ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1291 ปล่อยและเก็บได้ดังใจปรารถนา
“ฟิ้ว! ฟิ้วๆ!” แสงประหลาดหลากสีนับพันนับหมื่นเส้นบินออกมา จากในสนามแม่เหล็กวงนอก ก่อนจะแยกเข้าไปหา ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดารา เกราะมังกรเพลิง และไข่มุกวิญญาณมืดเม็ดนั้น กระแสปั่นป่วนหุนตุ้นที่เนี่ยเทียนสร้างขึ้นมาจาง หายไปอย่างเงียบเชียบ สิ่งที่เข้ามาแทนที่กระแสปั่นป่วนหุนตุ้นก็คือดินแดน มายาดวงดาว เปลวเพลิงและพืชหญ้า รวมไปถึงบุป ผาเก้าดารา ต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์และเมล็ดพันธ์เปลว เพลิง
“ยังมีอีกอย่างหนึ่ง!” เมื่อความคิดบังเกิดขึ้น กิ่งไม้สีเขียวมรกตหลายท่อนก็ พากันบินออกมาจากแหวนเก็บของของเนี่ยเทียน ชั่วขณะที่กิ่งไม้เจ็ดสิบสองกิ่งบินออกมา เนี่ยเทียนก็ วางแผนว่าจะให้พวกมันคอยดูดซับจิงชี่พืชหญ้าอยู่ ด้านนอก เขาเริ่มมองเห็นว่าพลังงานประหลาดที่วงแสง ภายนอกดูดซับมาจากทางช้างเผือก เมื่อหมุนเคลื่อน ตัวมาเป็นเวลายาวนาน การชุบหลอมก็ใกล้จะถึงขีด สุดเข้าไปมากทุกขณะ ส่วนที่เหลืออยู่ในเวลานี้จึงล้วนเป็นแก่นที่สำคัญที่สุด ของพลังงานแต่ละอย่างเท่านั้น และที่สลายกระแสปั่นป่วนหุนตุ้นออกไปก็เพราะเขา ค่อยๆ สัมผัสได้ว่า เมื่อแดนว่างเปล่าของเขาก่อตัวได้ สำเร็จ เมื่อเขาบรรลุความลี้ลับของขอบเขตแล้ว การ
ผสานรวมระหว่างจิตวิญญาณกับพลังวิญญาณ รวม ไปถึงการรวบรวมพลังของเปลวเพลิง พืชหญ้าและ ดวงดาวก็มีมากเกินไป จนวงแสงภายนอกอาจจะไม่มี พลังเหลือพอให้ทำต่อ “อันที่จริง ปัจจัยที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นเพราะศึก ระหว่างซ่งเช่อฉวนและการทำลายอาณาจักรคลื่น มรกตที่ทำให้พลังงานซับซ้อนมากมายในวงแสง ชั้นนอกถูกเผาผลาญเยอะเกินไป” เนี่ยเทียนครุ่นคิด “เอ๊ะ!” แล้วทันใดนั้นเขาก็ร้องอุทาน มองไปยังกิ่งไม้ทั้งเจ็ด สิบสองกิ่งอย่างแปลกใจ ที่น่าแปลกก็คือกิ่งไม้สีเขียวมรกตหลายกิ่งที่เขาปล่อย ออกมาจากแหวนเก็บของ หมายจะให้มันไปรวม พลังงานจากวงแสงภายนอก คล้ายจะถูกแดนพืชหญ้า
ของเขาชักนำจนไม่ยอมจากไป แดนว่างเปล่าพืชหญ้าของเขาคือแผ่นดินมายาผืนหนึ่ง แผ่นดินนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยปราณแห่งพืชหญ้า พลัง ชีวิตเข้มข้นอบอวล ซึ่งมีต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่ออก ใบเป็นพุ่มหนาฝังรากลงลึก “อู้! อู้ๆๆ!” ทันใดนั้นกิ่งไม้ทั้งเจ็ดสิบสองกิ่งก็พากันลดตัวลงแล้ว สร้างค่ายกลกำเนิดไม้โบราณขึ้นมาโดยมีต้นวิญญาณ ศักดิ์สิทธิ์เป็นจุดศูนย์กลาง เมื่อค่ายกลก่อตัวสำเร็จ จิงชี่พืชหญ้าระลอกสุดท้ายที่ เหลืออยู่ในวงแสงชั้นนอกก็รวมตัวกันกลายเป็น ลำแสงสีเขียวแวววาวหลายเส้นที่ไหลกรูเข้ามาจน หมดสิ้น เวลาเพียงสั้นแสนสั้น เนี่ยเทียนก็สัมผัสได้อย่าง ชัดเจนว่า เนื่องจากค่ายกลกำเนิดไม้โบราณก่อตัวได้
สำเร็จ พลังพืชหญ้าที่อยู่ในวงแสงชั้นนอกจึงถูกดูดเอา มาจนเกลี้ยง และพอกิ่งไม้ทั้งเจ็ดสิบสองกิ่งปรากฏตัว ต้นวิญญาณ ศักดิ์สิทธิ์ที่หยั่งรากอยู่ในแดนพืชหญ้าของเขาก็ เหมือนจะถูกกระตุ้นให้เจริญเติบโตอีกรอบ “ความรู้สึกเช่นนี้…” ที่ยิ่งทำให้เนี่ยเทียนรู้สึกเหลือเชื่อก็คือ กิ่งไม้ทั้งเจ็ดสิบ สองกิ่งนั้นเหมือนจะผสานรวมเป็นหนึ่งเดียว กลายมา เป็นส่วนหนึ่งของแดนพืชหญ้าเขาอย่างสมบูรณ์แบบ ก็เหมือนกับที่ต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ฝังรากอยู่ในโอสถ วิญญาณพืชหญ้า กิ่งไม้ทั้งเจ็ดสิบสองกิ่งนี้ก็ผสานรวม เป็นหนึ่งเดียวกับแดนพืชหญ้าของเขาเช่นกัน และเมื่อความคิดของเขาฉุกขึ้น กิ่งไม้ทั้งเจ็ดสิบสองกิ่ง ก็ยังคงถูกเขาเรียกออกมาใช้งานได้ตามปกติ ทว่าหลังจากที่กิ่งไม้เหล่านั้นสัมผัสโดนปราณแดนพืช
หญ้าของเขาแล้วก็เหมือนว่าจะไม่จำเป็นต้องกลับเข้า ไปในแหวนเก็บของอีก แต่มันสามารถเป็นเหมือนต้น วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่จมอยู่ในแดนพืชหญ้า และ สามารถปลูกเข้าไปในโอสถวิญญาณพืชหญ้าของเขาที่ ก่อตัวขึ้นมาใหม่ได้ตลอดกาล “เกราะมังกรเพลิง ไข่มุกวิญญาณมืด ท่อนกระดูก ของสัตว์ยักษ์มวลดาราล้วนสามารถดูดเอาแก่นของ พลังงานประหลาดที่เหลืออยู่ไปได้” ขณะที่ลอยตัวอยู่นิ่งๆ ท่ามกลางธารดวงดาว เนี่ย เทียนก็คอยหันไปมองยังเหนือศีรษะ รอบกายและใต้ ฝ่าเท้าของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ความคิดมากมาย รวมถึงวิชาคาถาที่บรรลุเป็นเหมือนสายฟ้าหลายเส้น ที่แลบปลาบผ่านไปในมหาสมุทรจิตวิญญาณของเขา “ดินแดนว่างเปล่าต้องเก็บเข้าและเอาออกมาได้ ตามใจปรารถนาถึงจะได้ แดนว่างเปล่าสามธาตุที่
แตกต่างกันจะผสานรวมเป็นหนึ่งได้หรือไม่?” เวลาแต่ละนาทีล่วงเลยผ่านไป เนี่ยเทียนลอยตัวนิ่งอยู่กลางอากาศ ดวงตาทั้งคู่ปิด สนิท กลั้นลมหายใจเพ่งสมาธิทำความเข้าใจกับเวท ลับของการสร้างดินแดน วงแสงพลังงานหลายชั้นที่อยู่ด้านนอกต่างก็เกิดลางว่า จะสลายหายไปเพราะการดูดซับแก่นพลังงานจาก ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดารา เกราะมังกรเพลิง และไข่มุกวิญญาณมืด “วงแสงพลังงานหลายชั้นที่ล้อมวนรอบร่างเขาคือ กุญแจสำคัญที่ทำให้เขาโจมตีต้วนหงเหวินจนบาดเจ็บ สาหัส อาละวาดไปทั่วดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ ดินแดนแอ่งมืด ทำให้อาณาจักรคลื่นมรกตพังพินาศ และซ่งเช่อฉวนพ่ายแพ้ถอยร่น” อวี๋ซู่อิงเห็นท่าไม่ดีก็ กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล “ตอนนี้ดูท่าวงแสงนั่น
จะจากเขาไปแล้ว” “การก่อตัวแรกเริ่มของวงแสงก็ไม่ได้เกิดจากพลังงาน ของเนี่ยเทียนอยู่แล้ว แต่เป็นเพราะโหยวฉีเหมี่ยวที่ ชักนำพลังงานประหลาดซึ่งปะปนกันอย่างซับซ้อนมา ใช้” อิ่นสิงเทียนกล่าว พวกเขาพูดคุยกันเสียงเบา จีหยวนฉวนและฉีเหลียนซานแห่งลัทธิจิตตวิสุทธิ์ที่พอ มาถึงแล้วบอกกล่าวจุดประสงค์ในการมาเยือนได้ไม่ นานก็พากันบินไปยังดวงอาทิตย์ร้อนแรงดวงนั้น คนทั้งสองจับตามองจู่กวางเหย้าที่ปล่อยอำนาจจิต ออกมาเก็บเอาพลังของดวงอาทิตย์ไปทำให้ขอบเขต ของตัวเองมั่นคงอยู่เงียบๆ ไม่ได้หันมาสังเกตการณ์ ฝ่ายของเนี่ยเทียนต่อ “สถานการณ์ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวคับขัน อย่างมาก หากเนี่ยเทียนสูญเสียวงแสงชั้นนอกไป
เกรงว่า…” โม่เชียนฝานถอนหายใจเบาๆ พวกเขาติดตามเนี่ยเทียนมาตลอดทาง จึงรู้ดียิ่งกว่า ใครว่าการที่เนี่ยเทียนสามารถสังหารแดนเอตทัคคะ ได้มากมาย และทำให้แดนว่างเปล่าหนีกระเจิงอย่าง ขวัญหนีดีฝ่อล้วนไม่ได้อาศัยขอบเขตของตัวเอง แต่ล้วนเป็นเพราะพลังงานพลุ่งพล่าน บิดเบือนและ ฉีกทึ้งของวงแสงชั้นนอกเท่านั้นที่สามารถบดขยี้ทุกสิ่ง ได้ ตอนนี้วิธีการที่แข็งแกร่งที่สุดซึ่งเนี่ยเทียนพึ่งพามา นานกำลังจะค่อยๆ จากเขาไป ภัยคุกคามจากพรรคเงามืด สำนักบุกเบิกฟ้าและ สำนักเมฆามรกตยังคงอยู่ บางทีอีกไม่นานทางฝ่าย ของนครสะเก็ดดาวก็อาจมีสงครามใหญ่ที่ตัดสินว่า ใครจะขึ้นมาเป็นสำนักเก่าแก่แห่งใหม่ของเผ่ามนุษย์ ปะทุขึ้น
หากเนี่ยเทียนไม่อยู่ในศึกนั้น เกรงว่าพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวคงล่มสลายจริงๆ คิดมาถึงตรงนี้ อารมณ์ของพวกอวี๋ซู่อิงก็หนักอึ้ง แล้ว ก็เริ่มรู้สึกว่าก่อนหน้านี้เนี่ยเทียนไม่ควรปฏิเสธพวก จางฉี่หลิง ลี่ว่านฝ่า ควรจะรวบรวมกองกำลังให้ได้ มากกว่าเดิม เพื่อไปใช้กำราบพรรคเงามืด สำนัก บุกเบิกฟ้า “อู้!” ผ่านไปพักหนึ่ง วงแสงภายนอกก็สลายหายไปในที่สุด และขณะที่ทุกคนกำลังผิดหวังนั้นเอง พื้นที่ส่วนในที่ เป็นใจกลางที่สุดก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่เกิด ขึ้นกับดินแดนว่างเปล่าทั้งสามแห่งของเนี่ยเทียน เดิมทีแดนว่างเปล่าสามแห่งของเนี่ยเทียนอยู่กันคน ละตำแหน่งคือบน กลาง ล่าง ซึ่งแดนดวงดาวลอยอยู่ เหนือศีรษะสูง แดนพืชหญ้าอยู่ใต้ฝ่าเท้า และแดน
เปลวเพลิงล้อมวนอยู่รอบกาย ทว่าบัดนี้ทุกคนต่างก็เห็นกันอย่างชัดเจนว่า ดินแดน ว่างเปล่าทั้งสามนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หลังจากที่แดนดวงดาวกระจายตัวออกจากกันก็ลดดิ่ง ลงมาข้างล่าง แดนเปลวเพลิงที่พอหดตัวเข้าหากันก็ กลายมาเป็นลำแสงหลายเส้นที่ล้อมวนอยู่รอบพื้นดิน มายาซึ่งมีพลังชีวิตเปี่ยมล้น “พื้นดินที่มีต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์และกิ่งไม้สีเขียว มรกตหลายกิ่งเป็นเหมือนแผ่นดินลอยตัว เหมือน ดินแดนแห่งหนึ่ง” “ลำแสงเปลวเพลิงแต่ละเส้นที่อยู่รอบนอกคือชั้น บรรยากาศเปลวเพลิงของแผ่นดินผืนนั้น เป็นเหมือน เขตปราการดินแดนที่ปกป้องไม่ให้แผ่นดินถูกพลัง ภายนอกรุกรานทำร้าย” “ด้านนอกสุดคือมหาสมุทรดวงดาวที่กว้างใหญ่
ไพศาล” “หลังจากที่แดนว่างเปล่าทั้งสามแห่งของเนี่ยเทียน กลายมาเป็นแบบนี้แล้ว จะมีความสามารถเฉกเช่น สนามแม่เหล็กพลุ่งพล่านก่อนหน้านี้ หรือไม่ก็สนาม รบสุ้ยเมี่ยที่ก่อตัวจากวงกลมหลายชั้นหรือเปล่า?” “ไม่เพียงแต่สนามรบสุ้ยเมี่ยหรือสนามแม่เหล็กก่อน หน้านี้เท่านั้น พวกเจ้าไม่เคยสังเกตกันเลยหรือว่า ดินแดนของจริงทุกแห่งก็ล้วนเป็นเช่นนี้?” “ดินแดนแห่งหนึ่ง ด้านนอกมีกระแสอากาศล้อมวน มีเขตปราการปกป้องไม่ให้สิ่งเจือปนในห้วงอวกาศเข้า มารุกราน ทั้งยังดึงเอาพลังงานที่เหมาะสมมาแปร เปลี่ยนเป็นปราณวิญญาณฟ้าดิน หรือไม่ก็ปราณอสูร ปราณปีศาจ กลายมาเป็นธาตุต่างๆ ที่เหมาะสมต่อ ดินแดนแต่ละแห่งที่หลายเผ่าพันธุ์ใช้ชีวิตอยู่” “ซ้ำดินแดนแต่ละแห่งยังอยู่กลางห้วงอวกาศด้วย”
อวี๋ซู่อิง อิ่นสิงเทียน โม่เชียนฝานและพวกบุตร วิญญาณโลหิต เซี่ยเชียนต่างก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ถึง การเปลี่ยนแปลงของดินแดนว่างเปล่าทั้งสามแห่งของ เนี่ยเทียน การเปลี่ยนแปลงของดินแดนว่างเปล่าทั้งสาม ทำให้ พวกเขารู้สึกว่ามันเป็นไปตามกฎเกณฑ์ในการ วิวัฒนาการของฟ้าดิน การก่อกำเนิดดินแดน และ โครงสร้างของดินแดน! ดินแดนนี้มีคุณสมบัติแตกต่างจากดินแดนของแดน ว่างเปล่าทุกคน ดินแดนของคนอื่นหากไม่ใช่ก้อนเมฆเคลื่อนคล้อย ก็ เป็นเปลวเพลิงร้อนแรง หรือไม่ก็เป็นภูเขาน้ำแข็ง หลายลูก กระบี่หลายเล่ม บ้างก็เป็นแม่น้ำลำธาร บ้าง ก็เป็นมหาสมุทรผืนใหญ่… ทว่าดินแดนว่างเปล่าสามชั้นของเนี่ยเทียนกลับแทบ
จะเหมือนหลักการเกิดดินแดนที่แท้จริงอย่างไม่มี ผิดเพี้ยน อย่าว่าแต่เคยเห็นเลย แม้แต่ได้ยินพวกเขาก็ ยังไม่เคยได้ยินมาก่อน “นี่ ไม่ใช่การผสานรวมธาตุ แต่ในความรู้สึกของข้า การก่อตัวเช่นนี้กลับปรองดองเหมาะสมและสมบูรณ์ แบบมากที่สุด” โม่เชียนฝานกล่าว “บางทีนี่คงเป็นสภาพที่สมบูรณ์แบบในท้ายที่สุดของ แดนว่างเปล่าเนี่ยเทียนแล้ว” อวี๋ซู่อิงเองก็พยักหน้า รับ อิ่นสิงเทียนกล่าวเสียงหนัก “แดนว่างเปล่าเช่นนี้ ไม่ เคยได้ยินมาก่อนเลย!” ทันใดนั้นบนพื้นดินที่อยู่ชั้นใน กระแสเปลวเพลิงชั้น กลางและดวงดาวพร่างพราวชั้นนอกก็พากันยุบยวบ หดหายเข้าหาเนี่ยเทียน “ฟิ้ว!”
กระแสแสงสามสีอย่างสีชาด สีเงินยวง สีเขียวมรกต พากันหายวับเข้าไปตรงหน้าท้องของเนี่ยเทียน วินาที ที่พวกมันผลุบหายเข้าไปข้างในก็สร้างโอสถขึ้นมาใหม่ อีกครั้ง และโอสถเหล่านั้นก็จมเข้าไปในมหาสมุทร วิญญาณจุดตันเถียนของเขา พริบตาเดียวมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของเนี่ย เทียนก็มีโอสถวิญญาณหลายเม็ดปรากฏขึ้นมาอีกรอบ ในโอสถวิญญาณแต่ละเม็ดยังคงมีเมล็ดพันธ์เปลว เพลิง บุปผาเก้าดารา ต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์และกิ่งไม้ ที่ย่อส่วนเล็กลงอยู่ครบถ้วน ส่วนมหาสมุทรจิตวิญญาณของเขาก็มีกระแสจิต วิญญาณหลายกลุ่มบินออกมาผสานรวมเข้ากับจิต วิญญาณที่แท้จริง จิตวิญญาณที่แท้จริงซึ่งเดิมทีเป็นภาพมายาที่ค่อนข้าง พร่าเลือนพลันเปลี่ยนมาเป็นชัดเจน กระแสจิต
วิญญาณแต่ละเส้นเป็นดั่งเส้นเลือดและเส้นชีพจรที่แผ่ เต็มอยู่ในร่างของจิตวิญญาณที่แท้จริง นาบประทับ ประสบการณ์ต่างๆ ในชีวิต รวมไปถึงวิชาคาถาลับที่ เขาศึกษาจนบรรลุเอาไว้ “เก็บและปล่อยได้ตามใจชอบ แบบนี้ก็แสดงว่าสร้าง ดินแดนสำเร็จแล้วสิ?” ต่งลี่หันไปถามอวี๋ซู่อิงด้วย น้ำเสียงตื่นเต้น “หากว่ากันตามทฤษฎี การสร้างดินแดนของเนี่ย เทียนนับว่าสำเร็จแล้ว” อวี๋ซู่อิงให้คำยืนยัน “เพียงแต่ ว่าดินแดนของเขาแปลกประหลาดอย่างมาก พวกเรา ไม่เคยเจอมาก่อน ซึ่งตอนนี้ก็ยังมองไม่ออกว่าแดน ว่างเปล่าของเขาจะมีอานุภาพและความลี้ลับอัศจรรย์ แบบใด” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 44 บทที่ 1292 แดนว่างเปล่าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
“สวบ! สวบๆ!” เงาร่างและเรือรบทางช้างเผือกมากมายที่เดิมที สังเกตการณ์อยู่ทางฝั่งของจู่กวางเหย้าพลันพากันบิน เข้ามา คนเหล่านี้มีจีหยวนฉวน โหวชูหลัน หวงจินหนัน เย่เห วินฮั่นและเฮ้อเหลียนสง แต่ที่มากกว่านั้นก็คือพวกแดนว่างเปล่าและแดน เอตทัคคะของหลายดินแดน พวกเขาต่างก็สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ เกิดขึ้นกับเนี่ยเทียน มองเห็นว่าสนามแม่เหล็กที่น่า หวาดกลัวจนพวกเขาตัวสั่นนั้นได้จางหายไปในที่สุด
“ทำไมจู่ๆ สนามแม่เหล็กที่เต็มไปด้วยพลังงานพลุ่ง พล่าน ฉีกทึ้งและบิดเบือนถึงได้หายไปเกลี้ยง กะทันหันอย่างนี้?” เย่เหวินฮั่นแห่งหอทอดฟ้ายืนอยู่ บนเรือรบ ทอดสายตาจับนิ่งมาที่เนี่ยเทียนพลางกล่าว ด้วยหัวคิ้วขมวดมุ่น “พวกเราได้ข่าวที่แน่ชัดมาว่า เนี่ยเทียนสามารถทำให้ต้วนหงเหวินบาดเจ็บสาหัสใน ดินแดนพงฟ้า ซ้ำยังอาละวาดไปทั่วดินแดน มหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์และดินแดนแอ่งมืดได้ก็เพราะ อาศัยสนามแม่เหล็กที่พลุ่งพล่านนั้น” “การถอยหนีของซ่งเช่อฉวน อาณาจักรคลื่นมรกตที่ ถูกทำลายก็ล้วนเป็นเพราะคุณความชอบของ สนามแม่เหล็กประหลาดนั่นเหมือนกัน” เฮ้อเหลียน สงกล่าว “ดินแดนว่างเปล่าทั้งสามแห่งของเนี่ยเทียนก็หายไป พร้อมกันด้วย” เย่เหวินฮั่นตะลึงไปครู่ ก่อนที่สีหน้า
จะเปลี่ยนมาเป็นตื่นเต้น “การฝ่าทะลุขอบเขตแดน ว่างเปล่าของเขาน่าจะสำเร็จแล้วกระมัง?” “ก็แค่ฝ่าทะลุสู่แดนว่างเปล่า ไม่เห็นมีอะไรน่าตื่นเต้น ตรงไหน” เฮ้อเหลียนสงขมวดคิ้ว ดวงตาฉายแววดู หมิ่นเสี้ยวหนึ่ง “รอจนเขาฝ่าสู่แดนเอตทัคคะได้ เมื่อไหร่ ถึงจะมีคุณสมบัติมากพอที่จะได้รับ ความสำคัญจากข้า” “เนี่ยเทียน!” โหวชูหลันและหวงจินหนันสองคนพากันทะยานเข้า มาด้วยสีหน้าปิติยินดี “พรวด!” ทว่าจีหยวนฉวนที่กลายร่างเป็นลำแสงสีรุ้งเส้นหนึ่ง กลับพุ่งตัวมาปรากฏอยู่ต่อหน้าเนี่ยเทียนก่อนใคร “ขอบเขตของเจ้ามั่นคงอย่างแท้จริงแล้วหรือ? แดน ว่างเปล่า?” จีหยวนฉวนสงสัยใคร่รู้อย่างหนัก “เนี่ย
เทียน เจ้ารู้สึกเป็นอย่างไรกับแดนว่างเปล่าของตัวเอง บ้าง? ข้าเห็นว่าเจ้า…ไม่ได้ร่ายแดนว่างเปล่าออกมา แต่ก็สามารถยืนอยู่กลางห้วงอวกาศได้” ผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์ที่หากคิดจะข้ามผ่านธาร ดวงดาว ล้วนจำเป็นต้องอาศัยดินแดนของตัวเอง ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นแดนว่างเปล่า แดนเอตทัคคะ หรือแดน เทพเจ้า มีเพียง “ดินแดน” ก่อตัวสำเร็จ ถึงจะ สามารถสกัดกั้นการแทรกซอนจากพลังงานซับซ้อนที่ มีอยู่มากมายในทางช้างเผือกได้ เพราะพลังงานประหลาดมากมายในทางช้างเผือกมี พลังแห่งการกัดกร่อน ทำลาย อีกทั้งยังมีสารพิษที่ ปะปนไปด้วยปราณอสูร ปราณปีศาจอยู่อีกมากนัก หากไม่มี “ดินแดน” เป็นชั้นป้องกัน พลังงานเหล่านี้ก็ จะแทรกซอนเข้ามาได้ แล้วเลือดเนื้อรวมถึง
มหาสมุทรจิตวิญญาณของผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์คน หนึ่งก็จะถูกกัดกร่อนจนตายไปอย่างรวดเร็ว ชนต่างเผ่าที่เรือนกายแข็งแกร่งหลายคนก็ยังต้อง อาศัยมหาสมุทรเลือดลมมาต้านทานการกัดกร่อน จากพลังงานประหลาดเหล่านั้น สิ่งมีชีวิตที่อาศัยแค่เรือนกายอย่างเดียวมาเผยกายอยู่ ในทางช้างเผือกโดยที่ไม่ได้รับผลกระทบมีน้อยยิ่งกว่า น้อย ทว่าเนี่ยเทียนกลับเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทนี้ เขาในเวลานี้ไม่ได้ร่ายแดนว่างเปล่าออกมา หลังจากที่ สูญเสียวงแสงหลายชั้นที่ล้อมวนอยู่รอบกายไปแล้วยัง สามารถยืนอยู่กลางห้วงอวกาศได้อย่างสบายๆ นี่จึง ทำให้จีหยวนฉวนแปลกใจอย่างมาก “ดินแดน!”
เนี่ยเทียนยิ้มกว้าง ก่อนจะใช้เวทลับที่บรรลุมาไปดึง พลังงานในร่างมาสร้างขึ้นเป็นแดนว่างเปล่า กระแสดวงดาวพร่างพราวบินออกมาก่อนเป็นอันดับ แรก แล้วจึงไปล้อมวนอยู่ชั้นนอกสุด ตามมาด้วยเปลว เพลิงสีส้มอมแดงหลายกลุ่มที่ล้อมวนอยู่ด้านในดั่งเมฆ หลากสีงดงามจับตา พื้นที่อันเป็นใจกลางสุดคือแผ่นดินเขียวขจีเต็มไปด้วย ชีวิตชีวา มีต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์หยั่งรากและกิ่งไม้สี เขียวมรกตหลายกิ่งที่อยู่ในแดนพืชหญ้าของเขา ราว กับผืนป่าของต้นไม้โบราณที่ขยายอาณาเขตกว้างใหญ่ เมื่อดินแดนถูกร่ายออกมา เนี่ยเทียนก็สัมผัสได้อย่าง ชัดเจนว่าพลังดวงดาว พลังพืชหญ้าและพลังเปลว เพลิงอ่อนจางที่ปะปนอยู่ในห้วงอวกาศล้วนถูก ดินแดนของเขาดูดซับให้มารวมตัวกันทีละนิด ม่านดวงดาวคือชั้นนอกสุด เขตปราการเปลวเพลิงอยู่
ตรงกลาง ชั้นในคือแผ่นดินพืชหญ้า ซึ่งพวกมันต่างก็ สามารถดึงเอาพลังดวงดาว พืชหญ้าและเปลวเพลิง มาชดเชยพลังที่เผาผลาญไป “เอ๊ะ!” อวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ก่อนใคร นางรับสัมผัสอยู่เงียบๆ แค่ไม่กี่วินาทีก็พลัน ถามขึ้นมาว่า “เนี่ยเทียน ดินแดนที่เจ้าเพิ่งสร้างเสร็จ สามารถดึงดูดเอาพลังดวงดาว พืชหญ้าและเปลว เพลิงมาจากพลังมากมายที่ปะปนกันอยู่ในทาง ช้างเผือกได้ด้วยตัวเองรึ?” “ใช่สิ ของพวกเจ้าก็ไม่ได้เป็นแบบนี้หรอกหรือ?” เนี่ย เทียนถามอย่างสงสัย พอกล่าวจบ เขาก็สังเกตเห็นว่าแดนว่างเปล่า แดน เอตทัคคะรวมถึงแดนเทพเจ้าทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็ พากันยิ้มเจื่อนๆ ส่ายหัวปฏิเสธ
“ไม่ใช่รึ?” เนี่ยเทียนยิ่งแปลกใจเข้าไปใหญ่ จีหยวนฉวนถอนหายใจเบาๆ ก่อนกล่าวว่า “เนี่ย เทียน ดินแดนของพวกเราทำได้แค่สกัดกั้นสิ่งเจือปน นอกทางช้างเผือกไม่ให้รุกรานเข้ามาทำลายเลือดเนื้อ และมหาสมุทรจิตวิญญาณของพวกเราเท่านั้น หาก คิดจะดึงเอาพลังงานที่เหมือนกับในดินแดนของพวก เรามาจากพลังงานซับซ้อนเหล่านั้น เป็นเรื่องที่ยาก มาก” “มีเพียงผสานเวทลับที่พิเศษบางอย่างและสมบัติ วิเศษที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเข้าไปในดินแดนเท่านั้น ถึงจะทำได้” “หากพลังงานในดินแดนของพวกเราถูกเผาผลาญไป ก็จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบวิเศษที่มีธาตุแบบเดียวกัน หรือไม่ก็กลับไปยังดินแดนที่แท้จริงเพื่อรวบรวมเอา พลังวิญญาณเฉพาะสถานที่มาชดเชย”
“…” จีหยวนฉวนอธิบาย อวี๋ซู่อิง โม่เชียนฝานและอิ่นสิงเทียนก็ทยอยกันพูด เสริมให้เนี่ยเทียนเข้าใจมากขึ้น ไม่นานเนี่ยเทียนก็รู้ว่าดินแดนของคนอื่น อย่างของโม่ เชียนฝาน พลังสายฟ้าที่แดนเทพเจ้าสายฟ้าของเขา เผาผลาญไป จำเป็นต้องใช้หินวิเศษที่มีพลังสายฟ้า หรือไม่ก็ไปหาบ่อสายฟ้า หรือโลกลับสายฟ้าที่มี สายฟ้าเชี่ยวกรากมาชดเชยเท่านั้น คิดจะดึงเอาพลังสายฟ้าเดี่ยวๆ มาจากในพลังงาน ประหลาดหลายสิบชนิดที่อยู่ท่ามกลางห้วงจักรวาล เป็นเรื่องที่ลำบากยากยิ่งสำหรับโม่เชียนฝาน ผู้แข็งแกร่งขอบเขตอื่นๆ ที่หากไม่อาศัยเรือรบทาง ช้างเผือก แต่ใช้พลังดินแดนของตัวเองเดินทางข้าม ผ่านดวงดาวก็จำเป็นต้องเตรียมวัตถุดิบวิเศษที่มาก
พอ หรือไม่ก็จำเป็นต้องไปยังดินแดนที่แท้จริงเพื่อ ชดเชยพลังที่เสียหายไป เพราะว่าการดำรงอยู่ของดินแดน การที่ใช้ดินแดนมา สกัดกั้นสิ่งเจือปนนอกอาณาจักรเพื่อที่ตนจะได้บิน ผ่านห้วงอวกาศนั้นล้วนจำเป็นต้องเผาผลาญพลังงาน ทั้งสิ้น บางทีแดนเทพเจ้าอาจจะพอแบกรับการเผาผลาญใน ระยะเวลายาวนานได้ แดนเอตทัคคะก็สามารถยืน หยัดได้นานอยู่เหมือนกัน แต่แดนว่างเปล่านั้น โดยทั่วไปแล้วมักจะทนอยู่ได้แค่ระยะเวลาสั้นๆ พลัง ของดินแดนก็เผาผลาญหมดสิ้นแล้ว พลังที่อยู่ในดินแดนสามารถมองเป็นโอสถวิญญาณใน มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียน หากพลังถูกผลาญ หมดสิ้น ดินแดนก็จะหายไป ส่วนเนี่ยเทียน ในเมื่อเขาสามารถดึงเอาพลังงานสาม
ชนิดอย่างดวงดาว พืชหญ้าและเปลวเพลิงจากในทาง ช้างเผือกมาผสานรวมเข้ากับดินแดนของตัวเองได้ จึง ไม่จำเป็นต้องอาศัยวัตถุดิบวิเศษใด เขาก็สามารถโบย บิยอยู่ในทางช้างเผือกได้เป็นเวลานาน นี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ แดนเอตทัคคะมากมาย หรือ แม้แต่แดนเทพเจ้าเองก็ยังทำไม่ได้ “นี่เป็นผลพลอยได้จากสมบัติล้ำค่าระดับเพาะฟ้าทั้ง สามชิ้น” พอพวกเขาอธิบายจบ เนี่ยเทียนก็หลับตารับสัมผัสอยู่ ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “ในดินแดนของข้ามีของสาม ชนิดที่เทียบเคียงได้กับสมบัติล้ำค่าระดับเพาะฟ้า ผสานรวมเข้าไป การดำรงอยู่ของพวกมันทำให้แดน ว่างเปล่าของข้าสามารถดึงเอาพลังดวงดาว พืชหญ้า และเปลวเพลิงจากในทางช้างเผือกมาผสานรวมเข้า กับดินแดนของตัวเองได้”
“สมบัติล้ำค่าระดับเพาะฟ้า!” จีหยวนฉวนรู้สึกอิจฉา อย่างยิ่ง “อู้!” เนี่ยเทียนยกมือขึ้นกวักหนึ่งครั้ง ท่อนกระดูกของสัตว์ ยักษ์มวลดารา เกราะมังกรเพลิงและไข่มุกวิญญาณ มืดต่างก็ทยอยกันกลับเข้ามาอยู่ในฝ่ามือของเขา แล้ว หายวับเข้าไปในแหวนเก็บของ วัตถุวิเศษสามอย่างนี้ ตอนที่ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์ มวลดาราและเกราะมังกรเพลิงสัมผัสโดนมือเขา เขา รู้สึกว่าพวกมันหนักกว่าเดิมเยอะมาก โดยเฉพาะท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราที่ให้ ความรู้สึกมหัศจรรย์ต่อเขาอย่างยิ่งยวด ดูเหมือนว่า โซ่ผลึกสายเลือดสีชาดที่อยู่ด้านในกระดูกจะเกิดการ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มันจึงปลดปล่อยแสง ขมุกขมัวอย่างต่อเนื่อง
กลับเป็นไข่มุกวิญญาณมืดเสียอีกที่เปลี่ยนมาเบาโหวง จนเขาแทบไม่รู้สึกถึงน้ำหนักของมัน “เกราะมังกรเพลิง…” รอยยิ้มของโหลวหงแยนเต็มไปด้วยความขมขื่น อาวุธชิ้นนี้ เดิมทีเส้าเทียนหยางอาจารย์ของนางตั้งใจ สร้างขึ้นมาให้นางโดยเฉพาะ หลังจากที่ถูกผังชื่อเฉิง แย่งชิงไป มันก็หมุนเวียนเปลี่ยนมาอยู่ในมือของเนี่ย เทียน ตอนนี้เมื่อเห็นว่าอาวุธชิ้นนี้นับวันก็ยิ่งแข็งแกร่ง ยิ่ง ปลดปล่อยรัศมีเจิดจ้า อารมณ์นางก็ซับซ้อนขึ้นอย่าง ห้ามไม่ได้ “แดนว่างเปล่าสร้างเสร็จแล้ว อาวุธก็มีการ เปลี่ยนแปลงแตกต่างกันไป จำเป็นต้องใช้เวลาในการ ทำความคุ้นเคย นอกจากนี้หลังจากที่สายเลือดของข้า เลื่อนสู่ระดับแปด แก่นเลือดแห่งชีวิตก็ยังไม่สามารถ
รวบรวมได้ถึงขีดสูงสุด การเลื่อนขั้นทางสายเลือดใน รอบถัดไปยังจำเป็นต้องได้รับการชดเชยจากจิงชี่เลือด เนื้อปริมาณมหาศาล เวลา ทุกอย่างล้วนจำเป็นต้อง ใช้เวลา…” ขณะที่ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดารา เกราะ มังกรเพลิงและไข่มุกวิญญาณมืดหายไปจากกลางฝ่า มือของเนี่ยเทียน เขาก็ครุ่นคิดอยู่กับตัวเองไปพลาง เขาจำเป็นต้องทำความคุ้นเคยกับวิธีการสู้รบของแดน ว่างเปล่า จำเป็นต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของท่อน กระดูกสัตว์ยักษ์มวลดารา เกราะมังกรเพลิงและไข่มุก วิญญาณมืด และยังต้องใช้เวลาในการดูดซับจิงชี่เลือด เนื้อ ทว่าตอนนี้สำนักตกอยู่ในอันตราย ดูเหมือนว่าจะไม่มี เวลาเหลือมากพอให้แก่เขาอีกแล้ว “เนี่ยเทียน สถานการณ์ของนครสะเก็ดดาวรุนแรง
อย่างมาก” จีหยวนฉวนเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “เจ้าคิดจะทำ อย่างไร?” “นครสะเก็ดดาว!” เนี่ยเทียนพลันฟื้นตื่นจากอาการ ครุ่นคิด “ผู้อาวุโสจี ท่านช่วยส่งข้าไปที่นครสะเก็ด ดาวได้หรือไม่?” “ค่ายกลนำส่งที่เชื่อมโยงนครสะเก็ดดาวกับฝ่ายของ พวกเรา คือว่า…ล้วนถูกตัดขาดไปด้านหนึ่งแล้ว” จี หยวนฉวนรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่มาก “คิดจะไปที่ นครสะเก็ดดาว เจ้าคงต้องถือป้ายดวงดาวแล้วใช้ค่าย กลในดินแดนของเจ้าเดินทางไปที่นั่น” “ถ้าอย่างนั้นท่านส่งข้าไปที่ดินแดนของข้าได้ หรือไม่?” เนี่ยเทียนถามอีก “ย่อมได้” จีหยวนฉวนพยักหน้ารับ จากนั้นก็พูดอีก ว่า “แต่ว่าเจ้าตัดสินใจดีแน่แล้วหรือ? ผู้แข็งแกร่งของ พรรคเงามืด สำนักบุกเบิกฟ้าและสำนักเมฆามรกต
ล้วนไปรวมตัวกันอยู่ที่นครสะเก็ดดาว และ สนามแม่เหล็กประหลาดที่สร้างความพรั่นพรึงให้แก่ แดนเทพเจ้าของเจ้าก็หายไปแล้วด้วย” “ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็จำเป็นต้องไปที่นครสะเก็ดดาว” เนี่ยเทียนกล่าว “ถ้าอย่างนั้นก็ได้” จีหยวนฉวนแสดงว่าเข้าใจ จากนั้น ก็หันไปมองพวกอวี๋ซู่อิง โม่เชียนฝานและอิ่นสิงเทียน “พวกเจ้าล่ะ? จะไปกับเนี่ยเทียน ตัดสินใจที่จะ แตกหักกับพรรคเงามืด สำนักบุกเบิกฟ้าและสำนัก เมฆามรกต หรือว่าอย่างไร?” “เอาตามที่เนี่ยเทียนต้องการ” โม่เชียนฝานเอ่ยขึ้น ก่อน อิ่นสิงเทียนเองก็พยักหน้ารับเบาๆ อวี๋ซู่อิงลังเลอยู่ครู่ก็ถอนหายใจอย่างจนใจ “เรื่อง มาถึงขั้นนี้แล้ว วังพิสุทธิ์เร้นลับของข้าไม่มีทางเลือก
อย่างอื่นอีก พวกเราต่างก็ล่วงเกินพรรคเงามืด สำนัก บุกเบิกฟ้าและสำนักเมฆามรกตครบหมดทุกสำนัก แล้ว ก็คงทำได้แค่เดินไปให้สุดทางเท่านั้น ไม่ว่าจะถูก หรือผิดก็ตาม” “ในเมื่อพวกเจ้าตัดสินใจได้แล้ว ข้าก็จะส่งพวกเจ้าไป จากดินแดนเมฆามรกต ขอให้พวกเจ้าได้รับชัยชนะใน ท้ายที่สุดที่นครสะเก็ดดาว” จีหยวนฉวนกล่าว ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 44 บทที่ 1293 รังแก
นครสะเก็ดดาว เรือรบทางช้างเผือกหลายลำที่เป็นของพรรคเงามืด และสำนักบุกเบิกฟ้าจอดเรียงกันเป็นค่ายกลโอบล้อม ดวงดาวพร่างพราวดวงนั้นเอาไว้ ประหนึ่งฝูงปลาฉลามที่ว่ายวนอยู่ทั่วทะเลดวงดาว หมายจะจับเหยื่อมากินเป็นอาหาร ดินแดนดวงดาวแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากนครสะเก็ดดาว ไประยะหนึ่ง เริ่มมีเรือรบทางช้างเผือกรูปร่างแปลก ประหลาดมารวมตัวกันอย่างเงียบเชียบ แดนว่างเปล่าและแดนเอตทัคคะที่สวมอาภรณ์ไม่ เหมือนกัน ฝึกพลังตบะแตกต่างกันลอยตัวนิ่งๆ มอง ไกลๆ มายังนครสะเก็ดดาว
คนเหล่านั้นล้วนเป็นพวกผู้นำของสำนักที่แข็งแกร่งซึ่ง มาจากดินแดนเผ่ามนุษย์แห่งต่างๆ เหมือนกับพวก จางฉี่หลิง ลี่ว่านฝ่า ผู้แข็งแกร่งของสำนักบางส่วนในฟ้าดินเผ่ามนุษย์ได้ เดินทางไปที่ดินแดนเมฆามรกตเพื่อชมศึกระหว่างเนี่ย เทียนกับซ่งเช่อฉวน เป็นพยานในการฝ่าทะลุสู่แดน เทพเจ้าของจู่กวางเหย้า คนอีกส่วนหนึ่งที่ได้รับข่าวว่าพรรคเงามืด สำนัก บุกเบิกฟ้าและสำนักเมฆามรกตรวมพลังกันโจมตีนคร สะเก็ดดาวก็ตั้งใจเดินทางมาที่นี่ “ผู้อาวุโสหันของสำนักเพิ่งออกมาจากดินแดนเมฆา มรกต บอกว่าเนี่ยเทียนช่วยให้จู่กวางเหย้าสร้างกาย ธรรมแห่งเทพได้สำเร็จแล้ว!” “รองเจ้าสำนักของพวกเราก็ไปที่ดินแดนเมฆามรกต เหมือนกัน ว่ากันว่าแดนว่างเปล่าของเนี่ยเทียนสร้าง
สำเร็จแล้ว” “อีกไม่นานเนี่ยเทียนคงจะมาที่นครสะเก็ดดาวนี่ กระมัง?” “จีหยวนฉวนไปที่นั่นแล้ว หากมีจีหยวนฉวนให้ความ ช่วยเหลือ เนี่ยเทียนคิดจะมาที่นี่ก็คงใช้เวลาไม่นาน นัก” “…” เหล่าแดนเอตทัคคะที่มาจากต่างดินแดนมารวมตัวอยู่ ด้วยกัน แต่ละคนทอดสายตามองไปยังนครสะเก็ด ดาวพลางเอนหัวเข้ามากระซิบกระซาบกันเบาๆ ด้วยตบะแดนเอตทัคคะของพวกเขา ต่อให้มีทาง ช้างเผือกหมื่นลี้กั้นขวางก็ยังคงสามารถสังเกตเห็น การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นในนครสะเก็ด ดาวได้อย่างละเอียด ทั้งยังพอจะมองเห็นพลังอาคม เทพเจ้าที่นายแห่งดวงดาวแต่ละรุ่นปลุกเสกไว้ให้
กระจายตัวอยู่ในวงแสงพลังงานเก้าชั้นล้อมรอบนคร สะเก็ดดาวได้ด้วย “บางทีศึกนี้อาจเป็นการตัดสินว่าในอนาคตเผ่ามนุษย์ เราจะมีสำนักเก่าแก่แห่งใหม่ลุกผงาดขึ้นมาหรือไม่” “หรือการลุกผงาดของพรรคเงามืดถูกกำหนดมาแล้ว ว่าต้องเหยียบย่ำลงบนซากโครงกระดูกของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว?” “ช่วยไม่ได้ ดินแดนขนาดมหึมาที่แท้จริงของเผ่า มนุษย์ก็มีอยู่แค่ไม่กี่แห่งเท่านั้น ดินแดนดวงดาวที่มี ปราณวิญญาณฟ้าดินเข้มข้นที่สุด หรือไม่ก็เป็น สถานที่ที่มีวัตถุดิบวิเศษระดับใต้ดินและระดับเพาะ ฟ้าก่อกำเนิดก็ล้วนอยู่ในมือสี่สำนักเก่าแก่ทั้งสิ้น ต้อง มีสำนักหนึ่งหายไป ถึงจะมีสำนักใหม่เข้ามาแทนที่ ได้” “พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวถูกกำหนดมาแล้วหรือ
ว่าต้องล่มจม?” “ก็ไม่แน่เสมอไป เพราะยังมีเนี่ยเทียนผู้สร้างแดนเทพ เจ้าอยู่อีกทั้งคน! ขอแค่ไอ้หมอนั่นยังอยู่ ข้าว่าต่อให้ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวล่มจมไปชั่วขณะ ก็ย่อม ต้องลุกขึ้นยืนได้อีกครั้งเพราะการเติบโตของเนี่ย เทียน!” …… “เจ้าประมุข!” ซ่างกวานจื๋อ โหยวฉีเหมี่ยว รวมถึงซ่งเช่อฉวนต่างก็ มองไปยังเงามืดเงาหนึ่ง เงามืดนั้นปกคลุมอยู่ในจุดลึกของวงแสงสีเทาเข้ม ยากจะมองเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงได้ ปราณแห่งความดำมืด เยียบเย็นและหนักอึ้งแผ่ กระเพื่อมออกมาจากวงแสงสีเทาเข้มนั้น ไม่ว่าใครที่
อยู่ด้านนอกล้วนมองไม่ออกว่าภายในวงแสงสีเทาเข้ม ซุกซ่อนความลับอะไรอยู่ เจี่ยงหยวนฉือก็คือเจ้าประมุขพรรคเงามืดคนปัจจุบัน จมอยู่ในขอบเขตแดนเทพเจ้าช่วงกลางมานานหลาย ปีแล้ว คนผู้นี้ลึกลับเกินจะหยั่ง คนที่โชคดีเคยเห็นโฉมหน้าที่ แท้จริงของเขามีน้อยยิ่งกว่าน้อย แม้แต่คนระดับสูง บางส่วนในพรรคเงามืดเองก็ยังไม่รู้ว่าหน้าตาที่แท้จริง ของเขาเป็นอย่างไรกันแน่ เล่าลือกันว่าเจี่ยงหยวนฉือคือผู้มากความสามารถที่มี หวังว่าจะกลายมาเป็นแดนเทพเจ้าช่วงท้ายภายใน ระยะเวลาหมื่นปีมากที่สุด กองกำลังแห่งหนึ่งที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นสำนักใหญ่ เก่าแก่ย่อมต้องมีแดนเทพเจ้าช่วงท้ายขั้นสูงสุดนั่ง บัญชาการณ์ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
หอทอดฟ้า ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และสำนักห้าธาตุล้วนเป็น เช่นนี้ นับตั้งแต่ที่พรรคเงามืดก่อตั้งสำนักมาจนถึงวันนี้ เจ้า ประมุขแต่ละรุ่นล้วนมีขอบเขตสูงสุดเป็นแดนเทพเจ้า ช่วงกลางทั้งสิ้น ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่มีใคร หรือเจ้าประมุขรุ่น ไหนสามารถฝ่าพันธนาการนี้ไปได้ ทว่าเจี่ยงหยวนฉือเจ้าประมุขรุ่นนี้ ไม่เพียงแต่คนฝ่าย ในของพรรคเงามืดเท่านั้น แม้แต่ทางฝ่ายของหอทอด ฟ้า ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และสำนักห้าธาตุเองก็ยังรู้สึกว่า เขามีหวังที่จะฝ่าพันธนาการ เลื่อนสู่แดนเทพเจ้าช่วง ท้าย นำพาพรรคเงามืดให้พัฒนาไปอีกระดับได้มาก ที่สุด หากภายในหมื่นปี เจี่ยงหยวนฉือสามารถเลื่อนสู่แดน เทพเจ้าช่วงท้ายได้จริงๆ ถ้าเช่นนั้นต่อให้พระราชวัง
โบราณสะเก็ดดาวจะยังคงยืนหยัดอยู่ได้ พรรคเงามืด ก็อาจจะกลายมาเป็นสำนักเก่าแก่แห่งที่ห้า! ทว่าเจี่ยงหยวนฉือกลับไม่ต้องการที่จะรอต่อไป “เจ้าประมุข!” ซ่งเช่อฉวนแห่งสำนักเมฆามรกตเพ่งมองไปยังวงแสงสี เทาเข้มนั้น สัมผัสได้ถึงปราณแห่งความดำมืดและ เยือกเย็นที่ทำให้เขาไม่เป็นสุขก็เอ่ยขึ้นว่า “อาณาจักร คลื่นมรกตของข้าถูกทำลายลงเพราะเนี่ยเทียนบุตร แห่งดวงดาวคนที่เจ็ด สิ่งมีชีวิตในดินแดนมหาสมุทร ศักดิ์สิทธิ์และดินแดนแอ่งมืดก็ล้วนถูกเนี่ยเทียน ทำลายจนพินาศวอดวาย ข้า…” ซ่งเช่อฉวนอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดจากฝีมือของเนี่ย เทียนในช่วงที่ผ่านมาให้เจี่ยงหยวนฉื่อฟังอย่าง ละเอียดราวกับจะฟ้อง “เนี่ยเทียนเป็นคนไม่ธรรมดาจริงๆ” น้ำเสียงอบอุ่น
อ่อนโยนของเจี่ยงหยวนฉือดังมาจากในเงามืดนั้น “ข้ารู้จากปากของคนมากมายมานานแล้วว่าพลังแฝง ของเด็กคนนี้ไร้ที่สิ้นสุด หาไม่แล้วข้าคงไม่ขอให้ เสวียนกวางอวี่ออกหน้า ให้เจ้ายอมกล้ำกลืนความ โกรธเคืองเพียงเพื่อหวังจะผูกมิตรปรองดองกับเขา หรอก” “ข้าก็ยอมรับปากหมดทุกอย่างแล้วไง!” ซ่งเช่อฉวน คำรามเบาๆ “ข้าเข้าใจถึงความเจ็บแค้นของเจ้า” ทุกประโยคของ เจี่ยงหยวนฉือคล้ายจะมีเวทมนตร์บางอย่างที่ทำให้ คนฟังคล้อยตามแต่โดยดี “ไม่ต้องกังวล รอให้นคร สะเก็ดดาวแตกออกและพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ถูกทำลายลงเมื่อไหร่ สิ่งที่เจ้าเสียไปจะได้คืนกลับมา อีกครั้ง ซ้ำยังจะมากกว่าเดิมด้วย” ซ่างกวานจื๋อที่อยู่ข้างกันหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอ่ยไม่
รีบไม่ร้อนด้วยน้ำเสียงนุ่มเย็น “เจ้าสำนักซ่ง ที่เจ้า เสียดายจริงๆ คงจะมีแค่สำนักเมฆามรกต อาณาจักร คลื่นมรกตบวกกับปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อม กระมัง? ส่วนเรื่องการตายของซ่งไห่ชิงพี่ชายและ ภรรยาในนามของเจ้า เจ้าคงไม่เก็บเอามาใส่ใจสินะ?” ซ่งเช่อฉวนหน้าเปลี่ยนสี “เจ้าหมายความว่า อย่างไร?” ซ่างกวานจื๋อหัวเราะแห้งๆ “ตัวเจ้าเองย่อมเข้าใจดี” คนของพรรคเงามืดมีอยู่ทั่วทุกหนแห่ง ฟ้าดินของเผ่า มนุษย์แทบทั้งหมดล้วนมีเส้นสายของพวกเขาอยู่ ในฐานะที่เป็นรองเจ้าประมุข ซ่างกวานจื๋อรู้มาแต่แรก แล้วว่าความสัมพันธ์ระหว่างซ่งเช่อฉวนกับซ่งไห่ชิงผู้ เป็นพี่ชาย และเฟิงเจี๋ยหลิงผู้เป็นภรรยาไม่ได้ ปรองดองอย่างที่แสดงออกภายนอก “พอได้แล้ว” เจี่ยงหยวนฉือกระแอมเบาๆ ขัดจังหวะ
การถกเถียงของพวกเขา ก่อนที่เงามืดสีเทาเข้มสนิทผืนหนึ่งจะแผ่ออกมาจาก จุดศูนย์กลางแดนเทพเจ้าเงามืดของเขา “อู้!” กายธรรมแห่งเทพที่เจี่ยงหยวนฉวนร่ายออกมาพลัน เกิดการเปลี่ยนแปลง กลายมาเป็นค้างคาวยักษ์ตัว หนึ่งที่มีปีกสีน้ำตาลอมเทา ซึ่งปีกของมันใหญ่โตราว กับจะปิดทับท้องฟ้าไว้จนมิด ค้างคาวกางปีกสยายครอบคลุมดินแดนสะเก็ดดาวไว้ ภายใน ก่อนที่น้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนของเจี่ยงหยวน ฉือจะดังออกมาจากในค้างคาวตัวนั้น “พี่ฉู่ ข้ารู้ว่าเจ้ากลับมาแล้ว จะออกมาพบกันหน่อย ได้หรือไม่?” น้ำเสียงดังกังวานของเทพเจ้าดังทะลวง “ดวงดารา เก้าชั้นฟ้า” แทรกซอนมายังส่วนในของนครสะเก็ด
ดาว ทำให้ทุกคนของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวได้ ยินกันอย่างชัดเจน ตำหนักใหญ่ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว บน แท่นหินกว้างใหญ่ที่อยู่สูงสุดของตำหนัก ผู้แข็งแกร่ง อย่างพวกฉู่รุ่ย เว่ยไหล เหยียนจั้น โต้วเทียนเฉิน ฟาง หยวน วังเหม่ยเจีย ซือคงฉั่วล้วนมีท่าทางเครียดขรึม ได้ยินเสียงของเจี่ยงหยวนฉือ ฉู่รุ่ยที่ขมวดคิ้วก็ตอบรับ ว่า “ได้!” กล่าวจบฉู่รุ่ยก็หันไปมองคนอื่นๆ พลางกล่าวว่า “ข้า จะออกไปคุยกับเขาสักหน่อย พวกเจ้าจงรอต่อไปใน นครสะเก็ดดาว ใครก็ห้ามออกไป มีดวงดาราเก้าชั้น ฟ้าคอยคุ้มครอง เว้ยเสียแต่ว่าเป็นแดนเทพเจ้าช่วง ท้าย หรือไม่ก็มีพลังที่น่าหวาดกลัวในระดับเดียวกัน หาไม่แล้วก็ไม่มีทางเข้ามาได้ แต่หากออกไป ไม่ได้รับ การปกป้องจากค่ายกล ก็ย่อมต้องเผชิญหน้ากับกอง
กำลังของพรรคเงามืด สำนักบุกเบิกฟ้าและสำนัก เมฆามรกต” “พวกเรารู้ดีว่าควรต้องทำอย่างไร” เว่ยไหลกล่าว เรือนกายใหญ่โตของฉู่รุ่ยพลันสั่นสะท้าน เตรียมจะ เรียกกายธรรมแห่งเทพออกมา แต่โต้วเทียนเฉินกลับตะโกนขึ้นมาว่า “ระวังจะเป็น กับดัก!” “เป็นกับดักแล้วอย่างไร?” ฉู่รุ่ยยิ้มเจื่อน “ที่นี่คือนคร สะเก็ดดาว ข้าคือรองเจ้าตำหนัก! คนอื่นบุกมาตีถึง หน้าประตูบ้าน หากข้าไม่กล้าแม้แต่จะออกไป นั่นก็ ไม่เท่ากับทำให้สำนักขายหน้าหรอกหรือ?” “แต่ว่าท่านบาดเจ็บสาหัสอยู่นะ!” วังเหม่ยเจียกล่าว ด้วยน้ำเสียงร้อนใจ “ต่อให้บาดเจ็บสาหัส ข้าก็คือรองเจ้าตำหนัก แล้วก็มี ตบะแดนเทพเจ้าช่วงกลางเท่าเทียมกับเจี่ยงหยวน
ฉือ” ฉู่รุ่ยสูดลมหายใจหนึ่งครั้ง “ไม่ว่าจะอย่างไร ใน เมื่อข้าอยู่ในตำแหน่งนี้ก็ควรจะทำในเรื่องที่ข้าสมควร ทำ” กล่าวจบเขาก็ร่ายกายธรรมแห่งเทพออกมา แล้วจึง กลายร่างเป็นแสงดาวเส้นหนึ่งที่บินทะยานขึ้นสู่ ฟากฟ้าออกไปจากนครสะเก็ดดาว “สวบ!” ดาวตกลอดผ่านดวงดาราเก้าชั้นฟ้าไปได้อย่าง ง่ายดาย เมื่อมาโผล่อยู่กลางทะเลดวงดาวนอกนคร สะเก็ดดาวก็กลายร่างมาเป็นฉู่รุ่ยอีกครั้ง “ไม่เจอกันนานเลยนะ” เจี่ยงหยวนฉือเผชิญหน้ากับกายธรรมแห่งเทพของฉู่ รุ่ยด้วยท่าทางเคร่งเครียด และใช้พลังอำนาจที่มาก ไพศาล ใช้น้ำเสียงที่ดังกังวานราวระฆังยักษ์ตะโกน ออกมาด้วยเสียงอันดัง “ข้าเจี่ยงหยวนฉือเดินทางมา
ไกลในวันนี้ เพราะต้องการท้ารบกับรองเจ้าตำหนักฉู่ รุ่ยแห่งพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว!” “ท้ารบ?” พวกแดนเอตทัคคะแต่ละคนที่อยู่ห่างไปไกลนับพัน นับหมื่นลี้พากันร้องอุทานฮือฮา “เจี่ยงหยวนฉือ! นี่เขาใช้ตัวตนของผู้ท้าทายมาท้ารบ กับฉู่รุ่ยงั้นรึ?” “ไม่จริงกระมัง? เท่าที่ข้ารู้มา ช่วงเวลาที่เขาเลื่อนสู่ แดนเทพเจ้าช่วงกลางเร็วกว่าฉู่รุ่ยเกือบหมื่นปีแล้ว! เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าคุณสมบัติและตำแหน่งของเขาใน เผ่ามนุษย์เหนือกว่าฉู่รุ่ยไปตั้งไกลโข!” “แม้ว่าคนทั้งสองจะไม่ได้ต่อสู้กัน แต่ในสายตาของ บุคคลชั้นสูงในหอทอดฟ้า ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และสำนัก ห้าธาตุ เขาก็ถือเป็นบุคคลอันดับหนึ่งในใต้หล้านี้!” “นี่มันรังแกกันชัดๆ!”
———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 44 บทที่ 1294 บุคคลอันดับหนึ่งรองจากผู้สูงสุด!
ผู้คนพูดคุยกันเสียงดังเซ็งแซ่ ก่อนหน้านี้เมื่อนานมาแล้ว หากจะถามว่าใครที่มีหวัง จะฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าช่วงท้ายขั้นสูงสุดและมีฝีมือ ทัดเทียมได้เท่าบุคคลอย่างจี้ชาง ชวีอี้ ฉู่หยวนมาก ที่สุด ทุกคนต่างก็เอ่ยถึงชื่อของคนคนเดียวกัน —เจี่ยงหยวนฉือ! ในสายตาของบุคคลผู้เป็นดั่งสุดยอดผู้บงการในทาง ช้างเผือกของเผ่ามนุษย์ เจี่ยงหยวนฉือก็คือคนที่มี ความหวังจะเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าช่วงท้ายมากที่สุด! หลายคนต่างก็คิดว่าเจี่ยงหยวนฉือคือบุคคลอันดับ หนึ่งที่เป็นรองแค่แดนเทพเจ้าช่วงท้ายเท่านั้น!
จนกระทั่งโม่เหิงเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าช่วงท้าย เอาชนะ ซื่อเซวี่ยต้าจุนและต่อสู้กับหยวนหมอต้าจุนของเผ่า ภูตผีปีศาจได้โดยไม่ตาย ถึงได้มีคนนำโม่เหิงมา เปรียบเทียบกับเจี่ยงหยวนฉือ ทว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังรู้สึกว่าเจี่ยงหยวนฉือเหนือกว่า โม่เหิงอยู่ระดับหนึ่ง เจี่ยงหยวนฉือผู้ได้สมญานามว่าบุคคลอันดับหนึ่งรอง จากผู้สูงสุด ตอนนี้อยู่ริมขอบของดินแดนสะเก็ดดาว ร้องโหวกเหวกว่าจะท้ารบกับฉู่หยวนอย่างนั้นหรือ? “ทั้งๆ ที่เจี่ยงหยวนฉือเองก็รู้ดีว่ารองเจ้าตำหนักถูกปิง กู่ต้าจุนกำราบในดินแดนหุบน้ำแข็งมานาน ซ้ำเมื่อไม่ นานมานี้รองเจ้าตำหนักยังถูกซื่อเซวี่ยต้าจุนโจมตีจน ได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้นไปอีก!” ในตำหนักของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว วังเหม่ยเจียกล่าวอย่าง เจ็บแค้น แทบจะแล่นถลาออกไปประณามความ
ไร้ยางอายของเจี่ยงหยวนฉือ พวกเว่ยไหล เหยียนจั้นที่ได้ยินคำพูดของเจี่ยงหยวน ฉือก็ถึงกับพูดไม่ออก “หลังจากที่รองเจ้าตำหนักหลัวหายตัวไป รองเจ้า ตำหนักฉู่รุ่ยก็กลายมาเป็นเสาหลักหนึ่งเดียวของ สำนัก” โต้วเทียนเฉินถอนหายใจ “เดิมทีนึกว่าเจี่ยง หยวนฉือผู้นั้นจะโจมตีค่ายกลดวงดาราเก้าชั้นฟ้า ข้า เชื่อว่าต่อให้เป็นเขาและมีอาวุธเทพไม่ดับสลายอยู่ใน มือก็อย่าหวังว่าจะทำลายเขตปราการของดวงดารา เก้าชั้นฟ้าได้ในเวลาสั้นๆ” “เมื่อถึงเวลานั้น เขาน่าจะหมดพลังไปมากแล้ว และ เมื่อถึงเวลานั้น บางทีเนี่ยเทียนกับผู้อาวุโสจู่กวาง เหย้าก็น่าจะมาถึงแล้ว” “ใครจะไปคาดคิดว่า พอเจี่ยงหยวนฉือมาถึงแล้วจะ ท้ารบกับรองเจ้าตำหนักฉู่แบบนี้?”
