “ผังชื่อเฉิง!” เริ่นหยวนจีคำรามเดือดดาล “ผังชื่อเฉิง!” เจ้าลัทธิจิตมืดด่ากราด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าลัทธิจิตมืดที่ถูกไล่ล่าหรือเริ่นหยวนจีที่ ได้รับบาดเจ็บ ต่างก็เป็นเพราะฝีมือของทวยเทพแห่ง ความชั่วร้ายทั้งห้าที่บินออกมาจากไข่มุกวิญญาณมืด ของเนี่ยเทียนทั้งสิ้น และเดิมทีเนี่ยเทียนก็ควรจะเป็นคู่ต่อสู้ของผังชื่อเฉิง! “หยวนจิ่วชวน!”
พอจมหายเข้าไปในบ่อลาวา ผังชื่อเฉิงก็รีบใช้พลังงาน ของบ่อมาฟื้นฟูพลังของตัวเอง เขาฝากความหวังในการสังหารทวยเทพแห่งความชั่ว ร้ายไว้ที่มารสายฟ้า หวังให้มารสายฟ้าลงมือกำราบ ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายประหลาดทั้งห้าตนนั้น หรือไม่ก็ขัดขวางไม่ให้พวกมันไปโจมตีเจ้าลัทธิจิตมืด กับเริ่นหยวนจีได้ “ขอโทษด้วย ข้ายังมีธุระ ขอตัวไปก่อนล่ะ” มาร สายฟ้ายักไหล่ พูดด้วยสีหน้าเฉยเมยราวกับว่าไม่ใช่ผู้ ร่วมขบวนการ ครั้นแล้วก็กลายร่างเป็นสายฟ้าเส้น หนึ่งที่ทะยานจากไปไกล “หา?” เหล่าแดนเอตทัคคะสำนักนอกรีตที่ถูกผังชื่อเฉิงเชิญ ตัวมาต่างก็อึ้งงันกันไปหมด เผิงเยี่ยนเองก็อึ้งค้างไปเช่นกัน
“มารสายฟ้าหนีไปราวกับไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งอย่าง นี้น่ะหรือ” ลิ่นเหยาเหยามึนงง “พลังงานที่พันธนาการข้าไว้ หายไปแล้ว!” หวง จินหนันลองขยับกายก็พบว่าเขาสามารถใช้พลังงาน มาสร้างดินแดนได้อีกครั้ง “เจ้าออกไปก่อนเลย!” โหวชูหลันเหลือบมองผูหยาง ป่าย ผูหยางป่ายพยักหน้ารับเบาๆ ครั้นแล้วก็เรียกแดน เอตทัคคะแผ่นดินของเขาออกมา ก่อนจะทะยาน ออกไปจากอาณาจักรฮว่อหลิง บัดนี้เจ้าลัทธิจิตมืดยังคงถูกทวยเทพแห่งความชั่วร้าย ไล่ล่า เริ่นหยวนจีบาดเจ็บสาหัสจึงไม่มีเวลามารั้งตัว เขา ผูหยางป่ายข้ามผ่านค่ายกลของอาณาจักรฮว่อหลิง บินเข้าไปในนภากาศกว้างใหญ่นอกดินแดนได้อย่าง
ราบรื่น พอเขาจากไป พวกคนต่างดินแดนที่มาเยือน อาณาจักรฮว่อหลิงก็พากันหน้าเปลี่ยนสี โดยเฉพาะฝูฮว่าน “นายน้อย!” ฝูฮว่านตะโกนเสียงดัง ทันใดนั้นเส้นสายตาของแขกจากนอกดินแดนที่มา เยือนอาณาจักรฮว่อหลิงก็พากันเพ่งมองไปยังผังชื่อ เฉิง คล้ายรอการตัดสินใจจากเขา การจากไปของผูหยางป่ายหมายความว่าอีกไม่นาน ผู้ อาวุโสแดนเอตทัคคะของสำนักไม้ สำนักทอง สำนัก ดินและสำนักไฟจะต้องทยอยกันมาที่นี่ ต่อให้พวกเขาจะทำลายค่ายกลนำส่งส่วนใหญ่ไปแล้ว แต่พวกผู้อาวุโสของสำนักห้าธาตุก็ยังต้องมีคน บางส่วนที่สามารถข้ามผ่านค่ายกลใหญ่ของ อาณาจักรฮว่อหลิงมาได้เฉกเช่นพวกเทพบุตร
เทพธิดา เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเขาก็จะต้องเผชิญกับคู่ต่อสู้ที่มาก กว่าเดิมทันที ต่อให้เป็นตอนนี้ ปัญหาตัวเป้งอย่างเนี่ยเทียนก็ยังไม่ สามารถคลี่คลายลงได้ “พวกเจ้าไปเถอะ ข้าจะฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าอยู่ใน อาณาจักรฮว่อหลิงแห่งนี้!” ผังชื่อเฉิงครุ่นคิดเล็กน้อย ยังคงผสานแดนเอตทัคคะของตัวเองเข้ากับบ่อลาวา “เมื่ออยู่ที่นี่ ใครก็อย่าหวังว่าจะทำร้ายข้าได้! รอข้าฝ่า สู่แดนเทพเจ้า แล้วได้ลงไปยังตำหนักใต้ดิน ได้ ครอบครองกระถางจุตรวิญญาณอัคคีอย่างแท้จริง เมื่อไหร่ ข้าก็ยังสามารถควบคุมสำนักไฟได้อย่าง ราบรื่นอยู่ดี!” เห็นได้ชัดว่าเขามีความมั่นใจอย่างล้นเหลือ “สิ่งของที่บิดาตั้งใจเตรียมไว้ให้ข้า ข้าต้องได้มาครอง
ทั้งหมด!” เขาถลึงตาใส่เนี่ยเทียนที่ร่างใหญ่ยักษ์ “รวมถึงเสื้อเกราะมังกรเพลิงที่ถูกเจ้าเก็บไปด้วย! ไม่ ช้าก็เร็วมันต้องเป็นของข้า!” กล่าวจบ เรือนกายของผังชื่อเฉิงก็ผสานรวมเข้ากับ บ่อลาวาอย่างสมบูรณ์แบบ “ตูม!” ค่ายกลเปลวเพลิงจำนวนมากที่อยู่บนผนังถ้ำพลัน เคลื่อนโคจรอย่างบ้าคลั่ง พลังเปลวเพลิงทั่วทั้งอาณาจักรฮว่อหลิงพุ่งจากสี่ด้าน แปดทิศเข้ามารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 45 บทที่ 1337 หดหัวอยู่ในกระดอง
“เอาอย่างนั้นก็ได้! พวกเราจะจากไปก่อน!” เจ้าลัทธิจิตมืดตัดสินใจเฉียบขาดได้อย่างรวดเร็ว “อู้!” กายธรรมแห่งเทพของเขาแปรเปลี่ยนมาเป็นเงา วิญญาณนับพันนับหมื่นอย่างแปลกประหลาดเกินจะ คาดเดา เงาวิญญาณเป็นกลุ่มๆ ล่องลอยจากไปตามทิศทาง ต่างๆ ของอาณาจักรฮว่อหลิงราวกับก้อนเมฆที่ ล่องลอย ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งสามตนที่ไล่ล่าเขามา ตลอดจับทิศทางที่ถูกต้องไม่ได้ ไม่รู้ว่าจิตวิญญาณที่ แท้จริงของเขาซ่อนอยู่ตรงไหนกันแน่
พอเขาขยับตัว พวกแดนเอตทัคคะจากดินแดนอื่นที่ ผังชื่อเฉิงเชิญตัวมาก็หันไปถลึงตาใส่ฝูฮว่าน ก่อน ตวาดว่า “เปิดค่ายกลนำส่งแห่งมิติพวกนั้นซะ พวก เราจะได้หนีไปโดยเร็ว!” พวกเขาเข้าใจดีว่า อีกไม่นานเท่าไหร่ ผู้แข็งแกร่งแดน เอตทัคคะของสำนักทอง สำนักไม้ สำนักดินและ สำนักน้ำจะต้องพากันมาเยือนที่นี่ ตอนนี้ตัวปัญหาอย่างเนี่ยเทียนยังไม่อาจจัดการได้ มารสายฟ้าหยวนจิ่วชวนก็จากไปแล้ว เจ้าลัทธิจิตมืด เห็นท่าไม่ได้ก็ถอยหนีไปอย่างเด็ดขาด แล้วพวกเขายังจะเหลือทางเลือกอะไรอยู่อีก? “นายน้อย!” ฝูฮว่านมองไปยังผังชื่อเฉิง “ฝูฮว่าน พวกเจ้าหนีไปได้เลย” ผังชื่อเฉิงเต็มไปด้วย ความมั่นใจ “รอจนข้าฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้า ได้ ครอบครองอาณาจักรฮว่อหลิงเมื่อไหร่ พวกเจ้าค่อย
กลับมาก็ยังไม่สาย!” “เอางั้นก็ได้!” ฝูฮว่านกัดฟันตอบรับ “ข้าก็ ข้าก็ไปล่ะนะ” ร่างของเริ่นหยวนจีจากสำนัก สาปแห่งความตายโชกไปด้วยเลือด เขากลอกตาหนึ่ง ครั้ง บาดแผลตรงหน้าอกก็ปริแตก เลือดสดสีหมึก สาดกระเซ็นทั่วแผ่นฟ้า ตราประทับตราหนึ่งถูกสร้าง ขึ้นมา ตราประทับนั้นมีแสงสีเลือดแดงฉานเปล่งวูบวาบ ซึ่งมี ความมหัศจรรย์แห่งความล่องลอยและการเพิ่ม ความเร็วซ่อนอยู่ด้านใน “เจ้าก็คิดจะหนีออกไปจากอาณาจักรฮว่อหลิงงั้นรึ?” เนี่ยเทียนแสยะปากยิ้ม เรือนกายใหญ่มหึมาพลันขยับ ตัว “ตูม!” ประหนึ่งยอดเขาหมื่นจั้งที่จู่ๆ ก็ย้ายมาอยู่เหนือศีรษะ
ของเริ่นหยวนจี เนี่ยเทียนใช้พลังสายเลือดแห่งชีวิต พลังชีวิตที่แผ่ ออกมาอย่างยิ่งใหญ่ไพศาลจึงทำให้เจ้าสำนักสาปแห่ง ความตายคนปัจจุบันประหวั่นพรั่นพรึง ตอนที่อยู่ในอาณาจักรฟ้ามืด เขาเคยปิดผนึก อาณาจักรนั้นเพื่อกักตัวพวกเนี่ยเทียนเอาไว้ และตอนนั้นเขาเองก็เคยแอบสังเกตการณ์ และเคย เห็นเนี่ยเทียนมาก่อน… ตอนอยู่อาณาจักรฟ้ามืด หากไม่มีคนนอกมาให้ความ ช่วยเหลือ เขาคิดจะฆ่าเนี่ยเทียนก็เป็นเรื่องง่ายดาย ไม่เปลืองแรงแม้สักกระผีก ใครจะไปคาดคิดว่า ร้อยปียังไม่ทันผ่านไป เนี่ยเทียนที่ ในเวลานั้นอ่อนแอจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดจน สามารถมาเป็นภัยคุกคามให้แก่เขา ทำให้เจ้าลัทธิจิต มืดและหยวนจิ่วชวนมารสายฟ้าต้องหลบเลี่ยงไม่กล้า
เข้าใกล้ได้แบบนี้? “ตาย!” ท่ามกลางแก่นเลือดที่เผาไหม้ เนี่ยเทียนเหวี่ยงท่อน กระดูกที่เป็นดั่งทวนเทพออกมาอีกครั้ง “สวบ!” สายฟ้าสีแดงฉานเส้นหนึ่งแลบปลาบผ่านไป เริ่นหยวนจีเรียกแดนเอตทัคคะที่เต็มไปด้วยยันต์คำ สาป พลางระเบิดเวทลับคำสาปนับพันนับหมื่นที่เป็น เหมือนตัวแมลงออกมาอย่างฉุกละหุก ทว่าจู่ๆ แดนเอตทัคคะของเขากลับระเบิดแตก เป็น เหตุให้เริ่นหยวนจีที่บาดเจ็บอยู่แล้วร้องโหยหวน หนี กระเจิงไปยังทิศไกลอย่างไม่คิดชีวิต แต่กลับถูกทวย เทพแห่งความชั่วร้ายสองตนที่เป็นตัวแทนของความ หวาดกลัวและความพลุ่งพล่านไล่กวดตามมาอีก
“อ๊ากๆ!” กระแสจิตวิญญาณของเริ่นหยวนจีแปลงกายมาเป็น เวทลับคำสาปอันลึกลับ หมายจะแบ่งร่างหนีไปเช่น เจ้าลัทธิจิตมืด น่าเสียดายที่หากนับกันในด้านความรู้ความสามารถ ทางจิตวิญญาณแล้ว เขาอยู่ไกลเกินกว่าจะเทียบชั้น กับเจ้าลัทธิจิตมืดได้ เวทลับคำสาปของเขายังไม่ทันก่อตัวได้สำเร็จ กระแส จิตวิญญาณแต่ละกลุ่มที่เขาแบกแย่งออกมาถูกทวย เทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าออกแรงดูดสวบทีเดียวก็ ปั่นป่วนกระเจิดกระเจิงไปหมด ทันใดนั้นเนี่ยเทียนก็เห็นว่าเรือนกายของเริ่นหยวนจี ถูกทวยเทพแห่งความชั่วร้ายที่มีร่างเหมือนใบมีดคม กริบกรีดฟันจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ท่ามกลางเลือดและเนื้อที่ปลิวว่อน จิตวิญญาณที่
แท้จริงของเริ่นหยวนจีเผ่นหนีออกมา แต่ยังไม่ทัน ออกจากร่างได้ถึงสิบเมตรก็ถูกทวยเทพแห่งความชั่ว ร้ายอีกตนหนึ่งอ้าปากเขมือบกลืนเข้าไป เจ้าสำนักสาปแห่งความตายคนปัจจุบันที่เป็นถึงแดน เอตทัคคะช่วงท้ายกลับถูกสังหารได้อย่างง่ายดาย เพียงนี้ “เริ่นหยวนจีตายแล้ว!” “ขนาดเขาก็ยังต้องมาตายอยู่ในอาณาจักรฮว่อหลิง!” คนอื่นๆ ที่พอเห็นว่าเขาถูกทวยเทพแห่งความชั่วร้าย สังหารก็บังเกิดความสิ้นหวัง แต่และคนเผ่นหนีกันสุด ชีวิตโดยไม่จำเป็นต้องให้ใครพูดเตือนอะไรกันอีก พวกโหวชูหลัน หวงจินหนันมารวมตัวอยู่ด้วยกัน เพียงมองคนเหล่านั้นหนีกระเซอะกระเซิงไปโดยที่ไม่ มีใครฉวยโอกาสไล่ตามไปโจมตีต่อ เผิงเยี่ยนเองก็ยืนอยู่นิ่งๆ
เส้นสายตาของพวกเขาล้วนจ้องนิ่งไปที่ปากปล่อง ภูเขาไฟ จับตามองทุกการกระทำของผังชื่อเฉิงอย่าง ใกล้ชิด เพราะพวกเขาสัมผัสได้ว่าชั่วขณะที่ผังชื่อเฉิงจมหาย เข้าไปในบ่อลาวาก็ได้ชักนำให้ฟ้าดินของ อาณาจักรฮว่อหลิงเกิดการเปลี่ยนแปลง พลัง วิญญาณเปลวเพลิงที่กระจายกันอยู่ทั่วทุกมุมใน อาณาจักรแห่งนี้ไหลกรากเข้ามารวมตัวกันอย่างบ้า คลั่ง “เขา จะลงมือฝ่าสู่แดนเทพเจ้าแล้ว” โหวชูหลันกล่าว ขึ้นด้วยสีหน้าซับซ้อน “แดนเทพเจ้า!” หวงจินหนันหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย ถอนหายใจเบาๆ “คนผู้นี้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศอย่าง แท้จริง อายุของเขามากกว่าศิษย์พี่ผูหยางแค่ไม่กี่ปี ทั้งยังไม่ได้ใช้ทรัพยากรในสำนัก ต้องคอยซ่อนตัว
หลบหนีการไล่ล่าอยู่ข้างนอกตัวคนเดียวมานานหลาย ปี แต่กลับยังทำการจู่โจมสู่แดนเทพเจ้าได้ในเวลา เช่นนี้” “หากเขาไม่ตาย เขาก็ต้องเป็นตัวหายนะที่สร้างความ วุ่นวายแน่นอน” ลิ่นเหยาเหยาพูดเสริม “ตอนนี้เขาก็เป็นตัวหายนะอยู่แล้ว” โหวชูหลันขยับ เข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเนี่ย เทียนที่ร่างขยายใหญ่โต “ทว่าคนคนนี้กลับน่ากลัว เสียยิ่งกว่าผังชื่อเฉิงซะอีก” “ผังชื่อเฉิง! ตายซะเถอะ!” เนี่ยเทียนใช้กระดูกท่อนนั้นอีกครั้ง เขาร่ายพรสวรรค์ ทางสายเลือดของมัน หมายจะนำตาข่ายที่ถักทอจาก แสงเลือดแดงฉานจำนวนมากมาระเบิดปากปล่อง ภูเขาไฟที่อยู่เบื้องล่าง “อู้! อู้ๆๆ!”
ผนังถ้ำของภูเขาไฟมีอักขระเทพไฟจำนวนมาก กว่าเดิมผุดออกมาจากค่ายกลที่ลี้ลับ ทั้งยังรวบรวม พลังงานความร้อนมาสร้างขึ้นเป็นเขตอาคมชั้นแล้ว ชั้นเล่า ท่ามกลางเขตอาคมมีสัจธรรมแห่งเปลวเพลิงที่ผังปาย เป็นผู้บรรลุแผ่พลังอำนาจที่เดือดพล่านน่าครั่นคร้าม อย่างหาที่เปรียบไม่ได้! “ปัง!” การโจมตีของเนี่ยเทียนที่มาพร้อมกับแสงสีเลือดแดง ฉานตกกระทบลงบนชั้นอาคมเหล่านั้น แต่กลับไม่ สามารถลอดทะลวงเข้าไปข้างในได้ ขณะเดียวกันเขายังสัมผัสได้ด้วยว่าจุดลึกใต้ดินของ บ่อลาวามีปราณเป็นเส้นๆ ของกระถางจุตรวิญญาณ อัคคีผุดออกมา ดูเหมือนว่าอาวุธเทพไม่ดับสลายขั้น ห้าชิ้นนั้นจะถูกกระตุ้นใช้แล้ว
“ให้ข้าลองมั่งสิ!” โหลวหงแยนบินเข้ามาใกล้ ก่อนที่แถบผ้าสีชาดหลาย เส้นจะบินออกจากชายแขนเสื้อของนางแล้วพุ่งเข้าหา เขตอาคมเหล่านั้น พลังมหาศาลขุมหนึ่งระเบิดปะทุออกมาจากเขตอาคม หลายชั้น อาวุธระดับเชื่อมโยงวิญญาณที่เส้าเทียนห ยางหลอมให้โหลวหงแยนถูกแรงกระเทือนจนดีดผลึง ขึ้นสู่ท้องฟ้า โหลวหงแยนร้องอึกอัก พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว โหวชูหลันและหวงจินหนันฉลาดกว่าหน่อย พวกเขา แค่มองเขตอาคมเหล่านั้น ไม่ได้คิดจะลงมือเอง แต่หัน ไปมองเผิงเยี่ยนด้วยสอบถาม “ไม่มีประโยชน์หรอก เว้นเสียแต่ว่าเจ้าสำนักเส้าจะ มาเอง หาไม่แล้ว…” เผิงเยี่ยนส่ายหน้า “ภูเขาไฟลูกนี้ ถูกอดีตเจ้าสำนักสร้างขึ้นมาให้เป็นดั่งปราการ
เหล็กกล้า สลักค่ายกลและอักขระเทพเปลวเพลิง เอาไว้มากมาย เขาสร้างทุกอย่างนี้ขึ้นมาก็เพื่อเตรียม ให้บุตรชายของเขาเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้อย่าง ราบรื่น” “ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงแล้ว ค่ายกลหลากหลายชนิดที่ ประทับอยู่ด้านในก็ย่อมต้องระดมกำลังมาช่วยผังชื่อ เฉิง” “แม้แต่กระถางจุตรวิญญาณอัคคีก็ยังทำตาม จุดประสงค์ของเขา มันลงมือช่วยผังชื่อเฉิงจาก ตำหนักใต้ดิน เพื่อไม่ให้คนนอกมาทำลายแผนการ การเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าของเขาได้” “ตอนนี้ ต่อให้ผู้แข็งแกร่งของอีกสี่สำนักมาที่นี่ ก็ยัง ยากที่จะสร้างผลกระทบต่อผังชื่อเฉิงได้” “เว้นเสียแต่ว่าตัวผังชื่อเฉิงเองจะมีความรู้ด้านเปลว เพลิงที่ไม่มากพอ พรสวรรค์ไม่สูงพอ ไม่มี
ความสามารถที่จะใช้ความรู้และประสบการณ์ของตน มาเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า เป็นเหตุให้การฝ่าสู่แดนเทพ เจ้าล้มเหลว หาไม่แล้วคนของสำนักห้าธาตุที่มีอยู่ ตอนนี้ เกรงว่าก็คงไม่มีใครจะขัดจังหวะทำลายเรื่อง ดีๆ ของเขาได้จริงๆ นั่นแหละ” หวงจินหนันแค่นเสียงกล่าว “อดีตเจ้าสำนักไฟท่าน นั้นช่างรักและเมตตาบุตรชายที่เขาเพิ่งมีตอนวัยชรา คนนี้จริงๆ น่าเสียดายที่เขาสิ้นอายุขัยไปก่อน เลย ไม่ได้มาเห็นสันดานของลูกชายคนดีคนนี้ของเขา” ขณะที่ทุกคนพากันวิพากษ์วิจารณ์ เนี่ยเทียนพลัน รู้สึกอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง “อู้!” เรือนกายที่ใหญ่โตของเขาหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว เพียงเวลาสั้นๆ เนี่ยเทียนก็กลับคืนสู่สภาวะปกติ ส่วน ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราก็ถูกเขาเรียก
กลับมาเก็บไว้ในแหวนเก็บของอีกครั้ง เขารับสัมผัสเล็กน้อยก็รู้ว่าตัวเองเผาผลาญแก่นเลือด ไปอีกไม่น้อย อีกทั้งเลือดลมที่เก็บสะสมไว้ในอวัยวะ และกระดูกก็หายไปมากเช่นกัน เมื่ออยู่ในสภาวะร่างใหญ่โต ทำให้เขามีพลังการต่อสู้ที่ แข็งแกร่ง แต่ด้วยการเผาไหม้แก่นเลือดทำให้เขาไม่ อาจดำรงอยู่ในสภาพนั้นได้นานนัก อย่างน้อยด้วยระดับทางสายเลือดและการสะสมเลือด ลมของเขาตอนนี้ก็เห็นได้ชัดว่ายังไม่มากพอ เขามีความรู้สึกว่าที่เขาสามารถเผยกายในสภาพเช่นนี้ ได้ก็เพราะอาศัยพลังจากท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์ มวลดารา หาไม่แล้วเขาก็ไม่มีทางอยู่ในสภาวะแบบนี้ ได้เลย “เราไม่สามารถขัดขวางและทำลายการฝ่าสู่แดนเทพ เจ้าของผังชื่อเฉิงได้จริงรึ?” เขาถามด้วยสีหน้าหนักใจ
เผิงเยี่ยนยิ้มเจื่อน “ยาก” “ไม่มีอะไรยาก” เนี่ยเทียนยิ้มหยัน “พวกเจ้าจงใช้ ช่องทางห้วงมิติของอาณาจักรฮว่อหลิงไปเชิญตัวพวก แดนเทพเจ้าอย่างจีหยวนฉวน เย่เหวินฮั่น โม่เชียน ฝานและอวี๋ซู่อิงมาให้ข้า บอกให้พวกเขามาที่ อาณาจักรฮว่อหลิงพร้อมกัน” “ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเมื่อแดนเทพเจ้าหลายท่านร่วม แรงกันแล้วจะยังกำราบเจ้าผังชื่อเฉิงผู้นี้ไม่ได้!” พอเขาเอ่ยเช่นนี้ ดวงตาเผิงเยี่ยนก็พลันเป็นประกาย “บางทีอาจสำเร็จก็ได้!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 45 บทที่ 1338 เข้าออกไม่ได้
“พวกเราแยกย้ายกันไปจัดการ!” เทพบุตร เทพธิดาทั้งหลาย เผิงเยี่ยน รวมถึงผู้อาวุโส และคนในสำนักของอาณาจักรฮว่อหลิงที่ยังไม่ถูกผัง ชื่อเฉิงจัดการแบ่งงานกันแล้วแยกย้ายกันไปลงมือ ทันที พวกเขาต้องไปจัดการกับค่ายกลนำส่งแต่ละหลังที่ เชื่อมโยงไปยังโลกภายนอกเสียก่อน “ฟิ้วๆๆๆ!” เงาร่างมากมายบินทะยานออกไปจากข้างกายของ เนี่ยเทียน ไม่นานตรงภูเขาไฟลูกที่ผังชื่อเฉิงแช่ตัวหมายจะฝ่า ทะลุสู่แดนเทพเจ้าก็เหลือแค่เนี่ยเทียนคนเดียว
เนี่ยเทียนเรียกเรือดาราออกมาแล้วนั่งลงไปอย่าง เหนื่อยล้า ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าต่างก็หวนคืนกลับสู่ ไข่มุกวิญญาณมืดจากทิศทางที่แตกต่างกัน ไข่มุกวิญญาณมืดบินลอยมาหา เมื่อเนี่ยเทียนกวักมือ เรียกก็มาตกอยู่กลางฝ่ามือของเขา แล้วจึงหายเข้าไป ในแหวนเก็บของ เรือดาราลอยอยู่เหนือปากปล่องภูเขาไฟ เขาก้มหน้า ลงมองด้านล่าง เขาที่ฝึกวิชาเปลวเพลิงและมีโอสถวิญญาณเปลวเพลิง เหมือนกันสามารถสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณเปลวเพลิง บริสุทธิ์ที่พุ่งมาจากสี่ด้านแปดทิศทั่วอาณาจักรฮว่อ หลิง พลังวิญญาณเปลวเพลิงที่หลังจากชุบหลอมให้สูงถึง ขีดสุดแล้วจะกลายมาเป็นสะเก็ดไฟที่มองเห็นได้ด้วย
ตาเปล่าซึ่งผสานรวมเข้าสู่ภูเขาไฟ เนี่ยเทียนมองเห็นได้ว่า เมื่อได้รับการชดเชยจากพลัง วิญญาณเปลวเพลิงเป็นจำนวนมาก ภูเขาไฟลูกนั้นก็ คล้ายจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม ค่ายกลเปลวเพลิง มากมายที่สลักไว้บนผนังถ้ำก็เหมือนจะทรงอานุภาพ มากกว่าเก่า “ก่อนหน้านี้กระถางจุตรวิญญาณอัคคีที่อยู่ในตำหนัก เบื้องใต้อาศัยค่ายกลนำส่งแห่งมิติดึงเอาพลังวิญญาณ เปลวเพลิงมาจากดินแดนเปลวเพลิงแห่งอื่นเพื่อหล่อ เลี้ยงอาณาจักรฮว่อหลิง ทำให้ทั่วทุกมุมใน อาณาจักรฮว่อหลิงเหมาะสมกับผู้ที่ฝึกวิชาเปลวเพลิง แก่นพิภพลาวาในจุดลึกใต้ดินก็สามารถชุบหลอมได้ อย่างดีเยี่ยม” “ทว่าตอนนี้ค่ายกลกลับทำในทางตรงกันข้าม” “พลังวิญญาณเปลวเพลิงที่กระจายอยู่ทั่ว
อาณาจักรฮว่อหลิง และที่ดึงมาจากดินแดนเปลว เพลิงแห่งอื่นต่างก็มารวมตัวกันอยู่ในบ่อลาวา” “นี่คือฝีมือของกระถางจุตรวิญญาณอัคคี มันเป็นตัว ชักนำเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ตามประสงค์ของผังปาย ซึ่ง ก็คือช่วยให้ผังชื่อเฉิงเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้อย่าง ราบรื่นด้วยวิธีการที่ค่อนข้างผ่อนคลาย” “หากเขากลายเป็นแดนเทพเจ้าเมื่อไหร่ก็จะได้ครอง ครองอาวุธเทพอย่างกระถางจุตรวิญญาณอัคคี และ ใช้อาวุธเทพชิ้นนี้มายึดครองอาณาจักรฮว่อหลิง” ความคิดมากมายแล่นผ่านสมองของเนี่ยเทียนไปเป็น ฉากๆ แล้วก็เพราะว่าเขามองเหตุการณ์ทุกอย่างอย่าง ทะลุปรุโปร่ง ถึงได้คิดจะไปเชิญตัวผู้แข็งแกร่งแดน เทพเจ้าคนอื่นๆ มาทำลายการฝ่าทะลุขอบเขตของผัง ชื่อเฉิง “สวบ!”
ทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นว่าบนท้องฟ้าของ อาณาจักรฮว่อหลิงมีเปลวเพลิงร้อนแรงกลุ่มหนึ่งวูบ ผ่านไป ครั้นจึงเห็นว่าเงาแสงสีทองอร่ามเงาหนึ่งพยายามจะ ลอดผ่านปราการอาคมของอาณาจักรฮว่อหลิงเข้ามา เพียงแต่ว่าถูกค่ายกลเปลวเพลิงสกัดกั้น จึงล้มเหลว เขารู้ดีว่าเมื่อเส้าเทียนหยางไปจากที่นี่ อาณาจักรฮว่อ หลิงก็ได้เปิดใช้ค่ายกลเปลวเพลิงไม่รู้ชื่อเพื่อสกัดกั้น ไม่ให้คนนอกบุ่มบ่ามบุกเข้ามา ต่อให้ค่ายกลนี้จะเป็นรองดวงดาราเก้าชั้นฟ้าของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว แต่ก็ไม่น่าจะแย่กว่ากัน มากนัก แล้วก็ด้วยเหตุนี้ พวกเจ้าลัทธิจิตมืด หยวนจิ่วชวน ฯลฯ ถึงทำได้เพียงอาศัยค่ายกลนำส่งแห่งมิติภายใน ของสำนักไฟ โดยมีฝูฮว่านช่วยเปิดทางเท่านั้น ถึงมา
เยือนอาณาจักรฮว่อหลิงได้ หลักๆ แล้วค่ายกลนี้น่าจะมีเพื่อปกป้อง อาณาจักรฮว่อหลิง ไม่ให้คนนอกรุกรานเข้ามา เงาแสงสีทองอร่ามนั่นเห็นได้ชัดว่าเป็นผู้แข็งแกร่ง แดนเอตทัคคะที่ฝึกธาตุทองคมกริบท่านหนึ่ง ซึ่ง น่าจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสำนักทอง เป็นถึง แดนเอตทัคคะ แต่ก็ถูกค่ายกลสกัดกั้นด้วยหรือ? เมื่อข้อสงสัยนี้เกิดขึ้น เขาก็อดหันไปสังเกตท้องฟ้า เป็นระยะไม่ได้ จากนั้นเขาก็ค้นพบว่าเมื่อเวลาล่วงผ่าน ก็มีคนที่ฝึกทั้ง พลังธาตุทอง พลังพืชหญ้า พลังแผ่นดินและพลังวารี ทยอยกันปรากฏตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหนึ่งในนั้นเหมือนจะรวมถึงผูหยางป่ายที่เพิ่ง กลับมาด้วย! ทว่าแม้แต่ผูหยางป่ายที่หนีออกจากอาณาจักร
ฮว่อหลิงเพื่อนำข่าวออกไปปล่อย พอกลับมาอีกครั้ง กลับยังถูกค่ายกลเปลวเพลิงหลังนี้ปฏิเสธไม่ให้เข้า! “อู้!” ผู้อาวุโสเผิงเยี่ยนบินกลับมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ค่ายกลสี่จุตรผนึกสวรรค์เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ แปลกประหลาด ใครก็ตามที่อยู่ข้างนอกล้วนไม่ สามารถเข้ามาที่นี่ได้ชั่วคราว” เขาก้มหน้าลงมองบ่อ ลาวาที่เดือดพล่าน พยายามจะมองทะลุลาวาเข้าไป ให้เห็นอาวุธเทพชิ้นที่อยู่ในตำหนักเบื้องล่างให้ได้ “ก่อนหน้านี้ค่ายกลที่ผังชื่อเฉิงใช้มีชื่อว่าค่ายกลจตุร เผาสวรรค์ ค่ายกลนี้สามารถชุบหลอมเผาไหม้ทุก ชีวิต” “ทว่าค่ายกลที่ปกป้องอาณาจักรฮว่อหลิงมีชื่อว่าค่าย กลสี่จุตรผนึกสวรรค์!” “พอเปิดใช้ค่ายกลนี้ บุคคลบางส่วนที่ในอดีตเคย
ได้รับการยอมรับจากค่ายกลจะสามารถเข้าออกได้ อย่างอิสระ อย่างเช่นเทพบุตรเทพธิดาทั้งห้า รวมไป ถึงผู้แข็งแกร่งของอีกสี่ฝ่ายที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ สำนักไฟ และได้รับการอนุญาตเป็นกรณีพิเศษจาก เจ้าสำนักเส้าก็ล้วนสามารถเข้ามาในอาณาจักรฮว่อ หลิงขณะที่เปิดใช้ค่ายกลนี้ได้” “ทว่าตอนนี้…” เนี่ยเทียนกล่าว “ทุกคน รวมถึงผูหยางป่ายก็เข้ามา ไม่ได้แล้วใช่ไหม?” “ไม่เพียงแค่นี้เท่านั้น” เผิงเยี่ยนสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะกล่าวว่า “ค่ายกลนำส่งแต่ละหลังของ อาณาจักรฮว่อหลิง ก็เกิดใช้งานไม่ได้ชั่วคราว เหมือนกัน จึงไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังโลกภายนอก อันที่จริงค่ายกลเหล่านั้นยังสมบูรณ์แบบดี ไม่มี ร่องรอยความเสียหายใดๆ แต่ที่ไม่สามารถนำส่งได้ก็
เพราะถูกจำกัดจากค่ายกลสี่จุตรผนึกสวรรค์!” “ฟิ้วๆๆ!” ระหว่างที่พวกเขาคุยกัน โหวชูหลัน หวงจินหนัน โหลวหงแยนและลิ่นเหยาเหยาสี่คน รวมไปถึงคนของ สำนักไฟที่ท่าทางอ่อนระโหย ร่างโชกไปด้วยเลือดก็ พากันมาปรากฏตัว “ค่ายกลสี่จุตรผนึกสวรรค์เกิดการเปลี่ยนแปลง มัน ปิดผนึกฟ้าดินแถบนี้ แล้วก็บิดเบือนคลื่นห้วงมิติด้วย” โหวชูหลันจ้องเขม็งไปยังบ่อลาวาด้านล่าง “เมื่ออยู่ ภายใต้ฝีมือของค่ายกลหลังนี้ อย่าว่าแต่จีหยวนฉวน แห่งลัทธิจิตตวิสุทธิ์เลย ต่อให้เสวียนกวางอวี่มาเองก็ ไม่สามารถแหวกห้วงมิติเข้ามาได้ เว้นเสียแต่ว่า เว้นเสียแต่ว่าชวีอี้เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์จะอาศัยกระจก มิติมายาอันเป็นอาวุธเทพเท่านั้น ถึงอาจจะแหวกมิติ เข้ามาได้”
“หากชวีอี้อยู่ อาจารย์ของข้าก็คงกลับมาแล้ว เหมือนกัน” โหลวหงแยนกล่าว ทุกคนได้แต่ยิ้มจืดเจื่อน พากันวิพากษ์วิจารณ์เสียงดัง แซ่ดไปหมด เนี่ยเทียนตั้งใจรับฟังอยู่ครู่ใหญ่ก็เข้าใจว่าเป็นเพราะ การเปลี่ยนแปลงของค่ายกลสี่จุตรผนึกสวรรค์ถึงทำ ให้อาณาจักรฮว่อหลิงถูกปิดตาย คนในไม่อาจออก คนนอกไม่อาจเข้า “เพื่อรับประกันว่าผังชื่อเฉิงจะสามารถเลื่อนสู่แดน เทพเจ้าได้อย่างปลอดภัย กระถางจุตรวิญญาณอัคคีก็ ทุ่มเทเต็มที่เลยจริงๆ” โหลวหงแยนกล่าวด้วยน้ำเสียง ที่เต็มไปด้วยความอิจฉา “มิน่าเล่านับตั้งแต่ที่ข้าได้ เป็นเทพธิดาของสำนักไฟ อาจารย์ของข้าถึงไม่เคย แนะนำข้าให้กับมัน” กระถางจุตรวิญญาณอัคคี สามารถพูดได้ว่าเป็นจิต
วิญญาณของทุกค่ายกลในอาณาจักรฮว่อหลิง ข้อนี้เส้าเทียนหยางเคยพูดกับนางมาก่อน และผู้ อาวุโสคนอื่นๆ ในสำนักก็เคยกล่าวถึง ในฐานะที่เป็นเทพธิดา นางควรจะได้รับการยอมรับ จากกระถางจุตรวิญญาณอัคคีและได้สื่อสารกับมัน นานแล้ว เพราะหากเมื่อใดที่อายุขัยของเส้าเทียนหยางสิ้นสุด ลง ตามหลักแล้ว นางก็คือคนที่จะเข้ามาแทนที่รับ ช่วงดูแลกระถางจุตรวิญญาณอัคคีต่อจากเส้าเทียนห ยาง มีหน้าที่รับผิดชอบสื่อสารกับกระถางจุตร วิญญาณอัคคีในวันหน้า ทว่านางกลับไม่เคยพูดคุยทางจิตกับวิญญาณวัตถุของ กระถางจุตรวิญญาณอัคคีมาก่อน มาตอนนี้นางถึงเพิ่งเข้าใจว่า ที่แท้กระถางจุตร วิญญาณอัคคีรอคอยคนคนหนึ่งมาตลอดเวลา
และคนคนนั้นก็ไม่ใช่นาง “เนี่ยเทียน แผนการที่คิดจะไปเชิญแดนเทพเจ้าคน อื่นมาทำลายการฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าของผังชื่อเฉิง คงจะใช้ไม่ได้ผลแล้วล่ะ” หวงจินหนันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดว่า “ก่อนหน้านี้ เจ้าได้เข้าไปในตำหนักแห่ง นั้น เจ้าน่าจะเคยเจอกับกระถางจุตรวิญญาณอัคคีมา ก่อนกระมัง?” คนอื่นๆ ที่พอได้ยินหวงจินหนันพูดถึงเรื่องนี้ ดวงตาก็ พลันเป็นประกาย ทุกคนพากันหันมามองเขา “เคยเจอมาก่อนจริง” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ “เกราะ มังกรเพลิงก็ถูกปราณของมังกรเพลิงที่อยู่ในกระถาง จุตรวิญญาณอัคคีดึงดูด ถึงได้หายเข้าไปข้างใน ส่วน ข้า ก็เพราะเป็นเจ้านายของเกราะมังกรเพลิง ทั้งยังมี ความพิเศษบางอย่าง ถึงได้ถูกกระถางจุตรวิญญาณ
อัคคีดึงตัวเข้าไปยังตำหนักที่อยู่เบื้องล่าง” “ถ้าอย่างนั้น ในเมื่อเจ้าสามารถพูดคุยกับกระถาง จุตรวิญญาณอัคคีได้เป็นกรณีพิเศษ เจ้าจะสามารถ ติดต่อกับมันอีกครั้งได้หรือไม่?” เผิงเยี่ยนกล่าวอย่าง ฮึกเหิม “เจ้าช่วยบอกกับมันทีเถอะว่าผังชื่อเฉิงเป็น คนทรยศของสำนักไฟเรา บอกกับมันว่าเจ้าสำนักเส้า เทียนหยางได้ออกคำสั่งแล้วว่าห้ามไม่ให้ผังชื่อเฉิง กลับเข้ามาในสำนักอีกตลอดกาล” “เจ้าบอกกับมันว่าอย่าเอาแต่คร่ำครึรักษาสัญญาผิดๆ ที่เคยให้ไว้แก่อดีตเจ้าสำนักว่าจะช่วยให้ผังชื่อเฉิง เลื่อนสู่แดนเทพเจ้าอีกเลย!” การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในอาณาจักรฮว่อหลิงล้วน มาจากกระถางจุตรวิญญาณอัคคีทั้งสิ้น หากค่ายกล จตุรผนึกสวรรค์ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ค่ายกลนำส่ง ยังสามารถใช้งานได้ พวกเขาก็จะสามารถไปเชิญตัว
แดนเทพเจ้าคนอื่นมาทำลายการฝ่าทะลุขอบเขตของ ผังชื่อเฉิงได้ “จะให้มันเปลี่ยนใจ?” เนี่ยเทียนส่ายหน้า “เป็นไป ไม่ได้ ข้าเคยคุยกับมันแล้ว เจ้านายที่มันยอมรับอย่าง แท้จริงมีเพียงผังปายคนเดียวเท่านั้น สำหรับในใจของ มันแล้ว เส้าเทียนหยางเป็นเพียงแค่ผู้ที่รับผิดชอบ ดูแลสำนักไฟและอาณาจักรฮว่อหลิงชั่วคราว มันไม่ แบ่งแยกดีเลว มันแค่ทำตามคำสั่งที่ผังปายทิ้งไว้ให้ เท่านั้น” “การที่มันจะช่วยให้ผังชื่อเฉิงเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า รับ ผังชื่อเฉิงเป็นเจ้านายคนใหม่ ล้วนเป็นแผนการที่อดีต เจ้านายของมันวางไว้ให้แล้ว” “ไม่ว่าผังชื่อเฉิงจะทำอะไร ก่อกรรมทำเข็ญไว้มากแค่ ไหนก็ไม่สามารถส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของมัน ได้”
เนี่ยเทียนกล่าวถึงความจริงที่เขาสรุปได้หลังจาก สื่อสารกับกระถางจุตรวิญญาณอัคคีด้วยน้ำเสียงเด็ด เดี่ยว เป็นการตัดขาดความหวังของพวกเผิงเยี่ยน โหลวหงแยน ฯลฯ อย่างสิ้นเชิง “ถ้าอย่างนั้น พวกเราจะได้แต่มองเขาเลื่อนสู่แดนเทพ เจ้าคาตาตัวเองอย่างนี้น่ะหรือ?” ลิ่นเหยาเหยาขยับ เข้ามาใกล้ พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงขลาดๆ “เราจะปล่อย ให้คนดุร้ายผู้นี้เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า ได้ควบคุมกระถาง จุตรวิญญาณอัคคีในขณะที่ท่านอาจารย์ลุง อาจารย์ อาทั้งหลายยังไม่กลับมา เขาเนี่ยนะ?” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 45 บทที่ 1339 แย่งอาหาร
นอกอาณาจักรฮว่อหลิง เงาร่างมากมายที่ถูกห่อหุ้มอยู่ภายใต้แดนเอตทัคคะ ห้าแสงหกสีล้อมวนอยู่รอบนอกของอาณาจักร “ฟิ้ว!” แล้วก็มีสายฟ้าสีทองอีกเส้นหนึ่งที่ถูกผลักออกไปจาก เขตอาคมของอาณาจักรฮว่อหลิง “ไม่ได้” หวังฮ่าวหมิงแห่งสำนักไม้ส่ายหน้า กล่าว อย่างห่อเหี่ยวว่า “อานุภาพของค่ายกลจุตรผนึกเผา สวรรค์ อย่าว่าแต่แดนเอตทัคคะเลย ต่อให้เป็นแดน เทพเจ้าก็อาจจะบาดเจ็บสาหัสได้” ผูหยางป่ายแห่งสำนักดินกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนใจ “สำนักไฟเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ศิษย์พี่
ผังชื่อเฉิงร่วมมือกับคนของสำนักนอกรีต…” เขาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ทุกคนฟังอย่างละเอียด ระหว่างที่เขาพูดก็มีแดนเอตทัคคะของสำนักไม้และ สำนักทองเร่งรุดเดินทางมาถึง “เกิดการเปลี่ยนแปลงกับค่ายกลจุตรผนึกเผา สวรรค์!” คนที่มาถึงแค่มองปราดเดียวก็กล่าวด้วย เสียงทุ่มหนัก “นี่ถือว่าอาวุธเทพไม่ดับสลายที่ควบคุม อาณาจักรฮว่อหลิงและสามารถควบคุมค่ายกลทุก อย่างได้ยังเห็นแก่ที่พวกเราเป็นคนของสำนักห้าธาตุ ถึงได้ไม่เปิดฉากสังหาร หากเป็นคนนอก…เกรงว่าคงมี คนบาดเจ็บและล้มตายกันไปแล้ว” “พรวด!” ทันใดนั้นรอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งก็ถูกแหวกออก จีหยวนฉวนและเย่เหวินฮั่นสองคนพาโม่เชียนฝาน กับอวี๋ซู่อิงเดินทางมาถึงที่นี่พร้อมกัน
“พวกเราได้ข่าวว่าสำนักไฟของพวกเจ้าเกิดการ เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่รึ?” พอเย่เหวินฮั่นมาถึงก็ โหวกเหวกถามเสียงดัง “ค่ายกลทั้งหมดที่เชื่อมโยงกับ อาณาจักรฮว่อหลิงล้วนใช้ไม่ได้ เกิดอะไรขึ้นกับ อาณาจักรฮว่อหลิงงั้นรึ? แล้วเนี่ยเทียนล่ะ?” “เนี่ยเทียนล่ะ?” โม่เชียนฝานตวาดถาม ที่เขาและอวี๋ซู่อิงมาที่นี่ก็เพราะเนี่ยเทียนคนเดียว เท่านั้น เมื่อรู้ว่าเนี่ยเทียนเองก็อยู่ที่อาณาจักรฮว่อ หลิง พวกเขาถึงได้ยอมมาที่นี่พร้อมกับจีหยวนฉวน และเย่เหวินฮั่น เรื่องในอาณาจักรผนึกฟ้าที่เสวียนหมิงต้าจุนแห่งเผ่า อสูรกายร่วมมือกับมหาราชาหลายท่านพร้อมใจกันลง มือกับเนี่ยเทียนทำให้พวกเขาเกิดความระแวง พวกเขากังวลว่าชนต่างเผ่าจะลงมือกับเนี่ยเทียนอีก ครั้ง
โดยเฉพาะเผ่าภูตผีปีศาจ เผ่าทมิฬที่มีความเกี่ยวข้อง กับกู่ผี และเผ่าอสูรกายที่กลับไปพร้อมกับความ เสียหาย… “พวกเราขอร้องให้เนี่ยเทียนหาวิธีปิดผนึกกู่ผี ใครจะ ไปคาดว่าเขาจะโผล่มาที่อาณาจักรฮว่อหลิงเสีย แทน?” จีหยวนฉวนขมวดคิ้ว “แล้วก็ยิ่งคิดไม่ถึงว่า พอเขามาถึงอาณาจักรฮว่อหลิงได้ไม่นานจะมาเจอกับ การเปลี่ยนแปลงในอาณาจักรฮว่อหลิงเข้าพอดี!” “นามว่าดาวหายนะช่างสมกับคำเล่าลือจริงๆ” ผู้ อาวุโสเพศหญิงท่านหนึ่งของสำนักน้ำพึมพำเบาๆ “หลังจากที่เจ้าศิษย์ทรยศผังชื่อเฉิงถูกขับไล่ออกจาก สำนัก เขาก็ไม่เคยกล้ากลับมาอีกเลย แต่นี่พอเนี่ย เทียนมาที่อาณาจักรฮว่อหลิงกลับชักนำให้ผังชื่อเฉิง เจ้าลัทธิจิตมืดและหยวนจิ่วชวนมารสายฟ้ามาที่นี่ สม กับชื่อดาวหายนะจริงๆ”
พอเอ่ยเช่นนี้ ผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะของสำนักไม้ ท่านนั้นก็พลันพบเจอกับสายตาเฉียบกร้าวจากคน มากมายที่มองมาอย่างพร้อมเพรียงกัน เผชิญหน้ากับสายตาไม่เป็นมิตรจากแดนเทพเจ้าทั้งสี่ นางก็พลันขลาดกลัว “ข้าก็แค่ ข้าก็แค่พูดเรื่องจริง เท่านั้น” และเวลานี้ ผูหยางป่ายแห่งสำนักดินก็ก้าวออก มาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ผู้อาวุโสหลิน ท่าน อย่าได้กล่าวหาเนี่ยเทียนเช่นนี้เลย หายนะที่เกิดขึ้นใน อาณาจักรฮว่อหลิง ต้องพูดว่าโชคดีที่มีเนี่ยเทียนอยู่ ด้วยซ้ำ เพราะหากเนี่ยเทียนไม่อยู่ที่นี่ สถานการณ์ ของอาณาจักรฮว่อหลิงมีแต่จะย่ำแย่ยิ่งกว่านี้” “แล้วก็เพราะเนี่ยเทียนปล่อยไข่มุกวิญญาณมืด ออกมา ทำให้เวทลับทางจิตวิญญาณที่แปลกพิสดาร ของเจ้าลัทธิจิตมืดไม่อาจสำแดงอานุภาพที่แท้จริง
ออกมาได้ พวกเราถึงยังอยู่รอดกันอย่างปลอดภัย” “หากไม่มีเนี่ยเทียน สำนักไฟคงถูกยึดไปนานแล้ว” ผูหยางป่ายก้มหน้ากล่าวโทษตัวเอง “กลับเป็นพวก เราเสียอีกที่ไม่เพียงแต่ช่วยอะไรไม่ได้ ยังเป็นภาระ ให้กับสำนักไฟอีกด้วย” อวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับมองผู้อาวุโสท่านนั้นด้วย สายตาเย็นชาพลางกล่าวว่า “เจ้าได้ยินชัดหรือยัง? หากเนี่ยเทียนไม่ได้อยู่ที่สำนักไฟ อาณาจักรฮว่อหลิ งคงถูกผังชื่อเฉิงยึดครองไปนานแล้ว วันหน้าก็จำไว้ ด้วยว่าอย่าได้พูดอะไรโดยที่ไม่รู้ความจริง ไม่ใช่ว่าได้ ยินอะไรมาก็คิดว่าเป็นเรื่องถูกต้องไปซะหมด” “เจ้า!” ผู้อาวุโสท่านนั้นพลันเดือดดาล “ดูท่าสำนักห้าธาตุของพวกเจ้าคงไม่ค่อยต้อนรับพวก เราสักเท่าไหร่” โม่เชียนฝานบิดขี้เกียจ กล่าวออกมา ทื่อๆ ว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็กลับกันดีกว่า
ไหม?” เขาหันไปมองจีหยวนฉวนและเย่เหวินฮั่นพลางกล่าว ว่า “เท่าที่ข้ารู้จักเนี่ยเทียนมา เขาไม่มีทางเสียเปรียบ ใครแน่ หึ ต่อให้ผังชื่อเฉิงเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้สำเร็จ ข้าก็ไม่คิดว่าเขาจะกำราบเนี่ยเทียนได้เสมอไป” สีหน้าของจีหยวนฉวนและเย่เหวินฮั่นก็ไม่ค่อยน่ามอง สักเท่าไหร่ “อย่า อย่านะ!” หวังฮ่าวหมิงแห่งสำนักไม้รีบพูด เขา หันไปถลึงตาใส่ผู้อาวุโสของสำนักน้ำท่านนั้นก่อนที หนึ่งถึงพูดว่า “ทุกท่านช่วยกันคิดหาวิธีแก้ไขเถอะ การเปลี่ยนแปลงในสำนักไฟ ไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับ สำนักห้าธาตุเท่านั้น ยังจะเป็นปัญหาสำหรับเนี่ย เทียนด้วย พวกเจ้าเองก็บอกแล้วว่าเนี่ยเทียนคือ กุญแจสำคัญในการรับมือกับกู่ผี พวกเจ้าคงไม่อยาก ให้เกิดเรื่องขึ้นกับเขาหรอกนะ”
ผู้อาวุโสคนอื่นๆ ของสำนักห้าธาตุก็พากันพูดโน้มน้าว คนของสำนักไม้ยังหันไปถลึงตาใส่คนผู้นั้นที่พูดจาไม่ดี หมายให้นางหุบปาก ภายใต้การขอร้องจากพวกเขา พวกเย่เหวินฮั่นถึงข่ม กลั้นความเดือดดาลเอาไว้ได้และยอมอยู่ต่อ “ค่ายกลจุตรผนึกเผาสวรรค์เชียวนะ คิดจะเข้าไปใน ค่ายกลนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย” จีหยวนฉวนขมวดคิ้วมุ่น “ข้าจะลองคิดหาวิธีดู แต่จะทำสำเร็จข้าไม่กล้า รับประกันหรอกนะ” “ขอบคุณมาก ขอบคุณมาก” …… อาณาจักรฮว่อหลิง “ผลุบผลั่บ! ผลุบผลั่บ!” บ่อลาวาในภูเขาไฟลูกที่ผังชื่อเฉิงแช่ตัวลงไปเดือด
พล่าน ควันสีแดงระเหยกรุ่นขึ้นเป็นสาย เวลาเดียวกันนั้น สี่ทิศทางของอาณาจักรฮว่อหลิงก็มีเปลวเพลิง ร้อนแรงก่อตัวขึ้นเป็นเงามายาของกิเลนไฟ หงส์ไฟ วิหคเพลิงและมังกรเพลิง สัตว์ต่างเผ่าสี่ตัวนี้ก่อตัวขึ้นมาโดยใช้วิธีการที่แตกต่าง กัน และการปรากฎตัวของพวกมันก็คล้ายจะเพื่อ ควบคุมการโคจรของค่ายกลเขตอาคมที่ ประคับประคองอาณาจักรฮว่อหลิงเอาไว้ อีกทั้งรูปร่างของสัตว์ต่างเผ่าทั้งสี่นั้นยังขยายใหญ่ อย่างต่อเนื่อง “เอ๊ะ!” เนี่ยเทียนที่ยืนอยู่กลางเรือดาราใช้สายเลือดแห่งชีวิต รับสัมผัสก็รับกลิ่นอายเลือดลมที่พิเศษในร่างของสัตว์ ต่างเผ่าทั้งสี่ได้ทันที
“ระดับสิบ สายเลือดตอนที่สัตว์ทั้งสี่นี้มีชีวิตอยู่ล้วน เป็นระดับสิบ” เขาพลันหน้าเปลี่ยนสี พูดในใจตัวเอง ว่า “ผังปายบิดาแท้ๆ ของผังชื่อเฉิงเป็นผู้มาก พรสวรรค์อย่างแท้จริง เขาถึงขนาดจับเอาสัตว์ชนต่าง เผ่าสายเลือดเปลวเพลิงสี่ตัวที่เป็นระดับสิบทั้งหมดมา หลอมเป็นกระถางจุตรวิญญาณอัคคีได้!” “กระถางยักษ์ใบนี้ทำให้ทั้งอาณาจักรฮว่อหลิงได้รับ ผลประโยชน์ก็ถือเป็นเรื่องปกติ” “อู้!” ระหว่างที่พูด เขาก็ปลดปล่อยดินแดนมายา เปลวเพลิงออกมาเพียงอย่างเดียว เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงที่ไฟศักดิ์สิทธิ์มอบให้ตอนอยู่ ดินแดนไฟโลกันตร์ล่องลอยออกมาจากในแดนว่าง เปล่าเปลวเพลิงของเขา แล้วก็อาศัยดินแดนว่างเปล่า ของเขาไปเก็บเอาพลังงานความร้อนที่บริสุทธิ์ของ พื้นที่แห่งนี้มา
เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงใช้พลังงานความร้อนที่เก็บมา ฟื้นฟูพลังงานของตัวเอง! พลังงานความร้อนที่ไหลบ่าจากสี่ด้านแปดทิศ เดิมที ควรไหลหายเข้าไปในบ่อลาวาทั้งหมดเพื่อมอบให้ผัง ชื่อเฉิงใช้ฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้า ทว่าหลังจากที่เนี่ยเทียนปล่อยแดนว่างเปล่าเปลว เพลิงของเขาออกมากลับมีพลังงานความร้อนส่วน หนึ่งที่ไหลกรากเข้าหาดินแดนว่างเปล่าของเขา พอพลังงานความร้อนเหล่านั้นผสานรวมเข้ามาก็ถูก ดินแดนเปลวเพลิงของเนี่ยเทียนชุบหลอมให้เป็น สะเก็ดไฟหลายดวง จากนั้นก็ถูกเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง กลืนกิน “นี่…” เนี่ยเทียนสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพอเมล็ดพันธ์เปลว เพลิงเขมือบสะเก็ดไฟเหล่านั้นเข้าไป อาการบาดเจ็บ
ที่ได้รับตอนผังชื่อเฉิงใช้ค่ายกลจตุรเผาสวรรค์สร้างมือ ยักษ์เปลวเพลิงตบเข้าใส่ก็หายดีในเวลาสั้นๆ เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงเปลี่ยนมาเป็นลิงโลดสดใส หาก มองอย่างละเอียดจะเห็นได้ว่าในเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง เหมือนมีเส้นผลึกเปลวเพลิงนับล้านเส้นก่อตัวขึ้นมา ดูเหมือนว่าสัจธรรมแห่งเปลวเพลิงจำนวนมากจะก่อ ตัวขึ้นเป็นผลึก! ที่สำคัญที่สุดก็คือ ภายใต้การกรอกเทพลังชีวิตและ การใช้แก่นเลือดแต่ละหยดมาหล่อเลี้ยงของเนี่ยเทียน ก็ทำให้มันเปลี่ยนมาเป็นเหมือนทวยเทพแห่งความชั่ว ร้ายทั้งห้า นั่นคือเหมือนจะมีเลือดเนื้อห่อหุ้มรำไร “พรวด!” เส้นผลึกเพลิงพิภพไม่รู้จักชื่อเส้นหนึ่งคล้ายถูกกระตุ้น จึงบินออกมาจากบ่อลาวาเบื้องล่างแล้วผสานรวมเข้า กับดินแดนเปลวเพลิงของเนี่ยเทียน กลายมาเป็นส่วน
หนึ่งของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง “มีเส้นเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเส้น คล้ายเส้นชีพจร เมล็ด พันธ์เปลวเพลิงนี่มหัศจรรย์มากจริงๆ” เนี่ยเทียน อุทานตกใจ ทันใดนั้นเขาก็ค้นพบว่าพลังงานความร้อนที่ไหลหาย เข้าไปในบ่อลาวาถูกดินแดนเปลวเพลิงของเขาสกัดดึง เอามาเป็นพลังงานหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงเพิ่ม มากขึ้นเรื่อยๆ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 45 บทที่ 1340 การเปลี่ยนแปลงของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง
“อู้ๆ!” แดนว่างเปล่าเปลวเพลิงที่ล้อมวนอยู่รอบกายเนี่ย เทียนประหนึ่งทะเลเพลิงที่ค่อยๆ ขยายออกไปใน บริเวณใกล้เคียง พลังงานความร้อนจำนวนมากกว่าเดิมถูกเนี่ยเทียน สกัด ดูดซับ ชุบหลอมเข้าไปในดินแดนเปลวเพลิง เมื่อเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงได้รับไป ความเร็วในการ รวบรวมพลังงานความร้อนของแดนว่างเปล่าเขาก็เริ่ม เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่วงแรกๆ ดินแดนเปลวเพลิงของเขาดึงเอาพลังงาน ความร้อนที่ไหลเข้าหาบ่อลาวามาแค่สองถึงสามส่วน จากร้อยส่วนเท่านั้น
ผ่านไปพักหนึ่งก็เปลี่ยนมาเป็นสิบจากร้อย แล้วก็ขยับ เข้าไปใกล้หนึ่งส่วนสิบ! การลงมือของเขาทำให้พวกเผิงเยี่ยนและโหลวหงแย นจากสำนักไฟมีสีหน้าคึกคัก เหมือนจะมองเห็น หนทางในการทำลายการฝ่าสู่แดนเทพเจ้าของผังชื่อ เฉิง “เนี่ยเทียนกำลังใช้แดนเปลวเพลิงของเขามาดูดซับ พลังงานความร้อนที่ไหลเข้าหาบ่อลาวา!” ดวงตาของ เผิงเยี่ยนเป็นประกาย “หากพวกเราต่างก็ปลดปล่อย ดินแดนออกมาทำตามอย่างเนี่ยเทียน โดยการดึงเอา พลังงานความร้อนที่ไหลจากแปดทิศทั่ว อาณาจักรฮว่อหลิงมาเป็นของตนดูบ้าง การฝ่าทะลุ ขอบเขตของผังชื่อเฉิงจะล้มเหลวเพราะมีพลังงาน ความร้อนไม่มากพอหรือเปล่า?” “ลองดูได้นี่นา!” โหลวหงแยนกล่าว
พวกโหวชูหลันก็พากันแสดงท่าทีว่าเห็นด้วย เผิงเยี่ยนจึงหยิบเอาหินส่งข้อความเสียงออกมาเรียก หาผู้อาวุโสและลูกศิษย์สำนักไฟคนอื่นๆ ครู่หนึ่งต่อมาก็มีคนของสำนักไฟที่ร่างโชกไปด้วย เลือด เห็นได้ชัดว่าเพิ่งผ่านการต่อสู้นองเลือดทยอย กันมารวมตัวจากแปดทิศ “ทุกคนต่างก็ได้รับบาดเจ็บ จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟู พลัง” เผิงเยี่ยนป่าวประกาศด้วยเสียงอันดัง “ค่ายกล จตุรผนึกสวรรค์กำลังเคลื่อนโคจร พลังงานความร้อน ทั่วทุกมุมในอาณาจักรฮว่อหลิงล้วนมารวมอยู่ที่บ่อ ลาวาหมด เพื่อหวังจะช่วยให้ศิษย์ทรยศผังชื่อเฉิง เลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้สำเร็จ ทุกคนที่อยู่ที่นี่จง พยายามดึงเอาพลังงานความร้อนมาสู่ตัวเองให้ได้มาก ที่สุด จะได้ทำลายการฝ่าทะลุแดนเทพเจ้าของเขา!” “ตกลง!”