ฟางหยวนเองก็กล่าวว่า “นี่คือการวางแผนที่ผิดพลาด ของพวกเรา แล้วก็เป็นความไร้ยางอายของเจี่ยง หยวนฉือด้วย!” ต่อให้ฉู่รุ่ยไม่ได้รับบาดเจ็บ แม้จะอยู่ในสภาวะที่ แข็งแกร่งที่สุดก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจี่ยงหยวนฉืออยู่ดี แล้วนับประสาอะไรกับตอนนี้? ริมขอบของดินแดนสะเก็ดดาว ฉู่รุ่ยที่ร่ายกายธรรม แห่งเทพออกมา สีหน้าเต็มไปด้วยความตะลึงพรึง เพริด เขาทอดสายตามองไปยังเงามืดกลางวงแสงสี เทาเข้มที่ค่อยๆ ปรากฏชัดเจนขึ้น “เจี่ยงหยวนฉือ ผู้ อาวุโสเจี่ยง! เจ้า…จะท้ารบข้า?” ฉู่รุ่ยรู้สึกขบขนอย่างมาก “เจ้าและข้าล้วนเป็นแดนเทพเจ้าช่วงกลางเหมือนกัน และเจ้า ก็ยังเป็นถึงรองเจ้าตำหนักของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว” เจี่ยงหยวนฉือพูดจ้อไม่หยุด “ไม่
ว่าจะเป็นขอบเขตหรือว่าตำแหน่งฐานะ เจ้าก็คู่ควรที่ จะต่อสู้กับข้า ทำไม? เจ้าอ้วนฉู่ ข้าอุตส่าห์มาเยือนถึง ที่ ท้ารบก็ท้าไปแล้ว ไม่ใช่ว่าเจ้าจะไม่กล้ารับคำท้า หรอกกระมัง?” “เจ้าไม่ต้องกังวล ศึกระหว่างเจ้ากับข้าไม่จำเป็นต้องมี ใครตาย แค่ให้รู้ว่าใครแพ้ใครชนะก็พอแล้ว” ซ่างกวานจื๋อหัวเราะเสียงหน้าสะพรึงกลัว “แน่นอน ว่า หากรองเจ้าตำหนักฉู่สามารถเอาชนะได้ พรรคเงา มืดของพวกเราก็จะเกลี้ยกล่อมให้สำนักบุกเบิกฟ้า และสำนักเมฆามรกตหันหัวย้อนกลับทันที ทั้งยัง รับประกันด้วยว่าภายในหนึ่งหมื่นปีจะไม่ย่างกรายมา ข้องเกี่ยวกับดินแดนสะเก็ดดาว หรือมีใจคิดไม่ซื่อกับ พวกเจ้าอีก” โหยวฉีเหมี่ยวหัวเราะหยัน “ฉู่รุ่ย! ไอ้ท่าทางอวดดี ของเจ้าตอนที่อยู่ดินแดนพงฟ้า หายไปไหนหมดแล้ว
ล่ะ?!” “ฉู่รุ่ย! เจ้าจะไม่กล้าจริงๆ งั้นรึ?” ต้วนหงเหวินตวาด แดนเทพเจ้าแต่ละคน บ้างก็เอ่ยกระตุ้น บ้างก็เอ่ย เสียดสี หมายจะบีบให้ฉู่รุ่ยรับคำท้า ฉู่รุ่ยคือที่พึ่งสุดท้ายของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว หากเขาพ่ายแพ้หรือเป็นฝ่ายที่ได้รับบาดเจ็บจนไร้ เรี่ยวแรงให้ทัดทาน แผนการที่พวกเขาจะลงมือต่อ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวหลังจากนี้ย่อมต้อง ราบรื่นมากขึ้น “หากข้าแพ้ล่ะ?” ฉู่รุ่ยยิ้มเฝื่อน “แพ้ก็แพ้สิ พวกเราไม่คิดจะเรียกร้องอะไรกับพวกเจ้า อยู่แล้ว” เจี่ยงหยวนฉือเองก็หัวเราะเบาๆ “การต่อสู้ ระหว่างเจ้ากับข้า นับเป็นการศึกษาแลกเปลี่ยนฝีมือ ของกันและกัน” ฉู่รุ่ยสีหน้าหนักอึ้ง เงียบงันไปนานถึงพยักหน้ารับ
“ตกลง! ข้ารับปากเจ้า!” “ช้าก่อน!” ทันใดนั้นเสียงคำรามของซือคงฉั่วก็ดังออกมาจากใน ดินแดนสะเก็ดดาว วินาทีถัดมาเขาก็ขับเคลื่อนดาวตกสวรรค์มวลดาว อาวุธเทพไม่ดับสลาย พลางปลดปล่อยแดนเอตทัคคะ ที่เพิ่งก่อตัวออกมา จึงเหมือนเมฆแสงดาวพร่างพราว ที่บินออกมาจากในดินแดนสะเก็ดดาว ดาวตกสวรรค์มวลดาวที่อยู่ในแดนเอตทัคคะของเขา กลายมาเป็นดาวตกหลายดวงที่ลึกลับเกินจะหยั่ง ดาวตกทุกดวงที่บินออกมาเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังซึ่ง ราวกับสามารถทำร้ายให้แดนเอตทัคคะที่มีขอบเขต เท่ากันบาดเจ็บสาหัสได้ แดนเอตทัคคะดวงดาวของเขาคล้ายกลายมาเป็น ทะเลดวงดาวที่หดเล็กผืนหนึ่งซึ่งมีดวงดาวดารดาษ
เจิดจ้า หลังจากกระแสจิตวิญญาณแต่ละกลุ่มของเขา ผสานรวมเข้ากับจิตวิญญาณแห่งดวงดาวก็เหมือนจะ กลายมาเป็นหินดวงดาวที่เป็นดั่งเพชรก้อนหนึ่ง ดวงดาวแต่ละดวงคือการก่อตัวจากแก่นของดวงดาว อานุภาพเลิศล้ำน่าครั่นคร้าม “ข้าซือคงฉั่วขอท้ารบกับพรรคเงามืด สำนักเมฆา มรกตและสำนักบุกเบิกฟ้าของพวกเจ้า!” พอบิน ออกมา เขาก็ตวาดกร้าว “ไม่ว่าแดนเอตทัคคะคนใดก็ ตามของพวกเจ้าสามฝ่าย ขอแค่เอาชนะข้าได้ ก็เอา ดินแดนดวงดาวในนามของข้าไปให้หมดเลย!” เขาใช้ดินแดนดวงดาวในนามของตัวเองเป็นเดิมพัน! “บุตรแห่งดวงดาวคนที่หก ซือคงฉั่ว!” “ไม่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับคนผู้นี้มานานแล้ว นึกไม่ถึงว่า เขาจะเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะแล้ว!” “ขอบเขตคือแดนเอตทัคคะ ชุบหลอมดาวตกสวรรค์
มวลดาวได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ซ้ำเขายังเป็นบุตร แห่งดวงดาวอีกต่างหาก ก็น่าจะมีความสามารถใน การต่อสู้ข้ามระดับ ตามความเห็นข้า แดนเอตทัคคะ ทั่วไปของพรรคเงามืด สำนักเมฆามรกตและสำนัก บุกเบิกฟ้า ต่อให้จะเป็นช่วงท้ายก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะ เป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้!” “ไม่เสียแรงที่เป็นพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว รากฐานของสำนักยังอยู่ ซือคงฉั่วผู้นี้ไม่อาจดูถูกได้ เลยจริงๆ!” “น่าเสียดายที่เขาเกิดมาอยู่ในยุคสมัยเดียวกับเนี่ย เทียน รัศมีของเนี่ยเทียนเจิดจ้ามากเกินไป! ดาว หายนะ ผู้สร้างแดนเทพเจ้า เริ่มจากดินแดน มหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ มาจนถึงดินแดนแอ่งมืด เนี่ย เทียนสังหารแดนเอตทัคคะไปมากน้อยเท่าไหร่แล้ว? ขนาดซ่งเช่อฉวนยังถูกเขาโจมตีจนบาดเจ็บ แม้แต่
อาณาจักรคลื่นมรกตก็ยังระเบิดพังทลายไปแล้ว” “จริงด้วย เมื่อเทียบกับเนี่ยเทียน ซือคงฉั่วที่อยู่เบื้อง หน้าผู้นี้ก็เป็นรองอยู่หลายขุมนัก” “คนละระดับกันเลยล่ะ เนี่ยเทียนผู้นั้นช่วยให้โม่เชียน ฝานเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้ก่อน จากนั้นก็ตามมาด้วย จู่กวางเหย้า ข้างกายยังมีทั้งอวี๋ซู่อิง โม่เชียนฝานและ ผู้เฒ่าประหลาดอิ่นที่ให้การสนับสนุน แดนเอตทัคคะ ช่วงท้ายหลายคนล้วนประจบเอาใจเขา ซือคงฉั่วจะ มาเปรียบเทียบกับเขาได้อย่างไร?” พวกคนที่เดินทางมาจากทิศไกลวิจารณ์กันอย่างเผ็ด ร้อน โดยที่ไม่สนใจความรู้สึกของซือคงฉั่วแม้แต่น้อย ซือคงฉั่วที่ทะยานออกมาจากดินแดนสะเก็ดดาวด้วย ความฮึกเหิม คิดว่าในที่สุดตนก็จะได้สำแดงความ ภาคภูมิใจออกมา พอได้ยินเสียงจอแจจากคน เหล่านั้นก็ไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที
“ซือคงฉั่ว…” โหยวฉีเหมี่ยวแห่งสำนักบุกเบิกฟ้าหรี่ตามองประเมิน อยู่ไม่กี่ทีก็แค่นเสียงเย็น กล่าวอย่างหงุดหงิดว่า “เจ้า ไม่มีคุณสมบัติมากพอ ดาวตกสวรรค์มวลดาวที่เป็น อาวุธเทพไม่ดับสลายของเจ้าก็เป็นเนี่ยเทียนที่เอาชนะ เผ่าภูตผีปีศาจมาได้ คนที่ช่วงชิงอาวุธของคนอื่นมาชุบ หลอมถึงได้เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะอย่างเจ้า ไม่นับว่ามี ความสามารถมากพอในสายตาของพวกเรา” “เจ้าไม่ใช่เนี่ยเทียน ไม่ใช่นายแห่งดวงดาวในอนาคต คุณสมบัติของเจ้าไม่มากพอจริงๆ นั่นแหละ” ซ่าง กวานจื๋อเองก็เอ่ยขึ้น สีหน้าของซือคงฉั่วแข็งกระด้าง “โจรคนหนึ่งที่ช่วงชิงผลสำเร็จของคนอื่น ยังมีหน้ามา ท้าทายพวกเราสามสำนักอีกอย่างนั้นหรือ? น่าขันนัก น่าขันจริงๆ!” ต้วนหงเหวินหัวเราะร่า
“บอกตามตรง เจ้าห่างชั้นจากเนี่ยเทียนไปไกลนัก” ซ่งเช่อฉวนเองก็เอ่ยเสริม แดนเทพเจ้าของสามฝ่ายใช้คำพูดบาดใจเยาะหยัน กดกำราบความมั่นใจของซือคงฉั่วจนเขารู้สึกไร้ เรี่ยวแรง ไม่อาจโต้กลับได้แม้แต่คำเดียว เพราะว่าสิ่งที่คนเหล่านั้นพูดล้วนเป็นเรื่องจริง เขาสามารถฝ่าสู่แดนเอตทัคคะได้ในเวลาสั้นๆ เช่นนี้ก็ เพราะอาศัยดาวตกสวรรค์มวลดาวที่เป็นอาวุธเทพไม่ ดับสลายจริงๆ และดาวตกสวรรค์มวลดาวนั้นก็คือของเชลยศึกที่เนี่ย เทียนได้มาจากการเอาชนะเอ้าเฟยลี่หย่าแห่งเผ่าภูตผี ปีศาจในมหาสมุทรดาวมอดดับ! “ข้า ข้า…” ซือคงฉั่วพูดไม่ออก อยากจะพูดอธิบายแต่ก็จนปัญญา
“ไสหัวกลับไปซะ” โหยวฉีเหมี่ยวโบกชายแขนเสื้อหนึ่งครั้ง กระจกฟ้า ผสานหยินหยางก็บินออกมา กระแสอากาศสองขุมที่ ต่างขั้วกันอย่างสิ้นเชิงเป็นเหมือนปลาหยินหยางที่ กลายร่างเป็นกลุ่มอาการขุ่นมัวซึ่งม้วนตลบเข้าหา แดนเอตทัคคะของซือคงฉั่ว ดวงดาวดารดาษในแดนเอตทัคคะของเขาเหมือน ไข่มุกที่ถูกฝุ่นเกาะ ไม่ส่องแสงสว่างแจ่มใสอีกต่อไป ขนาดดาวตกสวรรค์มวลดาวอาวุธเทพไม่ดับสลายยัง กลายร่างเป็นดาวตกหลายดวงที่คล้ายจมเข้าสู่บึง โคลนจึงยากจะบินทะยานได้อย่างราบรื่นอีก “อู้!” ทันใดนั้นแดนเอตทัคคะของซือคงฉั่ว รวมไปถึงดาว ตกสวรรค์มวลดาวต่างก็ถูกกระแสอากาศขุ่นมัวสะบัด กลับเข้าไปในดินแดนสะเก็ดดาว
เขตปราการของดวงดาราเก้าชั้นฟ้าไม่ได้ขัดขวาง ซือคงฉั่วผู้เป็นบุตรแห่งดวงดาว ปล่อยให้เขาที่เป็น เหมือนดาวตกหล่นวูบลงมาจากท้องฟ้า ทว่ากระแสอากาศขุ่นมัวที่เกิดจากกระจกฟ้าผสานห ยินหยางของโหยวฉีเหมี่ยวกลับถูกสกัดกั้นไว้ยังชั้นที่ หนึ่ง พลังประหลาดหลายเส้นที่ปะปนไปด้วยวิถียิ่งใหญ่ แห่งดวงดาวซึ่งนายแห่งดวงดาวแต่ละรุ่นปลุกเสก เอาไว้ยังฉวยโอกาสโจมตีโหยวฉีเหมี่ยวกลับคืนไป ทำ ให้โหยวฉีเหมี่ยวหน้าเครียดขรึม ถูกบีบให้ต้องใช้ คาถาผสานฟ้า ใช้พลังของอาวุธเทพมาชำระล้างและ ชุบหลอมครั้งแล้วครั้งเล่า “ดวงดาราเก้าชั้นฟ้าลึกลับเกินจะหยั่ง ร้ายกาจสมคำ ล่ำลือจริงๆ” เขาถอนหายใจอยู่ในใจ “หา! ซือคงฉั่วถูกมองเมินไปทั้งอย่างนี้น่ะหรือ? แค่
โหยวฉีเหมี่ยวสะบัดปลายแขนเสื้อก็กระเด็นกลับไป ยังดินแดนสะเก็ดดาวเลยน่ะหรือ?” “ถ้าไม่ใช่อย่างนั้นแล้วจะเป็นอย่างไหนล่ะ? กระจก ฟ้าผสานหยินหยางของโหยวฉีเหมี่ยวระดับสูงกว่า ดาวตกสวรรค์มวลดาวของเขาขั้นหนึ่ง ซ้ำโหยวฉี เหมี่ยวยังเป็นแดนเทพเจ้าช่วงกลาง ซื่อคงฉั่วจะเอา อะไรไปเทียบกับเขา ไปต่อสู้กับเขาได้?” “บางทีในสายตาของโหยวฉีเหมี่ยว ในบรรดาบุตร แห่งดวงดาวทุกคน คงมีแค่เนี่ยเทียนเท่านั้นที่มี คุณสมบัติจะพูดคุยกับเขากระมัง?” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 44 บทที่ 1295 หน้าของเนี่ยเทียน!
อาณาจักรเลี่ยคง เนื่องด้วยความช่วยเหลือจากจีหยวนฉวน เนี่ยเทียนที่ นำพาพวกอวี๋ซู่อิงมาด้วยกันจึงเดินทางออกจาก ดินแดนเมฆามรกต ระหว่างทางก็ใช้ค่ายกลนำส่งของ ลัทธิจิตตวิสุทธิ์เปลี่ยนสถานี จนมาถึงที่แห่งนี้ได้สำเร็จ “ผู้อาวุโสจี ทางฝ่ายของผู้อาวุโสจู่กวางเหย้าล่ะ?” ยืนอยู่เบื้องหน้าตำหนักใหญ่โตโอ่อ่าแห่งนั้น เนี่ย เทียนขมวดคิ้วกล่าวว่า “การฝ่าทะลุแดนเทพเจ้าของ เขาคงไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นอีกใช่ไหม?” “กายธรรมแห่งเทพของจู่กวางเหย้าก่อตัวได้สำเร็จ แล้ว ตอนนี้สิ่งที่เขาทำมีเพียงรวบรวมไฟที่แท้จริงของ ดวงอาทิตย์มาสร้างความมั่นคงให้กับขอบเขต
เท่านั้น” จีหยวนฉวนกล่าวปลอบใจ “ทางฝ่ายของ เขา เจ้าไม่จำเป็นต้องเป็นกังวล” “ถ้าอย่างนั้นก็ดี” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะ หันไปพูดกับต่งลี่ว่า “เจ้าไปที่อาณาจักรวอหลิว แล้ว นำตัวทุกคนของดินแดนดาวตก ดินแดนพงฟ้าและ ดินแดนปราการดวงดาวที่เป็นแดนเอตทัคคะมาพบ ข้า” “ได้” ต่งลี่ผงกศีรษะรับแล้วจึงจากไปตามคำสั่ง “สวบ!” ทันใดนั้นรอยแยกห้วงมิติสว่างไสวเส้นหนึ่งก็โผล่ขึ้น กลางอากาศเบื้องหน้าตำหนักใหญ่ จ้าวซานหลิงเดินออกมาหนึ่งก้าว “แดนเอตทัคคะ!” จีหยวนฉวนแห่งลัทธิจิตตวิสุทธิ์มองแค่ปราดเดียว
สีหน้าก็เปลี่ยนมาเป็นตกตะลึง ก่อนจะถอนหายใจ กล่าวว่า “เจ้าเป็นคนมีพรสวรรค์มากจริงๆ นับดูเวลา ที่เจ้าเดินออกจากดินแดนดาวตก เหยียบย่างลงบน ธารดวงดาวกว้างใหญ่ที่แท้จริง ถือว่าเป็นเวลาที่สั้น มาก คาดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะได้ ในเวลาสั้นๆ เช่นนี้” จ้าวซานหลิงที่เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะไม่ได้ร่ายดินแดน ของตัวเองออกมา ทว่าเขาที่ยืนอยู่ตรงนั้นกลับทำให้ เนี่ยเทียนรู้สึกว่าห้วงมิติเกิดภาพลวงตา “ยินดีด้วย” จ้าวซานหลิงเพ่งสายตามองเนี่ยเทียนอยู่พักหนึ่งก็ กล่าวว่า “เรื่องที่เกิดขึ้นในดินแดนมหาสมุทร ศักดิ์สิทธิ์ ดินแดนแอ่งมืดและดินแดนเมฆามรกต ข้า เองก็ได้ยินมาแล้ว การฝ่าทะลุสู่แดนว่างเปล่าของเจ้า สร้างความครึกโครมไปทั่วดินแดนดวงดาวของเผ่า
มนุษย์ แดนว่างเปล่าและแดนเอตทัคคะจำนวนนับไม่ ถ้วนต่างก็ถูกเจ้าดึงดูดให้ไปรวมตัวกันที่ดินแดนเมฆา มรกต” เนี่ยเทียนยิ้มกว้าง “เจ้าเองก็ไม่เลวเหมือนกันที่ฝ่าสู่ แดนเอตทัคคะได้อย่างราบรื่นแล้ว” “แดนเอตทัคคะของข้ายังนับว่าช้าไปก้าวหนึ่ง” จ้าว ซานหลิงรู้สึกเสียดายเล็กน้อย “อูจี้อาจารย์ของเจ้า ต่างหากถึงจะเป็นแดนเอตทัคคะคนแรกของดินแดน ดาวตก เฮ้อ เดิมทีข้านึกว่าตัวเองเป็นคนที่เร็วที่สุด แล้ว แต่ก็ยังช้ากว่าเขาไปก้าวใหญ่ ก็ไม่รู้ว่าอูจี้ที่อยู่ใน สนามรบสุ้ยเมี่ยเวลานี้จะมีขอบเขตสูงขึ้นไปถึงระดับ ไหนแล้ว” มีบุคคลน้อยมากที่เขาจะเคารพเลื่อมใสจากใจจริง โดยเฉพาะคนที่อยู่ในดินแดนดาวตก อูจี้ที่ศึกษาพลังแห่งเวลา ช่วงก่อนหน้านี้เนื่องจาก
ได้รับขีดจำกัดด้านอายุขัย การเลื่อนขอบเขตจึงชะลอ ช้าลง ทว่านับตั้งแต่ที่เขาเข้าไปในสนามรบสุ้ยเมี่ย และหาแม่น้ำแห่งกาลเวลาเจอ อูจี้ก็ฝ่าทะลุขอบเขต ติดต่อกันอย่างที่ไม่มีอะไรมาหยุดยั้งได้ ตอนนี้ข่าวคราวของอูจี้เงียบหายไปนานมากแล้ว แต่ เขากลับเชื่อว่าตบะและศักยภาพของอูจี้ต้องมีการ พัฒนาอย่างต่อเนื่องแน่นอน “อูจี้!” ดวงตาของจีหยวนฉวนพลันเป็นประกายคล้าย นึกถึงอะไรขึ้นมาได้จึงหันมาพูดกับเนี่ยเทียนว่า “บาง ทีอาจารย์ของเจ้าอาจช่วยพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวได้ เขาสามารถมองอนาคตได้ปราดหนึ่ง เจ้าลอง ให้เขามองดูอนาคตของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ดูสิว่าจะยัง…” ตอนที่ชวีอี้กลับมาจากสนามรบสุ้ยเมี่ย เคยพูด ประเมินอูจี้ไว้สูงยิ่ง บอกว่าอูจี้คือปรมาจารย์ผู้มาก
ความสามารถ ความแข็งแกร่งของเขาในอนาคตไม่มี ใครที่จะประเมินได้ แล้วก็ด้วยเหตุนี้ ชวีอี้ถึงให้ความสำคัญกับอูจี้ ให้ ความสำคัญกับอาจารย์ของเนี่ยเทียนอย่างมาก หากไม่เป็นเพราะตอนนี้เขาไม่อยู่ในลัทธิ เป็นเหตุให้ เสวียนกวางอวี่รับมือดูแลเรื่องในลัทธิแทน บางที พรรคเงามืด สำนักบุกเบิกฟ้าและสำนักเมฆามรกตก็ คงไม่อาจหาญลงมือสร้างความวุ่นวายครั้งใหญ่นี้ ขึ้นมา “ข้าไม่คิดจะไปขอความช่วยเหลือจากท่านอาจารย์ หรอก” เนี่ยเทียนส่ายหน้า “ข้าจะไปที่ดินแดนสะเก็ดดาวพร้อมกับเจ้า” จ้าว ซานหลิงกล่าว เนี่ยเทียนตะลึงงัน “เรื่องของสำนักข้า อันที่จริงไม่ เกี่ยวข้องอะไรกับเจ้า เจ้า…”
“เพิ่งจะฝ่าทะลุขอบเขต อยู่ว่างๆ ก็เบื่อ” จ้าวซานห ลิงยิ้มกว้าง “ตอนที่เกิดความวุ่นวายในดินแดนพงฟ้า ข้ายุ่งวุ่นวายอยู่กับการเลื่อนขอบเขต ไม่ได้ไปให้ความ ช่วยเหลือ สงครามในดินแดนสะเก็ดดาวถูกกำหนด มาแล้วว่าต้องได้รับการบันทึกลงหน้าประวัติศาสตร์ และบางทีข้าจ้าวซานหลิงก็อาจมีส่วนร่วมด้วย” “แดนเอตทัคคะ ครอบครองเจดีย์ซวีหลิง ฝึกวิชาที่ แม้แต่ข้าก็ยังรู้สึกประหลาดใจ…” จีหยวนฉวนใคร่ครวญอยู่ในใจ แล้วเขาก็ค้นพบว่าจ้าว ซานหลิงที่มีตบะเป็นแค่แดนเอตทัคคะช่วงต้นกลับ มอบความรู้สึกที่ไม่อาจมองได้ทะลุปรุโปร่งแก่เขา “ดินแดนดาวตกเป็นสถานที่มหัศจรรย์จริงๆ เนี่ย เทียน เผยฉีฉี ต่งลี่ อูจี้และจ้าวซานหลิง บุคคลเหล่านี้ ล้วนเป็นบุคคลที่ถูกกำหนดมาแล้วว่าต้องมีชื่อเสียง เลื่องลือไปทั่วดินแดนดวงดาว ทว่าพวกเขาเหล่านี้
กลับเกิดจากดินแดนดาวตกเล็กๆ แห่งหนึ่ง” หลายวันต่อมา ภายใต้การเรียกรวมของต่งลี่ พวกแดนเอตทัคคะแต่ ละคนที่พึ่งพาเนี่ยเทียนอย่างฉวนจื่อซวน ฉวีหมิงเต๋อ จงหลีเจียน ฯลฯ ก็พากันเดินทางมาจากอาณาจักรวอ หลิว เนี่ยเทียนอาศัยค่ายกลนำส่งของอาณาจักรเลี่ยคง ใช้ ป้ายดวงดาวที่ถืออยู่ในมือเปิดใช้ค่ายกล แดนเอตทัคคะแต่ละคนถูกนำส่งผ่านค่ายกลของ อาณาจักรเลี่ยคงมุ่งหน้าตรงไปยังนครสะเก็ดดาว “อู้!” เมื่อมาถึงดินแดนสะเก็ดดาว เนี่ยเทียนก็เรียกเรือ ดาราออกมาบินทะยานไปกลางอากาศ เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า
“ปังๆๆ!” บนท้องฟ้าของดินแดนสะเก็ดดาวเต็มไปด้วยแสงดาว พร่างพราว ดวงดาวดารดาษหลายล้านดวงคล้ายถูก จุดไฟให้ระเบิดปะทุแจ่มจ้า เรือนกายใหญ่โตมโหฬารเรือนกายหนึ่งคล้าย อุกกาบาตที่ลอดทะลวงเขตปราการหลายชั้นร่วงลง มายังพื้นดิน “ฉู่รุ่ย!” ตอนที่ร่างนั้นร่วงลงมา เรือนกายนี้ก็มีแสงดาวสาด กระเซ็นไปทั่ว เห็นได้ชัดว่าคือฉู่รุ่ยรองเจ้าตำหนัก ฉู่รุ่ยเป็นเหมือนหินอุกกาบาตดวงหนึ่ง แสงดาวที่ ห่อหุ้มกายธรรมแห่งเทพล้วนมืดดับทั้งหมด “รองเจ้าตำหนัก!” เว่ยไหล เหยียนจั้นและยังมีพวกโต้วเทียนเฉิน
ฟางหยวนต่างก็พากันทะยานขึ้นมาบนฟ้า หมายจะ รับตัวฉู่รุ่ยเอาไว้ “อู้! อู้ๆๆ!” ยันต์คำสาปนับหมื่นที่ก่อตัวเป็นรูปร่างของค้างคาวสี น้ำตาลอมเทาทะยานออกมาจากในกายธรรมแห่ง เทพของฉู่รุ่ย เพื่อไล่ดับทำลายแสงดาวที่ฉู่รุ่ย ปลดปล่อยออกมาทีละนิด ยันต์ทุกตัวล้วนนาบประทับผลึกแห่งพลังเทพของ เจี่ยงหยวนฉือเอาไว้ ต่างก็ฝากฝังความลี้ลับแห่งเงา มืดที่เขาบรรลุมา “สวบๆๆ!” ตอนที่เรือนกายของฉู่รุ่ยใกล้จะร่วงลงมายังนคร สะเก็ดดาว ลำแสงดวงดาวอ่อนโยนขุมหนึ่งของนคร ที่ตั้งตระหง่านมานานนับสิบล้านปีก็กรอกเข้ามาใน ร่างของเขาอย่างเป็นธรรมชาติ
ยันต์คำสาปค้างคาวที่เจี่ยงหยวนฉือตั้งใจกรอกเทให้ เขาไปกัดกินพลังซึ่งเหลืออยู่ในร่างของฉู่รุ่ยพลันส่ง เสียงดัง “กึดๆๆ” เสียงนี้ดังเพียงแค่ครู่เดียวก็ขาดหายไปกลางคัน “ตูม!” พริบตานั้นยันต์ค้างคาวคำสาปทั้งหมดก็หายวับไปราว กับก้อนเมฆที่ถูกลมปลิวให้แหลกสลาย ริมขอบของดินแดนสะเก็ดดาว เจี่ยงหยวนฉือที่เพิ่ง ร่ายเวทลับโจมตีให้ฉู่รุ่ยบาดเจ็บสาหัสร้องอึกอักอยู่ ท่ามกลางแดนเทพเจ้าสีเทาเข้มคล้ายถูกโต้คืนกลับมา เล็กน้อย และเวลานี้ เรือนกายของฉู่รุ่ยก็ได้หดเล็กลง ความเร็ว ที่ร่วงลงมาก็ชะลอตัว จนกระทั่งเข้าไปอยู่ในดินแดน สะเก็ดดาว ผู้ฝึกลมปราณแดนว่างเปล่าและแดนเอตทัคคะหลาย
ร้อยคนกรูกันเข้ามาห้อมล้อมอยู่รอบกายฉู่รุ่ย ใบหน้า แต่ละคนเต็มไปด้วยความกังวลอย่างลึกล้ำ “เรือดารา! เรือดาราอีกลำหนึ่งแล้ว!” “เรือดาราลำนั้นคือของเนี่ยเทียน บุตรแห่งดวงดาว คนที่เจ็ด!” “เนี่ยเทียน! เนี่ยเทียนกลับมาแล้ว!” ผู้อาวุโสสองท่านอย่างหันหว่างหรงและซินชิงที่พอได้ ยินเสียงไชโยโห่ร้องของทุกคนก็กวาดสายตามองตาม ไป แล้วก็เห็นเรือดาราที่เนี่ยเทียนโดยสารมาลอยตัว อยู่กลางท้องฟ้าสูง “เนี่ยเทียน!” เว่ยไหล เหยียนจั้นและยังมีพวกโต้วเทียนเฉิน ฟาง หยวน วังเหม่ยเจียต่างก็มีสีหน้าตื่นตะลึง ฉู่รุ่ยที่ถูกเจี่ยงหยวนฉือทำให้แดนเทพเจ้าเสียหาย
และกายธรรมแห่งเทพก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส มีสีหน้า มืดมน และจุดลึกในดวงตาก็มีแสงสีเทาเข้มชั้นหนึ่ง ปกคลุมไม่จางหายไปเสียที พลังสิบส่วนทั้งร่างของเขาหายไปถึงแปดเก้าส่วน ยากที่จะต่อสู้กับใครได้อีก “เนี่ยเทียน เนี่ยเทียนกลับมาแล้วหรือ?” ฉู่รุ่ยเก็บเอา พลังแห่งเทพกลับมาอย่างยากลำบาก เรือนกายที่ กลับมาอ้วนฉุเป็นปกติอีกครั้งลดตัวลงบนแท่นหินของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวในที่สุด “ยังมีใคร ยังมี ใครกลับมาอีกบ้าง? อวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับ โม่ เชียนฝาน อิ่นสิงเทียนอยู่กับเนี่ยเทียนด้วยไหม?” เขาถามอย่างเร่งร้อน “ดูเหมือนว่า จะมากันครบหมด” วังเหม่ยเจียตอบ เบาๆ ห่างออกไปไม่ไกล เรือดาราทะยานมาเบื้องหน้าอย่าง
ต่อเนื่อง ด้านหลังเรือดารา อวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับ โม่ เชียนฝานแห่งสำนักอสนีสวรรค์ อิ่นสิงเทียน และเซี่ย เชียน บุตรวิญญาณโลหิต แดนเอตทัคคะหลายท่าน ต่างก็ตามมาด้านหลังเนี่ยเทียนอย่างไม่รีบไม่ร้อน “ข้าเรียกรวมคนของสำนักอสนีสวรรค์แล้ว อีกไม่นาน แดนเอตทัคคะของสำนักอสนีสวรรค์ก็จะมาถึง” “ทางฝ่ายของวังพิสุทธิ์เร้นลับ แดนเอตทัคคะทั้งหมด และศิษย์น้องเล็กของข้าก็จะมาที่ดินแดนสะเก็ดดาว ด้วย” “สำนักกระบี่เมฆาคล้อยของข้าก็จะออกแรงเต็มกำลัง แดนเอตทัคคะแต่ละท่านในสำนักต่างก็จะมาที่นี่กัน ครบหมด” ห่างไปไม่ไกลนัก โม่เชียนฝาน อวี๋ซู่อิงและอิ่นสิงเทียน ต่างก็แสดงท่าทีกันอย่างชัดเจน
ไม่เพียงแต่พวกเขาเท่านั้นที่มา แดนเอตทัคคะของ สำนักพวกเขาที่เมื่อได้รับข้อความจากพวกเขาก็พา กันเดินทางจากดินแดนและฟ้าดินแห่งต่างๆ มุ่งหน้า มายังดินแดนสะเก็ดดาว “บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดช่างมีหน้ามีตาใหญ่โตยิ่ง นัก!” “ผู้สร้างแดนเทพเจ้าเชียวนะ! เนี่ยเทียนสามารถสร้าง แดนเทพเจ้าขึ้นมาได้ ขอแค่ไม่ใช่คนโง่ก็ล้วนต้อง ประจบเอาใจเขาทั้งนั้น!” “เนี่ยเทียนกลับมา พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวของ เราก็ไม่น่าจะล่มจมแล้ว!” “เนี่ยเทียน!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 44 บทที่ 1296 การเปลี่ยนแปลงประหลาด
“เนี่ยเทียน!” “เนี่ยเทียนกลับมาแล้ว!” นอกดินแดนสะเก็ดดาว แดนเอตทัคคะหลายคนที่เดิม ทีกระจายตัวอยู่ห่างไปไกล จงใจรักษาระยะห่างกับ เรือรบทางช้างเผือกของพรรคเงามืดและสำนักบุกเบิก ฟ้าพลันร้องอุทานตกใจ เรือนกายมากมายเหล่านั้นพากันขยับเข้ามาใกล้ ดินแดนสะเก็ดดาวโดยไม่ปิดบังอำพรางหรือหวั่นเกรง สิ่งใดอีกต่อไป “เจ้าประมุข…” ซ่างกวานจื๋อผู้อ่อนโยนนุ่มนวลดุจผู้หญิงได้ยินเสียง เซ็งแซ่ดังมาจากในดินแดนสะเก็ดดาวก็ขมวดคิ้ว
น้อยๆ “เนี่ยเทียน!” ซ่งเช่อฉวนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน โหยวฉีเหมี่ยวและต้วน หงเหวินเองก็สีหน้าเปลี่ยนมาเป็นหนักอึ้ง ดวงตาสาด ไอสังหารเข้มข้น “ฟิ้ว! ฟิ้วๆๆ!” แดนเอตทัคคะมากกว่าเดิมควบคุมดินแดนของตัวเอง ให้ขยับเข้ามาใกล้ “ทุกท่าน!” ซ่างกวานจื๋อแค่นเสียงเบาๆ “พรรคเงา มืด สำนักเมฆามรกตและสำนักบุกเบิกฟ้าของพวกเรา จะร่วมมือกันโจมตีพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวตั้งแต่ ตอนนี้ ทางที่ดีที่สุดพวกเจ้าอย่าขยับเข้ามาใกล้เกินจะ ดีกว่า จะได้ไม่ถูกลูกหลงไปด้วย” โหยวฉีเหมี่ยวเองก็เอ่ยเตือนด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตร
“ระยะร้อยลี้คือขีดจำกัดสูงสุด! หากยังขยับขึ้นหน้า มาก็อย่าหาว่าไม่เกรงใจ!” เจี่ยงหยวนฉือไม่ได้เอ่ยคำใด ทว่าแดนเทพเจ้าเหล่านี้ ต่างก็รู้ได้ว่าท่าไม่ดี พอข่าวที่เนี่ยเทียนปรากฏตัวในดินแดนสะเก็ดดาว แพร่ออกไป พวกแดนเอตทัคคะที่เดิมทีอยู่ห่างไปไกล มากกลับกรูกันเข้ามาด้วยความกระตือรือร้นราวกับ ถูกฉีดเลือดไก่ (ฉีดเลือดไก่คือวิธีการรักษาที่นิยมใน ประเทศจีนช่วงทศวรรษที่ 1960 ถึงช่วงต้นของการ ปฏิวัติวัฒนธรรม เชื่อว่าจะทำให้ร่างกายแข็งแรง เหมือนยาวิเศษรักษาสารพัดโรค โดยจะฉีดเลือดไก่ สดๆ เข้าทางเส้นเลือดของคน ปัจจุบันใช้เปรียบเทียบ หมายถึงคนที่มีอาการคึกคัก ลิงโลด) ในสายตาของคนเหล่านั้นมีแววหลงใหล แววบ้าคลั่งที่ น่าเหลือเชื่อบางอย่างที่ทำให้พวกเขารู้สึกไม่เป็นสุข
“ผู้สร้างแดนเทพเจ้า!” เสียงไชโยโห่ร้องดังมาจากปากของแดนเอตทัคคะ เหล่านั้นดังเจี๊ยวจ๊าว เพราะได้ยินคำเตือนของซ่างกวานจื๋อและโหยวฉี เหมี่ยว แดนเอตทัคคะหลายคนก็หยุดฝีเท้าทันที ไม่ กล้าขยับเข้าไปใกล้มากกว่านี้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูก พรรคเงามืดและสำนักบุกเบิกฟ้าโจมตี ทว่าก็ยังมีคนหลายส่วนที่ไม่สนใจคำเตือนของทั้งสาม ฝ่าย อย่างเช่นโหวชูหลัน หล่วนชิงหลิวแห่งสำนักห้าธาตุ อย่างเช่นเย่เหวินฮั่น เฮ้อเหลียนสงแห่งหอทอดฟ้า อย่างเช่นจีหยวนฉวน ฉีเหลียนซานแห่งลัทธิจิตต วิสุทธิ์… พวกเขาไม่ได้อาศัยค่ายกลนำส่ง เนื่องจากตัวตนของ พวกเขาไวต่อความรู้สึก จึงไม่ได้เข้าไปปรากฏตัวใน
ดินแดนสะเก็ดดาว การเข้าไปในดินแดนสะเก็ดดาวหมายความว่าเข้าไป ให้ความช่วยเหลือพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว คิด จะต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาว เมื่อไม่ได้รับคำอนุญาตจากสำนัก พวกเขาจึงไม่ได้ทำ เช่นนั้น ทว่าการที่พวกเขาจะมาจับตามองเหตุการณ์ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในดินแดนสะเก็ดดาวก็ใช่ว่าจะ เป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เมื่อเย่เหวินฮั่น จีหยวนฉวนบุกเข้ามาใน พื้นที่ที่ซ่างกวานจื๋อและโหยวฉีเหมี่ยวกำหนดไว้ โหยว ฉีเหมี่ยวจึงถึงกับหน้าเปลี่ยนสี “ในอดีตข้าเคยสามารถเข้าออกดินแดนสะเก็ดดาวได้ ตามใจชอบ” เย่เหวินฮั่นยิ้มบางๆ พลางหันไปพูดกับ โหยวฉีเหมี่ยวและซ่างกวานจื๋อ “วันนี้ ข้าแค่อยากมา
สังเกตการณ์ดูใกล้ๆ ยังต้องขออนุญาตจากพวกเจ้า ก่อนหรือไม่?” จีหยวนฉวนกล่าวด้วยน้ำเสียงไว้ตัว “ข้าเองก็อยากรู้ เหมือนกัน” โหยวฉีเหมี่ยวและซ่างกวานจื๋อพลันกระอักกระอ่วน ได้แต่หัวเราะแห้งๆ เพราะไม่รู้จะตอบอย่างไร และเวลานี้เอง น้ำเสียงอ่อนโยนของเจี่ยงหยวนฉือเจ้า ประมุขพรรคเงามืดก็ได้ดังออกมาจากในม่านแสงสี เทาเข้มอย่างเนิบช้า “ถ้าเป็นพวกเจ้าย่อมได้อยู่แล้ว อันที่จริงเดิมทีข้าก็คิดจะเชิญให้พวกเจ้ามาเป็นพยาน อยู่เหมือนกัน” “พยาน?” เย่เหวินฮั่นเก็บรอยยิ้มกลับคืน “พยาน อะไร? พยานว่าเจ้าทำลายดินแดนสะเก็ดดาวงั้นหรือ พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าดินแดนสะเก็ดดาวคือดินแดน ขนาดมหึมา มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง หากไม่
มีพลังภายนอกเข้ามาข้องเกี่ยว ดินแดนแห่งนี้ไม่มีทาง แห้งขอดไปได้ มันคือดินแดนขนาดมหึมาที่มีอยู่น้อย นักในทางช้างเผือกที่กว้างใหญ่แห่งนี้” “วางใจเถอะ ดินแดนขนาดมึมาอย่างดินแดนสะเก็ด ดาวนี้ พวกเราไม่มีทางทำลายทิ้งเป็นแน่” เจี่ยงหยวน ฉือกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ซ้ำยังรับรองกับพวกเขา เป็นมั่นเป็นเหมาะ “ดินแดนสะเก็ดดาวจะเข้ามา แทนที่ดินแดนเงามืดของพวกเรา กลายมาเป็น ดินแดนแห่งใหม่ของพรรคเงามืดเรา ดินแดนขนาด มหึมาแบบนี้ มีหรือที่พรรคเงามืดของเราจะปล่อยให้ เสียเปล่าสิ้นเปลือง มีหรือที่จะไม่รู้จักถนอมเห็น คุณค่า?” จีหยวนฉวนกล่าวอย่างตกตะลึง “เจี่ยงหยวนฉือ เจ้า รู้สึกจริงๆ หรือว่าดินแดนสะเก็ดดาวกลายมาเป็นของ ในมือเจ้าแล้ว?”
“ตอนนี้ยังไม่ใช่” เจี่ยงหยวนฉือพยักหน้ารับ “แต่อีก ไม่นาน ดินแดนสะเก็ดดาวก็จะเป็นของพวกเราแล้ว” “อาศัยอะไร?” จีหยวนฉวนขมวดคิ้ว เจี่ยงหยวนฉือเงียบเสียงไป “ตูม! ครืนๆๆ!” เรือรบทางช้างเผือกหลายลำของพรรคเงามืดพลันมา รวมตัวกันอยู่ใกล้เจี่ยงหยวนฉือ กายธรรมแห่งเทพ ของเขาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่อย่างเงียบเชียบ เงาสีเทาเข้มเงาแล้วเงาเล่าบินออกมาจากเรือรบทาง ช้างเผือกลำหนึ่งอย่างต่อเนื่อง เงาทั้งหลายเหล่านั้นพร่าเลือนไม่ชัดเจน ประหนึ่งดวง วิญญาณ แต่ก็ให้ความรู้สึกที่แปลกประหลาดแก่คน มองราวกับว่ามันมีเลือดเนื้อเป็นของตัวเอง แต่ไม่ว่า จะเป็นใครก็ไม่สามารถเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเงา พวกนั้นได้
เงาทั้งหลายเหล่านั้นค่อยๆ ผสานรวมเข้าไปในกาย ธรรมแห่งเทพของเจี่ยงหยวนฉือเนิบช้า ภายใต้การจับตามองของทุกคน กายธรรมแห่งเทพ ของเขาค่อยๆ ขยายใหญ่ รูปร่างเริ่มไม่เหมือนมนุษย์ อีกต่อไป แล้วก็ไม่ได้มีรูปร่างเป็นค้างคาวด้วย แต่เป็น รูปร่างประหลาดที่ยากจะบรรยายอย่างหนึ่ง ราวกับกลุ่มเงามืดสีเทาเข้มขนาดมหึมาที่เคลื่อนไหว กระดุบกระดิบ เงาดำมืดที่เคลื่อนขยุกขยิกนั้นคอยดูดซับเอาเงามืด มากมายเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังแผ่ปราณน่า หวาดกลัวที่ทำให้คนอกสั่นขวัญหาย ปราณเช่นนี้เป็น ปราณที่แม้แต่จีหยวนฉวนและเย่เหวินฮั่นเองก็ยังไม่ เคยพบเจอมาก่อน “นั่นมันอะไรกัน?” เย่เหวินฮั่นหน้าเปลี่ยนสี รู้สึกเพียงว่าเจี่ยงหยวนฉือใน
เวลานี้ให้ความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความแปลก ประหลาด เขาหันไปมองจีหยวนฉวน จีหยวนฉวนส่ายหน้าอย่างมึนงง รู้สึกฉงนสนเท่ห์ยิ่ง กว่าเขาเสียอีก ได้แต่พูดว่า “วิชาการฝึกตนของเจี่ยง หยวนฉือไม่ควรเป็นเวทลับของพรรคเงามืดหรอก หรือ? ทว่าตอนนี้ความรู้สึกที่เขามอบให้ข้ากลับ แตกต่างไปจากพวกคนของพรรคเงามืดอย่างสิ้นเชิง” “ไม่ถูก! นี่เป็นปราณที่ไม่เหมือนกันเลยแม้แต่น้อย! เมื่อครู่นี้ตอนที่เขาต่อสู้กับฉู่รุ่ย เห็นได้ชัดว่าใช้มหา เวทเงามืด!” เฮ้อเหลียนสงเกิดความไม่เป็นสุขอย่าง รุนแรง “ทว่าเวทคาถาที่เจี่ยงหยวนฉือร่ายใช้ ในตอนนี้ไม่ใช่มหาเวทเงามืด!” เจี่ยงหยวนฉือไม่ตอบรับคำใดกลับมา โหยวฉีเหมี่ยว ต้วนหงเหวินและซ่งเช่อฉวนมองเห็น
กระแสอากาศประหลาดสีเทาเข้มที่ขยับขยุกขยิกก็ รู้สึกมึนงงไปเหมือนกัน ซ่างกวานจื๋อไม่เอ่ยคำใด เพียงแค่ก้าวถอยหลังเงียบๆ ทั้งยังหันไปส่งสายตาให้กับพวกโหยวฉีเหมี่ยว ต้วนหง เหวินและซ่งเช่อฉวนด้วย คนทั้งสามอึ้งไปครู่ ก่อนจะพากันออกห่างเจี่ยงหยวน ฉืออย่างรู้ความนัย คนจากต่างแดนหลายคนอยู่ห่างไปนอกรัศมีร้อยลี้ เมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ แต่ละคนก็ถอยไปอยู่ นอกรัศมีห้าร้อยลี้ พยายามออกห่างจากเจี่ยงหยวน ฉือ จีหยวนฉวนและเย่เหวินฮั่นสองคนที่ตั้งใจขยับไปใกล้ จ้องมองกลุ่มอากาศสีเทาเข้มซึ่งขยับเคลื่อนไม่หยุดอยู่ หลายวินาที ทันใดนั้นแดนเทพเจ้าอย่างพวกเขาสองคน ซึ่งเป็นผู้
แข็งแกร่งที่มาจากสองในสี่สำนักเก่าแก่กลับสัมผัสได้ ถึงความผิดปกติจึงรีบเผ่นหนีอย่างรวดเร็ว “เฮ้อเหลียนสง!” ระหว่างที่ถอยหนี เย่เหวินฮั่นยังตะโกนเตือนเสียงดัง เฮ้อเหลียนสงเองก็ไม่ใช่คนโง่ เขาขับเคลื่อนกระบี่บิน เตรียมรออยู่แล้ว ตอนที่เย่เหวินฮั่นตะโกนจึงกลาย ร่างเป็นแสงกระบี่เส้นหนึ่งที่ใช้ความเร็วมากที่สุดของ เขาหลีกห่างจากเจี่ยงหยวนฉือ “อู้! อู้ๆ!” พลังอำนาจที่น่าหวาดกลัวพลันระเบิดออกมาจากใน กลุ่มกระแสอากาศสีเทาเข้มที่เคลื่อนขยุกขยิก เรือรบทางช้างเผือกที่มีเงามืดบินออกมาระเบิดแตก สลายไปในชั่วพริบตา เศษซากของเรือรบทางช้างเผือกพลันกลายมาเป็น
อักขระลายเส้นเหมือนไส้เดือนที่ไม่มีใครรู้จักจำนวน มาก ซึ่งพวกมันพากันเลื้อยหายเข้าไปในกลุ่มอากาศ กลุ่มนั้น “สวบ!” บางครั้งยังมีสายฟ้าประหลาดแลบปลาบอยู่ในกลุ่ม อากาศ “มีพลังเลือดลมอย่างหนึ่งก่อเกิดขึ้นมาในกลุ่มอากาศ นั้น เลือดลมชนิดนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ของเผ่ามนุษย์ เรา” จีหยวนฉวนพลันหน้าเปลี่ยนสี ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 44 บทที่ 1297 วัตถุประหลาดกู่ผี!
“อู้! อู้ๆๆ!” ไอสกปรกห้าแสงหกสีแผ่ลามออกมาจากแดนเทพเจ้า สีเทาเข้มของเจี่ยงหยวนฉือ จุดที่ไอสกปรกปกคลุมไป แม้แต่พลังประหลาด มากมายในทางช้างเผือกก็ยังส่งเสียงลั่น “ซี่ๆ” คล้าย ถูกสารพิษแทรกซอนเข้าไปกัดกิน พลังเลือดลมน่าหวาดกลัวขุมที่ผิดปกติหนึ่งซึ่งไม่มี ความเกี่ยวข้องกับเผ่ามนุษย์แม้แต่น้อยกระเพื่อม ออกมาจากไอสกปรกที่ค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นเข้มข้น นั้น “พรวด!” ไอพิษสกปรกหลากสีถูกแดนเทพเจ้าสีเทาเข้มของ
เจี่ยงหยวนควบคุมให้ขยับเข้าไปในดินแดนสะเก็ดดาว ชั้นแรกของดวงดาราเก้าชั้นฟ้าคือเสื้อเกราะสีทองที่ ชุบหลอมมาจากแก่นสีทองของดวงดาว ไม่ว่าอะไรก็ ตามที่สัมผัสโดนล้วนจมหายไปหมด ทว่าไอพิษสกปรกกลับแทรกซอนเข้าไปได้อย่าง ง่ายดาย อักขระดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนที่อยู่ในชั้นที่สอง พลันส่องแสงสว่างเจิดจ้า “ปังๆๆ!” อักขระดวงดาวมากมายระเบิดราวฝนแสงห่าใหญ่ ก่อนจะมีแสงดาวมารวมตัวกันอีกครั้ง อักขระดวงดาวที่คล้ายจะไม่สามารถดับทำลายได้ ตลอดกาล เมื่อแหลกสลายไปหนึ่งครั้งก็จะอาศัย พลังงานของดินแดนสะเก็ดดาวก่อตัวขึ้นมาอย่าง รวดเร็ว
ทว่าเมื่ออักขระดวงดาวระเบิดออก ไอพิษสกปรก หลากสีนั้นกลับยังแทรกซอนเข้าไปถึงชั้นที่สามของ ดวงดาราเก้าชั้นฟ้าได้อีก “เจี่ยงหยวนฉือฝึกวิชามารอะไรมากันแน่?” หลังจากถอยห่างออกมาแล้ว จีหยวนฉวนแห่งลัทธิ จิตตวิสุทธิ์ที่มีสีหน้าเย็นชาก็กล่าวเสียงหนัก “ไอพิษ สกปรกหลากสีพวกนั้น แล้วก็เลือดลมที่อยู่ด้านในมัน เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ของเผ่ามนุษย์เรา” “เจี่ยงหยวนฉือน่าจะเอาวัตถุของเผ่าทมิฬผสาน รวมเข้าไปในกาย” เย่เหวินฮั่นเอ่ยเบาๆ “ว่าไงนะ?” จีหยวนฉวนไม่เข้าใจ เวลานี้เฮ้อเหลียนสงและพวกโหวชูหลัน โหลวหงแยน กับหล่วนชิงหลิวได้มารวมตัวอยู่ด้วยกันอย่างเงียบ เชียบ และยังมีแดนเอตทัคคะจากดินแดนอื่นที่ไม่ใช่คนของ
สามสำนักเก่าแก่ซึ่งต่างก็แบกหน้าขยับมาอยู่ข้างกาย พวกเย่เหวินฮั่น “ผู้อาวุโสเย่ ท่านเป็นผู้อาวุโส เล่าลือกันว่ามีความรู้ กว้างขวาง ท่านรู้วิชาลับที่เจี่ยงหยวนฉือใช้ฝึกตน หรือไม่?” “ท่านผู้อาวุโส! เวทลับที่เจี่ยงหยวนฉือร่ายใช้ เห็นได้ ชัดว่าเป็นวิชาของพวกนอกรีต! เขาเป็นเจ้าประมุข ของพรรคเงามืด แต่กลับฝึกวิชาที่มีพิษร้าย แบบนี้จะ ได้อย่างไร?” “เจี่ยงหยวนฉือ เขามันคนอัปรีย์!” แขกจากแดนต่างๆ ชี้ไม้ชี้มือมาที่เจี่ยงหยวนฉือพลาง ประณามเสียงเบา แต่ไรไหนมาเจ้าประมุขพรรคเงามืดก็เป็นคนลึกลับมา โดยตลอดอยู่แล้ว พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนไม่เคยมี โอกาสได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของอีกฝ่าย
ว่ากันว่ามีเพียงพวกชวีอี้ ฉู่หยวนไม่กี่คนเท่านั้นที่เคย สนิทสนมกับเจี่ยงหยวนฉือ และเคยรบเคียงบ่าเคียง ไหล่กับอีกฝ่าย ทั้งแต่ละคนยังประเมินเจี่ยงหยวนฉือ ไว้สูงมากด้วย “เจี่ยงหยวนฉือไม่ได้ฝึกวิชามาร แต่เป็นเพราะถูกวัตถุ ประหลาดชิ้นหนึ่งของเผ่าทมิฬมุดเข้าไปในร่าง” เย่เห วินฮั่นลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ยอมบอกความนัยที่ซ่อนอยู่ “เมื่อนานมากแล้ว ตอนที่เผ่ามนุษย์ของพวกเรา ขัดขวางการรุกรานจากชนต่างเผ่าในมหาสมุทรดาว มอดดับ ทางฝ่ายของเผ่าทมิฬได้ปลดปล่อยวัตถุ ประหลาดที่เต็มไปด้วยพิษร้ายแรงชนิดหนึ่งออกมา วัตถุประหลาดหนึ่งในนั้นมีนามว่า” กู่ผี “ของสิ่งนี้กิน ไอพิษสกปรกในดินแดนของเผ่าทมิฬเป็นอาหาร ทั้ง ร่างมีแต่พิษร้ายแรง” “แม้แต่คนของเผ่าทมิฬเองก็ยังมองวัตถุนี้เป็น
สิ่งชั่วร้าย” “สงครามครั้งนั้น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ” กู่ผี “ของ เผ่าทมิฬ แม้แต่สี่สำนักเก่าแก่ก็ยังไร้หนทางรับมือ แดนเอตทัคคะ แดนเทพเจ้า ไม่ว่าแดนใดที่หากโดน สารพิษของวัตถุประหลาดนี้ก็จะค่อยๆ เน่าเปื่อยไป ช้าๆ” “ขนาดชวีอี้และฉู่หยวนก็ยังอับจนปัญญา” “สุดท้ายเจี่ยงหยวนฉือเป็นผู้ใช้เวทลับเงามืดที่ฝึกฝน มาผนึกวัตถุประหลาดนี้เอาไว้ เมื่อ” กู่ผี “ถูกเงามืด ปิดผนึก เผ่ามนุษย์ถึงได้สามารถต้านทานการรุกราน ของกองทัพใหญ่ชนต่างเผ่าในครานั้นและโชคดีคว้า ชัยชนะมาได้” “ทว่า ‘กู่ผี’ กลับแปลกประหลาดอย่างถึงที่สุด หลังจากที่เจี่ยงหยวนฉือใช้เวทเงามืดผนึกมันเอาไว้ ร่างของตัวเขาเองก็ถูกรุกรานไปด้วย จนกลายมาเป็น
…คนก็ไม่ใช่ ผีก็ไม่เชิง” “นับแต่นั้นมาเขาก็อาศัยอยู่ในแดนเทพเจ้าเงามืด ตลอดกาล ไม่เคยเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงให้ใครเห็น อีก” “ส่วน ‘กู่ผี’ นั่นก็ถูกเจี่ยงหยวนฉือใช้เวทลับเงามืดปิด ผนึกอยู่ตลอดเวลา ขอบเขตของเจี่ยงหยวนฉือไม่ได้ ฝ่าทะลุมาเป็นเวลานานมากแล้ว อีกทั้งยังจำเป็นต้อง ใช้เวลานานมากและสิ้นเปลืองพลังมหาศาลเพื่อร่าย ใช้เวทลับของการปิดผนึกนั้น หาไม่แล้ว วัตถุ ประหลาดนั่นก็อาจจะโผล่ออกมาอีก” “หลายปีมานี้เจี่ยงหยวนฉือเดินทางไปทั่วทุก อาณาจักรเพื่อหาวิถีทำให้หลุดพ้นจากวัตถุชิ้นนี้” “แต่ที่น่าเสียดายก็คือ วัตถุชิ้นนี้ไม่เพียงแต่ไม่สามารถ สลัดได้หลุด ทุกครั้งที่เจี่ยงหยวนฉือไปปรากฎตัวใน ดินแดนแห่งใหม่ หากในดินแดนแห่งนั้นมีไอพิษก็
จะต้องถูกวัตถุประหลาดชิ้นนี้ดึงเอาไปหมด” “ไม่นาน ‘กู่ผี’ ก็ยิ่งเปลี่ยนมาเป็นแข็งแกร่งมากขึ้น เรื่อยๆ” “วัตถุชิ้นนี้ไม่สามารถปล่อยออกมาในดินแดนของเผ่า มนุษย์ได้ เพราะหากปล่อยออกมา ก็ยากที่จะสังหาร หรือชุบหลอม ซึ่งมันจะทำให้สรรพชีวิตมอดม้วยไป หมด” เย่เหวินฮั่นผู้อาวุโสมากกว่าใครอธิบายประวัติศาสตร์ ช่วงเวลานั้นให้ทุกคนฟัง “ที่เรื่องนี้ไม่ได้ถูกเปิดเผยก็เพราะทุกฝ่ายเป็นกังวลว่า จะนำมาซึ่งความหวาดกลัวที่ไม่จำเป็น” เย่เหวินฮั่น อธิบายเสริมขึ้นมาอีก “การดำรงอยู่ของวัตถุ ประหลาดนั้นเหมือนเป็นภัยร้ายยิ่งใหญ่ที่ซ่อนแฝงอยู่ ตลอดกาล หากปล่อยให้ผู้คนรับรู้ก็ยากที่จะมีวิธีการ แก้ไขได้ ได้แต่ปล่อยให้เจี่ยงหยวนฉือใช้เวทลับเงามืด
เป็นผนึกเอาไว้ เพราะหากทุกคนรู้ก็ย่อมต้องคิดมาก” “บ้างก็อาจกังวลว่าหาก ‘กู่ผี’ หลุดออกมาได้ แล้ว เจี่ยงหยวนฉือตายไปจะทำอย่างไร” “แล้วก็เป็นไปได้ว่า แม้แต่คนมากมายในสี่สำนัก เก่าแก่ก็อาจจะขอร้องให้เนรเทศเจี่ยงหยวนฉือ ให้เขา อยู่ห่างจากดินแดนของเผ่ามนุษย์ ทางที่ดีที่สุดคือห้าม เหยียบเข้ามาในฟ้าดินของเผ่ามนุษย์อีก” “ในความเป็นจริงแล้ว ช่วงแรกเริ่มสุด ตัวเจี่ยงหยวน ฉือเองก็กังวลว่าจะเกิดปัญหาเหมือนกัน เขาจึงไปอยู่ ที่ดินแดนดวงดาวซึ่งทุรกันดารที่สุดพักใหญ่กว่าจะ กลับมา” “ฟู่ว! ฟู่วๆ!” ระหว่างที่เย่เหวินฮั่นพูด ในแดนเทพเจ้าสีเทาเข้มของ เจี่ยงหยวนฉือก็มีไอพิษปลดปล่อยออกมาอย่าง ต่อเนื่อง และโดยที่ทุกคนไม่ทันรู้ตัว ไอพิษพวกนั้นก็
แทรกซึมเข้าไปถึงชั้นที่ห้าของดวงดาราเก้าชั้นฟ้าแล้ว! “กู่ผี! คือพลังงานของกู่ผีซึ่งเป็นวัตถุประหลาดเผ่า ทมิฬ!” ในดินแดนสะเก็ดดาว ฉู่รุ่ยที่กว่าจะฟื้นคืนพลังกลับมา ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย บัดนี้กำลังเงยหน้ามองม่านฟ้าที่ถูก ไอพิษหลายสีเป็นเส้นๆ แทรกซอนเข้ามาราวกับฝน พร่างพรม เขาตกใจไปกับพลังของกู่ผี! “กู่ผี?” เนี่ยเทียนที่ยืนอยู่นิ่งๆ หันไปถามฉู่รุ่ย “กู่ผีคือ อะไร? หรือว่าเป็นอาวุธเทพของเจี่ยงหยวนฉือ?” อวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับได้ยินฉู่รุ่ยพูดเช่นนี้ก็พลัน ตัวสั่นสะท้าน “กู่ผี! มันไม่ได้ถูกฆ่าตายไปแล้วหรอก หรือ? ในตำราเก่าแก่ของวังพิสุทธิ์เร้นลับข้ามีบันทึก เกี่ยวกับวัตถุประหลาดของเผ่าทมิฬนี้อยู่! ว่ากันว่าใน สงครามใหญ่ที่มหาสมุทรดาวมอดดับครั้งก่อน กู่ผีทำ
ให้แดนเทพเจ้าตายไปถึงสองคนใช่ไหม?” ฉู่รุ่ยยิ้มขื่น “คนหนึ่งเป็นคนของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวเรา ส่วนอีกคนเป็นคนของลัทธิจิตตวิสุทธิ์” “ไหนบอกกันว่ากู่ผีถูกหลายฝ่ายรวมพลังสังหารไป แล้วอย่างไรล่ะ?” อวี๋ซู่อิงตวาด “พูดอย่างนั้นก็เพื่อปลอบใจผู้คน” ฉู่รุ่ยอธิบาย “มา จนถึงวันนี้ กู่ผียังคงถูกเวทลับเงามืดของเจี่ยงหยวน ฉือปิดผนึกเอาไว้! เมื่อครู่นี้ตอนที่ข้าต่อสู้กับเจี่ยง หยวนฉือก็พอจะสัมผัสได้ถึงการดำรงอยู่ของกู่ผีได้ อย่างเลือนราง แต่ข้ารู้สึกว่า เดิมทีกู่ผีควรจะสร้าง ขีดจำกัดให้แก่เขา ทำให้เขาไม่สามารถสำแดง อานุภาพออกมาได้อย่างเต็มกำลัง” “คาดไม่ถึงว่าเขาจะสามารถนำพลังของกู่ผีมาใช้ได้” “หรือจะบอกว่าการกำราบที่ผ่านมานานหลายปี การ อยู่ด้วยกันมานาน ทำให้เจี่ยงหยวนฉือได้ข้อตกลง
อะไรบางอย่างร่วมกับกู่ผีวัตถุประหลาดของเผ่าทมิฬ นั่นแล้ว?” ในสายตาของอวี๋ซู่อิงเผยความหวาดกลัวอย่างเข้มข้น ออกมาเป็นครั้งแรก “กู่ผี! กู่ผียังอยู่หรือนี่!” อิ่นสิงเทียนแห่งสำนักกระบี่เมฆาคล้อย ในฐานะที่เป็น เจ้าสำนักของสำนักใหญ่ที่เคยมีแดนเทพเจ้าถือกำเนิด แล้วก็เคยได้ยินความร้ายกาจของกู่ผีมาก่อน จึงรู้ดีว่า กู่ผีถูกเจี่ยงหยวนฉือกำราบเอาไว้ หลังจากเห็น ว่าเจี่ยงหยวนฉือนำพลังของมันมาใช้ เขาก็ตกใจจน หน้าไร้สีเลือด พึมพำไม่หยุด “กู่ผีเชียวนะ! หากวัตถุ ชิ้นนี้ถูกปล่อยออกมาแล้วจัดการได้ไม่ดีก็อาจทำให้ สิ่งมีชีวิตทั่วทั้งดินแดนเผ่ามนุษย์ดับสิ้น!” ปีนั้นขนาดพวกชวีอี้และฉู่หยวนก็ยังจนปัญญา กู่ผีที่ ทำให้แดนเทพเจ้าสองคนต้องตายไป หากมันถูกเจี่ยง
หยวนฉือควบคุมและดึงพลังมาใช้ได้จริงๆ พวกเขา ควรจะทำอย่างไรดี? “ดวงดาราเก้าชั้นฟ้าสามารถต้านทานเจี่ยงหยวนฉือ ได้ แต่ไม่แน่เสมอไปว่าจะต้านทานกู่ผีได้!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 44 บทที่ 1298 ไม่ศรัทธาในความชั่วร้าย!
“ชั้นที่หก!” ในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว โต้วเทียนเฉินที่พอ เห็นว่าไอพิษสกปกรกหลากสีกัดกินเข้ามาถึงชั้นที่หก ของดวงดาราเก้าชั้นฟ้าก็อดร้องอุทานออกมาเบาๆ ไม่ได้ “กู่ผี! คือพลังของกู่ผี!” ฉู่รุ่ยถึงกับตัวสั่น “ด้วยพลังของแดนเทพเจ้าช่วงกลาง ของเจี่ยงหยวนฉือ เขาไม่มีทางทำลายค่ายกลเรา มาถึงชั้นที่หกได้แน่นอน! การป้องกันเก้าชั้นของดวง ดาราเก้าชั้นฟ้า ทุกชั้นล้วนมีวิถีและกฎเกณฑ์แห่งการ ฝึกตนที่นายแห่งดวงดาวทุกรุ่นนาบประทับเอาไว้ นายแห่งดวงดาวทั้งเก้าท่านรวมพลังกันปลุกเสกดวง
ดาราเก้าชั้นฟ้า ต่อให้เป็นแดนเทพเจ้าขั้นสูงสุดก็ยัง ถูกกั้นขวางให้อยู่ได้แค่ข้างนอก” “มีเพียงวัตถุประหลาดที่ไม่ใช่ของเผ่ามนุษย์อย่างกู่ผี เท่านั้นถึงจะมีพลังมากพอจะทะลวงเขตปราการ ป้องกันมาถึงชั้นที่หก!” “จะทำอย่างไรดี? ยังเหลืออีกสามชั้น! หากดวงดารา เก้าชั้นฟ้าถูกทะลวงผ่านมาได้เมื่อไหร่ แล้วพลังของกู่ ผีแทรกซอนเข้าสู่ดินแดนสะเก็ดดาว พวกเราจะหนี รอดได้อย่างไร?” “พลังของกู่ผีสังหารแดนเทพเจ้าได้เลยนะ!” ผู้อาวุโสของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวและคนใน สำนักที่ขอบเขตต่างกันอีกมากมาย พอได้ยินถึงความ ร้ายกาจของกู่ผีที่ฉู่รุ่ยพูดถึงก็ตกใจลนลานจนไม่รู้ว่า ควรจะทำอย่างไรดี นอกดินแดน
เย่เหวินฮั่นถอนหายใจหนึ่งที ก่อนกล่าวว่า “ทั้งๆ ที่ หอทอดฟ้าของพวกเรา ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และสำนักห้า ธาตุต่างก็รู้ดีว่าเจี่ยงหยวนฉือร่วมมือกับสำนักบุกเบิก ฟ้า สำนักเมฆามรกตคิดจะฮุบกลืนพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว แต่กลับไม่มีใครออกมาห้ามปราม สาเหตุ ด้านหนึ่งก็เพราะพรรคเงามืดเคยมีพระคุณต่อเผ่า มนุษย์ อีกด้านหนึ่งก็เพราะกริ่งเกรงกู่ผี” “หากทำให้เจี่ยงหยวนฉือไม่พอใจจนเขาปล่อยกู่ผี ออกมา นั่นก็จะกลายมาเป็นฝันร้ายที่สร้างหายนะ ให้แก่ทั้งดินแดนของเผ่ามนุษย์ ไม่มีดินแดนไหนจะหนี รอดไปได้” “ทว่ามาจนถึงตอนนี้นอกจากเวทลับเงามืดของพรรค เงามืดแล้ว พวกเราก็ยังหาวิธีอื่นที่จะใช้ผนึกกู่ผีไม่เจอ คิดจะชุบหลอมมันก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้” “ในที่สุดข้าก็เข้าใจแล้ว” จีหยวนฉวนแห่งลัทธิ
จิตตวิสุทธิ์ที่ได้ฟังเขาบอกถึงสาเหตุของเรื่องราวก็ กระจ่างแจ้งถึงกุญแจสำคัญในที่สุด “เจี่ยงหยวนฉือที่ ผนึกกู่ผีเอาไว้ก็เท่ากับว่ามีการป้องกันธรรมชาติอย่าง หนึ่งติดตัว คนที่สามารถสังหารเจี่ยงหยวนฉือนั้นยังมี อยู่ เช่นเจ้าหอของพวกเจ้า เจ้าลัทธิของข้าและจี้ชาง ที่หายตัวไปที่ต่างก็มีความสามารถนี้” “ทว่า หากสังหารเจี่ยงหยวนฉือก็จะไม่มีคนผนึกกู่ผีได้ อีกต่อไป เมื่อกู่ผีถูกปล่อยออกมาก็จะเป็นภัยต่อ ดินแดนของเผ่ามนุษย์ ทำให้ดินแดนของพวกเรา เผชิญกับหายนะครั้งใหญ่” “แล้วก็ด้วยเหตุนี้เจี่ยงหยวนฉือถึงได้กล้าลงมือกับ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เพราะคนอื่นหวาดกลัว กู่ผี จึงไม่อาจทำอะไรเขาได้” เย่เหวินฮั่นพยักหน้ารับ “เรื่องจริงก็เป็นเช่นนี้แหละ” “จะทำอย่างไรกันดี?”
ลูกศิษย์ ผู้อาวุโส บุตรแห่งดวงดาวทุกคนที่อยู่ใน พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวต่างก็ร้อนใจราวมีไฟมา ลน พวกอวี๋ซู่อิง โม่เชียนฝาน อิ่นสิงเทียนที่ตั้งใจมาให้ ความช่วยเหลือก็อับจนปัญญา ไม่มีวิธีใดมารับมือกับ กู่ผีได้เลย ขนาดจี้ชาง ชวีอี้และฉู่หยวนในอดีตก็ยังไม่สามารถทำ อะไรกู่ผีได้ ได้แต่ใช้เวทลับเงามืดของพรรคเงามืดมา ผนึกมันเอาไว้ แล้วพวกเขาจะมีวิธีได้อย่างไร? “ชั้นที่เจ็ดแล้ว!” ไอพิษสกปรกหลากสีหลายกลุ่มแทรกซอนเข้ามาถึง การป้องกันชั้นที่เจ็ดของดวงดาราเก้าชั้นฟ้าแล้ว และ เมื่อถูกกู่ผีแทรกซอนเข้าไป ค่ายกลดวงดาวย่อส่วน จำนวนมากที่ถูกสลักไว้ก็ถึงกับเผาไหม้เสียงลั่น เปรี๊ยะปร๊ะ
ท่ามกลางแดนเทพเจ้าสีเทาเข้ม เจี่ยงหยวนฉือไม่ได้ ส่งเสียงใดๆ ออกมาอีก มีเพียงไอพิษจำนวนมาก เท่านั้นที่แผ่อบอวลออกมา “เหลืออีกแค่สองชั้นแล้ว” เว่ยไหลพลันฟื้นคืนสติ ทันใดนั้นเขาก็ร้องตะโกนสั่งความเสียงดัง “ลูกศิษย์ ทุกคนที่ขอบเขตต่ำกว่าแดนเอตทัคคะลงไป จงใช้ค่าย กลนำส่งถอนกำลังออกไปจากดินแดนสะเก็ดดาว เดี๋ยวนี้!” เหยียนจั้น ฉู่รุ่ยต่างก็คืนสติจากความตกตะลึง ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ ดวงดาราเก้าชั้นฟ้าที่ ปกป้องดินแดนสะเก็ดดาวมานานนับสิบล้านปีคล้าย จะถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องโดนพลังของกู่ผีแทรกซอน เข้ามา รอจนหมอกพิษแผ่ลามเต็มท้องฟ้าของดินแดนสะเก็ด ดาว ใครจะหนีรอดพ้นจากพลังของมันที่แม้แต่แดน
เทพเจ้าก็ยังสังหารได้? ทันใดนั้นทุกคนก็แตกตื่นตระหนกลนลานกันไปหมด คนที่มาช่วยเหลืออย่างอวี๋ซู่อิง อิ่นสิงเทียนที่พอเห็น ว่าลูกศิษย์ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเตรียมจะ ถอยหนีออกไปจากดินแดนสะเก็ดดาว จิตใจของพวก เขาก็ยิ่งหวั่นไหวมากขึ้น “เนี่ยเทียน?” ดวงตาของพวกเขาแต่ละคนล้วนจับจ้องมาที่เนี่ย เทียน รอให้เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ รอให้เนี่ยเทียน ออกคำสั่ง แล้วพวกเขาก็จะย้อนกลับทางเดิม ถอย ออกไปจากดินแดนสะเก็ดดาวทันที “เมื่อภูเขาเขียวยังเหลืออยู่ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีฟืน ให้ก่อไฟ” โม่เชียนฝานตวาดเบาๆ ก่อนเอ่ยเกลี้ย กล่อมว่า “เนี่ยเทียน! พลังของกู่ผีไม่ใช่สิ่งคนทั่วไปจะ แตะต้องได้! ในอดีตขนาดจี้ชาง ฉู่หยวนและชวีอี้ก็ยัง
ไม่มีปัญญาที่จะปิดผนึกหรือชุบหลอมมัน ตอนนี้ไม่รู้ ว่ามันมีข้อตกลงอะไรร่วมกับเจี่ยงหยวนฉือถึงได้ถูก เจี่ยงหยวนฉือนำมาใช้งาน พวกเราอย่ามัวรีรอกันอยู่ เลย” “ไปกันเถอะ ถอยหนีเถอะ มีเพียงจากไปเท่านั้นถึงจะ มีความหวังเหลืออยู่” ฉู่รุ่ยยิ้มขื่น หันไปเอ่ยเร่งวัง เหม่ยเจียให้พาลูกน้องและลูกศิษย์ของสำนักหนี ออกไปโดยใช้ค่ายกลนำส่ง “ฉวยโอกาสตอนที่ดวงดาราเก้าชั้นฟ้ายังปกป้องพวก เราได้อีกช่วงระยะเวลาหนึ่งรีบหนีไปเถอะ!” “เนี่ยเทียน! เจ้าคือความหวังของสำนัก เจ้าไปคน แรก!” “เนี่ยเทียน! ในอนาคตขอเจ้าโปรดสังหารเจี่ยงหยวน ฉือเพื่อแก้แค้นให้กับสำนักด้วย!” คนมากมายของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวที่สิ้น
หวังต่างก็ร้องคำรามคร่ำครวญ พวกเขาทุกคนล้วนคิดว่ามีเพียงเนี่ยเทียนยังมีชีวิตอยู่ ในอนาคตวันใดวันหนึ่งที่ขอบเขตของเนี่ยเทียน ก้าวหน้ามากกว่านี้ เขาก็จะสามารถล้างความอัปยศ ในวันนี้ให้กับสำนักได้ “กู่ผี วัตถุประหลาดของเผ่าทมิฬ…” เนี่ยเทียนก้มหน้าลงพึมพำกับตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง แล้ว จู่ๆ ก็เงยหน้าขึ้นมองไอพิษสกปรกที่แทรกซอนลงมา ช้าๆ ก่อนจะแสยะปากยิ้มกว้าง “ข้าไม่ศรัทธาใน ความชั่วร้าย!” “อู้!” ภายใต้การจับตามองของทุกคน เขาพลันขับเรือดารา ให้ทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า เรือดาราพุ่งทวนฟ้า นำพาเขาส่งไปยังท้องฟ้าของ ดินแดนสะเก็ดดาว
จากนั้นเขาก็สละเรือดาราทิ้ง ใช้พลังของตัวเองเดิน ขึ้นฟ้าไปทีละก้าว จนกระทั่งเหยียบเข้าไปในชั้นการ ป้องกันชั้นที่อยู่ในสุดของดวงดาราเก้าชั้นฟ้า “ฟู่ว!” จากนั้นตราประทับสะเก็ดดาวทั้งสามดวงก็ส่งไอความ ร้อนออกมาอย่างเด่นชัด เนี่ยเทียนตรวจสอบอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่งก็เข้าใจ ทันทีว่าการที่เขาฝึกวิชาสะเก็ดดาวและมีตราประทับ สะเก็ดดาวสามดวงผสานรวมอยู่ในร่าง เขตการ ป้องกันแต่ละชั้นของดวงดาราเก้าชั้นฟ้าจึงมองเมิน การดำรงอยู่ของเขาไปอย่างสิ้นเชิง เขาสามารถลอดทะลวงผ่านไปได้อย่างเสรี “อย่า! เนี่ยเทียน!” “เจ้าคือความหวังของสำนักในอนาคต อย่าทำอะไร โง่ๆ เลย!”
“เนี่ยเทียนลงมา!” ฉู่รุ่ย เว่ยไหลและฟางหยวนต่างก็ร้องตะโกน ก่อนที่ เงาร่างมากมายจะทะยานขึ้นไปบนฟ้าหมายจะบังคับ พาเนี่ยเทียนลงมา “ไม่จริงกระมัง? มีคนคนหนึ่งบินออกมาจากดินแดน สะเก็ดดาว?” “นั่นมันเนี่ยเทียนบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดนี่นา! บัดนี้ไอหมอกพิษของกู่ผีได้แทรกซอนไปถึงชั้นที่เจ็ด ของดวงดาราเก้าชั้นฟ้าแล้ว ทำไมเขาถึงไม่รีบหนีไป จากดินแดนสะเก็ดดาว จะพาตัวเองมาตายทำไม?” “หรือว่าเขาที่มีสมญานามว่าผู้สร้างแดนเทพเจ้าจะ สมองไม่ดี? ความน่ากลัวของกู่ผี ในอดีตตอนที่อยู่ มหาสมุทรดาวมอดดับ จี้ชางซึ่งเป็นนายแห่งดวงดาว ของรุ่นนี้ก็ยังอับจนปัญญา!” “น่าเจ็บใจยิ่งนัก! ข้ายังหวังว่าจะอาศัยพลังของเขาส่ง
ให้ข้าเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าอยู่นะ!” “เขาจะตายไปก่อนวัยอันควรเพราะถูกไอพิษสกปรก ของกู่ผีกัดกินเลือดเนื้อ ทำลายดินแดนทั้งอย่างนี้น่ะ หรือ?” ผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าและแดนเอตทัคคะมากมาย ที่อยู่ทั้งภายในและภายนอกดินแดนสะเก็ดดาวต่างก็ ทอดถอนใจด้วยความเสียดาย คล้ายมองเห็นว่าจุดจบ ที่รอเนี่ยเทียนอยู่ต้องเป็นความตายแน่นอน ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 44 บทที่ 1299 ถ่วงให้ช้าลง
ไม่ว่าลูกศิษย์ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว หรือ คนจากหอทอดฟ้า ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และสำนักห้าธาตุ หรือแม้แต่คนจากต่างแดน บัดนี้ต่างก็ระเบิดเสียงดัง เซ็งแซ่ราวข้าวตอกแตก ไม่ว่าใครก็ตามที่รู้ที่มาของ “กู่ผี” และเคยรู้ความร้าย กาจของมันมาก่อนต่างก็รู้สึกว่าเนี่ยเทียนบ้าไปแล้ว ปีนั้นแม้แต่จี้ชาง ฉู่หยวนและชวีอี้ก็ยังไม่มีวิธีปิดผนึก มัน ยิ่งไม่มีวิธีที่จะชุบหลอม “กู่ผี” ได้ ต่อให้เนี่ยเทียน ทะยานออกมา แล้วจะอย่างไร? นี่ไม่ใช่ว่าเอาตัวไปตายหรอกหรือ? เหล่าแดนเอตทัคคะที่เดินทางมาไกลหลายล้านลี้ เพราะหวังจะผูกมิตรกับเนี่ยเทียน เพื่อให้เนี่ยเทียน
ช่วยตอนตนฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าต่างก็ตีอกชกหัว ตัวเอง และสบถด่าที่เนี่ยเทียนไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ พวกเหยียนจั้น เว่ยไหลก็รีบร้อนทะยานขึ้นไปสู่ฟ้าสูง พวกเขาต้องการกระชากตัวของเนี่ยเทียนออกมาจาก ดวงดาราเก้าชั้นฟ้า เนี่ยเทียนเป็นถึงความหวังในอนาคตของสำนักพวก เขานะ! น่าเสียดาย รอจนพวกเขาทะยานเข้าไปยังชั้นในสุด ของดวงดาราเก้าชั้นฟ้าแล้ว เนี่ยเทียนที่สละเรือดารา ทิ้งก็เหยียบเข้าไปในชั้นที่เจ็ดแล้ว! ชั้นที่เจ็ดนอกดินแดนสะเก็ดดาวซึ่งมีไอพิษสกปรก ของ “กู่ผี” ในสายตาของทุกคนก็คือทางตันที่เข้าไป แล้วต้องตายสถานเดียวเท่านั้น! “หยุดนะ!”
เว่ยไหลตะลึงพรึงเพริด ตะโกนเสียงดังขอให้ทุกคน หยุดอยู่กับที่ บัดนี้พวกเขาอยู่ในชั้นที่เก้า เนี่ยเทียนอยู่ชั้นที่เจ็ด ตรงกลางยังมีอีกชั้นหนึ่งกางกั้นอยู่ “ทุกคนอย่าเหยียบเข้าไปในชั้นที่แปด!” เว่ยไหลมีสี หน้าเศร้าสลด ข่มกลั้นความเจ็บปวดที่โถมขึ้นมาในใจ หันไปตะคอกใส่พวกโต้วเทียนเฉิน เหยียนจั้นและ พวกหันหว่านหรง “ชั้นที่แปดอาจถูกไอพิษของ ‘กู่ผี’ แทรกซอนเข้ามาได้ทุกเมื่อ หากดินแดนของพวกเรา สัมผัสโดนมัน แม้เพียงน้อยนิด ดินแดนก็อาจหลอม ละลายได้! และจิตวิญญาณก็จะตายไปเพราะถูกพิษ ร้าย” เงาร่างมากมายพากันหยุดชะงักอยู่ในชั้นที่เก้า มีชั้นที่แปดกั้นขวาง เส้นสายตาของทุกคนต่างก็ไป รวมอยู่ที่ร่างของเนี่ยเทียน
“เนี่ยเทียน…” ชั้นที่เจ็ดของดวงดาราเก้าชั้นฟ้าคือเขตปราการที่ก่อ ตัวจากลำแสงดวงดาว แสงดาวที่บินทะยานอยู่ด้านใน ต่างก็นาบประทับเวทลับแห่งวิถียิ่งใหญ่ที่นายแห่ง ดวงดาวบรรลุมา มีค่ายกลที่หดเล็ก มีอักขระหลายตัว และมีพลังดวงดาวเป็นกลุ่มๆ ซึ่งเหมือนจะไม่มีความ เกี่ยวข้องทางวิถีแห่งกฎเกณฑ์ที่ลึกล้ำเท่าใดนัก “ฟู่วๆ!” ไอพิษสกปรกที่กู่ผีปลดปล่อยออกมามีหลากหลาย สีสัน เมื่อมันสัมผัสโดนอักขระและค่ายกลมากมายที่ อยู่ในดวงดาราเก้าชั้นฟ้าก็ก่อให้เกิดม่านแสงเจิดจ้า บาดตา ในบรรดานั้นมีไอพิษบางส่วนที่เป็นสีเขียวอ่อน สีเขียว เข้มและสีดำราวกับหมึกซึ่งมีสติปัญญาเป็นของตัวเอง และเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดอย่างพวกที่จับ
สิ่งมีชีวิตกินเป็นอาหารก็เป็นฝ่ายบินกระโจนเข้าหา เนี่ยเทียน ทันใดนั้นไอพิษสกปรกก็กลายมาเป็นหนวดเล็กๆ จำนวนมากที่หมายจะซอกซอนเข้าไปในรูจมูก หูและ ดวงตาของเนี่ยเทียน เนี่ยเทียนไม่ได้ร่ายแดนว่างเปล่าที่มหัศจรรย์ของ ตัวเองออกมา เพราะเขาได้ยินฉู่รุ่ยบอกว่าแม้แต่ดินแดนเทพเจ้าของ พวกแดนเทพเจ้าที่หากถูก ‘กู่ผี’ แทรกซอนก็ยังยากที่ จะสกัดกั้นได้ “เนี่ยเทียน! เจ้ามันโง่เง่า!” ฉู่รุ่ยรองเจ้าตำหนักที่พอกินยาเข้าไปหลายเม็ดก็ เหยียบเข้าไปในชั้นที่เก้าพลางตวาดเสียงดัง “เจ้าเคย สัมผัสกับเปลวเพลิงกร่อนดินแดนที่ทงโยวต้าจุนของ เผ่าทมิฬชุบหลอมด้วยมือตัวเองมาก่อนแล้ว เปลว
เพลิงกร่อนดินแดนสามารถทำลายดินแดนของแดน ว่างเปล่าและแดนเอตทัคคะได้ แม้แต่แดนเทพเจ้าก็ ยังถูกจำกัดพลังไปส่วนหนึ่ง ส่วนประกอบหลักอย่าง หนึ่งในการหลอมเปลวเพลิงกร่อนดินแดนก็คือ สารพิษส่วนหนึ่งที่กู่ผีปลดปล่อยออกมาตอนกิน อาหาร” “เปลวเพลิงกร่อนดินแดนไม่สามารถสังหารแดนเทพ เจ้าหรือทำลายดินแดนของแดนเทพเจ้าได้” “ทว่าวัตถุประหลาดกู่ผีนี่ พลังของมันเหนือเกินกว่าที่ เปลวเพลิงกร่อนดินแดนจะเทียบเคียง! พิษร้ายในการ กัดกร่อนเช่นนี้มีความสามารถในการทำลายดินแดน เขตอาคมปราณวิญญาณต่างๆ และเลือดเนื้ออย่างที่ เจ้านึกภาพไม่ออกเลย!” ฉู่รุ่ยโหวกเหวกเสียงดัง เน้นย้ำถึงความร้ายกาจของ “กู่ผี” อีกครั้ง หมายจะให้เนี่ยเทียนถอยห่างออกมา
ทันที ทว่าพอเขาพูดจบก็ค้นพบว่าพิษร้ายที่ “กู่ผี” ปลดปล่อยออกมาได้แปรสภาพกลายมาเป็นหนวด เล็กบางหลายข้างที่เลื้อยไปสัมผัสโดนเนี่ยเทียนแล้ว หรือหากจะพูดให้ถูกต้องก็คือสัมผัสเข้ากับเยื่อเลือด ชั้นหนึ่งที่ล้อมวนอยู่รอบร่างเนี่ยเทียน! เยื่อเลือดประหลาดชั้นนั้นก่อตัวขึ้นมาจากจิงชี่เลือด เนื้อ บวกกับเปลวเพลิงที่ร้อนแรงของเนี่ยเทียนเอง “พลังชีวิตแข็งแกร่ง กระตุ้นพลังแฝง แก่นเลือดเดือด พล่าน…” พรสวรรค์ทางสายเลือดหลายชนิดถูกเนี่ยเทียน กระตุ้นออกมา เรือนกายที่เดิมทีก็แข็งแกร่งอยู่แล้ว ของเขาพลันขยายใหญ่ กล้ามเนื้อแต่ละก้อนปูดนูน ให้ความรู้สึกน่าตะลึงราวกับเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการ ระเบิด เป็นความรู้สึกที่บ้าระห่ำคล้ายจะสามารถฉีก
ฟ้ากระชากดินได้ ขณะเดียวกันเขาก็ปรับดึงเอาพลังเปลวเพลิงออกมา จากในมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของตัวเอง แล้ว ผสานปนเข้ากับพลังความร้อนของไฟศักดิ์สิทธิ์ ทั้งยัง เรียกเกราะมังกรเพลิงออกมาสวมไว้บนร่าง “กู่ผีมีพลังการกัดกร่อนที่รุนแรงต่อปราณวิญญาณฟ้า ดินและดินแดนของเผ่ามนุษย์ เมื่อเป็นเช่นนี้ข้าจึงไม่ ใช้พลังของเผ่ามนุษย์ แต่ใช้เลือดเนื้อ เลือดลม และ วัตถุประหลาดที่ข้าครอบครองมาทดลองปะทะกับไอ พิษของมัน” ด้วยความคิดเช่นนี้ เขาจึงโคจรพลังเลือดลมของ ตัวเอง “เปรี๊ยะ!” วินาทีที่หนวดซึ่งแปรสภาพมาจากไอพิษสกปรกสัมผัส โดนเยื่อเลือดชั้นนั้นของเขา แสงไฟก็สาดกระเซ็นไปสี่
ทิศ พลังแห่งการกัดกร่อนที่น่าหวาดกลัวประหนึ่งกรด ที่มีฤทธิ์รุนแรงนับสิบล้านเท่าออกฤทธิ์กับเยื่อเลือด ชั้นนั้นทันทีทันใด เยื่อเลือดก่อตัวขึ้นมาจากจิงชี่เลือดเนื้อ ปะปนกับพลัง ความร้อนและพลังของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงเขา เยื่อเลือดชั้นนี้เมื่อเปรียบเทียบกับมหาสมุทรเลือดลม ของผู้แข็งแกร่งชนต่างเผ่าจำนวนมากแล้วก็ไม่นับว่า อ่อนด้อยกว่ามากนัก กลับยังมีความมหัศจรรย์อย่าง อื่นด้วย ทว่าขนาดเยื่อเลือดที่มหัศจรรย์เช่นนี้ เมื่ออยู่ภายใต้ หนวดของไอพิษ “กู่ผี” ก็เห็นได้ชัดว่าไม่สามารถยืน หยัดได้นานนัก ซ้ำยังพอจะเห็นรูโหว่ที่เกิดขึ้นมาได้ รำไร เนี่ยเทียนจำต้องดึงเอาจิงชี่เลือดเนื้อมากกว่าเดิมมา ชดเชยรูโหว่เหล่านั้นถึงพอจะยืนหยัดได้นานอีกหน่อย
“ร้ายกาจ! ไอพิษสกปรกนี้ยังเป็นเพียงแค่สิ่งที่กู่ผี ปลดปล่อยออกมา ไม่ใช่เรือนกายที่แท้จริงของมัน” เขาหน้าเปลี่ยนสี ยิ่งรวบรวมพลังมากกว่าเดิม ใน สมองก็มีความคิดมากมายแล่นผ่านรวดเร็ว ด้านหนึ่ง ก็รับสัมผัสกับกรดพิษที่มาจากไอพิษเหล่านั้น อีกด้าน หนึ่งก็ค้นหาวิธีการแก้ไข “ความร้ายกาจของกู่ผี อย่าว่าแต่เผ่ามนุษย์เลย ขนาด ชนต่างเผ่าหรือเผ่าวิญญาณโบราณที่เจอเข้าก็ยังต้อง ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว” ฉู่รุ่ยร้องคำราม “เนี่ย เทียน! ในบรรดาเผ่าพันธุ์มากมายบนโลกใบนี้ ผู้ที่ไม่ กลัวกู่ผี ไม่กลัวกรดพิษอย่างแท้จริง บางทีอาจมีแค่ ยักษ์เผ่าโครงกระดูกเท่านั้น! มีเพียงมหาราชาระดับ เก้าหรือต้าจุนเผ่าโครงกระดูกระดับสิบที่ฝึกร่างโครง กระดูกไม่แตกทลายได้สำเร็จเท่านั้นถึงจะไม่กลัวการ กัดกร่อนจากพิษของกู่ผี!”
“แต่ต่อให้เป็นเช่นนั้น เผ่าโครงกระดูกก็ไม่สามารถ สังหารกู่ผีได้ ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ไม่สามารถทำอะไรอีก ฝ่ายได้ทั้งนั้น” เผ่าโครงกระดูกเกิดมาก็ไม่มีเลือดเนื้อ มีเพียงแค่โครง กระดูกที่มหัศจรรย์เท่านั้น เผ่าโครงกระดูกที่ฝึกร่างโครงกระดูกไม่แตกทลายได้ สำเร็จ ต่อให้เป็นหมื่นพิษก็ไม่อาจแทรกซอน นั่นคือคู่ ต่อสู้ที่เผ่าทมิฬหวาดกลัวมากที่สุด จะบอกว่าเป็นดาว พิชิตของเผ่าทมิฬก็ไม่เกินจริงไปแม้แต่น้อย “เผ่าโครงกระดูก…” เนี่ยเทียนอึ้งไปครู่ แล้วก็พลันฉุกคิดขึ้นมาได้ จึงเรียก โครงกระดูกปีศาจเลือดที่ถูกเขาทอดทิ้งมานานหลาย ปีออกมา หุ่นเชิดตนนี้มีสายเลือดเป็นระดับแปด ช่วงที่ผ่านมา จึงไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้แล้ว
อีกทั้งหุ่นเชิดนี่ยังไม่มีโอกาสที่จะเติบโตได้อีก ซ้ำยัง คัดคานกับสายเลือดแห่งชีวิตของเขา เขาเองก็ไม่ยินดี ที่จะเปลืองแก่นเลือดเพื่อเพิ่มระดับความแข็งแกร่ง ให้กับหุ่นเชิดตัวนี้ สุดท้ายจึงปล่อยปละละเลยมัน บัดนี้เมื่อได้ยินเสียงตะโกนของฉู่รุ่ย เขาจึงเรียกโครง กระดูกปีศาจเลือดออกมา พอโครงกระดูกปีศาจเลือดปรากฏตัวก็มาอยู่ในริม ขอบชั้นที่เจ็ดของดินแดนสะเก็ดดาว ทันใดนั้นอักขระ ดวงดาวนับพันนับหมื่นก็พลันตรงเข้ามาโจมตีโครง กระดูกปีศาจเลือด อักขระดวงดาวแต่ละดวงต่างก็ปลดปล่อยพลังน่า หวาดกลัวคล้ายสามารถสังหารโครงกระดูกปีศาจ เลือดได้ เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสี รีบร้อนแบ่งปราณของจิต วิญญาณดวงดาวกลุ่มหนึ่งเข้าไปไว้ในร่างของโครง
กระดูกปีศาจเลือด หลังจากที่จิตวิญญาณแห่งดวงดาวกลุ่มหนึ่งใน มหาสมุทรจิตวิญญาณผสานรวมเข้าไปในร่างของ โครงกระดูกปีศาจเลือดแล้วก็เป็นราวกับยันต์ป้องกัน กายอย่างหนึ่งของโครงกระดูกปีศาจเลือด เป็นเหตุให้ มันไม่ถูกค่ายกลดวงดาวชั้นนี้โจมตีอีก นอกจากคนที่ฝึกวิชาสะเก็ดดาวซึ่งมีปราณดวงดาวติด อยู่บนกายแล้ว คนอื่นๆ ล้วนต้องถูกค่ายกลเล่นงาน ทั้งสิ้น ตอนที่โครงกระดูกปีศาจเลือดถูกชุบหลอมก็เคยได้รับ เลือดลมของเนี่ยเทียนไปก่อนแล้ว การที่จะกรอกเท พลังงานของจิตวิญญาณแห่งดวงดาวกลุ่มหนึ่งเข้าไป จึงเป็นเรื่องที่ไม่ยากแม้แต่น้อย ค่ายกลชั้นที่เจ็ดของดวงดาราเก้าชั้นฟ้ารับสัมผัสได้ว่า ในร่างของโครงกระดูกปีศาจเลือดมีปราณจิตวิญญาณ
แห่งดวงดาวของเนี่ยเทียนก็คล้ายจะแยกแยะ ความสัมพันธ์ระหว่างมันและเนี่ยเทียนได้ จึงล้มเลิก การสังหารมันในที่สุด “ฟิ้ว!” เขาที่ถูกห่อหุ้มด้วยเยื่อเลือดพุ่งวูบหนึ่งทีก็เข้าไปอยู่ ด้านล่างลำคอของโครงกระดูกปีศาจเลือด ตรง ตำแหน่งที่อยู่ใกล้กับหัวใจของมัน หนวดหลากหลายสีสันหลายเส้นที่ถูกกู่ผีปลดปล่อย ออกมาตรงเข้ามาคว้าเนี่ยเทียนอีกครั้ง “อู้! อู้ๆ!” โครงกระดูกปีศาจเลือดที่มีสายเลือดเพียงแค่ระดับ แปดและผ่านการชุบหลอมหลายครั้งจากเขาตนนี้ เมื่อมาอยู่ในชั้นที่เจ็ดของดวงดาราเก้าชั้นฟ้าก็แผ่ ปราณแห่งความตายออกมา โบกสะบัดแขนกระดูก บ้างก็ตบ บ้างก็กระชากรั้ง จิกทึ้งไอพิษเป็นกลุ่มๆ
พวกนั้นให้แหลกละเอียด พอถูกมันกระชากจนแหลก ไอพิษหลากสีที่กู่ผี ปลดปล่อยออกมาก็ไม่สามารถรวบรวมกรดพิษได้อีก ความเร็วในการแทรกซอนจากชั้นเจ็ดสู่ชั้นแปดของไอ พิษสกปรกจึงถูกถ่วงให้ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด “หุ่นเชิดเผ่าโครงกระดูกตนหนึ่ง!” พวกคนของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอย่างฉู่รุ่ย เว่ ยไหลที่อยู่ในชั้นที่เก้าร้องอุทานกันเสียงหลง “หุ่นเชิดเลือดเนื้อตัวนั้น ข้าเคยได้ยินมาก่อน ในอดีต มันเคยช่วยเนี่ยเทียนต่อสู้ แต่เมื่อเนี่ยเทียนแข็งแกร่ง มากขึ้น หุ่นเชิดเผ่าโครงกระดูกที่มีสายเลือดระดับ แปดก็ถูกเขาสละทิ้ง คาดไม่ถึงว่า…” ฟางหยวนเอ่ย ขึ้นเบาๆ “คนของผ่าโครงกระดูกที่ฝึกวิชาโครงกระดูกไม่แตก ทลายได้สำเร็จนั้นสามารถมองเมินกรดพิษที่กู่ผี
ปลดปล่อยออกมาได้!” ฉู่รุ่ยมีสีหน้าตกตะลึง “พวก เจ้าก็เห็นแล้วว่าหุ่นเชิดโครงกระดูกตนนั้นของเนี่ย เทียนแค่โบกแขนกระดูก และปราณแห่งความตายที่ มันปลดปล่อยออกมาก็ล้วนสามารถฉีกทึ้งไอพิษ สกปรกให้แหลกสลายได้!” เว่ยไหลมองเห็นความหวังได้ทันใด “ข้าสังเกตเห็น แล้วว่าความเร็วที่ไอพิษจากชั้นเจ็ดแทรกซอนสู่ชั้น แปดช้าลงไปเยอะมาก” “นี่หมายความว่าหุ่นเชิดของเผ่าโครงกระดูกตนนั้นใช้ ได้ผล!” เหยียนจั้นเอ่ยอย่างฮึกเหิม ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 44 บทที่ 1300 ผนึก!
“คนของเผ่าโครงกระดูก เอามาทำเป็นหุ่นเชิด?” “หุ่นเชิดเผ่าโครงกระดูกระดับแปดที่ใช้เวทลับมาชุบ หลอมกลับสามารถต้านทานไอพิษสกปกรกที่ ปลดปล่อยออกมาจากร่างของกู่ผีได้งั้นหรือ?” “ในบรรดาสิ่งมีชีวิตนับพันนับหมื่น เผ่าโครงกระดูก คือเผ่าพันธุ์ที่พิเศษที่สุด” “เนี่ยเทียนมีวิธีการรับมือเยอะจริงๆ” แดนเอตทัคคะหลายคนจากต่างแดนที่มารวมตัวกัน อยู่ข้างกายของเย่เหวินฮั่นหรี่ตาเพ่งสมาธิมองอยู่พัก ใหญ่ ก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ หวงจินหนันหัวเราะหึหึ “คาดไม่ถึงว่าเผ่าโครงกระดูก จะยังได้เปรียบเผ่าทมิฬ เผ่าโครงกระดูกที่ร้อยพิษก็มิ
อาจแทรกซอน สำหรับเผ่าทมิฬที่มีพิษร้ายทั้งร่างแล้ว ก็คือดาวพิชิตชัดๆ” “หุ่นเชิดเผ่าโครงกระดูกตนนั้นใช้ได้ผลจริงๆ ด้วย” จี หยวนฉวนยิ้มอย่างปลาบปลื้มใจ “ก็ไม่แน่เสมอไป” มีเพียงเย่เหวินฮั่นจากหอทอดฟ้า เท่านั้นที่ยังกล่าวเบาๆ ด้วยความกังวลใจ “บางทีต้า จุนเผ่าโครงกระดูกสายเลือดระดับสิบอาจไม่กลัวพิษ ร้ายของกู่ผี ทว่าเผ่าโครงกระดูกสายเลือดระดับแปด ระดับเก้านั้นไม่แน่เสมอไปว่าจะทัดทานได้เต็มร้อย พวกเจ้าต้องรู้ข้อหนึ่งว่า พิษร้ายของกู่ผีไม่เพียงแต่มี ผลต่อดินแดนและเลือดเนื้อเท่านั้น ยังมีผลต่อจิต วิญญาณเช่นเดียวกัน!” พอเขาเอ่ยเช่นนี้ ทุกคนก็หน้าเปลี่ยนสีกันไปอีกครั้ง “แล้วเนี่ยเทียน?” โหวชูหลันถามอย่างแปลกใจ “ก็แค่หนวดที่จำแลงมาจากพิษร้ายซึ่งปล่อยออกมา
จากในร่างของกู่ผีเท่านั้น ไม่ใช่เรือนกายที่แท้จริง” เย่เหวินฮั่นสูดลมหายใจเข้าเบาๆ หนึ่งครั้ง สายตาก็ จ้องเขม็งไปที่ไอพิษสกปรกซึ่งกลิ้งซัดตลบอยู่ในแดน เทพเจ้าสีเทาเข้มของเจี่ยงหยวนฉือ รวมไปถึงความ เคลื่อนไหวของเลือดลมที่แปลกประหลาด ก่อนจะ เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง “กู่ผียังไม่ได้สำแดงพลังอย่าง แท้จริง” “กู่ผีน่ากลัวขนาดไหนกันแน่?” เฮ้อเหลียนสงกล่าว “จุดที่แข็งแกร่งของมันก็คือเรือนกายและหนวดที่ยื่น ออกมาจากในร่างของมัน” เย่เหวินฮั่นอธิบาย “หนวดที่ชุบหลอมและแปรสภาพมาจากไอพิษในร่าง ของมันมีอานุภาพอ่อนด้อยกว่าเยอะมาก ที่ข้าเป็น กังวลที่สุดก็คือระหว่างเจี่ยงหยวนฉือและกู่ผีมี ความสัมพันธ์อะไรต่อกันกันแน่?” “กู่ผีมีสติปัญญาด้วยกระมัง?” โหวชูหลันเอ่ยถาม
เย่เหวินฮั่นพยักหน้ารับ “ย่อมต้องมีสติปัญญาอยู่แล้ว อีกทั้งยังไม่แย่กว่าสิ่งมีชีวิตระดับสูงใดๆ แม้แต่น้อย วัตถุประหลาดอย่างมัน หากไม่ได้ถูกเจี่ยงหยวนฉือ ควบคุม ก็อาจกลับกลายเป็นมันที่ช่วงชิงจิตวิญญาณ ของเจี่ยงหยวนฉือ ถ้าเช่นนั้นผลลัพธ์ที่จะตามมา…” กล่าวมาถึงตรงนี้ เขาก็ตัวสั่นสะท้าน หน้าซีดขาว “เป็นไปไม่ได้! น่าจะเป็นไปไม่ได้!” จีหยวนฉวนส่าย หน้าติดต่อกัน “ในฐานะที่เจี่ยงหยวนฉือคือเจ้า ประมุขของพรรคเงามืด ใช้เวทลับเงามืดมาปิดผนึกกู่ ผีนานหลายปี เขารู้ดีถึงความน่ากลัวและแข็งแกร่ง ของกู่ผีดียิ่งกว่าใคร เจี่ยงหยวนฉือไม่ใช่คนโง่ เขาไม่มี ทางปล่อยให้ความเป็นไปได้เช่นนั้นดำรงอยู่” เย่เหวินฮั่นกล่าว “หวังว่าจะเป็นเช่นนี้” “ฟู่วๆ!” ตรงลำคอของโครงกระดูกปีศาจเลือด หากเยื่อเลือด
ชั้นนั้นที่ห่อหุ้มร่างของเนี่ยเทียนถูกกัดกร่อนและ หลอมละลาย เขาก็จะใช้จิงชี่เลือดเนื้อจำนวนมาก กว่าเดิมมาสร้างมันขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โครงกระดูกปีศาจเลือดโบกมือกระดูกที่เป็นดั่งกระบี่ แหลมสีขาวซีดซึ่งมีลำแสงแห่งความตายสีเทาอ่อนล้อ มวนให้คอยฉีกทึ้งไอพิษเหล่านั้น ไอพิษที่ไม่สามารถหล่อหลอมหนวดขึ้นมาได้ เมื่อ สัมผัสโดนเยื่อเลือดของเนี่ยเทียน ฤทธิ์แห่งการกัด กร่อนก็ถูกลดทอนลงไปอีกเยอะมาก เนื่องด้วยการปรากฏตัวของโครงกระดูกปีศาจเลือด เยื่อเลือดของเนี่ยเทียนจึงสามารถต้านทานไอพิษที่ แหลกสลายไปได้จริงๆ และสามารถรักษาตัวเองให้ รอดปลอดภัยอยู่ในชั้นที่เจ็ดได้ชั่วคราว ทว่าไอพิษที่มากกว่านั้นกลับยังคงแทรกซอนไปยังชั้น ที่แปดได้อยู่ดี
“เยื่อเลือดที่เกิดจากเลือดลมปะปนกับพลังความร้อน และพลังของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงยังพอจะต้านทาน กรดพิษของกู่ผีได้บ้าง การดำรงอยู่ของโครงกระดูก ปีศาจเลือดสามารถชะลอความเร็วในการแทรกซอนสู่ ชั้นที่แปดของไอพิษ เพียงแต่ว่า คิดจะแก้ปัญหาอย่าง แท้จริง คิดจะหลอมละลายหรือกำจัดพวกมันให้สิ้น ซากกลับไม่มีวิธีที่ดีนัก” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว ฉู่รุ่ยพูดถูกแล้ว เนื่องจากความพิเศษทางร่างกายของ มหาราชาและต้าจุนเผ่าโครงกระดูก บางทีพวกเขาจึง อาจจะไม่กลัวกู่ผี แต่หากคิดจะสังหารมันให้ได้ แม้แต่ เผ่าโครงกระดูกเองก็ยังไม่มีวิธี ทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าใครก็ทำอะไรใครไม่ได้ทั้งนั้น โครงกระดูกปีศาจเลือดที่ถูกเขาเรียกออกมาสามารถ ทำให้ไอพิษแหลกสลายออกจากกันได้ แต่กลับไม่
สามารถกวาดล้างให้สิ้น ไม่สามารถหล่อหลอมหรือ ทำลายให้วอดวายลง เมื่อไอพิษที่กระจายตัวออกไปลอยห่างจากโครง กระดูกปีศาจเลือดก็จะสามารถกลับมารวมตัวกันได้ อีกครั้ง ไม่นานเนี่ยเทียนก็เริ่มสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นี้ ไอพิษที่หลังจากถูกฉีกทึ้งจนแหลกสลายและกลับมา รวมตัวกันใหม่อีกครั้งคล้ายจะรู้ว่าทำอะไรโครง กระดูกปีศาจเลือดไม่ได้ และกระแสไอพิษที่กระจาย ตัวจากกันก็มีฤทธิ์เป็นกรดที่จำกัด จึงไม่สามารถสลาย เยื่อเลือดชั้นนั้นของเนี่ยเทียนได้ ดังนั้นกระแสไอพิษที่มารวมตัวกันใหม่จึงออกห่างจาก โครงกระดูกปีศาจเลือด ออกห่างจากเขา เขาจึงสามารถหลีกเลี่ยงการรุกรานจากไอพิษได้อย่าง
ฉับพลัน จากนั้นไอพิษจำนวนมากยิ่งกว่าเดิมที่มารวมตัวกันก็ ได้แทรกซอนไปยังชั้นที่แปดอย่างรวดเร็ว กำลังจะ ลอดทะลุสองชั้นสุดท้ายเข้าไปกระจายอยู่ในดินแดน สะเก็ดดาว “เห็นได้ชัดว่าไอพิษพวกนั้นมีสติปัญญาเป็นของ ตัวเอง!” เหยียนจั้นที่อยู่ชั้นเก้าเพิ่งจะดีใจได้ไม่นานก็ค้นพบว่า ไอพิษที่ถูกโครงกระดูกปีศาจเลือดปัดทึ้งจนแยกสลาย จากกันล้วนออกห่างจากโครงกระดูกปีศาจเลือด หลีก เลี่ยงเนี่ยเทียน และพอมารวมตัวกันได้อีกครั้งพวกมัน ก็เริ่มแทรกซอนจากเขตปราการชั้นเจ็ดมายังชั้นแปด ดั่งสว่านที่เจาะทะลวงลงมาอย่างแรง นั่นทำให้เขา หน้าเปลี่ยนสีโดยพลัน “จะอย่างไรซะกู่ผีก็เป็นผู้ควบคุมไอพิษเหล่านั้นอยู่
เบื้องหลัง” ฉู่รุ่ยยิ้มขื่น “ข้าบอกแต่แรกแล้วว่ากู่ผีมี สติปัญญาสูงมาก ขนาดมีดวงดาราเก้าชั้นฟ้ากั้นขวาง มันก็ยังสามารถใช้พิษของตัวเองได้อย่างประณีต แม่นยำเพียงนี้ เจี่ยงหยวนฉือผู้นั้นสามารถใช้มันได้ อย่างไม่มีขีดจำกัดเลยหรือไร?” “ตัวเนี่ยเทียนเองไม่เป็นอะไร แต่ก็ดูเหมือนว่าเขาเอง ก็ไม่มีวิธีหยุดยั้งการแทรกซอนของพิษพวกนั้นได้” ซิ นฉิงเริ่มร้อนใจอีกครั้ง “พวกเจ้า!” เว่ยไหลหันมาถลึงตาชี้หน้าพวกโต้วเทียน เฉิน ฟางหยวน วังเหม่ยเจียและหันหว่านหรง ออก คำสั่งให้พวกเขากลับเข้าไปยังพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวเพื่อส่งตัวพวกลูกศิษย์คนสำคัญออกไปโดย ใช้ค่ายกล หวังประคองความหวังของสำนักในอนาคต ต่อไป บุตรแห่งดวงดาวทั้งหลายลังเลกันอยู่ครู่หนึ่งก็พากัน
จากไป “เนี่ยเทียน! อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย” ฉู่รุ่ยถอนหายใจ “เจ้าคือความหวังของสำนักในอนาคต เจ้าออกไปจาก ดินแดนสะเก็ดดาวก่อนเถอะ กู่ผีคือของต้องห้าม! เจ้า ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของมันได้ แล้วนับประสาอะไรกับ ที่ยังมีเจี่ยงหยวนฉืออยู่อีกคน? รีบหนีไปเถอะ อย่ามัว ต้านทานไอพิษพวกนั้นอย่างเสียเวลาเปล่าอยู่เลย” “เจี่ยงหยวนฉือสามารถใช้เวทลับเงามืดปิดผนึกกู่ผี แล้วข้าจะสามารถใช้วิธีการเดียวกันได้หรือเปล่า?” เนี่ยเทียนคิดหนัก เวทลับการปิดผนึกที่อยู่ในสมองเขาก็มีอยู่หลายชนิด ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนมาจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว แล้วก็มีอยู่หลายชนิดที่อูจี้อาจารย์ของเขาเคยสอนมา ในปีนั้น แต่เขารู้สึกว่าเวทลับเหล่านั้นไม่มีประโยชน์อะไรกับ
กู่ผี “การปิดผนึก แต่ก็มีการปิดผนึกที่มหัศจรรย์อย่าง หนึ่งนะ!” ทันใดนั้นในสมองของเขาก็เหมือนกับมีสายฟ้าวาบ ผ่าน ทำให้เขามีทิศทางในการรับมือ เขานึกถึงวิธีการสร้างอักขระมายาโบราณที่บรรลุมา จากดินแดนลึกลับที่เกราะมังกรเพลิงเคยพาเข้าไป ซึ่ง ข้างในนั้นมีเทพยักษ์ค้ำฟ้าอยู่มากมาย อักขระโบราณ มายานั้นก็คืออักษรคำว่า “ผนึก” ในอดีตเขาเคยใช้อักขระโบราณมายาปิดผนึกไฟพิษ ศพในนครเผ่ามนุษย์หินซึ่งตั้งอยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ย ไฟพิษศพก็คือวัตถุที่มีพิษร้ายแรง แตะโดนเพียง เล็กน้อยเลือดเนื้อก็จะเน่าเปื่อยเละเทะ หลังจากไฟพิษศพถูกอักขระโบราณมายาปิดผนึก เอาไว้ สุดท้ายเขาก็นำไปมอบให้กับหลี่หลางเฟิง
จนกระทั่งหลี่หลางเฟิงที่มีพิษร้ายทั่วทั้งตัวชุบหลอม มันทีละนิดจนทำให้ขอบเขตของเขาฝ่าทะลุติดต่อกัน หลายครั้ง ไอพิษสกปรกที่อยู่เบื้องหน้านี้ไม่ใช่เรือนกายที่แท้จริง ของกู่ผี เป็นเพียงแค่สารพิษที่มันปลดปล่อยออกมา จากร่างเท่านั้น จะสามารถใช้อักขระโบราณมายาปิด ผนึกไว้ได้หรือไม่? พอคิดมาถึงตรงนี้เขาก็ไม่ลังเลอีกต่อไป “ผนึก!” ท่องคาถาอยู่ในใจ มือทั้งคู่ของเขาโบกตวัด ดึงเอา พลังวิญญาณหลายชนิด จิงชี่เลือดเนื้อและพลังงาน ต่างธาตุรวมถึงจิตวิญญาณปะปนไว้รวมกัน เพื่อสร้าง อักขระโบราณมายาที่ฝังอยู่ในส่วนลึกของความทรง จำเขาขึ้นมา “ฟู่วๆ!”
พลังงานหลายกลุ่มที่มีปราณปะปนกันหลากหลายตัด สลับกันอยู่ตรงหน้าอกของเขา และพลังดวงดาวที่อยู่ ในเขตปราการชั้นนี้ก็ได้ถูกเขาชักนำให้บินเข้ามาด้วย ลวดลายกระจัดกระจายนับไม่ถ้วนประหนึ่งลายเส้นที่ ถูกทวยเทพโบราณวาดออกมาช้าๆ ไม่นานนักอักขระโบราณที่ลึกลับและเป็นภาพมายา ตัวหนึ่งก็ก่อตัวกันออกมาอยู่ห่างจากเบื้องหน้าเขาไป ครึ่งเมตร ปราณชนิดหนึ่งที่ทั้งเก่าแก่ หนักอึ้งและโบราณดึกดำ บรรพ์ถูกปลดปล่อยออกมาจากอักขระโบราณมายา เมื่อเนี่ยเทียนใช้กระแสจิตเรียกบอก อักขระโบราณ มายาตัวนั้นก็ลอยไปยังพื้นที่ที่มีไอพิษสกปรกรวมตัว กันอยู่มากที่สุด “ไป!” อักขระโบราณมายาที่ได้ยินคำสั่งของเนี่ยเทียนก็ลอย
ไปหาไอพิษทันที “ฟิ้ว! ฟิ้วๆๆ!” ตำแหน่งที่อักขระโบราณมายาลอยผ่าน มีไอพิษหลาก สีหลายกลุ่มที่คล้ายถูกหินแม่เหล็กดึงดูดจึงผสาน รวมเข้าไปในอักขระโบราณมายาทันที “ได้ผล!” สายตาของเนี่ยเทียนที่คมปลาบดุจสายฟ้าจ้องเขม็งไป ยังอักขระโบราณมายาตัวนั้น รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันใด เขามองเห็นอย่างชัดเจนว่าตำแหน่งที่อักขระโบราณ มายาลอยผ่านไป ไอพิษเป็นกลุ่มๆ ก็ล้วนถูกดึงดูดเอา ไปอย่างง่ายดาย ไม่นานอักขระโบราณมายาตัวนั้นก็ไปถึงจุดที่มีไอพิษ รวมตัวกันอยู่มากที่สุด “อู้!”
ไอพิษห้าแสงหกสีต่างก็ถูกอักขระโบราณมายาตัวนั้น ชักนำเข้ามา ดุจหมึกดำที่ถูกยางลบลบทิ้งจนไม่เหลือ ร่องรอย หรือจะพูดให้ถูกต้องก็คือถูกดูดเอาไปจนเกลี้ยง! อักขระโบราณมายาค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นลูกแสง หลากสีที่ปลดปล่อยประกายแสงเจิดจ้าพร่าตา ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 44 บทที่ 1301 หวาดผวา
“สวรรค์! ข้าได้เห็นอะไรกันนี่?” “ไอพิษที่เป็นกรดซึ่งกู่ผีปลดปล่อยออกมา ถูกตรา อักขระมายาตัวหนึ่งดึงดูดไปแล้ว?” “ตราผนึกตัวนั้น เห็นได้ชัดว่าเนี่ยเทียนเป็นคนสร้าง มันขึ้นมา!” “เนี่ยเทียนสามารถผนึกไอพิษที่บินออกมาจากในร่าง ของกู่ผีได้?” ทุกคนร้องฮือฮา เย่เหวินฮั่นแห่งหอทอดฟ้าอึ้งงันไปครู่ก็กล่าวด้วยสี หน้าเหลือเชื่อ “แม้ว่าไอพิษพวกนั้นจะไม่ใช่ร่างที่ แท้จริงของกู่ผี แต่ก็มีแก่นแห่งกรดพิษที่ซ่อนแฝงอยู่ ไอพิษเช่นนี้สามารถทำให้แตกออกจากกันได้ แต่หาก
คิดจะหลอมให้ละลายหายไป หรือคิดจะปิดผนึกมัน กลับเป็นไปไม่ได้เท่าไหร่นัก!” “เนี่ยเทียนไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!” จีหยวนฉวนหัวเราะ ร่า “ที่แท้การที่บุตรแห่งดวงดาวคนนี้กล้าเหยียบเข้าไป ในเขตปราการก็เพราะว่ามีตัวช่วยที่ทำให้เขาไม่กริ่ง เกรงนี่เอง!” แดนเอตทัคคะที่อยู่นอกดินแดนพลัน รู้สึกตื่นเต้น “ยังดี ยังดีที่ข้ารู้ถึงความไม่ธรรมดาของ เขา หาไม่แล้วเขาก็ไม่มีทางถูกขนานนามว่าผู้สร้าง แดนเทพเจ้าได้หรอก! และจู่กวางเหย้า โม่เชียนฝานก็ ไม่มีทางเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้สำเร็จเพราะเขาแน่!” “พวกเราไม่ได้มาเสียเที่ยว!” “ขอแค่เขายังมีชีวิตอยู่ก็พอแล้ว!” เหล่าผู้นำของแต่ละฝ่ายที่เดินทางข้ามดินแดนมาไกล หลายล้านลี้ต่างก็พากันสงบใจลงได้
ขอบเขตของพวกเขาต่างก็ติดอยู่ในแดนเอตทัคคะช่วง ท้ายมานานหลายปี ไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถใช้ กำลังของตัวเองฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าได้อย่างราบรื่น ด้วยเหตุนี้ถึงได้ฝากความหวังไว้ที่เนี่ยเทียน พวกเขาต่างก็ไม่หวังให้เกิดเรื่องกับเนี่ยเทียน “เนี่ยเทียน!” ในชั้นที่เก้าของดวงดาราเก้าชั้นฟ้า ฉู่รุ่ยเบิกตากว้าง ดวงตามีประกายแสงดาวสาดส่อง พวกซินฉิง เว่ยไหล เหยียนจั้นก็ดีใจกันขึ้นมาอีกครั้ง “อู้!” อักขระโบราณมายาที่ก่อตัวขึ้นมาจากพลังงาน หลากหลายของเนี่ยเทียนตัวนั้นยังคงล่องลอยต่อไป ไอพิษชั้นที่เจ็ดซึ่งแทรกซอนไปยังชั้นที่แปด ไม่ว่าจะ เป็นแบบเส้นหรือแบบกลุ่มก็ล้วนกลายมาเป็นลำแสง
หลากสีที่ผสานรวมเข้ามาในอักขระโบราณมายาดัง “ฟิ้วๆ” ไม่นานไอพิษหลากสีที่รุกรานเขตปราการชั้นที่เจ็ด ของดินแดนสะเก็ดดาวก็ถูกอักขระโบราณมายาดูด เอามาจนหมด อักขระโบราณมายาตัวนั้นกลายมาเป็นลูกแสงที่พร่าง พราวลูกหนึ่งซึ่งล่องลอยไปสี่ทิศคล้ายกำลังไล่ตามหา เป้าหมายใหม่ “อักขระโบราณตัวนี้ยังสามารถกักเก็บไอพิษได้มาก กว่าเดิม!” เนี่ยเทียนสัมผัสได้อยู่ในใจจึงยิ้มกว้างแล้วกลายร่าง เป็นแสงดาวที่พุ่งไปยังชั้นที่หก “อู้!” หลังจากดูดซับเอาไอพิษมาเป็นจำนวนมาก อักขระ โบราณมายาก็กลายมาเป็นลูกแสงหลากหลายสีสันที่
ขยับเคลื่อนไหวได้ตามใจชอบ “ชั้นที่หก! ไปต่อเลย!” เขาใช้กระแสจิตควบคุมลูกแสงลูกนั้นให้ไปเคลื่อนไหว ในชั้นที่หกอีกครั้ง ตอนที่อักขระโบราณมายาล่องลอยไปถึง ไอพิษแต่ละ กลุ่มที่ลามไปทั่วชั้นที่หกก็ถูกดึงดูดให้มาผสานรวมกัน ทันที “ชั้นที่ห้า!” “ชั้นที่สี่!” “ชั้นที่สาม!” พวกแดนเอตทัคคะและจีหยวนฉวน เย่เหวินฮั่น ผู้ แข็งแกร่งจากหอทอดฟ้า ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และสำนักห้า ธาตุหลายคนที่อยู่นอกดินแดนต่างก็ร้องอุทานเสียง หลงไปตามการเคลื่อนไหวของเนี่ยเทียน
ภายใต้สายตาที่จับจ้องมองมาของพวกเขา เนี่ยเทียน ได้ใช้ตราผนึกที่มหัศจรรย์ชิ้นหนึ่งมากลืนกินไอพิษ มากมายโดยเริ่มตั้งแต่ชั้นที่เจ็ดเป็นต้นมา ไม่นานเท่าไหร่นัก เนี่ยเทียนก็มาถึงชั้นที่สาม และ ยังคงใช้ตราผนึกชิ้นนั้นมาดูดซับไอพิษที่ถูกปลดปล่อย ออกมาจากกู่ผีดังเดิม “นี่ นี่มันเรื่องอะไรกัน?” แดนเทพเจ้าสี่ท่านที่อยู่ใกล้กับแดนเทพเจ้าสีเทาเข้ม ของเจี่ยงหยวนฉืออย่างซ่างกวานจื๋อ โหยวฉีเหมี่ยว ซ่งเช่อฉวนและต้วนหงเหวินต่างก็รู้สึกมึนงง ไม่เข้าใจ สถานการณ์ “เจ้าประมุข ตรงนั้นมันเรื่องอะไรกัน?” ซ่งเช่อฉวน ฉงนสนเท่ห์ ดวงตาเรียวยาวของซ่างกวานจื๋อจ้องเนี่ยเทียนและ อักขระโบราณมายาชิ้นนั้นเขม็ง ปากก็พึมพำเบาๆ
“เป็นไปไม่ได้ ข้าต้องมองผิดไปแน่ ต่อให้เป็นแค่ไอ กรดพิษที่ปลดปล่อยออกมาจากในร่างของกู่ผีก็ไม่มี ทางถูกดูดดึงมาปิดผนึกได้อย่างง่ายดาย ไอกรดพิษ นั้นสามารถทำลายอาวุธทุกอย่างได้เลยนะ!” เวทลับเงามืดอันเป็นที่ภาคภูมิใจของพรรคเงามืดก็คือ กุญแจสำคัญในการปิดผนึกกู่ผี ซ่างกวานจื๋อติดตามเจี่ยงหยวนฉือมานานหลายปี รู้ดี ว่าช่วงแรกเริ่มสุด เพื่อจัดการกับปัญหาของกู่ผี เจี่ยง หยวนฉือได้คิดหาวิธีแก้ไขมากน้อยแค่ไหน บนโลกใบนี้มีเวทลับอยู่มากมาย คาถาวิเศษมาก มหาศาลไร้ที่สิ้นสุด ทว่าวิชาคาถาพวกนั้นแทบจะไม่มี ผลกับกู่ผีเลย อย่างน้อยวิชาคาถา ค่ายกลลับ ดินแดนและอาวุธ ส่วนใหญ่ของเผ่ามนุษย์ก็ไม่มีประโยชน์กับกู่ผี หาไม่แล้วเจี่ยงหยวนฉือก็คงไม่ถูกกู่ผีเล่นงานมานาน
หลายปี การฝึกตนไม่มีการพัฒนาก้าวหน้า ได้แต่ใช้ เวทลับเงามืดมาโรมรันอยู่กับกู่ผีโดยที่ไม่มีเวลาเหลือ พอให้ไปทำเรื่องอื่น แล้วจู่ๆ เขาก็ได้มาเห็นอักขระโบราณมายาที่เนี่ย เทียนสร้างขึ้นมา ตราผนึกนั้นสามารถดึงดูดไอพิษที่ ปล่อยจากในร่างของกู่ผีมาปิดผนึก นั่นทำให้เขาตา ค้างไปทันที เขาไม่รู้ว่าอักขระโบราณมายาที่เนี่ยเทียนใช้ไม่ใช่ วิธีการของเผ่ามนุษย์ “เจ้าประมุข ตอนที่เจ้าประมุขใช้พลังของกู่ผี เกรงว่า แม้แต่เสียงเรียกของข้าก็คงไม่ได้ยิน” ดวงตาของซ่าง กวานจื๋อเปล่งประกายวูบวาบไม่หยุด ในใจบังเกิด ความกระวนกระวาย “พวกเจ้าทั้งหลายอยู่ให้ห่าง จากเจ้าประมุขหน่อย ข้ากังวลว่า…” “กังวลว่าอะไร?” โหยวฉีเหมี่ยวเอ่ยถาม
“ไม่มีอะไร แต่สรุปก็คือพวกเจ้าขยับออกห่างจาก ดินแดนเงามืดของเจ้าประมุขอีกหน่อยก็พอ” ซ่าง กวานจื๋อเกิดความเกรงกลัวอย่างลึกล้ำ บอกเป็นนัย ให้ทุกคนออกห่างและต้องระวังตัวกันให้มาก “อู้!” และเวลานี้เอง เนี่ยเทียนที่ขับเคลื่อนอักขระโบราณ มายาตัวนั้นก็มาถึงชั้นที่สองของดวงดาราเก้าชั้นฟ้า! อักขระโบราณมายายังคงดึงดูดไอพิษจำนวนมาก กว่าเดิมมาด้วยความเร็วสูงสุด เท่ากับปัดกวาดให้ พื้นที่เขตการป้องกันชั้นนี้สะอาดเอี่ยมจนอักษรเทพ ดวงดาวแต่ละดวงกลับคืนมาเป็นปกติอีกครั้ง ครู่หนึ่งต่อมา ไอพิษที่อยู่ในชั้นที่สองก็ถูกอักขระ โบราณมายาตัวนั้นดึงดูดเอามา อักขระโบราณมายาปลดปล่อยแสงรัศมีที่เจิดจ้ามาก กว่าเดิม พลังงานและปราณที่ไหลบ่าออกมาจากด้าน
ใน แม้แต่เนี่ยเทียนเองก็ยังอกสั่นขวัญผวา “วัตถุชิ้นนี้รวบรวมแก่นของกรดพิษเอาไว้มากมาย จนกระทั่งหลอมไอพิษขึ้นมา หากแตะต้องโดนแม้แต่ น้อย เกรงว่าคงมีคนตายได้เลยทีเดียว” เนี่ยเทียน ครุ่นคิด “หลี่หลางเฟิงที่ติดตามข้ามานานหลายปีฝึก วิชาพิษร้ายของเผ่าทมิฬ ทั้งร่างมีแต่พิษ ทั้งยังชุบ หลอมไฟพิษศพ แล้วเขาจะ…สามารถชุบหลอมพิษ ของกู่ผีที่อยู่ในอักขระโบราณมายาชิ้นนี้ไปทีละนิดได้ หรือเปล่า?” “กุกๆๆ!” ทันใดนั้นในแดนเทพเจ้าสีเทาเข้มของเจี่ยงหยวนฉือก็ มีเสียงประหลาดดังออกมาจากจุดลึกของไอพิษหลาก สี “แย่แล้ว!” เย่เหวินฮั่นพลันหน้าเปลี่ยนสี จุดลึกในลูกตาดำมีแสง
กระบี่เปล่งวูบวาบราวสายฟ้า เขาที่สีหน้าเคร่งเครียดเดินขยับเข้าไปใกล้แดนเทพ เจ้าเงามืดของเจี่ยงหยวนฉือทีละก้าว “เจี่ยงหยวนฉือ!” เย่เหวินฮั่นตวาดกร้าว น้ำเสียงไม่เหลือความเกรงใจ อีกต่อไป “ในอดีตเจ้าเคยสร้างคุณความชอบให้แก่ เผ่ามนุษย์โดยการปิดผนึกกู่ผี ทุกคนต่างก็เห็นแก่ น้ำใจของเจ้า แล้วก็ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าหลายปีที่ผ่านมา พรรคเงามืดจะทำหลายๆ อย่างไม่ถูกต้องเหมาะสม นัก แต่สี่ฝ่ายก็ไม่เคยซักไซ้เอาความผิด” “แต่เจ้าคือผู้ผนึกกู่ผี เจ้าควรตระหนักถึงความ รับผิดชอบของตัวเองให้ดี!” “เจ้าไม่สามารถตกเป็นทาสของกู่ผีได้! เจ้าคือคนของ เผ่ามนุษย์ รับผิดชอบคอยผนึกกู่ผี ทำให้มันไม่ สามารถกลับมาเผยตัวบนโลกใบนี้ได้อีกตลอดกาล!
ไม่ว่าจะอย่างไร เจ้าก็ไม่สามารถปล่อยกู่ผีออกมาได้!” ทุกก้าวที่เย่เหวินฮั่นก้าวออกมา เสียงตวาดของเขาก็ จะดังขึ้นในทุกๆ ครั้ง ทุกคนที่พอได้ยินเสียงตะโกนของเขาและย่อย ความหมายที่อยู่ในคำพูดของเขาได้ก็ล้วนหวาดผวาไม่ เป็นสุข “เจี่ยงหยวนฉือจะปลดปล่อยกู่ผีออกมางั้นรึ?” “หรือว่ากู่ผีจับเขาเป็นทาส จนเขาต้องรับใช้มัน แล้ว?” จีหยวนฉวนแห่งลัทธิจิตตวิสุทธิ์ที่พอรู้ความหมาย ของเย่เหวินฮั่น หน้าผากก็มีเหงื่อเย็นๆ ผุดพราย แล้ว ก็คำรามอย่างเดือดดาลเช่นกัน “เจี่ยงหยวนฉือ! หาก เจ้ากล้าปลดปล่อยกู่ผีออกมา เจ้าก็จะกลายมาเป็น ศัตรูของทุกคน ไปที่ไหนก็มีแต่คนหมายหัว!” พอเขากล่าวเช่นนี้ แม้แต่ซ่งเช่อฉวนและ
โหยวฉีเหมี่ยวก็ยังหน้าเปลี่ยนสี “ซ่างกวานจื๋อ! ที่เย่เหวินฮั่นและจีหยวนฉวนพูด หมายความว่าอย่างไร?” โหยวฉีเหมี่ยวสูดลมหายใจ เข้าลึกหนึ่งครั้ง ก่อนจะตะคอกเสียงดัง “ระหว่างเจ้า ประมุขกับกู่ผีมีความสัมพันธ์อย่างไรกันแน่? หรือเขา กลายมาเป็นทาสของกู่ผี คอยเชื่อฟังคำสั่งของกู่ผี แล้ว? เจ้าและพรรคเงามืดต่างก็รับใช้วัตถุประหลาด ของเผ่าทมิฬนี่อย่างนั้นหรือ?” คนของสำนักบุกเบิกฟ้าและสำนักเมฆามรกตต่างก็มีสี หน้าเตรียมพร้อม จ้องเขม็งไปยังซ่างกวานจื๋อและไอ พิษที่ไหลบ่าเหล่านั้น “ข้า ข้าไม่รู้จริงๆ” ซ่างกวานจื๋อยิ้มเจื่อน หันไป อธิบายให้ทุกคนฟังว่า “ระหว่างเจ้าประมุขและกู่ผีมี ความสัมพันธ์กันอย่างไร ข้าก็ไม่แน่ใจ ก่อนหน้านี้เจ้า ประมุขก็แค่เอาไอพิษของกู่ผีมาใช้เล็กน้อยเท่านั้น ไม่
เคยเป็นแบบตอนนี้เลย!” “เจี่ยงหยวนฉือ! เจ้าตอบพวกเรามาเดี๋ยวนี้!” เย่เหวิน ฮั่นคำราม “หากเจ้ายังปิดปากเงียบ พวกเราก็จะถือ ว่าเจ้าไม่ใช่เจี่ยงหยวนฉืออีกต่อไป แต่เป็นเชลยที่ถูกกู่ ผีช่วงชิงร่างไป! เมื่อเป็นเช่นนั้นก็อย่าหาว่าพวกเราไม่ เกรงใจ!” ทุกคนโหวกเหวกเสียงดัง แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับ ใดๆ กลับมาจากเจี่ยงหยวนฉือ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 44 บทที่ 1302 การเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดฝัน
แดนเทพเจ้าสองคนอย่างเย่เหวินฮั่นและจีหยวนฉวน ขยับเข้าไปใกล้ทีละก้าว แต่ไม่ได้เข้าใกล้เกินไปนัก เพราะเย่เหวินฮั่นหยุดฝีเท้า ลงเสียก่อน เขาปรับลมหายใจของตัวเองให้มั่นคง ไม่ได้เรียกกาย ธรรมแห่งเทพออกมา แต่ใช้สายตาบอกเป็นนัยแก่จี หยวนฉวน จีหยวนฉวนมองเขาแวบหนึ่งก็เข้าใจความคิดของเขา ได้ทันที แต่ละคนต่างก็มีการป้องกันเป็นของตัวเอง จี หยวนฉวนนั้นปล่อยลายเส้นห้วงมิติให้แผ่กระจายไป รอบด้านเพื่อปรับเอาพลังห้วงมิติมาใช้ “พวกเจ้าจะช่วยคนชั่วช้าทำความชั่วจริงๆ น่ะ
หรือ?!” ม่านตาของเย่เหวินฮั่นหดตัวลง กระบี่วิเศษเรียวยาว หลายเล่มบินออกมาจากจุดลึกของดวงตาเขารวดเร็ว ดั่งสายฟ้าแลบ ก่อนจะเหมือนฝูงปลาที่มาล้อมวนอยู่ รอบกายเขาเพื่อสร้างค่ายกลกระบี่หลังหนึ่งขึ้นมา โหยวฉีเหมี่ยว ต้วนหงเหวินและซ่งเช่อฉวน รวมถึง ซ่างกวานจื๋อต่างก็เป็นแดนเทพเจ้า ในบรรดานี้ ขอบเขตของโหยวฉีเหมี่ยวสูงสุด คือแดน เทพเจ้าช่วงกลาง สูงกว่าเย่เหวินฮั่นและจีหยวนฉวน ไประดับหนึ่ง ทว่าบัดนี้ขนาดโหยวฉีเหมี่ยวก็ยังเงียบงัน สีหน้าของเขาที่จ้องไปยังแดนเทพเจ้าเงามืดสีเทาเข้ม ของเจี่ยงหยวนฉือหนักอึ้ง เนื่องจากไม่ได้ยินเสียงตอบ รับจากเจี่ยงหยวนฉือเสียที เขาจึงกังขา จึงลังเลใจ “ซ่างกวานจื๋อ..” โหยวฉีเหมี่ยวเรียกเบาๆ
“อย่ามามองข้า ข้า ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” ซ่างกวานจื๋อส่ายหัวรัว “พี่เย่ เจ้ารู้อะไรมากันแน่?” น้ำเสียงของ โหยวฉีเหมี่ยวเคร่งเครียด “เจ้าแน่ใจหรือว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและกู่ผี กู่ผีคือนาย ส่วนเขา คือทาส?” “ได้ยินเสียงนั้นหรือไม่? เสียงประหลาดนั่นคือเสียง ของกู่ผี มีเพียงมันหลุดออกมาจากตราผนึกของเจี่ยง หยวนฉือ เดินออกมาจากเวทลับเงามืดได้เท่านั้นถึง จะส่งเสียงแบบนี้ออกมาได้” เย่เหวินฮั่นตวาดกร้าว “กุกๆ ! กุกๆ !” เสียงประหลาดนั่นยังคงดังมาจากหมอกพิษหลากสี ดังมาจากแดนเทพเจ้าเงามืดสีเทาเข้ม โหยวฉีเหมี่ยวถึงกับหน้าเปลี่ยนสี “อู้!”