เมื่อเผิงเยี่ยนกล่าวจบ ผู้อาวุโสและคนของสำนักไฟ จำนวนมากก็แยกย้ายกันไปอยู่ตามปากปล่องภูเขาไฟ เพื่อทำตามความต้องการของเขาทันที แดนว่างเปล่าและแดนเอตทัคคะเปลวเพลิงจำนวน มากถูกร่ายออกมา บ้างก็เป็นภูเขาไฟ บ้างก็เป็นธาร เพลิงพิภพใต้ดิน บ้างก็เป็นภาพมายาของสัตว์ยักษ์ ธาตุเปลวเพลิง บ้างก็เป็นกองไฟลุกโชติช่วง มี มากมายสารพัดรูปแบบ หลังจากดินแดนทั้งหลายถูกปลดปล่อยออกมาได้ สำเร็จ พวกเขาก็ใช้เวทลับของสำนักไฟมาเตรียมชัก ดึงพลังงานความร้อนที่อยู่ระหว่างฟ้าดิน “ตูม!” ทันใดนั้นบ่อลาวาใต้ภูเขาไฟที่พวกเขาลอยตัวอยู่ เหนือก็มีเสียงดังสะเทือนเลือนลั่นส่งออกมา ค่ายกลเปลวเพลิงจำนวนนับไม่ถ้วนบนผนังถ้ำถูกจุด
ไฟจนพากันระเบิดปะทุ! “โอ้ยๆ!” คนมากมายของสำนักไฟแผดเสียงร้องด้วยความ หวาดกลัว รีบขับเคลื่อนดินแดนของพวกเขาหนีไป จากตรงนั้นทันที ขนาดเผิงเยี่ยนก็ยังหน้าเปลี่ยนสี ตวาดขึ้นว่า “ไม่ถูก สิ!” โหลวหงแยนเก็บดินแดนของตัวเองมาทันที นางกล่าว อย่างคนขวัญไม่อยู่กับเนื้อกับตัว “ทำไมล่ะ? ทำไม ดินแดนของพวกเราถึงได้รับผลกระทบจากบ่อลาวา กลับกลายเป็นว่าพลังงานความร้อนในดินแดนพวก เราไหลหายเข้าหาบ่อลาวาเสียแทน?” “การสกัดกั้นจากกระถางจุตรวิญญาณอัคคี!” สีหน้า ของเผิงเยี่ยนไม่น่ามองอย่างยิ่ง “แล้วทำไมเนี่ยเทียนถึงทำได้?” โหวชูหลันถามด้วย
ความแปลกใจ พวกเขาเองต่างก็สังเกตเห็นว่าเมื่อผู้อาวุโสและคน ของสำนักไฟทั้งหมดคิดจะเลียนแบบเนี่ยเทียนโดย การปล่อยดินแดนของตัวเองออกมาดึงพลังงานความ ร้อนที่ไหลบ่าจากแปดทิศ ไม่เพียงแต่ทำไม่สำเร็จ พลังงานความร้อนในดินแดนของพวกเขากลับยังเป็น ฝ่ายไหลไปหาบ่อลาวาอย่างที่ไม่อาจควบคุมอีกด้วย ดินแดนสร้างขึ้นมาจากโอสถวิญญาณเปลวเพลิงและ พลังจิตวิญญาณ เมื่อพลังงานความร้อนหายไปก็ เท่ากับว่าพลังวิญญาณในโอสถวิญญาณเปลวเพลิง หายไป ความเร็วในการไหลหายไปเช่นนั้นรวดเร็วอย่างถึง ที่สุด อยู่เหนือการคาดการณ์ของพวกเขาไปอย่าง สิ้นเชิง พวกเขาจึงทำได้แต่หนีห่างไปให้ไกล หรือไม่ก็รีบเก็บ
ดินแดนมาไว้ ถึงจะหลีกเลี่ยงการดึงดูดจากบ่อลาวา ได้ “เนี่ยเทียน!” เผิงเยี่ยนตะโกนถามเสียงดัง “เจ้าเคย พูดคุยกับกระถางจุตรวิญญาณอัคคีในตำหนักหลังนั้น มาก่อน นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?” “ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่นา” เนี่ยเทียนที่อยู่ในดินแดนเปลว เพลิงรับสัมผัสได้ว่ามีพลังงานความร้อนไหลมาหาเร็ว มากขึ้นเรื่อยๆ ช่วยให้เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงฟื้นตัวและ แปรสภาพได้เร็วขึ้น “วิญญาณวัตถุในกระถางจุตร วิญญาณอัคคีแค่บอกว่าความลับที่แท้จริงของเกราะ มังกรเพลิงก็คือมันสามารถเชื่อมโยงไปยังสถานที่ฝัง ศพของชนเผ่าวิญญาณโบราณแห่งหนึ่ง ซึ่งต้องใช้ เลือดลมถึงจะเข้าไปที่นั่นได้” กล่าวจบ เนี่ยเทียนก็ฉุกคิด เรียกเกราะมังกรเพลิง ออกมาอีกครั้ง
คราวนี้เนื่องจากผังชื่อเฉิงยังวุ่นวายอยู่กับการใช้ลาวา มาเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับสายเลือดของตัวเอง เพื่อ เตรียมพร้อมสำหรับการฝ่าสู่แดนเทพเจ้า จึงไม่ได้ เรียกหาเกราะมังกรเพลิง “อู้!” เกราะมังกรเพลิงจึงบินเข้ามาในดินแดนเปลวเพลิง ของเขา และพอเข้ามาข้างในมันก็ดึงเอาพลังงาน ความร้อนที่อยู่ในนั้นมาเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับ ตัวเองทันที กระแสจิตของอาเจียซือที่ส่งมาให้เนี่ยเทียนแสดงให้ เห็นถึงความตื่นเต้น ดูท่าการเปลี่ยนแปลงใน อาณาจักรฮว่อหลิง และการที่พลังงานความร้อนจาก ทั่วทุกมุมมารวมตัวกันอยู่ที่นี่จะมีประโยชน์ต่อมันไม่ น้อย และเวลานี้ดินแดนเปลวเพลิงของเนี่ยเทียนก็ยังคง
ขยายใหญ่ออกไปอย่างต่อเนื่อง สี่ทิศของอาณาจักรฮว่อหลิงมีสัตว์ต่างเผ่าสี่ชนิดอย่าง มังกรเพลิง หงส์ไฟ วิหคเพลิง กิเลนไฟซึ่งอยู่ใน รูปลักษณ์ของเปลวเพลิงร้อนแรงคอยดึงเอาพลัง สายเลือดของตัวเองออกมาช่วยประคับประคองการ โคจรของค่ายกลจตุรผนึกสวรรค์ ทันใดนั้นคลื่นเลือดลมที่พิเศษของสัตว์ต่างเผ่าทั้งสี่ ชนิดก็กลายมาเป็นจุดสนใจของเนี่ยเทียน แล้วเขาก็เหมือนจะได้ยินวิญญาณวัตถุของกระถาง จุตรวิญญาณอัคคีที่อยู่ในตำหนักใต้บ่อลาวาเอ่ยอะไร แว่วๆ คล้ายถูกอะไรไปกระตุ้น มันถึงได้มีท่าทางตึง เครียดตื่นตระหนก “ฟู่วๆๆ!” ท่ามกลางดินแดนว่างเปล่าเปลวเพลิงของเขา เมล็ด พันธ์เปลวเพลิงกลุ่มนั้นคอยสาดยิงสะเก็ดไฟออกมา
ตลอดเวลา ประหนึ่งถูกค้อนที่ไม่มองเห็นทุบตี คล้าย จะหล่อหลอมให้มันกลายมาเป็นเรือนกายของ สิ่งมีชีวิตที่พิเศษ นอกอาณาจักร รอยแยกห้วงมิติเส้นที่พวกจีหยวนฉวนบินเข้ามายัง ไม่ได้ปิดประสานกัน ยังคงเปิดอ้าเอาไว้ ใครจะเข้า ออกก็ได้ “ฟู่ว!” ประกายแสงไฟจุดหนึ่งเปล่งวูบขึ้นมาในรอยแยกห้วง มิติเส้นนั้น จีหยวนฉวนและเย่เหวินฮั่นที่อยู่ใกล้กับรอยแยกพลัน หน้าเปลี่ยนสี เปลวเพลิงลุกไหม้กลุ่มหนึ่งพลันลอดออกมาจากรอย แยกห้วงมิติ พริบตาเดียวก็มาโผล่อยู่บนท้องฟ้านอก อาณาจักรฮว่อหลิง
พอมันปรากฏตัว ท้องฟ้าที่มืดมิดเยียบเย็นก็เปลี่ยนมา เป็นร้อนระอุเกินจะทานทน ทุกคนรวมถึงสี่แดนเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ต่างก็รู้สึกยากจะ ทานรับความร้อนของมัน ทุกคนรู้สึกเหมือนกันว่า ตัวเองคล้ายอยู่บนตะแกรงเหนือกองไฟ แดนเทพเจ้า แดนเอตทัคคะราวกับจะถูกเผาให้หลอมละลาย อย่างไรอย่างนั้น เมื่อมองอย่างละเอียดจะเห็นได้ว่าด้านในเปลวเพลิงที่ ลุกท่วมเหมือนจะมีสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายมนุษย์เพศ หญิงอยู่คนหนึ่ง “กรี๊ด!” พลังวิญญาณในดินแดนเอตทัคคะที่เป็นหยดน้ำแวว วาวของผู้อาวุโสแดนเอตทัคคะจากสำนักน้ำคนหนึ่ง ถูกระเหยไปอย่างรวดเร็ว จนต้องรีบหนีไปไกลด้วย ความหวาดกลัว
เหล่าแดนเอตทัคคะของสำนักน้ำคนอื่นๆ ก็มีสภาพ ย่ำแย่ไม่ต่างกัน ทุกคนล้วนถูกบีบให้ต้องถอยออกห่าง จากอาณาจักรฮว่อหลิง “นี่มัน นี่มัน…” เย่เหวินฮั่นตะลึงพรึงเพริดอย่างถึงทีสุด เขาเหม่อมอง เปลวเพลิงที่ลุกไหม้โหมกระหน่ำกองนั้นอยู่ครู่หนึ่งก็ พลันแผดร้องเสียงหลง “ไฟศักดิ์สิทธิ์! ไฟศักดิ์สิทธิ์ จากดินแดนไฟโลกันตร์!” พอเขากล่าวจบ ทุกคนก็ตื่นตระหนกลนลานกันไป หมด ไฟศักดิ์สิทธิ์จากดินแดนไฟโลกันตร์เคยทำลาย ดินแดนแห่งหนึ่งทิ้ง ทำให้ดินแดนไฟโลกันตร์กลายมา เป็นดินแดนที่มอดดับ อาณาจักรแต่ละแห่งที่เคยเป็น เหมือนอาณาจักรฮว่อหลิงก็ถูกเผาไหม้จนสิ้นซาก ถูก ดึงพลังงานไปหมดจนตายก่อนถึงเวลาอันสมควร
ตอนที่ผังปายอดีตเจ้าสำนักไฟรุ่นก่อนและเส้าเทียนห ยางเจ้าสำนักไฟคนปัจจุบันเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าช่วง ท้ายได้สำเร็จก็เคยไปเยือนดินแดนไฟโลกันตร์เพื่อ ตามหาไฟศักดิ์สิทธิ์ ทว่าคนทั้งสองต่างก็ล้มเหลว มีคำเล่าลือบอกว่าไฟศักดิ์สิทธิ์นั้นแปรสภาพมาจาก ทวยเทพแห่งเปลวเพลิงที่พิเศษที่สุดบนโลกใบนี้ เพราะทวยเทพองค์นั้นเกิดมาก็มีรูปลักษณ์เป็นเปลว เพลิง สามารถหลอมละลายเปลวเพลิงทุกอย่างที่อยู่ ในโลกเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวเองได้ ทว่าคนที่โชคดีเคยเจอเทพแห่งเพลิงก็แทบจะตายกัน ไปหมด ยากที่จะมีใครสื่อสารกับมันได้สำเร็จ การที่จู่ๆ มันมาเยือนอาณาจักรฮว่อหลิงในช่วงเวลา เปราะบางเช่นนี้ เพราะคิดจะทำอะไรกันแน่? พวกแดนเทพเจ้าอย่างจีหยวนฉวนอึ้งงันกันไปหมด
ก่อนจะทดลองปล่อยกระแสจิตวิญญาณออกไปหมาย จะสื่อสารกับมัน เพียงแต่ว่าพอกระแสจิตวิญญาณ ของพวกเขาเข้าใกล้เปลวเพลิงกลุ่มนั้นก็สลาย กลายเป็นเถ้าถ่านไปหมด ม่านตาของพวกเขาหดตัว ใบหน้าเผยความเจ็บปวด แล้วจึงไม่กล้าร่ายเวทอะไรอีก สิ่งมีชีวิตรูปร่างเหมือนคนที่อยู่ในไฟศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้น เหมือนกำลังจ้องไปยังอาณาจักรฮว่อหลิงเพื่อ สังเกตการณ์ พักใหญ่ก็พยายามที่จะขยับเข้าไปใกล้ “มันจะเข้าไปในอาณาจักรฮว่อหลิงรึ?” ผูหยางป่าย เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแปลกใจ “ค่ายกลจตุรผนึกสวรรค์ยังอยู่ พวกเราไม่ว่าใครก็ไม่ อาจข้ามผ่านไปได้ หรือว่ามันจะทำได้?” หวังฮ่าวหมิง ขมวดคิ้ว แล้วเขาก็หน้าเปลี่ยนสีโดยพลัน “บางที มัน อาจจะทำได้จริงๆ…”
เพราะว่าเพียงแค่ครู่เดียว ไฟศักดิ์สิทธิ์ก็เริ่มลงมือแล้ว เสียง “อู้” ดังขึ้นพร้อมกับภาพที่ไฟศักดิ์สิทธิ์บินเข้า หาอาณาจักรฮว่อหลิง อันดับแรก ค่ายกลเปลวเพลิงจำนวนนับไม่ถ้วนบน เขตปราการที่น่ากลัวที่สุดของอาณาจักรฮว่อหลิงกลับ ไม่ได้ถูกกระตุ้นเพื่อขัดขวางมัน ทว่าเมื่อไฟศักดิ์สิทธิ์พยายามจะขยับลึกเข้าไป ทุกคน กลับเหมือนจะได้ยินเสียงร้องคำรามแห่งความตื่น ตกใจสี่เสียงดังออกมาจากในอาณาจักรฮว่อหลิง! “นั่นคือวิญญาณวัตถุของกระถางจุตรวิญญาณอัคคี!” แล้วก็เป็นดังคาด เมื่อเสียงคำรามดังขึ้น มังกรเพลิง หงส์ไฟ วิหคเพลิงและกิเลนไฟสี่ตัวก็ทำท่าจะทะยาน ขึ้นสู่ท้องฟ้าของอาณาจักรฮว่อหลิง หมายสกัดกั้นไฟ ศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้น “เป็นมัน!”
ในอาณาจักรฮว่อหลิง เนี่ยเทียนพลันเงยหน้าขึ้นมอง ท้องฟ้าสีแดงฉานด้วยความตกตะลึง แล้วเส้นสายตาของเขาก็หันไปมองเมล็ดพันธ์เปลว เพลิงที่ลุกท่วมทันที “มัน มาเพราะเจ้าหรือ? มัน สัมผัสได้ถึงการแปรสภาพของเจ้า มันเลยเดินทางจาก ดินแดนไฟโลกันตร์มาที่อาณาจักรฮว่อหลิง? มัน ต้องการจะมาปกป้องเจ้า เพื่อให้เจ้าแปรสภาพได้ สำเร็จงั้นรึ?” “เหมือนผังปายที่ต่อให้ตายไปแล้วก็ยังใช้วิธีการอื่นๆ มาช่วยให้ผังชื่อเฉิงเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า?” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 45 บทที่ 1341 เปลี่ยนแปลงแก่นของชีวิต
“สัตว์ต่างเผ่าสี่ชนิด!” โหลวหงแยนเงยหน้ามองฟ้าเพราะสัมผัสได้ถึงความ ผิดปกติ แล้วก็ต้องอุทานออกมาเสียงแผ่ว พอนางเอ่ยเช่นนั้น เส้นสายตาของคนมากมายก็ย้าย จากบ่อลาวาที่ผังชื่อเฉิงอยู่เหลือบขึ้นมองบนท้องฟ้า ของอาณาจักรฮว่อหลิง มังกรเพลิงยาวเกือบหมื่นเมตรตัวหนึ่งก่อตัวขึ้นมาจาก การชุบหลอมของเปลวเพลิง กินเลนไฟเป็นเหมือน ภูเขาไฟพ่นลาวา หงส์ไฟประหนึ่งก้อนเมฆอรุโณทัยที่ ปิดคลุมแผ่นฟ้า วิหคเพลิงเหมือนสายฟ้าเส้นเรียวยาว สัตว์ต่างเผ่าทั้งสี่ชนิดปรากฏตัวในทิศทางที่แตกต่าง กันของอาณาจักรฮว่อหลิง พกพาเอาพลังอำนาจ
สะท้านฟ้าสะเทือนดินบินอยู่ท่ามกลางจุดลึกของก้อน เมฆ บัดนี้ในอาณาจักรฮว่อหลิง นอกจากเนี่ยเทียนแล้ว ผู้ อาวุโสและเทพบุตรเทพธิดาของสำนักห้าธาตุคนอื่นๆ ล้วนสัมผัสไม่ได้ถึงการดำรงอยู่ของไฟศักดิ์สิทธิ์ เพราะว่าไฟศักดิ์สิทธิ์ยังอยู่ข้างนอก ยังไม่ได้ลอดเข้า มาในทันที ทว่าพวกแดนเทพเจ้าสี่ท่านที่มีจีหยวนฉวนเป็นผู้นำ และเหล่าผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะของสำนักห้าธาตุ ซึ่งยังอยู่นอกอาณาจักรฮว่อหลิงกลับมองเห็นอย่าง ชัดเจน “อู้!” ไฟศักดิ์สิทธิ์ที่มาจากดินแดนไฟโลกันตร์คล้ายดาวตก ดวงหนึ่งที่ร่วงลงมา เขตปราการของอาณาจักรฮว่อหลิงที่นาบประทับ
ความลี้ลับของค่ายกลเปลวเพลิงไว้มากมายไม่ได้ สำแดงอานุภาพออกมาในทันที จนกระทั่งสี่สัตว์ใหญ่พากันทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า! เมื่อสี่สัตว์ใหญ่ปรากฏตัว ค่ายกลแกนกลางของค่าย กลจตุรผนึกสวรรค์ เวทลับเปลวเพลิงหลายร้อยชนิด อักขระเทพไฟจำนวนนับไม่ถ้วนก็ถูกกระตุ้นใช้งาน ทันที ทันใดนั้นเขตอาคมพลังงานความร้อนที่ปกคลุมอยู่ รอบอาณาจักรฮว่อหลิงก็ส่องแสงเจิดจ้าอย่างถึงที่สุด “ฟู่วๆ!” ดูเหมือนว่าสิ่งมีชีวิตรูปร่างเหมือนคนที่อยู่ในไฟ ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งลุกไหม้กลุ่มนั้นจะกำลังชักนำอะไร บางอย่าง เส้นแสงสีแดงปลั่งหลายล้านเส้นจึงบินออกมาจากไฟ ศักดิ์สิทธิ์ที่ลุกไหม้ ครั้นแล้วก็เคลื่อนไหวไปทั่วเขต
อาคมชั้นนอกของอาณาจักรฮว่อหลิงอย่างไม่อนาทร ร้อนใจ ที่น่าแปลกใจก็คือค่ายกลใหญ่ที่กระถางจุตรวิญญาณ อัคคีเป็นผู้ควบคุมให้ปิดผนึกอาณาจักรฮว่อหลิงมา นาน คล้ายจะถูกปลอบประโลมอย่างไรอย่างนั้น ค่ายกลจำนวนมากที่มองดูแล้วน่าหวาดกลัว และ พลังงานความร้อนที่มีอานุภาพสูงสุดเหล่านั้นกลับ… เหมือนทะเลเพลิงที่ถูกมีดคมๆ กรีดแบ่งให้แยกออก จากกัน ไฟศักดิ์สิทธิ์ที่ลุกไหม้จึงข้ามผ่านเขตปราการของ อาณาจักรฮว่อหลิง ตรงดิ่งเข้ามาโดยตรง “โฮก! ฮึ่ม!” เสียงร้องคำรามของสัตว์ต่างเผ่าทั้งสี่ดังกระหึ่มอยู่ใน มหาสมุทรจิตวิญญาณของทุกคน สร้างความหวาด ผวาให้แก่คนมากมาย
และยังมีพลังเลือดลมเด่นชัดที่กระเพื่อมออกมาจาก เรือนกายใหญ่โตซึ่งจำแลงมาจากเปลวเพลิงของสัตว์ ต่างเผ่าทั้งสิ้น ทว่าเมื่อไฟศักดิ์สิทธิ์เผชิญหน้ากับการโจมตีด้วย พลังงานที่สยบจิตวิญญาณจากสี่สัตว์ใหญ่กลับไม่มี ปฏิกิริยาตอบสนองอะไรแม้แต่น้อย ยังคงร่วงดิ่งลงมา ราวกับดาวตกดวงหนึ่ง “อู้!” ไม่ว่าจะเป็นกิเลนไฟที่กระโจนเข้าใส่หรือมังกรเพลิง ร่างยาวหมื่นเมตรก็ล้วนถูกมันลอดทะลวงผ่านมาได้ อย่างง่ายดาย สำหรับมันแล้ว เรือนกายที่ประกอบขึ้นจากเปลวไฟ ของสี่สัตว์ใหญ่ซึ่งเดิมทีก็เป็นภาพมายาอยู่แล้วไม่มี พลังการทำลายล้างใดๆ ต่อมันได้เลย นาทีถัดมา ไฟศักดิ์สิทธิ์จากดินแดนไฟโลกันตร์ก็มา
ลอยอยู่กลางอากาศเหนืออาณาจักรฮว่อหลิง “นั่นมันอะไรกัน!” ทุกคนที่จ้องเป๋งไปบนท้องฟ้ามองเห็นดาวตกที่ลุก ท่วมไปด้วยเปลวเพลิงดวงหนึ่งโผล่พรวดออกมาก็พา กันอึ้งค้าง “ช่างเป็นปราณที่ร้อนแรงยิ่งนัก!” หวงจินหนันจ้องนิ่ง ไปยังไฟศักดิ์สิทธิ์พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงตกตะลึง “ดู เหมือน ดูเหมือนว่าอุณหภูมิของอาณาจักรฮว่อหลิง จะค่อยๆ สูงขึ้นแล้ว!” “ไม่ใช่แค่อุณหภูมิเท่านั้น” โหลวหงแยนหวีดร้อง “ครืนๆๆ! ครืนๆๆ!” ภูเขาไฟหลายลูกในอาณาจักรฮว่อหลิงที่มอดดับมา นานปี จู่ๆ ก็สั่นสะเทือนอย่างไรสาเหตุ บ่อลาวาในจุด ลึกใต้ดินกลับเดือดปะทุขึ้นอย่างผิดปกติ
“หนึ่งลูก สองลูก เจ้าลูก สิบเก้าลูก!” ในลำคอของเผิงเยี่ยนเปล่งเสียงประหลาด เขากวาด ตามองไปรอบด้านด้วยอาการเลิ่กลั่ก พอใช้กระแสจิต วิญญาณ ใช้ดวงตาและใช้อาวุธในมือไปรับสัมผัส ยิ่ง นานก็ยิ่งตกตะลึง ยิ่งนานก็ยิ่งกระวนกระวาย “สาเหตุไม่ได้มาจากกระถางจุตรวิญญาณอัคคี!” โหว ชูหลันมั่นใจอย่างมาก “ภูเขาไฟหลายลูกใน อาณาจักรฮว่อหลิงระเบิดปะทุแบบนี้จะเขย่าคลอน รากฐานของอาณาจักรฮว่อหลิงเอง! การดำรงอยู่ของ กระถางจุตรวิญญาณอัคคีอาจจะเพื่อช่วยให้ผังชื่อเฉิง ช่วงชิงตำแหน่งเจ้าสำนักไฟในอาณาจักรฮว่อหลิงก็ จริง แต่มันไม่มีทางทำลายอาณาจักรแห่งนี้แน่นอน!” “ย่อมไม่ใช่มันอยู่แล้ว!” เผิงเยี่ยนแผดเสียงร้องแหลม “การดำรงอยู่ของมันก็เพื่อทำให้อาณาจักรฮว่อหลิงก ลายมาเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดในการฝึกตนของ
คนสำนักไฟ อีกทั้งนับตั้งแต่ที่มันถูกสร้างขึ้นมา มันก็ ทำอย่างนี้มาโดยตลอด ไม่ว่าอย่างไร มันก็ไม่มีทาง ทำลายอาณาจักรฮว่อหลิงแน่นอน” “ปราณของมัน…” โหลวหงแยนมองไปบนท้องฟ้า ก่อนจะเลิกคิ้วน้อยๆ แล้วพลันถลึงตามองไปที่เนี่ย เทียน เวลานี้คนมากมายต่างก็เริ่มมองออกถึงต้นสายปลาย เหตุแล้ว “เนี่ยเทียนเปลวเพลิงกลุ่มนั้นที่อยู่ในดินแดนเปลว เพลิงของเจ้ามีความสัมพันธ์อะไรกับเปลวเพลิงที่อยู่ บนท้องฟ้าของอาณาจักรฮว่อหลิง?” หวงจินหนันอด ใจไม่ไหวอีกต่อไป “ทำไมปราณที่เปลวเพลิงสองกลุ่ม นี้ปล่อยออกมาถึงได้ใกล้เคียงกันนัก?” “พวกมันคือไฟศักดิ์สิทธิ์จากดินแดนไฟโลกันตร์” เนี่ย เทียนตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ไฟศักดิ์สิทธิ์!” “ไฟศักดิ์สิทธิ์ที่ทำลายดินแดนไฟโลกันตร์ ทำให้ทั้ง ดินแดนกลายเป็นดวงดาวที่มอดดับอย่างสิ้นเชิง!” “คุณพระช่วย! เป็นเจ้าสิ่งนั้นเองหรือนี่!” พวกผู้อาวุโสและคนของสำนักไฟต่างก็กรีดร้องเสียง ดัง เห็นได้ชัดว่าเริ่มอยู่ไม่สุขกันขึ้นมาบ้างแล้ว “เนี่ยเทียน เจ้า เจ้าเป็นคนพามันมาหรือ?” เผิงเยี่ยน พูดติดๆ ขัดๆ “พวกเราหวังให้เจ้าทำลายการฝ่าทะลุ แดนเทพเจ้าของผังชื่อเฉิง แต่ไม่ได้อยากให้เจ้าทำลาย อาณาจักรฮว่อหลิงนะ!” “เรื่องนี้…” เนี่ยเทียนมีท่าทางกระอักกระอ่วนอย่าง เห็นได้ชัด “ข้าไม่ได้เป็นคนเชิญมันมาหรอก แต่เป็น มันต่างหาก” เขาชี้นิ้วไปยังเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงสีส้มอมแดงที่อยู่ใน ดินแดนเปลวเพลิงของตน ซึ่งเวลานี้เมล็ดพันธ์เปลว
เพลิงก็ยังคงดึงเอาพลังงานความร้อนที่เดิมทีควรจะ ไหลเข้าไปในบ่อลาวามาให้กับตัวเองเพื่อทำการแปร สภาพอย่างต่อเนื่อง ดูเหมือนว่าเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงกำลังใช้พลังงาน ความร้อนมาสร้างเรือนกาย เปลี่ยนแปลงแก่นแห่ง ชีวิตของตัวเอง! ช่วงแรกเริ่มเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงเป็นเพียงแค่เปลว เพลิงกลุ่มหนึ่งที่มีปราณจิตวิญญาณปะปนอยู่เล็กน้อย เท่านั้น ไม่ใช่สสารที่จับต้องได้ ไม่มีเลือดลม และยิ่งไม่ มีเลือดเนื้อ ภายหลังเขาใช้พรสวรรค์การกรอกเทพลังชีวิตไปมอบ แก่นเลือดให้กับเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง ทำให้เมล็ดพันธ์ เปลวเพลิงมีปราณที่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิต เพียงแต่ว่ายังอยู่ห่างจากการที่มันจะมีเรือนกายที่มี เลือดเนื้ออยู่มากนัก
ทว่าบัดนี้ เนี่ยเทียนกลับเกิดความรู้สึกว่าเมล็ดพันธ์ เปลวเพลิงมีการแปรสภาพ ซึ่งมันจะมีเลือดเนื้อที่ แท้จริงเฉกเช่นทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้า กลาย มาเป็นเรือนกายสิ่งมีชีวิตรูปแบบใหม่ หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ กลายมาเป็นเผ่าพันธุ์ สิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์ใหม่! “ตูมๆๆ!” เสียงประหลาดดังลอยมาจากภูเขาไฟลูกที่ผังชื่อเฉิง อยู่ “เอ๊ะ!” เนี่ยเทียนสัมผัสได้ในทันทีว่าเมื่อไฟศักดิ์สิทธิ์เยื้อง กรายมาถึง พลังงานแห่งความร้อนที่ไหลมาจากแปด ทิศก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พลังงานความร้อนเกินครึ่งไม่ได้ไหลหายเข้าไปในบ่อ ลาวา แต่กลับถูกดินแดนเปลวเพลิงของเขาชักนำมา
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ถูกเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงใน ดินแดนเปลวเพลิงของเขาดึงดูดมา! “นั่นมันวัตถุระยำอะไร!” เสียงคำรามเดือดดาลของผังชื่อเฉิงแผดออกมาจาก บ่อลาวาที่เดือด “ปุดๆ” ขั้นตอนการใช้พลังของบ่อ ลาวามาชำระล้างเรือนกาย เพื่อฝ่าพันธนาการทาง สายเลือดของเขาถูกทำลายลงเสียแล้ว เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพลังงานความร้อนที่ไหล เข้ามาในบ่อลาวาลดหายฮวบฮาบ! นี่หมายความว่าอีกสักครู่เมื่อสายเลือดของเขากำลัง จะฝ่าทะลุก็อย่าหวังว่าจะได้ใช้พลังความร้อนของทั้ง อาณาจักรฮว่อหลิงมาช่วยให้เขาเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า ได้อย่างราบรื่น! ไม่นึกเลยว่าจะมีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นกับแผนการ และการเตรียมการทั้งหลายที่บิดาของเขาทิ้งไว้ให้
ก่อนจะลาโลกนี้ไป! “เจ้า เสียแรงควบคุมอาณาจักรฮว่อหลิงมานานหลาย ปี! เจ้าปล่อยให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร!” ผังชื่อเฉิงคำรามลั่น เขารู้ว่ากระถางจุตรวิญญาณอัคคี ต้องได้ยินแน่นอน “เจ้าต้องช่วยข้าคลี่คลายทุกปัญหา ที่ขัดขวางการฝ่าทะลุขอบเขตให้ข้า! หากข้าเลื่อนสู่ แดนเทพเจ้าไม่สำเร็จก็เท่ากับเจ้าเนรคุณความเชื่อใจ ของบิดาข้า!” “ครืนๆๆ! ครืนๆๆ!” พื้นดินตลอดทั้งอาณาจักรฮว่อหลิงคล้ายสั่นไหว เพราะประโยคนี้ของผังชื่อเฉิง เพราะการมาเยือนของ ไฟศักดิ์สิทธิ์ ดูเหมือนว่าในที่สุดก็ไปกระตุ้นให้กระถาง จุตรวิญญาณอัคคีเดือดดาล “อู้!” อาวุธเทพที่ถูกปิดผนึกอยู่ใต้ดินมานานไม่รู้กี่ปีพลันบิน
พรวดออกมาจากบ่อลาวา พลังอำนาจน่าหวาดกลัวซึ่งเผด็จการเหี้ยมหาญ ดั่งจะ สามารถเผาไหม้ฟ้าดิน เผาไหม้หมื่นสรรพสิ้นให้วอด วายแผ่ขยายออกมาจากกระถางยักษ์สี่ขาที่พอเผย โฉมหน้าที่แท้จริงก็ขยายร่างใหญ่หลายร้อยเท่า “กระถางจุตรวิญญาณอัคคี! ในที่สุดมันก็เปิดเผยโฉม หน้าที่แท้จริงแล้ว!” ผู้อาวุโสและคนของสำนักไฟ หลายคนต่างก็ร้องครางราวกับละเมอ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 45 บทที่ 1342 สร้างชีวิต!
กระถางยักษ์ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า สัตว์ต่างเผ่าสี่ชนิดอย่างมังกรเพลิง วิหคเพลิง กิเลน ไฟและหงส์ไฟพลันลดตัวจากกลางอากาศสูงแล้ว ผสานเข้าไปในกระถางอย่างพร้อมเพรียงกันเสียงดัง “ฟิ้วๆๆๆ” “ตูม!” พลังอำนาจของกระถางจุตรวิญญาณอัคคีไต่ทะยาน ขึ้นไปอีกระดับใหญ่ เปี่ยมล้นไปด้วยปราณเลือดเนื้อที่ พิเศษของสัตว์โบราณระดับต้าจุนสี่ตัว! สายเลือดแห่งชีวิตของเนี่ยเทียนสัมผัสได้อย่างชัดเจน ว่าเมื่อร่างมายาของสัตว์ชนต่างเผ่าทั้งสี่ตัวหายเข้าไป ในกระถางยักษ์ กระถางยักษ์ก็ถูกอัดแน่นไปด้วยพลัง
ของเลือดลม “เลือดลม!” เขาพลันเข้าใจว่าสัตว์ชนต่างเผ่าทั้งสี่ที่ปรากฎตัวใน อาณาจักรฮว่อหลิงก่อนหน้านี้ก็คือเลือดลมสี่ขุมที่บิน ออกมาจากในกระถางจุตรวิญญาณอัคคี แล้วผสาน เข้ากับพลังงานความร้อนแผดเผาถึงได้ก่อตัวขึ้นเป็น ภาพมายาได้ ตอนนี้เมื่อกระถางยักษ์บินออกมาจากในตำหนัก เลือดลมทั้งสี่ขุมจึงถูกมันเก็บกลับคืนอีกครั้ง กระถางยักษ์ที่พอเก็บเลือดลมทั้งสี่ขุมเข้าไปแล้วก็เป็น เหมือนขุนเขาหมื่นจั้งที่ตั้งตระหง่านอยู่ในจุดลึกของ ชั้นเมฆเหนืออาณาจักรฮว่อหลิง ไม่ว่าใครที่มองไปก็ ล้วนขวัญผวาอย่างรุนแรง “นี่ ก็คือกระถางจุตรวิญญาณอัคคี!” “ผู้พิทักษ์อาณาจักรฮว่อหลิง ทำให้อาณาจักรแห่งนี้
เป็นสถานที่วิเศษสำหรับผู้ที่ฝึกวิชาเปลวเพลิง ก็คือ มันนี่แหละ!” “อดีตเจ้าสำนักเป็นผู้มากพรสวรรค์อย่างแท้จริง ข้า ล่ะนับถือยิ่งนัก” “กระถางใบนี้ก็คือจิตวิญญาณของสำนักไฟ!” ผู้อาวุโสหลายคนของสำนักไฟที่พอเห็นกระถางยักษ์ ลอยขึ้นมาก็พากันส่งเสียงชื่นชมด้วยความเคารพ เลื่อมใสโดยไม่สนอีกแล้วว่ากระถางจุตรวิญญาณอัคคี มีความสัมพันธ์อะไรกับผังชื่อเฉิง ซ้ำพวกเขายังเกิดความหลงใหลคลั่งใคล้อย่างรุนแรง! “วัตถุชิ้นนี้ เดิมทีควรต้องเป็นของข้า!” โหลวหงแย นร้องคำรามอยู่ในใจ ดวงตามีกองไฟลุกไหม้ “หากคน ที่มันยอมรับคือข้า ถ้าเช่นนั้น…” “ฆ่า! ฆ่าพวกมันให้ข้าให้หมด!” เสียงร้องคำรามของ ผังชื่อเฉิงดังออกมาจากบ่อลาวาที่เดือดพล่าน ซ้ำเขา
ยังเผยกายโดยขึ้นมาเหยียบอยู่บนลาวาอีกด้วย “สวบ!” สายฟ้าสีชาดหลายเส้นบินทะยานอยู่ในหลอดเลือดใต้ ผิวหนังของเขา เขายังคงดึงเอาลาวามาชำระเรือน กายเพื่อเลื่อนระดับทางสายเลือด เนี่ยเทียนหันไปมองแค่ปราดเดียวก็วิเคราะห์ได้อย่าง เฉียบพลันว่าสายเลือดของผังชื่อเฉิงคือระดับแปด แม้จะไม่รู้ว่าต้นกำเนิดทางสายเลือดของผังชื่อเฉิงมา จากเผ่าพันธุ์ใด แต่เขากลับมั่นใจเต็มร้อยว่าสายเลือด ของอีกฝ่ายต้องเกี่ยวข้องกับลาวาร้อนแรงแน่นอน “สายเลือดระดับแปด หวังจะฝ่าทะลุสู่ระดับเก้าเพื่อ กลายมาเป็นมหาราชา” เนี่ยเทียนครุ่นคิด “เมื่อ สายเลือดเลื่อนสู่ระดับเก้า ใช้สายเลือดไปช่วยให้ ร่างกายฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้า ก็น่าจะผ่อนคลายมาก สินะ?”