ทันใดนั้นไอพิษที่เข้มข้นกว่าเดิมหลายสิบเท่าก็กลาย มาเป็นกลุ่มควันที่ลอยจากตำแหน่งซึ่งเสียงประหลาด ดังมา แล้วแผ่ออกไปแปดทิศ “ระวัง!” จีหยวนฉวนหน้าเผือดสี ลายเส้นห้วงมิติพลันส่อง ประกายแสงเจิดจ้าท่ามกลางทางช้างเผือกที่มืดดำ ท้องฟ้าดวงดาวเหมือนถูกมีดแหลมคมกรีดผ่าให้เป็น ร่องซึ่งด้านในมีแสงสว่างสาดส่องออกมา แสงสว่าง นั้นก็คือรอยแยกห้วงมิติที่ไม่รู้ว่าเชื่อมโยงไปยังที่แห่ง ใด “พรวด!” ควันสีเขียวที่ปนไปด้วยสีม่วงกลุ่มหนึ่งลักษณะเป็นน้ำ เหนียวๆ พลันลอยเข้าหาโหยวฉีเหมี่ยว โหยวฉีเหมี่ยวปลดปล่อยกระจกฟ้าผสานหยินหยาง ออกมาทันที ทั้งยังร่ายกายธรรมแห่งเทพ ใช้ลำแสง
น้ำและไฟมาห่อหุ้มกายธรรมแห่งเทพเอาไว้ ควันเหนียวหนืดที่มีพิษกรดกัดกร่อนรุนแรงไหลเข้าไป ยังลำแสงที่ปล่อยออกมาจากกระจกฟ้าผสาน หยินหยางของเขาราวผ้าผืนหนึ่ง “ฟู่วๆ !” กระแสแสงสองสีเหมือนปลาหยินหยางที่พ่นออกมา จากกระจกฟ้าผสานหยินหยางอาวุธเทพไม่ดับสลาย พลันหายวับไปในพริบตา ทันใดนั้นแสงสว่างที่ส่องออกมาจากกระจกฟ้าผสานห ยินหยางขนาดใหญ่ยักษ์ซึ่งลอยอยู่เหนือศีรษะของ กายธรรมแห่งเทพเขาก็พลันหม่นมัวลง “เจี่ยงหยวนฉือ! เจ้าทำบ้าอะไรอยู่?” โหยวฉีเหมี่ยว อุทานตกใจ “อู้! อู้ๆ ๆ !”
หมอกไอพิษที่เข้มข้นกว่าที่แทรกซอนเข้าไปยังดวง ดาราเก้าชั้นฟ้าเป็นสิบเท่าพลันบินเข้าไปหา จีหยวนฉวน เย่เหวินฮั่นและพวกต้วนหงเหวิน “สวบ!” ท่ามกลางไอพิษที่ซัดกลิ้งหลุนๆ ในแดนเทพเจ้าเงามืด สีเท้าเข้มมีมือประหลาดสีเขียวรุบหรู่ซึ่งเต็มไปด้วย หนามแหลมยื่นออกมาอย่างเงียบเชียบ มือประหลาดนั้นคล้ายเถาวัลย์หนามแหลมที่มี ของเหลวเหนียวหนืดซึมออกมา แล้วก็เหมือนมังกร ตัวยาวหนาใหญ่ที่ฟาดโบยลงไปบนกายธรรมแห่งเทพ ของโหยวฉีเหมี่ยวด้วยความเร็วที่มากอย่างถึงที่สุด ม่านแสงสองสีขุ่นมัวที่เกิดจากกระจกฟ้าผสาน หยินหยางซึ่งปกป้องกายธรรมแห่งเทพของ โหยวฉีเหมี่ยวเอาไว้ระเบิดออกดัง “ปัง” มือประหลาดฉวยโอกาสยื่นเข้ามาในกายธรรมแห่ง
เทพของโหยวฉีเหมี่ยว กายธรรมแห่งเทพของโหยวฉีเหมี่ยวที่สูงเกือบหมื่น เมตรซึ่งเหนือศีรษะมีกระจกฟ้าผสานหยินหยางลอย อยู่ถูกมือประหลาดโจมตีทีเดียวก็กระเด็นหวือออกไป หลายสิบลี้ ซ้ำกายธรรมแห่งเทพของโหยวฉีเหมี่ยวยังมีควัน เข้มข้นผุดขึ้นมา และตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวน ของเขา และโหยวฉีเหมี่ยวยังเป็นแดนเทพเจ้าช่วงกลางซึ่งมี ขอบเขตสูงสุดในบรรดาแดนเทพเจ้าที่ล้อมวนอยู่รอบ กายเจี่ยงหยวนฉือ! แดนเทพเจ้าช่วงต้นสองคนอย่างซ่งเช่อฉวน ต้วนหง เหวินก็โดนโจมตีเหมือนกัน พวกเขาต่างก็ถูกมือ ประหลาดอีกสองข้างตบเข้าใส่กายธรรมแห่งเทพ กายธรรมแห่งเทพของคนทั้งสองที่ถูกมือประหลาด
ตบใส่พลันแหลกสลาย “ถอย!” จีหยวนฉวนร้องตะโกนเสียงดัง รอยแยกห้วงมิติหลาย เส้นที่ถูกเขาแหวกเอาไว้ย้ายไปอยู่รอบกายเย่เหวินฮั่น เพื่อให้เย่เหวินฮั่นลอดทะลวงผ่านไป เย่เหวินฮั่นหายวับเข้าไปในนั้นทันควัน นาทีถัดมา จีหยวนฉวนและเย่เหวินฮั่นสองคนก็มา ปรากฏตัวอยู่ใกล้กับพวกเฮ้อเหลียนสงและโหวชูหลัน “เจี่ยงหยวนฉือบ้าไปแล้ว!” เฮ้อเหลียนสงคำราม เดือดดาล “เขาไม่ได้บ้าหรอก” สีหน้าของเย่เหวินฮั่นไม่น่ามอง อย่างถึงที่สุด “อย่างน้อย เขาในเวลานี้ก็น่าจะถูกกู่ผี ควบคุม เขาไม่ได้พูดอะไรออกมานานมากแล้ว จิต วิญญาณของเขา ปณิธานของเขาอาจจะถูกกู่ผียึด ครองไปอย่างเต็มที่ เขาในเวลานี้ไม่ใช่เขาอีกต่อไป
แล้ว แต่เป็นกู่ผี!” “ถ้าอย่างนั้นเราจะทำอย่างไรกันดี?” หวงจินหนัน กล่าวด้วยน้ำเสียงลนลาน เย่เหวินฮั่นเงียบคิด “เอ๊ะ!” เนี่ยเทียนที่อยู่ชั้นที่สองของดวงดาราเก้าชั้นฟ้า คอย บังคับให้อักขระโบราณมายาดึงดูดเอาไอพิษทั้งหมดที่ เหลืออยู่มาและกำลังจะเข้าไปยังชั้นที่หนึ่งพลันอึ้งงัน “อู้! อู้ๆ !” พวกฉู่รุ่ย เว่ยไหล เหยียนจั้นทยอยกันก้าวขึ้นมาจาก ชั้นเก้าที่เป็นชั้นในสุดมายังชั้นที่สาม เส้นสายตาของพวกเขาแต่ละคนล้วนหันไปมองแดน เทพเจ้าเงามืดมีเทาเข้ม มองมือประหลาดหลายข้างที่ บินออกมาแล้วฟาดตบกายธรรมแห่งเทพของ
โหยวฉีเหมี่ยว ต้วนหงเหวินและซ่งเช่อฉวน เว่ยไหลและเหยียนจั้นอดรู้สึกสมน้ำหน้าอีกฝ่ายไม่ได้ บนใบหน้าของฉู่รุ่ยไม่มีแม้แต่รอยยิ้ม เขาหันไปพูด กับเนี่ยเทียนโดยมีเขตปราการชั้นหนึ่งกั้นขวาง “เสีย การควบคุมแล้ว ระหว่างกู่ผีและเจี่ยงหยวนฉือ กู่ผี น่าจะกลายมาเป็นฝ่ายที่เป็นผู้ควบคุม การบินออกมา ของมือประหลาดหมายความว่ากู่ผีเดินออกมาจาก ผนึกเงามืดของเจี่ยงหยวนฉือแล้ว เจี่ยงหยวนฉือไม่ สามารถควบคุมมันไว้ได้อีก!” พวกเว่ยไหลที่พอได้ยินเขาพูดอย่างนี้ก็ยิ้มไม่ออกอีก ต่อไป “เกิดรูโหว่ขนาดใหญ่เข้าแล้ว” ฉู่รุ่ยขมวดคิ้วเป็นปม กล่าวอย่างคนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว “คราวนี้ไม่ใช่ แค่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเท่านั้น แต่ตลอดทั้ง ดินแดนของเผ่ามนุษย์ล้วนต้องรองรับพิษร้ายจากกู่ผี
ในเวลานี้อย่างนี้แดนเทพเจ้าช่วงท้ายอันเป็นขั้นสูงสุด ของฝ่ายพวกเราก็ดันไม่อยู่กันเสียอีก” “กู่ผีมาเผยกายในดินแดนของเผ่ามนุษย์ เจี่ยงหยวน ฉือไม่สามารถควบคุมมันได้ ถ้าอย่างนั้นผลลัพธ์ที่ ตามมาก็คงเลวร้ายจนมิอาจคาดเดาได้เลย” พอได้ยินเขาอธิบายเช่นนี้ เนี่ยเทียนก็ตระหนักได้ถึง การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้น รู้ดีว่าเมื่อกู่ผีหลุด ออกจากการควบคุมของเจี่ยงหยวนฉือ มันก็จะกลาย มาเป็นฝันร้ายของเผ่ามนุษย์ทันที “ตราประทับที่มหัศจรรย์ชิ้นนี้” ความหวังเสี้ยวหนึ่ง บังเกิดขึ้นในใจของฉู่รุ่ย เขามองอักขระโบราณมายาที่ ส่องแสงหลากสีดั่งลูกแสงลูกหนึ่งพลางกล่าวว่า “มัน สามารถผนึกไอพิษที่ปล่อยออกมาจากในร่างของกู่ผี ได้ แล้วมันจะสามารถผนึกได้อย่างเด็ดขาดด้วยหรือ เปล่า?”
เนี่ยเทียนตะลึงงัน “ท่านหมายถึงผนึกตัวกู่ผีเอง?” “ถูกต้อง” ฉู่รุ่ยพยักหน้ารับก่อน จากนั้นถึงได้ส่าย หน้า “ข้าเพ้อเจ้อไปเองแหละ ไอพิษพวกนั้นเป็นเพียง แค่กรดพิษในร่างของกู่ผีเท่านั้น ไม่ใช่ร่างจริงของมัน เจี่ยงหยวนฉือฝึกเวทลับเงามืด ทั้งยังเป็นแดนเทพเจ้า ช่วงกลาง ปีนั้นพอจะผนึกกู่ผีได้ก็จริง แต่ตอนนี้กลับ ถูกพลังของมันแว้งกัดและปล่อยให้มันหลุดรอด ออกมาได้” “เจ้าจะสามารถใช้ตราประทับตัวหนึ่งผนึกกู่ผีได้ อย่างไร?” “ข้าไร้เดียงสาเกินไป คิดมากเกินไปแล้วก็วาดหวังใน แง่ดีมากเกินไป” “อู้!” เนี่ยเทียนเดินออกไปอีกหนึ่งก้าว จนเข้าไปอยู่ในชั้นที่ หนึ่งของดวงดาราเก้าชั้นฟ้า
อักขระโบราณมายาถูกกระแสจิตของเขาควบคุมจึง ดูดไอพิษเป็นกลุ่มๆ ที่กู่ผีปลดปล่อยไว้ในชั้นที่หนึ่งมา อย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวไอพิษก็หายเกลี้ยงราวกับ ถูกแม่เหล็กดูดมาหมด ดูเหมือนว่าเป้าหมายแรกของกู่ผีจะไม่ได้อยู่ที่ดินแดน สะเก็ดดาวอีกต่อไป แดนเทพเจ้าสามคนอย่างโหยวฉีเหมี่ยว ต้วนหงเหวิน ซ่งเช่อฉวนต่างก็ถูกกู่ผีโจมตี มีเพียงซ่างกวานจื๋อที่ เห็นท่าไม่ดีจึงหลบเลี่ยงไปนานแล้ว เลยไม่ได้ถูกโจมตี ด้วย แดนเทพเจ้าสองท่านอย่างจีหยวนฉวนและ เย่เหวินฮั่นก็ยิ่งใช้รอยแยกห้วงมิติหนีออกมาจากพื้นที่ นั้น ทว่าเรือรบทางช้างเผือกของพรรคเงามืดและสำนัก
บุกเบิกฟ้าหลายลำที่จอดอยู่บริเวณใกล้เคียงกลับ ไม่ได้โชคดีขนาดนั้น “ปัง! ปังๆ !” มือประหลาดที่เต็มไปด้วยหนามยื่นออกมาจากใน แดนเทพเจ้าเงามืดแล้วตบเรือรบทางช้างเผือก มากมายให้แหลกละเอียด จากนั้นไอพิษหลากสีก็ฉวยโอกาสแผ่ลามแทรกซอน เข้าไป เห็นเพียงว่าดินแดนเอตทัคคะและดินแดนว่าง เปล่าของผู้แข็งแกร่งหลายคนจากพรรคเงามืดและ สำนักบุกเบิกฟ้าละลายหายไปดั่งหิมะที่ถูกแสงแดด พอดินแดนหลอมละลาย ผู้ฝึกลมปราณที่เผยกายอยู่ ในทางช้างเผือกก็พากันตายอนาถ เพียงแค่ชั่วพริบตาคนของพรรคเงามืดและสำนัก บุกเบิกฟ้าก็บาดเจ็บและล้มตายกันเป็นจำนวนมาก “เจี่ยงหยวนฉือ!”
กายธรรมแห่งเทพของโหยวฉี่เหมี่ยวผุดลุกขึ้นมาตรง ทางช้างเผือกที่ห่างไปหลายสิบลี้ กายธรรมแห่งเทพขนาดมหึมาของเขาคว้ากระจกฟ้า ผสานหยินหยางมาไว้ในมือ กัดฟันพูดด้วยดวงตาแดง ฉาน “เจ้าบงการให้พวกเราและสำนักเมฆามรกต ร่วมกันลงมือโจมตีพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว แต่ เจ้า..” “ข้าบอกแล้วว่า เขา ไม่ใช่เจี่ยงหยวนฉืออีกต่อไป” เย่เหวินฮั่นแห่งหอทอดฟ้าตัดบทคำพูดของเขา “ไม่ใช่เจี่ยงหยวนฉือก็ต้องเป็นวัตถุประหลาดเผ่าทมิฬ นั่นน่ะสิ?” ดวงตาของโหยวฉีเหมี่ยวคล้ายมีกองไฟลุก ไหม้ขึ้นมา เขาอยากจะแผดเสียงคำรามให้คลายความ คับแค้นยิ่งนัก “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็ร่วมมือกัน สังหารวัตถุประหลาดนั่น! ไม่ต้องสนใจอีกแล้วว่า เจี่ยงหยวนฉือจะเป็นหรือตาย!”
“สังหารมัน? ง่ายขนาดนั้นเสียเมื่อไหร่?” เย่เหวินฮั่น ยิ้มเจื่อน “แล้วจะทำอย่างไร?” โหยวฉีเหมี่ยวร้องคำราม ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 44 บทที่ 1303 ความหวาดกลัวที่ลุกลามไปทั่ว
“ปัง! ปังๆ !” เรือรบทางช้างเผือกหลายลำที่เป็นของพรรคเงามืด และสำนักบุกเบิกฟ้าถูกมือประหลาดของกู่ผีตบจน แหลกสลาย ซากโครงกระดูกสาดกระเซ็นไปสี่ทิศพร้อมกับกระแส ลำแสง แดนเทพเจ้าสีเทาเข้มของเจี่ยงหยวนฉือค่อยๆ ลอย ห่างจากดินแดนสะเก็ดดาว แต่ขยับเข้าไปใกล้จุดที่ ผู้คนรวมตัวกันอย่างเงียบเชียบแทน ไอพิษแผ่อบอวลไปแปดทิศ! เสียงร้องโหยหวนคร่ำครวญดังไม่ขาดสาย!
พวกคนของพรรคเงามืด สำนักบุกเบิกฟ้าและสำนัก เมฆามรกตที่เหลืออยู่ล้วนกลายมาเป็นเป้าหมายการ โจมตีของกู่ผี ดินแดนว่างเปล่าและดินแดนเอตทัคคะ มากมายหลอมละลายหายสิ้น ผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์ที่สูญเสียการปกป้องจาก ดินแดนและไม่มีเลือดลมเป็นชั้นป้องกันอย่างเนี่ย เทียน พอแตะโดนไอพิษของกู่ผีก็ตายกันไปในเสี้ยว วินาที ตอนแรกเริ่มโหยวฉีเหมี่ยวยังมีแก่ใจจะร่วมมือกับ พวกจีหยวนฉวน เย่เหวินฮั่นไปสังหารกู่ผี ทว่าไม่นานเขาก็ล้มเลิกความคิดนี้ไป “ถอย! ถอยออกไปกันให้หมด!” เขาร้องคำรามอย่างบ้าคลั่ง หมายจะให้เรือรบ ผู้ฝึก ลมปราณแดนเอตทัคคะและแดนว่างเปล่าทั้งหมด ของสำนักบุกเบิกฟ้าที่อยู่ใกล้แดนเทพเจ้าสีเทาเข้มหนี
ห่างไปให้ได้ไกลที่สุด “ฟิ้ว! ฟิ้วๆ ๆ !” เงาแสงมากมายที่สละเรือรบทางช้างเผือกทิ้งได้ ทะยานลิ่วออกมาจากพื้นที่นั้น บัดนี้ทุกคนต่างก็เข้าใจตรงกันว่า เจี่ยงหยวนฉือเสีย การควบคุมแล้ว! เพราะว่าเป้าหมายการโจมตีของกู่ผีได้รวมพรรคเงา มืดที่เจี่ยงหยวนฉืออุทิศตนให้มาทั้งชีวิตด้วย! แม้แต่พรรคเงามืด กองกำลังที่ซื่อสัตย์ภักดีต่อเขาก็ยัง ถูกทำลายอย่างไม่ลังเล นั่นจะยังเป็นเขาได้อีกหรือ? “อู้! อู้ๆ !” แดนเทพเจ้าเงามืดสีเทาเข้มค่อยๆ เพิ่มความเร็วให้ เหนือกว่าเรือรบทางช้างเผือก เหนือกว่าแดนว่าง เปล่าและแดนเอตทัคคะ และบินไปยังจุดที่พวก
เย่เหวินฮั่นกับจีหยวนฉวนรวมตัวกันอยู่ ระหว่างทางก็มีคนของพรรคเงามืด สำนักบุกเบิกฟ้า และสำนักเมฆามรกตจำนวนมากกว่าเดิมที่เจอกับ หายนะ เสียงร้องโหยหวนราวเสียงคร่ำครวญของภูตผีดังก้อง ไปสี่ทิศ “นี่..” เนี่ยเทียนที่อยู่ในชั้นที่หนึ่งของดวงดาราเก้าชั้นฟ้ามีสี หน้าอึ้งค้าง พวกฉู่รุ่ย เหยียนจั้น เว่ยไหล ซินชิงและหันหว่านหรง ที่เนื่องจากเนี่ยเทียนใช้อักขระโบราณมายามาดูดซับ ไอพิษไปจนหมดเกลี้ยงและเนื่องจากเป้าหมายการ โจมตีของกู่ผีไม่ใช่ดินแดนสะเก็ดดาวอีกต่อไปจึงกล้า มาปรากฏตัวอยู่ข้างกายเนี่ยเทียนในที่สุด พวกเขาไม่ได้เดินออกไปจากดวงดาราเก้าชั้นฟ้า แต่
ยืนอยู่ในชั้นที่หนึ่งข้างกายเนี่ยเทียน มองไปยังโลก ภายนอกด้วยสายตาแปลกประหลาด คนของพรรคเงามืดและสำนักบุกเบิกฟ้า บวกกับ สำนักเมฆามรกตอีกส่วนหนึ่งที่ข้ามดินแดนมาไกลเพื่อ ยกทัพมารุกรานพวกเขา บัดนี้เรือรบทางช้างเผือก หลายสิบลำ ผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าและแดน เอตทัคคะมากมายต่างก็ถูกเจี่ยงหยวนฉือหรือไม่ก็กู่ผี โจมตีแล้วน่ะหรือ? ใครจะคาดเดาได้ว่าสถานการณ์จะแปรเปลี่ยนมาเป็น เช่นนี้? “ทำไมถึงเป็นอย่างนี้? ทำไมถึงเปลี่ยนมาเป็นอย่างนี้ ไปได้? ก่อนหน้านั้นตอนที่เจี่ยงหยวนฉือผู้นั้นใช้ไอพิษ พลังของกู่ผีแทรกซอนเข้ามาในดวงดาราเก้าชั้นฟ้า เห็นได้ชัดว่าเขายังมีสติอยู่เลยนี่นา” ซินฉิงพึมพำ “ก่อนหน้านี้อาจจะยังมีสติ ทว่าตอนนี้สติของเขาไม่
เหลือแม้แต่นิดเดียวแล้วจริงๆ” หันหว่านหรงไม่มี ความรู้สึกเวทนาใดๆ เพียงมองเฉยไปยังพวกคนของ พรรคเงามืดและสำนักบุกเบิกฟ้าแต่ละคนที่ตายอนาถ พลางกล่าวว่า “ศึกนี้ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร พลัง ต้นกำเนิดของพรรคเงามืดและสำนักบุกเบิกฟ้าก็ต้อง สูญเสียอย่างหนักอยู่ดี” “รวมสำนักเมฆามรกตเข้าไปด้วย ผลลัพธ์ของการ ต่อสู้ครั้งนี้ เกรงว่าตำแหน่งของสามสำนักในเผ่า มนุษย์คงดิ่งลงเหวเลยทีเดียว” เหยียนจั้นกล่าว ฉู่รุ่ยมองพวกเขาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียด อย่างถึงที่สุด “อย่าเพิ่งไปสมน้ำหน้าพวกเขาเลย มา คิดกันก่อนเถอะว่าควรจะผ่านด่านเจ้ากู่ผีนี้ไปได้ อย่างไร หากเราผ่านด่านนี้ไปไม่ได้ ดินแดนสะเก็ด ดาวอาจจะต้องล่มจม อีกทั้งยังไม่ใช่แค่ดินแดนสะเก็ด ดาวแห่งเดียวเท่านั้น สรรพชีวิตทั้งหลายในดินแดน
เผ่ามนุษย์อาจมอดม้วยไปหมด!” ทุกคนพลันเงียบงัน ในดินแดนสะเก็ดดาว พวกผู้แข็งแกร่งอย่างอวี๋ซู่อิง โม่ เชียนฝาน อิ่นสิงเทียนได้แต่แหงนหน้ามองฟ้าแล้วรอ อยู่เฉยๆ การเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกพวกเขาก็เห็น ทั้งหมด จากแต่แรกที่ตะลึงระคนยินดี จนกระทั่ง ตระหนักรู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อารมณ์ของแต่ละ คนก็เปลี่ยนมาเป็นหนักอึ้ง พวกเขาไม่ใช่คนของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว แล้วก็ไม่ได้ฝึกคาถาสะเก็ดดาว ไม่มีอาวุธที่พิเศษ ไม่มี เวทลับที่จะทำให้เคลื่อนไหวอยู่ในดวงดาราเก้าชั้นฟ้า ได้อย่างอิสระเสรี พวกเขาได้แต่ยืนนิ่งอยู่ด้านล่าง ไม่กล้าโผล่เข้าไปใน ดวงดาราเก้าชั้นฟ้า หาไม่แล้วอาจจะถูกค่ายกลนั้น
โจมตีได้ อย่าว่าแต่อวี๋ซู่อิงและโม่เชียนฝานที่เป็นเพียงแดนเทพ เจ้าช่วงต้นเลย ต่อให้เป็นแดนเทพเจ้าช่วงกลางหรือ ช่วงท้ายก็ยังไม่กล้าเข้าออกดวงดาราเก้าชั้นฟ้าตามใจ ชอบ “พวกเขากำลังรออะไรอยู่กันแน่?” ต่งลี่ถาม “ไม่รู้เหมือนกัน น่าจะรอดูการสังหารอย่างบ้าคลั่ง จากกู่ผีกระมัง” อวี๋ซู่อิงขมวดคิ้วแน่น “เจี่ยงหยวนฉือ แห่งพรรคเงามืดคงถูกกู่ผีควบคุมแล้ว หรืออาจถูกช่วง ชิงร่างอย่างสิ้นเชิง ในโลกใบนี้ เวทลับที่มีพลังงาน สามารถปิดผนึกเจ้าสิ่งนี้ได้ ข้ารู้แค่เวทลับเงามืด เท่านั้น เมื่อไม่มีการกำราบจากเจี่ยงหยวนฉือ ปล่อย ให้กู่ผีออกมา ฟ้าดินของเผ่ามนุษย์จะต้องผจญกับ หายนะมากน้อยเท่าไหร่กัน!” “ที่แย่ที่สุดก็คือผู้แข็งแกร่งขั้นสูงสุดอย่างฉู่หยวน ชวีอี้
กลับไม่อยู่ตอนนี้พอดี!” โม่เชียนฝานเองก็หวาดกลัว ขึ้นมาบ้างแล้ว หากปล่อยให้กู่ผีเข้าไปในดินแดนสายฟ้านิรันดร์หรือ ดินแดนแต่ละแห่งของเผ่ามนุษย์ ถ้าเช่นนั้นทุกคนที่ อยู่ในดินแดนสายฟ้านิรันดร์ สำนักอสนีสวรรค์และ ตระกูลโม่ของเขาย่อมต้องตายไปในเวลาสั้นๆ เว้นเสียแต่ว่าจะหนีได้ทันเวลา แต่ต่อให้หนีไปแล้ว ดินแดนก็ต้องถูกไอพิษรุกรานอยู่ดี “ความร้ายกาจของกู่ผี ขนาดเจี่ยงหยวนฉือยังแก้ไข ไม่ได้ ทั้งการผนึกยังเกิดปัญหา ไม่ต้องพูดเรื่องจะชุบ หลอมมัน เอาแค่ว่าใครจะกำราบมันได้อีกครั้งก็พอ” ฟางหยวนก้มหน้า พูดพึมพำอยู่กับตัวเอง “ยาก ขนาดชวี้อีและฉู่หยวนในอดีตก็ยังทำอะไร ไม่ได้” อวี๋ซู่อิงถอนหายใจ “ฟู่วๆ !”
แสงดาวเป็นจุดๆ เต้นระริกอยู่ตรงปลายนิ้วของเนี่ย เทียน เขากรอกแสงดาวเข้าไปข้างในอักขระโบราณ มายา พวกฉู่รุ่ยที่เห็นว่าอักขระโบราณมายาดั่งลูกแสงหลาก สีตัวนั้นถูกเนี่ยเทียนชักนำพาก็พลันหน้าเปลี่ยนสี รีบ รักษาระยะห่างทันที รอจนเนี่ยเทียนใช้แสงดาวกรอกเข้าไปในอักขระ โบราณมายาตัวนั้น ทุกคนก็ยิ่งตกตะลึงกันเข้าไปใหญ่ “เนี่ยเทียน เจ้าทำอะไรน่ะ?” เว่ยไหลตวาด “ข้าอยากจะดูว่าจะมีวิธีหรือพลังอะไรที่สามารถ กำราบแก่นไอพิษที่ปลดปล่อยออกมาจากด้านในร่าง ของกู่ผีได้บ้าง” เนี่ยเทียนอธิบาย “แก่นไอพิษพวกนั้น มาจากพลังของกู่ผี หากสามารถชุบหลอมได้หรือปิด ผนึกได้ บางทีอาจจะหาวิธีรับมือกับมันได้ “วิชาการฝึกตนของสำนักใช้กับมันไม่ได้ผลหรอก”
ฉู่รุ่ยกล่าว พอเขาเอ่ยจบ เนี่ยเทียนก็สังเกตเห็นแล้วเช่นกัน แสงดาวแต่ละจุดที่หายเข้าไปในอักขระโบราณมายา เป็นเหมือนน้ำที่ไหลลงสู่ทะเล ไม่มีสะเก็ดสาด กระเซ็น ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ หายเกลี้ยงไปหมด ไม่มีเหลือ “พลังพืชหญ้า!” เขาดึงเอาพลังพืชหญ้าส่วนหนึ่งในโอสถวิญญาณพืช หญ้าออกมากรอกเทเข้าไปอีกครั้ง ไม่มีอะไรเกิดขึ้น พลังพืชหญ้าก็ไม่ได้ผลเช่นเดียวกัน “ไม่มีประโยชน์” ฉู่รุ่ยกล่าวต่อ “พลังงานหลากหลาย ธาตุที่เผ่ามนุษย์ของเราใช้ฝึกตน ดินไม้น้ำไฟทอง สายฟ้า น้ำแข็งเย็น พลังงานคาถาเหล่านี้ล้วนไม่สาม รถชุบหลอมหรือปิดผนึกกู่ผีได้ เจ้าเคยทดลอง เคยอื่น ก็เคยทดลองมาหมดแล้วเหมือนกัน แต่ก็ล้วนไม่ได้ผล
แม้แต่พลังจิตวิญญาณที่ผสานรวมเข้าไปข้างในก็ยัง ถูกชุบหลอมจะละลายหายสิ้น” “เป็นอย่างนี้จริงๆ ด้วย” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว แม้แต่แก่นพลังงานความร้อนในโอสถวิญญาณเปลว เพลิงที่ผสานรวมกับพลังของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง พอ กรอกเทเข้าไปในอักขระโบราณมายา เปลวเพลิงกลุ่ม นั้นก็ได้แค่สว่างวาบหนึ่งทีก่อนจะมอดดับไป “เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงมาจากไฟศักดิ์สิทธิ์ของดินแดน ไฟโลกันตร์ ทั้งยังถูกแก่นเลือดแห่งชีวิตของข้าหล่อ เลี้ยงจนแปรสภาพมามีระดับที่สูงขึ้น ในอดีตเมล็ด พันธ์เปลวเพลิงสามารถสำแดงความมหัศจรรย์ ออกมาได้มากมาย คาดไม่ถึงว่าเมื่อเชิญกับกู่ผี ขนาด ผสานรวมกับพลังแห่งเปลวเพลิงแล้วก็ยังไม่สามารถ ชุบหลอมหรือเผาไหม้แก่นกรดพิษที่อยู่ในอักขระ โบราณมายาได้”
ในที่สุดเขาก็เริ่มรู้สึกว่ารับมือได้ยากขึ้นมาบ้างแล้ว เปลวเพลิง พืชหญ้าและดวงดาว วิชาสามอย่างที่เขา ฝึกตนอย่างยากลำบากมานานหลายปี ทั้งยังมีพลัง ของอาวุธล้ำค่าระดับเพาะฟ้าผสานรวมไปด้วยแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถคลี่คลายภัยคุกคามจากแก่นกรด พิษที่กู่ผีปลดปล่อยออกมาได้ บัดนี้เนี่ยเทียนจึงเข้าใจแล้วว่าเหตุใดพวกจีหยวนฉวน เย่เหวินฮั่นและฉู่รุ่ยถึงได้หวาดกลัวกู่ผีกันมากขนาดนี้ “เยื่อเลือดที่ข้าใช้พลังเลือดลมและพลังเปลวเพลิง สร้างขึ้นมาก่อนหน้านี้ก็ถูกพลังของกู่ผีกัดกร่อนอย่าง รุนแรงเหมือนกัน ข้าไม่ได้ใช้แดนว่างเปล่า แต่ก็พอจะ ต้านทานได้ชั่วระยะหนึ่ง ส่วนอักขระโบราณมายาที่ ข้าบรรลุก็มาจากพื้นที่วิเศษที่เกราะมังกรเพลิงพาเข้า ไป ซึ่งมันน่าจะเป็นเวทลับของเทพยักษ์ค้ำฟ้า” “พลังงาน อาวุธและดินแดนของเผ่ามนุษย์ต่างก็ไม่
สามารถส่งผลกระทบต่อกู่ผีได้ แล้วถ้าเป็นเผ่าพันธุ์อื่น ล่ะ?” “จิงชี่เลือดเนื้อ สายเลือดแห่งชีวิตของข้า รวมไปถึง ไข่มุกวิญญาณมืด กระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดารา จะ สามารถชุบหลอมไอพิษที่กู่ผีปลดปล่อยออกมาได้หรือ เปล่า?” เขานิ่งคิดไปนาน ก่อนจะเริ่มลงมือทีละก้าว อันดับแรกคือเรียกไข่มุกวิญญาณมืดออกมาก่อน “ฟิ้ว! ฟิ้วๆ !” หุ่นเชิดมากมายที่สร้างขึ้นมาจากแก่นสีทองของดาว หลายดวง รวมไปถึงอักขระดวงดาวมากมายพลันก่อ ตัวกันขึ้นมาหมายกำราบไข่มุกวิญญาณมืด “ไม่ได้นะ!” ฉู่รุ่ยรีบร้อนห้ามปราม เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสี ตั้งตัวกลับได้ทันเวลา แล้วจึง
เดินก้าวหนึ่งออกไปนอกดวงดาราเก้าชั้นฟ้า พอออกมา ไข่มุกวิญญาณมืดถึงหลีกเลี่ยงการโจมตี ดวงดาราเก้าชั้นฟ้าโดยที่ไม่เกิดปัญหาได้ วัตถุชิ้นนี้คือสมบัติล้ำค่าของเผ่าอสูรกาย เมื่อปรากฏ อยู่ในดวงดาราเก้าชั้นฟ้าจึงกลายมาเป็นเป้าหมาย โจมตีของมันไปโดยอัตโนมัติ “ถ้าอยู่ด้านนอกก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไรแล้ว” เขา พึมพำเบาๆ ทันใดนั้นทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าก็ถูกเขาเรียก ออกมาจากไข่มุกวิญญาณมืด ทั้งเขายังแอบติดต่อไป หาวิญญาณวัตถุ ทดลองดูว่าจะสามารถใช้พลังของ ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายและพลังของไข่มุกวิญญาณ มืดมาชุบหลอมไอพิษที่กู่ผีปลดปล่อยออกมาเพื่อหา วิธีมารับมือกับร่างของกู่พิษได้หรือไม่ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 44 บทที่ 1304 วิบัติภัย
“อู้! อู้ๆ!” ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าลอยออกมาจากใน ไข่มุกวิญญาณมืด ปราณอสูรกลิ้งหลุนๆ มารวมตัวกัน เป็นพายุหมุนหลายลูก เรือนกายครึ่งหนึ่งของทวยเทพแห่งความชั่วร้ายจมอยู่ ในพายุหมุน พายุหมุนนั่นเหมือนจะสามารถเชื่อมโยง ไปยังมาตุภูติของเผ่าอสูรกายอย่างแดนยมบาล และ ดึงเอาปราณอสูรที่บริสุทธิ์ที่สุดออกมาจากด้านในนั้น ได้ เมื่อเนี่ยเทียนคอยกรอกแก่นเลือดแต่ละหยดไปให้ ทั้ง ยังผสานรวมพลังของซากวิญญาณทั้งหมดที่อยู่ใน ไข่มุกวิญญาณมืดเม็ดที่เป็นของมหาราชาวิญญาณชั่ว ร้ายเค่อไหลซือเท่อเข้าไป ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายที่
แปรสภาพมาจากวิญญาณร้ายก็เกิดการเปลี่ยนแปลง อีกครั้ง ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าเปลี่ยนมามีขนาดใหญ่ ยิ่งกว่าเดิม มีเลือดมีเนื้อ ไม่เหลือความรู้สึกที่เป็นมา ยาลวงตาอีกต่อไป ปราณอสูรที่ไหลบ่าถูกปลดปล่อยออกมาจากในเรือน กายที่เป็นดั่งภูตผีดุร้ายของพวกมัน แผ่พลังเชิงลบทั้ง ห้าชนิดอย่างอาฆาต หวาดกลัว สิ้นหวัง เดือดดาล และกระหายการเข่นฆ่า ซึ่งทำให้พวกฉู่รุ่ยที่แม้จะมี ดวงดาราเก้าชั้นฟ้ากั้นขวางก็ยังหน้าเปลี่ยนสี พวกฉู่รุ่ยจ้องมองรูปร่างของทวยเทพแห่งความชั่วร้าย ทั้งห้าอย่างพินิจพิจารณา อารมณ์เชิงลบในใจก็คล้าย ถูกจุดไฟ “ร้ายกาจ เพียงแค่จ้องมองก็สามารถบิดเบือนสภาพ จิตใจ ทำให้จิตวิญญาณสูญเสียการควบคุมได้!”
เหยียนจั้นหน้าเปลี่ยนสีอย่างหนัก รีบฝืนดึงสายตา ออกมาจากร่างของทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้า ทันที ทั้งยังบังคับตัวเองให้หันไปมองเนี่ยเทียน เพียงแค่มองเนี่ยเทียน ในที่สุดเขาก็ควบคุมอารมณ์ ของตัวเองเอาไว้ได้ “ฟิ้ว! ฟิ้วๆ!” ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายกระโจนเข้าหาอักขระ โบราณมายาตัวนั้น กรงเล็บแหลมคมข้างหนึ่งของ ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายยื่นออกมาแทงเข้าไปยัง อักขระโบราณมายา หมายจะสัมผัสแตะต้องแก่นไอ พิษที่กู่ผีปลดปล่อยออกมาซึ่งถูกชุบหลอมให้บริสุทธิ์ อยู่ด้านใน “ฟู่ว!” กรงเล็บของทวยเทพแห่งความชั่วร้ายมีควันสีเขียว
เข้มผุดออกมาทันทีคล้ายถูกกรดพิษกัดกร่อนอย่าง รุนแรง ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายตนอื่นๆ ต่างก็ขยับแขนเข้า ไปใกล้อักขระโบราณมายาตัวนั้น กรงเล็บ นิ้ว ข้อต่อกระดูกของทวยเทพแห่งความชั่ว ร้ายต่างก็กรีดฟันไปยังด้านในของอักขระโบราณมายา เรือนกายที่แท้จริงของพวกมันล้วนมีควันสีเข้มผุด ขึ้นมาดัง “ฟู่วๆ” เพราะถูกพิษร้ายกัดกร่อน แต่เห็น ได้ชัดว่าไม่ได้ทำร้ายไปถึงรากฐาน พวกมันต่างก็ พอจะต้านทานได้ เพียงแต่ว่าการฉีกทึ้ง สัมผัส กรีดฟันที่พวกมันทำกับ แก่นไอพิษของกู่ผีในอักขระโบราณมายา กลับไม่มีผล ใดๆ “ไม่ได้”
เนี่ยเทียนมองอยู่แค่ไม่กี่วินาทีก็ตระหนักได้ว่า พลังงานของไข่มุกวิญญาณมืดและพลังงานของทวย เทพแห่งความชั่วร้ายต่างก็ไม่สามารถทำอะไรแก่นพิษ ของกู่ผีได้ แล้วก็ยิ่งไม่มีทางที่จะชุบหลอมมันได้เลย “กลับมาเถอะ” เมื่อความคิดบังเกิดขึ้น ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้ง ห้าก็ถูกเขาเรียกกลับมาในไข่มุกวิญญาณมืดอีกครั้ง จากประสบการณ์ของตัวเขาเองก่อนหน้านี้ก็ค้นพบ เหมือนกันว่าหลังจากแก่นพิษของกู่ผีถูกอักขระ โบราณมายาผนึกไปแล้ว พวกมันก็ถูกชุบหลอมอยู่ใน อักษรคำว่า “ผนึก” ในลักษณะของของเหลว ไอพิษที่เป็นของเหลวเหมือนกับน้ำ! การฉีกทึ้ง เฉือดเฉือนและกระแทกโจมตีล้วนไม่มี ประโยชน์ใดๆ
และแม้แต่พลังงานเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงที่มาจากไฟ ศักดิ์สิทธิ์ก็ยังไม่สามารถชุบหลอมมันได้ “การโจมตีประเภทนี้น่าจะไม่ได้ผลสักเท่าไหร่ มีเพียง การปิดผนึกหรือการชุบหลอมเท่านั้นถึงจะทำได้” เขา ครุ่นคิดแล้วก็เรียกเอาท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวล ดาราท่อนนั้นออกมา พยายามจะทดลองใช้พลังงาน ในกระดูกมาลงมือกับแก่นพิษของกู่ผีที่อยู่ในอักขระ โบราณมายา แต่ก็ยังไม่ได้ผล เกราะมังกรเพลิงก็ถูกเขาเรียกออกมาทดลอง ครู่หนึ่งต่อมา เขามองอักขระโบราณมายาที่ลอยอยู่ ตรงหน้าอกซึ่งถูกเขาควบคุมทางจิตก็พลันส่ายหน้า อย่างห่อเหี่ยว “ไม่ได้ อาวุธและพลังวิญญาณทั้งหมด ของข้าล้วนผ่านการทดลองหมดแล้ว นอกจากอักขระ ตัวนั้นที่สามารถผลึกไอพิษของกู่ผีแล้ว ก็ไม่มีพลังงาน อย่างอื่นที่สามารถปิดผนึกหรือชุบหลอมมันได้”
“เป็นไปตามคาด” ฉู่รุ่ยถอยหายใจเบาๆ “ตูม! ตูมๆ!” ทอดสายตามองไปไกล ทุกคนเห็นแดนเทพเจ้าเงามืด สีเทาเข้มของเจี่ยงหยวนฉือที่ห่อหุ้มกู่ผีเอาไว้บินวนไป รอบดินแดนสะเก็ดดาวและยังเปิดฉากการสังหาร อย่างต่อเนื่อง เสียงแผดคำรามของจีหยวนฉวนดังมาไม่ขาดสาย เขาใช้เวทลับห้วงมิติมาสร้างรอยแยกห้วงมิติหลาย เส้นเพื่อให้พวกแดนว่างเปล่าและแดนเอตทัคคะหนี ไปจากท้องฟ้าแถบนี้โดยเร็วที่สุด ไม่เพียงแต่คนของหอทอดฟ้า ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และ สำนักห้าธาตุเท่านั้น ยังรวมไปถึงคนจากดินแดนอื่น แม้แต่คนของสำนักบุกเบิกฟ้าหรือคนของพรรคเงามืด ก็ยังกลายมาเป็นเป้าหมายที่จีหยวนฉวนให้ความ ช่วยเหลือด้วย
ทุกหนแห่งล้วนมีแดนมายาของแดนว่างเปล่า และ ดินแดนที่จับต้องได้จริงของแดนเอตทัคคะระเบิดแตก เพราะถูกมือประหลาดที่โผล่ออกมาจากไอพิษของกู่ผี ฟาดตบ แดนว่างเปล่า แดนเอตทัคคะบาดเจ็บและล้มตายกัน ไปอย่างมาก ความเร็วที่พวกเขาบินทะยานเทียบเท่ากับความเร็ว ของกู่ผีไม่ได้ เนื่องด้วยสิ่งที่ขับเคลื่อนกู่ผีคือแดนเทพ เจ้าช่วงกลาง แดนเทพเจ้าเงามืดของเจี่ยงหยวนฉือ! “ทุกคนหนีออกไปจากที่นี่ก่อน! ปัญหาเรื่องกู่ผี พวก เรายังไม่สามารถหาวิธีแก้ไขได้ ต้องพยายามอยู่ให้ ห่างมันให้ได้มากที่สุด จะมัวโรมรันกับมันต่อไป ไม่ได้!” จีหยวนฉวนและเย่เหวินฮั่นสองคนร้องโวยวาย ระหว่างนั้นยังมีเสียงตะโกนของพวกโหยวฉีเหมี่ยว
ปะปนเข้ามาด้วย ไม่นาน ขอแค่เป็นผู้ฝึกลมปราณที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ล้วน ตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่งได้ว่า—พวกเขาไม่ สามารถต้านทานกู่ผีได้เลย —มีเพียงหนีไปอย่างเดียวเท่านั้น! “ฟิ้ว! ฟิ้วๆๆ!” ผู้แข็งแกร่งที่ยังเหลืออยู่ต่างก็เปลี่ยนดินแดนให้เป็น แสงแห่งการเผ่นหนี ไม่ก็ขับเคลื่อนเรือรบทาง ช้างเผือก หรือไม่ก็หนีไปตามรอยแยกห้วงมิติที่จี หยวนฉวนเปิดไว้ให้ ไม่อยู่รอชมศึกอีกต่อไป แม้แต่ซ่างกวานจื๋อแห่งพรรคเงามืดก็ยังเข้าใจดีว่าเมื่อ ผ่านศึกนี้ไป เกรงว่าเจี่ยงหยวนฉือคงเป็นศัตรูร่วมกัน ของเผ่ามนุษย์ทุกคน และพรรคเงามืดจะกลายมาเป็น เป้าหมายที่ทุกคนประณามหยามเหยียด เขาเองก็ออกคำสั่งให้สมาชิกพรรคเงามืดลืมเจ้า
ประมุขอย่างเจี่ยงหยวนฉือผู้นี้ไปซะแล้วกลับไปที่ดิน แดนเงามืดทันที ริมขอบของดินแดนสะเก็ดดาว เนี่ยเทียนที่ถืออักขระ โบราณมายาอยู่ในมืออย่างอับจนปัญญายังยืนอึ้งอยู่ ตรงนั้น มองผู้แข็งแกร่งมากมายที่ข้ามผ่านทะเล ดวงดาวหลายล้านลี้หนีกระเจิงดั่งหมาที่เสียเจ้าของ บ้านก็ให้รู้สึกยิ้มไม่ออกเหมือนกัน เมื่อคนอื่นๆ จากไปแล้ว สุดท้ายกู่ผีก็ต้องย้าย เป้าหมายการโจมตีมาที่ดินแดนสะเก็ดดาว ถ้าเป็น แบบนั้นจะทำอย่างไรดี? “พรวด!” จีหยวนฉวนแห่งลัทธิจิตตวิสุทธิ์บินออกมาจากรอย แยกห้วงมิติเส้นหนึ่ง แล้วมายืนเคียงบ่ากับเนี่ยเทียน “ช่างเป็นศึกที่น่าหัวเราะเยาะ ช่างเป็นจุดจบที่น่า เศร้า” จีหยวนฉวนสีหน้าหนักอึ้ง “สำนักบุกเบิกฟ้า
พรรคเงามืดและสำนักเมฆามรตเสียหายอย่างใหญ่ หลวงก็ยังพอว่า แต่นี่แดนว่างเปล่าและแดน เอตทัคคะมากมาย รวมถึงเรือรบทางช้างเผือกที่มา จากต่างแดนก็ล้วนถูกพลังของกู่ผีสังหารหรือไม่ก็ ทำลายไปเยอะมาก” ที่เขากล้าอยู่ต่อก็เพราะเขาเชี่ยวชาญความลี้ลับของ ห้วงมิติ เขาไม่อาจทำอะไรกู่ผีได้ แต่เนื่องจากความลี้ลับของ ห้วงมิติทำให้เขาสามารถเดินทางแหวกอากาศไปได้ ตามใจชอบ เขาจึงไม่กลัวกู่ผี ไปมาได้อย่างอิสระเสรี “หลังจากที่กู่ผีเสียเป้าหมายการโจมตีไปแล้ว อย่างไร ก็ต้องหันมาโจมตีดินแดนสะเก็ดดาวต่อ” จีหยวนฉวนถอนหายใจหนักๆ “จะอย่างไรดินแดน สะเก็ดดาวก็ต้องกลายมาเป็นเป้าหมายการโจมตี อันดับหนึ่งของกู่ผีอยู่ดี หวังว่าดินแดนสะเก็ดดาวจะ
สามารถต้านทานได้ หาไม่แล้วรอจนดินแดนสะเก็ด ดาวพังภินท์ ก็จะเป็นคราวของดินแดนแห่งอื่น สำนัก อื่น กองกำลังอื่น ฟ้าดินของเผ่ามนุษย์จะต้องทยอย กันโดนพิษร้ายของกู่ผี” ระหว่างที่พูด กู่ผีที่ไล่ล่าตามไปฟาดตบแดนว่างเปล่า แดนเอตทัคคะและเรือรบทางช้างเผือกหลายลำที่อยู่ ห่างไกลก็พลันขยับเข้ามาอย่างที่เขาพูดจริงๆ ดูเหมือนกู่ผีจะรู้ว่าดินแดนสะเก็ดดาวจะอยู่เช่นนี้ไป ตลอดกาล ตอนที่มันบินเข้ามาถึงได้เนิบช้าไม่รีบร้อน “กุกๆๆ!” เสียงประหลาดดังลอดมาจากในไอพิษเข้มข้น เงามืด ในแดนเทพเจ้าสีเทาเข้ม…เริ่มค่อยๆ สลายหายไป ไอพิษห้าแสงหกสีค่อยๆ ก่อตัวเข้าด้วยกัน และด้าน ในก็มีเงามืดขนาดมหึมาที่พร่าเลือนเงาหนึ่งลอยขึ้นมา เงามืดนั้น มองทีแรกเหมือนกายธรรมแห่งเทพของ
เจี่ยงหยวนฉือ แต่พอมองอย่างละเอียดถึงจะค้นพบว่าเงามืดขนาด ใหญ่นั้นคือเงาของวัตถุประหลาดรูปร่างมโหฬารที่ คล้ายถือกำเนิดขึ้นมาจากในกายธรรมของเจี่ยงหยวน ฉือ ดึงเอาพลังกายธรรมแห่งเทพของเจี่ยงหยวนฉือมา เพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเอง “อู้!” เงามืดใหญ่ยักษ์พลันแปรเปลี่ยน กายธรรมแห่งเทพของเจี่ยงหยวนฉือหดเล็กลงอย่าง รวดเร็ว เมื่อแดนเทพเจ้าเงามืดลดส่วนลงจึงเผยโฉม หน้าที่แท้จริงของเขา กู่ผีที่ซ่อนตัวผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในไอพิษซึ่งกลิ้งซัดตลบ ไม่เคยมองเห็นได้ชัด ทว่าพอขยับเข้ามาใกล้ดินแดน สะเก็ดดาว กลับเริ่มจะมองเห็นรูปร่างของมันได้อย่าง ชัดเจนแล้ว
เรือนกายของกู่ผีคล้ายคลึงกับแก่นไอพิษที่ถูกผนึกอยู่ ในอักขระโบราณมายา คือพลังชีวิตที่มีลักษณะเป็น ของเหลวเจ็ดสี! มือประหลาดที่มีลักษณะเป็นหนวดใสๆ เรียวบางราว กับเส้นผม ซึ่งเชื่อมต่อกับร่างของเจี่ยงหยวนฉือ ส่วน ใหญ่จะอยู่ในรูจมูก หูและดวงตาของเขา เจี่ยงหยวนฉือลืมตามองพวกเขา ทว่าในดวงตากลับ ไม่มีประกายความรู้สึกของมนุษย์หรือชนต่างเผ่า แม้แต่น้อย ทึ่มทื่อ กลวงโบ๋ เฉยชา เจี่ยงหยวนฉือมองพวกเขาเหมือนมองคนตาย เหมือน มองอากาศว่างเปล่า จีหยวนฉวนเอ่ยเบาๆ “นั่นคือกู่ผี” “มัน สามารถสื่อสารกับพวกเราผ่านเจี่ยงหยวนฉือได้ หรือ?” เนี่ยเทียนถามอย่างสงสัย
“อันที่จริงไม่ต้องผ่านเจี่ยงหยวนฉือก็ได้ ทว่านั่นจะ เป็นเพียงการสื่อสารผ่านจิตวิญญาณอย่างเดียว เท่านั้น” จีหยวนฉวนอธิบาย “แต่หากผ่านจีหยวนฉ วน จะสามารถใช้ภาษาเผ่ามนุษย์มาพูดคุยกับพวกเรา ตรงๆ ได้เลย” “มัน คิดจะทำอะไรกันแน่?” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว “เจ้ากลับเข้าไปในดวงดาราเก้าชั้นฟ้าก่อน ข้าจะ พูดคุยกับมัน ดูสิว่ามันต้องการอะไรกันแน่” จีหยวนฉ วนบอก “ตกลง” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 44 บทที่ 1305 ตาต่อตา ฟันต่อฟัน
เนี่ยเทียนย้อนกลับไปยังชั้นที่หนึ่งของดวงดาราเก้าชั้น ฟ้า พวกฉู่รุ่ยเองก็อยู่ที่ชั้นนี้ แต่ละคนมองไปยังกู่ผีราวกับ เผชิญหน้าศัตรูตัวฉกาจ “อู้!” กู่ผีมีรูปร่างเป็นของเหลว เมื่ออยู่ห่างจากจีหยวนฉวน ประมาณห้าร้อยเมตรก็พลันหยุดชะงัก รอบกายจีหยวนฉวนมีรอยแยกห้วงมิติหลายเส้นปริ แตก ด้านในมีลำแสงหลากสีไหลแผ่ออกมา ซึ่งมัน เชื่อมโยงไปยังดินแดนต่างๆ มากมาย และเขา สามารถไปเยือนได้ในชั่วพริบตา เขาเตรียมพร้อมสำหรับให้ตัวเองถอยหนีได้
ตลอดเวลา เนี่ยเทียนพินิจมองกู่ผีอย่างละเอียด เมื่อมองไปปราดแรก กู่ผีนั้นคล้ายกับหนองบึงเจ็ดสีที่ เกิดจากการรวมตัวกันของแสงหลากสี หนองบึงที่มี สีสันแตกต่างกันเหล่านั้นล้วนมีลักษณะเป็นของเหลว เหนียวหนืด ซึ่งต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายกู่ผี กู่ผีที่มีห้าแสงหกสีกลับให้ความรู้สึกที่งดงามแปลกตา แก่คนมอง ซึ่งด้านในร่างกายที่เป็นบึงเจ็ดสีของมันมีหนวดที่เล็ก บางราวเส้นผมหลายเส้นยื่นออกมาแล้วแทงเข้าสู่ ดวงตา จมูกและใบหูของเจี่ยงหยวนฉือ ส่วนเจี่ยงหยวนฉือนั้นลอยตัวอยู่เหนือบึงเจ็ดสี มีไอ พิษสกปรกลอยกรุ่นขึ้นมาปกคลุมร่างเขาไว้จนมิด มีเขตปราการชั้นหนึ่งกางกั้น เนี่ยเทียนที่ใช้จิตรับ สัมผัสก็พอจะมองเห็นว่าหนวดหลายเส้นที่ไหลบ่าอยู่
ในแสงหลากสีพวกนั้นล้วนแฝงเร้นไว้ด้วยพลังจิต วิญญาณที่ลึกลับ เห็นได้ชัดว่าเจี่ยงหยวนฉือถูกกู่ผีควบคุมอย่างเต็มที่ แล้ว “เจ้า คนของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ฝึกวิชาแห่งห้วงมิติ…” เจี่ยงหวนฉือเปิดปากพูดด้วยถ้อยคำที่ไม่คล่องแคล่ว ฟังแล้วแปร่งหูอย่างมาก ทุกคนที่ได้ยินประโยคนั้นต่างก็แน่ใจว่านี่ต้องไม่ใช่ เจี่ยงหยวนฉือแน่นอน เนี่ยเทียนพินิจมองอย่างละเอียดอีกครั้งถึงได้ค้นพบว่า บนใบหน้า เรือนกายและผิวที่เปิดเปลือยของเจี่ยง หยวนฉือเต็มไปด้วยตุ่มปูดนูน ตุ่มพวกนั้นมีหลายสีสัน ทั้งยังมีสารพิษเหนียวหนืด ไหลวนอยู่ด้านใน
เขาไม่รู้ว่าในอดีตเจี่ยงหยวนฉือมีหน้าตาเป็นเช่นไร ทว่าตุ่มเหล่านั้นที่แผ่ลามไปทั่วผิวภายนอกของเจี่ยง หยวนฉือกลับทำให้สภาพของเขาดูดุร้ายและ อัปลักษณ์มากเป็นพิเศษ บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่เจี่ยงหยวนฉือไม่ยอมเปิดเผย โฉมหน้าที่แท้จริงให้ใครเห็น และเลือกจะซ่อนตัวอยู่ ในแดนเทพเจ้าเงามืดไปตลอดกาล หนึ่งคือหน้าตาเขาอัปลักษณ์ อีกสาเหตุหนึ่งก็อาจเพราะกลัวว่าคนอื่นจะรู้ว่าเขาถูก กู่ผีควบคุมแล้ว และเขาไม่สามารถผนึกวัตถุ ประหลาดของเผ่าทมิฬนี้ไปได้ตลอดกาล “ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ จีหยวนฉวน!” จีหยวนฉวนแนะนำตัวเองเสียงกร้าว ดวงตาของเขา คมปลาบดุจสายฟ้า “เจ้า น่าจะเป็นกู่ผี! จิตวิญญาณ ของเจี่ยงหยวนฉือถูกเจ้าลบทิ้งไปแล้วกระมัง? เจ้า
หลุดออกมาจากพันธนาการได้ และเป็นฝ่ายกำราบ เจี่ยงหยวนฉือไว้เสียเอง เจ้ามาที่ดินแดนดวงดาวแถบ นี้ด้วยจุดประสงค์อะไรกันแน่?” “ฟ้าดินของเผ่ามนุษย์มีเพียงเผ่ามนุษย์เท่านั้นที่จะ เคลื่อนไหวได้ เจ้าอย่าหวังว่าจะทำทุกอย่างได้สมใจ ปรารถนา!” เจี่ยงหยวนฉือเอ่ยด้วยท่าทางทึ่มทื่อ “ข้าย่อมไม่ใช่ เจี่ยงหยวนฉืออยู่แล้ว” สายตาของเขาแปลกประหลาดอย่างยิ่ง มีทั้งแววเย้ย หยัน ดูหมิ่นเหยียดหยาม แต่สรุปแล้วก็พอจะมี อารมณ์ของมนุษย์อยู่บ้าง และสีหน้าของเขาก็ค่อยๆ สมบูรณ์แบบมากขึ้น ราว กับปรับตัวเข้ากับร่างกายของเจี่ยงหยวนฉือได้อย่าง รวดเร็ว จึงสามารถพูดด้วยท่าทางที่เป็นของเจี่ยง หยวนฉือ
“เจ้าต้องการอะไร?” จีหยวนฉวนตวาด กู่ผีมีสติปัญญา ซ้ำยังสติปัญญาสูงอีกด้วย ในเมื่อมัน สามารถควบคุมเจี่ยงหยวนฉือได้แล้วและยังสนทนา ภาษาคนโดยใช้ท่าทางของเจี่ยงหยวนฉือ นั่นแสดงว่า มันต้องอยากบอกจุดประสงค์ของตัวเองแน่นอน จีหยวนฉวนอยากจะรู้ให้แน่ชัดไปเลย! “ฟิ้ว!” มือประหลาดข้างหนึ่งที่ก่อตัวขึ้นมาจากของเหลวใน หนองบึงเจ็ดสีพลันฟาดเข้าใส่จีหยวนฉวน เนี่ยเทียนเห็นอย่างชัดเจนว่า มือประหลาดข้างนั้นก่อ ตัวขึ้นมาได้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที บนมือเต็มไปด้วย หนามแหลม มันละเลื่อมเยิ้มเหนียว มีควันพิษลอย กรุ่น และเพียงแผล็บเดียวก็มาโผล่อยู่ตรงหน้าจี หยวนฉวน จีหยวนฉวนแค่นเสียงในลำคอ ก่อนจะผลุบหายเข้าไป
ในรอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งรวดเร็วราวกับปลาไหลที่ หายเข้าไปในโคลน “ฟู่ว!” มือประหลาดยังยื่นตามเข้าไปในรอยแยกห้วงมิติเส้น ที่ยังไม่ปิดตัวอย่างไม่ยอมแพ้ แต่กลับถูกใบมีดห้วงมิติ จำนวนมากที่จีหยวนฉวนทิ้งไว้กรีดเฉือนในทันที มือประหลาดขาดออกเป็นท่อนๆ จึงบินกลับออกมา จากรอยแยกห้วงมิติเส้นนั้น แล้วมารวมตัวกันใหม่อีก ครั้งอย่างไร้รอยเสียหาย เรือนกายของจีหยวนฉวนโผล่มาจากรอยแยกห้วงมิติ อีกเส้นหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียงราวกับเงาผี รอยแยกห้วงมิติเส้นที่อยู่ด้านหลังเขาหายวับไปทันที ตามที่เขาต้องการ “กู่ผี เจ้าอย่าเสียแรงเปล่าเลย ข้าทำอะไรเจ้าไม่ได้ แต่หากเจ้าคิดจะสังหารข้า ก็ไม่มีทางเป็นไปได้
เหมือนกัน” จีหยวนฉวนหัวเราะหยัน “หลักการข้อ หนึ่งที่หลากหลายเผ่าพันธ์บนโลกนี้รับรู้ร่วมกันก็คือผู้ ที่เชี่ยวชาญเวทลับห้วงมิตินั้นสังหารได้ยากที่สุด” “ฟิ้วๆ!” มือประหลาดปราดเปรียวที่ถูกกู่ผีปลดปล่อยออกมา ข้างนั้นล่องลอยอยู่นิ่งๆ แล้วก็ไม่ได้ลงมือต่อ เจี่ยงหยวนฉือที่หลังจากถูกกู่ผีช่วงชิงร่างไปซึ่งอยู่ใน สภาพล่องลอยเริ่มย้ายที่ช้าๆ มันมาหยุดอยู่ด้านหน้าสุดของบ่อเจ็ดสี เผชิญหน้ากับ จีหยวนฉวนและดวงดาราเก้าชั้นฟ้าตรงๆ ก่อนที่จู่ๆ สายตาอันซึมทื่อ กลวงโบ๋ของมันจะจ้องมาที่เนี่ย เทียน หรือจะพูดให้ถูกก็คือจ้องมาที่อักขระโบราณมายาตัว ที่อยู่ตรงหน้าเนี่ยเทียน แรงดึงดูดขุมหนึ่งคล้ายจะก่อเกิดขึ้นมาในดวงตาของ
กู่ผี และอักขระโบราณมายาตัวนั้นก็ทำท่าขยับคล้าย จะลอยไปหามัน เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสี “อู้!” อักขระโบราณมายาที่ถูกจิตวิญญาณของเขาควบคุม จนสามารถเปลี่ยนตำแหน่งได้ตามความคิดของเขา บัดนี้กลับทำท่าจะบินผ่านชั้นที่หนึ่งของดวงดาราเก้า ชั้นฟ้า ลอยไปหากู่ผีอย่างที่ไม่อยู่ในการควบคุมของ เขาอีกต่อไป เมื่อเห็นว่าอักขระโบราณมายาทำท่าจะบินออกไป ไม่ ว่าจะเป็นพวกฉู่รุ่ย เว่ยไหลหรือเหยียนจั้นต่างก็ไม่ กล้าแตะต้อง ไม่กล้าขัดขวาง —พวกเขากลัวว่าจะสัมผัสโดนพิษร้าย! “เนี่ยเทียน!”
จีหยวนฉวนอุทานเบาๆ แล้วก็เห็นว่าอักขระโบราณ มายาตัวนั้นบินออกไปจากเขตปราการชั้นที่หนึ่งแล้ว ส่วนเนี่ยเทียนยังคงอยู่ในชั้นที่หนึ่งด้วยสีหน้า เคร่งเครียด แสงไฟฟ้าเป็นเส้นๆ สาดออกมาจากดวงตาของเนี่ย เทียน เห็นได้ชัดว่าเขาคิดจะใช้พลังจิตวิญญาณไป ควบคุมอักขระโบราณมายาตัวนั้น เพื่อไม่ให้กู่ผีช่วงชิง ไปได้ น่าเสียดายที่ความพยายามของเขากลับเสียเปล่า ตอนที่อักขระโบราณมายาตัวนั้นบินผ่านข้างกายของ จีหยวนฉวนไป ก็เห็นได้ชัดว่ามันชะลอความเร็วให้ช้า ลง ทว่าจีหยวนฉวนกลับยืนนิ่งไม่ขยับ ไม่กล้ายื่นมือ ออกมารั้งให้อักขระโบราณมายาหยุดอยู่กับที่ กู่ผีหัวเราะเสียงแปลกแปร่ง คล้ายเย้ยหยันในความ
ขี้ขลาดของเขา จีหยวนฉวนหน้าแดงก่ำ เขามองออกนานแล้วว่าด้านในอักขระโบราณมายา ผนึกแก่นไอพิษเอาไว้ ซึ่งก็อยู่ในลักษณะของของเหลว เจ็ดสีเหมือนกัน ซึ่งห่างมันระเบิดแตกเมื่อไหร่ก็อาจ ซึมเข้ามาหาเขาได้… และเขาก็รู้ดีว่าเคยมีผู้แข็งแกร่งแดนเทพเจ้าที่พอ สัมผัสโดนกับแก่นไอพิษของกู่ผีแล้วดินแดนก็หลอม ละลายเน่าเละ “อู้!” และพออักขระโบราณมายาตัวนั้นบินผ่านร่างกายเขา ไป มันก็พลันเพิ่มความเร็ว เนี่ยเทียนปวดหัวแปลบ บัดนี้เขาพลันค้นพบว่าจิตวิญญาณเสี้ยวหนึ่งที่เขาทิ้ง
ไว้ในอักขระโบราณมายาได้ถูกลบทิ้งไปแล้ว ขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกปวดชาไร้เรี่ยวแรงขุมหนึ่ง แทรกซอนเข้ามาในสมองของเขา “อู้!” พลังงานขุมแล้วขุมเล่าบินออกมาจากในไข่มุก วิญญาณมืด พอพลังงานพวกนั้นเข้ามาก็แปรสภาพ กลายเป็นอักษรเทพหลายหมื่นตัวของเผ่าอสูรกาย แล้วมาสร้างยันต์คำสาปที่เขาไม่รู้จักตัวหนึ่งอยู่ในจุด ลึกของมหาสมุทรจิตวิญญาณเขา เมื่อยันต์คำสาปนั้นถูกสร้างขึ้นมาก็คล้ายจะสามารถ กำราบ ควบคุม ทำลายดวงวิญญาณของสิ่งมีชีวิต ทั้งหมด ปิดผนึกจิตวิญญาณมายาให้แข็งค้าง ยังไม่ทันที่ความรู้สึกประหลาดซึ่งทำให้เนี่ยเทียนชาไร้ เรี่ยวแรง คล้ายจิตวิญญาณจะถูกรุกรานได้ก่อกำเนิด ได้ระเบิดก็เหมือนจะถูกหลอมละลายทิ้งไปก่อน
ท่ามกลางหนองบึงเจ็ดสี ดวงตาที่มีแสงหลากสีของ เจี่ยงหยวนฉือซึ่งถูกกู่ผียึดร่างไปจ้องมายังเนี่ยเทียน นิ่งๆ จุดลึกในลูกตาเจ็ดสีของเขาเต็มไปด้วยประกาย ประหลาด ปากก็เปล่งเสียงพึมพำคล้ายไม่ใช่เสียงของ คนที่ฟังคลุมเครือไม่ชัดเจนออกมา ดูเหมือนมันกำลังจะแปลกใจ แปลกใจว่าทำไม มหาสมุทรจิตวิญญาณของเนี่ยเทียนถึงสามารถหลอม ละลายจิตวิญญาณที่มหัศจรรย์และสารพิษที่จิต วิญญาณของมันส่งเข้าไปได้ “ฟิ้ว! ฟิ้วๆๆ!” หนวดเล็กบางราวเส้นผมหลายเส้นส่วนหนึ่งจากที่ปัก เข้าไปในดวงตาของเจี่ยงหยวนฉือถูกแบ่งออกมา แล้ว แทงเข้าไปยังอักขระโบราณมายา หนวดพวกนั้นเป็นเหมือนเข็มเหล็กที่แทงเข้าไปยัง
อักขระโบราณมายา ที่ทำให้มันประหลาดใจก็คือ พอหนวดแต่ละเส้นจม หายเข้าไปในอักขระโบราณมายา หนวดของมันกลับ ละลายหาย กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของแก่นพิษเจ็ดสีที่ ถูกผนึกไว้ด้านใน ทำให้มันไม่อาจเอาออกมาได้ ความรู้สึกผ่านการสัมผัสและจิตวิญญาณของมันล้วน หายไปจนเกลี้ยง ประกายเจ็ดสีในดวงตาของเจี่ยงหยวนฉือที่ถูกกู่ผียึด ร่างยิ่งส่องแสงเจิดจ้า มันเหม่อมองอักขระโบราณ มายาด้วยสายตาตะลึงงัน และเห็นได้ชัดว่ามีความ กริ่งเกรงอยู่เสี้ยวหนึ่ง “เนี่ยเทียน! ดูเหมือนว่า ดูเหมือนว่าอักขระโบราณ มายาตัวนั้นจะสามารถปิดผนึกกู่ผีได้!” จีหยวนฉวน ตะโกนเสียงดังลั่น ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 44 บทที่ 1306 เปลี่ยนแปลงนับพันนับหมื่น
พวกฉู่รุ่ย เว่ยไหล เหยียนจั้นต่างก็มีสีหน้าตกตะลึงไป ตามๆ กัน หนวดที่กู่ผีดึงออกมาจากในร่างของเจี่ยงหยวนฉือคือ เรือนกายที่แท้จริงของมัน ทว่าตอนที่หนวดของมัน แทงเข้าไปยังอักขระโบราณมายา กลับทำได้เพียงแค่ แทงเข้าไป แต่กลับไม่สามารถดึงเอาออกมาได้ นี่หมายความว่าอย่างไร? นี่หมายความว่าอักขระโบราณมายาที่ถูกเนี่ยเทียน สร้างขึ้นมา ไม่เพียงแต่สามารถปิดผนึกไอพิษที่กู่ผี ปล่อยออกมาได้เท่านั้น ยังสามารถผนึกหนวดที่เป็น ร่างจริงของมันได้ด้วย! มีความเป็นไปได้สูงว่ากู่ผีจะถูกอักขระโบราณมายา
ปิดผนึกไว้ภายใน! ท่ามกลางหนองบึงเจ็ดสี ในพื้นที่สีเขียวเข้มเหนียว หนืดแห่งหนึ่ง มีมือประหลาดข้างหนึ่งก่อตัวขึ้นมา มือประหลาดเป็นดั่งคีมยักษ์ที่ตบใส่อักขระโบราณ มายาอย่างแรง “ตูม!” อักขระโบราณที่เป็นอักษรคำว่า “ผนึก” ซึ่งเนี่ยเทียน ดึงพลังงานหลากหลายมารวมกัน พลันระเบิดแตก แก่นพิษลักษณะเป็นของเหลวที่ถูกผนึกไว้ในอักขระ โบราณมายาผสานรวมเข้ากับมือประหลาด แล้ว พริบตาเดียวก็หายวับไป ดวงตาสาดแสงเจ็ดสีของกู่ผีที่ช่วงชิงร่างเจี่ยงหยวนฉือ มาครองหันขวับมาจ้องเนี่ยเทียน เปิดเผยสีหน้าดุร้าย อย่างไม่คิดจะปิดบัง
—มันต้องการฆ่าเนี่ยเทียนให้ตาย! “เจ็บใจนัก!” ฉู่รุ่ยขมวดคิ้ว พูดเสียงตะคอก “เนี่ย เทียน เป็นเพราะว่าขอบเขตของเจ้ายังต่ำเกินไป หาก เจ้าเป็นแดนเทพเจ้าเหมือนอย่างเจี่ยงหยวนฉือและใช้ อักขระแบบเดียวกันนี้มาร่ายเวทใส่ร่างของกู่ผี ก็ น่าจะมีความหวังว่าจะผนึกวัตถุประหลาดของเผ่า ทมิฬนี้ไว้ภายในได้!” จีหยวนฉวนเองก็มีสีหน้าเสียดาย ถอนหายใจกล่าวว่า “เป็นเพราะขอบเขตต่ำเกินไปจริงๆ นั่นแหละ” เขาและฉู่รุ่ยต่างก็มองออกว่าอักขระโบราณมายานั้น มีความสามารถในการผนึกกู่ผีไว้ได้จริงๆ การที่อักขระโบราณมายาระเบิดแตกเป็นเพราะ พลังงานที่เนี่ยเทียนดึงมาชุบหลอมมีไม่มากพอ ถึงได้ ถูกพลังมหาศาลของมือประหลาดกู่ผีที่แข็งแกร่งกว่า เนี่ยเทียนหลายเท่าตบจนแตกกระจาย
หากเนี่ยเทียนมีขอบเขตอย่างเจี่ยงหยวนฉือ ก็มีความ เป็นไปได้มากที่อักขระโบราณมายาของเขาจะ รวบรวมพลังงานที่แข็งแกร่งกว่าเดิมเป็นพันเป็นหมื่น เท่า! ถึงเวลานั้น บางทีเพียงแค่อักขระโบราณมายาตัวเดียว ก็อาจจะผนึกร่างจริงของกู่ผีไว้ภายในได้โดยตรง และเมื่อถูกผนึก กู่ผีก็จะขยับเขยื้อนไม่ได้ สลัดไม่หลุด จากพลังแห่งการปิดผนึกของอักขระโบราณมายา และต้องถูกกำราบอย่างสิ้นซาก มาจนถึงวันนี้ อักขระโบราณมายาของเนี่ยเทียนก็คือ พลังอัศจรรย์อย่างที่สองที่สามารถผนึกกู่ผีได้เว้นจาก เวทลับเงามืดของพรรคเงามืด ซ้ำดูจากสถานการณ์ของอักขระโบราณมายาแล้ว มัน น่าจะใช้ได้ผลดียิ่งกว่าเวทลับเงามืดด้วย ความน่าเสียดายเพียงอย่างเดียวก็คือเนี่ยเทียนใน
เวลานี้ขอบเขตต่ำเกินไป ระดับสายเลือดก็ไม่มากพอ ยากที่สำแดงอนุภาพที่แข็งแกร่งที่สุดของอักขระ โบราณมายาออกมาได้ หาไม่แล้ว ปัญหาของกู่ผีที่สร้างหายนะไปทั่วดินแดน ของเผ่ามนุษย์นี้ก็อาจจะถูกเนี่ยเทียนคลี่คลายไปได้ “อู้!” ร่างประหลาดที่เป็นหนองบึงเจ็ดสีของกู่ผีพลันพาร่าง ของเจี่ยงหยวนฉือขยับเข้ามาใกล้ด้วยความเร็วที่มาก ขึ้น จีหยวนฉวนหน้าเปลี่ยนสี รีบผลุบหายเข้าไปในรอย แยกห้วงมิติเพื่อหลบเลี่ยงไม่ให้ถูกร่างของกู่ผี แล้วต่อมาทุกคนก็ได้เห็นว่าร่างที่เป็นหนองบึงของกู่ผี พลันแบ่งออกเป็นเจ็ดส่วน ร่างหนองบึงเจ็ดร่างของกู่ผีแยกออกเป็นเจ็ดเขตที่มี สีสันแตกต่างกัน แล้วปล่อยหนวดมากมายแทงเข้าไป
ในร่างของเจี่ยงหยวนฉือ ทำให้ดวงตาของเขาสาด ส่องประกายที่คนไม่กล้ามองสบโดยตรง “อู้ๆๆ!” กู่ผีเจ็ดตนกลายร่างมาเป็นตัวประหลาดที่เนี่ยเทียนไม่ เคยเห็นมาก่อนซึ่งพร้อมใจกันกระโจนเข้าหาดวง ดาราเก้าชั้นฟ้า บ้างก็เป็นสัตว์ประหลาดที่มีดวงตาขึ้นเต็มร่าง บ้างก็มี มือนับร้อยมีเท้านับพัน บ้างก็มีหัวขนาดใหญ่สามหัว บ้างก็มีเขาแหลมคมน่าพรั่นพรึง… กู่ผีทุกตนเหมือนจะเปลี่ยนแปลงได้นับพันนับหมื่น รูปแบบ เรือนกายที่เป็นของเหลวของมันสามารถแปร สภาพได้ตามใจต้องการ เปลี่ยนมาเป็นสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่ก่อนหน้านี้เคยถูกมันสังหาร หรือไม่ก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ มันเคยพบเคยเจอมาก่อน แต่ดูเหมือนว่าร่างของเจี่ยงหยวนฉือที่ลอยอยู่นิ่งๆ
นั่นต่างหากถึงจะเป็นจุดรวมตัวจิตวิญญาณของกู่ผี อย่างแท้จริง “ปังๆ! ปังๆๆ!” กู่ผีเจ็ดตนที่เปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่งพลันมุดเข้ามาใน ชั้นที่หนึ่งของดวงดาราเก้าชั้นฟ้า แล้วจึงถูกอักขระ ดวงดาวนับหมื่นกดกำราบ ถูกหุ่นเชิดที่จำแลงมาจาก แก่นดวงดาวสีทองโจมตีทันควัน สงครามระเบิดปะทุขึ้นในนาทีนั้น ฉู่รุ่ยหน้าเปลี่ยนสี รีบบอกให้พวกเนี่ยเทียน เว่ยไหล เหยียนจั้นถอยลงไปยังชั้นที่สอง จากนั้นก็ชั้นที่สาม ขณะเดียวกันกับที่ตัวประหลาดเจ็ดชนิดซึ่ง แปรเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง บ้างก็เป็นสัตว์ร้าย บ้างก็ เป็นสัตว์อสูรกายหรือไม่ก็ชนต่างเผ่าที่เคยปรากฎตัว อยู่ในดินแดนของเผ่าทมิฬ เผ่าภูตผีปีศาจ เผ่าอสูร กายถูกอักขระดวงดาวและหุ่นเชิดโจมตีสังหาร พวก
มันก็ปล่อยไอพิษเข้มข้นทะลักออกมาเช่นกัน พวกฉู่รุ่ยหวาดกลัวไอพิษเหล่านั้น จึงได้แต่ถอยหนี เนี่ยเทียนเองก็ถูกพวกเขาดึงให้เข้าไปอยู่ในชั้นที่สอง พร้อมกัน ทว่าพอเข้ามาอยู่ชั้นที่สอง เนี่ยเทียนกลับชะงักฝีเท้า ไม่ถอยไปด้านหลังต่อ “เรือนกายที่เป็นของเหลวของกู่ผีมีความพิเศษ สามารถแปรเปลี่ยนได้นับพันนับหมื่น มันช่วงชิงร่าง ของเจี่ยงหยวนฉือ ปลดปล่อยพิษร้ายออกมา และ เมื่อถูกพลังค่ายกลของดวงดาราเก้าชั้นฟ้าโจมตี แม้ จะแหลกสลายไปก็จริง แต่ร่างที่เป็นของเหลวของมัน ก็คล้ายว่าจะสามารถมารวมตัวกันได้อีก เหมือนจะไม่ มีทางแหลกสลายได้อย่างแท้จริงไปตลอดกาล” “มีเพียงชุบหลอม มีเพียงปิดผนึก ถึงจะกำจัดมันได้” “อีกทั้งมันยังมีสติปัญญา มีจิตวิญญาณ บางทีมันอาจ
มีเรือนกายมากมาย มีจิตวิญญาณอยู่หลากหลาย ทว่าวิญญาณหลักของมัน เวลานี้กลับอยู่ในร่างของ เจี่ยงหยวนฉือ” “…” ตอนมาอยู่ชั้นที่สอง เนี่ยเทียนหรี่ตาสังเกตเรือนกาย ทั้งเจ็ดของกู่ผีที่จำแลงออกมา ซึ่งพอถูกฉีกทึ้งและ สังหารก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้งแล้วแทรกซอนเข้า มายังชั้นที่สองต่อเนื่อง “เนี่ยเทียนกลับมา!” ฉู่รุ่ยอุทานตกใจ “เจ้าไม่สังเกตเห็นหรือว่า เป็นเพราะ อักขระของเจ้าสามารถปิดผนึกพลังของมันได้ มันถึง ได้มองเจ้าเป็นเป้าหมายที่ต้องสังหาร?” “เนี่ยเทียน! เจ้ากลับไปที่พระราชวังโบราณเดี๋ยวนี้ ใช้ ค่ายกลหนีไปจากดินแดนสะเก็ดดาว!” เว่ยไหลตวาด เหยียนจั้นเองก็เอ่ยเกลี้ยกล่อม “บางทีมีเพียงเจ้า
แข็งแกร่งมากกว่านี้ ขอบเขตและสายเลือดฝ่าทะลุขั้น อีกครั้งเท่านั้น อักขระตัวนั้นที่เจ้าร่ายใช้ถึงจะสามารถ ปิดผนึกกู่ผีได้จริงๆ! เจ้า คือกุญแจสำคัญในการรับมือ กับกู่ผีในอนาคตนะ!” “ฟิ้ว!” ระหว่างที่พวกเขาพูดคุยกัน สัตว์ประหลาดหลายหัวที่ มีเขานับไม่ถ้วน ซ้ำยังแผ่ไอพิษเข้มข้นก็พลันกระโจน เข้ามา หมายสังหารเนี่ยเทียน “ผนึก!” ทันใดนั้นเนี่ยเทียนก็ดึงพลังออกมาสร้างอักขระ โบราณมายาอีกครั้ง อักขระโบราณมายาตัวนี้ถูกเขากรอกพลังที่มาก กว่าเดิม พลังแห่งการปิดผนึกที่เกิดขึ้นจึงแข็งแกร่งยิ่ง กว่าเก่า และเมื่อเขาส่งกระแสจิตออกไป มันก็พลัน ขยายใหญ่ แล้วพุ่งเข้าไปกดกำราบกู่ผีตนนั้น
พลังการผนึกของอักขระโบราณมายาก่อเกิดขึ้นมาใน ชั่วพริบตา แล้วก็ดูเหมือนว่าจะสามารถกำราบสิ่ง สกปรกและสิ่งชั่วร้ายได้ทุกอย่าง! ทว่าชั่วขณะที่การผนึกเกิดขึ้น กู่ผีประหลาดตัวนั้น กลับย้อนไปยังชั้นที่หนึ่งอย่างน่าแปลกใจ และอักขระโบราณมายาตัวนั้นก็ถูกเนี่ยเทียนควบคุม ให้บินตามไปยังชั้นที่หนึ่ง กู่ผีเจ็ดตัวที่อยู่ในชั้นที่หนึ่งพลันร่วมพลังกัน กลายมา เป็นสิ่งมีชีวิตชั่วร้ายของดินแดนชนต่างเผ่า หรือไม่ก็ ตัวประหลาดที่น่าหวาดกลัวเจ็ดตนซึ่งพุ่งเข้าโจมตี อักขระโบราณมายาตัวนั้นอย่างบ้าคลั่ง เมื่อถูกสัตว์ประหลาดเจ็ดตนที่จำแลงมาจากกู่ผีโจมตี อย่างดุเดือด อักขระโบราณมายาก็ระเบิดออกอีกครั้ง พลังงานเสียหาย จิตวิญญาณหลายดวงแหลกลาญ ประกายแสงในดวงตาของเนี่ยเทียนจึงหม่นมัวลงไป
เล็กน้อย หลังจากชั่งน้ำหนักอยู่ในใจ เขาก็รู้ว่ายากที่ตนจะ สร้างอักขระโบราณมายาขึ้นมาต้านทานอานุภาพที่ มากไพศาลขนาดนี้ได้อีก ต่อให้ดึงเอาพลังมาใช้ ล่วงหน้า แต่ก็เกรงว่าคงจะไม่สามารถผนึกกู่ผีได้จริงๆ เป็นอย่างที่ฉู่รุ่ยและจีหยวนฉวนว่าไว้ ทุกอย่างนี้เป็น เพราะขอบเขตและระดับสายเลือดของเขาต่ำเกินไป ในตอนนี้ เขายังไม่สามารถสำแดงพลานุภาพศักดิ์สิทธิ์ ของอักขระโบราณมายาที่สามารถกำราบสิ่งสกปรก ชั่วร้ายได้นับพันนับหมื่นออกมาได้ “หากข้าสามารถฝ่าทะลุสู่แดนเอตทัคคะ สายเลือด แปรสภาพเป็นระดับเก้า บางทีอักขระโบราณมายาที่ ข้าสร้างขึ้นก็อาจจะผนึกร่างจริงของกู่ผีได้!” เมื่อความคิดนี้บังเกิดขึ้น เขาก็พลันมีความคิดอย่าง หนึ่ง
“ผู้อาวุโสจี! ไปที่สนามรบสุ้ยเมี่ย ไปตามหาอูจี้ อาจารย์ของข้า!” เขาตะโกนเสียงดัง “อูจี้?” จีหยวนฉวนตะลึงงัน กล่าวอย่างมึนงงว่า “ใน เวลาอย่างนี้ เจ้าจะให้ข้าไปหาอาจารย์เจ้าเพื่ออะไร?” “บางทีพลังของอาจารย์ข้าอาจจะปิดผนึกกู่ผีได้!” เนี่ยเทียนกล่าว “เวลา! พลังแห่งเวลา!” ดวงตาจีหยวนฉวนเป็น ประกายวาบ แล้วจู่ๆ ก็พลันร้องตะโกนขึ้นว่า “บน โลกใบนี้ พลังแห่งเวลาคือพลังที่ลึกลับที่สุด พลังที่ แม้แต่เวลาก็ยังหยุดชะงักได้ จะสามารถปิดผนึกกู่ผีได้ ด้วยหรือ? ในอดีตไม่เคยมีใครฝึกวิชาพลังแห่งเวลาได้ สูงเท่าอูจี้สักคน!” “ถูกต้อง พลังแห่งเวลายังไม่เคยถูกนำมาทดลองมา ก่อน!” จีหยวนฉวนที่โหวกเหวกเสียงดังพลันมุดเข้าไปใน
รอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่ง แล้วก็หายตัววับไปทันที พวกฉู่รุ่ยได้ยินชื่อของอูจี้ก็ไพล่นึกไปถึงความ มหัศจรรย์ของพลังแห่งเวลา แต่ละคนร้องอุทานดีใจ เต็มไปด้วยความรอคอย “พลังแห่งเวลา! พลังที่ลึกลับ และพิเศษที่สุดบนโลกใบนี้ พลังประหลาดที่ไม่ ธรรมดาเสียยิ่งกว่าพลังแห่งห้วงมิติ! พลังชนิดนี้น่าจะ มีสามารถผนึกกู่ผีได้!” เมื่อหลายปีก่อน เนี่ยเทียนเคยเห็นอูจี้ใช้พลังแห่งเวลา ผนึกผู้แข็งแกร่งของเผ่าภูตผีปีศาจ จากนั้นก็ไล่สังหาร ไปทีละคน อูจี้ในเวลานี้มีตบะแดนเอตทัคคะ ฝึกฝนวิชาแห่งเวลา มานานหลายปี สามารถสื่อสารกับแม่น้ำแห่งกาลเวลา ที่ลึกลับได้ หากเขาใช้เวทลับการผนึกที่เป็นของพลัง แห่งเวลาอีกครั้ง จะสามารถผนึกกูผีไว้ได้อย่างราบ คาบหรือไม่?
เนี่ยเทียนเองก็เต็มไปด้วยความหวังเช่นกัน “ฟิ้ว! ฟิ้วๆๆ!” กู่ผีแต่ละตนที่ยังอยู่ในเขตปราการชั้นที่หนึ่งคล้ายจะ เข้าใจบทสนทนาระหว่างเขาและจีหยวนฉวน ถึงได้ บินกลับออกไปจากดวงดาราเก้าชั้นฟ้า กู่ผีทั้งเจ็ดมารวมตัวกันอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเจี่ยงหยวนฉือ อีกครั้ง จากนั้นก็จำแลงมาเป็นหนองบึงหลายแถบ แดนเทพเจ้าเงามืดของเจี่ยงหยวนฉือก็ขยายออกมา อีก กลายมาเป็นพื้นที่เงามืดสีเทาเข้มที่ปกคลุมหนอง บึงเจ็ดสีเอาไว้ รวมไปถึงตัวของเจี่ยงหยวนฉือเองด้วย ทันใดนั้นแดนเทพเจ้าเงามืดสีเทาเข้มก็ใช้ความเร็วที่ เหนือกว่าเรือรบทางช้างเผือกทะยานออกไปริมขอบ ด้านนอก เนี่ยเทียนตะลึงงัน “ทำไมจู่ๆ มันก็จากไปล่ะ?”
“มันไม่เพียงแต่มีสติปัญญา ยังใช้ชีวิตอยู่มาอย่าง ยาวนานด้วย!” ฉู่รุ่ยดีใจอย่างหนัก “ข้าเข้าใจแล้ว พลังแห่งเวลาสามารถกำราบมันได้อย่างแท้จริง!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 44 บทที่ 1307 ปัญหาคลี่คลาย
แดนเทพเจ้าเงามืดสีเทาเข้มห่อหุ้มกู่ผีให้ลอยห่างไป ไกลดั่งเงามืดเงาหนึ่ง จะอย่างไรซะขอบเขตของเจี่ยงหยวนฉือก็เป็นถึงแดน เทพเจ้าช่วงกลาง เมื่อพลังของเขาถูกกู่ผีนำไปใช้ หาก บินทะยานอย่างเต็มกำลัง ความเร็วนั้นก็ย่อม เหนือกว่าเรือรบทางช้างเผือกทั่วไป อีกทั้งระหว่างทางยังไม่มีอุปสรรคใดๆ มาขัดขวาง! ไม่ว่าจะเป็นคนของพรรคเงามืด สำนักบุกเบิกฟ้า สำนักเมฆามรกต หรือคนจากต่างแดนล้วนถูกกู่ผี ทำลายขวัญและกำลังใจจนไม่กล้าอยู่ที่นี่ต่อ “อู้!” ครู่หนึ่งต่อมา กู่ผีที่ถูกกลบทับอยู่ในแดนเทพเจ้า
เงามืดสีเทาเข้มก็หายวับไปจากเส้นสายตาของพวก เนี่ยเทียน เนี่ยเทียน ฉู่รุ่ยและพวกผู้อาวุโสอย่างเว่ยไหล เห ยียนจั้นทยอยกันบินออกมานอกดวงดาราเก้าชั้นฟ้า มาหยุดอยู่ริมขอบด้านนอกของดินแดนสะเก็ดดาว ฉู่รุ่ยเรียกกายธรรมแห่งเทพออกมา แล้วกลายร่างเป็น แสงดาวเส้นหนึ่งที่ไล่ตามไปยังทิศทางที่กู่ผีหนีไป ส่วนเว่ยไหลและพวกเหยียนจั้นกระจายตัวกันออกไป เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง “กู่ผีจากไปแล้วจริงๆ ทั้งยังไปอย่างรีบร้อนมากด้วย” อยู่ห่างกันไกลหลายล้านลี้ เสียงปิติยินดีของฉู่รุ่ยดังมา ต่อเนื่อง “เว่ยไหลและพวกเหยียนจั้น พวกเจ้าไม่ต้อง ไปสนใจกู่ผีแล้ว แต่จงไปเก็บเอาศพ อาวุธและแหวน เก็บของของพวกแดนเอตทัคคะจากดินแดนอื่นที่ถูก กู่ผีฆ่าไปมาให้หมด”
เว่ยไหลพลันคืนสติ รีบกล่าวว่า “ไม่เพียงแค่พวกเรา เท่านั้น!” จากนั้นเขาก็หยิบป้ายดวงดาวออกมาแล้วส่งกระแส จิตเข้าไป เนี่ยเทียนที่มีป้ายดวงดาวอยู่ในครอบครองเช่นกัน เพียงรับสัมผัสเล็กน้อยก็ได้รับข้อความจากเว่ยไหล เว่ยไหลต้องการให้บุตรแห่งดวงดาวและลูกศิษย์ของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวที่เหลืออยู่ออกมาจาก ดินแดนสะเก็ดดาว เพื่อฉวยโอกาสเก็บรวบรวมของเชลยศึกจากลูกศิษย์ ของสำนักต่างๆ ที่ตายไป ของเชลยศึกที่ว่านั้นก็คือสิ่งของที่พวกแดนว่างเปล่า แดนเอตทัคคะของพรรคเงามืด สำนักบุกเบิกฟ้า สำนักเมฆามรกตและดินแดนต่างๆ อีกมากมายที่ถูกกู่ ผีสังหารไป
“สงคราม สิ้นสุดลงทั้งอย่างนี้น่ะหรือ?” เนี่ยเทียนงง งัน เขานึกไม่ออกเลยว่า เพียงแค่เพราะบทสนทนา ระหว่างเขากับจีหยวนฉวน เพียงแค่เพราะอูจี้อาจารย์ ของเขาฝึกวิชาแห่งเวลา เขาจึงให้จีหยวนฉวนไปเชิญ ตัว จะทำให้กู่ผีตกใจจนเผ่นกระเจิงได้ขนาดนี้ “ฟิ้ว!” รองเจ้าตำหนักฉู่รุ่ยที่กลายร่างเป็นแสงดาวเส้นหนึ่ง หวนกลับมาอีกครั้ง เขาอธิบายว่า “เนี่ยเทียน พลังแห่งเวลาที่อูจี้อาจารย์ เจ้าฝึกฝนต้องสามารถกำราบ สามารถผนึกกู่ผีได้ แน่นอน! ร่างที่กู่ผีช่วงชิงหรือไม่ก็สยบได้นั้นเป็นของ เจี่ยงหยวนฉือ เขาคือเจ้าประมุขพรรคเงามืดเชียว นะ!” “หมายความว่าอย่างไร?” เนี่ยเทียนไม่เข้าใจ
“พรรคเงามืดมีช่องทางการสืบข่าวทั่วดินแดนเผ่า มนุษย์ที่ไวมากเป็นพิเศษ เจี่ยงหยวนฉือเป็นถึงเจ้า ประมุข ก็ย่อมต้องรู้เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้นในสนามรบสุ้ยเมี่ยช่วงที่ผ่านมาอยู่แล้ว และ เขาก็รู้ว่าอาจารย์ของเจ้าเชี่ยวชาญพลังแห่งเวลา ซ้ำ ยังฝ่าทะลุสู่แดนเอตทัคคะแล้ว เขารู้เรื่องทุกอย่าง เกี่ยวกับอาจารย์เจ้า!” “สิ่งที่เจี่ยงหยวนฉือรู้ก็ย่อมต้องถ่ายทอดให้แก่กู่ผีด้วย นี่จึงทำให้กู่ผีเองก็รู้ดีถึงความมหัศจรรย์ของอาจารย์ เจ้า!” “พอกู่ผีได้ยินว่าเจ้าจะให้จีหยวนฉวนไปเชิญตัว อาจารย์เจ้ามาจากสนามรบสุ้ยเมี่ย มันถึงได้จากไป โดยไม่ต้องคิดให้มากความ นี่เป็นการยืนยันได้ว่า เวท แห่งเวลาที่อาจารย์ของเจ้าฝึกฝน ต้องเป็นภัยคุกคาม ต่อมันได้แน่นอน!”
ฉู่รุ่ยบอกเล่ารายละเอียดทั้งหมดให้เนี่ยเทียนฟัง เนี่ยเทียนคิดตามพลางไตร่ตรองก็เข้าใจได้ จึงพยัก หน้ารับช้าๆ และยิ้มบางๆ “ดูท่าแล้วใช่ว่าเราจะไม่มี ทางกำราบกู่ผีได้เสียเลย หากพลังที่แฝงอยู่ในอักขระ โบราณมายาที่ข้าสร้างขึ้นมาแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอีกสัก ระดับหนึ่ง ก็จะสามารถผนึกกู่ผีได้ ซ้ำข้ายังรู้สึกด้วย ว่า ขอแค่ข้าฝ่าทะลุสู่แดนเอตทัคคะ สายเลือดเลื่อนสู่ ระดับเก้า อักขระโบราณมายาที่ข้าสร้างขึ้นมาก็จะ สามารถกำราบกักตัวกู่ผีได้อย่างราบคาบ!” “บุคคลอย่างเจ้าและอาจารย์เจ้า จะมีอยู่สักกี่คน ในทางช้างเผือกอันกว้างใหญ่นี้?” ฉู่รุ่ยกลอกตาใส่เขา “คนที่ฝึกวิชาแห่งเวลาจนเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง เดิมทีก็ หาได้ยากมากพออยู่แล้ว! ท่ามกลางประวัติศาสตร์อัน ยาวนานของทั้งเผ่ามนุษย์และชนต่างเผ่า ใครก็ตามที่ ฝึกวิชาแห่งเวลา ซึ่งไม่ว่าจะใช้ขอบเขตของเผ่ามนุษย์
หรือใช้สายเลือดของชนต่างเผ่า ก็ล้วนไม่สามารถฝึก ได้ถึงขั้นสูงลึกล้ำมากนัก” “ผู้ที่สามารถสื่อสารกับแม่น้ำแห่งกาลเวลาได้ก็มีน้อย ยิ่งกว่าน้อย แทบจะเป็นเพียงเรื่องเล่าลือในตำนาน เท่านั้น” “อาจารย์ของเจ้าคือผู้มากพรสวรรค์อย่างแท้จริง!” “ฟิ้ว! ฟิ้วๆ!” พวกบุตรแห่งดวงดาวอย่างโต้วเทียนเฉิน ฟางหยวน และวังเหม่ยเจีย รวมไปถึงพวกผู้อาวุโสบางส่วนที่พอ ได้รับข้อความจากป้ายดวงดาวก็พากันทะยานออกมา นอกดินแดนสะเก็ดดาว “กู่ผี ถอยไปแล้วรึ?” โต้วเทียนเฉินถามด้วยสีหน้า เหลือเชื่อ ฉู่รุ่ยพยักหน้ารับ “กู่ผีไม่เพียงแต่จากไปเท่านั้น การ ล้อมโจมตีที่พรรคเงามืด สำนักบุกเบิกฟ้าและสำนัก
เมฆามรกตมีต่อพวกเรา สงครามนองเลือดที่เดิมที กำลังจะปะทุขึ้นก็ถูกคลี่คลายลงไปด้วย” ซือคงฉั่วกล่าวขึ้นด้วยสีหน้ามืดทะมึน “สักวันหนึ่ง พวกเราต้องทำให้พรรคเงามืด สำนักบุกเบิกฟ้าและ สำนักเมฆามรกตเห็นดีกันบ้าง” “อันที่จริงเนี่ยเทียนได้ให้บทเรียนกับสำนักบุกเบิกฟ้า และสำนักเมฆามรกตไปมากพอแล้วล่ะ” ฉู่รุ่ยหัวเราะ เสียงประหลาด แต่ไม่ได้พูดหัวข้อนี้ต่อไป เพียงโบก มือบอกเป็นนัยให้บุตรแห่งดวงดาวเหล่านั้นแยกย้าย กันลงมือ “แดนว่างเปล่าและแดนเอตทัคคะของแต่ ละสำนัก แต่ละดินแดนถูกกู่ผีสังหารไปมากมาย พวก เจ้า…” พวกโต้วเทียนเฉินดวงตาเป็นประกายกันขึ้นมาทันใด จากนั้นบุตรแห่งดวงดาวแต่ละคนก็พากันบินจากไป แดนว่างเปล่า แดนเอตทัคคะล้วนเป็นบุคคลระดับที่
ค่อนข้างสูงของเผ่ามนุษย์ แหวนเก็บของและอาวุธที่ อยู่ในครอบครองของพวกเขาล้วนไม่ใช่สิ่งของ ธรรมดา และบนร่างของพวกเขาก็ย่อมต้องมีวัตถุดิบวิเศษที่ล้ำ ค่ายิ่งกว่าอยู่อีกมาก ซึ่งตอนนี้ สิ่งเหล่านั้นล้วนไม่มีใครจับจองเป็นเจ้าของ “เจ้าล่ะ?” ฉู่รุ่ยถามอย่างแปลกใจ “ข้า…” เนี่ยเทียนนิ่งคิดไปครู่ก็หัวเราะหึหึ จากนั้นจึงเรียก ไข่มุกวิญญาณมืดออกมาอีกครั้ง พอไข่มุกวิญญาณมืดทะยานออกมา ทวยเทพแห่ง ความชั่วร้ายทั้งห้าก็เผยกายดุดันน่ากลัว ครึ่งร่างของ พวกมันจมอยู่ในพายุหมุนซึ่งมีปราณอสูรเข้มข้น ซึ่ง แต่ละตนต่างก็กระโจนเข้าไปในทิศทางที่แตกต่างกัน
กระแสจิตวิญญาณกลุ่มหนึ่งถูกเขาปลดปล่อยออกไป เพื่อสั่งทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าว่าอย่ากลืนกิน จิตวิญญาณที่สมบูรณ์แบบ ในบรรดาคนที่ถูกกู่ผีสังหาร มีคนส่วนหนึ่งที่สละ ดินแดนทิ้งและเอาวิญญาณหนีไปจากหายนะครั้งนี้ได้ ทันเวลา ซึ่งบางทีจิตวิญญาณของพวกเขาอาจจะ กลับมาหาศพหรือสิ่งของที่พวกเขาทิ้งเอาไว้ คนเหล่านี้ยังมีโอกาสที่จะไปจุติและกลับมาฝึกตนได้ ใหม่ในอนาคต ทว่าพวกคนที่ตายไปอย่างแท้จริง แม้แต่จิตวิญญาณก็ ดับสลายจนไม่สามารถมารวมตัวกันได้ใหม่นั้น สามารถกลายมาเป็นมื้ออาหารของทวยเทพแห่ง ความชั่วร้ายทั้งห้าได้ โดยเฉพาะทางฝ่ายของพรรคเงา มืด สำนักบุกเบิกฟ้าและสำนักเมฆามรกตที่บาดเจ็บ และล้มตายกันไปมาก จึงถือว่าเนี่ยเทียนได้
ผลประโยชน์มาเปล่าๆ “เจ้าไม่สนใจอาวุธของคนพวกนั้นรึ?” ฉู่รุ่ยถามขึ้น ด้วยความแปลกใจ เนี่ยเทียนส่ายหน้า “อาวุธที่ข้ามีอยู่ถือว่ามากพอแล้ว อีกอย่างสิ่งของที่พวกเขาเก็บมาได้ยังต้องนับรายการ มอบให้สำนัก เพื่อประเมินเป็นค่าคุณความชอบใน ภายหลัง” “แต่ข้า” เนี่ยเทียนยิ้มกว้าง “ท่านรู้สึกว่าสงครามครั้ง นี้จบลง ค่าคุณความชอบที่ข้าควรได้รับจะมาก เท่าไหร่?” “มากจนมิอาจประเมิน” ฉู่รุ่ยตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ถ้าอย่างนั้นก็เพียงพอแล้ว” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว “สิ่ง ที่ข้าต้องการอย่างแท้จริงจากสำนักมีเพียงศพของชน ต่างเผ่าและสัตว์วิเศษสายเลือดระดับสูงเท่านั้น เพราะการฝ่าทะลุทางสายเลือดของข้าจำเป็นต้อง
อาศัยสิ่งเหล่านี้” “สำนักมีของพวกนี้เก็บสะสมไว้อยู่มาก” ฉู่รุ่ยแสดง ท่าที คนทั้งสองยืนกันอยู่กลางอากาศนอกดินแดนสะเก็ด ดาวเช่นนี้ ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ บุตรแห่งดวงดาวอย่างพวก โต้วเทียนเฉินก็เก็บรวบรวมเอาสิ่งของที่พวกแดนว่าง เปล่าและแดนเอตทัคคะซึ่งถูกกู่ผีสังหารมาได้ พอประมาณแล้ว หลังจากที่ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้ากินอิ่มหนำ สำราญก็หวนกลับคืนมาในไข่มุกวิญญาณมืดอีกครั้ง แล้วก็ถูกเนี่ยเทียนเก็บลงไป “ฟู่ว!” รอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งปริแตก จีหยวนฉวนที่หายไป ช่วงหนึ่งหวนกลับมาเพียงลำพัง
“กู่ผีล่ะ?” พอจีหยวนฉวนกลับมาก็กวาดตามองไป รอบด้าน แล้วก็ต้องตะลึงไป “ทำไมวัตถุประหลาด ของเผ่าทมิฬนั่นถึงไม่อยู่แล้วล่ะ มันไปไหนแล้ว?” “มันถอยออกจากดินแดนสะเก็ดดาวแล้ว” ฉู่รุ่ยตอบ “ถอยไปแล้ว?” จีหยวนฉวนตะลึงอีกคำรบ “มันน่าจะรู้ความมหัศจรรย์ของอูจี้อาจารย์เนี่ยเทียน ผ่านทางเจี่ยงหยวนฉือ รู้ว่าพลังที่อูจี้ฝึกตนคือพลัง แห่งเวลา…” ฉู่รุ่ยอธิบายอีกรอบ “ดูท่าพลังแห่งเวลาจะสามารถกำราบกู่ผีได้จริงๆ!” ดวงตาจีหยวนฉวนเป็นประกาย แต่แล้วก็เอ่ยขึ้นอย่าง จืดเจื่อนว่า “น่าเสียดายที่ข้าหาอูจี้ในสนามรบสุ้ยเมี่ย ไม่พบ” “หา?” เนี่ยเทียนตกใจ จีหยวนฉวนที่เป็นแดนเทพเจ้า สามารถลอดทะลวงไป ทั่วสนามรบสุ้ยเมี่ยได้อย่างอิสระเสรี คิดจะตามหา
สายธารที่แยกมาจากแม่น้ำแห่งกาลเวลาก็ง่ายดาย ราวกับยกฝ่ามือ หรือว่าอาจารย์ของเขาจะไม่ได้อยู่ที่ นั่น? “อาจารย์ของเจ้าไม่ได้อยู่ในธารสายแยกของแม่น้ำ แห่งกาลเวลา ดูเหมือนว่าเขาจะจากไปแล้ว” จี หยวนฉวนขมวดคิ้ว “ข้ายังไปที่ดินแดนดาวตกด้วย รอบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ข่าวอาจารย์ของเจ้า ข้าไม่รู้ว่าเขา ไปอยู่ที่ไหน ไม่แน่ว่าเขาอาจจะไล่ตามสายธารที่แยก มาจากแม่น้ำแห่งกาลเวลาเพื่อย้อนไปยังต้นกำเนิด ของแม่น้ำสายใหญ่นั่นก็ได้ ใครจะไปรู้?” “ย้อนไปยังต้นกำเนิดของแม่น้ำแห่งกาลเวลา!” ฉู่รุ่ย สูดลมหายใจดังเฮือก “หากเป็นเช่นนี้จริง ถ้าเช่นนั้น ความเข้าใจที่อูจี้มีต่อพลังแห่งเวลาก็จะพัฒนาไปอีก ขั้นใหญ่! บางที เมื่อได้เจอกันอีกครั้งคราวหน้า ขอบเขตของเขาอาจจะกลายมาเป็นแดนเอตทัคคะ
ช่วงกลาง หรืออาจถึงช่วงท้ายเลยก็ได้!” จีหยวนฉวนเองก็มีสีหน้าสนใจอย่างยิ่ง “หากเป็น แดนเอตทัคคะช่วงท้าย พลังแห่งเวลาที่เขาบรรลุมา เกรงว่าคงปิดผนึกแดนเทพเจ้าได้เลยกระมัง?” “ข้าหวังว่าจะเป็นอย่างนี้ เพราะเมื่อเป็นอย่างนี้ เจ้ากู่ ผีนั่นก็ไม่กล้ากำเริบเสิบสานอยู่ในดินแดนของเผ่า มนุษย์อีกแล้ว!” ฉู่รุ่ยกล่าว “ทางที่ดีที่สุดควรปิดข่าวที่อาจารย์ข้าไม่อยู่เอาไว้ อย่าให้คนรู้กันเยอะนัก” เนี่ยเทียนใคร่ครวญ “ตอนนี้ ขอบเขตของข้ายังไม่สามารถปิดผนึกกู่ผีได้อย่าง แท้จริง คนเดียวที่มันกลัวก็คืออาจารย์ของข้า หาก ปล่อยให้มันรู้ว่าอาจารย์ของข้าหายตัวไป ข้าเป็น กังวลว่า…” “ข้อนี้เจ้าวางใจได้ ข้าย่อมต้องเข้าใจอยู่แล้ว ข้าจะ ป่าวประกาศไปทุกฝ่ายรับรู้เอง พวกเจ้าก็ช่วยกันอำ
พรางให้ดี บอกว่าอาจารย์ของเจ้ามาแล้ว แต่พอ พบว่ากู่ผีหายตัวไป เขาก็เลยมาอยู่ที่พระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวชั่วคราว” จีหยวนฉวนกล่าว “ถูกต้อง เมื่อมีข่าวนี้อยู่ ต่อให้เจ้ากู่ผีนั่นรู้ก็คงไม่กล้า มาอีกแน่” ฉู่รุ่ยเห็นด้วย “ข้าจะกลับสำนักเพื่อสั่งความให้พวกอวี๋ซู่อิงและอิ๋ นสิงเทียนกลับออกไปจากดินแดนสะเก็ดดาว” เนี่ย เทียนมองฉู่รุ่ย แล้วก็ทิ้งอีกประโยคไว้ว่า “จากนั้นข้า ก็จะไม่อยู่ในสำนักนานนัก ข้าต้องการใช้คุณ ความชอบแลกของบางอย่างมาจากสำนัก แล้วก็จะ ปิดด่านช่วงหนึ่งเพื่อทำขอบเขตให้มั่นคง” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 44 บทที่ 1308 ทำตามสัญญา
อาณาจักรวอหลิว เนี่ยเทียนอาศัยค่ายกลนำส่งพาพวกอวี๋ซู่อิงมาเผยกาย ที่นี่ อวี๋ซู่อิงและพวกอิ่นสิงเทียนต่างก็อยู่ในสภาวะตก ตะลึงกันอย่างนัก กู่ผียอมถอยออกจากดินแดนสะเก็ดดาวก็เพราะ หวาดกลัวอูจี้อาจารย์ของเนี่ยเทียน สำนักบุกเบิกฟ้า พรรคเงามืดและสำนักเมฆามรกตต่างก็เสียหายอย่าง สาหัส… การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในธารดวงดาวยังไม่สิ้นสุด รายละเอียดของข่าวยังไม่ได้แพร่สะพัดออกไปอย่าง ครบถ้วน
เนี่ยเทียนอยู่ในอาณาจักรวอหลิวพักหนึ่งก็สั่งความ ให้ต่งลี่ใช้กองกำลังของดินแดนดาวตก พงฟ้าและ ปราการดวงดาวไปเก็บรวบรวมศพของสัตว์วิเศษและ ชนต่างเผ่าระดับสูงมาจากดินแดนอื่น ส่วนเขานั้นอาศัยป้ายดวงดาวไปแลกซากศพของสัตว์ วิเศษและชนต่างเผ่าที่มีสายเลือดระดับค่อนข้างสูงมา จากในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว หลายวันต่อมา ข่าวก็ทยอยกันแพร่ออกไป ซ่างกวานจื๋อแห่งพรรคเงามืดป่าวประกาศกับทุกฝ่าย ว่า เจี่ยงหยวนฉือถูกกู่ผีควบคุม เขาจึงกลายมาเป็น เจ้าประมุขพรรคเงามืดคนปัจจุบันแทนที่เจี่ยงหยวน ฉือ ทั้งยังแจ้งเตือนกับทุกฝ่ายด้วยว่าตอนนี้ทั้งเจี่ยง หยวนฉือและกู่ผีต่างก็หายตัวไป โหยวฉีเหมี่ยวแห่งสำนักบุกเบิกฟ้าใช้พลังที่เหลืออยู่ ย้อนกลับไปที่สำนัก ไม่เอ่ยถึงเรื่องที่จะไปแก้แค้น
เนี่ยเทียนหรือพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวแม้แต่คำ เดียว ส่วนทางฝ่ายของสำนักเมฆามรกต ซ่งเช่อฉวนเจ้า สำนักและผู้อาวุโสแดนเอตทัคคะอีกหลายคนต่างก็ หายตัวไป ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาไปอยู่ที่ไหน แดนว่างเปล่าและแดนเอตทัคคะจากดินแดนอื่นที่ เดินทางไปยังดินแดนสะเก็ดดาวล้มตายและบาดเจ็บ กันไปเกือบครึ่ง ลูกศิษย์ของสำนักผู้ตายได้เดินทางมา ที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเพื่อขอศพหรือไม่ก็ สิ่งของของคนในสำนักพวกเขาคืน และพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก็กำลังทำการ แลกเปลี่ยนอยู่กับพวกเขา ส่วนเนี่ยเทียน ในขณะที่รอฟังข่าวเขาก็ได้รับแหวน เก็บของที่ด้านในมีเนื้อสัตว์และศพชนต่างเผ่าจำนวน มากมาหลายวงผ่านทางต่งลี่และป้ายดวงดาว
หลังจากนั้นเขาก็บอกกับอวี๋ซู่อิงว่า ข้อตกลงระหว่าง เขากับวังพิสุทธิ์เร้นลับยังคงอยู่ ซึ่งเขาจะคิดหาวิธีช่วย ให้หันชิงฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าให้จงได้ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เนี่ยเทียนก็สั่งให้โม่ เชียนฝานกลับไปที่ดินแดนสายฟ้านิรันดร์ก่อน หลังจากได้รับความช่วยเหลือจากจ้าวซานหลิง ค่าย กลนำส่งขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงระหว่างอาณาจักรวอ หลิวและดินแดนสายฟ้านิรันดร์ก็ถูกสร้างขึ้น สำนักกระบี่เมฆาคล้อยของอิ่นสิงเทียน วังพิสุทธิ์เร้น ลับของอวี๋ซู่อิงก็ได้รับความช่วยเหลือจากจ้าวซานหลิง โดยการปรับพิกัดห้วงมิติ จึงสามารถนำส่งได้ดั่งใจ ต้องการเช่นกัน หลังจากนี้ไม่ว่าจะเป็นสำนักอสนีสวรรค์ ตระกูลโม่ วัง พิสุทธิ์เร้นลับหรือสำนักกระบี่เมฆาคล้อยก็ล้วน สามารถเดินทางมาที่อาณาจักรวอหลิวได้อย่าง
สะดวกสบาย “ผู้อาวุโสอิ่น โปรดตามข้ามาหน่อย” จัดการเรื่องจุกจิกเสร็จเรียบร้อย เนี่ยเทียนก็บอกให้อิ่ นสิงเทียนไปจากอาณาจักรวอหลิว พวกเขาเดินทาง ไปที่อาณาจักรเลี่ยคงก่อน จากนั้นก็ใช้ค่ายกลของ อาณาจักรเลี่ยคงเดินทางไปยังอาณาจักรผนึกฟ้า “อู้!” เนี่ยเทียนและอิ่นสิงเทียนเผยกายอยู่กลางหิน อุกกาบาตก้อนหนึ่งอย่างเงียบเชียบ สถานที่แห่งนี้คือสถานที่ที่สำนักโลหิต บุตรวิญญาณ โลหิตและหลี่หลางเฟิงเคยใช้ซ่อนตัว ภายหลังเมื่อถูก ซือคงฉั่วและหลัวว่านเซี่ยงกล่าวเอาโทษ สุดท้ายเรื่อง ก็จบลงอย่างค้างคา รอจนคลี่คลายปัญหาตัวตนของสำนักโลหิตและบุตร วิญญาณโลหิตได้แล้ว พวกเขาก็ออกไปจากที่นี่ ทำให้
สถานที่แห่งนี้ว่างเปล่า ไม่มีคนอยู่อาศัย “ข้าจะช่วยต่ออายุขัยให้แก่เจ้า” พอมาถึงเนี่ยเทียนก็ดึงเอาแก่นเลือดหยดหนึ่งออกมา จากหัวใจโดยตรง ดวงตาทั้งคู่ของอิ่นสิงเทียนพลันเป็นประกาย สิ่งที่เขาหวาดกลัวมาโดยตลอดก็คืออายุขัยที่ใกล้จะ สิ้นสุดลง หากมีอายุขัยและเวลามากพอให้ใช้ เขาก็ถึงขั้นรู้สึกว่า ไม่จำเป็นต้องให้ใครช่วย สุดท้ายแล้วเขาก็จะสามารถ อาศัยกำลังของตัวเองเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้! ก่อนหน้านี้เมื่อนานมากแล้ว เนี่ยเทียนเคยรับปากกับ เขาว่ายินดีจะต่ออายุขัยให้แก่เขา แล้วก็เพราะเชื่อใจอีกฝ่าย เขาจึงยืนกรานจะอยู่ข้าง กายเนี่ยเทียนนับตั้งแต่ที่ดินแดนกำเนิดหยาง มา
จนถึงตอนนี้ ในที่สุดวันที่เขารอคอยก็มาถึง! “สายเลือด! การมอบพลังชีวิต!” แก่นเลือดแห่งชีวิตสีแดงราวอัญมณีหยดหนึ่งกระทบ ลงบนหน้าอกของอิ่นสิงเทียน แล้วก็หายวับไปในทันที พอแก่นเลือดจมหายเข้าไปก็กลายมาเป็นเส้นเลือดนับ พันนับหมื่นที่บินทะยานไปยังหัวใจที่ฟีบเหี่ยวของอิ่ นสิงเทียน คล้ายไปจุดประกายไฟแห่งชีวิตให้เขาใหม่ พลังชีวิตที่เปี่ยมล้นเอ่อขึ้นมาในหน้าอกของอิ่นสิง เทียน ดั่งต้นไม้เหี่ยวแห้งได้พบกับฤดูใบไม้ผลิ ดั่ง ต้นไม้โบราณได้แตกหน่อผลิใบ อิ่นสิงเทียนตื่นเต้นขึ้นมาทันควัน เขาสัมผัสได้ถึงความ มีชีวิตชีวาที่หวนคืนกลับมาซึ่งผุดขึ้นในหน้าอกของ ตัวเอง ความรู้สึกที่ว่าตนหนุ่มขึ้นนั้นแทบจะทำให้เขา หลั่งน้ำตา “ไม่เสียแรง ไม่เสียแรงที่ข้าเชื่อใจเจ้าถึงเพียงนี้!”
บัดนี้ ในที่สุดเขาก็รู้แล้วว่าการตัดสินใจของเขานั้น ถูกต้อง รู้ว่าเนี่ยเทียนไม่ได้พูดจาเหลวไหล สิ่งที่เนี่ย เทียนมอบให้เขาในตอนนี้เป็นพลังชีวิตโดยตรงที่ เหนือกว่าการกินผลไม้แห่งชีวิตเสียอีก “อู้!” แก่นเลือดอีกหยดหนึ่งถูกดึงออกมาจากหัวใจของเนี่ย เทียนแล้วผสานรวมเข้าสู่หน้าอกของอิ่นสิงเทียน กลายมาเป็นพลังชีวิตที่อุดมสมบูรณ์ “อายุขัยอีกสิบปี!” อิ่นสิงเทียนอุทานตกใจ แล้วก็อีกหยดหนึ่ง… เมื่อแก่นเลือดแห่งชีวิตแต่ละหยดกรอกเทเข้ามา ผิวหนังของอิ่นสิงเทียนก็มีประกายชุ่มชื้น รอยยับย่น ตรงหางตาคล้ายจะจางลงไปเล็กน้อย “ห้าร้อยปี! พอแล้ว!”