“อู้ๆๆ!” พลังงานความร้อนที่ไหลบ่ามาจากแปดทิศเกิดการ เปลี่ยนแปลงอีกครั้ง อัตราความเร็วของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงที่เดิมทีสกัด ดึงเอาพลังงานความร้อนมาอย่างบ้าคลั่งเพื่อหวังการ แปรสภาพพลันลดลงอย่างฮวบฮาบ พลังงานความร้อนที่มากกว่าเป็นดั่งลำแสงเปลวเพลิง หรือไม่ก็ฝนไฟที่พากันบินหายเข้าไปในบ่อลาวาอีก ครั้ง “ไม่เลว! ควรจะเป็นอย่างนี้สิ มาช่วยให้สายเลือดของ ข้าเลื่อนขั้นก่อน!” ผังชื่อเฉิงหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง “รอให้สายเลือดของข้าเลื่อนสูงอีกระดับ ข้าก็จะ สามารถเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ!” “เอ๊ะ!” “กระถางจุตรวิญญาณอัคคีกับไฟศักดิ์สิทธิ์จาก
ดินแดนไฟโลกันตร์กำลังแย่งชิงกันเองโดยใช้วิธีการที่ แตกต่างกัน!” “จริงด้วย!” พวกโหวชูหลัน โหลวหงแยนและหวงจินหนัน สังเกตการณ์อย่างละเอียดก็เข้าใจทันทีว่ากระถางจุตร วิญญาณอัคคีและไฟศักดิ์สิทธิ์ ฝ่ายหนึ่งช่วยเหลือผัง ชื่อเฉิง อีกฝ่ายหนึ่งช่วยเหลือเนี่ยเทียน เป้าหมายที่ไฟศักดิ์สิทธิ์เดินทางข้ามดินแดนมาก็คือ ช่วยให้เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงแปรสภาพได้สำเร็จ ส่วนกระถางจุตรวิญญาณอัคคีนั้นทำตามปรารถนา ของผังปาย นั่นคือช่วยให้ผังชื่อเฉิงชุบหลอมเลือดเนื้อ จนเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงหรือผังชื่อเฉิง ใครก็ ตามที่คิดจะประสบความสำเร็จก็ต้องดึงเอาพลังงาน เปลวเพลิงไปให้ได้มากที่สุดเท่านั้น
และอาณาจักรฮว่อหลิงก็เป็นสถานที่ที่มีพลังงาน ความร้อนอุดมสมบูรณ์มากที่สุด บริสุทธิ์มากที่สุดและ ยิ่งใหญ่ไพศาลมากที่สุดในดินแดนของเผ่ามนุษย์ทุก วันนี้ ทั้งยังมีค่ายกลใหญ่ที่ผังปายทิ้งไว้คอยช่วยให้ พลังงานความร้อนกลั่นตัวได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย! พลังงานความร้อนแผดเผาในอาณาจักรฮว่อหลิง น่าจะมากพอให้ผังชื่อเฉิง หรือไม่ก็เมล็ดพันธ์เปลว เพลิงเลื่อนขั้นหรือแปรสภาพได้สำเร็จ ทว่าบางทีมันอาจจะช่วยได้แค่คนใดคนหนึ่งเท่านั้น “ปัง! ปังๆๆ!” ท่ามกลางชั้นเมฆสีแดงฉาน จู่ๆ ก็มีแสงเปลวเพลิง เส้นผลึกสีเลือด อักขระไฟที่นาบประทับกฎเกณฑ์ แห่งสัจธรรมจำนวนมากร่วมมือกันปะทะกับลายเส้น ค่ายกลซึ่งเป็นสัจธรรมแห่งเปลวเพลิงไม่หยุด “ฟิ้ว!”
ไฟศักดิ์สิทธิ์ที่ลุกท่วมกองนั้นพลันลอยมาอยู่ตรงปาก กระถางของกระถางจุตรวิญญาณอัคคี เมื่อเทียบกับกระถางยักษ์แล้ว มันมีขนาดเล็กจ้อย เหมือนดวงดาวติดไฟดวงหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางห้วง จักรวาลกว้างใหญ่ ขนาดของมันคนละชั้นกันเลย ทีเดียว ทว่าพอมันลอยมาอยู่ตรงปากกระถางของกระถาง จุตรวิญญาณอัคคี กระถางยักษ์สูงหมื่นจั้งกลับ สั่นสะเทือนรุนแรง บนตัวกระถางมีภาพมังกรเพลิง กิเลนไฟ วิหคเพลิงและหงส์ไฟเปล่งวูบวาบ บางครั้งก็ ชัดเจน บางครั้งก็เลือนราง อักขระเทพเปลวเพลิง กฎเกณฑ์แห่งสัจธรรม เส้น ผลึกเปลวเพลิงรวมถึงพลังงานความร้อนทาง สายเลือดของสัตว์ต่างเผ่าทั้งสี่ที่กระถางจุตรวิญญาณ อัคคีปลดปล่อยออกมาล้วนถูกข่มทับทั้งหมด
ไม่นานเนี่ยเทียนก็ค้นพบว่าพลังงานความร้อนที่มา รวมตัวอยู่ในดินแดนเปลวเพลิงของเขาเพื่อช่วยให้ เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงแปรสภาพมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น อีกครั้ง “ตูม!” ผังชื่อเฉิงที่อยู่ในบ่อลาวา รอบกายถูกโอบล้อมไปด้วย พลังงานความร้อน ในรูขุมขนทุกอณูมีลาวาเพลิง ไหลเวียนไม่ขาดสาย ความรู้สึกที่ว่าสายเลือดจะปะทุและเลื่อนขั้นได้สำเร็จ ถูกสายเลือดแห่งชีวิตของเนี่ยเทียนรับสัมผัสได้ก่อน “ดี!” ผังชื่อเฉิงหัวเราะร่าสาสมใจ “ระดับเก้า! สายเลือด ระดับเก้า! ทัดเทียมกับขอบเขตของข้า! นับแต่บัดนี้ไป ข้าก็สามารถลงมือเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้แล้ว!” “อู้ๆๆ!”
ดูเหมือนว่าเขาจะใช้พรสวรรค์ทางสายเลือดอะไร บางอย่างในบ่อลาวา ลาวาในบ่อที่เดือดพล่านถึงโถม ตัวขึ้นเป็นคลื่นไฟลูกยักษ์ แล้วก็มีพลังงานความร้อน ที่ระเบิดปะทุยิ่งกว่าเดิมมารวมตัวกันในเลือดลมและ เส้นชีพจรของเขา ช่วยชำระล้างอวัยวะภายในและทำ ให้กระดูกของเขาแข็งแกร่งขึ้น “พลังร้อน พลังร้อน พลังร้อน…” ขณะเดียวกันจิตวิญญาณของเนี่ยเทียนก็เหมือนจะได้ ยินความคิดที่ส่งผ่านมาจากไฟศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดน ไฟโลกันตร์ “เผ่าพลังร้อน!” เนี่ยเทียนตัวสั่นสะท้าน เข้าใจความหมายในคำพูด ของมันได้ทันทีจึงหันขวับไปมองเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงเปลี่ยนมามีเลือดมีเนื้ออย่างทวย เทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าแล้ว และที่สำคัญที่สุดก็คือ
เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงที่มีลักษณะเหมือนคนนั้นมีเสียง หัวใจแผ่วเบาดังขึ้นมาด้วย พลังงานความร้อนจำนวนมากที่ถูกรวบรวมมา ภายหลังล้วนไหลหายเข้าไปยังหน้าอกของเมล็ดพันธ์ เปลวเพลิง ตรงตำแหน่งหัวใจของมัน “หัวใจ ต้นกำเนิดของสายเลือด การสร้างโซ่ผลึก สายเลือด! เผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตอย่างใหม่ที่มีทั้งจิต วิญญาณและเลือดเนื้อ—เผ่าพลังร้อน!” เนี่ยเทียนเงย หน้ามองไฟศักดิ์สิทธิ์จากดินแดนไฟโลกันตร์กลุ่มนั้น “เจ้ามอบจิตวิญญาณ มอบแก่นแห่งเพลิงอัน มหัศจรรย์ ส่วนข้าเป็นผู้มอบเลือดเนื้อ” “เผ่าพลังร้อน!” เนี่ยเทียนไชโยโห่ร้องอยู่ในใจ การแปรสภาพของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงครั้งนี้มี ความหมายยิ่งใหญ่เกินกว่าการจินตนาการของเขาไป
ไกลนัก! นี่คือการถือกำเนิดของเผ่าพันธุ์ใหม่อย่างสิ้นเชิง! เหมือนเผ่าวิญญาณโบราณ เผ่าภูตผีปีศาจ เผ่าอสูร กาย เผ่าโครงระดูก นี่คือเผ่าพันธ์สิ่งมีชีวิตอย่างใหม่ที่ ปรากฎตัวบนโลกเป็นครั้งแรก! และเขากับไฟศักดิ์สิทธิ์จากดินแดนไฟโลกันตร์ก็ล้วน เป็นผู้สร้างเผ่าพลังร้อนนี้ขึ้นมา! “มีปราณเลือดเนื้อ มีเสียงหัวใจ ดินแดนมายาเปลว เพลิงของเนี่ยเทียนเหมือนไม่ใช่ภาพมายาที่ว่างเปล่า อีกต่อไป แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนสิ่งมีชีวิตที่จับ ต้องได้!” โหวชูหลันเชี่ยวชาญพลังพืชหญ้า และพลัง พืชหญ้าก็คือสาขาหนึ่งของพลังแห่งชีวิต นางเป็นคน แรกที่สัมผัสได้จึงร้องอุทานออกมาอย่างอดไม่ไหว นี่ไม่เหมือนกับไฟศักดิ์สิทธิ์ที่มาจากดินแดนไฟ โลกันตร์
ด้านในไฟศักดิ์สิทธิ์ก็มีรูปร่างของคนอยู่เหมือนกัน ทว่าในความรู้สึกของโหวชูหลัน ไฟศักดิ์สิทธิ์ก็แค่มี รูปร่างเท่านั้น ไม่มีเลือดเนื้อที่แท้จริง แล้วก็ยิ่งไม่มี เสียงหัวใจ มีเลือดเนื้อ มีหัวใจ มีจิตวิญญาณ นี่ต่างหากถึงจะ เรียกว่าเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่แท้จริง! แต่ไฟศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่ ทว่าเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงกลับมีสัญลักษณ์ทุกอย่างที่ เผ่าพันธ์สิ่งมีชีวิตควรจะมี! “คงจะไม่ใช่ว่าเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตอย่างใหม่เพิ่งถือ กำเนิดหรอกนะ?” อึ้งไปครู่หนึ่ง โหวชูหลันก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ นางกรีดร้องเสียงหลง ร่างทั้งร่างตะลึงจังงังเหมือนคน ที่ตกใจกับเรื่องบางอย่างอย่างรุนแรง “ทำไม ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ไปได้?” โหลวหงแยน
พึมพำอย่างคนขวัญกระเจิง “วัตถุที่อยู่ในดินแดนว่างเปล่าเปลวเพลิงของเนี่ย เทียนก็คือสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่ง! สิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อ มี จิตวิญญาณ! อีกทั้งยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยปรากฏมา ก่อน!” เผิงเยี่ยนตะลึงพรึงเพริด ขยี้ตาตัวเองไม่หยุด หมายจะให้ตัวเองมองเห็นชัดเจนทะลุปรุโปร่งยิ่ง กว่าเดิม “สร้างเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิต นี่มันปาฏิหาริย์ ชัดๆ!” “อู้ๆๆ!” พอเสียงหัวใจของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงเกิดขึ้น พลังงานความร้อนที่เดิมทีถูกพลังของกระถาง จุตรวิญญาณอัคคีควบคุมให้ไหลไปหาบ่อลาวากลับ แบ่งจำนวนส่วนมากเข้าไปในดินแดนเปลวเพลิงของ เนี่ยเทียนอีกครั้ง ทว่าเนี่ยเทียนกลับรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ฝีมือของไฟศักดิ์สิทธิ์
จากดินแดนไฟโลกันตร์ แต่เป็นพรสวรรค์ทางสายเลือดอย่างแรกที่หัวใจซึ่ง กำลังก่อโซ่ผลึกสายเลือดของเผ่าพันธุ์พลังร้อนคนแรก สร้างขึ้นมา —พรสวรรค์ที่เป็นฝ่ายดึงเอาพลังงานความร้อนมาหา ตัวเอง! หลังจากที่พรสวรรค์นี้โคจร และเมื่อกระถางจุตร วิญญาณอัคคีถูกไฟศักดิ์สิทธิ์ข่ม แม้แต่ผังชื่อเฉิงเองก็ ยังไม่สามารถหาวิธีมาต้านทานพรสวรรค์ทาง สายเลือดเช่นนี้ได้ ได้แต่มองพลังงานความร้อนที่เดิม ทีควรถูกเขายึดครองมาใช้ฝ่าแดนเทพเจ้าถูกเมล็ด พันธ์เปลวเพลิงสกัดดึงเอาไปเพื่อการแปรสภาพขั้น สุดท้ายของตัวมันเอง เมื่อพรสวรรค์ทางสายเลือดชนิดนี้ของเมล็ดพันธ์เปลว เพลิงเกิดขึ้น เนี่ยเทียนก็สัมผัสได้ถึงความลิงโลดของ
ไฟศักดิ์สิทธิ์จากดินแดนไฟโลกันตร์อย่างชัดเจน อีกทั้งเขายังสัมผัสได้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างเขากับ ร่าง หัวใจและปราณของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงได้อีก ด้วย ความรู้สึกเช่นนี้ราวกับว่าเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงก็คือลูก ของเขาอย่างไรอย่างนั้น “ฟู่วๆๆ!” หลังจากผ่านไปอีกพักหนึ่ง เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงที่ เปลี่ยนมามีเลือดเนื้อก็ค่อยๆ บินออกไปจากดินแดน เปลวเพลิงของเขา ไม่อาศัยแดนว่างเปล่าของเขาอีก ต่อไป แต่บินไปหาบ่อลาวาด้วยตัวเอง” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 45 บทที่ 1343 ลูกรักแห่งไฟ!
เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงพุ่งเข้าไปในบ่อลาวาก็เพื่อไปแย่ง ชิงพลังการเลื่อนขั้นที่เดิมทีควรเป็นของผังชื่อเฉิง! “ตูม!” ผังชื่อเฉิงบินพรวดออกมา ดวงตาของเขาแดงก่ำราว กับมีเลือดสดไหลริน มือทั้งคู่ของเขาโบกตวัด ทันใดนั้นกระแสความร้อนที่ ก่อตัวขึ้นมาจากลาวาก็เข้ามารวมกับพลังเลือดลมของ เขา กลายมาเป็นเวทลับที่อัศจรรย์อย่างหนึ่ง! “คลื่นความร้อนแห่งเลือด!” ท่ามกลางผนังหินในถ้ำมีค่ายกลเปลวเพลิงเจ็ดสิบกว่า ชนิดถูกกระตุ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน อักขระขนาดใหญ่ยักษ์ตัวหนึ่งที่นาบประทับกระแส
จิตกลุ่มหนึ่งที่ผังปายบิดาของเขาทิ้งไว้ได้เข้าไป กระตุ้นพลังงานเดือดพล่านของลาวาให้ตรงเข้าเล่น งานเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง “อู้!” แล้วเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงก็ถูกอักขระใหญ่ยักษ์นั่นปก คลุมจนมิด เนี่ยเทียนก้มหน้าลงมองก็รู้สึกว่าอักขระตัวนั้นมีความ คล้ายคลึงกับอักขระโบราณมายาเวทลับการผนึกที่ เขาบรรลุมาจากพื้นที่ฝังศพเผ่าวิญญาณโบราณอยู่ หลายส่วน แต่ก็ไม่เหมือนกันทั้งหมด อักขระโบราณมายาที่เขาร่ายใช้ปะปนไปด้วยพลังงาน ต่างธาตุหลากหลายชนิด ซึ่งซับซ้อนอย่างถึงที่สุด มี ทั้งพลังดวงดาว พืชหญ้า เปลวเพลิง เลือดลมแล้วก็ จิตวิญญาณ…
ทว่าอักขระที่ผังชื่อเฉิงใช้กลับมีปราณแค่สามชนิด นั่น คือพลังงานความร้อน เลือดลมและจิตวิญญาณกลุ่ม หนึ่ง ซ้ำจิตวิญญาณกลุ่มนั้นยังไม่ใช่ของผังชื่อเฉิงเอง แต่ เป็นกระแสจิตวิญญาณที่ผังปายทิ้งเอาไว้! “ผังปาย!” เนี่ยเทียนนิ่วหน้า พลันตระหนักได้ว่าผังปายอดีตเจ้า สำนักไฟต้องเคยไปเยือนสถานที่ฝังศพของเผ่า วิญญาณโบราณที่เกราะมังกรเพลิงพาเข้าไปแน่นอน เพราะหลังจากที่เขาพูดคุยกับกระถางจุตรวิญญาณ อัคคีก็ได้เข้าใจความสำคัญของเกราะมังกรเพลิงว่ามัน คือกุญแจเข้าออกที่แห่งนั้นซึ่งผังปายเป็นผู้ทิ้งไว้ “บางทีผังปายอาจจะบรรลุความลี้ลับของอักขระ โบราณมายา แต่เนื่องจากเดิมทีเขาเป็นเผ่ามนุษย์จึง ไม่มีสายเลือดที่พิเศษ แล้วก็ไม่ได้ฝึกตนด้วยวิชา
หลากหลายธาตุอย่างข้า ดังนั้นจึงไม่สามารถสำแดง อานุภาพที่แท้จริงของอักขระโบราณมายาออกมาได้” เนี่ยเทียนขบคิด “แต่ว่า เขากลับแข็งแกร่งมากพอ เป็นถึงแดนเทพเจ้า เมื่อบรรลุความลับนี้ก็นำมาแปร สภาพด้วยตัวเอง ซึ่งก็คงต้องมีพลังการกำราบที่น่าดู ชมอยู่เหมือนกัน” “ถ้าเป็นแบบนี้ แล้วเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง…” ขณะที่เขากำลังเป็นกังวลว่าเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงจะ ถูกอักขระตัวนั้นผนึกอยู่ภายในนั้นเอง จู่ๆ ผังชื่อเฉิงก็ แผดเสียงร้องแหลมดัง เส้นผลึกเปลวเพลิงบางส่วนที่อยู่ในบ่อลาวาและใน ผนังถ้ำสีแดงฉานพากันบินออกมาโดยไม่เชื่อฟังการ ควบคุมทางจิตของเขา เส้นผลึกเปลวเพลิงล้วนพากันหายเข้าไปในอักขระตัว นั้น
หรือจะพูดให้ถูกต้องก็คือผสานเข้าไปในเมล็ดพันธ์ เปลวเพลิง กลายมาเป็นพลังงานพื้นฐานในการสร้าง โซ่ผลึกสายเลือดในหัวใจของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง! “ตึกๆๆ!” เสียงหัวใจหนักแน่นทรงพลังดังออกมาจากหน้าอก ของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงที่อยู่ในลักษณะของมนุษย์ ดูเหมือนว่าพรสวรรค์ทางสายเลือดอย่างใหม่จะก่อ เกิดขึ้นมาและถูกเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงกระตุ้นใช้ “ฟิ้ว! ฟิ้วๆๆ!” อักขระเทพไฟทั้งหลายที่ผังปายทิ้งไว้ทยอยกันถูก ดึงดูดเข้าไป และอักขระเทพไฟส่วนหนึ่งก็ผสานรวมเข้าสู่หน้าอก ของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ ชีวิตมัน คล้ายจะนาบประทับอยู่ในเลือดเนื้อของมัน ไปตลอดกาล
“นามเหยียน แซ่ เนี่ย!” ท่ามกลางชั้นเมฆ ไฟศักดิ์สิทธิ์จากดินแดนไฟโลกันตร์ ที่กำลังปะทะอยู่กับอาวุธเทพไม่ดับสลายส่งข้อความ เสียงที่ชัดเจนเป็นพิเศษมาให้แก่เนี่ยเทียน มันตั้งชื่อให้กับเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง! ตั้งชื่อให้ว่า—เนี่ยเหยียน! (เหยียนแปลว่าความร้อน รุนแรง) เนี่ยเทียนตัวสั่นสะท้าน เมื่อหันไปมองอย่างละเอียด อีกครั้งก็เห็นว่าเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง หรือเนี่ยเหยียนมี เนื้อหนังผุดขึ้นมาแล้ว เพียงแต่ว่าโฉมหน้ายังพร่า เลือน เรือนกายเปล่าเปลือยสีแดงปลั่งยังเล็กจ้อย เหมือนเด็กทารก ทว่าเลือดลมที่ปลดปล่อยออกมาจากร่างของมัน ความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง ความรู้สึกที่ว่า มันคือต้นกำเนิดของหมื่นพระเพลิงกลับทำให้เนี่ย
เทียนทั้งตะลึงทั้งทึ่ง การปรากฏตัว การแปรสภาพและการถือกำเนิดของ เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงหรือจะเรียกอีกอย่างว่าเนี่ยเห ยียนสร้างความสะท้านสะเทือนให้แก่ทุกคน ตรงปากปล่องภูเขาไฟ ผู้อาวุโสของสำนักไฟอย่าง พวกเผิงเยี่ยนและยังมีพวกเทพบุตรเทพธิดาต่างก็อึ้ง งันราวไก่ไม้ พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว ในฐานะที่พวกเขาเป็นพยานผู้เห็นเหตุการณ์ จึงได้ เห็นกับตาตัวเองว่ามีสิ่งมีชีวิตรูปแบบใหม่ เผ่าพันธ์ที่ ไม่เคยปรากฏมาก่อนในโลกได้ก่อกำเนิดขึ้นมาด้วย วิธีการน่าเหลือเชื่อต่อหน้าต่อตาพวกเขา “อู้! อู้ๆๆ!” พลังงานความร้อน เส้นผลึกเปลวเพลิง อักขระเทพไฟ ส่วนใหญ่ที่ถูกรวบรวมมาจากทั้งอาณาจักรฮว่อหลิง ซึ่งอยู่ในบ่อลาวาและผนังถ้ำล้วนกรอกเทเข้าไปใน
อักขระตัวนั้น ผสานรวมเข้าไปในร่างของเนี่ยเหยียน โฉมหน้าของเนี่ยเหยียนจึงเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง หน้าตาของเขามีส่วนคล้ายคลึงกับเนี่ยเทียน “เด็ก เด็กคนหนึ่ง! เด็กคนหนึ่งที่หน้าตาคล้ายเนี่ย เทียน!” โหวชูหลันร้องอุทานตกใจ “ตายังไม่ลืม ทว่า เลือดลมและเสียงหัวใจที่เต้นของเขาต้องไม่ใช่เผ่า มนุษย์แน่นอน! เกิดมาเขาก็มีพลังสายเลือดที่พิเศษ สายเลือดเช่นนั้นมาจากไฟศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนไฟ โลกันตร์!” “บัดซบ!” ผังชื่อเฉิงหงุดหงิดเจียนคลั่ง ผ่านไปอีกพักหนึ่ง ผังชื่อเฉิงก็ค้นพบว่าอักขระตัวนั้น ไม่สามารถกำราบเนี่ยเหยียนได้เลย ครั้นแล้วจู่ๆ เนี่ยเหยียนก็ร่วงลงมาแช่อยู่ในบ่อลาวา เช่นเดียวกับเขา
บ่อลาวาที่เป็นของเขา สถานที่ที่เขาใช้ฝึกตนมาตั้งแต่ เด็ก! ผังชื่อเฉิงเดือดดาลอย่างถึงที่สุด เขาพยายามใช้ กระแสจิตของตัวเองติดต่อไปยังค่ายกลบนผนังถ้ำ รวมถึงอักขระเทพไฟที่ยังเหลืออยู่ หมายจะให้พวก มันสังหารเนี่ยเหยียน ทว่าทันใดนั้นเขาก็ค้นพบความจริงเรื่องหนึ่งที่สร้าง ความหวาดกลัวให้แก่เขา —ดูเหมือนว่าเนี่ยเหยียนผู้นั้นจะมีการเชื่อมโยงอัน มหัศจรรย์ต่อทั้งอาณาจักรฮว่อหลิง! และแน่นอนว่ารวมไปถึงบ่อลาวาที่เขาแช่ตัวอยู่ด้วย! ฟ้าดินแห่งนี้ อาณาจักรแห่งนี้ บ่อลาวาบ่อนี้ ทั้งหมดนี้ ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เป็นของเขาอีกต่อไปแล้ว! เขาได้แต่มองพลังความร้อนที่ถูกกลั่นจนได้แก่นอัน ยอดเยี่ยมในบ่อลาวา ผลึกเปลวเพลิงบนผนังถ้ำและ
อักขระเทพไฟแต่ละตัวผสานรวมเข้าไปในร่างของเนี่ย เหยียนคาตาตัวเอง และเนี่ยเหยียนผู้นั้นก็มีสายเลือดที่คล้ายคลึงกับเขา แต่กลับมีความมหัศจรรย์ยิ่งกว่าเขา! หรือถึงขั้นพูดได้ว่าสายเลือดของมันเหนือกว่า สิ่งมีชีวิตที่มีสายเลือดแห่งเปลวเพลิงทั้งปวง รวมไปถึง มังกรเพลิง หงส์ไฟ กิเลนและวิหคเพลิงด้วย! นี่ต่างหาก ถึงจะเรียกว่าลูกรักแห่งไฟอย่างแท้จริง! “อู้!” เนี่ยเหยียนแช่ตัวอยู่ในบ่อลาวาไม่นานนักก็ทะยาน ออกมา ส่วนผังชื่อเฉิงก็เหมือนคนได้รับบาดเจ็บสาหัส ที่สุดในชีวิต แม้แต่ความคิดจะขัดขวางก็ยังไม่เหลือ เขายังสัมผัสได้อย่างชัดเจนด้วยว่าเมื่อเนี่ยเหยียน ออกมาจากบ่อลาวา ความมหัศจรรย์ของสถานที่แห่ง นี้ก็ได้สูญสิ้นลงไปแล้ว
หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ค่ายกลเปลวเพลิง เส้น ผลึกเปลวเพลิงและอักขระเทพไฟที่บิดาของเขาทิ้งไว้ ให้ล้วนผสานรวมเข้าไปในร่างของเนี่ยเหยียน กลาย มาเป็นสายเลือดของเขา หรือไม่ก็กลายมาเป็นส่วน หนึ่งของร่างกายเขา เหนือภูเขาไฟ ในเรือดารา เนี่ยเทียนที่ยังร่ายดินแดน เปลวเพลิงมายาเหม่อมองเนี่ยเหยียนที่หน้าตา คล้ายคลึงกับเขาด้วยอาการอึ้งตะลึง “แอ้!” เนี่ยเหยียนโบกสะบัดแขนทั้งสองข้างไปมา อ้าปาก คล้ายต้องการจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ดูเหมือนว่าจะ ไม่เข้าใจภาษาพูดของเผ่ามนุษย์ จึงได้แต่ร้องเหมือน เด็กทารก ทว่าความสะท้านสะเทือนและแรงกดดันที่เด็กคนนี้ มอบให้กับทุกคนกลับเด่นชัดมากเป็นพิเศษ
ตอนที่เนี่ยเหยียนบินออกมา สมบัติล้ำค่าธาตุเปลว เพลิงและวัตถุดิบวิเศษระดับใต้ดินที่อยู่ในร่างของ โหลวหงแยนซึ่งมีสติปัญญาต่างก็พากันตัวสั่นด้วย ความหวาดกลัว ราวกับขุนนางที่คำนับกราบกราน จักรพรรดิ เนี่ยเหยียนร้องแอ้ๆ อยู่สองสามคำ ก่อนจะมองเนี่ย เทียนอย่างอาลัยอาวรณ์ ครั้นแล้วจึงค่อยๆ ลอยขึ้นไป บนฟ้า สายตาของทุกคนล้วนไปรวมกันอยู่บนร่างของเขา สุดท้ายเขาก็บินไปหยุดอยู่ข้างกายไฟศักดิ์สิทธิ์จาก ดินแดนไฟโลกันตร์ เมื่อมาถึงบัดนี้ ดูเหมือนว่าแม้แต่กระถางจุตรวิญญาณ อัคคีก็ยังยอมรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว จึงหยุดการ ปะทะต่อต้านกับไฟศักดิ์สิทธิ์ลง ดูเหมือนว่ากระถางยักษ์เองก็เข้าใจดีว่าเมื่อครู่นี้เกิด
อะไรขึ้น รู้ดีว่ามันขัดขวางและแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว “พรวด!” ไฟศักดิ์สิทธิ์จากดินแดนไฟโลกันตร์ห่อร่างของเนี่ยเห ยียนเอาไว้ ก่อนจะกลายเป็นสายฟ้าเส้นหนึ่งที่พุ่ง ทะยานออกไปจากอาณาจักรฮว่อหลิง กระถางจุตรวิญญาณอัคคีก็ปล่อยให้พวกมันออกไป โดยไม่ขัดขวางแม้แต่น้อย “เดิมทีนึกว่า แก่นเลือดที่ข้ามอบให้ทำให้มันมีพลัง เลือดลมเสี้ยวหนึ่ง และมันต่างหากที่เป็นต้นกำเนิด ของสิ่งมีชีวิต คาดไม่ถึงว่าไฟศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่ต้นกำเนิด ของเผ่าพันธ์สิ่งมีชีวิตใดทั้งนั้น เพียงแต่ว่าเมื่อเมล็ด พันธ์เปลวเพลิงที่มันทิ้งไว้ได้รับแก่นเลือดแห่งชีวิตของ ข้าไปเป็นจำนวนมาก ถึงสร้างเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตตาม ความหมายที่แท้จริงอย่างเผ่าพลังร้อนขึ้นมาได้” เนี่ยเทียนอยู่ในสภาวะเลื่อนลอย แล้วก็รู้สึกอาลัย