อิ่นสิงเทียนเป็นฝ่ายตะโกนบอกให้หยุดด้วยตัวเอง แก่นเลือดแห่งชีวิตหนึ่งหยดทำให้อิ่นสิงเทียนมีอายุขัย เพิ่มขึ้นสิบปี และเนี่ยเทียนก็มอบแก่นเลือดให้เขา ทั้งหมดห้าสิบหยด! “ในที่สุดข้าก็ได้รู้ถึงความมหัศจรรย์ของเจ้าแล้ว” อิ่ นสิงเทียนสีหน้าเคร่งเครียด “ข้าจะเก็บเรื่องนี้เป็น ความลับอย่างดี จะไม่แพร่งพรายให้ใครรู้เด็ดขาด!” แก่นเลือดห้าสิบหยดที่หายไปทำให้เนี่ยเทียนเหนื่อย ล้าอย่างเห็นได้ชัด เขาพูดด้วยเสียงอ่อนระโหยว่า “ผู้ อาวุโสอิ่น หวังว่าเจ้าจะเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้อย่าง ราบรื่น” “มีอายุขัยห้าร้อยปีเป็นพื้นฐาน ข้าก็มั่นใจว่าจะทำ สำเร็จ” อิ่นสิงเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ปมใน ใจคลายลงแล้ว บางทีอาจไม่จำเป็นต้องรอถึงห้าร้อย ปี ข้าก็อาจจะค้นพบโอกาสที่จะฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้า
ได้ในเวลาสั้นๆ เพราะว่าประสบการณ์ทั้งหมดในช่วง ที่ผ่านมา และการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่ติดต่อกันทำให้ข้ามี ความรู้ความเข้าใจอย่างใหม่เพิ่มขึ้น” “แบบนั้นย่อมดีที่สุด” เนี่ยเทียนกล่าวด้วยความ จริงใจ “ข้าจะกลับไปที่สำนักกระบี่เมฆาคล้อยก่อน นับแต่ วันนี้ไป สำนักกระบี่เมฆาคล้อยก็คือพันธมิตรที่ แข็งแกร่งของเจ้า” อิ่นสิงเทียนเอ่ยปากสัญญา แล้วก็ เดินทางจากไปโดยอาศัยค่ายกลที่สามารถเปลี่ยน สถานีได้หลังนั้น เมื่อเขาจากไป มหาสมุทรดวงดาวแถบนี้ก็รกร้างไร้ ผู้คน เนี่ยเทียนโยนท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดารา ออกไปไว้ด้านนอกอย่างไม่ใส่ใจ ปล่อยให้มันดึงเอา สารบำรุงจากทางช้างเผือกมาด้วยตัวเอง แล้วก็เรียก
ไข่มุกวิญญาณมืดและเกราะมังกรเพลิงออกมา สุดท้ายถึงเอาศพของสัตว์วิเศษและชนต่างเผ่า ระดับสูงในแหวนเก็บของหลายวงที่ให้ต่งลี่ใช้คุณ ความดีในป้ายดวงดาวไปแลกมาจากสำนักออกมา ครั้นแล้วก็ร่ายการสูบดึงพลังชีวิตทันที ศพสูงใหญ่มากมายของภูตผีปีศาจและอสูรกาย สายเลือดระดับแปดถูกเขาใช้การสูบดึงพลังชีวิตดึง เอาพลังที่เหลือมาสู่ตัวเอง ไม่นานศพเหล่านั้นก็กลาย มาเป็นโครงกระดูกแห้งเหี่ยวที่พอลมพัดก็สลาย กลายเป็นฝุ่นผง แก่นเลือดเนื้อเข้มข้นถูกสร้างขึ้นมาในกายของเขา เป็นอันดับแรก หนึ่งหยด สองหยด… ศพของสัตว์วิเศษและชนต่างเผ่าที่กองอยู่ในแหวน เก็บของสิบกว่าวงล้วนถูกชุบหลอมให้กลายมาเป็น
แก่นเลือด และไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ ในที่สุดเนี่ย เทียนก็รวบรวมแก่นเลือดได้ครบจำนวนรวม สามร้อยหยด! “ตึง!” สมองของเขาสั่นสะท้าน กระแสจิตกลุ่มหนึ่งแทรก ซอนเข้าไปยังหัวใจ แล้วก็เห็นว่าแก่นเลือดแห่งชีวิตใส แจ๋วหลายหยดที่อยู่ท่ามกลางหลอดเลือดในหัวใจเป็น ดั่งผลไม้สีเลือดที่ห้อยอยู่ แต่ละหยดส่องแสงเจิดจ้า วาววับดั่งทับทิมสีแดง หัวใจของเขาเหมือนจะถูกขยับขยายพื้นที่ให้ กว้างขวางขึ้น! ปราณเลือดสีเขียวที่เป็นตัวแทนของสายเลือดแห่ง ชีวิตล้อมวนอยู่รอบหัวใจของเขาราวมังกรขดตัว โซ่ ผลึกสายเลือดจำนวนนับไม่ถ้วนที่อยู่ด้านในเหมือนจะ เชื่อมโยงเข้ากับหลอดเลือดของเขาจึงทำให้เกิดความ
มหัศจรรย์ที่มากกว่าเดิม “สะสมแก่นเลือดครบสามร้อยหยดแล้ว แต่กลับยังไม่ เกิดความรู้สึกว่าจะสามารถเข้าไปในดินแดนเลือดได้” เมื่อลืมตาขึ้น เนี่ยเทียนก็พึมพำเบาๆ ด้วยความกังขา คราวก่อนตอนที่สายเลือดของเขาเลื่อนสู่ระดับเจ็ด แก่นเลือดห้าสิบหยดก่อตัวครบถ้วน เขาก็สามารถเข้า ไปยังดินแดนเลือดอันเป็นสถานที่ต้นกำเนิดสายเลือด ของเขาได้สำเร็จ และเขาก็ยังได้เวทลับทางสายเลือดอย่างใหม่มาจาก ในดินแดนเลือด คราวนี้ เดิมทีเขานึกว่าเมื่อสร้างแก่นเลือดแห่งชีวิต ครบสามร้อยหยดแล้วก็จะสามารถเข้าไปในดินแดน เลือดได้อย่างราบรื่น และได้เวทลับทางสายเลือด อย่างใหม่มาอีกครั้ง คาดไม่ถึงว่าเขาจะคิดผิดไป
ความรู้สึกที่บอกว่าตัวเองสามารถเข้าไปในดินแดน เลือดได้ตลอดเวลาเช่นนั้นยังไม่เกิดขึ้น “หรือว่าเลือดลมของสายเลือดแห่งชีวิตถูกเผาผลาญ มากเกินไป หรือไม่ก็ยังชุบหลอมเรือนกายได้ไม่มาก พอ?” พอคิดอย่างนี้เขาก็ดึงจิงชี่เลือดเนื้อออกมาจากในศพ ของชนต่างเผ่าและสัตว์วิเศษอีกครั้ง เมื่อแก่นเลือดแห่งชีวิตสามร้อยหยดก่อตัวครบแล้ว จิงชี่เลือดเนื้อกลุ่มใหม่ที่ไหลบ่าเข้ามาจึงกระจายไป ตามแขนขาและทั่วร่างของเขา ช่วยหล่อหลอมเรือน กายของเขาอีกครั้งโดยอัตโนมัติ “เรือนกายจะต้องแข็งแกร่งขึ้นไปอีกระดับงั้นหรือ?” พอความคิดนี้เกิดขึ้น เขาก็รวบรวมสมาธิไปรับสัมผัส กับทิศทางการไหลเวียนของจิงชี่เลือดเนื้อ ทั้งยังร่าย เวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ไปพร้อมกันด้วย
“ขั้นตอนสุดท้ายของเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ เลือด แข็ง!” กระดูกผลึกใส อวัยวะซ่อนแฝง เอ็นทนทาน เนื้อหล่อ หลอมและเลือดแข็ง ในบรรดาห้าขั้นตอนนี้ เขาฝึกถึง ขั้นที่สี่เนื้อหล่อหลอมมาได้นานแล้ว ทว่าขั้นที่ห้ากลับ ไม่สามารถฝึกฝนได้เสียที จนกระทั่งมาถึงบัดนี้ รอจนเขาใช้เวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ก็สัมผัสได้ทันทีว่า หยดเลือดในร่างมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ผิดปกติ! เขาจึงเข้าใจทันทีว่า ถึงเวลาที่ต้องฝึกขั้นที่ห้าอย่าง เลือดแข็งแล้ว “เลือดแข็ง!” ดินแดนว่างเปล่าของเขาถูกร่ายออกมาในชั่วพริบตา พื้นดินที่จำแลงมาจากโอสถวิญญาณพืชหญ้ามีต้น วิญญาณศักดิ์สิทธิ์และกิ่งไม้เจ็ดสิบสองกิ่งปักอยู่ ซึ่ง
พวกมันพร้อมใจกันดึงเอาจิงชี่พืชหญ้ามาจากทาง ช้างเผือกในทันที จิงชี่พืชหญ้าและจิงชี่เลือดเนื้อที่เขาดึงออกมาจากใน ร่างของสัตว์วิเศษและชนต่างเผ่าพลันผสานรวมเข้า ด้วยกันแล้วกรอกเทเข้าไปในหลอดเลือด เลือดสดในหลอมเลือดของเขาไหลทะลักบ่าดั่งน้ำใน แม่น้ำสายใหญ่ เลือดสดเดือดพล่านขึ้นมาในบัดดล! ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 44 บทที่ 1309 ตั้งใจฝึกตน
ทุกครั้งที่มีการฝ่าทะลุทางสายเลือดแห่งชีวิตจะต้อง มาพร้อมกับเรือนกายที่แข็งแกร่งมากขึ้น คราวนี้ขอแค่จิงชี่เลือดเนื้อเปี่ยมล้นสมบูรณ์ เนี่ยเทียน ไม่จำเป็นต้องฝึกเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ก็สามารถทำให้ อวัยวะภายในและโครงสร้างทั้งหมดในร่างกาย แข็งแกร่งได้ทีละนิดอยู่ดี รอจนเรือนกายนี้ของเขาฝ่าทะลุสู่สายเลือดระดับแปด หล่อหลอมอวัยวะภายในรอบใหม่ได้สำเร็จ การกรอก เทจิงชี่เลือดเนื้อในภายหลังจึงจะผสานรวมเข้าไปใน ปราณเลือดสีเขียวเส้นนั้น ซึ่งจะไปกระตุ้นให้ สายเลือดแห่งชีวิตเลื่อนขั้นสู่ระดับเก้า เขารู้มานานแล้วว่าต้องเป็นเช่นนี้
การฝ่าทะลุทางสายเลือดในหนึ่งครั้ง จะต้องปลุก พรสวรรค์ทางสายเลือดอย่างใหม่ขึ้นมาก่อน จากนั้น ค่อยกรอกเทจิงชี่เลือดเนื้อไปสร้างแก่นเลือด เมื่อ รวบรวมแก่นเลือดได้สูงสุดก็เริ่มหล่อหลอมเรือนกาย เมื่อการหล่อหลอมเรือนกายสิ้นสุดลงก็ค่อยสะสม สายเลือดใหม่อีกครั้ง ในอดีตเขามักจะเริ่มด้วยขั้นตอนเหล่านี้ แต่คราวนี้กลับไม่เหมือนกัน “เลือดแข็ง!” แดนว่างเปล่าถูกเรียกออกมา เขายืนตระหง่านอยู่ ท่ามกลางท้องฟ้ามืดมิดกว้างใหญ่ของอาณาจักรผนึก ฟ้า โดยเหยียบอยู่บนแผ่นดินใหญ่ที่เป็นภาพมายาซึ่ง เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาเข้มข้น ต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ กิ่งไม้ทั้งเจ็ดสิบสองกิ่งต่างก็ร่วม แรงกันดึงเอาพลังพืชหญ้าบริสุทธิ์มาจากในทะเล
ดวงดาวแถบนี้ พลังพืชหญ้าเป็นกลุ่มๆ ที่พอถูกนำพามาก็จะกลายมา เป็นกระแสลำแสงสีเขียวอ่อนทันที เรือนกายของเขาเหมือนฟองน้ำที่ดูดซับเอาจิงชี่พืช หญ้าทั้งหมดมา ที่ถูกดึงเข้ามาในร่างของเขาพร้อมกันยังมีจิงชี่เลือด เนื้อเป็นกลุ่มๆ “ฟิ้ว!” จิงชี่เลือดเนื้อที่เขาใช้การสูบดึงพลังชีวิตดึงออกมา จากในร่างของสัตว์วิเศษและชนต่างเผ่าระดับสูงกลาย มาเป็นแสงสีชาดที่บินทะยานอยู่ในหลอดเลือดเขา เลือดสดของเขาคล้ายถูกจุดไฟจึงลุกไหม้! พอถูกจุดไฟ เลือดสดในหลอดเลือดแต่ละเส้นทั่วร่างก็ ปลดปล่อยแสงสีเลือดเจิดจ้า
เขาพลันเกิดความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวยากที่จะ บรรยายได้! “ฟิ้ว!” และเวลานี้เอง จิงชี่พืชหญ้าเป็นกลุ่มๆ เป็นเส้นๆ ที่ ถูกต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์และกิ่งไม้ทั้งเจ็ดสิบสองกิ่งดึง เข้ามาในแดนว่างเปล่าก็ไหลเข้าหาหลอดเลือดของ เขาอย่างราบรื่น และปะปนอยู่กับเลือดสดที่ถูกเผา ไหม้ของเขา “ฟู่วๆๆ!” เลือดสดของเขาก่อตัวขึ้นเป็นปราณเลือดเนื้อที่ระเบิด ความเข้มข้นและความบริสุทธิ์มากกว่าเดิม ซึ่ง ลักษณะของมันคล้ายสายฟ้าสีแดงหลายเส้น ความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นสิบเท่า! กระแสจิตวิญญาณถูกกรอกเทเข้าไปยังหลอดเลือด เพื่อสังเกตความผิดปกติของเลือดสดที่เกิดขึ้น
แล้วเขาก็สังเกตเห็นว่าเลือดสดที่ไหลรินอยู่นั้นมี สะเก็ดสายฟ้าเล็กๆ สาดกระเซ็นออกมาอย่างต่อเนื่อง เลือดสดแต่ละหยดเผาไหม้ แล้วก็คล้ายจะถูกชุบ หลอม ถูกชำระล้างใหม่อีกครั้ง จิงชี่เลือดเนื้อและจิงชี่พืชหญ้าที่พอผสานรวมเข้า ด้วยกัน ก็เหมือนจะเป็นการกรอกเทพลังชีวิตอย่าง ใหม่เข้าไปในหยดเลือดของเขา ทำให้เขาสามารถหล่อ เลี้ยงบำรุงเลือดเนื้อ และทำให้เลือดเนื้อกับกระดูก ผลึกใสซึ่งเสียหายปริแตกสามารถฟื้นตัวได้อย่าง รวดเร็ว “เลือดสดแบบใหม่ไหลรินไปทั่วเรือนกาย ก็เป็นการ สร้างเรือนกายใหม่ ทำให้กระดูกและเส้นเอ็น แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม ทำให้พลังในการฟื้นฟูตัวเอง ยกระดับเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น” เนี่ยเทียนตระหนักรู้อยู่ในใจ ข่มกลั้นความเจ็บปวด
เอาไว้ คอยดึงเอาจิงชี่เลือดเนื้อและจิงชี่พืชหญ้ามา จากในศพของชนต่างเผ่า ศพของสัตว์วิเศษและใน ดินแดนว่างเปล่ามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อฝ่าสู่ขั้นตอนที่ ห้าของเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ให้สำเร็จ เขาจมจ่อมอยู่กับการฝึกตนของตัวเอง “อู้!” เรือนกายอรชรน่าหลงใหลที่ถูกปกคลุมไว้ด้วยม่าน แสงดำมืดมาเผยกายอยู่ในค่ายกลนำส่งข้างหิน อุกกาบาต ต่งลี่เดินออกมาจากเงามืดมิดแล้วมองไกลๆ มายังเนี่ย เทียนที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ รอบกายเกลื่อน กระจายไปด้วยโครงกระดูกมากมาย โครงกระดูกและศพของชนต่างเผ่าเหล่านั้นบ้างก็ถูก เนี่ยเทียนใช้การสูบดึงพลังชีวิตดูดซับเอาจิงชี่เลือด เนื้อมาจนเสร็จแล้ว บ้างก็กำลังถูกเนี่ยเทียนดูดซับเอา
มา โครงกระดูกของสัตว์วิเศษระดับเจ็ดระดับแปดหลาย ร้อยตัว รวมไปถึงเรือนกายของชนต่างเผ่าบางส่วนที่ พอถูกลมพายุนอกดินแดนพัดเป่าก็สลายกลายเป็น ฝุ่นผง ทว่าก็ยังคงมีโครงกระดูกและศพที่แข็งแกร่ง บางส่วนที่ต่อให้อยู่นอกดินแดน ต่อให้ถูกเนี่ยเทียนดูด ซับพลังที่หลงเหลืออยู่ไปจนหมดก็ยังคงสภาพได้ ระยะเวลาหนึ่ง ต่งลี่มองดูอยู่พักใหญ่ ก่อนจะโยนแหวนเก็บของหลาย วงที่ได้มาใหม่ไปให้กับเนี่ยเทียนโดยไม่เอ่ยคำใด ในแหวนทุกวงล้วนมีศพของสัตว์วิเศษและชนต่างเผ่า สิบศพหรือไม่ก็หลายสิบศพ ซึ่งต่งลี่นำแร่ธาตุหายาก บางส่วนในดินแดนดาวตก ดินแดนพงฟ้าและดินแดน ปราการดวงดาวไปแลกเปลี่ยนกับดินแดนแห่งอื่น บางครั้งชนต่างเผ่าก็มาเคลื่อนไหวอยู่ในดินแดนของ
เผ่ามนุษย์ ซึ่งชนต่างเผ่าที่ถูกเผ่ามนุษย์สังหาร หลังจากการระเบิดปะทุของสงครามก็มีอยู่เป็น จำนวนมาก นอกจากนี้ท่ามกลางดินแดนมากมายของเผ่ามนุษย์ยัง มีสัตว์วิเศษระดับสูงใช้ชีวิตอยู่มากมาย ซึ่งในการ ประลองหลายครั้งของเผ่ามนุษย์ สัตว์เหล่านั้นก็จะ กลายมาเป็นเป้าหมายที่ถูกสังหาร เนื่องจากค่ายกลนำส่งในอาณาจักรวอหลิวถูกจ้าว ซานหลิงเปลี่ยนแปลง จึงสามารถเดินทางไปยังหลาย ดินแดนได้สะดวก อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในดินแดน สะเก็ดดาวก็ค่อยๆ แพร่สะพัดออกไป หลายคนต่างก็เชื่อมั่นว่าเนี่ยเทียนมีความสามารถที่ มหัศจรรย์ สามารถใช้ตัวตนของผู้สร้างแดนเทพเจ้า มาช่วยให้แดนเอตทัคคะฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าได้
สำเร็จ เมื่อเป็นเช่นนี้ สำนักและกองกำลังมากมายในดินแดน ต่างๆ ของเผ่ามนุษย์ต่างก็ยินดีรักษาความสัมพันธ์ที่ดี กับเนี่ยเทียนและอาณาจักรวอหลิวเอาไว้ พวกเขาต่าง ก็ต้องการที่จะเป็นฝ่ายสร้างความสัมพันธ์กับ อาณาจักรวอหลิวด้วยตัวเอง คนเหล่านั้นยังรู้ด้วยว่าเนื่องจากเจี่ยงหยวนฉือถูกวัตถุ ประหลาดของเผ่าอสูรกายอย่างกู่ผีช่วงชิงร่างไป จึง เป็นเหตุให้การยกทัพมาโจมตีดินแดนสะเก็ดดาวของ พรรคเงามืด สำนักบุกเบิกฟ้าและสำนักเมฆามรกต ต้องยุติลงด้วยการบาดเจ็บและล้มตายของคน เหล่านั้น ขนาดเจี่ยงหยวนฉือยังถูกช่วงชิงร่างไปแล้ว แล้วพวก พันธมิตรเหล่านั้นจะยังทำอะไรได้อีก? ฉู่รุ่ยยังอยู่ จู่กวางเหย้าเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า และยังมี
หลัวว่านเซี่ยงที่ไม่รู้ว่าหายตัวไปไหนอยู่อีกคน… ที่สำคัญที่สุดก็คือผู้แข็งแกร่งมากมายที่มีอวี๋ซู่อิง อิ่นสิงเทียนและโม่เชียนฝานเป็นผู้นำต่างก็รวมตัวกัน อยู่ข้างกายเนี่ยเทียนอย่างสมัครสมานสามัคคี นอกจากนี้ยังมีข่าวเล็ดรอดออกมาอีกว่า หลังจากที่ เจี่ยงหยวนฉือถูกช่วงชิงร่างไปแล้ว ก็มีเพียงอูจี้ อาจารย์ของเนี่ยเทียนเท่านั้นถึงจะสามารถใช้พลัง แห่งเวลามาปิดผนึกกู่ผีได้! ภายใต้ปัจจัยหลากหลายเหล่านี้จึงไม่มีใครกล้า แตกหักกับเนี่ยเทียนในช่วงเวลานี้อีก รวมไปถึงพวกพรรคเงามืด สำนักบุกเบิกฟ้าและสำนัก เมฆามรกตที่เสียเปรียบครั้งใหญ่และยากที่จะเอ่ย บอกความคับแค้นใจให้ใครฟัง ซึ่งช่วงนี้พวกเขาก็ไม่ กล้าลงมือกับดินแดนในนามของเนี่ยเทียนอย่าง ดินแดนดาวตก ดินแดนพงฟ้าและดินแดนปราการ
ดวงดาวเช่นกัน “ไม่รู้จริงๆ ว่าเจ้ายังจะต้องการศพของชนต่างเผ่า และสัตว์วิเศษอีกมากน้อยแค่ไหน?” ต่งลี่พึมพำหนึ่งประโยค มองแหวนเก็บของแต่ละวงที่ ถูกพลังวิญญาณความมืดมิดนำพาให้ไปหล่นอยู่รอบ กายเนี่ยเทียน เนี่ยเทียนไม่ได้ลืมตาขึ้นมา เพียงยกมือขึ้นคว้า แหวน เก็บของเหล่านั้นก็เข้ามาอยู่ในฝ่ามือของเขา นาทีถัดมา แหวนเก็บของก็ส่องประกายวาว สัตว์วิเศษสายเลือดระดับแปดหลายตัว และยังมีศพ ของเผ่าอสูรกาย ภูตผีปีศาจ เผ่าเกล็ดดำและเผ่า ปักษาต่างก็ลอยมาปรากฏตัวอยู่รอบกายเขาอีกครั้ง “ฟิ้ว!” เส้นเลือดสีแดงหลายสิบเส้นบินออกมาจากใต้รักแร้
ของเนี่ยเทียนแล้วแทงเข้าไปยังศพเหล่านั้นเหมือน ทวนยาว จากนั้นต่งลี่ก็เห็นว่ามีเลือดลมถูกนำส่งเข้าไปในร่าง ของเนี่ยเทียน “ตึกๆๆ!” อยู่ห่างหลายหมื่นเมตร ต่งลี่ที่ยืนอยู่กลางหิน อุกกาบาตก้อนนั้นก็ยังได้ยินเสียงหัวใจเต้นกระหน่ำ ราวกับรัวกลองของเนี่ยเทียนได้อย่างชัดเจน เสียงนี้แทบไม่ต่างจากเสียงฟ้าผ่าที่มาสั่นสะเทือนจน แก้วหูของต่งลี่เจ็บแปล๊บ “ไอ้หมอนี่ฝึกวิชาลับอะไรอยู่กันแน่? เหตุใดเลือดลม ของเขาถึงได้อุดมสมบูรณ์ปานนี้ จนแม้แต่ข้า…ก็ เหมือนจะได้รับผลกระทบตามไปด้วย” ต่งลี่ตะลึง ลาน นางไม่ได้รีบร้อนจากไป แต่เลือกที่จะนั่งนิ่งๆ อยู่ที่นี่
กระดูกสัตว์แต่ละชิ้นที่แฝงไว้ด้วยพลังวิญญาณแห่ง ความมืด รวมไปถึงหินวิเศษสีดำทะมึนต่างก็ถูกนาง หยิบออกมาสร้างค่ายกลง่ายๆ ไว้ข้างกาย นางดูดซับพลังวิญญาณแห่งความมืดอยู่ในค่ายกล ทำ ความเข้าใจกับหินปีศาจดำมืดที่ได้มาจากเผ่าภูตผี ปีศาจซึ่งบัดนี้ได้ผสานรวมเข้ากับโอสถวิญญาณ เรียบร้อยแล้ว เต่าทมิฬนอนหมอบอยู่ใต้ฝ่าเท้าของนางอย่างเกียจ คร้าน คล้ายกำลังนอนหลับ เวลาราวกับสายน้ำไหล พริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้ว หลายเดือน “อู้!” หัวมู่อาศัยค่ายกลเดินทางมาถึงที่นี่ “เอ๊ะ! นังหนูนี่ฝึกถึงเขตวิญญาณช่วงท้ายแล้วหรือนี่!” พอมาถึง หัวมู่ที่เหลือบมองต่งลี่แวบหนึ่งก็อุทานอย่าง
ตกตะลึง “หินปีศาจดำมืดก้อนนั้นช่วยเจ้าได้มาก ขนาดนี้เชียวหรือ? อีกไม่นานเท่าไหร่เจ้าก็คงเลื่อนสู่ แดนว่างเปล่าแล้วสินะ” ต่งลี่ลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือ “หินปีศาจดำมืด สอดคล้องกับวิชาการฝึกตนของข้าอย่างสมบูรณ์ แบบ” หัวมู่พยักหน้ารับ แล้วก็หันไปมองเนี่ยเทียนด้วยหัวคิ้ว ที่ขมวดแน่น “เกือบครึ่งปีแล้ว แต่เขายังฝึกตนไม่ เสร็จอีกหรือ?” “โลกภายนอกมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นงั้นหรือ?” ต่งลี่ถาม “กู่ผีก่อเรื่องอีกแล้ว” หัวมู่ถอนหายใจ “ช่วงนี้เจ้า ไม่ได้ออกไปข้างนอก ย่อมไม่รู้ว่ากู่ผีไปปรากฏตัวใน หลายๆ ดินแดนของเผ่ามนุษย์เรา ทุกที่ที่มันผ่าน อาณาจักรต่างๆ ถูกไอพิษปกคลุม ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่ จะรอดมาได้”
“อีกทั้งดินแดนที่ถูกพิษของมันทำร้ายยังมีกรดพิษล้อ มวน แม้แต่เข้าไปข้างในก็ยังทำไม่ได้” ต่งลี่ยิ้มขื่น “มันกำลังหยั่งเชิงพวกเราอยู่” “อืม มีความเป็นไปได้ที่มันจะได้ข่าวว่าอูจี้หายตัวไป และก่อนหน้านี้เขาก็ไม่ได้ไปปรากฎตัวที่ดินแดน สะเก็ดดาว” หัวมู่กล่าวอย่างเป็นกังวล “ข้ากังวลว่า สักวันหนึ่งกู่ผีจะมาเล่นงานพวกเรา” “มันคิดจะฆ่าเนี่ยเทียนงั้นรึ?” ต่งลี่ตกใจ “อูจี้หายตัวไปไหนไม่มีใครรู้ คนผู้เดียวที่เป็นภัย คุกคามให้แก่มันได้ก็คือเนี่ยเทียนที่แข็งแกร่งมากขึ้น” หัวมู่อธิบาย “ตอนนี้มันน่าจะกำลังหยั่งเชิงอย่าง ระมัดระวัง รอจนมันแน่ใจว่าอูจี้ไม่อยู่จริงๆ เกรงว่าคง อาละวาดอย่างไร้ซึ่งความเกรงกลัว เมื่อถึงเวลานั้น…” “สี่สำนักเก่าแก่ล่ะ? ตอนที่กู่ผีก่อเรื่องอีกครั้ง พวกเขา ไม่ได้ยื่นมือมาแก้ไขเลยรึ?” ต่งลี่ถาม
“หอทอดฟ้า ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และสำนักห้าธาตุต่างก็ พยายามทดลองดูแล้ว ทางหอทอดฟ้ายังถึงขั้นเปิดใช้ ค่ายกลเทพของสำนัก แต่ก็ยังไม่ได้ผล” หัวมู่ถอน หายใจไม่หยุด “ตอนนี้หอทอดฟ้า ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และ สำนักห้าธาตุต่างก็ส่งคนมาสอบถามเนี่ยเทียน บ้างก็ หวังให้เนี่ยเทียนมีการฝ่าทะลุขั้นอีกครั้ง บ้างก็ ต้องการให้เนี่ยเทียนคิดหาวิธีตามหาอูจี้อาจารย์ของ เขาให้พบ” อารมณ์ของต่งลี่เปลี่ยนมาเป็นหนักอึ้ง “ในที่สุดกู่ผีก็ ทำให้สำนักและกองกำลังทั้งหมดของเผ่ามนุษย์เกิด ความหวาดกลัวกันอีกครั้ง” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 44 บทที่ 1310 ถูกบีบให้ต้องก้มหัว
ดินแดนไม้เขียว “พรวด!” รอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งพลันเผยตัวกะทันหัน จากนั้นเงาร่างมากมายก็พากันเดินออกมาจากในรอย แยกนั้น จีหยวนฉวน เย่เหวินฮั่น และยังมีเทพบุตรเทพธิดา ของสำนักห้าธาตุ บวกกับผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะ อีกหลายคนต่างก็พากันลอดออกมา สีหน้าของทุกคนเคร่งเครียดอย่างยิ่ง ในรัศมีแสนลี้เบื้องหน้ามีดินแดนเขียวชอุ่มแห่งหนึ่งซึ่ง มีชื่อว่าดินแดนไม้เขียว ดินแดนแห่งนี้…ถูกปกคลุมไว้ ด้วยไอพิษห้าสีซึ่งถูกกู่ผีรุกรานอย่างรุนแรง
มีเรือรบทางช้างเผือกที่เสียหายอยู่หลายลำบินมาจาก ดินแดนไม้เขียว เสียงที่ดังออกมาจากในเรือรบล้วนมี แต่เสียงร้องไห้คร่ำครวญ “ทางนั้นมีคนอยู่!” แดนเอตทัคคะคนหนึ่งที่อยู่ในเรือรบ พอหันมาเห็น พวกจีหยวนฉวนก็พากันร้องอุทานเสียงดัง ไม่นานนัก เรือรบทางช้างเผือกลำนั้นก็มาหยุดอยู่หน้า พวกจีหยวนฉวน “คนของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ หอทอดฟ้าและสำนักห้า ธาตุ!” แดนเอตทัคคะคนที่เป็นผู้นำขับเคลื่อนดินแดนสีทอง อร่ามมาหยุดอยู่เบื้องหน้าจีหยวนฉวนแล้วแนะนำ ตัวเอง “ข้าเฟ่ยอี้หมิงคือผู้อาวุโสสำนักแสงทองของ ดินแดนไม้เขียว นับตั้งแต่ที่กู่ผีเข้ามาที่นี่ กองกำลัง และสำนักมากมายของดินแดนไม้เขียวก็มีหลายคนที่
หนีไม่ทัน ถูกฆ่าล้างสำนักจนหมด สถานที่แห่งใดก็ ตามของดินแดนไม้เขียวที่มีมนุษย์อยู่อาศัย ก็แทบไม่ มีใครหนีพ้นไปได้…” กล่าวมาถึงช่วงท้าย เฟ่ยอี้หมิงก็แทบจะร้องไห้ออกมา เย่เหวินฮั่นมีสีหน้าหนักอึ้ง “หลังจากที่กู่ผีปรากฏตัว ในดินแดนไม้เขียว ทำไมพวกเจ้าถึงหนีออกไปไม่ ทัน?” “ค่ายกลนำส่งของดินแดนไม้เขียวมีจำกัดนี่นา ค่าย กลทั้งหมดโคจรไม่หยุด แต่ก็ไม่สามารถส่งทุกคน ออกไปจากดินแดนไม้เขียวได้ในเวลาสั้นๆ!” เฟ่ยอี้ห มิงร้องคร่ำครวญ “พวกเรา…” จีหยวนฉวนถอยหายใจหนักๆ “ก็ ก็ไม่มีทางรับมือเหมือนกันหรือ?” เฟ่ยอี้หมิง แหงนหน้าขึ้น ดวงตาเป็นสีเทาหม่นหมอง กู่ผีมาถึงอย่างเงียบเชียบจนพวกเขาไม่ทันตั้งตัว พอ
ตระหนักได้ว่าท่าไม่ดี ไอพิษก็แผ่ปกคลุมไปทั่วแล้ว ตอนนั้นเขาและผู้ฝึกลมปราณส่วนหนึ่งของสำนักแสง ทองโดยสารเรือรบทางช้างเผือกออกลาดตระเวนอยู่ ในบริเวณใกล้เคียง พอตระหนักได้ว่าเกิดเรื่อง ทุก อย่างก็สายเกินแก้ไปเสียแล้ว มีเพียงผู้ฝึกลมปราณส่วนน้อยเท่านั้นที่หนีออกจาก ดินแดนไม้เขียวได้ หลายคนในสำนักแสงทองของพวก เขา รวมถึงลูกหลานของเขาเอง ตอนนี้ก็ยังคงอยู่ใน ดินแดนไม้เขียว และตอนนี้เขตปราการของดินแดนไม้เขียวก็ถูกไอพิษ ของกู่ผีกลบทับแล้ว เขาพอจะจินตนาการได้เลยว่าใน เวลานี้พืชหญ้าของทุ่งราบเขียวขจี ท้องฟ้าเหนือนคร หลายแห่งของดินแดนไม้เขียวคงเริ่มที่จะมีไอพิษ แทรกซอนเข้าไปแล้ว เขารู้สึกว่าตอนนี้ลูกหลานและคนในสำนักแสงทอง
ของเขาคงกำลังร้องไห้คร่ำครวญด้วยความสิ้นหวัง ทว่าเขา กลับไร้เรี่ยวแรงให้เปลี่ยนแปลงสิ่งใด “ดินแดนไม้เขียวคือดินแดนที่สี่ที่กู่ผีปรากฏตัว หาก เจ้ารู้สถานการณ์ของสามดินแดนก่อนหน้านี้ก็คงจะ เข้าใจว่าสภาพของมันน่าอนาถขนาดไหน” เส้น สายตาของจีหยวนฉวนถูกบีบให้ต้องดึงกลับคืนมา จากดินแดนไม้เขียว “ขอโทษด้วย ใช่ว่าพวกเราไม่ อยากช่วย แต่เป็นเพราะไร้กำลังให้ช่วยจริงๆ” “ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ สำนักห้าธาตุ หอทอดฟ้าและยังมี พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว!” เฟ่ยอี้หมิงคำราม เบาๆ “พวกเจ้าควบคุมดินแดนของเผ่ามนุษย์มานาน หลายปี ยึดครองดินแดนดวงดาวที่ดีที่สุดไป ให้ ดินแดนดวงดาวระดับสูงหลายแห่งพึ่งพาพวกเจ้า! ดินแดนที่ดีที่สุด วัตถุดิบที่ล้ำค่าที่สุดก็ล้วนถูกยกไป บรรณาการให้พวกเจ้าทั้งหมด! ทำให้คนในสำนักของ
พวกเจ้าสามารถฝ่าทะลุขอบเขตได้อย่างรวดเร็ว มี พลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่งมากขึ้น! พวกเจ้าคือ พละกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดที่เผ่ามนุษย์ของพวกเราจะ ต้านทานชนต่างเผ่าได้นะ!” “พวกเจ้าครอบครองทรัพยากรมากมายถึงเพียงนี้ ก็ น่าจะเป็นฝ่ายแก้ปัญหาของกู่ผี ไม่ใช่พูดว่าไร้กำลังจะ ช่วยเหลือ!” “พวกเจ้าไร้น้ำยาขนาดนี้แล้วจะเอาอะไรมาเป็นผู้นำ ของพวกเรา? มีสิทธิ์อะไรถึงยึดเอาดินแดนที่ดีที่สุด และวัตถุดิบที่ล้ำค่าที่สุดไปเป็นของตัวเองหมด?” เฟ่ยอี้หมิงคำรามเดือดดาล บนเรือรบ คนของดินแดนไม้เขียวหลายคนที่โชคดี รอดชีวิต ทว่าเนื่องจากการตายของญาติมิตร หรือไม่ ก็รู้ว่าอีกไม่นานตนต้องตายจึงพากันหันไปตำหนิ ประณามพวกจีหยวนฉวน เย่เหวินฮั่น
บัดนี้พวกเขาไม่หวาดกลัวสำนักใหญ่อย่างหอทอดฟ้า ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และสำนักห้าธาตุอีกต่อไปแล้ว เย่เหวินฮั่น จีหยวนฉวนและเทพบุตร เทพธิดาของ สำนักห้าธาตุ ผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะทุกคนที่เผชิญ กับเสียงคำรามกล่าวโทษของพวกเขา ต่างก็รู้สึก ละอายใจ เฟ่ยอี้หมิงพูดถูกแล้ว นับแต่อดีตเป็นต้นมา สี่สำนักเก่าแก่ล้วนแบกรับภาระ สำคัญที่ต้องรับผิดชอบในการต่อต้านชนต่างเผ่า แก้ไขปัญหาเรื่องพลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของชน ต่างเผ่า พวกเขายึดครองทรัพยากรในการฝึกตนที่มากที่สุด และดีที่สุดของดินแดนเผ่ามนุษย์ มีทั้งแดนเทพเจ้า และแดนเอตทัคคะอยู่ในการปกครองมากมาย ยามที่ เผ่ามนุษย์เผชิญกับปัญหายุ่งยากแก้ไขไม่ได้ นั่นก็เป็น
หน้าที่ที่พวกเขาต้องออกหน้ามารับผิดชอบ ปัญหาเรื่องที่กู่ผีอาละวาดไปทั่วดินแดนของเผ่ามนุษย์ ทำให้ผู้ฝึกลมปราณและคนธรรมดาเผ่ามนุษย์อยู่กัน อย่างหวาดกลัวไม่เป็นสุข สมควรเป็นพวกเขาที่ต้อง เป็นผู้แก้ไข น่าเสียดาย… เรือรบโบราณสีเงินยวงที่ถูกปกคลุมไว้ด้วยหิมะบิน ทะยานมาจากมหาสมุทรดวงดาวที่อยู่ใกล้เคียง หันฉงแห่งลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็งขับเคลื่อนแดน เอตทัคคะน้ำแข็งแวววาวบินออกมาจากเรือรบ มา หยุดอยู่ตรงจุดที่พวกเฟ่ยอี้หมิงอยู่ “คารวะทุกท่าน” หันฉงหันไปคารวะพวกจีหยวนฉวน เย่เหวินฮั่น จากนั้นก็หันไปพูดกับเฟ่ยอี้หมิงว่า “ไปหลบภัยที่ ดินแดนน้ำค้างแข็งของพวกเราก่อนเถอะ”
“ดินแดนน้ำค้างแข็ง…” เฟ่ยอี้หมิงยิ้มสมเพช “ดินแดนน้ำค้างแข็งของพวกเจ้าอยู่ติดกับดินแดนไม้ เขียวของพวกเรา กู่ผีทำลายดินแดนไม้เขียวไปแล้ว ก็ มีความเป็นไปได้มากว่าจะเข้าไปในดินแดนน้ำค้าง แข็งของพวกเจ้า เมื่อถึงเวลานั้น ดินแดนน้ำค้างแข็ง และลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็งของพวกเจ้าก็คงไม่อาจ ดำรงอยู่ได้ต่อไป ต่อให้พวกเราคิดจะไปหลบภัยก็ย่อม ไม่ใช่ที่ดินแดนน้ำค้างแข็งของพวกเจ้าแน่นอน” กล่าวจบเขาก็ปฏิเสธความหวังดีของหันฉง แล้วพาผู้ ฝึกลมปราณของดินแดนไม้เขียวที่เหลืออยู่ขับเคลื่อน เรือรบทางช้างเผือกลำที่ผุพังนั้นบินทะยานจากไปใน ทิศทางที่ต่างจากพวกหันฉงอย่างสิ้นเชิง สีหน้าของหันฉงเปลี่ยนมาเป็นไม่น่ามอง “หายนะของกู่ผี หวังว่าพวกเจ้าจะหาวิธีแก้ไขปัญหา ได้โดยเร็วที่สุด” ครู่หนึ่งต่อมา หันฉงก็หันไปโค้งตัว
น้อยๆ ให้พวกจีหยวนฉวน เย่เหวินฮั่นพลางเอ่ย ขอร้อง ครั้นจึงหมุนกายจากไปทันที “เป็นอย่างไรบ้าง?” หลิงปิงอวิ๋นเทพธิดาแห่งลัทธิ เทพวิญญาณน้ำแข็งประหนึ่งบุปน้ำแข็งที่สะอาดและ ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งยืนตระหง่านอยู่บนเรือรบที่มีไอความเย็น อบอวล ดวงตาที่เป็นดั่งผลึกน้ำแข็งของนางเต็มไป ด้วยความกระวนกระวาย “ทำไมเฟ่ยอี้หมิงถึงไม่รับ ความปรารถนาดีของพวกเรา?” “เขารู้สึกว่าลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็งและดินแดน น้ำค้างแข็งของพวกเราเองยังเอาตัวไม่รอด” หันฉงบ อกตามตรงโดยไม่คิดจะปิดบัง “เขาคิดว่าเป้าหมาย ต่อไปของกู่ผี มีความเป็นไปได้มากที่จะเป็นดินแดน น้ำค้างแข็งของพวกเรา” “หา!” “แบบนั้นจะทำยังไง?”
“เจ้าลัทธิ พวกเราควรจะรีบถอนกองกำลังของลัทธิ ออกไปจากดินแดนน้ำค้างแข็งทันทีหรือไม่?” “พวกเราทุกคนล้วนฝึกวิชาความเย็นสุดขั้ว แล้วพวก เราจะไปอยู่ที่ไหนได้? ดินแดนหุบน้ำแข็งอย่างนั้น หรือ?” “ดินแดนหุบน้ำแข็งมีปิงกู่ต้าจุนนั่งบัญชาการณ์ ทั้งยัง มีวังเหน็บหนาวที่มีอาวุธเทพอยู่ในมือด้วยนะ!” “แล้วจะทำอย่างไรกันดี? กู่ผีมาถึงแล้ว ใครจะยังมี ชีวิตอยู่ต่อไปได้?” ลูกศิษย์มากมายในลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็งต่างก็ร้อง อุทานแตกตื่นเพราะประโยคเดียวของหันฉง ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เต็มไปด้วย ความหมดอาลัยตายอยาก “เจ้าลัทธิ…” หันฉงเอ่ยขึ้นเบาๆ
“ข้า ข้าก็ไม่สามารถตัดสินใจทันทีได้เหมือนกัน” หลิงปิงอวิ๋นถอนหายใจอย่างห่อเหี่ยว “หอทอดฟ้า ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และสำนักห้าธาตุทำอะไรกู่ผีไม่ได้จริงๆ เลยหรือ? ไหนบอกว่าตอนอยู่ดินแดนสะเก็ดดาว กู่ผี หวาดกลัวใครบางคน ยังไม่ทันได้ออกแรงเต็มกำลังก็ หนีไปก่อนอย่างไรล่ะ?” “คนผู้นั้นคืออูจี้อาจารย์ของเนี่ยเทียน” หันฉงก้มหน้า ไม่กล้าสบตาหลิงปิงอวิ๋น “ยังมีคำบอกอีกอย่างหนึ่งก็ คือ พวกแดนเอตทัคคะของดินแดนอื่นที่โชคดีรอดพ้น เงื้อมมือของกู่ผีมาได้ เคยเห็นเนี่ยเทียนลงมือโดยใช้ อักขระบางอย่างปิดผนึกไอพิษของกู่ผีไว้ภายใน มีคน บอกว่า รอจนเนี่ยเทียนแข็งแกร่งมากพอและขอบเขต เลื่อนขั้นไปอีกระดับ เขาจะสามารถใช้พลังของตัวเอง ปิดผนึกกู่ผีได้ สรุปก็คือคนที่ทำให้กู่ผีหวาดกลัวไม่เป็น สุขได้อย่างแท้จริง คนหนึ่งคืออาจารย์ของเขา อีกคน หนึ่งเขาที่แข็งแกร่งขึ้นในภายหลัง”
“เนี่ยเทียน ดูเหมือนว่าพวกเราจะล่วงเกินเนี่ยเทียน จนไม่มีทางญาติดีกันได้อีกแล้ว” ใบหน้าของข่งซวงจิง เต็มไปด้วยรอยยิ้มขมขื่น “เขาเคยบอกว่า ไม่ช้าก็เร็ว จะมาเยี่ยมเยือนพวกเรา เยี่ยมเยือนเจ้าลัทธิ ก่อน หน้านี้เขามัวแต่ยุ่งอยู่กับการรับมือกับปัญหากองโต ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ตอนนี้กำลังปิดด่าน ฝึกตน รอจนเขามีเวลาว่างเมื่อไหร่ หากไม่มาหาเรื่อง พวกเราก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว เรื่องอื่น…” “แต่ตอนนี้คนที่สามารถคุกคามกู่ผี ทำให้กู่ผียอมถอย ได้อย่างแท้จริงก็คืออาจารย์ของเขา หรือไม่ก็เขาที่ แข็งแกร่งยิ่งกว่านี้เท่านั้น” หันฉงกล่าว ทันใดนั้นลูกศิษย์ทุกคนของลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็งก็ พากันเงียบงันไปหมด หญิงชราผมขาวโพลน ตัวสั่นงกๆ เงิ่นๆ ซึ่งมีตบะเป็น แค่แดนเอตทัคคะช่วงต้นคนหนึ่งหันไปพูดกับหลิงปิ
งอวิ๋นว่า “เสี่ยวอวิ๋น ตอนนั้นเป็นเพราะเจ้ามุทะลุ ล่วงเกินเนี่ยเทียน อันที่จริงลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็ง ของเราไม่มีความแค้นอะไรกับพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว ในฐานะที่เจ้าเป็นเจ้าลัทธิ เพื่อความอยู่ รอดของลัทธิ บางครั้งก็ต้องยอมทนฝืนใจตัวเองบ้าง” “ท่านย่าหง ท่านหมายความว่า?” หลิงปิงอวิ๋นตะลึง งัน “ไปที่อาณาจักรวอหลิวสักรอบเถอะ ไปหาเนี่ยเทียน หรือไม่ก็ให้ลูกน้องของเขาไปบอกเขาว่า เจ้าเอา ของขวัญชิ้นใหญ่มาขอไถ่โทษจากเขาด้วยตัวเอง” หญิงชราผมขาวกล่าว ขอบเขตของนางต่ำมาก ทว่าความอาวุโสของนาง กลับสูงกว่าทุกคนที่อยู่ในที่นี้ ตอนที่หลิงปิงอวิ๋นเพิ่งเข้ามาอยู่ในลัทธิเทพวิญญาณ น้ำแข็ง ก็เป็นนางที่คอยดูแลอีกฝ่ายมาโดยตลอด
พอนางเอ่ยปาก แม้แต่หันฉงและข่งซวงจิงก็ยังไม่กล้า ทัดทาน คล้ายเห็นด้วยกับความคิดของนางไปโดย ปริยาย สายตาเยือกเย็นของหลิงปิงอวิ๋นกวาดผ่านไปบน ใบหน้าของคนในลัทธิทุกคน ความหดหู่พลันเอ่อท้น ในหัวใจ แต่ก็ได้แค่พยักหน้ารับเบาๆ อย่างฝืนใจ “ข้า เข้าใจแล้ว” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 44 บทที่ 1311 แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์
อาณาจักรวอหลิว จิ่งเฟยหยางแห่งสำนักอักขระเทพ ฉวีหมิงเต๋อแห่ง สำนักทองไพศาลและฉวนจื่อซวนแห่งสำนักภูเขาพัน กระบี่ บุตรวิญญาณโลหิตและเซี่ยเชียนต่างก็นั่ง บัญชาการณ์อยู่ที่นี่ในระยะยาว ช่วงที่ผ่านมา จำนวนผู้แข็งแกร่งที่มาจากดวงดาว ต่างๆ มีเยอะมาก แล้วก็มาเยือนกันถี่มาก พวกจิ่งเฟยหยางกลัวว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในอาณาจักร วอหลิว จึงจำต้องฝึกตนอยู่ที่นี่เพื่อคอยดูแล สถานการณ์ของที่นี่ไปด้วย เพราะจู่ๆ อาณาจักรวอหลิวก็เหมือนกลายมาเป็น แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของเผ่ามนุษย์
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะตำนาน “ผู้สร้างแดนเทพเจ้า” ที่มาจากเนี่ยเทียน รวมไปถึงชื่อเสียงที่เนี่ยเทียน ค่อยๆ สะสมไปทีละก้าวนับตั้งแต่ดินแดนมหาสมุทร ศักดิ์สิทธิ์ ดินแดนแอ่งมืดไปจนถึงดินแดนเมฆามรกต และชื่อเสียงของเขาก็พุ่งกระฉูดสู่จุดสูงสุดเมื่อครั้งอยู่ ในดินแดนสะเก็ดดาว หลายคนที่อยู่ในดินแดนสะเก็ดดาวต่างก็เห็นกับตา ตัวเองว่าเนี่ยเทียนใช้เวทลับการผนึกที่มหัศจรรย์มา ปิดผนึกแก่นไอพิษที่กู่ผีปลดปล่อยออกมา หลังจากที่กู่ผีสังหารแดนเอตทัคคะ แดนว่างเปล่าและ ผู้แข็งแกร่งของสำนักเมฆามรกต พรรคเงามืดไป มากมาย จู่ๆ มันก็หายตัวไปจากดินแดนสะเก็ดดาว อย่างน่าแปลกใจ ซึ่งคนส่วนใหญ่ล้วนคิดว่านี่เป็นคุณ ความชอบของเนี่ยเทียนและอูจี้อาจารย์ของเขา ข่าวที่ได้มาจากลัทธิจิตตวิสุทธิ์ หอทอดฟ้าและสำนัก
ห้าธาตุก็คืออูจี้ได้เดินทางมาถึง ทำให้กู่ผีกริ่งเกรงจน ต้องถอยหนีไป ข่าวบอกว่าตอนนี้อูจี้ฝึกตนอยู่ในห้องลับของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวในดินแดนสะเก็ดดาว เพื่อแสวงหาขอบเขตที่สูงยิ่งกว่าเดิม แล้วก็เพราะว่าอูจี้อยู่ในสภาวะปิดด่าน ไม่สามารถ ออกจากด่านได้ในเวลาสั้นๆ นี้ จึงมิอาจใช้พลังแห่ง เวลาไปกำราบกู่ผีที่อาละวาดไปทั่วได้ เรื่องราวเกี่ยวกับอูจี้ พวกกลุ่มคนที่มีจีหยวนฉวนเป็น หัวหน้าต่างก็เก็บงำความจริงเอาไว้… ในสายตาของคนอื่น เนี่ยเทียนและอูจี้ ศิษย์และ อาจารย์ที่มหัศจรรย์คู่นี้เคยได้พิสูจน์ความสามารถ ตอนอยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ยมาก่อนแล้ว แน่นอนว่า พวกเขาย่อมได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย เมื่อเป็นเช่นนี้ อาณาจักรวอหลิวที่อยู่ในนามของ
เนี่ยเทียน ดินแดนมหัศจรรย์ที่ทุกฝ่ายสามารถไปมา หาสู่กันได้ก็ย่อมต้องกลายมาเป็นที่จับตามองของทุก คน ผู้ฝึกลมปราณของแต่ละสำนักที่ข้ามผ่านระยะทาง หลายล้านลี้มาถึงอาณาจักรวอหลิวต่างก็ปรารถนาที่ จะผูกมิตรกับเนี่ยเทียน หวังว่าสักวันหนึ่งตอนที่ตนฝ่า สู่แดนเทพเจ้า จะได้รับความโปรดปรานและความ ช่วยเหลือจากเนี่ยเทียน อีกอย่างหนึ่งก็คือพวกคนที่หวาดกลัวภัยคุกคามจากกู่ ผี เนื่องด้วยดินแดนของตัวเองอยู่ใกล้กับฟ้าดินที่ถูกไอ พิษของกู่ผีปกคลุมมากเกินไปจึงมาหาสถานที่ที่ ปลอดภัยเพื่อหลบภัย พวกเขาจึงพากันคิดถึงเนี่ยเทียน พากันนึกถึง อาณาจักรวอหลิว “อู้!”
ถิ่นของสำนักทองไพศาล ค่ายกลนำส่งแห่งมิติขนาด ใหญ่ที่มาสามารถข้ามดินแดนซึ่งผ่านการแก้ไข ปรับเปลี่ยนจากจ้าวซานหลิงมีคนสามคนเผยตัว ออกมา “ลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็ง!” ริมขอบของค่ายกล คนเจ็ดคนที่เพิ่งถูกนำส่งมาและ เตรียมจะจากไปหันไปเห็นพวกหลิงปิงอวิ๋น หันฉง และข่งซวงจิงก็ร้องอุทานตกใจ “จางฉี่หลิง!” ดวงตาเย็นชาของหลิงปิงอวิ๋นเหลือบมองผู้นำของคน เจ็ดคน แล้วก็ต้องขมวดคิ้วน้อยๆ “แปลกจริง” จางฉี่หลิงยกยิ้มมุมปาก พูดด้วยรอยยิ้ม เสแสร้ง “ตอนอยู่สำนักกำเนิดหยาง พวกเจ้าเคย ทะเลาะกับเนี่ยเทียน หากข้าจำไม่ผิด เนี่ยเทียนยัง ตั้งใจจะไปเอาเรื่องลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็งของพวก
เจ้าด้วยซ้ำ เฮอๆ เพียงแต่ว่าภายหลังเนี่ยเทียนมีธุระ เยอะ จึงไม่มีเวลาว่างมากพอ การที่เนี่ยเทียนไม่ไปหา เรื่องพวกเจ้าที่ดินแดนน้ำค้างแข็ง พวกเจ้าก็ควรรู้สึก ว่าตัวเองโชคดีมากแล้ว เหตุใดจู่ๆ ถึงเป็นฝ่ายมาเยือน อาณาจักรวอหลิวเสียเองเล่า?” หันฉงและข่งซวงจิงมีสีหน้ากระอักกระอ่วน “เรื่องของพวกเราไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า” หลิงปิงอวิ๋น พูดเสียงเย็นชา จางฉี่หลิงแห่งสำนักเทพสวรรค์รู้จักนิสัยของนางมา นานแล้ว จึงไม่โกรธ แต่กลับยิ้มกว้างๆ แล้วจึงนำพวก ผู้อาวุโสในสำนักของตัวเองเดินออกไปข้างนอกโดยไม่ สนใจพวกนางอีก เขาเดินไปพลางพูดไปว่า “วันนี้ไม่เหมือนในอดีต บุตร แห่งดวงดาวท่านนั้นของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ถือว่าประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว ต่อให้ขอบเขต
ของเขาจะยังไม่มากพอ แต่จะดูถูกเขาไม่ได้เด็ดขาด พวกเจ้าจงจำให้ดีว่า อยู่ในอาณาจักรวอหลิวควรจะ ทำตัวให้สงบเสงี่ยมหน่อย อย่าไปล่วงเกินใครง่ายๆ อย่าทำตัวไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ คิดว่าตัวเองแน่อย่าง ใครบางคน” “พวกเจ้าจงพยายามไปพูดคุยกับลูกน้องของเนี่ย เทียนให้มาก โดยเฉพาะบุคคลที่พิเศษบางคนที่ต้อง จดจำให้ดี อย่างเช่นต่งลี่ นาง…” คนของสำนักเทพสวรรค์ค่อยๆ จากไปไกล หลิงปิงอวิ๋นหน้าเขียว คำพูดประโยคที่บอกว่าไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงของจางฉี่หลิง นั้น เห็นได้ชัดว่าหมายถึงตอนที่นางใช้พลังเย็นเยียบ หยั่งเชิงเนี่ยเทียนในสำนักเกิดหยาง ทำให้เนี่ยเทียน เดือดดาลอย่างหนัก จนเป็นเหตุให้ลัทธิเทพวิญญาณ น้ำแข็งผูกปมแค้นกับเนี่ยเทียน
ส่วนหันฉงนั้นหรี่ตาลง จุดลึกในดวงตามีแสงผลึก เล็กๆ เต้นระริก หลายวินาทีต่อมา เขาก็หน้าเปลี่ยนสีด้วยความตก ตะลึง “ไม่นึกเลยว่าอาณาจักรวอหลิวแห่งเล็กๆ นี้จะ เป็นที่ซ่อนมังกรซ่อนพยัคฆ์เอาไว้ ถึงมีผู้แข็งแกร่งแดน เอตทัคคะอยู่หลายสิบคน! ในบรรดานั้น คนที่เป็น แดนเอตทัคคะช่วงท้ายอย่างจางฉี่หลิงกลับมีมากถึง สิบสามคน!” หลิงปิงอวิ๋นเองก็ตกตะลึงมาก “ทำไมถึงได้มีมากมาย ขนาดนี้?” “และยังมีปราณอีกหลายขุมที่อำพรางเอาไว้จนข้ามิ อาจหยั่งความตื้นลึกได้” หันฉงลังเลเล็กน้อยแล้ว กล่าวอีกครั้งว่า “ข้าเดาเอาว่า ปราณหลายขุมพวก นั้นล้วนเป็นแดนเทพเจ้า! อวี๋ซู่อิง โม่เชียนฝานหรือไม่ ก็คนอื่นที่พอจัดการเรื่องราวภายในสำนักเรียบร้อย
แล้วก็อาจจะย้อนกลับมาอยู่อาณาจักรวอหลิวเงียบๆ อาจจะเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือหากคนของ สำนักบุกเบิกฟ้า สำนักเมฆามรกตจะกลับมาแก้แค้น” “แดนเทพเจ้าหลายคน!” ข่งซวงจิงหน้าเปลี่ยนสี หลิงปิงอวิ๋นเองก็สีหน้าย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิม เดิมทีนึกว่านางจะยังพอมีความมั่นใจอยู่บ้าง ซึ่งนาง หวังว่าจะใช้ประวัติศาสตร์อันยาวนานของลัทธิเทพ วิญญาณน้ำแข็ง และใช้วิธีการที่ไม่น่าเกลียดนักไป พูดคุยกับเนี่ยเทียน แต่ตอนนี้พอได้ยินว่าในอาณาจักรวอหลิวมีแดนเทพ เจ้าหลายคนซ่อนตัวอยู่ และยังมีแดนเอตทัคคะ เหมือนกับนางอีกสิบกว่าคนที่ข้ามดินแดนมาที่นี่เพื่อ ตั้งใจประจบเอาใจเนี่ยเทียน ความมั่นใจของนางก็ หายไปเกือบหมด หลังจากนั้นพวกเขาสามคนก็เดินออกมาจากค่ายกล
นำส่งที่สร้างขึ้นในถิ่นของสำนักทองไพศาล และขอ พบฉวีหมิงเต๋อแห่งสำนักทองไพศาลเพื่อบอก จุดประสงค์การมาเยือนของตัวเอง —พวกเขาตั้งใจมาพบเนี่ยเทียน “ขอโทษด้วย ช่วงนี้นายท่านของพวกเราไม่ได้อยู่ใน อาณาจักรวอหลิว” ฉวีหมิงเต๋อที่นั่งนิ่งปฏิเสธอย่าง เฉียบขาด มองข้ามรอยยิ้มประจบของหันฉง แล้ว กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “นายท่านของข้ากำลังปิด ด่านฝึกตน การปิดด่านจะสิ้นสุดตอนไหน จะกลับมา เมื่อไหร่ ข้าไม่สะดวกจะบอกทั้งสามท่าน” “อีกอย่างคนที่ต้องการพบนายท่านเช่นพวกเจ้ายังมี รออยู่อีกสิบสองท่าน ทุกท่านล้วนเป็นแดนเอตทัคคะ ช่วงท้าย ต่างก็เป็นเจ้าสำนักหรือผู้นำกองกำลังที่ ยิ่งใหญ่ไม่ต่างจากลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็งของพวก เจ้า”
“คนพวกนั้นต่างก็อาศัยอยู่ในอาณาจักรวอหลิวระยะ ยาว เพื่อรอให้การปิดด่านของนายท่านสิ้นสุดลง แต่ นายท่านจะยอมพบคนเหล่านั้นหรือไม่ ก็ต้องดูที่ อารมณ์ของนายท่านด้วย” “ต่อให้ท่านยอมพบหน้า ก็ต้องเรียงตามลำดับว่าใคร มาก่อน ใครมาทีหลัง” “…” เมื่อกล่าวประโยคนี้จบ ฉวีหมิงเต๋อก็กวาดสายตา มองหลิงปิงอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชาหนึ่งครั้ง แล้วพูด อีกว่า “ระหว่างดินแดนน้ำค้างแข็งของพวกเจ้ากับ อาณาจักรวอหลิวของพวกเราไม่มีการสร้างค่ายกล เชื่อมต่อกัน ไม่ว่าพวกเจ้าจะมาด้วยสาเหตุใด ก็ล้วน จำเป็นต้องทำตามกฎของอาณาจักรวอหลิวเรา การ นำส่งต้องจ่ายหินวิเศษ นอกจากนี้หากคิดจะอยู่ต่อใน อาณาจักรวอหลิวก็ต้องจ่ายหินวิเศษตามจำนวน
เช่นกัน” ใบหน้าของหลิงปิงอวิ๋นราวกับถูกผนึกไว้ด้วยน้ำแข็ง นางไม่เอ่ยอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว นางคือเจ้าลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็ง นับตั้งแต่ที่เข้ามา อยู่ในลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็ง นางก็เป็นดั่งดวงเดือน ที่ถูกห้อมล้อมด้วยหมู่ดาว ถูกคนรุมล้อมเอาใจ แล้วก็เพราะหน้าตาโดดเด่นเกินใคร ขนาดผู้อาวุโส หลายคนของหอทอดฟ้าและสำนักห้าธาตุก็ยัง หลงใหลชื่นชอบนางมานานปี ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งฐานะหรือตบะขอบเขต นางก็ ล้วนเหนือกว่าฉวีหมิงเต๋อไประดับใหญ่ ทว่าตอนนี้นางกลับถูกฉวีหมิงเต๋อพูดจาเสียดสี ได้รับ การปฏิบัติอย่างไร้ซึ่งความเกรงใจ ในอดีตนางไม่เคยมีประสบการณ์ทำนองนี้มากนัก
นางจึงรู้สึกแย่อย่างมาก ผู้อาวุโสสองคนอย่างหันฉง ข่งซวงจิงส่งสายตาให้นาง ยิกๆ หวังให้นางอดทนข่มกลั้นอารมณ์เอาไว้ให้ได้ “เฮ้อ” เมื่อย้อนนึกถึงสถานการณ์ในดินแดนหุบน้ำแข็ง นึก ถึงภัยคุกคามของกู่ผี รวมถึงพลังที่เนี่ยเทียนควบคุมไว้ ในมือซึ่งนานวันก็ยิ่งแข็งแกร่งจนลัทธิเทพวิญญาณ น้ำแข็งของนางแทบจะต้านทานไม่ไหว หลิงปิงอวิ๋นก็ ถอนหายใจอยู่ในใจ สุดท้ายจึงได้แต่เงียบงัน ดังนั้นหันฉงจึงยิ้มเจื่อน แล้วหันไปพูดกับฉวีหมิงเต๋อ ว่า “ทุกอย่างเอาตามกฎของพวกเจ้าได้เลย พวกเรา มาที่อาณาจักรวอหลิวครั้งนี้ก็เพื่อมาขออภัยจากเนี่ย เทียน ทั้งยังเอาของขวัญชิ้นใหญ่มาด้วย หวังว่าเนี่ย เทียนจะยอมให้อภัยกับความมุทะลุของพวกเราตอน อยู่ดินแดนกำเนิดหยาง”
“ทุกอย่างรอให้นายท่านของข้าออกจากด่านก่อนค่อย ว่ากัน” ฉวีหมิงเต๋อตอบรับด้วยน้ำเสียงไม่แยแส “แน่นอน แน่นอนอยู่แล้ว” หันฉงรีบกล่าวตอบรับ …… “จีหยวนฉวน!” “เย่เหวินฮั่น!” “และยังมีหวงจินหนัน โหวชูหลันแห่งสำนักห้าธาตุ พวกเขามาที่อาณาจักรวอหลิวกันทำไม?” ครู่หนึ่งต่อมา บุคคลสำคัญของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ หอ ทอดฟ้าและสำนักห้าธาตุก็พากันเผยกายในอาณาจักร วอหลิว พวกเขาต่างก็มาพบจิ่งเฟยหยาง “เนี่ยเทียนจะสิ้นสุดการปิดด่านเมื่อไหร่?” ในห้องโถง ใหญ่ที่เงียบสงบ จีหยวนฉวนขมวดคิ้วเป็นปม
“ดินแดนไม้เขียวใกล้จะพินาศแล้ว ไม่รู้ว่าดินแดน ถัดไปที่กู่ผีหมายหัวจะเป็นที่ไหน หากเนี่ยเทียนไม่ ออกจากด่าน และไม่ได้ข่าวจากอูจี้อาจารย์ของเขา เราก็ไม่มีทางหยุดยั้งกู่ผีได้เลย!” แขกจากลัทธิจิตตวิสุทธิ์ หอทอดฟ้าและสำนักห้าธาตุ ต่างก็หันมามองจิ่งเฟยหยางด้วยสายตาคาดหวัง “คุณหนูตระกูลต่งให้พวกเรารวบรวมศพของสัตว์ วิเศษและชนต่างเผ่าระดับสูง บอกว่าสิ่งเหล่านั้น สามารถช่วยให้ขอบเขตและสายเลือดของเนี่ยเทียน เลื่อนขั้นได้” จิ่งเฟยหยางอธิบาย “ช่วงที่ผ่านมานี้ พวกเราล้วนทำเรื่องพวกนี้อยู่ และคุณหนูตระกูลต่งก็ ไปอยู่ในที่ที่เนี่ยเทียนฝึกตนเหมือนกัน นางยังไม่ กลับมา พวกเราจึงไม่รู้ว่าเนี่ยเทียนจะออกจากด่าน เมื่อไหร่” “เนื้อสัตว์วิเศษระดับสูงและศพของชนต่างเผ่าที่
สายเลือดค่อนข้างสูงคล้ายจะเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับเนี่ยเทียนจริงๆ” โหวชูหลันแห่งสำนักห้าธาตุ หันไปพูดกับทุกคน “เงื่อนไขที่เนี่ยเทียนเสนอมาตอน ข้าขอให้เขาช่วยข้าเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะได้สำเร็จก็ คือศพของสัตว์วิเศษและชนต่างเผ่าระดับสูง ข้าคิดว่า ในเมื่อทุกคนต่างก็คาดหวังให้เขาออกจากด่านและ เปลี่ยนมาเป็นแข็งแกร่งในเร็ววัน จนสามารถสร้างภัย คุกคามให้แก่กู่ผีได้ เราก็ควรนำเนื้อสัตว์วิเศษที่สำนัก ของพวกเราเก็บไว้มาส่งให้เขาที่อาณาจักรวอหลิว ดี ไหม?” จีหยวนฉวนและเย่เหวินฮั่นหันมามองตากัน ก่อนจะ พยักหน้ารับเบาๆ จิ่งเฟยหยางมีสีหน้าดีใจ ช่วงที่ผ่านมานี้พวกเขายังพอจะที่หาต้นกำเนิดจิงชี่ เลือดเนื้อมากมายที่เนี่ยเทียนต้องการมาจากแขกต่าง
ดินแดนที่มาเยือนได้บ้าง ทว่าการแลกเปลี่ยนเนื้อพวกนั้นมา พวกเขาก็ จำเป็นต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นวัตถุดิบวิเศษในระดับ ที่เท่าเทียมกัน บัดนี้เนื่องจากภัยคุกคามของกู่ผี เนื่องจากการ เสนอแนะของโหวชูหลัน สามฝ่ายอย่างลัทธิจิตต วิสุทธิ์ หอทอดฟ้าและสำนักห้าธาตุต่างก็ยินดีจะนำ เนื้อที่เนี่ยเทียนต้องการมาบรรณาการให้ นี่จึงทำให้ เขาดีใจมาก “ไปจัดการเดี๋ยวนี้เลย!” เย่เหวินฮั่นแห่งหอทอดฟ้าหันไปบอกผู้อาวุโสคนหนึ่ง ให้ลงมือจัดการทันที ครึ่งเดือนต่อมา จิ่งเฟยหยางเดินทางผ่านค่ายกลนำส่งมาปรากฏตัว ตรงหินอุกกาบาตของดินแดนผนึกฟ้า ในมือมีแหวน
เก็บของอยู่หลายวง เขาส่งแหวนพวกนั้นให้ต่งลี่และหัวมู่ที่เดินทางมาถึง ที่นี่ก่อนแล้วด้วยรอยยิ้ม ก่อนพูดว่า “นี่คือน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากลัทธิจิตตวิสุทธิ์ หอทอดฟ้าและสำนักห้า ธาตุ” ต่งลี่รับแหวนพวกนั้นมา พอกวาดกระแสจิตวิญญาณ มองไปก็ร้องอุทานเสียงหลง “สัตว์โบราณระดับเก้า แล้วก็ศพของมหาราชาชนต่างเผ่าที่มีมากถึงสิบกว่า ศพ!” “ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ หอทอดฟ้าและสำนักห้าธาตุต่อสู้กับ เผ่าสัตว์โบราณและชนต่างเผ่าในมหาสมุทรดาวมอด ดับมานานหลายปี จึงสังหารมหาราชาและสัตว์ โบราณระดับเก้าไปไม่น้อย” จิ่งเฟยหยางยิ้มเต็ม ใบหน้า “ก่อนหน้านี้พวกเขาล้วนเก็บเอาไว้ หมายจะ ค่อยๆ ชุบหลอมมันไป เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบหลัก
หรือวัตถุดิบเสริมในการสร้างอาวุธระดับเชื่อมโยง วิญญาณ หรือไม่ก็มอบให้กับลูกศิษย์ที่มีธาตุการฝึก ตนสอดคล้องได้ดึงเอาพลังงานที่เหลืออยู่ออกมา ศพ ของเผ่าสัตว์โบราณระดับเก้าและชนต่างเผ่าสายเลือด ระดับเก้ามีประโยชน์ไม่น้อย แล้วก็หายากมาก หาก ไม่เป็นเพราะการดำรงอยู่ของกู่ผีทำให้พวกเขาปวด หัวแทบแตก และหาวิธีแก้ไขไม่ได้ พวกเขาก็ไม่มีทาง ใจกว้างขนาดนี้แน่นอน” “สิ่งเหล่านี้ต้องทำให้เนี่ยเทียนแข็งแกร่งได้มาก กว่าเดิมแน่นอน!” ต่งลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงดีใจ เต่าทมิฬที่นอนหมอบอยู่ใกล้กับฝ่าเท้าของนางได้กลิ่น พลังเลือดลมที่อยู่ในศพสัตว์โบราณก็กัดกระชาก ชายกระโปรงของต่งลี่ไม่หยุด ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 44 บทที่ 1312 ความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุด
ระดับสายเลือดของเต่าทมิฬคือระดับแปด การเลื่อนขั้นทางสายเลือดของมันต้องอาศัยพลังแห่ง ความมืดและเลือดเนื้อของสัตว์วิเศษ สำหรับเรื่องนี้ ต่งลี่เองก็รู้ดีอยู่แก่ใจ หินปีศาจดำมืดที่ได้มาจากอาณาจักรปีศาจซุกซ่อนสัจ ธรรมความจริงแห่งต้นกำเนิดของพลังงานความมืด เอาไว้ ซ้ำยังสามารถรวบรวมพลังงานแห่งความมืดมิด มาได้ด้วยตนเอง ถือเป็นสมบัติล้ำค่าด้านพลังงาน ความมืดเหนือเกินกว่าสิ่งใดจะทัดเทียมได้ หินปีศาจดำมืดช่วยนางและเต่าทมิฬได้สูงมาก การฝ่าทะลุสายเลือดระดับแปดของเต่าทมิฬเองก็ต้อง อาศัยพลังงานจากหินปีศาจดำมืดก้อนนั้น แต่คิดจะ
ให้เต่าทมิฬเลื่อนขั้นต่อไปได้นั้น การทำให้เลือดเนื้อ ของตัวเองแข็งแกร่งก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้เช่นกัน “แหวนเก็บของวงนี้…” ต่งลี่นิ่วหน้า ทันใดนั้นสัตว์โบราณรูปร่างมหึมาตัวหนึ่ง ก็ลอยออกมาจากในแหวนเก็บของ เต่าทมิฬดีใจขึ้นมาทันควัน “เต่าปล้องแดงระดับเก้า!” หัวมู่ตาโต พอเห็นศพของเผ่าสัตว์โบราณตัวหนึ่งที่ ขนาดพอๆ กับภูเขาลูกย่อม ร่างทั้งร่างเป็นสีชาด บน กระดองมีลวดลายเปลวเพลิงนาบประทับดั่งกองเพลิง ร้อนแรงที่ลุกไหม้ก็ร้องอุทานเบาๆ “หลังจากที่หัวใจของเต่าปล้องแดงตัวนี้ถูกหอทอดฟ้า ดึงเอาไป พวกเขาก็ใช้อาวุธลับปิดผนึกเอาไว้ พวกเจ้า เองก็รู้ว่าสัตว์วิเศษและชนต่างเผ่าสายเลือดระดับเก้า ที่หากมีหัวใจที่สมบูรณ์แบบ และไม่มีวิธีการที่พิเศษ
กำราบเอาไว้ มันจะสามารถฟื้นคืนชีพกลับคืนมาได้ อีกครั้ง” “มิน่าเล่าเจ้าถึงได้ตื่นเต้นขนาดนี้ ที่แท้มันก็เป็นสัตว์ วิเศษประเภทเต่านี้เอง” ต่งลี่พึมพำเบาๆ “เต่าวิเศษตัวนี้ของเจ้ามีพลังแห่งความมืดมิดล้อมวน ทั่วร่าง ทว่าเต่าปล้องแดงคือสัตว์วิเศษธาตุไฟ มัน…” จิ่งเฟยหยางมีสีหน้าประหลาดใจ “สิ่งที่มันต้องการอาจจะเป็นพลังงานเปลวเพลิงของ เต่าปล้องแดง และพลังงานเลือดลมที่อยู่ในเลือดเนื้อ ของอีกฝ่าย” ต่งลี่นิ่งคิดไปครู่ก็พยักหน้ารับพลาง สื่อสารกับกับเต่าทมิฬผ่านกระแสจิต จู่ๆ เต่าทมิฬก็ลิงโลดผิดปกติ “อู้!” เรือนกายเล็กจิ๋วของมันพลันขยายใหญ่ขึ้นมา
พริบตาเดียวเรือนกายของเต่าทมิฬก็ใหญ่พอๆ กับเต่า ปล้องแดงตัวนั้น จิ่งเฟยหยางและหันมู่สองคนเพ่งสายตามองไปก็รู้สึก ว่าเต่าทมิฬที่มีสายเลือดเพียงแค่ระดับแปด มอบ ความรู้สึกที่ลึกลับให้กับพวกเขาได้มากกว่าเต่าปล้อง แดงที่มีสายเลือดระดับเก้าเสียอีก ลวดลายปีศาจสีดำทะมึนบนกระดองของเต่าทมิฬ คล้ายจะแปรสภาพกลายมาเป็นภาพค่ายกลธรรมชาติ ดั่งหุบเหวลึกมืดดำที่เพียงแค่ใช้ตามองก็ทำให้จิตใจ ของคนไม่เป็นสุข ราวกับว่าจิตวิญญาณจะจมจ่อมลง ไปในนั้น เท้าขนาดมหึมาของเต่าทมิฬเหยียบอยู่บนร่างของเต่า ปล้องแดง ซึ่งเท้าของมันเป็นเหมือนแม่เหล็กที่ติดอยู่ กับกระดองของเต่าอีกตัวอย่างแนบแน่น “ฟิ้ว!”
มันพาศพของเต่าปล้องแดงบินไปยังมุมหนึ่งของทาง ช้างเผือก ตามหาหินอุกกาบาตที่พบเห็นได้ทั่วไป เพื่อ ชุบหลอมพลังของเต่าปล้องแดงเพียงลำพังเงียบๆ “ข้ายึดเต่าปล้องแดงมาเป็นของตน พวกเจ้าคงไม่มี ความเห็นอะไรใช่ไหม?” จิ่งเฟยหยางได้ยินเข้าก็ยิ้ม “เจ้ากับเนี่ยเทียนก็เหมือน คนคนเดียวกัน อีกอย่างหนึ่งในเมื่อเจ้าเป็นเหมือน ภรรยาที่คอยให้การช่วยเหลือเนี่ยเทียนอยู่ข้างหลัง ซ้ำเต่าวิเศษตัวนั้นยังไม่ธรรมดา การที่มันเปลี่ยนมา เป็นแข็งแกร่งก็ถือว่ามีประโยชน์ต่อทั้งกับเจ้าและต่อ เนี่ยเทียน” ตอนที่อยู่แผ่นดินลอยตัว เขาเคยเห็นความร้ายกาจ ของเต่าทมิฬมาก่อนแล้ว ภาพเหตุการณ์ที่ตอนนั้นเนี่ยเทียนใช้การผสานรวม ชีวิตปลดปล่อยพลังแห่งความมืดของเต่าทมิฬออกมา
สร้างค่ำคืนที่มืดทะมึนฝังลึกอยู่ในความทรงจำของเขา เขาเคยสงสัยมาโดยตลอดว่าเต่าทมิฬที่อยู่เบื้องหน้า ตัวนี้ น่าจะมีสายเลือดของสัตว์ยักษ์มวลดาราบางตัว “อู้ๆๆ!” อันดับต่อมา ศพของสัตว์ยักษ์เรือนกายใหญ่โต และ ยังมีศพของเผ่าภูตผีปีศาจ เผ่าอสูรกาย เผ่าปักษาและ เผ่าเกล็ดดำสายเลือดระดับเก้าต่างก็ถูกต่งลี่ย้าย ออกมาจากในแหวนเก็บของ ศพของสัตว์โบราณและชนต่างเผ่าระดับเก้าสิบกว่า ศพลอยไปตามความว่างเปล่า จนกระทั่งไปหยุดอยู่ ข้างกายเนี่ยเทียน “พรวด!” เส้นแสงสีเลือดที่เป็นผลึกใสหลายเส้นบินทะยาน ออกมาจากในร่างของเนี่ยเทียนอย่างบ้าคลั่ง
เนี่ยเทียนร่ายใช้การสูบดึงพลังชีวิตอีกครั้ง “เป็นพลังชีวิตที่เข้มข้นยิ่งนัก!” “ระดับความแข็งแกร่งของเลือดลมที่เข้มข้นนี้ร้ายกาจ ยิ่งกว่าของชนต่างเผ่าและสัตว์โบราณระดับแปดส่วน ใหญ่หลายเท่านัก!” จิ่งเฟยหยางและหัวมู่รับสัมผัสเพียงเล็กน้อยก็แสดงสี หน้าประทับใจ ตามความเข้าใจของพวกเรา ระดับทางสายเลือดของ เนี่ยเทียนเพิ่งจะข้ามผ่านระดับแปดมาเมื่อไม่นานนี้ เอง แต่สัตว์วิเศษและชนต่างเผ่าสายเลือดระดับแปดที่ พวกเขาเคยพบเจอมากลับอยู่ไกลเกินกว่าจะสร้าง ความสะท้านสะเทือนได้อย่างที่เนี่ยเทียนมอบให้พวก เขาในเวลานี้มากนัก
“ศพของสัตว์วิเศษและชนต่างเผ่าสายเลือดระดับเก้า สิบกว่าศพที่ต่อให้ไม่มีหัวใจเหลืออยู่ ทว่าจิงชี่เลือด เนื้อที่แฝงเร้นอยู่กลับไม่ธรรมดาอย่างมาก” จิ่งเฟย หยางรู้สึกเป็นกังวลเล็กน้อย “เนี่ยเทียนจะสามารถใช้ พลังและสายเลือดของตัวเองดูดซับจิงชี่ที่เหลืออยู่ใน ร่างของชนต่างเผ่าและสัตว์โบราณพวกนั้นได้หมด จริงๆ หรือ? เขาไม่กลัวว่าตัวเองจะต้านไม่ไหวแล้ว ตายไปหรือไง?” หัวมู่ทำสีหน้าประหลาด เขามาอยู่ที่นี่พักหนึ่งแล้ว แล้วก็ได้เห็นกับตาตัวเองว่า ศพของชนต่างเผ่าและสัตว์วิเศษแต่ละตัวที่รวมกันอยู่ ข้างกายเนี่ยเทียนในทีแรกได้ถูกเนี่ยเทียนดึงเอาพลังที่ เหลืออยู่ไปจนหมด และโครงกระดูกเหล่านั้นที่หมด สิ้นซึ่งพลังก็เน่าเปื่อยไปอย่างรวดเร็ว แต่การฝึกตนของเนี่ยเทียนกลับดูเหมือนจะไม่มีวี่แวว
ว่าจะหยุดชะงัก ในความรู้สึกของเขา เนี่ยเทียนเหมือนถ้ำที่ไร้ก้น สามารถดูดซับเอาจิงชี่เลือดเนื้อทั้งหมดที่รับเข้าไปได้ อย่างบ้าคลั่ง! “ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก เนี่ยเทียนทนไหวอยู่แล้ว” ต่งลี่ยิ้มกว้าง “ภัยคุกคามจากกู่ผีพอจะมีประโยชน์อยู่ บ้าง เพราะก็คงมีเพียงช่วงเวลานี้เท่านั้นที่สำนักอย่าง หอทอดฟ้า ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และสำนักห้าธาตุจะยอม เอาศพของชนต่างเผ่าและสัตว์วิเศษระดับเก้ามามอบ ให้อย่างที่ไม่ต้องการสิ่งตอบแทนแลกเปลี่ยน” จิ่งเฟยหยางครุ่นคิดอยู่เล็กน้อยก็กล่าวว่า “แล้วพวกนี้ พอไหม?” ต่งลี่เหลือบตามองเนี่ยเทียนแวบหนึ่ง ใช้เวลาอยู่ครู่ ใหญ่ครุ่นคิดหาคำพูดที่เหมาะสม “ก็ไม่แน่เสมอไปว่า จะพอ”
“ขนาดนี้ยังไม่พออีกหรือ?” จิ่งเฟยหยางตะลึงลาน ต่งลี่พยักหน้ารับเบาๆ “ถ้าอย่างนั้นพอข้ากลับไปถึงอาณาจักรวอหลิวแล้วจะ บอกว่าการปิดด่านฝึกตนของเนี่ยเทียนมีการ เปลี่ยนแปลงที่พิเศษเกิดขึ้น เนื้อที่เขาต้องการจึงยัง อยู่ไกลเกินกว่าจะพอกับความต้องการของเขา” จิ่ง เฟยหยางแสดงท่าที “พยายามรีดไถเอาศพของสัตว์วิเศษและชนต่างเผ่า ระดับสูงประเภทนี้มาจากมือของสี่สำนักเก่าแก่ให้ ได้มากที่สุด เพราะมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่ถึงจะมี เลือดเนื้อระดับเก้าจำนวนมากเช่นนี้” ต่งลี่เห็นด้วย จิ่งเฟยหยางจึงจากไปอย่างรีบร้อน …… ครึ่งเดือนต่อมา
ดินแดนไม้เขียวขนาดใหญ่ ดินแดนที่มีสิ่งชีวิตอยู่ อาศัยกำลังจะพินาศวอดวายในที่สุด ผู้ฝึกลมปราณดินแดนไม้เขียวที่เหลืออยู่ต่างก็อาศัย เรือรบทางช้างเผือกหรือไม่ก็ค่ายกลพยายามเผ่นหนี ออกไปจากดินแดนไม้เขียวให้ไกลที่สุดไม่ต่างจากเฟ่ย อี้หมิง ตลอดทั้งดินแดนไม้เขียวกลายมาเป็นพื้นที่แห่งความ ตาย แทบจะหาสิ่งมีชีวิตใดๆ ไม่เจอ ไม่ว่าจะเป็นเผ่ามนุษย์หรือสัตว์วิเศษก็ล้วนถูกไอพิษ ของกู่ผีกัดกิน ผู้คนในดินแดนน้ำค้างแข็งของลัทธิเทพวิญญาณ น้ำแข็งที่อยู่ใกล้กับดินแดนไม้เขียว รวมถึงดินแดนอื่น ที่มีเผ่ามนุษย์อยู่อาศัยต่างก็ตกอยู่ในความหวาดกลัว ไม่เป็นสุข ตามหลังหลิงปิงอวิ๋นยังมีผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะ
กลุ่มแล้วกลุ่มเล่าที่เดินทางมาเยือนอาณาจักรวอหลิว ด้วยความร้อนรุ่มกระวนกระวายใจ แสดงท่าทีว่า ต้องการพบเนี่ยเทียน ทว่าพวกจิ่งเฟยหยางล้วนปฏิเสธทุกคนกลับไป ผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะที่อาศัยอยู่ในดินแดน ใกล้เคียงกับดินแดนไม้เขียวซึ่งพอได้ยินว่าพวกจี หยวนฉวน เย่เหวินฮั่นต่างก็อยู่ที่อาณาจักรวอหลิว แต่ละคนก็พากันเดินทางมา บ้างก็วิงวอน บ้างก็ ร้องไห้คร่ำครวญ ขอร้องให้พวกเราลงมือแก้ไขปัญหา เรื่องกู่ผี จีหยวนฉวนและเย่เหวินฮั่นที่จนปัญญา เมื่อเจอกับ เสียงโวยวายของพวกเขาก็ไม่กล้าอยู่ในอาณาจักรวอ หลิวอีกต่อไป ก่อนหน้าที่จะจากไป พวกเขาได้พูดคุยกับจิ่งเฟยหยา งอีกครั้ง แล้วตัดสินใจว่าจะนำศพของชนต่างเผ่าและ
สัตว์วิเศษที่เหลืออยู่ในสำนักแอบส่งมาที่นี่อย่างลับๆ ด้วยหวังว่าเนี่ยเทียนจะออกจากด่านได้เร็ววัน อูจี้หายตัวไปอย่างลึกลับโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้ พวกเขาจึงฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่เนี่ยเทียน …… ศพของสัตว์โบราณและชนต่างเผ่าจำนวนมากกว่าเดิม กระจายตัวอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับเนี่ยเทียน กอง เรียงกันเหมือนภูเขาเลือดเนื้อลูกย่อม เลือดลมสีแดงฉานแต่ละเส้นเป็นเหมือนเส้นแสงผลึก ใสที่ทิ่มแทงเข้าไปในเทือกเขาเลือดเนื้อพวกนั้น เนี่ยเทียนที่อยู่ท่ามกลางกองเลือดเนื้อเหมือนแมงมุม ตัวหนึ่งที่สร้างใยแมงมุมขนาดใหญ่ยักษ์ด้วยปราณ เลือดสีแดงฉาน ด้านในเลือดลมสีแดงมีแสงเลือดลมที่สามารถมองเห็น ได้ด้วยตาเปล่ากำลังไหลวนและกรอกเทเข้าไปในร่าง
ของเนี่ยเทียน “ตึกๆๆ!” เสียงหัวใจเต้นประหนึ่งเสียงของระฆังขนาดใหญ่ที่ สั่นสะเทือนจนต่งลี่รู้สึกไม่สบายตัว พวกคนที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับเนี่ยเทียนมากที่สุด อย่างต่งลี่ บุตรวิญญาณโลหิต และยังมีหัวมู่ หลี่หลาง เฟิงต่างก็มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ —พวกเขาเป็นห่วงเนี่ยเทียน หลายเดือนต่อมา เยื่อเลือดหนาหลายชั้นก็ก่อตัวขึ้น จากคราบเลือดที่ไหลออกมาจากรูขุมขนแล้วเกาะตัว กันเป็นก้อนของเนี่ยเทียน เยื่อเลือดห่อหุ้มร่างทั้งร่างของเนี่ยเทียนเอาไว้จนมิด แม้แต่ใบหน้าก็ยังถูกปิดทับไปด้วย เนี่ยเทียนที่อยู่ท่ามกลางเยื่อเลือดหนาชั้น ไม่สามารถ
มองเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงได้อีก มีเพียงเส้นเลือดสีชาดที่เชื่อมโยงไปยังเยื่อเลือด เท่านั้นที่ยังคงส่งจิงชี่เลือดเนื้อเข้มข้นมาให้แก่เขา “นานมากแล้ว” หัวมู่ก้มหน้าลง “ก่อนจะพูดเบาๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย” นับตั้งแต่ที่เขามาฝึกตนที่นี่ เวลาก็ผ่านไปหนึ่งปีแล้ว ช่วงเวลานี้ไม่ใช่แค่พวกเรา เท่านั้น คนของหอทอดฟ้า ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และสำนัก ห้าธาตุก็ยังส่งเลือดเนื้อจำนวนมากมาให้อีกด้วย” พอเขาพูดอย่างนี้ ทุกคนจึงเพ่งมองไปอย่างละเอียด แล้วก็พบว่าศพของสัตว์วิเศษและชนต่างเผ่าแทบ ทั้งหมดที่กระจายอยู่รอบกายเนี่ยเทียนล้วนถูกดึงเอา จิงชี่เลือดเนื้อไปสิ้นจนเน่าเปื่อยไปนานแล้ว โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว ข้างกายเนี่ยเทียนก็แทบมองไม่ เห็นศพที่มีประกายแสงชุ่มชื้นอยู่อีกเลย “หนึ่งปีมานี้ จิงชี่เลือดเนื้อที่เนี่ยเทียนเผาผลาญไป
มากมหาศาลจนน่ากลัว” บุตรวิญญาณโลหิตสูดลม หายใจเข้าลึก “ต่อให้เป็นข้า ตอนที่เตรียมฝ่าจากแดน เอตทัคคะช่วงท้ายสู่แดนเทพเจ้า ก็ไม่แน่เสมอไปว่า จะมีความต้องการมากเท่าเขา” เขาฝึกวิชาหลอมเลือดจึงต้องพึ่งพาเลือดสดทุกชนิด เขาอยู่ในแดนเอตทัคคะช่วงท้ายมานานหลายปี สัก วันก็ต้องก้าวสู่แดนเทพเจ้า แต่ต่อให้เป็นเขาเองก็ยัง รู้สึกว่าการเผาผลาญจิงชี่เลือดเนื้อของเนี่ยเทียนมาก ไพศาลจนเหนือการคาดการณ์ของเขาไปเสียอีก “ศพของสัตว์โบราณและชนต่างเผ่าระดับเก้ายี่สิบเจ็ด ศพ แม้ว่าจะไม่มีหัวใจ แม้ว่าจะตายไปแล้ว และพลัง ส่วนหนึ่งก็เสียหายไป แต่จะอย่างไรซะนั่นก็คือมหา ราชาระดับเก้าเชียวนะ” บุตรวิญญาณโลหิตทอดถอน ใจไม่หยุด “สายเลือดของเนี่ยเทียนมีแค่ระดับแปด เท่านั้น แต่การดูดกลืนจิงชี่เลือดเนื้อของเขายังคง
ดำเนินต่อเนื่อง ซ้ำร่างยังไม่ระเบิดตายไป ช่วง มหัศจรรย์เสียจริงๆ” “นับตั้งแต่ที่เขาฝึกตนมาจนถึงวันนี้ ได้สร้างความ มหัศจรรย์ไปกี่ครั้งแล้วล่ะ?” ต่งลี่หัวเราะเบาๆ ทุกคนครุ่นคิดอย่างละเอียด สีหน้าแต่ละคนก็เปลี่ยน มาเป็นแปลกประหลาด ผ่านไปอีกพักหนึ่ง ไข่มุกวิญญาณมืดอันเป็นสมบัติล้ำค่าของเผ่าอสูรกาย ที่ถูกเนี่ยเทียนปล่อยไว้ในมุมหนึ่งของท้องฟ้ามืดมิด พลันปลดปล่อยแสงสีเขียวขมุกขมัวออกมา ตลอดทั้งท้องฟ้าเปลี่ยนมาเป็นสีเขียวเรืองๆ ประหนึ่ง ดินแดนของผีร้ายในนรกภูมิ “อู้!” ปราณอสูรที่บริสุทธิ์และเข้มข้นไหลทะลักออกมาจาก
ในไข่มุกวิญญาณมืด ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้า เองก็แสยะปากกางเล็บกระโจนตามมาด้วย “ทำไมสมบัติล้ำค่าของเผ่าอสูรกายชิ้นนี้ถึงเกิดการ เปลี่ยนแปลงกะทันหัน?” ต่งลี่งงงัน “ฟิ้ว!” เต่าทมิฬที่พาศพของเต่าปล้องแดงหายไปพักใหญ่ กลายร่างมาเป็นก้อนเมฆดำทะมึนที่จู่ๆ ก็โผล่ออกมา กระแสจิตวิญญาณของเต่าทมิฬถูกส่งออกมาตามหลัง “ระดับเก้าแล้ว?” ต่งลี่ตะลึง จากนั้นนางก็เห็นว่าร่างของเต่าทมิฬลอย ขึ้นมาจากเมฆสีดำทะมึนนั้น แล้วร่างของเต่าทมิฬก็ขยายใหญ่กว่าเดิมเกือบห้าเท่า! “เจ้า สัมผัสได้ถึงอะไร?” ต่งลี่ถามอย่างตกใจ “ข้าเองก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ” บุตรวิญญาณโลหิต
ขมวดคิ้ว แล้วก็พลันร่ายแดนเอตทัคคะแห่งเลือดของ ตัวเองออกมา คำเตือนจากเต่าทมิฬและบุตรวิญญาณโลหิตทำให้ทุก คนตั้งท่าเหมือนเผชิญศัตรูตัวฉกาจ หลี่หลางเฟิงรีบ กล่าวว่า “อวี๋ซู่อิงและโม่เชียนฝานต่างก็อยู่ที่ อาณาจักรวอหลิว ข้าจะไปตามพวกเขาเดี๋ยวนี้!” “ตูม!” เขาเพิ่งกล่าวจบ ค่ายกลหลังที่สร้างอยู่บนหิน อุกกาบาตก็พลันระเบิดกระจาย ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 44 บทที่ 1313 เสวียนหมิงต้าจุน
ทุกคนหน้าเปลี่ยนสีโดยพลัน ค่ายกลสามารถทำให้หลี่หลางเฟิงจากไปได้อย่าง รวดเร็ว เพื่อที่จะส่งข่าวให้แก่แดนเทพเจ้าสองท่าน อย่างอวี๋ซู่อิงและโม่เชียนฝานเดินทางมาที่นี่ใน ระยะเวลาสั้นๆ ทว่าการระเบิดแตกของค่ายกลหมายความว่า สถานการณ์ยากลำบากของที่แห่งนี้ไม่สามารถได้รับ การช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว “ใครกัน?” บุตรวิญญาณโลหิตตวาดกร้าว ดินแดนเลือดที่เข้มข้น ของเขาแผ่ขยายออกมา เลือดสดๆ แผ่ลามไปยังจุด ลึกของธารดวงดาว
สายฟ้าสีเลือดหลายเส้นที่ปะปนไว้ด้วยกระแสจิต วิญญาณของเขาทำการตรวจสอบอย่างละเอียด น่าเสียดายที่กระแสจิตวิญญาณของเขาว่ายวนอยู่รอบ ใหญ่ แต่ก็ยังไม่สามารถสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ แต่ไม่ว่าจะเป็นเต่าทมิฬหรือค่ายกลที่ระเบิดออก กะทันหัน หรือแม้แต่ไข่มุกวิญญาณมืดที่แสดงออกถึง ความผิดปกติก็ล้วนบอกข้อมูลอย่างแน่ชัดว่า—มีศัตรู จากภายนอกรุกรานเข้ามา! “อู้! อู้ๆๆ!” ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าบินออกมาจากไข่มุก วิญญาณมืดแล้วกวาดตามองไปรอบด้านด้วยสายตา ดุดัน ส่วนเต่าทมิฬก็ส่งกระแสจิตวิญญาณออกมาสื่อสาร กับต่งลี่ “อสูรกาย!”
ไม่กี่วินาทีต่อมา ต่งลี่ก็หน้าเปลี่ยนสี ดวงตาดำขลับ ราวหินสีนิลของนางหันขวับไปมองยังพื้นที่หนึ่ง ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าก็หันไปมองยังท้องฟ้า มืดดำแถบนั้นแล้วส่งเสียงร้องแหลมอย่างฮึกเหิม เรือนกายของชายสง่างามผู้หนึ่งที่สูงปราดเปรียว สวม เสื้อเกราะไว้บนร่าง บนเสื้อเกราะสลักลวดลาย ประณีตงดงามเดินออกมาจากท้องฟ้าที่มืดดำทีละ ก้าว หว่างคิ้วของเขามีผลึกใสทรงปริซึมก้อนหนึ่งที่ ปลดปล่อยแสงสีเขียว เขาจ้องเขม็งไปที่ไข่มุกวิญญาณมืดเม็ดนั้น “ฟิ้ว!” แสงสีเขียวทั้งหมดเก้าเส้นพากันบินออกมาจากผลึก ใสทรงปริซึมกลางหว่างคิ้วของเขา
ท่ามกลางอากาศว่างเปล่า ด้านในแสงศักดิ์สิทธิ์สีเขียว ที่ส่องสว่างนับหมื่นจั้งเหมือนจะเชื่อมโยงเข้ากับ ลวดลายของเลือดที่ลึกลับ เต็มไปด้วยปราณของ ความเก่าแก่ ชั่วร้าย และอำมหิตเยียบเย็น แสงสีเขียวทั้งเก้าเส้นต่างก็ทะยานเข้าหาทวยเทพแห่ง ความชั่วร้ายทั้งห้าและไข่มุกวิญญาณมืด “เสวียนหมิงต้าจุน!” ในบรรดาคนทั้งหมด บุตรวิญญาณโลหิตมีขอบเขตสูง ที่สุด พอเขาเห็นโฉมหน้าแท้จริงของคนที่มาเยือนก็ อดร้องอุทานตกใจไม่ได้ เมื่อเสียงนั้นดังขึ้นมา แสงสีเขียวเก้าเส้นก็ได้พุ่งเป้า เคลื่อนเข้าหาไข่มุกวิญญาณมืดและทวยเทพแห่ง ความชั่วร้ายทั้งห้าแล้ว “อ๊าก!”
เวลาผ่านมานานหลายปี ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้ง ห้าที่พอได้กลืนกินแก่นเลือดแห่งชีวิตของเนี่ยเทียนมา เป็นจำนวนมากจึงแปรสภาพจากลักษณะมายามามี เลือดเนื้อที่แท้จริง บัดนี้พากันร้องคำรามอย่างพร้อม เพรียง เสียงคำรามนี้สอดแทรกมาด้วยท่วงทำนองที่ลึกลับ บางอย่าง นั่นคือเวทลับที่มีอยู่เฉพาะในเผ่าอสูรกายเท่านั้น— ครวญเพลงวิญญาณอสูร! คลื่นเสียงเป็นวงๆ ที่มองไม่เห็น ได้แต่ใช้จิตวิญญาณ รับสัมผัสกระเพื่อมเป็นริ้วออกไป คลื่นเสียงนั้นมาจากพลังชั่วร้ายที่มหัศจรรย์ของทวย เทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้า ซึ่งเมื่อเทียบกับเวทลับ ทางสายเลือดซึ่งปะปนอยู่ในแสงสีเขียวเก้าเส้นที่ เสวียนหมิงต้าจุนปลดปล่อยออกมาแล้ว อานุภาพ
กลับสูงยิ่งกว่าระดับหนึ่ง! “ปัง!” แสงสีเขียวเก้าเส้นยังไม่ทันขยับเข้าไปใกล้ไข่มุก วิญญาณมืด ยังไม่ทันเข้าใกล้ทวยเทพแห่งความชั่ว ร้ายทั้งห้าก็ถูกแรงสะเทือนจนระเบิดแตก แสงสีเขียวสาดกระเซ็นกลายเป็นผลึกใสหลายเม็ด ประหนึ่งเม็ดฝนที่เทกระหน่ำลงมา ม่านตาที่สาดประกายสีเขียวของเสวียนหมิงต้าจุน พลันหดเข้าหากัน ปากก็พึมพำแผ่วเบาด้วยภาษา โบราณของเผ่าอสูรกาย สีหน้าเต็มไปด้วยความ เหลือเชื่อ เขาจ้องเขม็งไปที่ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าและ ไข่มุกวิญญาณมืด “เสวียนหมิงต้าจุน!”
ในลำคอของบุตรวิญญาณโลหิตมีเสียงคำรามที่เป็นดั่ง เสียงของสัตว์ป่า ดินแดนเลือดของเขาเหมือน มหาสมุทรเลือดที่พลันแผ่ลามเข้าไปหาเสวียนหมิง ต้าจุน “เอ๊ะ!” ในที่สุดเส้นสายตาของเสวียนหมิงต้าจุนก็ย้ายจาก ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้า หันมามองบุตร วิญญาณโลหิตแวบหนึ่ง ดินแดนเลือดที่บุตรวิญญาณโลหิตซึ่งเป็นแดน เอตทัคคะช่วงท้ายปลดปล่อยออกมามีพลังเลือดสด ของหลากหลายเผ่าพันธ์ปะปนอยู่ ทำให้เสวียนหมิง ต้าจุนจำต้องให้ความสนใจ “หนู่เอ่อจีฉี!” เสวียนหมิงต้าจุนตะคอกดังลั่น เงาร่างสีเขียวทะมึนอีกเงาหนึ่งพลันบินพรวดออกมา จากพื้นที่มืดมิดด้านหลังเสวียนหมิงต้าจุน
นั่นคือมหาราชาเผ่าอสูรกายสายเลือดระดับเก้าคน หนึ่ง อันดับของเขาเป็นรองแค่มหาราชาวิญญาณชั่ว ร้ายอย่างเค่อไหลซือเท่อที่ตายไปเท่านั้น หนู่เอ่อจีฉีที่ถูกเรียกตัวมาที่นี่พลันร่ายใช้มหาสมุทร เลือดลมสีเขียวเข้มของมหาราชา เขาซ่อนตัวอยู่ด้าน ใน แล้วก็เปิดฉากสังหารกับบุตรวิญญาณโลหิตแทบ จะทันที “ฟิ้ว! ฟิ้วๆ!” พื้นที่ดำมืดด้านหลังเสวียนหมิงต้าจุนมีเงาร่างที่พร่า เลือนทยอยกันปรากฏตัวอีกสามเงา คนทั้งสามล้วนเป็นมหาราชาระดับเก้าของเผ่าอสูร กาย “ข้ามาที่นี่ก็เพื่อเอาสมบัติล้ำค่าของเผ่าข้ากลับคืน และต้องการซักถามเรื่องปัญหาการตายของมหาราชา วิญญาณชั่วร้ายเค่อไหลซือเท่อ”
พอเสวียนหมิงต้าจุนเปิดปากก็พูดด้วยภาษามนุษย์ที่ เชี่ยวชาญคุ้นเคยเป็นอย่างดี ไม่มีสำเนียงแปร่งหู แม้แต่น้อย นี่แสดงให้เห็นว่าเขามีความรู้ที่ลึกซึ้งต่อ วัฒนธรรม ภาษาและความเคยชินของเผ่ามนุษย์เป็น อย่างดี “แย่แล้ว” หัวมู่ขยับตัวไปอยู่ข้างกายต่งลี่แล้วเอ่ย เบาๆ ว่า “สายเลือดของเสวียนหมิงต้าจุนคือระดับ สิบช่วงต้น คราวก่อนตอนที่เขาปรากฏตัวในดินแดน เผ่ามนุษย์ก็คือที่อาณาจักรฟ้ามืด ซึ่งเนี่ยเทียนก็เข้า ร่วมศึกครั้งนั้นด้วย ตอนนั้นเสวียนหมิงต้าจุนร่วมมือ กับคูกู่ต้าจุนของเผ่าโครงกระดูกสังหารลู่เจี้ยเฟิงแห่ง สำนักห้าธาตุ จนวิญญาณของอีกฝ่ายเกือบแหลก สลาย” “คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าครั้งนี้ต้าจุนท่านหนึ่งของเผ่าอสูร กายจะตั้งใจมาหาเนี่ยเทียนโดยเฉพาะ”
สีหน้าต่งลี่มืดคล้ำ ยังคงสื่อสารกับเต่าทมิฬอย่าง ต่อเนื่องพลางครุ่นคิดอย่างร้อนรน แดนเทพเจ้าช่วงต้นสองคนอย่างอวี๋ซู่อิงและโม่เชียน ฝานซึ่งมีคุณสมบัติมากพอให้ต่อสู้กับเสวียนหมิงต้าจุน ล้วนไม่ได้อยู่ที่นี่ แดนเอตทัคคะอย่างเซี่ยเชียน จิ่งเฟยหยางก็ล้วนอยู่ที่ อาณาจักรวอหลิวกันหมด บุตรวิญญาณโลหิตอันเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในบรรดา พวกเขาก็มาถูกมหาราชาอีกท่านของเผ่าอสูรกายรั้ง ตัวเอาไว้ เหลืออยู่แค่นาง หลี่หลางเฟิงและหัวมู่ ซึ่ง ขอบเขตและศักยภาพยังอยู่ไกลเกินกว่าจะเป็นคู่ต่อสู้ ของมหาราชาเผ่าอสูรกายไม่ว่าคนใดก็ตาม แล้วนับประสาอะไรกับที่ยังมีเสวียนหมิงต้าจุนซึ่ง ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วดินแดนเผ่ามนุษย์มานานหลาย หมื่นปีอยู่อีกคนหนึ่ง?
“การตายของเค่อไหลซือเท่อ การระเบิดของไข่มุก วิญญาณมืดเม็ดนั้น เนี่ยเทียนบุตรแห่งดวงดาวคนที่ เจ็ดของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก็คือตัวการ” เสวียนหมิงต้าจุนที่ไม่ได้ยินใครตอบรับก็พูดด้วยภาษา มนุษย์ต่อไปราวกับกำลังป่าวประกาศโทษประหาร “เนี่ยเทียนทำร้ายเผ่าพันธุ์ของข้าในดินแดนหุบ น้ำแข็งและในจุดลึกของมหาสมุทรดาวมอดดับ ทำลายศักดิ์ศรีของพวกเรานับเป็นเรื่องใหญ่ เดิมทีก็ ไม่ควรมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว” เลือดสดสีเขียวขจีหยดหนึ่งที่มีลักษณะเป็นผลึกทรง ปริซึมพลันปริแตกออกมาจากใต้ผิวหนังกลางฝ่ามือ ข้างซ้ายของเสวียนหมิงต้าจุน อักขระอสูรตัวแล้วตัวเล่าในผลึกใสทรงปริซึมที่อยู่ตรง กลางหว่างคิ้วของเสวียนหมิงต้าจุนซึ่งปะปนกับ กระแสจิตวิญญาณของเขา พากันผสานรวมเข้าไปใน
แก่นเลือดหยดนั้น แก่นเลือดลักษณะเป็นผลึกแข็งคล้ายอัญมณีสีเขียวที่ จู่ๆ ก็ลุกไหม้ “สายเลือด คำสาปเลือดเผาวิญญาณ!” แก่นเลือดหยดนั้นพลันกลายมาเป็นไฟผีพุ่งใต้สีเขียวที่ ลอยผลุบๆ โผล่ๆ เข้าไปยังพื้นที่ที่เนี่ยเทียนอยู่ ใบหน้าหล่อเหลาของเสวียนหมิงต้าจุนพลันบิดเบี้ยว เปลี่ยนมาเป็นดุร้ายผิดปกติ เขาสังเกตเห็นว่าพอศพของชนต่างเผ่าและสัตว์ โบราณมากมายที่กระจายอยู่รอบกายของเนี่ยเทียน สูญเสียจิงชี่เลือดเนื้อทั้งหมดที่เคยมีไปแล้วก็ได้เน่า เปื่อยลงในเวลาสั้นๆ ซึ่งในบรรดาศพเหล่านั้นมีโครงกระดูกของเผ่าอสูร กาย และนั่นก็คือสหายที่ในอดีตเคยรบเคียงบ่าเคียง ไหล่กับเขา
สหายเหล่านั้นถูกผู้แข็งแกร่งของหอทอดฟ้า ลัทธิจิตต วิสุทธิ์และสำนักห้าธาตุล้อมสังหารในมหาสมุทรดาว มอดดับหรือไม่ก็ในดินแดนของเผ่ามนุษย์เมื่อหลาย หมื่นปีก่อน หรืออาจนานยิ่งกว่านั้น ศพหนึ่งในนั้นยังเป็นคนในตระกูลของเสวียนหมิง ต้าจุน และหากไล่นับสายเลือดกันจริงๆ แล้วก็นับเป็น น้องชายของเขา! หัวใจของคนในตระกูลและคนเผ่าเดียวกันถูกควัก ออกไป ไม่รู้ว่าถูกเก็บไว้ที่ไหน แต่ศพของพวกเขา กลับกระจายตัวกันอยู่รอบกายของเนี่ยเทียน ถูกเนี่ย เทียนใช้เวทลับบางอย่างมาดึงเลือดลมที่เหลืออยู่ไป… “อ๊าก!” เสวียนหมิงต้าจุนแผดเสียงคำรามดังลั่น เสียงนั้นเต็ม ไปด้วยความดุร้าย บ้าคลั่ง อำมหิต ทำเอาพวกต่งลี่ และหลี่หลางเฟิงที่ได้ยินต่างก็รีบยกมือขึ้นมาอุดหู
“ฟู่วๆๆๆ!” ดวงตาของหัวมู่พลันหม่นมัว พอมองเห็นควันเป็น เส้นๆ ลอยออกมาก็รีบเอ่ยเตือนต่งลี่ “คำสาปเลือด เผาวิญญาณ ไฟผีสีเขียวนั่น อย่าปล่อยให้มันสัมผัส โดนจิตวิญญาณเด็ดขาด!” คำสาปเลือดเผาวิญญาณสามารถเผาผลาญพลังจิต วิญญาณของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดได้ นั่นคือหนึ่งในเวทลับ ทางสายเลือดที่น่ากลัวที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดของเผ่า อสูรกาย “อู้! อู้ๆๆๆ!” พอเห็นว่าไฟผีสีเขียวรุบรู่ซึ่งมาพร้อมกับคำสาปเผา ผลาญจิตวิญญาณกองนั้นบินเข้าไปหาเนี่ยเทียน ทวย เทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าที่บินออกมาจากไข่มุก วิญญาณมืดก็พลันกระโจนตามไป ไฟผีสีเขียวที่พอถูกกรงเล็บ หนามแหลม เท้าคมของ
ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้ากรีดเฉือน ฉีกกระชาก ก็ค่อยๆ สลายกลายเป็นสะเก็ดแสง เสียงแผดแหลมของเสวียนหมิงต้าจุนที่เจ็บปวดเคียด แค้น หวังจะแก้แค้นให้สาสมพลันขาดหายไปกลางคัน เขาแปลกใจอย่างมาก ได้แต่มองดูคำสาปเลือดเผา วิญญาณซึ่งสร้างจากแก่นเลือดหยดหนึ่งของเขาถูก ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าฉีกทึ้งจนแหลกลาญ อย่างเหม่อลอย คล้ายยังไม่เข้าใจกับเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้น “คำสาปเลือดเผาวิญญาณสามารถเผาผลาญจิต วิญญาณของทุกสิ่งมีชีวิตได้ วิญญาณร้ายที่ถือกำเนิด ขึ้นในไข่มุกวิญญาณมืดก็ถือว่าอยู่ในขอบข่ายของ วิญญาณเช่นกัน แล้วทำไม?” เสวียนหมิงต้าจุน เปลี่ยนมาใช้ภาษาของเผ่าอสูรกายพึมพำกับตัวเอง เบาๆ คล้ายฉงนสนเท่ห์
“ต้าจุน!” ด้านหลังของเขามีมหาราชาสายเลือดระดับเก้าของ เผ่าอสูรกายคนหนึ่งกล่าวภาษาเผ่าอสูรกายด้วย น้ำเสียงที่เคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด “เดิมทีวิญญาณทั้ง ห้าที่บินออกมาจากไข่มุกวิญญาณมืดก็ไม่ใช่ภาพลวง ตาอยู่แล้ว! ท่านเองก็สัมผัสได้แต่แรกแล้วว่าพวกมันมี เลือดเนื้อ ไม่ใช่ร่างวิญญาณที่บริสุทธิ์อีกต่อไป!” “คำสาปเลือดเผาวิญญาณของเผ่าพวกเราได้แต่เล่น งานวิญญาณอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ว่าสิ่งใดก็ตามที่มี ปราณของเลือดเนื้อ อานุภาพของคำสาปเลือดเผา วิญญาณก็จะลดลงอย่างฮวบฮาบ ท่านลองดูลักษณะ ของวิญญาณทั้งห้านั่นดูสิ ท่านไม่รู้สึกคุ้นเคยบ้าง หรือ?” เสวียนหมิงต้าจุนที่ได้รับคำเตือนจากเขาจึงเพ่งมอง ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าอย่างตั้งใจอีกครั้ง
และในที่สุดการมองครั้งนี้ก็ทำให้เขาหน้าเปลี่ยนสี อย่างรุนแรง ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 44 บทที่ 1314 จิตวิญญาณดับสูญ!
“เหมือนกันอย่างไม่มีผิดเพี้ยน เหมือนกันอย่างไม่มี ผิดเพี้ยนเลยจริงๆ!” เสวียนหมิงต้าจุนร้องอุทานเสียงหลงด้วยภาษาของ เผ่าอสูรกาย สีหน้าของเขาปั้นยากอย่างถึงที่สุด “ในที่สุดท่านก็สังเกตเห็นมันแล้วสินะ?” มหาราชา ท่านหนึ่งที่อยู่ในมุมมืดเอ่ยขึ้น “เหมือนรูปปั้นทั้งห้าที่เป็นดั่งขุนเขายักษ์หมื่นจั้งซึ่ง อยู่ที่ทิศเหนือของเผ่าพันธ์เราทุกกระเบียดนิ้วเลย!” ในที่สุดเสวียนหมิงต้าจุนก็คืนสติ ความตกตะลึงของ เขาครั้งนี้ไม่ใช่เล็กๆ เลยจริงๆ เล่าลือกันว่ารูปปั้นทั้งห้าก็คือตัวแทนของห้าทวยเทพ แห่งความชั่วร้าย ซึ่งปรากฏตัวอยู่ในแดนยมบาลเคียง
คู่กับแม่น้ำยมบาลที่ลึกลับสายนั้น เดิมทีแดนยมบาลเป็นเพียงแค่ดินแดนเล็กๆ ที่ไม่ สะดุดตาแห่งหนึ่ง แต่เพราะการปรากฏของแม่น้ำยมบาล สิ่งมีชีวิตใน แดนยมบาลใช้กระแสจิตวิญญาณสื่อสารกับแม่น้ำ ยมบาลจนได้รับเวทลับการฝึกวิชาทางจิตวิญญาณมา มากมาย เป็นเหตุให้สายเลือดเกิดการเปลี่ยนแปลง ถึงได้มีเผ่าอสูรกายถือกำเนิดขึ้นมา และเป็นผู้พิชิตพื้น หนึ่งของทางช้างเผือกกว้างใหญ่ไพศาลท่ามกลาง เผ่าพันธุ์นับล้านอย่างในทุกวันนี้ แม่น้ำยมบาลถูกเรียกขานว่าเป็นถิ่นกำเนิดของเผ่า อสูรกาย คือต้นกำเนิดแห่งความลี้ลับทางจิตวิญญาณ ของพวกเขา ส่วนรูปปั้นทั้งห้านั้นก็เป็นตัวแทนของทวยเทพแห่ง ความชั่วร้ายทั้งห้า ซึ่งอันที่จริงแล้วการกำเนิดของ
พวกมันหาใช่ใช้การตายของต้าจุนในเผ่าอสูรกายไป เซ่นสังเวยไม่ แต่พวกมันลอยตัวขึ้นมาพร้อมๆ กับ แม่น้ำยมบาล มาจนถึงทุกวันนี้ ที่มาของทวยเทพแห่งความชั่วร้าย ทั้งห้าก็ยังคงเป็นปริศนา ต้าจุนและมหาราชาหลายคนของเผ่าอสูรกายที่พอไป เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ทางทิศเหนือของแดนยมบาล สายเลือดก็มักจะมีการฝ่าทะลุอย่างกะทันหัน หรือไม่ ก็บรรลุเวทลับมหัศจรรย์อย่างใหม่มาจากที่ตั้งของรูป ปั้นทั้งห้าเสมอ ก่อนหน้านี้ตอนที่เสวียนหมิงต้าจุนมาถึงก็ได้ให้ความ สนใจกับทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าเป็นพิเศษ เพียงแต่เขาคิดว่าพวกมันเป็นเพียงภาพมายาที่ วิญญาณวัตถุในไข่มุกวิญญาณมืดจงใจจำแลงขึ้นมา เท่านั้น
ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ใส่ใจกับมันสักเท่าไหร่ เท่าที่เขาเข้าใจ ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้านั้น เป็นเพียงตัวแทนของความหมายหนึ่งเท่านั้น นั่นก็คือ วัตถุไร้ชีวิตที่ดำรงอยู่เพื่อเป็นตัวแทนในการระลึกถึง สิ่งที่จากไปแล้วท่ามกลางประวัติศาสตร์แห่งการมอด ดับ เขาคิดไม่ถึงเลยว่าทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าจะ มาปรากฏตัวอย่างมีชีวิตชีวาอยู่ที่นี่ได้ ทว่าตอนนี้… “อู้! อู้ๆ!” ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าที่ฉีกกระชากคำสาป เลือดเผาวิญญาณของเขาได้อย่างง่ายดายร้องคำรามดุ ร้าย เรือนกายที่ใหญ่โตมโหฬารจมอยู่ในปราณอสูร เข้มข้น
ถ้ำมืดมิดที่มีปราณอสูรไหลทะลักออกมาคล้ายจะมี ความเชื่อมโยงบางอย่างกับแดนยมบาล “ต้าจุน…” มหาราชาเผ่าอสูรกายอีกท่านเผยกายออกมาจาก ความมืดมิดด้านหลัง มือทั้งคู่ของเขาประคองไข่มุกวิญญาณมืดอีกเม็ดหนึ่ง เอาไว้! ไข่มุกวิญญาณมืดเม็ดนั้นคือเม็ดที่เก็บไว้ในแดน ยมบาลมานานปี เนิ่นนานมากแล้วที่ไม่เคยเอาออกมา ใช้ แล้วก็เพราะอาศัยไข่มุกวิญญาณมืดเม็ดสุดท้ายนี้ พวกเขาถึงได้คลำทางตามหาจนกระทั่งมาพบที่แห่งนี้ มาพบตัวเนี่ยเทียน “เอามานี่!”
เสวียนหมิงต้าจุนยกมือขึ้น ไข่มุกวิญญาณมืดเม็ดนั้นก็ บินเข้ามาลอยอยู่กลางฝ่ามือของเขาทันที อำนาจจิตของเขาผสานเข้าไปในพื้นที่ว่างเปล่าของ ไข่มุกวิญญาณมืด สิ่งที่เขาได้เห็นก็คือโลกลับสีเขียว เรืองของอสูรกาย แต่ไม่มีวิญญาณร้ายนับพันนับหมื่น ให้เห็น “หึหึ!” เสวียนหมิงต้าจุนแสยะปากหัวเราะ ครั้นแล้วก็ใช้เวท ลับทางสายเลือด ใช้กระแสจิตวิญญาณไปชักนำไข่มุก วิญญาณมืดเม็ดนั้น พยายามนำพลังของไข่มุก วิญญาณมืดไปกำราบทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้า ไข่มุกวิญญาณมืดสามารถปิดผนึกดวงวิญญาณที่เป็น ร่างมายาไว้ด้านในได้ เขาอยากทดลองดูว่าสมบัติล้ำค่าชิ้นสุดท้ายที่เผ่าอสูร กายถือครองจะสามารถกำราบทวยเทพแห่งความ
ชั่วร้ายทั้งห้าได้หรือไม่ “ผนึกวิญญาณ!” เพราะเวทลับทางสายเลือดของเสวียนหมิงต้าจุน ตรา ประทับที่ซับซ้อนซึ่งเกิดขึ้นจากการก่อตัวของเส้น วิญญาณจำนวนมากจึงพลันปรากฎขึ้นมาภายใน ไข่มุกวิญญาณมืด แล้วก็ส่งแรงดึงดูดที่บ้าคลั่งออกมา ในเสี้ยววินาที ครั้นแล้วไข่มุกวิญญาณมืดก็บินทะยานเข้าหาทวยเทพ แห่งความชั่วร้ายทั้งห้า แทบจะเวลาเดียวกันนั้น ไข่มุกวิญญาณมืดเม็ดที่เป็น ของเนี่ยเทียนก็ปลดปล่อยแสงสีเขียวรุบรู่ แล้วก็ ทะยานออกมาเช่นกัน แสงสีเขียวเข้มเป็นเหมือนฟ้าดินที่ลี้ลับแห่งหนึ่ง ความมหัศจรรย์ที่แผ่ออกมาจากแสงของมันดู เหมือนว่าจะเหนือกว่าไข่มุกวิญญาณมืดเม็ดสุดท้ายที่
เผ่าอสูรกายได้ครอบครองมากนัก “เพล้ง!” เสียงแตกใสแจ๋วดังออกมาจากในไข่มุกวิญญาณมืด เม็ดที่เสวียนหมิงต้าจุนปลดปล่อยออกไป ไข่มุกวิญญาณมืดเม็ดนั้นปริแตกโดยที่ใครก็คาดคิดไม่ ถึง! ตราประทับที่เสวียนหมิงต้าจุนสร้างไว้ในอาศัยไข่มุก วิญญาณมืดเม็ดนั้นพลันโผล่ออกมา ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าแผดเสียงร้องคำราม อีกครั้ง และเสียงของพวกมันก็กลายมาเป็นสายฟ้าสี เขียวห้าเส้นใหญ่ที่พร้อมใจกันบดขยี้ตราประทับที่ แฝงไว้ด้วยแก่นเลือดของเสวียนหมิงต้าจุนซึ่งเขาสร้าง ไว้ในไข่มุกให้แหลกละเอียด “ปัง!”
ไข่มุกวิญญาณมืดเม็ดนั้นระเบิดแตกในฉับพลัน ลายเส้นมากมายคล้ายเป็นตัวแทนของความรู้ที่ลี้ลับ มหัศจรรย์ซึ่งแม้แต่เสวียนหมิงต้าจุนก็มิอาจแยกแยะ ได้ว่ามันคือสิ่งใดพากันบินออกมาราวลูกอ๊อดหลายตัว ที่ผลุบหายเข้าไปในไข่มุกวิญญาณมืดเม็ดของเนี่ย เทียน “อ๊าก! โฮกๆๆ!” ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าพลันแผดเสียงร้อง อย่างบ้าระห่ำ ปราณอสูรที่กลิ้งซัดตลบอบอวลไหลถะ ถั่งออกมาจากถ้ำที่พวกมันอยู่อย่างไม่ขาดสาย แล้ว ผสานรวมเข้าไปในร่างของพวกมัน ทำให้ขนาดของ พวกมันขยายใหญ่ขึ้นไปอีกครั้ง “ต้าจุน!” มหาราชาระดับเก้าสามท่านของเผ่าอสูรกายร้อง อุทานอย่างพร้อมเพรียงกัน
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้า ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน พวกเขาจึงเกิดความ หวาดกลัวโดยสัญชาตญาณ “สมบัติล้ำค่าของเผ่าข้า! เหตุใดถึงสำแดงอานุภาพ เลิศล้ำเมื่ออยู่ในมือของเจ้า!” เสวียนหมิงต้าจุนคำราม เดือดดาล ยากที่จะยอมรับเรื่องจริงที่เกิดขึ้นตรงหน้า ได้ สายเลือดของเขาพลันระเบิดออก เวทลับทางจิต วิญญาณหลากหลายชนิดถูกสร้างขึ้นติดต่อกัน “ผนึกมืดจิตวิญญาณ! มือมืดพันวิญญาณ! เวท วิญญาณเลือด! เสียงอสูรทำลายวิญญาณ!” แก่นเลือดหยดแล้วหยดเล่าบินออกมาจากกลางฝ่ามือ ของเสวียนหมิงต้าจุน พรสวรรค์ทางสายเลือดและ เวทลับทางสายเลือดหลายชนิดที่จำเป็นต้องใช้แก่น เลือดกระตุ้นพลันก่อตัวขึ้นในพริบตาแล้วกระแทกเข้า โจมตีเนี่ยเทียนอย่างพร้อมเพรียงกัน
“รีบไปช่วยเนี่ยเทียนเร็วเข้า!” ต่งลี่ร้องอุทานตกใจ นางที่ถูกปกคลุมอยู่ในเงามืดและ เต่าทมิฬที่สายเลือดเลื่อนสู่ระดับเก้าพยายามที่จะให้ ความช่วยเหลือเนี่ยเทียน ทว่าหลี่หลางเฟิงและหัวมู่กลับเกิดความรู้สึกไร้ เรี่ยวแรงให้ต้านทาน เสวียนหมิงต้าจุนคือต้าจุนสายเลือดระดับสิบเชียวนะ! พวกเขาสองคนทะเล่อทะล่าออกไปก็มีแต่พาตัวไป ตายเท่านั้น ไม่เพียงแต่ช่วยเนี่ยเทียนไม่ได้ ยังจะ กลายมาเป็นภาระที่อาจถูกเสวียนหมิงต้าจุนสังหารใน เสี้ยววินาที “สวบ!” และนาทีนั้นเอง ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราที่ ลอยอยู่ด้านหลังเนี่ยเทียนเพื่อคอยดูดซับเอาพลังงาน ซับซ้อนหลายชนิดในทางช้างเผือกมาอยู่ตลอดเวลา
ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกซากศพของสัตว์วิเศษและชนต่างเผ่า มากมายบดบังก็พลันขยับเขยื้อน พรสวรรค์ทางสายเลือดที่มีเพียงในสัตว์ยักษ์มวลดารา ถูกกระตุ้นใช้ทันที การกำราบทางสายเลือด! พรสวรรค์และเวทลับทางสายเลือดมากมายที่เสวียนห มิงต้าจุนสร้างให้ลอยเข้าโจมตีเนี่ยเทียนได้รับ ผลกระทบฉับพลัน อานุภาพจึงลดฮวบลงไปส่วนหนึ่ง อย่างเห็นได้ชัด! ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราท่อนนั้นเป็นดั่ง ทวนเทพสีแดงที่พุ่งฉิวมาจากด้านหลังของเนี่ยเทียน ตอนที่ทวนเทพสีชาดเล่มนั้นจ้วงแทงเข้ามา แสงเลือด สีเขียวหลายเส้น มือผีขนาดใหญ่ยักษ์ เขตอาคมผนึก จิตวิญญาณและเสียงอสูรร่ำไห้ที่สยบดวงวิญญาณต่าง ก็ถูกบดขยี้อย่างไร้ปราณี!
ที่ดับสลายไปพร้อมกันยังมีศพของสัตว์วิเศษและชน ต่างเผ่าจำนวนมากที่กลายมาเป็นเถ้าอัฐิ เศษกระดูก ปลิวว่อนสาดกระเซ็นไปทั่วทุกหนแห่ง “เสวียนหมิงต้าจุน!” เนี่ยเทียนที่เงียบงันไปนานพลันลืมตาโพลง ถลึงตา จ้องมองเสวียนหมิงต้าจุนที่เห็นได้ชัดว่าเกิดความ ตะลึงเสี้ยวหนึ่ง “จิตวิญญาณดับสูญ!” เสวียนหมิงต้าจุนก้มหน้าลง ผลึกใสทรงปริซึมกลาง หว่างคิ้วมีภาพของเนี่ยเทียนสาดสะท้อนอยู่ด้านใน ราวกับว่าเขาได้พุ่งเป้าไปที่เนี่ยเทียนอย่างแม่นยำ แสงวิญญาณจากเวทลับทางจิตวิญญาณหลายชนิด ของเสวียนหมิงต้าจุนที่ระเบิดสาดกระเซ็นล้วนก่อตัว กลายมาเป็นแก่นเลือดหลายหยด แก่นเลือดสิบกว่าหยดเกิดการเชื่อมโยงที่ลี้ลับกับ
จิตวิญญาณของเสวียนหมิงต้าจุนในทันที วิญญาณร้ายดุดันดวงแล้วดวงเล่าเผยกายขึ้นมาใน แก่นเลือดเหล่านั้นคล้ายถูกเสวียนหมิงต้าจุนกรอกเท เข้าไป ดวงวิญญาณทุกดวง หากมองอย่างละเอียดจะเห็นได้ ว่ามีรูปร่างเหมือนดวงวิญญาณของเผ่ามนุษย์ ซึ่งนั่นก็ คือจิตวิญญาณที่แท้จริงของแดนเอตทัคคะเผ่ามนุษย์ ที่เสวียนหมิงต้าจุนจับมาแล้วใช้เวลาหลายสิบปีค่อยๆ ชุบหลอมให้กลายมาเป็นวิญญาณชั่วร้าย! วิญญาณชั่วร้ายพากันบินออกมาจากแก่นเลือดสีเขียว เข้ม ก่อนจะลุกไหม้พร้อมกัน กลายมาเป็นเวทลับน่า หวาดกลัวที่ทำให้วิญญาณของหมื่นสรรพสิ่งสูญสิ้น “ดับสูญ ดับสูญ ดับสูญ…” เสียงกระซิบเบาๆ ของเสวียนหมิงต้าจุนดังซ้ำไปซ้ำมา ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้า ไข่มุกวิญญาณมืดเม็ด
สุดท้ายที่เหลืออยู่และท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวล ดาราต่างก็ส่งเสียง “ฟู่วๆ” เพราะพลังจิตวิญญาณ ระเหยเป็นไอ “โอ้ย!” เสียงร้องอุทานด้วยความเจ็บปวดดังออกมาจากใน ความมืดมิดที่ปกคลุมต่งลี่และเต่าทมิฬเอาไว้ เงามืดดำถดถอย ต่งลี่ที่ยืนอยู่บนกระดองของเต่า ทมิฬร่างยักษ์มีพลังวิญญาณแห่งความมืดมิดปกคลุม ร่าง และถูกพลังงานทางสายเลือดของเต่าทมิฬห่อหุ้ม เอาไว้อีกขั้น บัดนี้เอามือทั้งคู่ขึ้นกุมหัวด้วยความ เจ็บปวดทรมาน ดูเหมือนว่าพลังของเต่าทมิฬและพลังวิญญาณแห่ง ความมืดของนางจะไม่สามารถสกัดกั้นอานุภาพน่า กลัวจากเวทลับจิตวิญญาณดับสูญได้ “อ๊ากๆๆ!”
แม้แต่บุตรวิญญาณโลหิตที่โรมรันอยู่กับมหาราชา ท่านนั้นของเผ่าอสูรกายก็ยังแผดเสียงร้องขึ้นมาด้วย ความเจ็บปวด แดนเอตทัคคะเลือดของเขาหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว แดนว่างเปล่าและแดนเอตทัคคะต่างก็สร้างขึ้นจาก พลังของตัวเจ้าของดินแดนปะปนกับพลังของจิต วิญญาณ เมื่อมาเจอกับฤทธิ์เดชของเวทลับจิต วิญญาณดับสูญ ดินแดนของเขาจึงหดเล็กลงอย่าง รวดเร็ว นี่หมายความว่าพลังจิตวิญญาณของเขากำลัง ไหลหายไปอย่างบ้าคลั่ง คนที่อยู่ตรงนั้นมีเพียงหัวมู่กับหลี่หลางเฟิงเท่านั้นที่ เนื่องจากอยู่ไกล เนื่องจากยังไม่ใช่เป้าหมายของ เสวียนหมิงต้าจุนจึงยังปลอดภัยดี “ดับสูญ ดับสูญ…” เสียงทางจิตวิญญาณของเสวียนหมิงต้าจุนดังกระหึ่ม
อยู่ในมหาสมุทรจิตวิญญาณของเนี่ยเทียน มหาสมุทรจิตวิญญาณของเนี่ยเทียนประหนึ่งบ่อน้ำที่ ถูกดวงอาทิตย์ร้อนแรงจำนวนมากสาดส่อง พลังจิต วิญญาณเป็นเหมือนน้ำที่ถูกแผดเผาจึงระเหย กลายเป็นไอสลายหายไปอย่างรวดเร็ว ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 44 บทที่ 1315 ทัดทานต้าจุน!
จิตวิญญาณทั้งหลายพากันดับสูญ! รอจนเสวียนหมิงต้าจุนกระตุ้นแก่นเลือด เผาไหม้ วิญญาณชั่วร้ายแต่ละตัวเพื่อร่ายเวทลับทางสายเลือด ชนิดนี้ออกมา จิตวิญญาณสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่สายตา ของเขามองเห็นในท้องฟ้าแถบนี้ก็ล้วนได้รับ ผลกระทบ เขามองไปยังเนี่ยเทียน บุตรวิญญาณโลหิตและต่งลี่ มีเพียงหัวมู่และหลี่หลางเฟิงเท่านั้นที่เขาไม่ได้มองไป เพราะว่าหัวมู่และหลี่หลางเฟิงในเวลานี้มีศักยภาพ อ่อนด้อยเกินไป ยากที่จะอยู่ในสายตาของเขาได้ ทางฝ่ายของต่งลี่ หากไม่เป็นเพราะมีเต่าทมิฬที่ สายเลือดฝ่าทะลุสู่ขั้นเก้า ปราณไม่แน่ชัดจนเขาไม่
อาจรู้ที่มาของมันอยู่ด้วย เขาก็ไม่คิดแม้แต่จะปรายตา มองนาง ทว่ายามนี้เพียงแค่เขามองนางแวบเดียว พลังอาคม ของจิตวิญญาณดับสูบกลับเยื้องกรายลงมาทันที! กระแสจิตวิญญาณในมหาสมุทรจิตวิญญาณของต่งลี่ ระเหยเป็นไอไม่ต่างจากของเนี่ยเทียน พลังวิญญาณแห่งความมืดมิดมิอาจสกัดกั้นเอาไว้ได้ เลย! “โลหิตหลบหนี!” อีกฝั่งหนึ่ง บุตรวิญญาณโลหิตแผดเสียงคำราม พยายามรวบรวมดินแดนเลือดที่หดเล็กลงอย่าง ต่อเนื่องให้กลายมาเป็นแม่น้ำเลือดสดสายยาวเพื่อ เผ่นหนีไปไกล หายวับไปจากขอบเขตที่เส้นสายตา ของเสวียนหมิงต้าจุนจะกวาดไปเห็น ผลึกใสทรงปริซึมกลางหว่างคิ้วของเสวียนหมิงต้าจุน
จึงไม่ได้สาดสะท้อนภาพของบุตรวิญญาณโลหิตต่อ ความรู้สึกหวาดกลัวที่ทำให้จิตวิญญาณของบุตร วิญญาณโลหิตระเหยกลายเป็นไอพลันหายวับไปทันที เลือดลมของหนู่เอ่อจีฉีของเผ่าอสูรกายแปรสภาพมา เป็นแสงสีเขียวรุบรู่ที่ไล่ตามบุตรวิญญาณโลหิตไป แท้ที่จริงแล้ว การต่อสู้ก่อนหน้านี้ หนู่เอ่อจีฉีที่มี สายเลือดระดับเก้าทั้งยังเป็นขั้นสูงกลับเป็นฝ่ายตก เป็นรอง นี่เป็นเพราะเวทลับโลหิตที่บุตรวิญญาณโลหิตฝึกฝน คือเวทลับต้องห้ามของเผ่ามนุษย์ อานุภาพของมัน มากไพศาล ทั้งยังปะปนไปด้วยเลือดสดของเผ่าพันธุ์ นับพันนับหมื่น มหาสมุทรเลือดลมของหนู่เอ่อจีฉีถูกดินแดนเลือดของ บุตรวิญญาณโลหิตสยบจนไม่สามารถปลดปล่อย อานุภาพทั้งหมดออกมาได้
จากนั้นพอท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราของ เนี่ยเทียนปล่อยพรสวรรค์ “การกำราบทาง สายเลือด” ออกมา หนู่เอ่อจีฉีก็ได้รับผลกระทบอีก ครั้ง พลังที่แท้จริงของสายเลือดถูกจำกัดลงไปอีกหนึ่ง ส่วน นี่จึงทำให้หนู่เอ่อจีฉียิ่งเสียเปรียบ จนกระทั่งเสวียนหมิงต้าจุนใช้เวทลับทางสายเลือด อย่าง “จิตวิญญาณมอดดับ” ทำให้แดนเอตทัคคะ ของบุตรวิญญาณโลหิตหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว พลัง จิตวิญญาณถูกเผาผลาญไปมหาศาล หนู่เอ่อจีฉีถึงหา โอกาสที่จะคว้าชัยชนะได้เจอ แน่นอนว่าหนู่เอ่อจีฉีย่อมตามกัดไม่ปล่อย “อู้ๆๆ!” ด้านหลังของเสวียนหมิงต้าจุน มหาราชาเผ่าอสูรกาย สามท่านที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางความมืดมิดซึ่งอบอวล
ไปด้วยปราณอสูรเข้มข้นทยอยกันปรากฏตัว มหาราชาเผ่าอสูรกายทั้งสามท่านนั้นร่วมมือกันผลัก วงล้อครึ่งวงกลมวงหนึ่งออกมา ในวงล้อนั้นมีพลังงานที่ทำให้ห้วงมิติของนอกดินแดน ปั่นป่วนจนเกิดรอยปริแตกเป็นเส้นๆ ราวกับว่าพวกเขาอาศัยวงล้อนั้นมาขุดเจาะพลังงาน หลายชั้นเพื่อสร้างช่องทางห้วงมิติแห่งใหม่ที่ช่วยให้ เดินทางจากฟ้าดินบางแห่งมาถึงที่แห่งนี้ได้อย่าง ราบรื่น “ฟู่วๆๆ!” เยื่อเลือดชั้นหนาที่ห่อหุ้มร่างของเนี่ยเทียนเอาไว้ติด ไฟลุกไหม้ ก่อนจะกลายมาเป็นเถ้าถ่าน มีควันอ่อนจางเป็นเส้นๆ ผุดออกมาจากบนร่างและ กลางกระหม่อมของเนี่ยเทียนไม่หยุด
นั่นคือพลังจิตวิญญาณของเนี่ยเทียนที่ถูกเผาผลาญ ไป! “พลังแห่งต้าจุน! พลังน่าหวาดกลัวที่ต้าจุนเผ่าอสูร กายคนหนึ่งใช้สายเลือดและเวทลับทางจิตวิญญาณ ซึ่งบรรลุมานานนับแสนปีร่ายออกมา!” หัวมู่ครางอยู่ในลำคอ เมื่อมองเห็นว่าทั้งเนี่ยเทียน และต่งลี่ต่างก็เจ็บปวดทรมาน ในใจเขาก็เต็มไปด้วย ความร้าวราน เงาร่างของเถาวัลย์ปีศาจสวรรค์ที่อยู่กลางหว่างคิ้ว ของเขาเปลี่ยนจากสภาวะพร่าเลือนมาเป็นชัดเจน อย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าเถาวัลย์ปีศาจสวรรค์จะสัมผัสได้ถึงความ อ่อนแอของเขา จึงคิดจะดิ้นรนออกมาก่อเรื่องอีกครั้ง “เนี่ยเทียน!” ต่งลี่ที่อยู่ท่ามกลางความมืดมิดซึ่งมองไม่เห็น
แม้กระทั่งนิ้วทั้งห้าของตัวเองพลันหวีดร้องโหยหวน ดวงตาทั้งคู่ของเนี่ยเทียนที่อยู่ท่ามกลางกองศพ เหมือนถูกย้อมทับไว้ด้วยสีเลือดแดงฉาน อารมณ์บ้า คลั่ง อำมหิตขุมหนึ่งระเบิดปะทุขึ้นมา “การผสานรวมชีวิต!” พลังเลือดลมที่แผ่ไพศาลดั่งมหาสมุทรระเบิดครืน ออกมาจากในอวัยวะและกระดูกทั่วร่างของเขา ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราสัมผัสได้จึงเป็น ฝ่ายลอยเข้ามาอยู่ในฝ่ามือของเขาด้วยตัวเอง “ฟิ้ว!” เขากำท่อนกระดูกไว้ในมือ เรือนกายที่เดิมทีก็ แข็งแกร่งอยู่แล้ว บัดนี้พลันขยายใหญ่พร้อมเสียงลั่น ดังเปรี๊ยะๆ กระดูก เส้นเอ็น หลอดเลือด อวัยวะภายใน เลือดสด
ทุกหยดล้วนขยายใหญ่ในเสี้ยววินาที เรือนกายที่แต่ เดิมเป็นเผ่ามนุษย์ของเขาเปลี่ยนมาเป็นแข็งแกร่งขึ้น ในขั้นแรก พออยู่ในสภาวะที่แข็งแกร่งแล้ว เรือนร่างที่เป็นดั่ง กายธรรมแห่งเทพของเผ่ามนุษย์ เป็นดั่งร่างไม่ดับ สลายของเผ่าภูตผีปีศาจของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้นใน ฉับพลัน “ตูม!” ทันใดนั้นเรือนกายของเขาก็ขยายใหญ่กว่าเดิมหลาย สิบเท่า จนกระทั่งสูงหนึ่งร้อยเมตร จิงชี่เลือดเนื้อที่เข้มข้นของเขาถูกปลดปล่อยออกมา จากร่างที่ใหญ่โต เลือดลมขุมหนึ่งทะยานจากเหนือ ศีรษะของเขาดิ่งเป็นเส้นตรงขึ้นสู่ท้องฟ้า ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราที่เดิมทีเรียวและ ยาวเกินไป พอร่างของเขาขยายใหญ่ มันจึงเปลี่ยนมา
เป็นเหมาะมืออย่างถึงที่สุด “ฟัน!” ใช้ท่อนกระดูกเป็นกระบี่แหลมคม เนี่ยเทียนที่ ร่างกายขยายใหญ่ห้อมล้อมไว้ด้วยจิงชี่เลือดเนื้อไหล ทะลักตวัดท่อนกระดูกฟันเข้าใส่เสวียนหมิงต้าจุน ไกลๆ ท้องนภาปริแตก รอยแยกพร่างพราวเส้นหนึ่งที่มีลำแสงลึกลับไหลวน ขยายเปรี๊ยะออกจากกัน แสงเลือดสีชาดพุ่งทะยานเข้าหาเสวียนหมิงต้าจุนดุจ สายรุ้งเส้นยาว วิญญาณชั่วร้ายที่สร้างเวทคาถา “จิตวิญญาณดับ สูญ” ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างเนี่ยเทียนและเสวียนห มิงต้าจุน แก่นเลือดลักษณะเป็นผลึกสีเขียวและคำ
สาปของเผ่าอสูรกายที่แม้แต่จะรับสัมผัสก็ยังทำไม่ได้ พากันระเบิดแตก เวทลับจิตวิญญาณดับสูญที่เสวียนหมิงต้าจุนร่าย ออกมา ซึ่งไม่ว่าใครที่สายตาเขามองเห็น จิตวิญญาณ ก็ล้วนได้รับผลกระทบพลันสูญเสียประสิทธิภาพ เสียงร้องโหยหวนของต่งลี่จึงหยุดลงกะทันหัน บนหินอุกกาบาต หัวมู่ที่ใกล้จะถูกอิทธิพลของเถาวัลย์ ปีศาจสวรรค์เข้าครอบงำจนเกือบจะปลดปล่อยมัน ออกมาก็พลันชะงักค้าง จากนั้นก็ใช้พลังของปณิธาน อันยิ่งใหญ่กำราบเถาวัลย์ปีศาจสวรรค์ที่เตรียมจะ ออกมาอาละวาดไว้ในร่างของตัวเองอีกครั้ง “ไม่นึกเลยว่าเนี่ยเทียนจะมีความสามารถในการ ทำลายเวทลับทางจิตวิญญาณของต้าจุนเผ่าอสูรกาย คนหนึ่งได้!” สีหน้าของหัวมู่เหมือนคนเห็นผี หลี่หลางเฟิงก็สงบอารมณ์ลงได้ในฉับพลัน
“ต้าจุน!” แทบจะเวลาเดียวกันนั้น มหาราชาเผ่าอสูรกายสาม ท่านที่ช่วยกันควบคุมวงล้อครึ่งวงกลมก็พากันร้อง อุทานลั่น หลังจากที่เวทลับทางสายเลือดถูกเนี่ยเทียนทำลายลง ไปได้ เสวียนหมิงต้าจุนก็เหมือนจะอึ้งไปแค่ครู่เดียว จากนั้นก็แสยะยิ้มชั่วร้าย เตรียมจะใช้พลังที่แข็งแกร่ง มากกว่าเดิมมากระตุ้นพรสวรรค์ทางสายเลือด ทว่าเสียงร้องตะโกนจากคนเผ่าเดียวกันสามคนที่ดัง ขึ้นข้างหลังทำให้เขาตะลึงงัน เขาหันกลับไปมองโดยอัตโนมัติ แล้วก็ค้นพบทันทีว่า คลื่นห้วงมิติมากมายที่กระเพื่อมออกมาจากในรอย แยกห้วงมิติหลายเส้นซึ่งถูกวงล้อครึ่งวงกลมแหวก ออกนั้นเกิดความผิดปกติ ใบหน้าของเสวียนหมิงต้าจวินเปลี่ยนมามืดทะมึน
อย่างถึงที่สุด คำรามเบาๆ ว่า “ใครกัน?” “ห้วงมิติของท้องฟ้าแถบนี้ไม่อยู่ในการควบคุมอีก แล้ว” มหาราชาท่านหนึ่งกล่าวเร่งร้อน “แดนเทพเจ้า คนหนึ่งของลัทธิจิตตวิสุทธิ์กำลังจะเข้ามาที่นี่! พวก เราเดาเอาว่าคนผู้นั้นน่าจะเป็นจีหยวนฉวนของลัทธิ จิตตวิสุทธิ์ หากเขามา ก็อาจพาผู้แข็งแกร่งหลายคน มาพร้อมกันด้วย พวกเราอยู่ที่นี่นานไม่ได้แล้ว!” “เอี๊ยดๆๆ!” วงล้อครึ่งวงกลมที่ถูกพวกเขาควบคุมส่งเสียงดัง ผิดปกติ “แต่นั่นมันไข่มุกวิญญาณมืดเม็ดสุดท้ายของเผ่าเรา นะ!” เสวียนหมิงต้าจุนไม่ยอมแพ้ มือยักษ์สีเขียวของเขา คว้ามาที่ไข่มุกวิญญาณมืดเม็ดนั้น หมายจะนำมัน กลับไปที่แดนยมบาลด้วยกัน
ทว่าทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้ากลับพร้อมใจกัน ตรงเข้าฉีกทึ้งกัดกินมือยักษ์สีเขียวของเขา มือยักษ์ข้างนี้ประกอบขึ้นจากเลือดลมและพลังจิต วิญญาณของเขา แต่ทว่าเมื่อถูกทวยเทพแห่งความชั่ว ร้ายทั้งห้ากัดกระชากฉีกทึ้งก็แหลกสลายลงอย่าง ง่ายดาย “อ๊าก!” มือซ้ายของเสวียนหมิงต้าจุนที่โบกสะบัดมีเลือดสด สาดกระเซ็นออกมาอย่างเห็นได้ชัด “ต้าจุน!” มหาราชาเผ่าอสูรกายทั้งสามท่านตะโกนเสียงดัง ขึ้นมาอีกครั้ง แล้วก็เอ่ยเร่งอีกรอบ แม้แต่หนู่เอ่อจีฉีที่ต่อสู้พัวพันอยู่กับบุตรวิญญาณ โลหิตก็ยังตระหนักได้ว่าเหตุการณ์คับขันไม่ควรมัว
ชักช้า จึงล้มเลิกการโจมตีบุตรวิญญาณโลหิตแล้วหวน กลับมารวมตัวกับพรรคพวกอีกครั้งทันที “ข้าไม่ยอม!” เสวียนหมิงต้าจุนแผดเสียงคำราม สะบัดมือซ้ายที่ อาบเลือดเร่าๆ ตาก็มองไข่มุกวิญญาณมืดและทวย เทพที่หน้าตาเหมือนกับรูปปั้นทั้งห้าในทิศเหนือของ แดนยมบาลด้วยความอดอั้นตันใจอย่างถึงที่สุด ก่อน จะถอยกลับเข้าไปยังรอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งที่ปริ แตกอยู่ท่ามกลางความมืดมิดด้านหลัง “ฟิ้วๆๆๆ!” มหาราชาเผ่าอสูรกายสี่ท่านรวมถึงวงล้อครึ่งวงกลม นั้นต่างก็กลายร่างเป็นแสงสีเขียวหลายเส้นที่พากัน หายเข้าไปด้านใน ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 44 บทที่ 1316 ประหนึ่งเทพเจ้า!