อาวรณ์มากเหมือนกัน แล้วเขาก็พลันตระหนักได้ถึงเรื่องจริงเรื่องหนึ่ง เมล็ด พันธ์เปลวเพลิงที่ไฟศักดิ์สิทธิ์มอบให้เขาก็เหมือนกับ เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงที่มันเคยทิ้งไว้ในอาณาจักรต่างๆ ซึ่งทำให้อาณาจักรนั้นๆ แปรสภาพมาเป็นดินแดน แห่งเปลวเพลิง แต่สิ่งที่ไม่เหมือนก็คือ เนื่องจากสายเลือดที่พิเศษของ เขา เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงกลุ่มนี้จึงแปรสภาพกลายมา เป็นสิ่งมีชีวิตอย่างใหม่ ซึ่งมีนามว่าเนี่ยเหยียน ไฟศักดิ์สิทธิ์ห่อหุ้มเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงเนี่ยเหยียนบิน ออกจากอาณาจักรฮว่อหลิงอย่างรวดเร็ว ความเชื่อมโยงทางสายเลือดระหว่างเนี่ยเทียนและ เนี่ยเหยียนแผ่วบางลงเรื่อยๆ จนกระทั่งผ่านไปครู่ หนึ่ง ความเชื่อมโยงนั้นก็หายวับไป “เขา เขาจากไปแล้ว” โหลวหงแยนถอนหายใจดัง
เฮือก ร่างทั้งร่างของนางดูอ่อนเปลี้ยเพลียแรงอย่าง เห็นได้ชัด “พลังงานความร้อนที่อาณาจักรฮว่อหลิง สะสมมานานหลายปีหายไปเสียเกินครึ่งในเวลาเพียง ครู่เดียว” เผิงเยี่ยนหันไปมองที่บ่อลาวาก็พบว่าปราณเปลวเพลิง ที่แผ่ออกมาจากสถานที่ฝึกตนของผังชื่อเฉิงเบาบาง กว่าเดิมเยอะมาก และที่ยิ่งทำให้เขาตกตะลึงก็คือ พลังงานความร้อนที่ เดิมทีควรจะมารวมตัวกันจากสี่ด้านแปดทิศก็หายไป ด้วย “เด็กคนนั้นที่หน้าตาเหมือนเนี่ยเทียนดึงเอาค่ายเปลว เพลิงและอักขระเทพที่อดีตเจ้าสำนักทิ้งไว้ไปเกิน ครึ่ง” โหวชูหลันมองเหตุการณ์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง “แกนกลางของค่ายกลในบ่อลาวาไม่เหลืออยู่แล้ว ข้า คิดว่าต่อให้ผังชื่อเฉิงจะดึงเอาพลังงานความร้อนต่อ
อีกก็คงไม่สามารถอาศัยอาณาจักรฮว่อหลิงหรือค่าย กลเหล่านั้นมาช่วยให้ฝ่าสู่แดนเทพเจ้าได้สำเร็จ” “หากเป็นเช่นนี้ ขั้นตอนสำคัญในการฝ่าสู่แดนเทพ เจ้าของผังชื่อเฉิงก็ถูกถ่วงรั้งไว้แล้วสินะ?” โหลวหงแย นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังมึนงงไม่หาย “เขาล้มเหลวแล้ว” เนี่ยเทียนให้การยืนยัน “อู้!” กระถางยักษ์สี่ขาค่อยๆ หดเล็กจากขนาดหมื่นจั้ง แล้วพลิ้วตัวลงมาข้างล่างทีละนิด รอจนกระถางยักษ์หดลงเหลือประมาณสิบเมตร แล้ว มาหยุดอยู่ตรงปากปล่องภูเขาไฟ มันก็หมุนตัวไม่หยุด ก่อนที่วิญญาณวัตถุในกระถางจะเชื่อมกระแสจิตมา หาเนี่ยเทียน “ว่าไงนะ? เจ้า เจ้าจะออกไปจากอาณาจักรฮว่อหลิง งั้นรึ?” เนี่ยเทียนตะลึง
———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 45 บทที่ 1344 แยกย้าย
ก่อนหน้านี้ตอนที่เนี่ยเทียนถูกกระถางจุตรวิญญาณ อัคคีดึงลงไปด้านล่างก็เคยได้พูดคุยกับมันมาก่อน นั่นทำให้เนี่ยเทียนรู้ว่าความสำคัญของเกราะมังกร เพลิงก็คือ เป็นกุญแจที่จะพาไปสู่สถานที่ฝังศพของ เผ่าวิญญาณโบราณ และกุญแจดอกนี้ ผังปายก็ได้มอบไว้ให้แก่เส้าเทียนห ยาง มันดึงเนี่ยเทียนเข้าไปก็เพราะสนใจในความพิเศษของ ดินแดนเปลวเพลิงเนี่ยเทียน หรือจะพูดให้ถูกต้องก็คือ เป็นเพราะมันสัมผัสได้ถึง ความไม่ธรรมดาของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง! ตอนอยู่ในตำหนักใต้ดิน มันบอกเรื่องเหล่านั้นกับเนี่ย
เทียน และคอยแอบสำรวจความลี้ลับของเมล็ดพันธ์ เปลวเพลิง พลางสอบถามความเป็นมาจากเนี่ยเทียน ไปด้วย เดิมทีมันกะจะลองดูว่าเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงจะ สามารถผสานรวมเข้ามาในบ่อลาวาของ อาณาจักรฮว่อหลิง ทำให้พลังงานความร้อนของ อาณาจักรฮว่อหลิงเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม และช่วยดึงดูด พลังงานเปลวเพลิงจากทางช้างเผือกนอกดินแดนมา ได้หรือไม่ รอจนมันรู้ที่มาของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง มันก็ล้มเลิก ความคิดนี้ไปทันที —เพราะมันกังวลว่าจะเป็นการชักนำไฟศักดิ์สิทธิ์ให้ มาหา หลังจากที่ไฟศักดิ์สิทธิ์จากไปนานหลายสิบล้านปี พอ กลับมาเยือนดินแดนไฟโลกันตร์เพื่อเก็บเมล็ดพันธ์
เปลวเพลิง อีกครั้ง อาณาจักรต่างๆ ในดินแดน เหล่านั้นก็กลายมาเป็นอาณาจักรที่ตายแล้วเพียงชั่ว เวลาสั้นๆ มันกลัวว่าเหตุการณ์จะซ้ำรอยเดิม จึงไม่อยากจะมี เรื่องกับไฟศักดิ์สิทธิ์ เลยไม่คิดจะดึงเมล็ดพันธ์เปลว เพลิงมาอยู่ในอาณาจักรฮว่อหลิงด้วยกัน แต่มันก็ยังคาดไม่ถึงว่า เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงจะมา แปรสภาพอยู่ในอาณาจักรฮว่อหลิงอย่างพอดิบพอดี จนกระทั่งกลายมาเป็นเผ่าพันธ์สิ่งมีชีวิตอย่างใหม่— เผ่าพลังร้อน! การแปรสภาพกลายมาเป็นสิ่งมีชีวิตของเมล็ดพันธ์ เปลวเพลิงได้ดึงเอาพลังงานความร้อนที่สะสมอยู่ใน อาณาจักรฮว่อหลิงมานานหลายปีไปส่วนหนึ่ง และนี่ยังไม่ใช่ส่วนที่รับไม่ได้มากที่สุด
ตอนที่เมล็ดพันธ์เปลวเพลิง หรือจะเรียกอีกอย่างว่า เนี่ยเหยียนแปรสภาพเป็นสิ่งมีชีวิตได้สำเร็จและจมลง ไปในบ่อลาวา เขาก็ได้ดูดเอาค่ายกลเปลวเพลิง เส้น ผลึกเปลวเพลิงและอักขระเทพไฟที่ผังปายทิ้งไว้ไป เกินครึ่ง เป็นเหตุให้บ่อลาวาและค่ายกลที่มหัศจรรย์ ที่สุดในตำหนักเบื้องล่างเกิดความเสียหาย ไม่สมบูรณ์ แบบอีกต่อไป ผังชื่อเฉิงไม่สามารถอาศัยบ่อลาวา อาศัย อาณาจักรฮว่อหลิงมาฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าได้สำเร็จ อีก แม้แต่ค่ายกลจตุรผนึกสวรรค์ที่ปกป้องอาณาจักรฮว่อ หลิงก็ยังเกิดช่องโหว่ นี่เป็นเหตุให้ค่ายกลจตุรผนึกสวรรค์ไม่สามารถสกัด กั้นการรุกรานจากทุกสิ่งอย่างได้อีกต่อไป ซึ่งแดนเทพ เจ้าอย่างจีหยวนฉวนย่อมต้องหาโอกาสเข้ามาที่นี่จน
ได้ พวกเขา รวมถึงเนี่ยเทียนและคนของสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ย่อมต้องเล่นงานผังชื่อเฉิง ทว่าผังชื่อเฉิงคือทายาทคนเดียวของเจ้านายมัน มันมี หน้าที่ต้องปกป้องดูแลอีกฝ่าย “อู้!” กระถางจุตรวิญญาณอัคคีพลิ้วตัวลงมาจากฟ้า คล้าย ถ้วยที่คว่ำลงแล้วปิดทับร่างของผังชื่อเฉิงไว้ภายใน พลังงานความร้อนที่บริสุทธิ์ที่สุดในบ่อลาวา รวมไป ถึงอักขระเทพ ค่ายกลและเส้นผลึกเปลวเพลิงที่ยัง เหลืออยู่ต่างก็บินเข้ามารวมตัวอยู่ในกระถาง ทันใดนั้น ภายใต้การจับตามองของทุกคน กระถาง จุตรวิญญาณอัคคีก็ลดตัวลงต่ำอีกครั้ง จนกระทั่งหายเข้าไปในตำหนักที่อยู่เบื้องล่าง
จุดลึกของตำหนักมีคลื่นห้วงมิติรุนแรงกระเพื่อมแผ่ ออกมา ไม่ต้องมองเนี่ยเทียนก็รู้ได้ว่ากระถางจุตร วิญญาณอัคคีได้พาผังชื่อเฉิงและค่ายกลอันเป็น แกนกลางสำคัญของอาณาจักรฮว่อหลิงทั้งหมดเดิน ทางผ่านค่ายกลนำส่งแห่งมิติในตำหนักไปยังดินแดน เปลวเพลิงที่ไม่มีใครรู้จัก ซึ่งบางทีมันคงคิดจะอาศัย วิธีการอย่างอื่นมาช่วยให้ผังชื่อเฉิงข้ามผ่านปราการ ของการเป็นแดนเทพเจ้าได้สำเร็จ “พรวด!” รอยแยกห้วงมิติปริแตก พวกจีหยวนฉวนและเย่เหวิ นฮั่นทยอยกันปรากฏตัว “ค่ายกลจตุรผนึกสวรรค์หายไปแล้ว” เผิงเยี่ยนมีสี หน้าตกตะลึง เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าด้วยความมึน งง “ค่ายกลเทพเปลวเพลิงที่ปกป้องอาณาจักรฮว่อ หลิงมานานหลายพันหลายหมื่นปี ค่ายกลที่อยู่มานาน
ตั้งแต่รุ่นของอดีตเจ้าสำนักจนถึงทุกวันนี้ จู่ๆ ก็หายไป อย่างนี้น่ะหรือ? กระถางจุตรวิญญาณอัคคี วิญญาณ วัตถุที่ปกปักษ์พิทักษ์อาณาจักรฮว่อหลิงก็หายตามไป ด้วย” เขารู้สึกเศร้าอาลัยอย่างลึกล้ำ “เกิดเรื่องอะไรขึ้น” พอจีหยวนฉวนมาถึงก็ถามขึ้น ด้วยหัวคิ้วที่ขมวดกันเป็นปม “ไฟศักดิ์สิทธิ์จาก ดินแดนไฟโลกันตร์ อาศัยรอยแยกห้วงมิติที่ข้าเปิดทิ้ง ไว้บินออกมาจากห้วงมิติใดก็ไม่รู้ พอมันเข้ามาใน อาณาจักรฮว่อหลิงได้ไม่นานก็พาสิ่งมีชีวิตที่มีปราณ แปลกประหลาดอย่างหนึ่งกลายร่างเป็นลำแสงเปลว เพลิงเร่งร้อนจากไป” “ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง ค่ายกลจตุรผนึกสวรรค์ก็หายไป ข้ามีความรู้สึกว่าอาณาจักรฮว่อหลิงไม่เหมือนเดิมอีก แล้ว”
แดนเทพเจ้าทั้งสี่ รวมถึงพวกผู้อาวุโสแดนเอตทัคคะ ของอีกสี่สำนักก็ทยอยกันมาถึง พวกเขาลอยตัวอยู่เหนือปากปล่องภูเขาไฟ ใช้อำนาจ จิตที่แผ่ปกคลุมไปทั่วฟ้าดินรับสัมผัสอย่างละเอียด หมายจะหาสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงให้พบ “สุดท้าย สุดท้ายผังชื่อเฉิงก็หนีไปได้ กระถางจุตร วิญญาณอัคคีพาเขาหนีไป” โหลวหงแยนก้มหน้า “หากเจอกันครั้งหน้า ก็มีความเป็นไปได้มากว่าเจ้า ศิษย์ทรยศผู้นั้นจะกลายมาเป็นแดนเทพเจ้า อีกทั้งเขา ยังครอบครองอาวุธเทพไม่ดับสลายของสำนักไฟเรา อีกด้วย หากท่านอาจารย์ยังไม่กลับมา สำนักไฟ หรือ แม้แต่สำนักห้าธาตุเองก็คงไม่มีใครกำราบเขาได้” “ผังชื่อเฉิง!” เย่เหวินฮั่นตะคอกเบาๆ “นี่มันเกิดเรื่อง อะไรขึ้นกันแน่?” เผิงเยี่ยนสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งที ก่อนจะหันไป
อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ทุกคนฟังด้วยสีหน้า เคร่งเครียด “ว่าไงนะ?” “เนี่ยเทียนใช้พลังงานความร้อนของอาณาจักรฮว่อ หลิงให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดอย่างหนึ่ง?” “แถมยังมีความเกี่ยวข้องกับไฟศักดิ์สิทธิ์จากดินแดน ไฟโลกันตร์ด้วย? มีพลังของสายเลือด?” “ขนาดสายเลือดของผังชื่อเฉิงยังถูกเขากำราบ? พอ เขาลืมตาขึ้นมาดูโลกก็สามารถรวบรวมพลังความร้อน ให้มาผสานรวมกับสายเลือดของตัวเองได้โดย อัตโนมัติ?” “…” สี่แดนเทพเจ้า ผูหยางป่ายและเหล่าผู้อาวุโสของอีกสี่ สำนักที่ได้ยินพวกเผิงเยี่ยน โหลวหงแยน หวงจินหนัน ช่วยกันเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดก็ระเบิด
เสียงวิจารณ์ดังเป็นหม้อแตก “ข้า ต้องการพักผ่อนสักหน่อย” เนี่ยเทียนรู้สึก เหนื่อยล้าไปทั้งกายและใจ “หากสำนักห้าธาตุของ พวกเจ้ายังมีศพของสัตว์โบราณหรือชนต่างเผ่าเหลือ ช่วยเอามาให้ข้าหน่อยนะ” เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงแปรสภาพได้สำเร็จจนกลายมา เป็นเนี่ยเหยียนแห่งเผ่าพลังร้อน ก็ถูกไฟศักดิ์สิทธิ์พา ตัวไป เขาอาลัยอาวรณ์ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ในใจเขาเองก็เข้าใจดีว่า นับตั้งแต่วันที่ไฟศักดิ์สิทธิ์ มอบเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงมาให้…สักวันจะต้องมีเรื่อง แบบนี้เกิดขึ้น ก่อนหน้านี้เขามองเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงเป็นสมบัติล้ำ ค่าระดับเพาะฟ้า แต่ตอนนี้มาคิดๆ ดูแล้ว การดำรง อยู่ของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง เกรงว่าคงมิอาจใช้คำว่า
สมบัติล้ำค่าระดับเพาะฟ้ามาจำกัดความได้แล้ว การจากไปของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงทำให้ดินแดน เปลวเพลิงของเขาไม่มีจิตวิญญาณ และเขาก็สัมผัสได้ ว่าอานุภาพของดินแดนเปลวเพลิงนี้ลดลงไปจากเดิม เยอะมาก นับตั้งแต่ที่ได้เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงมาครอง หลายครั้ง ที่เจอกับสถานการณ์คับขันถึงตาย เขาก็ล้วนอาศัย เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงมาช่วยยืนหยัดประคองตนต่อไป สุดท้ายยังเป็นฝ่ายกุมชัยชนะและมีชีวิตอยู่รอดมาได้ การเดินทางมาสำนักไฟ เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงแปร สภาพได้สำเร็จก็จริง แต่เขากลับไม่ได้ผลเก็บเกี่ยวใดๆ การจากไปของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง และการที่เขา จำแลงร่างยักษ์เป็นการเผาผลาญแก่นเลือดแห่งชีวิต ของเขามากเกินไป เป็นเหตุให้ตอนนี้เขาอ่อนกำลัง มากแล้ว
“เนี่ยเทียน ครั้งนี้โชคดีจริงๆ ที่มีเจ้าอยู่ด้วย” โหวชูห ลันเดินออกมาพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ “หากไม่มีเจ้า อาณาจักรฮว่อหลิงคงถูกยึดไปนานแล้ว และพวกเรา ก็ต้องกลายมาเป็นนักโทษ สำนักห้าธาตุของพวกเรา ติดค้างเจ้ามากมายนัก คราวอาจารย์อาลู่เจี้ยเฟิงก็ เป็นเช่นนี้ ครั้งนี้ก็เช่นกัน เจ้าวางใจเถอะ สำนักห้า ธาตุของพวกเรายังมีศพของชนต่างเผ่าและสัตว์วิเศษ ระดับสูงอยู่อีกมากเลยล่ะ” โหลวหงแยน หวงจินหนัน ลิ่นเหยาเหยาต่างก็พากัน แสดงท่าที “ถ้าอย่างนั้นก็ดี ข้าคงต้องไปหาสถานที่พักผ่อนก่อน ล่ะ” หลังจากพยักหน้ารับ เนี่ยเทียนก็บังคับเรือดารา ให้บินไปยังพื้นที่สงบเงียบที่อยู่ใกล้เคียง จากนั้นเขาก็หยิบเอาต้นกำเนิดเลือดเนื้อส่วนที่ เหลืออยู่ซึ่งลัทธิจิตตวิสุทธิ์ หอทอดฟ้าเป็นคนนำมาให้
ออกมาจากในแหวนเก็บของ แล้วใช้การสูบดึงพลัง ชีวิตมาสกัดดึงจิงชี่เลือดเนื้อ แถบริมขอบของภูเขาไฟที่มอดดับมานานหลายปี แดนเทพเจ้าสองท่านอย่างโม่เชียฝานและอวี๋ซู่อิงมอง ไกลๆ ไปยังจุดที่เนี่ยเทียนพักอยู่พลางพูดคุยกันเบาๆ “เนี่ยเทียนผู้นี้น่าตะลึงจริงๆ” มาจนถึงบัดนี้ อวี๋ซู่อิงก็ ยังคงตื่นตะลึงไม่คลาย “สามารถสร้างแดนเทพเจ้า อย่างเจ้าก็นับว่าเป็นปาฏิหาริย์มากพอแล้ว ใครจะไป คาดคิดว่าเขาจะยังสร้างเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตอย่างใหม่ ขึ้นมาได้ด้วย!” การปรากฏตัวของเนี่ยเหยียนสร้างความสะท้าน สะเทือนให้แก่ผู้แข็งแกร่งทุกคนในอาณาจักรฮว่อ หลิง! “เราไม่อาจมองเนี่ยเทียนอย่างคนปกติได้เลยจริงๆ” โม่เชียนฝานหัวเราะหึหึ “ก่อนหน้าที่เจ้าอิ่นสิงเทียน
จะจากไป ข้าได้พบกับเขาก่อนครั้งหนึ่ง และอายุขัย ของเขาก็เพิ่มขึ้นมาแล้ว! อิ่นสิงเทียนมั่นใจมากว่าเขา จะใช้พลังของตัวเองฝ่าสู่แดนเทพเจ้าได้สำเร็จ หาก เขากลายมาเป็นแดนเทพเจ้าจริงๆ จะร้ายกาจมาก ข้าเทียบไม่ได้เลยล่ะ” “ปัญหาเรื่องอายุขัยของอิ่นสิงเทียนได้เนี่ยเทียนเป็นผู้ แก้ไขให้รึ?” อวี๋ซู่อิงถาม “เจ้าคิดว่าไงล่ะ?” โม่เชียนฝานหัวเราะเบาๆ “ฟิ้ว! ฟิ้วๆๆ!” ครู่หนึ่งต่อมาก็มีแดนเอตทัคคะของสำนักห้าธาตุนำ ศพของสัตว์โบราณและชนต่างเผ่ามามอบให้แก่โม่ เชียนฝาน หวังให้เขานำไปมอบให้กับเนี่ยเทียนอีกที โม่เชียนฝานคุ้นเคยมานานแล้ว รอจนคนเหล่านั้นจาก ไป เขาก็นำต้นกำเนิดเลือดเนื้อที่สำนักห้าธาตุส่งนำมา มอบให้ไปโยนให้กับเนี่ยเทียนที่อยู่ในหุบเขา
หลายครั้งต่อมา เมื่อโม่เชียนฝานมาหาเนี่ยเทียนอีก ครั้ง เขาก็เห็นเพียงแค่คลื่นห้วงมิติที่ผิดปกติ แต่ตัวเนี่ยเทียน กลับหายไปเสียแล้ว ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 45 บทที่ 1345 สำรวจสถานที่ประหลาดอีกครั้ง
พื้นที่ประหลาด ตรงกลางแท่นบูชาที่มีโครงกระดูกมังกรเพลิงแปด โครงหันหน้ามาหา ร่างของเนี่ยเทียนพลันเผยกาย “มาที่นี่อีกครั้งแล้ว” ทอดสายตามองไปยังทิศไกลที่มีแขนของเทพยักษ์ค้ำ ฟ้ายื่นออกมาจากใต้ดินประหนึ่งเทือกเขาตระหง่านง้ำ เนี่ยเทียนก็ถอนหายใจอย่างปลงอนิจจัง ระหว่างที่เขารวบรวมแก่นเลือดขึ้นมาใหม่โดยสกัด จากศพของสัตว์โบราณและชนต่างเผ่าใน อาณาจักรฮว่อหลิง เพื่อฟื้นคืนพลังที่เสียหายไปกลับ ได้รับข้อความเสียงจากอาเจียซือมังกรเพลิง จึง
ตัดสินใจมาที่นี่ “อู้!” พอเข้ามาอยู่ที่นี่ อาเจียซือไม่ได้เผยร่างในลักษณะ ของเสื้อเกราะอีก แต่ก่อตัวขึ้นเป็นมังกร อาเจียซือที่มีเปลวเพลิงสีแดงฉานลุกท่วมร่างลอยตัว อยู่เหนือศีรษะของเนี่ยเทียน ทำท่าพร้อมลงมือเต็มที่ เนี่ยเทียนมองสังเกตรอบด้านอย่างละเอียดก็ค้นพบว่า เวลาห่างมานานหลายปี ที่นี่ยังคงไม่มีการ เปลี่ยนแปลงใดๆ “ทำไมถึงพาข้ามาที่นี่ล่ะ?” เขาเอ่ยถาม “ข้ากังวลว่ากระถางจุตรวิญญาณอัคคีจะพาผังชื่อเฉิง มาที่นี่” อาเจียซือเอ่ยตอบ “เส้าเทียนหยางได้ประทับ กุญแจในการเข้าออกที่แห่งนี้ไว้ในหัวใจของข้า ทว่า กุญแจดอกนั้นมาจากฝีมือของผังปาย และในเมื่อผัง
ปายทิ้งกุญแจไว้ให้เส้าเทียนหยางได้ ก็อาจจะทิ้งไว้ให้ กระถางจุตรวิญญาณอัคคีด้วยเช่นกัน” “หากว่าผังชื่อเฉิงผู้นั้นมาที่นี่ ข้ากังวลว่าเขาจะสร้าง ความปั่นป่วนวุ่นวายให้กับที่แห่งนี้” “อีกอย่างเขาเองก็รู้มานานแล้วว่าข้าสามารถพาคน เข้ามาที่แห่งนี้ได้ ที่ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้มาก็เพียงแค่ เพราะสายเลือดของเขายังไม่ได้ฟื้นตื่นเท่านั้น” เนี่ยเทียนอึ้งไปครู่ ก่อนถามว่า “ทำไมกุญแจดอกนั้น ถึงอยู่ในหัวใจของเจ้าล่ะ?” “เจ้าน่าจะสังเกตเห็นแล้วว่า แท่นบูชานี้สร้างขึ้นจาก โครงกระดูกของผู้อาวุโสในเผ่ามังกรเพลิงของข้า” อา เจียซืออธิบาย “แท่นบูชาก็คือค่ายกลนำส่งแห่งมิติที่ พิเศษของเผ่าวิญญาณโบราณ ภายในแท่นบูชาซุก ซ่อนความลับทางสายเลือดเอาไว้ แล้วก็เพราะในกาย ข้ามีสายเลือดของมังกรเพลิงไหลริน ถึงได้ใช้เป็น
กุญแจเข้ามาในที่แห่งนี้ได้” “ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ แสดงให้รู้ว่าเข้าใจ “และในกระถางจุตรวิญญาณอัคคีก็มีปราณของมังกร เพลิงอยู่เหมือนกัน แม้ว่าจะมีอยู่แค่ขุมเดียว แต่นั่นก็ มากพอแล้ว” อาเจียซือกล่าวขึ้นอีก “นอกจากนี้ ตำหนักใต้ดินนั่นก็มีค่ายกลนำส่งแห่งมิติอยู่หลังหนึ่ง ข้ารู้สึกว่าหากกระถางจุตรวิญญาณอัคคีอาศัยค่ายกล และปราณของมังกรเพลิงที่มีอยู่ก็อาจจะพาผังชื่อเฉิง เข้ามาที่นี่ได้” “เจ้าคิดได้รอบคอบมาก” เนี่ยเทียนกระจ่างแจ้งใน การกระทำของอีกฝ่าย แล้วจึงหันไปมองรอบกาย ทันที พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยเมย “ความมหัศจรรย์ ส่วนใหญ่ของฟ้าดินแห่งนี้ เจ้าเองก็มองไม่ออกแล้วก็ อธิบายไม่ได้เหมือนกัน เท่าที่ข้ารู้คือที่นี่มีเทพยักษ์
ค้ำฟ้าอยู่สิบหกตน แยกย้ายกันสยบสี่เขตพื้นที่” กล่าวจบเขาก็ทะยานแหวกอากาศออกไป “ฟิ้ว!” เรือนกายของเขาเป็นดั่งสายฟ้าที่พุ่งฉิวขึ้นบนท้องฟ้า “สะใจจริง! ไม่เหมือนเดิมจริงๆ ด้วย!” เนี่ยเทียน หัวเราะร่าจนปากกว้าง “ตอนแรกที่มาที่นี่ เนื่องจาก สนามโน้มถ่วงที่รุนแรง แม้แต่เดินข้าก็ยังทำไม่ได้ ภายหลังก็ได้แต่เดินไปในขอบเขตสั้นๆ คราวก่อนที่ข้า มาที่นี่ กว่าจะสำรวจที่นี่ครบหนึ่งรอบก็ใช้เวลาหมดไป ตั้งหลายเดือน” ในอดีต เนื่องจากการเลื่อนขั้นทางสายเลือดของเขา ยังไม่มากพอ เนื่องจากขอบเขตต่ำเกินไป เขาจึงไม่ สามารถสลัดหลุดจากสนามโน้มถ่วง ไม่มีปัญญาที่จะ บินทะยานไปรอบด้านได้ ทว่าคราวนี้ในที่สุดเขาก็สามารถใช้พละกำลังของ
ตัวเองโบยบินบนฟ้าได้ตามใจชอบโดยไม่ได้รับ อุปสรรคใดๆ ไม่นานนักเขาก็มาปรากฏตัวตรงหลุมยักษ์ใจกลางสี่ พื้นที่ที่เทพยักษ์ค้ำฟ้าทั้งสิบหกตนสยบเอาไว้ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม หลุมยักษ์นั้นเป็นเหมือนปากบ่อ ก้นของบ่อนี้คือ ท้องฟ้ามืดมิด ส่วนด้านบนก็คือฟ้าดินที่เขาอยู่ในเวลา นี้ เมื่อขยับเข้าไปใกล้ปากบ่อ ปราณวิญญาณฟ้าดินจะ ยิ่งเข้มข้น มีกิ่งไม้สีน้ำตาลอมเทากิ่งหนึ่งที่เป็นเหมือน กระบี่แหลมคมแทงทะลุออกมาจากปากบ่อ ม่านพลังวิญญาณแวววาวปกคลุมปากบ่อเอาไว้ สกัด กั้นการเชื่อมโยงระหว่างฟ้าดินมืดมิดด้านล่างกับฟ้า ดินที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขาในเวลานี้ ทำให้เขาไม่ สามารถลงไปด้านล่างได้
คราวก่อนเขาใช้ทุกวิธีการที่นึกออก แต่ก็ไม่สามารถ ทะลวงผ่านม่านแสงพลังวิญญาณชั้นนั้นไปได้ กิ่งไม้สีน้ำตาลอมเทานี้แข็งแกร่งประหนึ่งเหล็กเทพ แล้วก็ไม่สามารถทำลายลงได้ ทั้งไม่สามารถใช้ไฟมา เผาให้มอดไหม้ นับว่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง “ความลับที่อยู่ที่นี่ ส่วนใหญ่ก็ล้วนบรรลุจนกระจ่าง แจ้งเกือบหมดแล้ว เหลือก็แค่ที่นี่เท่านั้น” เนี่ยเทียน ขมวดคิ้วจ้องเขม็งไปที่กิ่งไม้สีน้ำตาลอมเทา รวมถึง ม่านแสงที่ปิดกั้นช่องทางการลงไปสู่ท้องฟ้ามืดมิด เบื้องล่าง “อาเจียซือ ในหัวใจของเจ้ามีกุญแจในการ เข้าออกที่แห่งนี้ ทั้งกระถางจุตรวิญญาณอัคคีก็ยังเคย บอกว่าที่นี่คือสถานที่ฝังศพของเผ่าวิญญาณโบราณ อย่างพวกเจ้า ในเมื่อหัวใจของเจ้ากลับคืนมาใหม่อีก ครั้งแล้ว เจ้าไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับมันเหลืออยู่เลย หรือ?”
“ไหนบอกว่าในสายเลือดเผ่ามังกรอย่างพวกเจ้าจะ นาบประทับความทรงจำที่เก่าแก่ที่สุดไว้อย่างไรล่ะ?” เนี่ยเทียนสอบถาม อาเจียซือที่อยู่ในลักษณะของมังกรเพลิงติดตามเขามา ที่หลุมลึกแห่งนี้ด้วย “ไม่หรอก” อาเจียซือตอบรับ “ทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง กับที่แห่งนี้ล้วนไม่มีความทรงจำอะไรให้นำมา พิจารณาได้ ข้ายังถึงขั้นวิเคราะห์ไม่ได้ด้วยซ้ำว่า สถานที่แห่งนี้คือฟ้าดินที่พวกเราอยู่อาศัย หรือเป็นฟ้า ดินของเผ่ามนุษย์อย่างพวกเจ้ากันแน่ และตรงกลาง ระหว่างฟ้าดินทั้งสองนี่ยังมีมหาสมุทรดาวมอดดับกั้น ขวางอยู่อีกด้วย” “ฟ้าดินแห่งนี้มีเทพยักษ์ค้ำฟ้าอยู่สิบหกตน ใช้ซากศพ สยบหลุมยักษ์ หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือสยบอะไร บางอย่างที่อยู่ในหลุมยักษ์ หรือว่าจะเป็นกิ่งไม้นี่?”
เนี่ยเทียนลูบคลำปลายคางครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ “ลงไป ไม่ได้ แล้วถ้ามองมาจากท้องฟ้าด้านนอกล่ะ? ด้าน นอกท้องฟ้าจะมีอะไร หากมองมาจากข้างนอกจะง่าย กว่าหรือเปล่า?” พอคิดอย่างนี้เขาก็เรียกดินแดนว่างเปล่าออกมาแล้ว บินทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า พอเขาฝ่าทะลุสู่แดนว่างเปล่าและสายเลือดเลื่อนสู่ ระดับแปด สนามแรงโน้มถ่วงของที่แห่งนี้ก็ลดน้อยลง ไปมาก เขาจึงทะยานขึ้นฟ้าไปอย่างต่อเนื่อง ครู่หนึ่งหลังจากนั้น เขาก็ยืนอยู่บนฟ้าสูงหมื่นเมตร เมื่อก้มหน้าลงมองฟ้าดินแห่งนี้ก็ค้นพบว่าแท้จริงแล้ว สถานที่แห่งนี้ไม่ถือว่ากว้างขวางนัก นอกจากแขนของเทพยักษ์ค้ำฟ้าทั้งสิบหกตนที่เด่นชัด เป็นพิเศษแล้ว ตรงจุดอื่นล้วนธรรมดาอย่างมาก
เขายังคงทะยานขึ้นสู่ฟ้าสูงต่อไป จนกระทั่งมาถึงระดับความสูงหนึ่ง เขาก็พลันชนเข้า กับเขตอาคมชั้นหนึ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แม้แต่ กระแสจิตวิญญาณก็ยังยากจะตรวจสอบได้พบ “ตึง!” เขาถูกดีดกลับมาอย่างแรง “บนท้องฟ้าก็มีเขตอาคมกางกั้นอยู่เช่นกัน ราวกับ เป็นกรงขังอย่างไรอย่างนั้น!” เขาหน้าเปลี่ยนสี “ลักษณะคล้ายคลึงกับดวงดาราเก้าชั้นฟ้าและค่ายกล จตุรผนึกสวรรค์ที่เอามาใช้กับอาณาจักรแห่งหนึ่ง แต่ ที่ไม่เหมือนก็คือเขตอาคมของที่นี่ก่อตัวจากปราณ วิญญาณฟ้าดินที่บริสุทธิ์ อีกทั้งแม้แต่คนที่อยู่ข้างในก็ ยังถูกจำกัดห้ามออกไปข้างนอก” เขาใคร่ครวญพลางค่อยๆ ลดตัวลงมาจากอากาศสูง แล้วจึงมองไปยังหลุมยักษ์ กิ่งไม้สีน้ำตาลอมเทาและ
ม่านพลังวิญญาณเบื้องล่างนั่นอีกครั้ง “พืชหญ้า…” ดินแดนดวงดาวและดินแดนเปลวเพลิงถูกเขาเก็บเข้า ไป ตอนนี้เขาเหยียบอยู่บนพื้นดินที่แปรสภาพมาจาก ดินแดนพืชหญ้า ทดลองเชื่อมโยงไปหากิ่งไม้กิ่งนั้น แผ่นดินที่มีต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์หยั่งรากยังมีกิ่งไม้เจ็ด สิบสองกิ่งกระจายตัวกันก่อขึ้นเป็นค่ายกลกำเนิดไม้ โบราณ “ไม่มีประโยชน์ กิ่งไม้ที่ทั้งแหลมคมและแข็งแกร่งกิ่งนี้ ไม่มีปราณพืชหญ้าเลยแม้แต่นิดเดียว” ครู่หนึ่งต่อมา เนี่ยเทียนก็ส่ายหน้า เก็บดินแดนพืชหญ้าลงไปอย่าง ห่อเหี่ยว “หากสามารถมองลอดม่านแสงพลังวิญญาณไปเห็น ทางช้างเผือกมืดมิดด้านล่างได้ บางทีก็อาจมองเห็น ความมหัศจรรย์ของมัน”
“อู้!” ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราถูกเขาเรียก ออกมาจากแหวนเก็บของ วัตถุชิ้นนี้คืออาวุธร้ายกาจที่แข็งแกร่งที่สุดและคมกริบ ที่สุดที่เขาครอบครองอยู่ในตอนนี้! “ลองดูแล้วกัน” ไม่ได้จำแลงร่างยักษ์ ไม่ได้กรอกเทเลือดลมแห่งชีวิต เข้าไปเพื่อผสานรวมชีวิต การควบคุมกระดูกท่อนนี้ใน ขณะที่เขามีสภาพปกติจึงเป็นเรื่องยากลำบาก เล็กน้อย ครั้นแล้วท่อนกระดูกที่เป็นดั่งทวนเทพสีชาดก็จ้วง แทงลงไปยังม่านแสงพลังวิญญาณที่ปกคลุมหลุมลึก “ดินแดนปริแตก!” พรสวรรค์ทางสายเลือดของสัตว์ยักษ์มวลดาราที่อยู่
ในท่อนกระดูกพลันระเบิดปะทุ เส้นเลือดสีแดงฉานจำนวนนับไม่ถ้วนบินออกมาอย่าง รวดเร็วและบ้าคลั่งราวสายฟ้าแลบ ซึ่งพากันมุดหาย เข้าไปในม่านแสงพลังวิญญาณทั้งหมด “สวบ!” ที่น่าตะลึงก็คือ บนม่านแสงที่ก่อตัวจากพลังวิญญาณ บริสุทธิ์พลันมีลวดลายศักดิ์สิทธิ์เจิดจ้าจำนวนนับไม่ ถ้วนเปล่งวาบขึ้นมา! “การรวมตัวกันของเลือดลม!” เพียงแค่มองปราดเดียวเนี่ยเทียนก็ร้องอุทานอย่างอด ไม่อยู่ รู้ดีว่าลวดลายที่โผล่ขึ้นมาหลังจากม่านแสงพลัง วิญญาณถูกจู่โจมก็คือจิงชี่เลือดเนื้อที่ถูกผูกไว้ด้วย วิธีการที่พิเศษบางอย่าง “ค่ายกลสายเลือดที่พิเศษของเผ่าวิญญาณโบราณ!” มังกรเพลิงอาเจียซือรีบส่งข้อความเสียงมาให้ทันควัน
“ดูจากลักษณะของค่ายกลนี้น่าจะมีความเกี่ยวข้อง กับเทพยักษ์ค้ำฟ้า!” “การกำราบทางสายเลือด…” ทันใดนั้นดวงตาของเนี่ยเทียนก็พลันเป็นประกาย เขา ค้นพบว่าเมื่ออยู่ภายใต้พรสวรรค์ทางสายเลือดของ สัตว์ยักษ์มวลดารา ค่ายกลสายเลือดที่ลอยขึ้นมาใน ม่านแสงพลังวิญญาณก็ถูกแสงสีเลือดแหวกทำลาย อย่างไม่หยุดยั้ง ในยุคดั้งเดิม สัตว์ยักษ์มวลดาราสามารถไล่ล่าเทพ ยักษ์ค้ำฟ้า ถือเป็นผู้ล่าที่อยู่เหนือสุดของห่วงโซ่ อาหาร เทพยักษ์ค้ำฟ้าเองก็ถูกสัตว์ยักษ์ที่น่าหวาดกลัวที่สุด ในโลกชนิดนี้ข่มกำราบทางสายเลือด “น่าสนใจ!” เนี่ยเทียนตื่นเต้นขึ้นมาทันควัน คราว ก่อนที่เขาจนปัญญา ไม่สามารถทำลายม่านแสงพลัง
วิญญาณได้นั้น ด้านหนึ่งก็เพราะศักยภาพอ่อนด้อย เกินไป และอีกด้านหนึ่งคือยังไม่มีวัตถุมหัศจรรย์อย่าง ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราอยู่ในครอบครอง “เปรี๊ยะๆ!” การร่วมมือกันระหว่างดินแดนปริแตกและการกำราบ ทางสายเลือดทำให้แสงสีชาดเล็กละเอียดจำนวนมาก ไล่ล่าทำลายลวดลายสีเลือดศักดิ์สิทธิ์อันเป็นค่ายกล สายเลือดที่พิเศษของชนต่างเผ่าอย่างไม่หยุดยั้ง เดิมทีม่านแสงพลังวิญญาณนี้จะคอยดึงเอาพลัง วิญญาณที่อยู่ในฟ้าดินแห่งนี้มาใช้และชดเชยพลังที่ เสียหายไป แต่เมื่อลวดลายสีเลือดส่วนหนึ่งจางลงและสลาย หายไป ความสามารถในการดูดดึงพลังวิญญาณที่อยู่ รอบด้านเข้ามาให้ค่ายกลก็ค่อยๆ สูญสิ้นลง หลังจากผ่านไปอีกพักหนึ่ง พอเสียงโพล๊ะดังลั่นก็เห็น
ว่ามีรูหนึ่งที่ถูกท่อนกระดูกเจาะทะลวงผ่านไป ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 45 บทที่ 1346 ทางช้างเผือกลึกลับ
“สำเร็จแล้วรึ?” เมื่อเห็นว่าม่านแสงพลังวิญญาณเกิดรูโหว่รูหนึ่ง เนี่ย เทียนก็รู้สึกไม่อยากจะเชื่อ เขายังจำได้ดีว่า ครั้งก่อนคิดหาวิธีแทบตาย ทั้งยัง ทดลองจนหมดหนทางก็ยังไม่สามารถทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้บนม่านแสงพลังวิญญาณนี่ได้ ความทรงจำครั้งก่อนตราตรึงลึกซึ้งจนเขารู้สึกว่าม่าน แสงพลังวิญญาณนี่คงไม่มีทางปริแตกได้ตลอดกาล “ที่แท้ ข้าก็แข็งแกร่งได้ถึงระดับนี้โดยที่ไม่รู้ตัวเลย หรือนี่” เนี่ยเทียนลูบคลำจมูกตัวเอง ไม่ต้องให้เขา ออกแรงเพิ่มก็พบว่ารูที่อยู่ภายใต้ท่อนกระดูกของสัตว์ ยักษ์มวลดาราเริ่มถูกแหวกออกทีละนิด
“เลือดลมของท่อนกระดูกนี้สามารถสยบค่ายกลที่ เทพยักษ์ค้ำฟ้าทิ้งไว้ได้” อาเจียซือกล่าว “อ้อ” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับเบาๆ “ฟู่วๆ!” เส้นเลือดสีแดงฉานที่มาจากท่อนกระดูกว่ายวนอยู่ ท่ามกลางม่านแสงพลังวิญญาณ คอยทำลายค่ายกลที่ ประทับไว้บนนั้น ครู่หนึ่งต่อมา รูนั้นก็ถูกแหวกจนถึงระดับที่เขา สามารถลอดผ่านไปได้ “ข้านำไปก่อนเอง” อาเจียซือออกหน้าเป็นผู้รับผิดชอบภาระใหญ่ในการ สำรวจ ขณะที่เนี่ยเทียนยังลังเลใจ มันก็กลายร่างเป็น ลำแสงเปลวเพลิงเส้นหนึ่งที่บินเข้าไปในรูโหว่ที่แหวก กว้าง
ร่างมังกรเพลิงของอาเจียซือบินผลุบหายเข้าไปด้านใน ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราก็ลอดทะลวงผ่าน ม่านแสงพลังวิญญาณเช่นเดียวกับกิ่งไม้สีน้ำตาลอม เทา เนี่ยเทียนรู้สึกว่าเขาไม่สามารถดึงเอาท่อนกระดูก ออกมาได้ ทำได้เพียงทิ้งมันคาไว้ในลักษณะนี้เท่านั้น รูนั่นถึงจะไม่ปิดตัวลง และเขาถึงจะเข้าไปสำรวจด้าน ในนั้นได้ เมื่ออาศัยความเชื่อมโยงทางเลือดลมและจิตวิญญาณ ที่มีต่ออาเจียซือ เขาจึงสัมผัสได้ถึงทิศทางการ เคลื่อนไหวของอีกฝ่าย และจู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ว่าอาเจียซือเกิดความตะลึงพรึง เพริดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “นายท่าน ท่าน ท่านมาดูตรงนี้หน่อยเถอะ” เสียง ของอาเจียซือที่ส่งมาให้ดังขาดๆ หายๆ ราวกับว่าเป็น
เพราะตื่นเต้นเกินไปจึงพูดติดขัด “ต่อให้อยู่ในฝัน ข้า ก็ยังไม่เคยฝันเห็นภาพเหตุการณ์ที่น่าเหลือเชื่อขนาด นี้มาก่อนเลย! นายท่าน ท่านต้องมาดูให้เห็นเองกับ ตา!” ข้อความถูกส่งมาจากอาเจียซืออย่างต่อเนื่อง อีกฝ่าย เรียกร้องให้เขารีบลงไป “ตกลง!” เนี่ยเทียนไม่ได้คิดพิจารณานานนัก พอได้ยิน คำแนะนำจากมันก็ลอดรูโหว่เหยียบลงไปบนท้องฟ้าที่ มืดมิดนั่นทันที “ฟิ้ว!” เขาบินลอดลงไปด้านล่างอย่างรวดเร็ว ครึ่งเค่อต่อมา “ห๊า!”
เนี่ยเทียนที่ข้ามผ่านแผ่นดินใหญ่ผืนหนึ่งมาถึงห้วง จักรวาลมืดมิดพลันร้องอุทานเสียงดัง “สวรรค์! นี่ นี่ ข้าเห็นอะไรกันนี่? ต้นไม้ยักษ์ ต้นไม้ยักษ์ต้นหนึ่งที่ ใหญ่จนน่าเหลือเชื่อได้ถึงเพียงนี้! ในทางช้างเผือกมี ต้นไม้ใหญ่น่าหวาดกลัวที่กิ่งหนึ่งของมันสามารถลอด ทะลวงฟ้าดินผืนหนึ่งแบบนี้อยู่ได้อย่างไร?!” เบื้องหน้าเขาคือภาพเหตุการณ์ที่เกินจินตนาการที่สุด เท่าที่เขาเคยพบเจอมาในชีวิตนี้! ในทางช้างเผือกมืดมิดที่ไม่มีแม้แต่ดาวหรือเดือน ต้นไม้ยักษ์ขนาดมหึมาเกินจินตนาการต้นหนึ่งแผ่ กิ่งก้านสาขาทั้งหลายของมันให้ลอดทะลวงไปตามฟ้า ดินแห่งต่างๆ และฟ้าดินที่เขาอยู่ในเวลานี้เป็นเพียงแค่หนึ่งในฟ้าดิน เหล่านั้นเท่านั้น ฟ้าดินในลักษณะเดียวกัน หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็
คืออาณาจักร! มีเกือบพันแห่ง! อาณาจักรเกือบพัน แห่งที่ถูกกิ่งก้านของต้นไม้ยักษ์เสียบแทงดั่งผุทรา เชื่อมถูกเสียบไม้! และกิ่งก้านของต้นไม้ยักษ์ส่วนใหญ่ยังว่างอยู่ ซึ่งพวก มันต่างก็ยื่นตรงออกไปในทิศทางที่แตกต่างกัน ราว กับต้องการจะตามหาอาณาจักรจำนวนมากกว่าเดิม อย่างไม่ยอมแพ้ ฟ้าดินแต่ละแห่งอยู่ห่างกันมาก ราวกับอาณาจักรสอง แห่งของดินแดนดาวตกที่อยู่ห่างกัน “ใน ในความทรงจำทางสายเลือดของเจ้า มี…ภาพ ความทรงจำเกี่ยวกับต้นไม้ยักษ์ตรงหน้านี้บ้างหรือ เปล่า?” พอเนี่ยเทียนอ้าปากพูด เขาก็ค้นพบว่าการ พูดของตัวเองติดขัดไม่ต่างจากอาเจียซือ “นี่มันต้นไม้ ยักษ์อะไรกันแน่? อาณาจักรในดินแดนปราการ ดวงดาวหรือดินแดนดาวตกก็ยังไม่ใหญ่ขนาดนี้เลย
กระมัง?” “บางทีแม้แต่ร่างกายของสัตว์ยักษ์มวลดาราที่ สามารถกลืนกินอาณาจักร จับเทพยักษ์ค้ำฟ้ามาเป็น อาหารก็คงยังไม่ใหญ่ขนาดนี้เลยกระมัง?” เขาหวนนึกไปถึงสัตว์ยักษ์มวลดาราอีกตัวหนึ่งที่ยังมี ชีวิตและซ่อนตัวอยู่ในทะเลลึกสีดำของแผ่นดิน ลอยตัว แผ่นดินลอยตัวคืออาณาจักรขนาดมหึมาที่มีขนาด ใหญ่อย่างถึงที่สุด ซ้ำทะเลลึกสีดำนั่นยังกินอาณา บริเวณของพื้นที่ส่วนใหญ่ในแผ่นดินลอยตัวด้วย แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับต้นไม้ยักษ์ที่ อยู่ตรงหน้านี้แล้วกลับคนละระดับชั้นกันเลย คำว่ามืดฟ้ามัวดินก็ยังไม่สามารถใช้บรรยายต้นไม้ ยักษ์ที่อยู่ตรงหน้านี้ได้ เพราะว่ามันแทบจะปิดมิดทั้ง ดินแดนดวงดาวแห่งหนึ่งเลยทีเดียว!
“ไม่มี ในความทรงจำทางสายเลือดของข้าไม่มีข้อมูล เกี่ยวกับต้นไม้ยักษ์นี่แม้แต่นิดเดียว” อาเจียซือตอบ กลับมาทันที “นายท่าน หากไม่ได้มาเห็นเองกับตา ข้าย่อมไม่มีทางเชื่อแน่ว่าในยุคสมัยนี้ จะมีต้นไม้ยักษ์ ขนาดนี้ดำรงอยู่! พืชพรรณที่น่าหวาดกลัวอย่าง เถาวัลย์เคียงฟ้า เถาวัลย์ปีศาจสวรรค์หรือแม้แต่ ดอกไม้ดวงตาปีศาจก็ยังไม่ใช่ระดับเดียวกับต้นไม้ที่อยู่ ตรงหน้านี้เลย” เนี่ยเทียนตื่นตะลึงอย่างถึงที่สุด เขารีบใช้สายเลือด แห่งชีวิตและกระแสจิตวิญญาณไปรับสัมผัส “ไม่มีปราณเลยแม้แต่น้อย พลังของพืชหญ้า เลือดลม แห่งชีวิตล้วนไม่มีอยู่เลย” ครู่หนึ่งต่อมา เขาก็ส่าย หน้า กล่าวว่า “ต้นไม้โบราณต้นนี้ เกรงว่าคงเหี่ยว ตายไปนานแล้ว หรือมันคือต้นไม้แห่งชีวิตที่สร้างเผ่า ไม้ขึ้นมา? แต่หากเป็นต้นไม้แห่งชีวิตจริง ข้าก็ควรจะ
สัมผัสได้สิถึงจะถูก?” กิ่งไม้เจ็ดสิบสองกิ่งในดินแดนพืชหญ้าของเขามีความ เกี่ยวข้องกับต้นไม้แห่งชีวิตของเผ่าไม้ หากต้นไม้ยักษ์นี่เป็นต้นไม้แห่งชีวิตจริงๆ ก็ไม่มีทางที่ เขาจะสัมผัสไม่ถึงมัน อีกอย่างเขายังฝึกเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ อวัยวะ เลือด สดและกระดูกต่างก็ผ่านการหล่อหลอมมาแล้วหลาย ครั้ง จึงมีจิงชี่พืชหญ้าที่บริสุทธิ์สะสมอยู่ภายใน “นายท่าน ข้ามีความรู้สึกว่าแต่ละกิ่งของมันที่ทะลวง ไปยังอาณาจักรต่างๆ คล้ายจะดึงอะไรออกมาจากใน อาณาจักรเหล่านั้น” อาเจียซือกล่าวอย่างระมัดระวัง “ยังดี ยังดีที่มันตายไปแล้ว หากว่ามันยังมีชีวิตอยู่ มัน จะเอาอะไรออกมาจากในอาณาจักรเหล่านั้นได้?” “หรือว่ามันจะกินอาณาจักรเหล่านั้นเป็นอาหาร เหมือนสัตว์ยักษ์มวลดารา?”
อาเจียซือตื่นตะลึงอย่างหนัก เนี่ยเทียนเองก็ไร้คำพูด เพราะเขานึกไม่ออกว่าหาก ต้นไม้ยักษ์นั่นยังมีชีวิตอยู่ควรจะน่ากลัวขนาดไหน? ต้นไม้ยักษ์ใหญ่โตดั่งดินแดนดวงดาวแห่งหนึ่ง กิ่งไม้ จำนวนหนึ่งในสามส่วนของพวกมันล้วนลอดทะลวง ไปยังฟ้าดินเกือบพันแห่งในบริเวณใกล้เคียง วัตถุประหลาดเช่นนี้ หากมันยังมีชีวิตอยู่ เกรงว่าคง น่ากลัวยิ่งกว่าผีร้ายและกู่ผีที่อาละวาดไปทั่วฟ้าดิน ของเผ่ามนุษย์ไม่รู้กี่เท่า “อาณาจักรเกือบพันแห่ง บ้างก็เหมือนกับแผ่นดินที่ อยู่เหนือศีรษะของพวกเรา” เนี่ยเทียนเงยหน้าขึ้น มองแผ่นดินที่มีเทพยักษ์ค้ำฟ้าสิบหกตนฝังร่างอยู่ แล้วก็มองไปยังจุดอื่นต่อ แผ่นดินที่ถูกกิ่งก้านเหล่านี้แทงทะลุ บ้างก็มีลักษณะ เป็นลูกกลมๆ บ้างก็เป็นแผ่นดินราบเรียบ ลักษณะ
แตกต่างกันออกไป แผ่นดินที่เขาลงมาคือแผ่นดินลักษณะราบเรียบ ทว่า ห่างออกไปไกลยิ่งกว่านั้นคือแผ่นดินที่มีลักษณะเป็น ทรงกลม แล้วก็มีแผ่นดินเรียบๆ คล้ายคลึงกับแผ่นดิน ที่เขาจากมา แต่เนื่องจากอยู่ห่างกันมากเกินไป เขาจึง มองเห็นไม่ชัดนัก ไม่รู้ว่าบนนั้นมีอะไรอยู่ “สถานที่แห่งนี้คือฟ้าดินของเผ่ามนุษย์หรือของเผ่า วิญญาณโบราณอย่างพวกเจ้ากันแน่?” เขาเอ่ยถาม อีกครั้ง “ข้า ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” อาเจียซือสับสนอย่างหนัก “มองไม่เห็นดวงดาวที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ที่นี่คือ ฟ้าดินมืดมิดที่ไม่มีแสงสว่าง ข้าไม่สามารถวิเคราะห์ จากสิ่งที่เห็นได้ว่านี่คือฟ้าดินแบบไหน แต่ว่าข้าก็ น่าจะไม่เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้มา ก่อน”
“แปลกจริง” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว “ทั้งๆ ที่มันเป็น สถานที่ที่เทพยักษ์ค้ำฟ้าและโครงกระดูกของเผ่ามังกร เพลิงพวกเจ้าฝังร่างอยู่ แต่เจ้ากลับไม่มีความทรงจำ เกี่ยวกับมันแม้แต่น้อย” “ไม่มีจริงๆ” “ข้าคิดว่า ข้าจะลองไปตรวจสอบอาณาจักรแห่งอื่นดู สักหน่อย ดูสิว่าแผ่นดินเหล่านั้นมีความลับอะไร!” เนี่ยเทียนกล่าว พื้นที่ฝังศพที่เขามาเยือนซึ่งฝังร่างเทพยักษ์ค้ำฟ้าสิบ หกตนเอาไว้ช่วยให้เขาบรรลุวิชากระแสปั่นป่วน หุนตุ้น อักขระโบราณมายา หมัดเทพค้ำฟ้าพิโรธ ส่งผลให้ศักยภาพของเขาเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด และที่นั่นยังเป็นเพียงแค่หนึ่งในแผ่นดินที่อยู่ ท่ามกลางห้วงจักรวาลที่มืดมิดแห่งนี้เท่านั้น แผ่นดินแห่งอื่นยังมีอีกเยอะมาก แล้วมันจะเป็น
สถานที่ที่ฝังศพของเผ่าสัตว์โบราณอย่างมังกรยักษ์ ด้วยหรือเปล่า? พอคิดมาถึงตรงนี้ เนี่ยเทียนก็พลันตื่นเต้น จะอย่างไรซะต้นไม้โบราณที่ใหญ่โตจนน่าเหลือเชื่อต้น นี้ก็ตายมานานแล้ว อาณาจักรเกือบพันแห่งยังไม่มี ใครเคยไปสำรวจ ก็ไม่สู้เขาไปสำรวจเองดีกว่าหรือ หลังจากเป็นแดนว่างเปล่าและมีสายเลือดระดับแปด เขาก็มีความสามารถในการโบยบินไปท่ามกลางห้วง จักรวาล ต่อให้การบินจากแผ่นดินนี้ไปสู่อีกแผ่นดินหนึ่งจะมี ระยะทางที่ห่างไกล แต่เขาก็ยังสามารถไปถึงที่นั่นได้ อย่างราบรื่น “นายท่าน หากท่านจะไปสำรวจ ทางที่ดีควรนำท่อน กระดูกไปด้วย” อาเจียซือให้คำแนะนำ “ข้ากังวลว่า ในแผ่นดินและอาณาจักรแห่งอื่นจะมีม่านแสงพลัง
วิญญาณทำนองเดียวกันนี้อยู่ด้วย ด้วยพลังของท่าน และข้าก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะสามารถลอดผ่านมันเข้า ไปในอาณาจักรและฟ้าดินเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับเบาๆ “ถูกต้อง ข้าควรจะนำ ท่อนกระดูกนั่นไปด้วย!” พอความคิดนี้เกิดขึ้น เขาก็กวักมือเรียกหาท่อน กระดูก “ฟิ้ว!” ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราบินลงมาจากกลาง ม่านแสงพลังวิญญาณที่อยู่ด้านบน พอท่อนกระดูกร่วงลงมา รูโหว่ที่ถูกเปิดอ้าไว้ก็ ประสานตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ชั่วพริบตา ก็ปิดสนิทไร้ร่องรอย “หากพวกเราจะกลับออกไป ก็ยังต้องกลับจาก แผ่นดินผืนนี้” เนี่ยเทียนเอ่ยถาม “จำตำแหน่งได้
ชัดเจนหรือยัง? ไม่ใช่ว่าพอถึงเวลาแล้วหาทางกลับ ไม่ได้หรอกนะ” “วางใจเถอะ ข้าจัดการให้เอง” อาเจียซือกล่าว “แบบนั้นก็ดี” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 45 บทที่ 1347 อกสั่นขวัญผวา
ทางช้างเผือกมืดมิด เนี่ยเทียนเรียกแดนว่างเปล่าที่มหัศจรรย์ของตัวเอง ออกมา แล้วบินจากฟ้าดินที่อยู่ก่อนหน้านี้ไปยังฟ้าดิน อีกแห่งหนึ่งที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง “ฟิ้วๆ!” มังกรเพลิงอาเจียซือและท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์ มวลดาราพากันบินนำหน้าเขาไป ความสามารถในการรับสัมผัสของเนี่ยเทียนเป็น เหมือนสายน้ำที่แผ่ปกคลุมไปสี่ด้านแปดทิศ “แปลกจริง…” เขาพึมพำเบาๆ สิ่งที่เขาสัมผัสได้ยามที่อยู่ในดินแดนของเผ่ามนุษย์ อย่างดินแดนดาวตก ดินแดนพงฟ้าและดินแดน
ปราการดวงดาว หรือแม้แต่ดินแดนแอ่งมืด ดินแดน เมฆามรกต ฯลฯ ล้วนไม่เหมือนที่แห่งนี้ ทางช้างเผือกปกติทั่วไปจะเต็มไปด้วยพลังงาน ซับซ้อนหลากหลายชนิด ต่อให้เป็นทางช้างเผือกของ เผ่ามนุษย์ก็มีพลังของพืชหญ้า เปลวเพลิง สายฟ้า ฝุ่นผงของห้วงจักรวาล ฯลฯ มีพลังงานหลากหลาย ชนิด หลากหลายธาตุ ซึ่งพลังงานส่วนใหญ่ในบรรดานั้นมีพลังการทำลาย ล้างที่น่าตะลึง สามารถทำให้เลือดเนื้อเน่าเปื่อยและ รุกรานดินแดนได้ ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าจะเป็นเผ่ามนุษย์ ชนต่างเผ่าหรือเผ่า วิญญาณโบราณที่หากคิดจะโบยบินไปท่ามกลางทาง ช้างเผือกก็ล้วนจำเป็นต้องแข็งแกร่งในระดับหนึ่ง เผ่ามนุษย์ที่คิดจะโบยบินในห้วงอวกาศ อย่างน้อยก็ ต้องมีขอบเขตดินแดน!
เมื่อมีดินแดนถึงจะสามารถปกป้องเรือนกายที่อ่อนแอ ไม่ให้ถูกพลังงานพิษร้ายในทางช้างเผือกรุกรานได้ ส่วนชนต่างเผ่าและเผ่าวิญญาณโบราณนั้นก็ต้องมี เรือนกายที่แข็งแกร่งและมีสายเลือดระดับสูงมากพอ ถึงจะได้ ทว่าที่นี่… ทางช้างเผือกลึกลับแห่งนี้มีพลังงานหลากหลายชนิด เจือปนอยู่เช่นกัน แต่เมื่อเนี่ยเทียนใช้กระแสจิต วิญญาณและสายเลือดแห่งชีวิตรับสัมผัสกลับค้นพบ ว่าพลังงานแต่ละชนิดที่อยู่ในทางช้างเผือกแห่งนี้แทบ จะไม่มีชนิดไหนที่ทำลายดินแดนและกัดกร่อนเลือด เนื้อได้อย่างเด่นชัดเลย ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ เขาที่ปล่อยกระแสจิตออกไป รับสัมผัสกลับสัมผัสไม่ได้ถึงพายุหรือดาวตกที่พิเศษ อะไรในทางช้างเผือกเหล่านี้
“บางทีอาจจะลองไม่ใช้ดินแดนมาปกป้องเรือนกายที่ มีเลือดเนื้อก็ได้” พอคิดอย่างนี้เขาจึงสลายแดนว่างเปล่าออกไป เปิดเผยเรือนกายที่มีเลือดเนื้อออกมาในห้วงจักรวาล ใช้พลังเลือดเนื้อมาเป็นต้นกำเนิดแห่งพลังงานในการ ข้ามผ่านทางช้างเผือกแห่งนี้ แล้วก็เป็นดังคาด เมื่อเปิดเผยเลือดเนื้อออกมา เขาใช้เลือดเนื้อที่มี ความรู้สึกเฉียบไวรับสัมผัสก็ค้นพบว่าพลังงานที่ ปะปนอยู่ในทางช้างเผือกแห่งนี้อ่อนโยนผิดปกติ แทบ จะไม่มีพลังการทำลายล้างเลย “เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้ดินแดน เผ่ามนุษย์ ส่วนใหญ่ก็ล้วนโบยบินอยู่ท่ามกลางทางช้างเผือก เหล่านี้ได้” ดวงตาเนี่ยเทียนเป็นประกายวาบ มองฟ้าดินหลาย
แห่งที่ถูกกิ่งไม้ลอดทะลวงแล้วกล่าวในใจตัวเองว่า “หากดินแดนเหล่านั้นมีพลังชีวิตและปราณวิญญาณ เข้มข้นเหมือนดินแดนที่พวกเราอยู่อาศัย บางทีข้า อาจจะสามารถย้ายคนของดินแดนดาวตก ดินแดนพง ฟ้าและดินแดนปราการดวงดาวมาฝึกตนอยู่ที่นี่ได้” แผ่นดินที่มีเทพยักษ์ค้ำฟ้าสิบหกตนซึ่งเขาจากมาก็มี ปราณวิญญาณฟ้าดินที่เข้มข้นมากเหมือนกัน เพียงแต่ว่าสนามโน้มถ่วงของแผ่นดินแห่งนั้นค่อนข้าง น่ากลัว ผู้ที่มีขอบเขตต่ำไม่สามารถอยู่ได้นาน ทางช้างเผือกแถบนี้มีอาณาจักรและแผ่นดินที่ลักษณะ คล้ายคลึงกันเกือบพันแห่ง หากแต่ละแห่งล้วนมี ปราณวิญญาณเข้มข้น ถ้าอย่างนั้นพวกมันก็จะกลาย มาเป็นฟ้าดินแห่งใหม่ที่เหมาะสมต่อการบำเพ็ญตน ของเผ่ามนุษย์จำนวนมากอย่างแท้จริง “อู้!”
หลังจากทะยานอยู่ท่ามกลางทางช้างเผือกเป็น เวลานาน เนี่ยเทียนก็มองเห็นแผ่นดินที่อยู่ใกล้ที่สุด เมื่อขยับเข้าไปใกล้แผ่นดินผืนนั้นถึงได้พบว่านั่นคือ แผ่นดินน้ำแข็งที่มีภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ยักษ์ตั้ง ตระหง่าน เกล็ดหิมะโปรยปราย ประหนึ่งผนังน้ำแข็ง ใหญ่ยักษ์ “พรึ่บ!” มังกรเพลิงอาเจียซือบินมาถึงที่นี่ ร่างที่ลุกท่วมไปด้วย เปลวเพลิงของมันก็ได้รับผลกระทบจากกระแสความ เย็นจึงทำท่าเหมือนจะมอดดับ “นายท่าน ข้าได้กลิ่นปราณของคนเผ่าเดียวกัน!” อา เจียซือตะโกนเสียงดัง “ไม่ใช่เผ่ามังกรเพลิงของพวก เรา แต่เป็นเผ่าพันธ์ที่แยกสาขาออกไปของเผ่ามังกร ยักษ์” “เผ่าพันธุ์แยกสาขาอะไร?” เนี่ยเทียนถาม
“มังกรยักษ์น้ำแข็ง” อาเจียซืออธิบาย “เปรี๊ยะ!” ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราท่อนนั้นบินลงมา จากท้องฟ้าแล้วแทงไปยังเขตปราการเลือดที่มองไม่ เห็นของแผ่นดินน้ำแข็งจนเขตปราการนั้นแหลก ละเอียด อาเจียซือและเนี่ยเทียนจึงฉวยโอกาสมุดลอดเข้าไป ข้างใน ฟ้าดินสีขาวโพลนมีเทือกเขาน้ำแข็งตั้งตระหง่าน และ ท่ามกลางเทือกเขาน้ำแข็งแต่ละลูกก็มีภูเขาลูกเล็ก เรียงตัวยาวเป็นรูปของมังกร “มังกรยักษ์น้ำแข็ง!” พอมองอย่างละเอียดถึงได้ค้นพบว่าเทือกเขานั้น แท้จริงแล้วคือมังกรยักษ์ตัวหนึ่งที่ไม่รู้ว่าตายและถูก ปิดผนึกด้วยน้ำแข็งมานานกี่ปีแล้ว
“เผ่ามังกรของพวกเราก็มีแบ่งแยกธาตุที่ต่างกัน เหมือนกับเผ่ามนุษย์ของพวกเจ้าเช่นกัน แล้วก็มี สายเลือดหลายชนิดด้วย” อาเจียซืออธิบาย “มังกร สายฟ้า มังกรเพลิง มังกรดำ มังกรน้ำแข็ง มังกรทอง เป็นต้น ในยุคบรรพกาลจำนวนของเผ่ามังกรเรามี มากมาย แต่ละสาขาล้วนอยู่ในสภาวะอุดมสมบูรณ์ อย่างถึงที่สุด ต่างก็มีมังกรยักษ์ระดับสิบทั้งสิ้น” “มังกรยักษ์น้ำแข็งตัวนี้น่าจะมีสายเลือดระดับเก้าขั้น สูงสุด เดิมทีมันควรจะมีความเป็นไปได้ในการแปร สภาพต่อไปจนกลายเป็นขั้นสิบ” เนี่ยเทียนเอ่ยแทรก “หัวใจของเขาไม่ได้อยู่ในร่าง” มังกรยักษ์น้ำแข็งที่อยู่ตรงหน้าไม่มีความเคลื่อนไหว ทางเลือดลม เมื่อผ่านการกัดกร่อนจากกาลเวลามา นานหลายปี พลังเลือดลมของมันก็ได้สลายหายไปใน แผ่นดินน้ำแข็งผืนนี้หมดสิ้นจนไม่เหลืออยู่แม้แต่นิด
เดียว หัวใจของมันเหมือนจะถูกควักออกมา ไม่รู้ว่าใครเอา ไปไหน เนี่ยเทียนรู้ว่าสิ่งมีชีวิตที่หากพลังเลือดลมถูกเผาผลาญ จนสิ้น ไม่ว่าจะเป็นชนิดไหนก็แทบจะหมดค่าทั้งหมด ขอแค่เขายินดี เพียงแค่โบกท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์ มวลดารา มังกรยักษ์ที่ถูกน้ำแข็งเกาะผนึกไว้นั่นก็จะ ระเบิดและกลายมาเป็นเศษน้ำแข็งทันที “แผ่นดินผืนนี้มีไอความเย็นเข้มข้นน่าดู เหมาะสมที่ จะเป็นสถานที่ฝึกตนของผู้ที่ฝึกพลังแห่งความเย็น” รับสัมผัสอยู่อีกครู่หนึ่ง เนี่ยเทียนก็วิเคราะห์อย่างเป็น ธรรม “เพียงแต่ว่าเมื่อเทียบกับดินแดนน้ำค้างแข็ง และดินแดนหิมะแล้วกลับไม่ได้ดีกว่าสักเท่าไหร่” กล่าวจบเขาก็บินไปรอบๆ สถานที่แห่งนี้ ใช้กระแสจิต วิญญาณและสายเลือดแห่งชีวิตรับสัมผัสไปอย่าง
ต่อเนื่อง ฟ้าดินแถบนี้ไม่ถือว่ากว้างใหญ่นัก เล็กกว่าแผ่นดินที่ เกราะมังกรเพลิงเป็นกุญแจพาเขาเข้าไปอยู่หลายเท่า เขาจึงสามารถตรวจสอบมันอย่างละเอียดได้โดย ง่ายดาย “ไม่มีอะไรที่พิเศษ นอกจากโครงกระดูกของมังกร ยักษ์น้ำแข็งที่ไม่รู้ว่าตายไปกี่ปีแล้วก็ไม่มีอะไรอย่างอื่น อีก” เขาส่ายหน้า ลึกๆ ในใจรู้สึกเสียดาย “โครง กระดูกของมังกรยักษ์น้ำแข็งตัวนั้นก็ไม่มีเลือดลมและ พลังความเย็นเหลืออยู่แล้ว จึงไม่มีประโยชน์ต่อข้า แม้แต่นิดเดียว” “ดูท่าคงไม่ใช่ฟ้าดินทุกแห่งที่เป็นเหมือนแผ่นดินที่ พวกเราเข้าไปเยือน” อาเจียซือกล่าว “อืม” เนี่ยเทียนครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนกล่าวว่า “ถ้า อย่างนั้นก็อย่าเสียเวลากันอยู่เลย พวกเราเปลี่ยนที่กัน
เถอะ อย่างไรซะอาณาจักรของที่แห่งนี้ก็มีอยู่เยอะ มาก พวกเราไปลองดูที่อื่นกันดีกว่า” “เมื่อครู่นี้ข้าสังเกตเห็นว่ามีกิ่งไม้กิ่งหนึ่งทะลวง แผ่นดินน้ำแข็งนี่เหมือนกัน” อาเจียซือกล่าว เนี่ยเทียนเอ่ยเสริม “ข้าเองก็เห็นเหมือนกัน” “นายท่าน ท่านอาจจะไม่ทันสังเกตรายละเอียดอย่าง หนึ่ง” อาเจียซือมีท่าทางลังเล ก่อนจะบินพรวดไปยัง จุดหนึ่ง “กิ่งไม้นี้เป็นเหมือนใบมีดแห่งเทพที่แทงทะลุ มาจากด้านล่าง อันที่จริงกิ่งไม้นี้แทงทะลุไปที่หัวใจ ของมังกรยักษ์น้ำแข็ง ซึ่งทะลุหัวใจออกไปข้างนอกอีก ที” เนี่ยเทียนก้มหน้าลง มองอย่างตั้งใจแล้วพยักหน้า แสดงว่าเห็นด้วย “ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนี้” กิ่งไม้สีน้ำตาลอมเทาแบบเดียวกัน แต่กิ่งนี้ค่อนข้าง สั้น เพราะที่โผล่ออกมาข้างนอกยาวแค่สามสิบกว่า
เมตรเท่านั้น แต่เขาเข้าใจดีว่า กิ่งไม้ที่ยาวสามสิบกว่าเมตรนี้เป็น เพียงส่วนที่โผล่ออกมาข้างนอกเท่านั้น ส่วนที่จมลึก อยู่ใต้ดินไม่รู้ว่ายาวแค่ไหน ซึ่งอีกด้านหนึ่งของมันยัง เชื่อมโยงไปยังต้นไม้โบราณที่ตายไปแล้วต้นนั้นด้วย “กิ่งไม้แทงทะลุหัวใจของมังกรยักษ์น้ำแข็ง และหัวใจ ก็คือสิ่งที่สำคัญที่สุดของเผ่ามังกรเรา” อาเจียซืออธิ บาย “หัวใจถูกแทงทะลุก็หมายความว่าตายแล้ว สหายร่วมเผ่าพันธุ์ของข้าตนนี้มีสายเลือดระดับเก้า ขั้นสูงสุด หากหัวใจของมันไม่ได้แหลกละเอียด ไม่ได้ สลายหายไป มันก็สามารถอาศัยความเหน็บหนาว ของที่แห่งนี้มาสร้างหัวใจขึ้นใหม่ได้อีกครั้ง” เนี่ยเทียนรับฟังเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่งแล้วก็พลันกระจ่าง แจ้ง “เจ้าจะบอกว่า มังกรยักษ์น้ำแข็งระดับเก้าขั้น สูงสุดตนนี้ถูกกิ่งไม้นั่นโผล่มาฆ่ากะทันหันงั้นรึ?”
“ข้าเดาเอาว่าเป็นอย่างนี้” อาเจียซือตอบรับ “มัน น่าจะเตรียมฝ่าสู่สายเลือดระดับสิบที่นี่ แต่มันกลับคิด ไม่ถึงว่าหายนะจะมาเยือนกะทันหัน กิ่งไม้ท่อนนั้น โผล่ออกมาจากใต้ดินแล้วแทงทะลุหัวใจของมัน ทำให้ มันตายอย่างเฉียบพลัน” “ข้ายังถึงขั้นสงสัยด้วยว่าหัวใจของมันน่าจะถูกกิ่งไม้ ชิงเอาไป” เนี่ยเทียนอึ้งไปครู่ ก่อนจะรับคำว่า “ชิงเอาไป? ข้าว่า มันไม่น่าจะชิงเอาไป แต่บางทีอาจใช้วิธีการอย่างอื่น มาดึงเอาโซ่ผลึกสายเลือดแห่งความเย็นและพลังชีวิต ที่เข้มข้นของมันไปจนหมด พรสวรรค์ทางสายเลือด ของข้าสามารถพิสูจน์ได้ ซึ่งต่อให้มันเป็นต้าจุนระดับ สิบ แม้แต่ความลี้ลับแห่งความเย็นในโซ่ผลึกสายเลือด ข้าก็ยังสามารถดึงออกมาได้” พอคิดมาถึงตรงนี้ เขาก็พลันหยุดชะงัก “ต้นไม้ยักษ์ที่
ตายไปแล้วต้นนั้น กิ่งหนึ่งของมันแทงทะลุหัวใจของ มังกรยักษ์น้ำแข็งสายเลือดระดับเก้าได้อย่างแม่นยำ แล้วก็ดึงเอาพลังงานทั้งหมดของมันไป” อาเจียซือตื่นตะลึง “หากเป็นอย่างนี้จริง ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่ใช่ว่าสิ่งมีชีวิตในฟ้าดินแห่งอื่นอีกมากมายอาจถูก กิ่งไม้ของต้นไม้ดึกดำบรรพ์ที่ตายไปแล้วต้นนั้นแทง ทะลุหัวใจเหมือนมังกรยักษ์น้ำแข็งตัวนี้หรอกหรือ?” “ต้นไม้ดึกดำบรรพ์ที่แทงทะลุฟ้าดิน แทงทะลุร่างของ สิ่งมีชีวิตเรือนกายใหญ่โต” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว “เป้าหมายของมันคืออาณาจักรแห่งต่างๆ หรือว่า สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนอาณาจักรเหล่านั้นกันแน่? หรือว่าทั้งสองอย่างล้วนเป็นเป้าหมายการโจมตีของ มัน?” อาเจียซือตะลึงลานไปอีกครั้ง “ข้าคิดว่า พวกเราควร ต้องไปยังฟ้าดินแห่งอื่นเพื่อพิสูจน์การคาดเดาของ
พวกเราแล้วล่ะ” “ข้าเองก็คิดอย่างนี้เหมือนกัน” สายตาของเนี่ยเทียน เคร่งเครียดเป็นพิเศษ จากนั้นเขาและมังกรเพลิงอาเจียซือก็ออกจากฟ้าดิน ที่เยียบเย็นมุ่งหน้าไปยังอาณาจักรอีกแห่งหนึ่งใน บริเวณใกล้เคียงซึ่งมีลักษณะเป็นทรงกลมทันที ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 45 บทที่ 1348 เนื้อร้าย
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน เนี่ยเทียนและอาเจียซือมังกรเพลิงมาลอยตัวอยู่บน แผ่นดินที่เปลี่ยวร้างแห่งหนึ่ง พวกเขาพากันเงยหน้า มองท้องฟ้า “แห่งที่เก้าแล้ว” อาเจียซือพ่นลมหายใจออกมาเป็นพลังเลือดลมที่ ปะปนอยู่กับเปลวเพลิงคล้ายกำลังทอดถอนใจ “ฟ้า ดินเก้าแห่งที่ถูกพวกเราสำรวจล้วนมีศพของเผ่า วิญญาณโบราณ เทพยักษ์ค้ำฟ้า สัตวโบราณ ไม่ก็เผ่า มังกร ซึ่งเกือบทั้งหมดมีสายเลือดระดับเก้า แล้วก็ตาย เพราะถูกกิ่งไม้แทงทะลุหัวใจเหมือนกัน” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว “ดูท่าอาณาจักรในบริเวณ
ใกล้เคียงที่แห่งนี้คงเคยมีเผ่าวิญญาณโบราณอยู่อาศัย ต้นไม้ยักษ์ที่ใหญ่โตจนน่าเหลือเชื่อต้นนั้นอาจจะมา เยือนอย่างฉับพลัน กิ่งก้านของมันลอดทะลวง อาณาจักรเข้ามาสังหารเผ่าวิญญาณโบราณที่อยู่ข้าง ใน” “ไม่มีสายเลือดระดับสิบ” อาเจียซือกล่าว “ไม่มีจริงๆ นั่นแหละ” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ “เผ่า วิญญาณโบราณระดับสิบมีศักยภาพแข็งแกร่งอย่างหา ที่เปรียบไม่ได้ เผ่าวิญญาณโบราณที่มีระดับเช่นนี้ อาจจะไม่ถูกต้นไม้โบราณต้นนั้นฆ่า” “แล้วก็มีความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่ง” อาเจียซือนิ่ง คิดไปครู่หนึ่ง “พวกเขาต่อสู้กับต้นไม้โบราณนั่น แต่ อาจจะเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้ ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของต้นไม้ โบราณ ด้วยความจนใจจึงได้แต่เลือกหนีไปจากที่นี่” “แล้ว พวกชนเผ่าที่มีสายเลือดระดับเก้าล่ะ?”
“คงสละทิ้งด้วยกระมัง? หากไม่ทิ้ง พวกเขาก็อาจจะ ต้องฝังศพของตัวเองไว้ที่นี่ ถ้าเป็นเช่นนั้น เรื่องนี้ น่าจะถือเป็นประวัติศาสตร์อันน่าอายของเผ่า วิญญาณโบราณ แล้วก็มีเพียงประวัติศาสตร์ที่น่าอาย เท่านั้นถึงจะไม่ถูกบันทึกเอาไว้ในคัมภีร์ต่างๆ และจะ ไม่นาบประทับลงไปในสายเลือด” เนี่ยเทียนอึ้งไปครู่ ก่อนกล่าวว่า “ก็น่าจะมีความ เป็นไปได้นี้อยู่เหมือนกัน” “อาณาจักรทั้งเก้าแห่งเหมาะสมกับการเป็นสถานที่ ฝึกตนของเผ่ามนุษย์ที่มีธาตุต่างกันและเหมาะสมกับ ชนต่างเผ่าที่มีสายเลือดพิเศษ” อาเจียซือกล่าวต่อไป “แต่ที่น่าเสียดายก็คือเผ่าวิญญาณโบราณที่เหลืออยู่ ในอาณาจักรเหล่านี้ไม่มีคุณค่าใดๆ ต่อนายท่านเลย แม้แต่น้อย เพราะเลือดลมของพวกมันถูกเผาผลาญ ไปจนสิ้นท่ามกลางการกัดกร่อนของกาลเวลาอัน
ยาวนาน” “ที่สำคัญที่สุดก็คือหัวใจของพวกมันไม่อยู่แล้ว” เนี่ย เทียนเองก็รู้สึกเสียดายอย่างมาก ระหว่างที่พูดคุยกับเกราะมังกรเพลิง พวกเขาก็พากัน บินไปสำรวจฟ้าดินแห่งอื่นต่ออีกครั้ง เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว อาณาจักรอีกแปดแห่งที่ถูกสำรวจอย่างต่อเนื่องไม่ทำ ให้เนี่ยเทียนได้รับผลเก็บเกี่ยวใดๆ เนี่ยเทียนจึงล้มเลิก ความคิดเดิมของตัวเองทันที “เตรียมกลับกันเถอะ ฟ้าดินที่พวกเราผ่านมาไม่มีอะไรที่พิเศษ ดูๆ แล้ว แผ่นดินที่มีแท่นบูชาโครงกระดูกมังกรเพลิงที่พวกเรา มาถึงทีแรกสุดนั่นต่างหากถึงจะพิเศษอย่างแท้จริง” “แล้วก็เพราะอยู่ที่นั่น ข้าถึงบรรลุเวทลับที่มหัศจรรย์ มากมาย รวมถึงตราผนึกที่ใช้จัดการกับกู่ผีด้วย” “อาณาจักรแห่งอื่นๆ ก็มีแค่ซากศพที่ไม่มีมูลค่า แล้ว
ศพเหล่านั้นก็ไม่สามารถทำให้ข้าบรรลุเวทลับใดๆ ได้” อาณาจักรที่ถูกกิ่งก้านของต้นไม้ยักษ์ต้นนั้นแทงทะลุมี มากเกือบพันแห่ง ต่อให้เนี่ยเทียนจะว่างงาน แต่การไล่สำรวจไปทีละ แห่งอย่างละเอียดก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน แล้วนับประสาอะไรกับที่เขายังมีปัญหากองเป็น พะเนินรอให้ไปจัดการ สายเลือดและขอบเขตของเขาต่างก็ต้องฝ่าทะลุให้ได้ โดยเร็วที่สุด ซ้ำตำแหน่งที่เขาจากมาก็คือ อาณาจักรฮว่อหลิง… “นายท่าน หากข้ากลับไปที่เผ่าแล้วได้เจอบิดาของข้า ข้าจะเอาทุกอย่างที่พบเห็นที่นี่ไปบอกเขาได้หรือไม่?” อาเจียซือถามขึ้นกะทันหัน “ตามสบายเถอะ” เนี่ยเทียนกล่าว
“ขอบคุณมาก” “กลับกันเถอะ ออกจากที่ที่เรามา หวนกลับไปที่ อาณาจักรฮว่อหลิง” “ตกลง” …… อาณาจักรฮว่อหลิง โม่เชียนฝานและอวี๋ซู่อิงยังคงรอคอยอยู่ที่เดิม ด้วยไม่ กล้าออกห่างจากพื้นที่นั้น ที่พวกเขายังคงรอคอยอยู่ที่นี่ก็เพราะคำพูดจากโหลว หงแยนและเผิงเยี่ยน โหลวหงแยนบอกกับพวกเขาว่าการจากไปของเนี่ย เทียนจะไม่ใช้เวลานานนัก แล้วเขาก็จะยังปรากฎตัว ในจุดเดิมอีกครั้ง “อู้!”
แดนเทพเจ้าสองท่านอย่างจีหยวนฉวนและเย่เหวิน ฮั่นพากันเยื้องกรายมาถึงด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอย่าง ถึงที่สุด “มีอะไรหรือ?” โม่เชียนฝานถาม “กู่ผีกำลังขยับเข้าไปใกล้ดินแดนพงฟ้าแล้ว” เย่เหวิน ฮั่นสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง ก่อนเอ่ยว่า “นอกจากกู่ผีแล้ว พวกเรายังได้ข่าวมาว่าทงโยวต้าจุน ของเผ่าทมิฬพาพวกมหาราชาระดับเก้าอีกจำนวน มากมาป้วนเปี้ยนอยู่ในบริเวณใกล้เคียงดินแดนพงฟ้า พวกเรากังวลว่าเป้าหมายของกู่ผีและทงโยวต้าจุนจะ เป็นดินแดนพงฟ้า” “คงมาเพราะเนี่ยเทียนสินะ?” อวี๋ซู่อิงกล่าว จีหยวนฉวนพยักหน้ารับ “มีความเป็นไปได้มากถึง แปดส่วน” “แต่ว่าเนี่ยเทียน…” อวี๋ซู่อิงยิ้มเจื่อน
“รอเขากลับออกมาก็แล้วกัน” จีหยวนฉวนเองก็จนใจ มากเหมือนกัน แล้วพวกเขาก็รออยู่อย่างนี้จนผ่านไปอีกครึ่งเดือน “ฟู่ว!” คลื่นห้วงมิติที่ผิดปกติพลันเกิดขึ้น จีหยวนฉวนสัมผัส ได้ในทันที เขาร้องอุทานเบาๆ ประตูบานหนึ่งที่ลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิงก่อตัวขึ้น กลางอากาศ เนี่ยเทียนกระโดดผลุงออกมา แล้วประตู บานนั้นก็ปิดลงเองโดยอัตโนมัติ “เป็นปราณที่แปลกประหลาดยิ่งนัก” จีหยวนฉวนมีสี หน้าตกตะลึง “เนี่ยเทียน ตำแหน่งที่เจ้าเพิ่งออกมา เมื่อครู่นี้คือพื้นที่ประหลาดที่เกราะมังกรเพลิงพาไป รึ?” “ถูกต้อง” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ
“ที่นั่นให้ความรู้สึกต่อข้าเหมือนมันไม่ใช่ฟ้าดินของ เผ่ามนุษย์” ดวงตาจีหยวนฉวนเป็นประกายวาบ “บางทีมันอาจเชื่อมโยงไปยังฟ้าดินของชนต่างเผ่า และเผ่าวิญญาณโบราณ สถานที่ถือกำเนิดของเผ่า มนุษย์เราก็คือทางฝั่งนั้นเหมือนกัน หากสามารถเดิน ทางผ่านไปได้อย่างราบรื่น พวกเราก็ไม่จำเป็นต้อง ข้ามผ่านมหาสมุทรดาวมอดดับอีกแล้ว” “น่าจะไม่ใช่” คำพูดเนี่ยเทียนเหมือนสาดน้ำเย็นใส่ หน้า “หากเป็นเช่นนั้นจริง ปีนั้นผังปายคงเดินทางไป เยือนถิ่นของชนต่างเผ่าและเผ่าวิญญาณโบราณได้ อย่างง่ายดายแล้ว” “ผังปายหรือ?” เย่เหวินฮั่นแค่นเสียงในลำคอ “ขนาด ตอนนี้ข้ายังสงสัยอยู่เลยว่า ต่อให้เขารู้ว่าที่แห่งนั้น เชื่อมโยงไปยังฟ้าดินของชนต่างเผ่าได้จริง เขาก็คงไม่ ทำเช่นนั้น เห็นๆ กันอยู่ว่าผังชื่อเฉิงมีสายเลือดของ
ชนต่างเผ่าไหลรินอยู่ในกาย นี่หมายความว่าในช่วง ท้ายของชีวิตเขาได้ไปมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับผู้ แข็งแกร่งชนต่างเผ่าบางคน” เนี่ยเทียนตะลึงไปทันที “ช่างเถอะ อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนี้เลย” จีหยวนฉวนตัด บท “เนี่ยเทียน พวกเราได้ข่าวมาว่ากู่ผีและคนของ เผ่าทมิฬบางส่วนกำลังมุ่งหน้าไปที่ดินแดนพงฟ้า หาก พวกเราเดาไม่ผิด เป้าหมายของกู่ผีน่าจะเป็นเจ้า!” “ว่าไงนะ?” เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสี “มันน่าจะคิดจัดการกับเจ้าในช่วงเวลาที่เจ้ายังไม่ แข็งแกร่งมากพอจนผนึกมันได้” จีหยวนฉวนกล่าว “ไป ไปที่ดินแดนพงฟ้า!” เนี่ยเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียง ร้อนใจ ……
ดินแดนพงฟ้า อาณาจักรวอหลิว “กู่ผีไม่ได้เข้าไปที่ดินแดนน้ำค้างแข็ง แต่กลับมุ่งหน้า มายังดินแดนพงฟ้าเสียแทน!” “ดินแดนไม้เขียวอยู่ห่างจากดินแดนพงฟ้าไปมาก เหตุใดกู่ผีถึงได้มาปรากฏตัวอยู่นอกดินแดนพงฟ้าใน เวลาสั้นๆ เพียงนี้?” “นอกจากช่องทางห้วงมิติแล้ว ข้าก็นึกถึงวิธีอื่นไม่ ออกอีก” “ทว่าทำไมกู่ผีถึงใช้ช่องทางห้วงมิติได้? หรือว่าวัตถุ ประหลาดนี้เชี่ยวชาญพลังแห่งมิติ” “น่าจะมีคน หรือไม่ก็ชนต่างเผ่าให้การช่วยเหลือมัน อย่างลับๆ กระมัง?” “…” ผู้ฝึกลมปราณทุกคนที่อยู่ในอาณาจักรวอหลิวต่างก็
พูดคุยกันถึงเรื่องนี้ หลิงปิงอวิ๋นเทพธิดาลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็ง รวมถึง หันฉง ข่งซวงจิงที่เดินทางมาไกล พอได้ยินข่าวว่ากู่ผี ไม่ได้บุกเข้าไปในดินแดนน้ำค้างแข็งของพวกเขา แต่ มุ่งหน้ามาที่ดินแดนพงฟ้าแทนก็พลันโล่งใจได้ “เทพธิดา?” ข่งซวงจิงดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ “พวก เราไม่จำเป็นต้องอยู่ที่อาณาจักรวอหลิวต่อแล้ว กระมัง? กู่ผีไม่ได้ปรากฎตัวที่ดินแดนน้ำค้างแข็งซึ่งอยู่ ใกล้มันที่สุด วันหน้ามันก็คงไม่ไปที่ดินแดนของเราอีก แล้วล่ะ” “เมื่อไม่มีภัยคุกคามจากกู่ผี พวกเราก็ยังใช้ชีวิตอยู่ได้ เหมือนเดิม” หันฉงกล่าว “กู่ผีเดินทางมาที่ดินแดนพงฟ้าในครั้งนี้ เกรงว่าเนี่ย เทียนคงเดือดร้อนแล้วล่ะ” ข่งซวงจิงกล่าว “ผู้ แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะของแต่ละฝ่ายที่รู้ข่าวว่ากู่ผี
ค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ดินแดนพงฟ้าก็พากันหาข้ออ้าง ถอนกำลังกลับไปก่อนแล้ว” “พวกเราเองก็ควรฉวยโอกาสนี้รีบหนีไปหรือเปล่า?” พอข่าวที่กู่ผีเดินทางมาใกล้กระจายออกไป ด้วยความ หวาดกลัว พวกผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะที่เดินทาง มาไกล คิดจะผูกมิตรกับเนี่ยเทียนเพื่อหวังให้เขาช่วย ตอนฝ่าแดนเทพเจ้าล้วนพากันจากไปอย่างเงียบเชียบ เพราะว่าตอนนี้ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะสามารถ ต้านทานกู่ผีได้ ทุกที่ที่กู่ผีผ่านไป แดนเอตทัคคะที่ถูกพิษของมันกัด กร่อนมีมากมายยิ่งนัก แม้แต่แดนเทพเจ้าเอง ในอดีต ก็ยังเคยถูกกู่ผีฆ่าตายตอนอยู่มหาสมทรดาวมอดดับ เหมือนกัน แล้วนับประสาอะไรกับพวกเขาที่เป็นแค่แดน เอตทัคคะ?
ดังนั้นพวกคนที่รู้ว่ากู่ผีจะมา ต่างก็พากันหาข้ออ้าง จากไปอย่างรู้จักเอาตัวรอด ข่งซวงจิงและหันฉงเองก็เอ่ยเกลี้ยกล่อมหลิงปิงอวิ๋น ด้วยไม่ต้องการให้เสาเอกของลัทธิพวกเขาพบเจอกับ ปัญหาใดๆ ในอาณาจักรวอหลิว “ไม่ คราวนี้พวกเราจะไม่ถอนกำลังออกจาก อาณาจักรวอหลิวอีกเด็ดขาด” หลิงปิงอวิ๋นกล่าว “ห๊า!” หันฉงตกใจจนหน้าเปลี่ยนสี “ทำไมกัน? เจ้า ลัทธิ เรื่องของอาณาจักรวอหลิวไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร กับพวกเรานะ! กู่ผีควรจะเป็นปัญหาที่เนี่ยเทียนต้อง แก้ไขเอง พวกเราจะไปมีเอี่ยวด้วยทำไม? อีกอย่าง พวกเราก็ขอโทษไปแล้ว และเนี่ยเทียนก็อภัยให้พวก เราแล้วด้วย ไม่ว่าจะจัดการกับกู่ผีได้หรือไม่ เขาก็ น่าจะไม่ซักไซ้เอาความผิดเราอีกต่อไปแล้ว” ข่งซวงจิงเองก็ฉงนสนเท่ห์อย่างหนัก
“พวกเจ้าไม่เข้าใจ เป้าหมายของกู่ผีไม่ใช่แค่เนี่ยเทียน เท่านั้น ยังรวมถึงดินแดนพงฟ้าด้วย” สีหน้าหลิงปิ งอวิ๋นเคร่งเครียด “เป้าหมายของมันคือต้องการกลืน กินดินแดนทั้งหมดของเผ่ามนุษย์ ทำให้ดินแดนของ เผ่ามนุษย์กลายมาเป็นสถานที่ที่เหมาะสมกับการ สร้างความแข็งแกร่งของมันมากที่สุด ครั้งนี้มันยอม ปล่อยดินแดนน้ำค้างแข็งเพราะเนี่ยเทียน แต่หลังจาก นี้ล่ะ?” “หากเนี่ยเทียนตายไป พลังที่จะกำราบมันก็จะหายไป อีกครั้ง มันก็จะสามารถอาละวาดอยู่ในดินแดนเผ่า มนุษย์ได้ตามใจชอบ!” “เมื่อถึงเวลานั้น พวกเราจะหันไปพึ่งใครได้อีก?” หลิงปิงอวิ๋นมองเหตุการณ์ทุกอย่างได้อย่างกระจ่าง แจ้ง “เจ้าลัทธิ ท่าน…คิดถูกแล้ว” หันฉงก้มหน้าลงอย่าง
ละอายใจ “ออกไปดูกันเถอะ” คนทั้งสามจึงเดินออกมาจากหอ เรือนที่สำนักทองไฟศาลแบ่งให้ แล้วใช้กระแสจิต วิญญาณตรวจสอบไปรอบด้าน จึงพบว่าแดน เอตทัคคะหายไปเกือบครึ่งแล้วจริงๆ ทว่าก็ยังมีคนบางส่วนที่ยืนกรานจะอยู่ต่อ พวกแดนเอตทัคคะอย่างจางฉี่หลิง ลี่ว่านฝ่า โป๋อวี๋ เซิน เหยียนปิน โก่วจวินหาวต่างก็ไม่ได้ละทิ้งหนีไป เพราะการขยับเข้ามาใกล้ของกู่ผี “เอ๊ะ!” จางฉี่หลิงเงยหน้าขึ้นแล้วสังเกตเห็นว่าหลิงปิ่งอวิ๋นยัง อยู่ เขาก็มีท่าทางแปลกใจอย่างเห็นได้ชัด “คาดไม่ถึง จริงๆ ทั้งๆ ที่รู้ว่ากู่ผีกำลังจะมา ลัทธิเทพวิญญาณ น้ำแข็งของพวกเจ้าที่พ้นหายนะมาได้แล้วจะยังเลือก ที่จะอยู่ต่อ”
“กู่ผีคือเนื้อร้ายของเผ่ามนุษย์ทุกคน หากแก้ไขปัญหา นี้ไม่ได้ รอจนดินแดนพงฟ้าถูกยึด และเนี่ยเทียนเองก็ ถูกมันสังหาร พวกเราจะยังหลบไปอยู่ที่ไหนได้อีก?” หลิงปิงอวิ๋นกล่าวเสียงเย็นชา พอนางเอ่ยเช่นนี้ พวกจางฉี่หลิงก็พลันบังเกิดความ เลื่อมใสในตัวนาง “ดูท่า ก่อนหน้านี้ข้าคงอคติกับเจ้าเกินไปหน่อย” ลี่ ว่านฝ่าพยักหน้ารับ “แม้เจ้าจะเจ้าอารมณ์ เย่อหยิ่ง แต่ก็มีความรู้กว้างขวางไม่น้อย มองสถานการณ์ได้ ทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่าผู้ชายหลายๆ คนเสียอีก” หลิงปิงอวิ๋นแค่นเสียงในลำคอโดยไม่ตอบคำใด “พรวด!” รอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งถูกแหวกออกบนม่านน้ำนอก อาณาจักรวอหลิว นาทีถัดมาพวกเนี่ยเทียนและจีหยวนฉวนก็พากันเดิน
ออกมา แทบจะเวลาเดียวกัน ในค่ายกลนำส่งของสำนักภูเขาพันกระบี่ก็มีฟ่านเทียน เจ๋อแห่งหอทอดฟ้าเดินออกมา พอเขาปรากฏตัว เย่เหวินฮั่นเป็นคนแรกที่รับสัมผัสได้ เขาร้องอุทานเบาๆ “เขามาอาณาจักรวอหลิวในเวลา อย่างนี้ มีเรื่องอะไรกันแน่?” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 45 บทที่ 1349 ขอผูกมิตร
“ใครมารึ?” จีหยวนฉวนถามด้วยความสงสัย “พี่ใหญ่ฟ่าน” เย่เหวินฮั่นเดินออกไปข้างหน้าหนึ่ง ก้าวร่างก็กลายมาเป็นแสงกระบี่ที่บินไปยังตำแหน่ง ที่ตั้งค่ายกลของสำนักภูเขาพันกระบี่ ครั้นแล้วก็ ตะโกนเสียงดัง “พี่ใหญ่ฟ่าน เจ้ามาทำไม?” เย่เหวินฮั่นยังไม่ทันเห็นตัวคนก็ส่งรอยยิ้มไปก่อนแล้ว เขาเคารพเลื่อมใสฟ่านเทียนเจ๋อจากใจจริง หากว่ากันในบางระดับแล้ว ความเคารพที่เขามีต่อ ฟ่านเทียนเจ๋อเหนือกว่าเจ้าหอทอดฟ้าอย่างฉู่หยวน ด้วยซ้ำ “ฟ่านเทียนเจ๋อ ผู้อาวุโสฟ่าน” เนี่ยเทียนตะลึง “ทำไมจู่ๆ เขาก็มาที่อาณาจักรวอหลิวล่ะ?”
ตอนอยู่ที่สนามรบสุ้ยเมี่ยและอาณาจักรผนึกฟ้า ฟ่าน เทียนเจ๋อเคยปรากฏตัวช่วยเขาคลี่คลายปัญหา บางอย่าง และฟ่านเทียนเจ๋อก็เคยบอกว่ามีเรื่องจะให้เขาช่วย เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาเท่านั้น หรือว่า เวลาที่ว่านั้น…มาถึงแล้ว? ในใจสงสัย แต่เขาและพวกโม่เชียนฝาน อวี๋ซู่อิงก็ยัง ค่อยๆ เดินเข้ามาในอาณาจักรวอหลิวอย่างเชื่องช้า “คนหายไปเยอะเลย” โม่เชียนฝานแสยะปากหัวเราะ หึหึ “ตอนที่พวกเราออกจากนี่ไปอาณาจักรฮว่อหลิง พวกแดนเอตทัคคะที่อยู่ที่นี่มีมากกว่าตอนนี้อย่างน้อย สามเท่า เวลาสั้นๆ เพียงแค่ไม่กี่เดือน คนกลับหายไป มากมายขนาดนั้น คิดไม่ถึงเลยจริงๆ” “ก็ไม่ใช่เพราะข่าวที่ว่ากู่ผีขยับเข้ามาใกล้แพร่สะพัด ออกไปหรอกหรือ?” จีหยวนฉวนแค่นเสียงเบาๆ
“ข้อมูลเกี่ยวกับกู่ผีแพร่ออกมาจากพรรคเงามืด ดูท่า ซ่างกวานจื๋อแห่งพรรคเงามืดคงไม่ค่อยอยากจะอยู่ อย่างสงบสักเท่าไหร่” ตอนที่เนี่ยเทียนพลิ้วกายลงมาจากกลางอากาศสูงก็ สังเกตเห็นแดนเอตทัคคะที่คุ้นหน้าคุ้นตาดีอย่างหลิงปิ งอวิ๋น ลี่ว่านฝ่า จางฉี่หลิง เหยียนปิน โก่วจวินหาว ฯลฯ พอคนเหล่านั้นเห็นว่าเขาปรากฏตัวก็พากันเอ่ย ทักทาย รวมถึงหลิงปิงอวิ๋นด้วย “เอ๊ะ พวกเจ้ายังไม่ออกไปจากอาณาจักรวอหลิวหรือ นี่?” เนี่ยเทียนแปลกใจ “เป้าหมายของกู่ผีย้ายจาก ดินแดนไม้เขียวมายังดินแดนพงฟ้า ลัทธิเทพวิญญาณ น้ำแข็งของพวกเจ้าก็น่าจะพ้นจากอันตรายแล้วไม่ใช่ หรือ?”
“กู่ผีคิดจะทำลายฟ้าดินของเผ่ามนุษย์ทั้งหมด ต่อให้ ครั้งนี้มันไม่ได้บุกเข้าไปในดินแดนน้ำค้างแข็ง วันหน้า ก็ต้องบุกไปอยู่ดี” หลิงปิงอวิ๋นอธิบาย “หากแก้ไข ปัญหานี้ไม่ได้ ดินแดนของเผ่ามนุษย์ทั้งหมดก็อาจถูก ยึดครอง และในเมื่อกู่ผีมองว่าเจ้าเป็นภัยคุกคาม พวก เราก็ควรต้องช่วยเหลือเจ้า” เนี่ยเทียนมองนางด้วยสายตาลึกล้ำครู่หนึ่ง ก่อนกล่าว ว่า “นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะมองเหตุการณ์ทะลุปรุโปร่ง เช่นนี้” “ชมเกินไปแล้ว” หลิงปิงอวิ๋นรับคำเรียบๆ “ฟิ้ว!” เย่เหวินฮั่นและฟ่านเทียนเจ๋อบินมาจากทิศทางที่ตั้ง ของสำนักภูเขาพันกระบี่ “คารวะผู้อาวุโสฟ่าน” เนี่ยเทียนรีบคำนับทักทาย “ไม่ต้องเกรงใจ” ฟ่านเทียนเจ๋อโบกมือ “ข้ามาครั้งนี้
ไม่ใช่ว่ามีธุระให้เจ้าทำ เพียงแต่ว่าช่วงที่ข้าเดินทางอยู่ ในดวงดาวบริเวณใกล้เคียงได้ค้นพบความเคลื่อนไหว ของผู้แข็งแกร่งพรรคเงามืด และซื่อเซว่ต้าจุนของเผ่า ภูตผีปีศาจก็ได้เดินทางจากดินแดนปีศาจมาอย่างลับๆ รวมถึงเสวียนหมิงต้าจุนของเผ่าอสูรกายก็มาซุ่มตัวอยู่ ในดวงดาวใกล้เคียงเหมือนกัน” “เผ่าทมิฬ เผ่าภูตผีปีศาจและเผ่าอสูรกายต่างมีต้าจุน เดินทางมา ตามความเห็นข้า เป้าหมายของพวกเขาก็ คือดินแดนพงฟ้า!” ฟ่านเทียนเจ๋อกล่าวด้วยท่าทางเคร่งเครียด “ว่าไงนะ?” โม่เชียนฝานร้องอุทานตกใจ เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสี “ต้าจุนของเผ่าทมิฬ เผ่าภูตผี ปีศาจและเผ่าอสูรกายต่างก็เดินทางมาเพื่อดินแดนพง ฟ้า? ดินแดนพงฟ้าเล็กๆ แห่งนี้มีค่ามากพอให้พวกเขา ต้องระดมกำลังเป็นทัพใหญ่เลยหรือ?”
“ดินแดนพงฟ้าไม่มีค่าพอให้ต้าจุนสามท่านของชน ต่างเผ่าลงมือพร้อมกันหรอก แต่เจ้า…กลับมีค่ามาก พอ!” ฟ่านเทียนเจ๋อกล่าว “ข้า?” เนี่ยเทียนยิ้มเฝื่อน “ถูกต้อง” ฟ่านเทียนเจ๋อทำสีหน้าจริงจัง “เจ้าโดด เด่นมากเกินไป ก่อนหน้านี้ไม่นานเสวียนหมิงต้าจุนยัง เคยปะทะกับเจ้าที่อาณาจักรผนึกฟ้าไปแล้วครั้งหนึ่ง คนอย่างเจ้าหายากและมีพลังแฝงน่ากลัวเกินไป ไม่ เพียงแต่คนกันเองเท่านั้น แม้แต่ศัตรูก็ยังพรั่นพรึงไป ด้วย” “เอ่อ…” เนี่ยเทียนพูดไม่ออก แต่เขากลับสังเกตเห็นว่าพวกแดนเทพเจ้าทั้งสี่คน อย่างโม่เชียนฝาน อวี๋ซู่อิง จีหยวนฉวนและเย่เหวินฮั่น ต่างก็ไม่มีท่าทางแปลกใจแม้แต่น้อย ราวกับไม่รู้สึกว่า คำพูดเหล่านี้ของฟ่านเทียนเจ๋อมีปัญหาตรงไหน
แล้วก็ดูเหมือนว่าการที่สามชนต่างเผ่าพากันส่งตัวต้า จุนมาเพื่อหวังร่วมมือกันสังหารเขาก็จะไม่ใช่ปัญหา ทันใดนั้นเนี่ยเทียนก็พลันตระหนักได้ว่าในสายตาของ ชนต่างเผ่า ความสำคัญของเขาเหมือนจะเหนือว่า แดนเทพเจ้าเผ่ามนุษย์อย่างหลัวว่านเซี่ยง ฉู่รุ่ยหรือจี หยวนฉวนไปแล้วด้วยซ้ำ หรือแม้แต่โม่เหิงที่หายตัวไปนานก็ยังไม่ได้รับ ความสำคัญเท่าเขา “ทงโยวต้าจุน เสวียนหมิงต้าจุนและซื่อเซว่ต้าจุนยัง เป็นเพียงแค่คนที่พวกเรารู้มาเท่านั้น” สีหน้าของฟ่าน เทียนเจ๋อเคร่งเครียด “จะยังมีต้าจุนและผู้แข็งแกร่ง ของชนต่างเผ่ามาเพิ่มอีกหรือไม่ ใครก็บอกไม่ได้ ข้า แอบรู้สึกว่าถึงแม้เป้าหมายแรกของต้าจุนสามชนเผ่า จะอยู่ที่ดินแดนพงฟ้าและเจ้า แต่นี่อาจเป็นเพียงแค่ ขั้นแรกเท่านั้น”
“ขั้นแรก?” เย่เหวินฮั่นตะลึงงัน “ข้ารู้สึกว่า สงครามแห่งเผ่าพันธุ์ครั้งใหม่จะเริ่มขึ้นที่ ดินแดนพงฟ้าแห่งนี้” ฟ่านเทียนเจ๋อถอนหายใจ “สงครามที่กว่าจะสงบลงได้ที่มหาสมุทรดาวมอดดับ จะเริ่มขึ้นอีกครั้ง แต่ที่ไม่เหมือนกันก็คือตอนอยู่ใน มหาสมุทรดาวมอดดับ เผ่ามนุษย์ของพวกเราคือฝ่าย โจมตี คือฝ่ายที่ต้องการรุกรานเข้าไปในดินแดนของ ชนต่างเผ่า” “ทว่าคราวนี้พวกชนต่างเผ่ากลับอาศัยประตูข้าม อาณาจักรที่เคยทิ้งไว้ในอดีตยกทัพบุกเข้ามา!” สีหน้าของจีหยวนฉวนเปลี่ยนมาเป็นเย็นชา “พวกเขา ลืมไปแล้วหรือไรว่าในอดีตที่พวกเขาข้ามผ่านประตู ข้ามอาณาจักรเข้ามาในดินแดนของเผ่ามนุษย์ เคย ต้องพ่ายแพ้อย่างอนาถกลับไปกี่ครั้ง?” “ไม่เหมือนกัน ครั้งนี้ไม่เหมือนในอดีต” ฟ่านเทียน
เจ๋อส่ายหน้า “เหล่าแดนเทพเจ้าขั้นสูงสุดล้วนไม่มีใคร อยู่ และก็ไม่แน่ว่าจะกลับมาในเวลาสั้นๆ ในช่วงเวลา นี้ พวกเราไม่มีกองกำลังที่แข็งแกร่ง อันดับแรก จำนวนของแดนเทพเจ้าช่วงต้นและช่วงกลางของพวก เราเทียบเท่ากับจำนวนของต้าจุนชนต่างเผ่าในระดับ เดียวกันไม่ได้” “อันดับที่สองก็คือปัญหาใหญ่อย่างกู่ผีที่ยังหาวิธีแก้ไข ไม่ได้” พอฟ่านเทียนเจ๋อกล่าวจบ ทุกคนก็เริ่มพากันเงียบ เสียง ครุ่นคิดตามคำพูดของเขาอย่างละเอียด แต่ละ คนขมวดคิ้วเป็นปมแน่น “ทางฝ่ายของหอทอดฟ้า ข้าได้ส่งข่าวไปบอกแล้ว พวกเราจะส่งตัวผู้แข็งแกร่งมาที่ดินแดนพงฟ้า เพื่อ ช่วยเจ้าต้านทานชนต่างเผ่า” ฟ่านเทียนเจ๋อเอ่ยขึ้นอีก ครั้ง “น้องจี ทางที่ดีที่สุดเจ้าควรบอกกล่าว
เสวียนกวางอวี่ ให้เขาเตรียมตัวให้พร้อม” “ข้าคงได้แต่นำความไปบอก แต่เรื่องการตัดสินใจ ไม่ได้อยู่ที่ข้า” จีหยวนฉวนยิ้มเจื่อน “ข้าเข้าใจ” ฟ่านเทียนเจ๋อพยักหน้ารับ “น่าเสียดายที่ แดนเทพเจ้าของสำนักห้าธาตุต่างก็ไม่อยู่ในสำนัก ทางฝ่ายแดนเทพเจ้าสองคนของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวเองก็ยังยุ่งวุ่นวายอยู่กับเรื่องอื่น ข้าจะลอง ติดต่อแดนเทพเจ้าคนอื่นๆ ของเผ่ามนุษย์ดูก็แล้วกัน ต่อให้ไม่ได้มาที่ดินแดนพงฟ้า ก็ควรจะให้พวกเรารีบ เตรียมการเอาไว้ก่อน” “คราวนี้อาจต้องมีสงครามดุเดือดเกิดขึ้นอีกครั้งแล้ว” …… เมื่อได้ยินว่าชนต่างเผ่าสามเผ่าใหญ่ร่วมมือกับกู่ผี หมายจะรุกรานดินแดนพงฟ้า ทุกคนก็รีบเตรียมการ กันให้วุ่นวาย
ต่งลี่จัดการส่งตัวพวกคนที่ขอบเขตต่ำและมนุษย์ ธรรมดาในดินแดนพงฟ้าให้ไปหลบซ่อนอยู่ที่ดินแดน ดาวตก ดินแดนปราการดวงดาวและอาณาจักรผนึก ฟ้าอย่างลับๆ นานแล้ว ส่วนเนี่ยเทียนที่พอได้ข่าวก็มาอยู่บนแผ่นดินผืนหนึ่ง นอกอาณาจักรวอหลิวที่เคยนำท่อนกระดูกของสัตว์ ยักษ์มวลดารามาทิ้งไว้ชั่วคราว เขาต้องการอาศัยศพของชนต่างเผ่าและสัตว์โบราณที่ สำนักห้าธาตุหามาให้มาสร้างแก่นเลือดให้ได้โดยเร็ว ที่สุด ทั้งยังต้องการสั่งสมพลังพอรอฝ่าทะลุสายเลือด ระดับเก้า ซึ่งหัวมู่และพวกจิ่งเฟยหยางจะรับผิดชอบคอยนำข่าว ใหม่ล่าสุดมาส่งให้แก่เขา หลายวันต่อมา ค่ายกลที่จ้าวซานหลิงเป็นผู้จัดวางไว้บนหินอุกกาบาต
ที่ลอยตัวอยู่นิ่งๆ พลันส่องแสง จิ่งเฟยหยางนำคนผู้หนึ่งมาปรากฏตัวอยู่ในค่ายกล เมื่อเห็นท่อนกระดูกเรียวยาวที่แค่มองก็รู้ว่ามันคม กริบอย่างถึงที่สุดซึ่งกำลังลอยอยู่เหนือศีรษะเนี่ย เทียน ดึงดูดเอาพลังงานปะปนหลากหลายมา เขาก็ พึมพำขึ้นเสียงเบา “น่าจะเทียบเท่ากับอาวุธเทพได้ แล้วกระมัง” “เจ้าเองรึ?” เนี่ยเทียนลืมตามองผู้หญิงที่จิ่งเฟยหยาง พาตัวมา “ป๋ายเฉียงเวย เจ้ามาที่นี่ทำไม?” ป๋ายเฉียงเวยคือนักล่าทางช้างเผือกที่ป้วนเปี้ยนอยู่ รอบๆ ดินแดนพงฟ้า ดินแดนหิมะ ดินแดนไฟ โลกันตร์ ดินแดนจุลอันธการ ครั้งก่อนที่พบนาง เนี่ยเทียนไปที่ดินแดนหิมะแล้วถูก ผู้เฒ่าประหลาดเงาดำและนาง รวมไปถึงเซวี่ยเจวี๋ยจื่อ โจมตีในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่การพบเจอกับนางนับว่าไม่
เลวร้ายเกินไปนัก เวลาผ่านไปนานหลายปี ขอบเขตของป๋ายเฉียงเหวย เลื่อนจากแดนเอตทัคคะช่วงต้นสู่ช่วงกลางแล้ว แต่เนี่ยเทียนเคยได้ยินมาว่าเนื่องจากเซวี่ยเจวี๋ยจื่อเข้า สวามิภักดิ์ต่อซือคงฉั่ว องค์กรนักล่าที่นางเป็นผู้นำก็ เหมือนจะถูกโจมตีอย่างสาหัส จนศักยภาพไม่ แข็งแกร่งเท่าแต่ก่อน “ข้ามาเพื่อส่งข่าว” ป๋ายเฉียงเวยก้มหน้าโค้งตัวคำนับ “บริเวณรอบๆ ดินแดนพงฟ้าสายเลือดระดับแปด ระดับเก้าของเผ่าทมิฬ เผ่าอสูรกายและเผ่าภูตผีปีศาจ ปรากฏตัวเป็นจำนวนมาก นี่คือสงครามใหญ่ที่ เตรียมการมานานมากแล้ว และดูท่าคงใกล้จะระเบิด ปะทุเต็มที” ในฐานะที่เป็นนักล่าแห่งทางช้างเผือก ลูกน้องของ นางจึงเคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางดินแดนดวงดาวหลาย
แห่ง อีกทั้งลูกน้องของนางยังค่อนข้างระวังภัย จึงมักจะทิ้ง ค่ายกลไว้ในสถานที่ที่พิเศษเพื่อใช้ส่งข่าวและป้องกัน ศัตรู แล้วก็ด้วยเหตุนี้ นางจึงรู้เรื่องการปรากฏตัวของชน ต่างเผ่าก่อนใคร ฟ่านเทียนเจ๋อและกองกำลังอย่างพรรคเงามืดก็รู้ทิศ ทางการเคลื่อนไหวของชนต่างเผ่าเพราะนางเช่นกัน “ข่าวที่ชนต่างเผ่าจะรุกรานเข้ามา พวกเรารู้นาน แล้ว” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ “ขอบคุณเจ้ามากที่เอา ข่าวมาบอกพวกเรา ส่วนเรื่องรายละเอียดในด้าน จำนวนและระดับสายเลือดของชนต่างเผ่าพวกนั้น เจ้าไปคุยกับต่งลี่ก็แล้วกัน ไม่จำเป็นต้องมาหาข้า” จิ่งเฟยหยางยิ้มจืด “เนี่ยเทียน นอกจากนำข่าวมา บอกแล้ว นางยังอยากจะ…สวามิภักดิ์ต่อเจ้าด้วย”
“สวามิภักดิ์ต่อข้า?” เนี่ยเทียนตะลึงงัน ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 45 บทที่ 1350 มรสุมกำลังจะมา
ป๋ายเฉียงเวยคุกเข่าลงข้างหนึ่ง นางก้มหน้าต่ำพลาง กล่าวว่า “หวังว่าเจ้าจะอนุญาต” หากแค่มาส่งข่าวเรื่องชนต่างเผ่าเพียงอย่างเดียว นาง ไม่จำเป็นต้องมาพบหน้าเนี่ยเทียนเป็นการส่วนตัว เพราะทั้งต่งลี่ จิ่งเฟยหยางล้วนสามารถช่วยนำข่าว จากนางมาส่งให้เนี่ยเทียนได้ แต่ทว่า หากนางต้องการมาสวามิภักดิ์ก็จำเป็นต้อง ได้รับการยินยอมจากเนี่ยเทียนเสียก่อน “สวามิภักดิ์ต่อข้า ในเวลาอย่างนี้เนี่ยนะ?” เนี่ยเทียน แปลกใจอย่างมาก “ข่าวที่ชนต่างเผ่ามารวมตัวกัน พวกเจ้ารู้เป็นคนแรก ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็ควรจะ เข้าใจว่าเผ่าอสูรกาย เผ่าภูตผีปีศาจและเผ่าทมิฬต่าง
ก็ส่งต้าจุนมา นอกจากนี้กู่ผียังเกลียดแค้นข้ามาก ผิดปกติด้วย” “บัดนี้แดนเอตทัคคะหลายคนที่มาเยือนอาณาจักรวอ หลิวล้วนพากันจากไปเป็นจำนวนมาก ไม่มีใคร ต้องการเผชิญหน้ากับกู่ผีและการรุกรานจากสามชน ต่างเผ่าใหญ่” “แล้วเหตุใดเจ้าถึงเลือกจะเข้าร่วมกับข้าในเวลานี้?” ป๋ายเฉียงเวยเงยหน้าขึ้น ดวงตาของนางเผยความยืน กรานอันเด็ดเดี่ยว “มีเพียงข้าเลือกจะสวามิภักดิ์ต่อ เจ้าในช่วงเวลาที่ดินแดนพงฟ้าเผชิญหน้ากับวิกฤต เท่านั้นถึงจะแสดงความจริงใจของข้าได้มากพอ แล้ว ก็มีเพียงเวลานี้เท่านั้น เจ้าถึงจะให้ความสำคัญ รู้ว่าข้า คือผู้ใต้บังคับบัญชาที่พร้อมจะร่วมทุกข์กับเจ้า” จิ่งเฟยหยางมีสีหน้าชื่นชม “ไม่เสียแรงที่เป็นหัวหน้า กุหลาบขาวซึ่งอาละวาดไปทั่วดินแดนดวงดาวหลาย
แห่ง” เนี่ยเทียนมองนางด้วยสายตาลึกซึ้ง ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ เหลือบตามองไปยังจิ่งเฟยหยาง “ข้าก็รู้สึกว่าได้นะ” จิ่งเฟยหยางพยักหน้ารับ ก่อนจะ ยิ้มพลางเอ่ยอธิบาย “เป็นบุตรแห่งดวงดาวเหมือนกัน ซือคงฉั่วสามารถรับเซวี่ยเจวี๋ยจื่อเข้าเป็นพวก และใน อดีตเซวี่ยเจวี๋ยจื่อยังเคยถูกจำกัดความว่าเป็นพวก กากเดนที่หลงเหลืออยู่ของสำนักวิญญาณโลหิต เขา ยังสามารถรับนักล่าแห่งดวงดาวเข้าเป็นพวกได้ เจ้าก็ ย่อมทำได้เหมือนกันไม่ใช่หรือ?” “แล้วนับประสาอะไรกับที่ตำแหน่งของเจ้าใน พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอยู่เหนือซือคงฉั่วมานาน แล้ว!” จิ่งเฟยหยางกล่าวมาถึงตรงก็พูดต่อไปด้วยถ้อยคำ ที่มาจากใจจริง “ตอนนี้สี่สำนักเก่าแก่ของเผ่ามนุษย์
เราต่างก็ต้องพึ่งพาเจ้า หวังว่าเจ้าและอาจารย์ของเจ้า ที่หายตัวไปจะสามารถกำราบหรือไม่ก็ผนึกกู่ผีเอาไว้ ได้ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ การที่เจ้าพยายามเพิ่ม ศักยภาพของตัวเองให้ได้มากที่สุดนับว่าเป็นเรื่องที่ สมเหตุสมผลดีแล้ว” ป๋ายเฉียงเวยเอ่ยขึ้นมาเบาๆ ว่า “แม้ว่าขอบเขตของ ข้าจะฝ่าทะลุสู่แดนเอตทัคคะช่วงกลาง แต่ก็ยังไม่ สามารถทัดเทียมกับผู้แข็งแกร่งมากมายที่อยู่ข้างกาย เจ้าได้ ทว่านักล่าที่เป็นลูกน้องของข้าต่างก็คุ้นเคยกับ ดินแดนที่อยู่ใกล้เคียงกับดินแดนพงฟ้าเป็นอย่างดี ทั้ง ยังทิ้งกับดักเอาไว้มากมาย หากชนต่างเผ่ามีความ เคลื่อนไหวอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน ข้าก็ สามารถรับรู้ได้ในทันที และจะนำมาบอกเจ้าอย่าง รวดเร็ว” “ถ้าอย่างนั้นก็ได้” เนี่ยเทียนยอมตกลงในที่สุด
“ขอบคุณมาก!” ป๋ายเฉียงเวยกล่าวอย่างซาบซึ้งใจ ฐานะและพลังการต่อสู้ของเนี่ยเทียนในเวลานี้ แตกต่างจากตอนที่เขาไปเยือนดินแดนหิมะราวฟ้ากับ เหว เขาในเวลานี้ได้กลายมาเป็นบุคคลผู้มีเกียรติซึ่งเป็น ความหวังสูงสุดของเผ่ามนุษย์! หากพึ่งพาเนี่ยเทียน นางป๋ายเฉียงเวยและเหล่านักล่า แห่งดวงดาวที่เป็นลูกน้องของนางก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างที่เคยเป็น สำนักน้ำแข็งฟ้าของดินแดนหิมะ และเซวี่ยเจวี๋ยจื่อที่ เป็นศัตรูตัวฉกาจจะไม่มีทางกล้าหาเรื่องและกดหัว นางอีกต่อไป นางเองก็สามารถอาศัยชื่อของเนียเทียนเลือกฟ้าดิน แห่งนี้มาเป็นถิ่นของตัวเองได้อย่างเปิดเผย หรือไม่ก็ ขอให้เนี่ยเทียนยกพื้นที่ส่วนหนึ่งให้แก่นาง
นอกจากชนต่างเผ่าแล้ว สำนักหรือตระกูลใดของเผ่า มนุษย์ที่หากคิดจะลงมือกับนางก็ต้องพิจารณาถึง ผลลัพธ์จากการมีเรื่องกับเนี่ยเทียนเสียก่อน และเนี่ยเทียนก็คือบุคคลที่โจมตีสำนักบุกเบิกฟ้า สำนักเมฆามรกตจนมีจุดจบอนาถ ทำให้พรรคเงามืด ยอมถอยหนี แม้แต่สี่สำนักเก่าแก่ก็ยังต้องเอ่ยปาก ขอร้องให้เขาช่วยเหลือ! ในอดีต เนี่ยเทียนในสายตาของนางเป็นเพียงแค่ต้น กล้าที่กำลังเติบโตเท่านั้น ทว่าเนี่ยเทียนในวันนี้ได้ กลายมาเป็นต้นไม้ใหญ่ตระหง่านเสียดฟ้าแล้ว “เอาล่ะ เรื่องหลังจากนี้ข้าจะจัดการให้เองก็แล้วกัน” จิ่งเฟยหยางหัวเราะร่า แล้วจึงหันไปแสดงความยินดี กับป๋ายเฉียงเวย “นับแต่วันนี้ไป พวกเราก็ถือเป็นคน กันเอง วันหน้าหากลูกน้องของเจ้าคิดจะมาที่ดินแดน ดาวตก ดินแดนพงฟ้าและดินแดนปราการดวงดาวก็
ไม่จำเป็นต้องหวาดเกรงอะไรอีกแล้ว” ดวงตาของป๋ายเฉียงเวยเต็มไปด้วยแววยินดี “ไปกันเถอะ พวกเราอย่ารบกวนเขาเลย” จิ่งเฟย หยางพาป๋ายเฉียงเวยเดินเข้าไปในค่ายกลอีกครั้ง และ เมื่อค่ายกลทำงาน ร่างของคนทั้งสองก็หายวับไป ส่วนเนี่ยเทียนก็หยิบเอาศพของสัตว์ทองไหลระดับ แปดตัวหนึ่งออกมา แล้วใช้การสูบดึงพลังชีวิตมาดึง เลือดลมของมัน แก่นเลือดสามร้อยหยดก่อตัวขึ้นมาใหม่อีกครั้งได้นาน แล้ว สายเลือดแห่งชีวิตฝ่าทะลุสู่ระดับแปด การ เปลี่ยนแปลงที่มีต่อเรือนกายก็สำเร็จไปแล้ว แม้แต่ขั้นที่ห้าอย่างเลือดแข็งของเวทไม้สวรรค์เกิด ใหม่เขาก็ฝึกเสร็จสิ้น ดังนั้นเลือดลมบริสุทธิ์ที่เขาสกัดได้ในช่วงที่ผ่านมาจึง มอบให้กับปราณเลือดสีเขียวเส้นที่อยู่ในหัวใจจนหมด
เพื่อให้มันมีพลังมากพอในการแปรสภาพครั้งต่อไป และสายเลือดของเขาก็จะได้ฝ่าสู่ขั้นเก้า สิ่งที่เขารู้สึกเสียดายก็คือ แก่นเลือดก่อตัวได้ครบเต็ม จำนวน เรือนกายถูกขัดเกลาหล่อหลอมสำเร็จ แต่เขา กลับหาโอกาสที่จะเข้าไปในดินแดนเลือดอีกครั้งไม่ได้ หากไม่เข้าไปในดินแดนเลือด เขาก็จะไม่ได้เวทลับ ทางสายเลือดแห่งชีวิตมาครอง ตอนที่สายเลือดเลื่อนสู่ระดับแปด โอกาสที่จะเข้าไป ในดินแดนเลือดปรากฏขึ้นอย่างง่ายดาย ทว่าโอกาส ของสายเลือดระดับเก้ากลับยังไม่มาเยือนเสียที แล้ว เขาก็สัมผัสไม่ได้ถึงมันด้วย “กู่ผี คิดจะปิดผนึกกู่ผีก็จำเป็นต้องมีพลังที่แข็งแกร่ง กว่าเดิม มากกว่าเดิมและซับซ้อนกว่าเดิมถึงจะได้” ครึ่งเดือนต่อมา ต้นกำเนิดเลือดเนื้อของชนต่างเผ่าและสัตว์วิเศษที่
ได้มาจากสำนักห้าธาตุและสำนักอื่นๆ ล้วนถูก นำมาใช้จนหมดเกลี้ยง สายเลือดแห่งชีวิตยังไม่สามารถเข้าสู่การจำศีลได้ นี่ หมายความว่าสายเลือดแห่งชีวิตต้องการจิงชี่เลือด เนื้อที่มากกว่าเดิม ตอนนี้ยังอยู่ไกลเกินกว่ามันจะพอใจ “ชนต่างเผ่า…” สายตาของเนี่ยเทียนที่จ้องมองไปยังความมืดทิศไกล ซึ่งมีแสงดาวกะพริบวูบวาบคมปลาบราวสายฟ้า เขารู้ดีว่าในจุดที่สายตาของเขามองไปไม่เห็น คนของ เผ่าภูตผีปีศาจน่าจะกำลังรวบรวมไพร่พลเตรียมเปิด ศึกนองเลือดครั้งใหม่ “การแปรสภาพสู่ระดับเก้าของสายเลือดแห่งชีวิตต้อง ใช้จิงชี่เลือดเนื้อปริมาณมากไพศาล เลือดเนื้อสดๆ ของชนต่างเผ่าสามารถมองเป็นอาหารในการฝ่าทะลุ
ขอบเขตของข้าได้!” สีหน้าของเนี่ยเทียนเยียบเย็น “ขอแค่แก้ไขปัญหากู่ผีได้ จากนั้นก็สังหารพวกชนต่าง เผ่าที่บุกเข้ามา บางทีก็อาจจะช่วยสั่งสมจิงชี่เลือดเนื้อ ที่มากพอให้แก่สายเลือดแห่งชีวิต” “ถ้าหาก สังหารต้าจุนได้สักคน…” เนี่ยเทียนเลียริมฝีปาก แววดุร้ายในดวงตาถูกข่มกลั้น เอาไว้ชั่วขณะ “ในเมื่อไม่สามารถหาต้นกำเนิดเลือดเนื้อที่มาก กว่าเดิมมาได้ ไม่สามารถลงมือด้านสายเลือดได้ งั้นก็ มาทดลองด้านการเปลี่ยนแปลงทางขอบเขตของเผ่า มนุษย์ ในแดนว่างเปล่า คาถาสะเก็ดดาวที่ข้าฝึกฝน เวทลับทะเลดวงดาวมายาที่ถูกนาบประทับเอาไว้ก็ จำเป็นต้องทำความเข้าใจสักหน่อย ดูสิว่าจะเอามา ใช้ได้หรือไม่” พอคิดอย่างนี้เขาก็รวบรวมพลังจิตวิญญาณขึ้นมาและ
ผสานเข้าไปในตราประทับที่บันทึกเวทลับทะเล ดวงดาวมายาเอาไว้ เมื่อพลังจิตวิญญาณไหลหายไป เขาก็เริ่มทำความ เข้าใจกับความลี้ลับที่อยู่ในตราประทับ …… อาณาจักรวอหลิว “ทางฝ่ายของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ รองเจ้าลัทธิไม่คิดจะส่ง ผู้แข็งแกร่งในลัทธิมาช่วย” จีหยวนฉวนถอนหายใจ เบาๆ ก่อนกล่าวว่า “ขอโทษด้วย ข้าเองก็จนปัญญา เหมือนกัน” ฟ่านเทียนเจ๋อสีหน้าเครียดเคร่ง “ตอนอยู่สนามรบสุ้ย เมี่ย เสวียนกวางอวี่ก็ไม่ชอบหน้าเนี่ยเทียนอยู่แล้ว พรรคเงามืดกล้าร่วมมือกับสำนักเมฆามรกตและ สำนักบุกเบิกฟ้าเพื่อเล่นงานพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาว ก็มีเสวียนกวางอวี่คอยกระพือไฟอยู่เบื้องหลัง
หงหมิงฮุยที่เขาสนับสนุนไม่เหมาะสมที่จะกลายมา เป็นเจ้าลัทธิ หรือเขายังเพ้อฝันคิดว่าจะช่วยหนุนหลัง ให้หงหมิงฮุยต่อไปอีกงั้นรึ?” จีหยวนฉวนไม่กล้าเอ่ยตอบ ฟ่านเทียนเจ๋อคือแดนเทพเจ้าช่วงกลาง ซ้ำพลังการ ต่อสู้ก็เหนือเกินกว่าขอบเขต ฐานะสูงส่ง คำพูด บางอย่างที่เขากล้าพูด คนอื่นกลับไม่กล้าพูดเลย แม้แต่น้อย “ทางฝ่ายของสำนักห้าธาตุส่งตัวแดนเอตทัคคะมาไม่ น้อย” เย่เหวินฮั่นเอ่ยแทรก “ทว่าแดนเทพเจ้า ตอนนี้ ไม่มีใครอยู่สักคน จึงไม่อาจส่งมาได้” “พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวล่ะ?” ฟ่านเทียนเจ๋อ ถาม “เนี่ยเทียนเป็นถึงบุตรแห่งดวงดาวของพวกเขา เหตุใดคนของพวกเขาถึงไม่มากันสักที?” “เพราะว่าฉู่ลุ่ยและจู่กวางเหย้าสองคนต่างก็ยุ่งอยู่กับ
การกำราบพวกกบฏในดินแดนต่างๆ” เย่เหวินฮั่นก ล่าวต่อ “ส่วนหลัวว่านเซี่ยงนั้นเหมือนจะหายตัวไป นานแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปอยู่ที่ไหน” “ลือกันว่าหลัวว่านเซี่ยงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเผ่า อสูรกาย เขาไม่มาน่ะดีแล้ว” ฟ่านเทียนเจ๋อแค่นเสียง “ฟิ้ว!” ทันใดนั้นจิ่งเฟยหยางก็ทะยานมาถึง พอมาถึงเขาก็ตะโกนเสียงดัง “หลัวว่านเซี่ยงรองเจ้า ตำหนักของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวปรากฎตัวใน พื้นที่ระหว่างดินแดนพงฟ้ากับดินแดนปราการ ดวงดาว ดูเหมือนว่าหลัวว่านเซี่ยงจะไปพบกับ เสวียนหมิงต้าจุนของเผ่าอสูรกาย” ฟ่านเทียนเจ๋อหัวเราะหยัน “ดูท่าข่าวที่เนี่ยเทียนเคย บอกจะเป็นความจริง หลัวว่านเซี่ยงมีความสัมพันธ์ กับเผ่าอสูรกายจริงๆ”
“รู้ข่าวได้อย่างไร?” เย่เหวินฮั่นถาม “ลูกน้องของป๋ายเฉียงเวยทิ้งกระจกแสงสว่างบาน หนึ่งไว้ในหินอุกกาบาตบริเวณใกล้เคียง กระจกแสง สว่างบานนั้นสะท้อนเห็นภาพที่อาวุธเทพของหลัว ว่านเซี่ยงบินผ่านท้องฟ้าแถบนั้นไป” จิ่งเฟยหยาง ชี้แจงรายละเอียด “ตำแหน่งที่หลัวว่านเซี่ยงบินไปคือ สถานที่ที่เผ่าอสูรกายซ่อนตัวอยู่ ซึ่งผู้นำก็คือเสวียนห มิงต้าจุน” “นอกจากนี้ดูเหมือนว่าธงสรรพดาราดารดาษของ หลัวว่านเซี่ยงจะเปลี่ยนมาเป็นร้ายกาจยิ่งกว่าเดิม แล้ว!” ฟ่านเทียนเจ๋อครุ่นคิด ก่อนกล่าวว่า “จงนำข่าวการ ปรากฏตัวของหลัวว่านเซี่ยงไปแจ้งพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวทันที หลัวว่านเซี่ยงเป็นคนของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว เขามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเผ่า
อสูรกาย พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจำเป็นต้องรู้ เรื่องนี้ ดูสิว่าพวกเขาจะจัดการกับหลัวว่านเซี่ยงอย่าง ไร” “ตกลง” จิ่งเฟยหยางพยักหน้ารับ ผ่านไปอีกหลายวัน นักล่าแห่งดวงดาวลูกน้องของป๋ายเฉียงเวยส่งข่าวใหม่ มาอีกครั้งว่า กู่ผีวัตถุประหลาดของเผ่าทมิฬมา ปรากฎตัวอยู่ที่ดินแดนไฟโลกันตร์ซึ่งใกล้เคียงกับ ดินแดนพงฟ้ามากแล้ว และกำลังมุ่งหน้ามายังดินแดน พงฟ้าโดยไม่คิดจะอำพรางร่องรอยแม้แต่น้อย พอข่าวนี้แพร่ออกไป พวกคนของเผ่าอสูรกาย เผ่า ภูตผีปีศาจและเผ่าทมิฬที่ซ่อนตัวอยู่ริมขอบดินแดน ดวงดาวแห่งต่างๆ ก็พากันเผยตัวอย่างพร้อมเพรียง มีเรือรบสามของชนต่างเผ่าสามลำขับเคลื่อนมุ่งหน้า มายังดินแดนพงฟ้าอย่างเกรียงไกร
ศึกใหญ่ กำลังจะปะทุ “อู้ๆๆ!” ค่ายกลนำส่งแห่งมิติหลายหลังของอาณาจักรวอหลิว ถูกเปิดใช้ และในรอยแยกห้วงมิติบนม่านน้ำก็มีผู้ แข็งแกร่งปรากฎตัวเป็นระยะ เทพบุตรเทพธิดาของสำนักห้าธาตุที่สำนักในบุญคุณ เมื่อครั้งที่เนี่ยเทียนอยู่อาณาจักรฮว่อหลิงต่างก็พา แดนเอตทัคคะลูกน้องของตนทยอยกันเดินทางเข้ามา ในอาณาจักรวอหลิว และยังมีเรือรบของพวกเขาที่จอดอยู่นอกอาณาจักร วอหลิว “เอ๊ะ นั่นไม่ใช่เนี่ยเทียนหรอกหรือ?” ระหว่างที่เรือ รบของโหวชูหลันขับมา นางก็สังเกตเห็นม่านแสง ดวงดาวบนหินอุกกาบาตก้อนหนึ่งจึงร้องอุทานขึ้น เบาๆ ครั้นแล้วก็เป็นฝ่ายบินออกมาจากเรือรบทาง
ช้างเผือก ———————————