ปราณอสูรที่ไหลบ่าออกมาจากพื้นที่มืดมิดแถบนั้น ค่อยๆ สลายหายไปอย่างเงียบเชียบ ห้วงมิติของมหาสมุทรดวงดาวในพื้นที่แถบนี้ที่ถูกวง ล้อครึ่งวงกลมกำราบเอาไว้ก็กลับคืนมาเป็นปกติใน ที่สุด หลี่หลางเฟิงหันหน้ากลับไปมองค่ายกลที่ระเบิดแตก พลางครุ่นคิดอยู่ในใจ แล้วก็เข้าใจได้ว่าการที่ค่ายกล ระเบิดกะทันหันน่าจะมาจากแรงผลักของวงล้อที่มหา ราชาเผ่าอสูรกายสามท่านร่วมแรงร่วมใจกัน “อู้!” บุตรวิญญาณโลหิตที่ใบหน้าแดงก่ำกลายร่างเป็นแสง เลือดเส้นหนึ่งที่บินเข้ามา
เมื่อความมืดมิดถดถอยไป เรือนกายอรชรของต่งลี่ที่ ยืนอยู่บนกระดองเต่าของเต่าทมิฬร่างยักษ์จึงค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้เนี่ยเทียน “ประหนึ่งเทพเจ้า!” บุตรวิญญาณโลหิตมาหยุดยืนอยู่ข้างกายหัวมู่และหลี่ หลางเฟิง ดวงตาสีแดงฉานของเขาจ้องมองเนี่ยเทียน ด้วยสายตาลึกล้ำ “เป็นแค่แดนว่างเปล่า สายเลือด ระดับแปด แต่กลับสามารถทำลายเวทลับทางจิต วิญญาณของเสวียนหมิงต้าจุนได้ ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่ง นัก” เนี่ยเทียนที่เรือนกายขยายใหญ่บึกบึนสูงนับร้อยเมตร ปานประหนึ่งเทพยักษ์ที่ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลาง ช้างเผือก ส่วนท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราท่อนนั้นยาว สองร้อยกว่าเมตร
ท่อนกระดูกที่ถูกกำอยู่ในมือของเขาราวทวนแห่งเทพ เจ้าเล่มหนึ่งที่มีอานุภาพน่ากริ่งเกรง เลือดลมแผ่ ไพศาลดุจมหาสมุทร จนแม้แต่แดนเอตทัคคะอย่าง บุตรวิญญาณโลหิตก็ยังอดชื่นชมไม่ได้ “ฟู่ว!” ทันใดนั้นก็มีรอยแยกห้วงมิติเส้นใหม่ถูกแหวกออก อย่างปัจจุบันทันด่วน แดนเทพเจ้าสี่ท่านอย่างจีหยวนฉวน เย่เหวินฮั่น อวี๋ซู่ อิงและโม่เชียนฝานต่างก็เดินลอดออกมาจากรอยแยก เส้นนั้น “เนี่ยเทียน!” แค่มาถึงแล้วเห็นเนี่ยเทียนที่จำแลงร่างยักษ์ซึ่งมีขนาด ใหญ่กว่าเดิมหลายสิบเท่า สูงนับร้อยเมตร แผ่พลัง อำนาจน่าเกรงขามดุจทวยเทพองค์หนึ่ง โม่เชียนฝาน แห่งสำนักอสนีสวรรค์ก็ถึงกับร้องอุทานตกใจ
จีหยวนฉวน เย่เหวินฮั่นและอวี๋ซู่อิงต่างก็หยุดกึก พวกเขาได้ข่าวว่ามีผู้แข็งแกร่งเผ่าอสูรกายใช้ “วงล้อ จักรวาล” อันเป็นวัตถุที่มีพลังด้านห้วงมิติเดินทาง จากฟ้าดินของเผ่ามนุษย์แห่งอื่นมาถึงอาณาจักรผนึก ฟ้าได้ในเสี้ยววินาที พอได้ข่าวนี้มา จีหยวนฉวนก็ใช้พลังห้วงมิติรีบมาพบ กับแดนเทพเจ้าสามท่านอย่างเย่เหวินฮั่น อวี๋ซู่อิงและ โม่เชียนฝาน และปรึกษากันว่าจะเดินทางมายัง อาณาจักรผนึกฟ้าเพื่อสังหารคนจากเผ่าอสูรกาย ทว่าเนื่องจากการดำรงอยู่ของ “วงล้อจักรวาล” จี หยวนฉวนใช้เวทลับห้วงมิติอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่ สามารถฉีกห้วงมิติได้ในทันที เวลาที่ถูกถ่วงให้ล่าช้าไปนานมากนี้ ทำให้เขา หวาดกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดคิดอะไรกับเนี่ยเทียน เข้า
คาดไม่ถึงว่าวินาทีที่เดินออกมาจากรอยแยกห้วงมิติ จะได้มาเห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้านี้ เผ่าอสูรกายไม่เหลืออยู่แม้แต่คนเดียว ร่องรอยของ ศึกใหญ่ยังคงอยู่ และยังมีปราณอสูรที่ยังสลายไปไม่ หมด… แต่เนี่ยเทียนกลับไม่เพียงแต่มีชีวิตอยู่ดี ยังอยู่ใน สภาวะจำแลงร่างใหญ่ยักษ์ พลังของความเผด็จการ ยามที่ถือท่อนกระดูกสีแดงไว้ในมือ ทำให้แม้แต่พวก เขาก็ยังสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามเสี้ยวหนึ่ง “ผสามรวมพลังชีวิต พลังชีวิตแข็งแกร่ง แก่นเลือด เดือดพล่าน บวกกับเลือดแข็งอันเป็นขั้นสุดท้ายของ เวทไม้สวรรค์เกิดใหม่!” เนี่ยเทียนก้มหน้าลงต่ำ พูด พึมพำอยู่ในใจตัวเอง เมื่อไม่ได้ร่ายใช้กายธรรมแห่งเทพ พวกจีหยวนฉวน โม่เชียนฝาน อวี๋ซู่อิงที่อยู่ในสายตาของเนี่ยเทียนจึง
เล็กจ้อยผิดปกติ ตอนที่เขาก้มหน้ามองต่งลี่ก็รู้สึกเช่นนี้เหมือนกัน มีเพียงเต่าทมิฬเท่านั้นที่ถือว่าเป็นปกติในสายตาของ เขา… นั่นเป็นเพราะว่าเต่าทมิฬเองก็ขยายร่างใหญ่ยักษ์และ ระเบิดสายเลือดอย่างเต็มที่เช่นเดียวกับเขา “สภาพเช่นนี้เกิดจากปัจจัยหลากหลายอย่าง เมื่อ เลือดลมอุดมสมบูรณ์ก็เหมือนว่าจะมีพละกำลังให้ใช้ อย่างไร้ที่สิ้นสุด จิงชี่เลือดเนื้อที่ซุกซ่อนอยู่ในกระดูก เส้นเอ็น หัวใจและเลือดสดเป็นเหมือนกระแสธารที่ ไหลบ่าเชี่ยวกรากไม่มีวันหยุดพัก” ระหว่างที่พึมพำ เขาที่อยู่ในสภาวะปัจจุบันก็ตวัดท่อน กระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราที่ถืออยู่ในมือขึ้นกรีดไป ยังหินอุกกาบาตก้อนหนึ่งที่มีขนาดประมาณหนึ่งแสน ไร่ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง
“ปัง!” หินอุกกาบาตที่ใหญ่โตยิ่งกว่าเรือรบทางช้างเผือกของ เผ่ามนุษย์แตกออกอย่างง่ายดายเหมือนเต้าหู้ก้อนที่ ถูกมีดผ่า จากนั้นเนี่ยเทียนก็รับสัมผัสอย่างละเอียด ระหว่างขั้นตอนนี้ จิงชี่เลือดเนื้อของเขาได้ระเบิดดัง สนั่นหวั่นไหว เลือดลมเข้มข้นไหลทะลักออกมาจากอวัยวะภายใน กระดูกผลึกใส เส้นชีพจรและเลือดสดของเขา ประหนึ่งสายธารหลายเส้นที่กรอกเทเข้าสู่ท่อน กระดูก เมื่ออยู่ภายใต้พรสวรรค์การผสานรวมชีวิต เขาก็เกิด รู้สึกได้ถึงความเผด็จการของผู้สูงศักดิ์ในยุคดั้งเดิมที่ สามารถจับปีศาจบรรพกาลมากินเป็นอาหาร ใช้กรง เล็บที่แหลมคมฉีกกระชากสิ่งมีชีวิตยุคดึกดำบรรพ์
และฟาดฟันดินแดนหรือโลกลับให้แหลกลาญ ภายใต้ความรู้สึกเช่นนี้ เขาค้นพบว่าเมื่อแสงสีเลือด ตวัดผ่านไป ท้องนภาก็เหมือนถูกกรีด จากนั้นก็สังเกตเห็นว่าหินอุกกาบาตที่ใหญ่กว่าเรือรบ ทางช้างเผือกหลายเท่าซึ่งถูกเขามองเป็นเป้าหมายได้ ปริแตกออกเป็นก้อนๆ และแสงสีทองอร่ามก็พลันสาดส่องออกมาจากหิน อุกกาบาตก้อนที่ปริแตก ดูเหมือนว่าด้านในของหินอุกกาบาตเป็นก้อนๆ ที่แตก กระจายออกจากกันนี้จะฝังโลหะสีทองเอาไว้ “หินแสงทอง!” อวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับที่พอร้องอุทาน สีหน้าก็ เปลี่ยนมาเป็นเคร่งขรึม เย่เหวินฮั่นแห่งหอทอดฟ้าเองก็หน้าเปลี่ยนสี พอหัน
มามองเนี่ยเทียนอีกครั้งเขาก็ทำหน้าราวกับคนเห็นผี หินแสงทองคือวัตถุดิบวิเศษระดับเจ็ดขั้นสูง แข็งแกร่ง ทนทานอย่างถึงที่สุด คือวัตถุดิบชั้นเยี่ยมในการนำมา สร้างอาวุธระดับสูงหรือไม่ก็เรือรบทางช้างเผือก ในเมื่อด้านในหินอุกกาบาตใหญ่ก้อนนั้นซุกซ่อนแร่หิน แสงทองเอาไว้ แต่เนี่ยเทียนเพียงโบกท่อนกระดูกกรีด เบาๆ กลับสามารถหั่นมันออกเป็นชิ้นๆ ได้อย่าง ง่ายดาย… “ข้าคิดว่า เนี่ยเทียนที่อยู่ในสภาวะเช่นนี้ หากใช้ วิธีการและการโจมตีแบบเดียวกันนี้ ย่อมสามารถทำ ให้ดินแดนเอตทัคคะที่ก่อตัวเป็นของจริงของแดน เอตทัคคะส่วนใหญ่แตกทลายได้อย่างง่ายดาย แน่นอน” เงียบไปครู่หนึ่ง เย่เหวินฮั่นก็พูดกับทุกคน ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะปกตินัก “เกรงว่าเนี่ยเทียนคง มีศักยภาพในการต้านทานแดนเอตทัคคะช่วงต้น ช่วง
กลาง หรือไม่ก็แดนเอตทัคคะช่วงท้ายที่ฝีมือค่อนข้าง จะธรรมดาได้แล้ว” “แดนเอตทัคคะงั้นรึ?” บุตรวิญญาณโลหิตหัวเราะ พรืด เขาแค่นเสียงในลำคอเบาๆ หนึ่งครั้ง แล้วก้าวเดิน ออกมาหนึ่งก้าว ทำให้เย่เหวินฮั่นต้องหันมาสนใจเขา “ก่อนหน้าที่พวกเจ้าจะมา เสวียนหมิงต้าจุนเผ่าอสูร กายใช้เวทลับทางสายเลือดอย่างจิตวิญญาณดับสูญ เกือบจะทำให้จิตวิญญาณของพวกเราทุกคนแหลก สลายตายดับไปหมดแล้ว ทว่าเนี่ยเทียนกลับใช้ สภาวะอย่างในตอนนี้และวิธีการเช่นนี้ไปทำลายเวท จิตวิญญาณดับสูญจนสิ้นซาก!” “ว่าไงนะ?” “ผู้นำของเผ่าอสูรกายที่มาคือเสวียนหมิงต้าจุนอย่าง นั้นรึ?”
“ต้าจุนท่านหนึ่ง! ไม่ใช่มหาราชาระดับเก้าหลายท่าน หรอกหรือ?” “จะเป็นไปได้อย่างไร?” แดนเทพเจ้าทั้งสี่คนพลันระเบิดเสียงฮือฮาราวผลุแตก ข่าวที่พวกเขาได้รับมาก็คือมีเผ่าอสูรกายบางส่วนคิด จะลงมือกับเนี่ยเทียนในอาณาจักรผนึกฟ้า เพื่อหวัง ช่วงชิงไข่มุกวิญญาณมืดกลับคืนไปและเพื่อแก้แค้น ให้แก่มหาราชาวิญญาณชั่วร้ายอย่างเค่อไหลซือเท่อ ผู้ที่ให้ข่าวบอกกับพวกเขาว่าคนที่มาคือมหาราชา หลายท่านของเผ่าอสูรกาย คาดไม่ถึงเลยว่าข่าวที่พวกเขาได้มาจะยังไม่ใช่ความ จริงทั้งหมด! ไม่นึกว่าผู้นำของเผ่าอสูรกายคราวนี้จะเป็นเสวียนห มิงต้าจุนสายเลือดระดับสิบที่เคยต่อสู้กับจีหยวนฉวน ในอาณาจักรฟ้ามืดมาแล้วครั้งหนึ่ง!
“เสวียนหมิงต้าจุน! เป็นเสวียนหมิงต้าจุนเชียวหรือ นี่!” จีหยวนฉวนร้องอุทานเสียงหลง “ข้าเคยต่อสู้กับ เขามาก่อนครั้งหนึ่ง จึงรู้ดีว่าต้าจุนผู้นี้ร้ายกาจแค่ไหน! เวทลับจิตวิญญาณดับสูญนั่น ตอนที่ข้าอยู่ใน อาณาจักรฟ้ามืดเคยเผชิญกับมัน แล้วก็จำต้องใช้เวท ลับห้วงมิติที่บรรลุมาพาตัวเองไปซ่อนอยู่ท่ามกลาง ห้วงมิติหลายชั้นถึงจะเลี่ยงไม่ให้จิตวิญญาณดับสลาย มาได้!” “หนึ่งปีครึ่งมานี้ เนี่ยเทียนผ่านเหตุการณ์อะไรมากัน แน่?” อวี๋ซู่อิงเพ่งสมาธิมอง ดวงตาใสกระจ่างเยือก เย็นของนางประหนึ่งกระบี่น้ำแข็งที่ทิ่มแทงเข้าหาเนี่ย เทียน และเวลานี้เอง เมื่อเนี่ยเทียนฉุกคิด ทวยเทพแห่ง ความชั่วร้ายทั้งห้าก็ย้อนกลับเข้ามาในไข่มุกวิญญาณ มืดอีกครั้ง
“อู้!” ไข่มุกวิญญาณมืดเม็ดนั้นลอยมาแล้วพลันหยุดชะงัก อยู่ตรงตำแหน่งกลางหว่างคิ้วของเนี่ยเทียน เนี่ยเทียนที่ร่างขยายใหญ่มีความสูงหนึ่งร้อยเมตร มือ ถือท่อนกระดูกสีแดง เมื่อไข่มุกวิญญาณมืดมาหยุดอยู่ ตรงหว่างคิ้วของเขาจึงเล็กกระจิดริดราวใฝสีดำเม็ด หนึ่ง ทว่าเมื่อไข่มุกวิญญาณมืดที่เป็นเหมือนเม็ดใฝมาอยู่ ตรงหว่างคิ้วของเนี่ยเทียนกลับช่วยให้เนี่ยเทียนดึง พลังจากสมบัติล้ำค่าเผ่าอสูรกายชิ้นนี้ได้ง่ายขึ้น เขาจึงทดลองใช้พลังของทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้ง ห้า ลูกตาดำของเขาเปลี่ยนมาเป็นแปลกประหลาดอย่าง ถึงที่สุด สีของลูกตาก็เปลี่ยนไป ประหนึ่งกลายมาเป็น หุบเหวลึกดำมืดเพียงชั่วพริบตา
ในหุบเหวนั้นเต็มไปด้วยอารมณ์อาฆาต หวาดกลัว สิ้นหวัง เดือดดาลและกระหายการเข่นฆ่า! เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของอวี๋ซู่อิงที่มองมา เขาจึงหัน ไปสบตากับนางโดยอัตโนมัติ “กรี๊ด!” เจ้าวังพิสุทธิ์เร้นลับผู้มีตบะแดนเทพเจ้ากรีดร้องอย่าง คนที่เสียการควบคุมตัวเอง อวี๋ซู่อิงกุมดวงตาของตัวเอง อารมณ์ของนางคล้าย แหลกสลาย แสงเทพชำระฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วนโอบ ล้อมไปรอบกายนาง คล้ายต้องการจะเปิดศึกสังหาร ครั้งใหญ่เพื่อระบายอารมณ์เชิงลบในใจของนาง ออกมาให้ได้ จีหยวนฉวนตะคอกด้วยความตกใจ “เนี่ยเทียน!” เนี่ยเทียนที่ตระหนักได้ถึงความไม่เหมาะสมก็อึ้งงันไป ครู่ แล้วจึงรีบสลายความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณกับ
ไข่มุกวิญญาณมืด พลังงานของทวยเทพแห่งความชั่ว ร้ายทั้งห้าที่ยืมมาใช้จึงสลายไปจากดวงตาของเขา “เจ้าวังอวี๋!” “สงบสติไว้!” โม่เชียนฝานและเย่เหวินฮั่นสองคนปล่อยการโจมตี ทางจิตวิญญาณออกมาพร้อมกัน ใช้อำนาจจิตที่เยียบ เย็นมาชำระล้างและปลอบโยน ทำให้อวี๋ซู่อิงคืนสติได้ โดยเร็ว “ยกเลิก…” และเวลานี้เอง สายเลือดแห่งชีวิตของเนี่ยเทียนก็ สิ้นสุดการผสานรวมกับกระดูกท่อนนั้น เขาไม่ใช้แก่นเลือดเดือดพล่านมาเป็นค่าตอบแทนใน การกรอกเทจิงชี่เลือดเนื้อไปให้กับท่อนกระดูกอีก ต่อไป
พรสวรรค์พลังชีวิตแข็งแกร่งก็หยุดลงกลางคัน ที่น่าแปลกก็คือ เลือดสดของเขาเกิดความเคลื่อนไหว ที่ผิดปกติอีกครั้ง เลือดสดที่ไหลกรากถูกเก็บรวบเข้า ด้วยกัน แม้แต่อวัยวะภายใน กระดูกหรือเส้นเอ็นก็ ล้วนเปลี่ยนจากสภาวะพองขยายมาเป็นหดเล็กลง “อู้!” ไม่กี่วินาทีต่อมาเขาก็กลับคืนมามีสภาพเดิมอีกครั้ง จากส่วนสูงหนึ่งร้อยเมตร กลับมาสู่ลักษณะของคน ปกติธรรมดาทั่วไป ร่างกายของเขาไม่เกิดความรู้สึกใดๆ ที่ทำให้ไม่สบาย ตัว เพียงแต่ว่าความเร็วในการไหลรินของจิงชี่เลือด เนื้อที่อยู่ในอวัยวะ แก่นเลือดและโครงกระดูกกลับ ไม่ได้เชี่ยวกรากอย่างก่อนหน้านี้อีกแล้ว และแน่นอนว่าพลังที่ถูกเผาผลาญไปก็ลดน้อยลงมา จากเดิมเยอะมาก
“เมื่อฝึกถึงขั้นสุดท้ายของเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่อย่าง เลือดสดแข็งตัวได้สำเร็จ จะทำให้เรือนกายขยายใหญ่ มหึมา เพราะเลือดมีการเปลี่ยนแปลงโดยถูกชุบหลอม ให้เกาะตัวกันได้อีกระดับ บวกกับพรสวรรค์อย่างการ ผสานรวมชีวิต พลังชีวิตแข็งแกร่ง จึงทำให้ร่างของข้า เกิดความมหัศจรรย์ดั่งร่างภูตผีปีศาจไม่ดับสลาย หรือ ร่างโครงกระดูกไม่ทลาย” เนี่ยเทียนกระจ่างแจ้งอยู่ในใจตัวเอง สภาวะที่เรือนกายขยายใหญ่เผาผลาญจิงชี่ของ สายเลือดแห่งชีวิตเขาไปมากมหาศาลนัก! แต่ว่าข้อดีของมันก็คือเมื่อผสานรวมชีวิตกับท่อน กระดูกที่เปลี่ยนมาเป็นแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมท่อนนั้น พลังการต่อสู้ของสองฝ่ายที่ผนึกรวมเข้าด้วยกันจะทำ ให้พลังของเขาไต่ทะยานสู่ระดับสูงถึงขั้นที่เขาใน สภาวะปกติไม่อาจเอื้อมถึงได้เลย
—อย่างน้อยเมื่อต้องต่อสู้กับมหาราชาของชนต่างเผ่า ระดับเก้า ระดับสิบ หรือขั้นต้นอย่างเสวียนหมิงต้าจุน เขาก็ยังพอจะมีพลังให้ต้านทานได้อยู่บ้าง เพียงแต่ว่าสภาวะเช่นนี้มิอาจดำรงอยู่ได้นานนัก เพราะเมื่อเขากลับคืนสู่สภาพปกติและลองตรวจสอบ ตัวเองอย่างละเอียดก็ค้นพบว่าเวลาเพียงแค่ครู่เดียวนี้ จิงชี่เลือดเนื้อที่ซุกซ่อนอยู่ตามอวัยวะ เส้นเอ็น เลือด สดและกระดูกของเขาถูกเผาผลาญไปแล้วถึงเจ็ดแปด ส่วน แม้แต่แก่นเลือดสามร้อยหยดที่ชุบหลอมขึ้นมาด้วย ความยากลำบากก็ยังถูกผลาญไปเกือบห้าสิบหยด เพราะการใช้พรสวรรค์แก่นเลือดเดือดพล่าน! การกระทำที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์เช่นนี้ยังเป็นเพียงแค่ การขยายร่างใหญ่ยักษ์ จากนั้นก็โบกตวัดท่อนกระดูก ที่อยู่ในสภาวะการผสานรวมชีวิตไปทำลายเวทจิต
วิญญาณดับสูญ และฟาดฟันหินอุกกาบาตก้อนหนึ่ง เท่านั้น “เผาผลาญพลังมากเกินไป ข้าในเวลานี้จะเอามาใช้ ง่ายๆ ไม่ได้เด็ดขาด นี่ไม่ใช่เรื่องปกติเลย!” เขาพลัน คร่ำครวญเบาๆ ด้วยความเสียดาย ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 44 บทที่ 1317 ผลการต่อสู้ล้ำโลก
เลือดแข็งอันเป็นขั้นที่ห้าของเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ บวกกับสายเลือดที่หลังจากฝ่าทะลุสู่ขั้นที่แปด การ หล่อหลอมเรือนกายนี้จึงจำเป็นต้องเผาผลาญจิงชี่ เลือดเนื้อของเขาไปมหาศาล ก่อนหน้าที่จะต่อสู้ จากศพของชนต่างเผ่าและสัตว์ โบราณมากมายที่ต่งลี่และจิ่งเฟยหยางนำมาให้ ทำให้ เขาสร้างแก่นเลือดขึ้นมาได้สามร้อยหยด และภายใต้การฝึกตนอย่างมานะเป็นเวลายาวนาน เขาจึงฝึกเลือดแข็งได้สำเร็จราบรื่น การทำให้เรือนกายแข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้นของ สายเลือดแห่งชีวิตระดับแปดก็สำเร็จได้เช่นเดียวกัน ทว่าการสะสมเลือดลมที่ปราณเลือดสีเขียวเส้นนั้น
ต้องการในการเลื่อนขั้นสู่สายเลือดระดับเก้ายังอยู่ห่าง อีกไกลนัก เวลาช่วงที่ผ่านมานี้ การฝึกเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ การ สร้างแก่นเลือด และการหล่อหลอมเรือนกายให้ แข็งแกร่งของเขาได้เผาผลาญศพของชนต่างเผ่าและ สัตว์โบราณไปแล้วถึงยี่สิบสามสิบศพ และจำนวนของศพสายเลือดระดับแปดก็ยิ่งมีมากกว่า นั้น เลือดลมที่มากไพศาลถึงเพียงนี้ ส่วนหนึ่งเอามาใช้ใน การฝึกตน อีกส่วนหนึ่งคือสร้างแก่นเลือดชีวิตและ เก็บสะสมจิงชี่เลือดเนื้อไว้ในกระดูกผลึกใส เลือดสด และอวัยวะภายใน ทว่าศึกเมื่อครู่นี้ เขาที่ร่างขยายใหญ่เป็นยักษ์กลับเผา ผลาญพลังเลือดเนื้อที่เก็บสะสมไว้ไปมากถึงเจ็ดส่วน กว่า
บวกกับแก่นเลือดแห่งชีวิตอีกห้าสิบหยด! ความเร็วในการเผาผลาญเช่นนี้น่าหวาดกลัวมาก เกินไป หากคนที่เขาต้องเผชิญหน้าไม่ใช่ต้าจุนของเผ่า อสูรกายท่านหนึ่ง เขาก็ไม่มีทางเอามาใช้อย่าง สิ้นเปลืองแบบนี้เด็ดขาด “อู้!” เมื่อเอื้อมมือคว้า ไข่มุกวิญญาณมืดก็กลับมาอยู่กลาง ฝ่ามือของเขาอีกครั้ง เขาติดต่อไปหาวิญญาณวัตถุ ฟ้าดินในไข่มุกที่เป็นสีเขียวเรืองๆ มีเศษอักขระเล็กๆ เหมือนลูกอ๊อดอยู่มากมายซึ่งส่องแสงกะพริบพร่าง พราว คล้ายกำลังเพิ่มความมั่นคงให้แก่โลกลับใน ไข่มุก บางครั้งอักขระเหล่านั้นก็ระเบิดแตกแล้วผสาน รวมเข้าไปในร่างของทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้า
ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้านิ่งสงบอยู่ในพื้นที่ของ ใครของมันคล้ายกำลังหลับสนิท แต่ก็ดูดซับเอา อักขระในไข่มุกวิญญาณมืดมาอยู่ตลอดเวลาเหมือน กำลังไล่ตามไปค้นหาความทรงจำในอดีตของตัวเอง… เนี่ยเทียนแอบตะลึงระคนแปลกใจ เขาสื่อสารกับวิญญาณวัตถุจนรู้ว่าแม้แต่วิญญาณวัตถุ เองก็ยังไม่รู้ที่มาของทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้า ในไข่มุกวิญญาณมืด วิญญาณวัตถุบอกกับเขาแค่ว่า ไข่มุกวิญญาณมืดสาม เม็ดของเผ่าอสูรกาย สองเม็ดทยอยกันระเบิดแตก พลังและตราประทับโบราณบางอย่างที่ยังหลงเหลือ อยู่ในไข่มุกที่มาจากมือของเค่อไหลซือเท่อกับ เสวียนหมิงต้าจุนต่างก็ผสานรวมเข้ามาอยู่ในไข่มุก เม็ดนี้ ซึ่งหากว่ากันในบางความหมายแล้ว ไข่มุกวิญญาณมืด
สามเม็ดถือว่าได้ผสานรวมกันเป็นหนึ่ง! ไข่มุกวิญญาณมืดที่ผสานรวมเข้าด้วยกันแล้ว โลกอสูร ด้านในจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบเชียบ แม้แต่ ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าเองก็ยังเหมือนว่าจะ ได้รับพลังจากโลกมหัศจรรย์ที่ทำให้จิตวิญญาณของ พวกมันเติบโตและความทรงจำก็หวนคืนกลับมา วิญญาณวัตถุยังบอกกับเขาด้วยว่า เมื่อผ่านการแปร สภาพอย่างต่อเนื่องและได้รับการหล่อเลี้ยงบำรุงจาก แก่นเลือดของเขา แล้วก็ได้รับการชดเชยจากซาก วิญญาณจำนวนมาก พลังการต่อสู้ของทวยเทพแห่ง ความชั่วร้ายทั้งห้าที่เปลี่ยนมามีเลือดเนื้อจึงไต่ทะยาน ขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ต่อให้พลังชั่วร้ายที่มหัศจรรย์ของทวยเทพแห่งความ ชั่วร้ายทั้งห้าจะยังไม่ถูกปลุกให้ตื่น แต่ลำพังเพียงแค่ เรือนกายที่มีเลือดเนื้อของพวกมันก็มีพลังให้ต้านทาน
แดนเอตทัคคะได้แล้ว! “เท่าเทียมกับแดนเอตทัคคะ นี่หมายความว่าก็น่าจะ ต่อสู้กับมหาราชาของชนต่างเผ่าได้!” ข้อมูลที่วิญญาณวัตถุส่งมาให้ทำให้เนี่ยเทียนตื่นเต้น อย่างมาก อีกทั้งตามคำบอกของวิญญาณวัตถุ ทวย เทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าที่อยู่ในไข่มุกวิญญาณมืด ยังกำลังดึงเอาพลังบางอย่างที่หายไปกลับคืนมาด้วย รอจนทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าได้พลังที่หายไป นั้นกลับคืนมา ลำพังเพียงแค่พลังการต่อสู้ของพวกมัน ตนใดตนหนึ่ง อย่างน้อยก็เทียบเท่าได้กับมหาราชา ระดับเก้าขั้นเดียวกันท่านหนึ่ง! ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายมีห้าตน และทุกตนก็ล้วน ต่อสู้กับมหาราชาระดับเก้าของชนต่างเผ่าคนหนึ่ง หรือแดนเอตทัคคะของเผ่ามนุษย์คนหนึ่งได้! กลับเป็นเนี่ยเทียนที่เป็นเจ้านายของพวกมันเสียอีกที่
แท้จริงแล้วตบะมีเพียงแค่แดนว่างเปล่า และ สายเลือดก็มีแค่ระดับแปดเท่านั้น “พลังช่วยเหลือที่แข็งแกร่งขนาดนี้ มากพอจะทำให้ ข้าเป็นฝ่ายได้เปรียบเมื่อเผชิญกับศัตรูในครั้งต่อไป” เนี่ยเทียนครุ่นคิด ในใจก็คิดไปด้วยว่าหากไม่ถึงที่สุด จริงๆ จะไม่ใช้ร่างยักษ์ของตัวเอง ไม่ผสานรวมชีวิต กับท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราเพื่อระเบิดพลัง แฝงและจิงชี่เลือดเนื้อทั้งหมดออกมาเด็ดขาด แม้ว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้พลังการต่อสู้ของเขา ทะยานสู่จุดสูงสุดก็ตาม “เนี่ยเทียน!” ในที่สุดอวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับก็กลับคืนมามีสติ จากที่เสียการควบคุมทางอารมณ์ไปชั่วขณะ นางใช้สายตาคมปลาบถลึงมองเนี่ยเทียนอย่างดุดัน ทั้งยังตะคอกด้วยน้ำเสียงเดือดดาล “ไอ้เด็กบ้า เจ้าไม่
แบ่งแยกคนไหนมิตร คนไหนศัตรูเลยหรือไง?” “ผู้อาวุโสอวี๋โปรดอภัย เมื่อครู่นี้ข้าไม่ได้ตั้งใจ” เนี่ย เทียนยิ้มบางๆ ก่อนจะก้าวเดินไปท่ามกลางความว่าง เปล่า มุ่งหน้าเข้าหาหินอุกกาบาตก้อนที่บุตรวิญญาณ โลหิต หลี่หลางเฟิงและหัวมู่อยู่ด้วยกัน ต่งลี่เห็นว่าเขากลับคืนมาเป็นปกติแล้วจึงบอกให้เต่า ทมิฬขยับเข้าไปหาทุกคน “ช่างเป็นพลังเลือดลมที่เข้มข้นยิ่งนัก” เย่เหวินฮั่นเงยหน้ามองท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวล ดาราที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของเนี่ยเทียนและขยับมา ตามการก้าวเดินของเขา “ความรู้สึกที่กระดูกท่อนนี้ มอบให้ข้า เกรงว่าน่าจะพอๆ กับอาวุธเทพไม่ดับ สลายแล้ว” “อาวุธเทพ?” เนี่ยเทียนตะลึง “ถูกต้อง ต้องเป็นระดับของอาวุธเทพไม่ดับสลาย
แน่นอน” เย่เหวินฮั่นพยักหน้ารับแรงๆ “แน่นอนว่านี่ คือวิธีการเรียกของเผ่ามนุษย์เรา แต่พลังที่ซุกซ่อนอยู่ ในกระดูกท่อนนี้ รวมถึงอานุภาพที่มันสำแดงออกมา ยามอยู่ในมือเจ้า บวกกับประวัติความเป็นมาของมัน เมื่อรวมปัจจัยหลายๆ อย่างนี้เข้าด้วยกัน จึงวิเคราะห์ ได้ว่ามันคือระดับขั้นของอาวุธเทพ!” “ฮ่าๆ คาดไม่ถึงเลยว่าในมือข้าจะมีอาวุธเทพไม่ดับ สลายอยู่ด้วย” เนี่ยเทียนหัวเราะร่า “แล้วก็ไม่ใช่แค่ชิ้นเดียวด้วย” สีหน้าของเย่เหวินฮั่น เปลี่ยนมาเป็นปั้นยาก “ตามความเห็นข้า ไข่มุกเม็ด นั้นของเจ้าที่เป็นสมบัติล้ำค่าของเผ่าอสูรกายก็น่าจะ เป็นอาวุธเทพไม่ดับสลายเช่นกัน!” เนี่ยเทียนตะลึงงันไปอีกครั้ง “ส่วนเกราะมังกรเพลิงที่นับตั้งแต่ไปอยู่ในมือของเจ้า อานุภาพก็คล้ายจะแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง” เย่เหวิน
ฮั่นพูดต่อ “วัตถุอย่างเกราะมังกรเพลิงนี้ เดิมทีไม่มี ความเป็นไปได้ที่มันจะเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง เพียงแต่ว่าเจ้ามีความมหัศจรรย์มากเกินไป ข้าสังเกต ดูก็เห็นว่าเสื้อเกราะตัวนั้นเปลี่ยนมาเป็นไม่ธรรมดามา นานมากแล้ว เรื่องที่มันจะกลายมาเป็นอาวุธเทพไม่ ดับสลายจึงอยู่แค่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น” “ว่าไงนะ?” หัวมู่ตะลึงพรึงเพริด “เจ้าจะบอกว่าท่อนกระดูก ไข่มุกวิญญาณมืดและ เกราะมังกรเพลิงล้วนเป็นอาวุธเทพไม่ดับสลาย?” “ต้องเป็นแบบนี้แน่นอน” เย่เหวินฮั่นพยักหน้ารับอีก ครั้ง “อาวุธเทพไม่ดับสลายคือวิธีการวิเคราะห์ของ เผ่ามนุษย์เรา ส่วนเผ่าพันธุ์อื่นและเผ่าวิญญาณ โบราณต่างก็มีโครงสร้างอาวุธเป็นของตัวเอง ทว่า ระดับสูงสุดของอาวุธพวกเขาก็ไม่ต่างไปจากพวกเรา เท่าใดนัก วัตถุสามชิ้นที่อยู่ในมือเจ้านั้นล้วนอยู่ใน
ระดับสูงสุดและยังสามารถแข็งแกร่งได้เรื่อยๆ อย่าง ไม่มีที่สิ้นสุด” “เกราะมังกรเพลิง กระดูกสัตว์ยักษ์มวลดารา ไข่มุก วิญญาณมืด…” เนี่ยเทียนขมวดคิ้วคิดหนัก และไม่นานคนทั้งกลุ่มก็พากันพลิ้วตัวลงไปยังหิน อุกกาบาตก้อนที่ค่ายกลนำส่งระเบิดแตก จีหยวนฉวนยกมือขึ้น กลางฝ่ามือมีตราประทับ ลวดลายแห่งห้วงมิติที่ซับซ้อนลึกซึ้งบินออกมาแล้ว นาบลงไปบนค่ายกลที่ระเบิดแตกหลังนั้น หินวิเศษห้วงมิติหลายก้อนและวัตถุดิบวิเศษหลาย ชนิดทยอยกันบินเข้าไปในค่ายกล ไม่นานต่อมา ค่ายกลนำส่งห้วงมิติแห่งใหม่ก็ถูกสร้าง ขึ้นมาอย่างง่ายดายในระยะเวลาสั้นๆ ด้วยฝีมือของจี หยวนฉวน
“ค่ายกลหลังนี้ถูกพลังของวงล้อจักรวาลกระเทือนจน ระเบิดแตก” เมื่อทำทุกอย่างนี้เสร็จ เขาถึงพูดอธิบายว่า “วงล้อ จักรวาลคือสมบัติล้ำค่าอีกชิ้นหนึ่งของเผ่าอสูรกาย แล้วก็เป็นอาวุธเทพห้วงมิติที่มีเอกลักษณ์มากชิ้นหนึ่ง มันสามารถสร้างช่องทางห้วงมิติให้คนเดินทางจาก ดินแดนหนึ่งไปสู่อีกดินแดนหนึ่งได้ ประตูข้าม อาณาจักรที่เชื่อมโยงไปยังดินแดนของชนต่างเผ่าซึ่ง ถูกทิ้งไว้ในดินแดนของเผ่ามนุษย์เราเมื่อนานมาแล้วก็ ล้วนก่อตัวขึ้นมาได้เพราะวงล้อจักรวาล” “ทั้งๆ ที่ข้ารู้ว่าเผ่าอสูรกายมาหาเรื่องเนี่ยเทียนที่ อาณาจักรผนึกฟ้า แต่กลับไม่สามารถมาได้ทันเวลาก็ เพราะวงล้อจักรวาลนั่นแหละ” “วัตถุห้วงมิติชิ้นนี้สามารถทำให้ท้องฟ้าแถบหนึ่งเกาะ ตัวเป็นน้ำแข็ง ทำให้ข้าไม่สามารถทลายน้ำแข็งและ
บินมาถึงได้อย่างรวดเร็ว” “แน่นอนว่ากระจกมิติมายาที่เจ้าลัทธิข้าครอบครอง หากเจ้าลัทธิคิดจะใช้มันมาทำลายห้วงมิติที่เกาะตัว เป็นน้ำแข็งเพราะวงล้อจักรวาลก็ง่ายดายเพียงพลิกฝ่า มือ แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ท่านเจ้าลัทธิไม่อยู่” “อ้อ ใช่แล้ว ผลึกแดนเทศะของคุณหนูเผยที่หากยัง แปรสภาพต่อไปและรอให้คุณหนูเผยแข็งแกร่งยิ่งกว่า นี้ก็น่าจะสามารถทำลายน้ำแข็งที่เกิดจากวงล้อ จักรวาลได้เช่นกัน” จีหยวนฉวนอธิบายถึงสาเหตุที่พวกเขามาไม่ทันการณ์ อย่างไม่รีบไม่ร้อน “วิกฤตของเผ่าอสูรกายคลี่คลายได้แล้ว แต่ก็เป็นแค่ ชั่วคราวเท่านั้น” เย่เหวินฮั่นแห่งหอทอดฟ้าขมวดคิ้ว เป็นปม ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “เจ้าไปล่วงเกินคน ไว้มากมายเกินไป”
“มีอะไรอีกล่ะ?” เนี่ยเทียนกล่าว “เผ่าภูตผีปีศาจ” เย่เหวินฮั่นสีหน้าจริงจัง “เพราะ การหายตัวไปของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในเผ่ามนุษย์เรา พวกชนต่างเผ่าจึงตั้งท่าฉวยโอกาสจะเล่นงานพวกเรา ว่ากันว่าคนของเผ่าภูตผีปีศาจก็เตรียมจะยกทัพเข้ามา รุกรานดินแดนในนามของเจ้า เพื่อที่จะคิดบัญชีแค้น กับเจ้า อีกอย่างก็คือ…” เขาหันไปมองต่งลี่ “คิดจะชิงหินปีศาจดำมืดกลับไป?” ต่งลี่เข้าใจได้ทันที “อืม” เย่เหวินฮั่นพยักหน้ารับ “เพราะโม่เหิงหายตัว ไป จี้ชางก็ไม่มีข่าวคราวมานานมากแล้ว เผ่าภูตผี ปีศาจจึงมองเห็นโอกาส พวกเจ้าเองก็รู้ดีว่าหากเราคิด จะเข้าไปยังดินแดนของชนต่างเผ่าจำเป็นต้องข้าม ผ่านมหาสมุทรดาวมอดดับไป แต่หากชนต่างเผ่าคิด จะเข้ามาในดินแดนของพวกเรากลับสามารถอาศัย
ประตูข้ามอาณาจักรบางส่วนที่ทิ้งไว้ได้” “ประตูข้ามอาณาจักรที่เชื่อมโยงไปยังดินแดนดาวตก ดินแดนพงฟ้าและดินแดนปราการดวงดาวน่าจะถูก แม่หนูเผยกำจัดทิ้งไปหมดแล้ว” หัวมู่เอ่ยแทรก “พวกเขาอาจจะเข้ามาจากดินแดนอื่น แล้วค่อยเข้า ไปในสามดินแดนใหญ่นั้นก็ได้” เย่เหวินฮั่นกล่าว สีหน้าของหัวมู่เปลี่ยนมาเป็นหนักอึ้ง “เป็นเช่นนี้จริง” “ทหารมาใช้ขุนพลต้านรับ น้ำมาใช้ดินกลบ” เนี่ย เทียนยิ้มกว้าง “คนของเผ่าอสูรกายก็ไม่เห็นจะ ได้เปรียบไปยังไง ซ้ำยังต้องมีความช่วยเหลือจากวง ล้อจักรวาลด้วย ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเผ่าภูตผีปีศาจจะ ส่งต้าจุนมาได้มากกว่า แต่ต่อให้มาจริงๆ พวกเราก็ไม่ เห็นต้องกลัว” หลังจากที่ใช้สภาวะเกินพิกัด ใช้การเผาผลาญแก่น เลือดเป็นค่าตอบแทนแล้วสามารถปะทะซึ่งๆ หน้ากับ
เสวียนหมิงต้าจุนได้ ความมั่นใจของเขาก็พลันเปี่ยม ล้น “ความแข็งแกร่งของข้า สายเลือดของข้า การแปร สภาพอีกครั้งของวัตถุชิ้นต่างๆ ล้วนต้องอาศัยศพของ ชนต่างเผ่าจำนวนมหาศาล! ยิ่งเป็นชนต่างเผ่าที่ แข็งแกร่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งช่วยข้าได้มากขึ้นเท่านั้น!” เนี่ยเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงโอหัง “ข้าถึงขั้นรู้สึกด้วย ซ้ำว่าข้าควรจะไปเยือนฟ้าดินของชนต่างเผ่า เพื่อล่า พวกเขามาเป็นเหยื่อ!” แดนเทพเจ้าทั้งสี่ท่านพากันเงียบงัน พวกเขาสัมผัสได้อย่างล้ำลึกว่าเมื่อศึกนี้ผ่านพ้นไป เนี่ยเทียนก็เปลี่ยนไปจากเดิม การที่ต้านทานเสวียนหมิงต้าจุนได้ ช่วยเพิ่มความ มั่นใจให้กับเนี่ยเทียนมากนัก ราวกับว่าเกิดการแปร สภาพบางอย่างที่ทำให้เขาไร้ซึ่งความหวาดกลัวต่อ
สิ่งมีชีวิตใดๆ ก็ตามที่แข็งแกร่ง ต้าจุนหรือแดนเทพเจ้ายังยากจะทำให้เขาถอยหนี ยากจะทำให้เขาขลาดกลัวได้ “หนึ่งศึกแต่งตั้งเทพ” อวี๋ซู่อิงเอ่ยขึ้นเบาๆ เย่เหวินฮั่นตัวสั่นสะท้าน “หากข่าวของศึกการต่อสู้ ครั้งนี้แพร่ออกไป หากบอกว่าเจ้าที่อยู่ในอาณาจักร ผนึกฟ้าทัดทานเสวียนหมิงต้าจุนไว้ได้โดยที่ไม่ตาย…” เงียบไปนานหลายสิบวินาที เขาถึงพูดขึ้นอีกครั้งว่า “นี่เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อและสะท้านฟ้าสะเทือนดิน ยิ่งกว่าศึกที่โม่เหิงผู้อาวุโสสำนักเจ้าเอาชนะหยวน หมอต้าจุนมาได้โดยที่ไม่ตายเสียอีก!” จีหยวนฉวน โม่เชียนฝาน อวี๋ซู่งและพวกบุตร วิญญาณโลหิตที่พอคิดตามอย่างละเอียดก็ร่างสะท้าน เยือก เย่เหวินฮั่นพูดถูกแล้ว
ตอนที่โม่เหิงเพิ่งเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าช่วงกลาง เขา เอาชนะซื่อเซวี่ยต้าจุนได้ก่อน จากนั้นก็ท้ารบหยวน หมอต้าจุน ต่อให้แพ้แต่ก็ไม่ตาย นี่ถือเป็นผลการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่อย่างถึงที่สุด เป็นที่จับ ตามองของคนทั้งโลกและทำให้ผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์ ทุกคนสะท้านไหว ทำให้ชื่อเสียงของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวทะยานลิ่วขึ้นมาได้อีกครั้ง แล้วเนี่ยเทียนล่ะ? เพิ่งจะเลื่อนสู่แดนว่างเปล่าได้ไม่นาน ศักยภาพของ สายเลือดระดับแปด แตกต่างห่างไกลถึงกี่ขั้น แต่กลับ สามารถทัดทานเสวียนหมิงต้าจุนที่มีชื่อเสียงเลื่องลือ ในดินแดนเผ่ามนุษย์มานานหลายหมื่นปีได้โดยที่ไม่ ตายอย่างนั้นหรือ? นับแต่โบราณกาลมา ผลการต่อสู้เช่นนี้ไม่เคยมี ปรากฎมาก่อนในประวัติศาสตร์อันยาวนานของเผ่า
มนุษย์! ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 44 บทที่ 1318 เจ้าไม่มีสิทธิ์มาพูดกับข้า!
อาณาจักรวอหลิว พวกหลิงปิงอวิ๋นจากลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็งมารออยู่ ในหอเรือนหินที่สำนักทองไพศาลจัดหาให้อยู่นานมาก แล้ว มีหลายครั้งที่หันฉงอดไม่ไหวจนต้องไปสอบถามฉวีหมิ งเต๋อ หมายจะได้ข่าวคราวของเนี่ยเทียน ทว่าทุกครั้งคำตอบที่ฉวีหมิงเต๋อให้เขากลับเหมือนกัน หมด—เนี่ยเทียนยังไม่กลับมา ส่วนทางฝ่ายของหลิงปิงอวิ๋น แม้ตัวนางจะอยู่ที่ อาณาจักรวอหลิวก็จริง แต่ก็มักจะได้ข่าวร้ายส่งมา จากดินแดนไม้เขียวเสมอ เนื่องจากการอาละวาดของกู่ผี สิ่งมีชีวิตในดินแดนไม้
เขียวจึงมอดม้วย อาณาจักรแห่งแล้วแห่งเล่าถูกไอพิษ ปกคลุม ผู้แข็งแกร่ง สำนักและกองกำลังมากมายนับ ไม่ถ้วนต่างก็หายตัวไป ช่วงที่ผ่านมานี้ยังมีลูกศิษย์ในลัทธิเดินทางมา อาณาจักรวอหลิวเป็นประจำเพื่อบอกเล่าถึงความ หวาดกลัวของคนในลัทธิ “ท่านเจ้าลัทธิ ลูกศิษย์หลายคนของเรากระวน กระวายใจจนคิดจะออกไปจากลัทธิ ออกไปจาก ดินแดนน้ำค้างแข็งแล้ว” หันซวงจิงขมวดคิ้วมุ่น “พวกเขาต่างก็รู้สึกว่าหลังจากที่ดินแดนไม้เขียวถูกกู่ผี ทำลายล้างหมดสิ้นแล้ว ก็มีความเป็นไปได้สูงที่พวก มันจะเข้ามาในดินแดนน้ำค้างแข็งของพวกเรา” หันฉงยิ้มขื่น “พวกเขารู้สึกว่าด้วยพละกำลังของพวก เราเองนั้นย่อมไม่มีปัญญาจะทัดทานกู่ผีได้” “ถูกต้อง” ข่งซวงจิงพยักหน้ารับ “ดินแดนที่กู่ผีไป
อาละวาดไม่ได้มีแค่ดินแดนไม้เขียวเท่านั้น ดินแดน อื่นๆ ก็มีรากฐานไม่ด้อยไปกว่าดินแดนน้ำค้างแข็งของ พวกเราเลย ทั้งยังมีสำนักที่มีแดนเอตทัคคะหลายคน นั่งบัญชาการณ์ แต่ผลลัพธ์เล่าเป็นอย่างไร?” คนทั้งสองถอนหายใจเฮือกๆ ไม่หยุด หลิงปิงอวิ๋นสีหน้าเย็นชา อึดอัดใจอย่างมาก “เขาก็ ทำตามที่พวกเจ้าขอร้อง ยอมวางศักดิ์ศรีของตัวเองลง เพื่อมาขออภัยเนี่ยเทียนที่อาณาจักรวอหลิวแล้ว เขา ยังไม่กลับมา แล้วข้าจะทำอะไรได้? พวกลูกศิษย์ที่ หวาดกลัวคิดจะออกไปจากลัทธิ ข้าก็ไม่อาจห้าม ปรามเหมือนกัน” “ทำไมเนี่ยเทียนผู้นั้นต้องไปปิดด่านฝึกตนเอาในเวลา อย่างนี้ด้วยนะ?” ข่งซวงจิงกล่าวอย่างหงุดหงิด “ผีน่ะสิถึงจะรู้” หลิงปิงอวิ๋นแค่นเสียงเย็น “มีข่าวของเนี่ยเทียน!”
“นายท่าน ดูเหมือนว่าเผ่าอสูรกายจะไปเยือน อาณาจักรผนึกฟ้า!” “จีหยวนฉวนกับเย่เหวินฮั่นเดินทางออกจาก อาณาจักรวอหลิวอย่างเร่งร้อน แม้แต่อวี๋ซู่อิงและโม่ เชียนฝานก็ยังไปด้วย คล้ายว่าจะอาศัยเวทลับห้วงมิติ เพื่อเข้าไปในอาณาจักรผนึกฟ้าให้ได้ทันที!” “ว่ากันว่าเผ่าอสูรกายมีมหาราชาไปกันหลายท่าน หากเกิดเรื่องกับเขาขึ้นมาล่ะ!” จู่ๆ ด้านนอกก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังลั่นเข้ามา สามคนจากลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็ง และยังมีแดน เอตทัคคะอีกหลายคนอย่างจางฉี่หลิงแห่งสำนักเทพ สวรรค์ต่างก็พากันเดินออกมาจากหอเรือน ตำหนัก หรือไม่ก็สวนที่เงียบสงบ ทุกคนลอยตัวอยู่กลางอากาศ สายตามองไกลไปได้ เป็นพันลี้ และเมื่อแผ่กระแสจิตวิญญาณออกไปก็
สามารถปกคลุมไปได้ทั่วทั้งอาณาจักรวอหลิว “อู้ๆๆ!” ประหนึ่งมีลมที่มองไม่เห็นพัดกวาดไปทั่วอาณาจักร วอหลิว ทำเอาลูกศิษย์ขอบเขตต่ำของสำนักอักขระ เทพ สำนักทองไพศาลและสำนักภูเขาพันกระบี่รู้สึก ประหลาดเหมือนถูกคนอื่นแอบมอง คนมากมายที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันต่างก็รู้สึกได้ว่ามี ปราณที่บ้างก็เย็นเฉียบ บ้างก็ร้อนแผดเผา บ้างก็ มืดมนปัดผ่านร่างของพวกเขาไป ไม่นานพวกเขาก็เข้าใจได้ว่านี่คือปราณต่างธาตุของผู้ แข็งแกร่งที่อย่างน้อยก็มีขอบเขตเป็นแดนเอตทัคคะ “เอ๊ะ ทำไมพวกเจ้าถึงยังไม่กลับกันอีกล่ะ?” มีพื้นที่โล่งกว้างแห่งหนึ่งกั้นขวาง จางฉี่หลิงที่อยู่ในหอ เรือนหินอีกหลังหนึ่งสังเกตเห็นหลิงปิงอวิ๋นก็ทำสีหน้า ประหลาดใจ “มีความเป็นไปได้สูงที่ดินแดนน้ำค้าง
แข็งของพวกเจ้าจะเป็นเป้าหมายถัดไปของกู่ผี พวก เจ้าใจเย็นกันดีจริงๆ นะ เจ้าลัทธิและผู้อาวุโสสองคน ที่แข็งแกร่งที่สุดในลัทธิต่างก็มาอยู่ในอาณาจักรวอ หลิวเป็นเวลานาน เฮอะ” “เจ้าก็ยังไม่กลับเหมือนกันไม่ใช่หรือ?” หลิงปิงอวิ๋นก ล่าวน้ำเสียงมึนตึง “สิ่งที่เจ้าและข้าต้องการไม่เหมือนกัน ข้ามีเวลาให้ รอ” จางฉี่หลิงหัวเราะเบาๆ “ดินแดนที่ข้าอยู่ ค่อนข้างห่างไกลจากพื้นที่เคลื่อนไหวของกู่ผี ไม่ จำเป็นต้องกังวลอะไรให้มากมาย ข้ามารออยู่ที่นี่ก็ เพียงแค่หวังผูกมิตรสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเนี่ย เทียนเท่านั้น เพื่อที่จะได้เป็นการเตรียมการสำหรับ การฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าของข้าในวันหน้า” “แต่พวกเจ้า…” ประโยคสุดท้าย จางฉี่หลิงไม่ได้พูดออกมา
สีหน้าของหลิงปิงอวิ๋นไม่ค่อยน่ามองนัก นางไม่สนใจจางฉี่หลิงอีก แต่ใช้กระแสจิตวิญญาณ ตั้งใจรับฟังบทสนทนาระหว่างลูกศิษย์และผู้อาวุโส หลายคนของสำนักอักขระเทพ สำนักทองไพศาลและ สำนักภูเขาพันกระบี่ จึงได้รู้ว่าจีหยวนฉวนและเย่เห วินฮั่นรีบร้อนมาที่นี่ ก่อนจะพาอวี๋ซู่อิงและโม่เชียน ฝานแหวกรอยแยกห้วงมิติจากไป จากบทสนาของคนเหล่านั้นช่วยให้หลิงปิงอวิ๋นรู้เรื่อง เพิ่มขึ้นอีกเยอะมาก “มหาราชาหลายท่านของเผ่าอสูรกายร่วมมือกันเล่น งานเขาในอาณาจักรผนึกฟ้า ทั้งยังเอาวงล้อจักรวาล อันเป็นวัตถุพลังห้วงมิติออกมาใช้…” นางพึมพำอยู่ในใจแล้วแอบขมวดคิ้วอยู่กับตัวเอง “นายน้อยไม่น่าจะเกิดเรื่อง เพราะอย่างไรซะแดน เทพเจ้าสี่คนก็ข้ามห้วงมิติไปช่วยเหลือแล้ว”
“ไม่รู้สิ มหาราชาของเผ่าอสูรกายหลายคนลงมือ พร้อมกัน หวังว่าจะไปทันนะ” “เป็นห่วงจริงๆ เลย” ลูกศิษย์มากมายในสามกองกำลังที่พึ่งพาเนี่ยเทียน ต่างก็กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันไม่หยุด เวลาค่อยๆ ล่วงเลยผ่านไป ทางฝ่ายของสำนักอักขระเทพ ต้วนสือหู่ จิ่งโหรวและ พวกจิ่งเฟยหยางต่างก็ร้อนใจราวกับมีไฟมาลน ข่าวที่ พวกเขาได้มาก็คือว่า แม้แต่ค่ายกลที่เชื่อมโยงไปยัง อาณาจักรผนึกฟ้าก็ไม่ทำงานแล้ว หลังจากนั้นอีกครู่ใหญ่ “พรวด!” รอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งนอกอาณาจักรวอหลิวถูกฉีก ออก เนี่ยเทียน เย่เหวินฮั่นและพวกบุตรวิญญาณ
โลหิต ต่งลี่ต่างก็ทยอยกันเดินออกมา “เนี่ยเทียนกลับมาแล้ว!” พวกจิ่งเฟยหยาง ฉวนจื่อซวน ฉวีหมิงเต๋อ รวมถึงเซี่ย เชียนที่รีบรุดเดินทางมาหลังจากได้ข่าว คนเหล่านี้ที่ เอาชีวิตผูกติดไว้กับเนี่ยเทียนนานแล้วต่างก็กำลังรอ คอยกันด้วยความร้อนใจ เมื่อเห็นว่าเนี่ยเทียนปรากฎ ตัวก็ร้องอุทานกันเสียงหลง “อู้!” พวกเนี่ยเทียนเดินออกมาจากรอยแยกห้วงมิติที่จี หยวนฉวนเป็นผู้เปิดออก ก่อนจะขับเคลื่อนลำแสง ดวงดาวพุ่งเข้ามาในอาณาจักร “เอ๊ะ?” เมื่อแผ่กระแสจิตวิญญาณออกไป พลังแห่งจิต วิญญาณที่แข็งแกร่งหลายขุมก็ตรงเข้าสู่สัมผัสรับรู้ ของเนี่ยเทียน ทำเอาเขาสะดุ้งตกใจ “เหตุให
อาณาจักรวอหลิวเล็กๆ แห่งนี้ถึงได้มีผู้แข็งแกร่งแดน เอตทัคคะมารวมตัวกันอยู่เยอะนัก?” เขาที่อยู่บนอากาศสูงหรี่ตาลงมองก็เห็นหน้าผู้คนที่ คุ้นเคยมากมาย จางฉี่หลิง ลี่ว่านฝ่า โป๋อวี๋เซิน เหยียนปิน โก้วจวินหาว และยังมีหลิงปิงอวิ๋นแห่งลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็ง… คนเหล่านั้นหากเขาไม่พบตอนที่อยู่ในดินแดนเมฆา มรกต ทำลายอาณาจักรคลื่นมรกต ต่อสู้กับซ่งเช่ อฉวน ก็เคยพบกันที่ดินแดนสะเก็ดดาวซึ่งเป็นตอนที่ เขาใช้อักขระโบราณมายามาผนึกไอพิษของกู่ผี พวกเขาต่างก็เป็นแดนเอตทัคคะที่มีชื่อเสียงในฟ้าดิน ของเผ่ามนุษย์ หรือไม่ก็เป็นผู้นำของสำนักหรือ ตระกูลเผ่ามนุษย์ที่แข็งแกร่ง ฐานะของแต่ละคนจึง สูงส่งยิ่งนัก “ลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็ง หลิงปิงอวิ๋น!”
จู่ๆ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนมาเป็นแปลกประหลาด และเส้นสายตาก็ค่อยๆ หยุดชะงักอยู่บนร่างของห ลิงปิงอวิ๋นสามคน เขาเรียกเรือดาราออกมา ก่อนจะพลิ้วตัวลงไปแล้วบิน ดิ่งเข้าหาคนทั้งสาม “หึหึ! หลิงปิงอวิ๋นแห่งลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็งเคยไป หาเรื่องเนี่ยเทียนตอนอยู่สำนักกำเนิดฟ้า เพราะคิดว่า ตัวเองแน่!” “คาดไม่ถึงว่าผู้หญิงอย่างหลิงปิงอวิ๋นผู้นี้จะมาที่ อาณาจักรวอหลิวกับเขาด้วย” “ก็ไม่ใช่เป็นเพราะเรื่องที่ดินแดนน้ำค้างแข็งซึ่งเป็น รากฐานของลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็งจะกลายเป็น เป้าหมายต่อไปของกู่ผีหรือไรล่ะ?” แดนเอตทัคคะหลายคนที่ไม่ลงรอยกับลัทธิเทพ วิญญาณน้ำแข็งและไม่มีความรู้สึกดีๆ อันใดต่อ
หลิงปิงอวิ๋นขยับเข้ามาใกล้ แล้วจึงกระซิบกระซาบ เย้ยหยัน “ไอ้คนพวกนี้…” สีหน้าหันฉงเย็นเยียบ สายตาจ้องมองพวกคนที่ขับ เข้ามาใกล้พลางแค่นเสียงอยู่ในลำคอ “ท่านผู้นี้ไม่ใช่เจ้าลัทธิหลิงของหรือ?” เนี่ยเทียนขับ เรือดารามาลอยตัวอยู่กลางอากาศเหนือสำนักทอง ไพศาลแล้วปรายตามองคนทั้งสามด้วยสีหน้าไร้ไมตรี “ข้าจำได้ว่าตอนอยู่สำนักกำเนิดหยาง เจ้าลัทธิปิง เปี่ยมไปด้วยบารมีน่าเกรงขาม คิดจะหยั่งเชิงความตื้น ลึกหนาบางของข้า ไม่เห็นแก่หน้าข้าแม้แต่น้อย” “อาณาจักรวอหลิวคืออาณาจักรของข้า เจ้ามาเยือน ด้วยตัวเองเช่นนี้ช่างเป็นเกียรติยิ่งนัก” สีหน้าหลิงปิงอวิ๋นแข็งทื่อ
เดิมทีนางคิดจะพบกับเนี่ยเทียนเป็นการส่วนตัว จากนั้นค่อยเอ่ยขออภัยแล้วยอมศิโรราบให้แก่เขา ภาพเหตุการณ์ที่นางคิดไว้ไม่ใช่อย่างตอนนี้เลย ไม่ใช่ ในสถานการณ์ที่คนมากมายจับตามองมาและถูกพวก ศัตรูเก่าคู่แค้นของนางจับจ้องไม่คลาดสายตาเช่นนี้ “ข้า…” นางอ้าปากหมายจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็คิดหา คำพูดที่เหมาะสมไม่เจอ ไม่รู้ว่าควรจะคลี่คลายความ ขัดแย้งอย่างไร ข่งซวงจิงยิ้มแห้งๆ กล่าวอย่างกระอักกระอ่วนว่า “เนี่ยเทียน ลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็งของพวกเรา…” “เจ้าไม่มีสิทธิ์มาพูดกับข้า!” เนี่ยเทียนแค่นเสียงเย็น หันขวับไปถลึงตาใส่ข่งซวงจิงพลางดึงเอาพลังของ ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าในไข่มุกวิญญาณมืด มาใช้ทันที
เขารวบรวมอารมณ์ของทวยเทพแห่งความหวาดกลัว และสิ้นหวังมาใช้ ลูกตาดำของเขาจึงเปลี่ยนมาเป็นแปลกประหลาดยาก จะหยั่ง ดำมืดดั่งหุบเหวที่ลึกไร้ที่สิ้นสุด ซึ่งพลังเชิงลบ อย่างหวาดกลัวและสิ้นหวังที่แผ่ออกมาเป็นดั่ง มหาสมุทรล้ำลึกที่โจมตีใส่ข่งซวงจิง ผู้อาวุโสแดนเอตทัคคะช่วงท้ายของลัทธิเทพวิญญาณ น้ำแข็งที่พอถูกเขาตวาดใส่ก็แค่นเสียงในลำคออย่าง ไม่พอใจ ทั้งยังประสานสายตากับเขาแวบหนึ่ง ทันใดนั้นใบหน้าของข่งซวงจิงก็เลื่อนลอย แล้วเพียง แค่ไม่กี่วินาทีต่อมาก็ร้องอุทานเสียงหลง ใบหน้าและดวงตาของนางมีแต่ความสิ้นหวังและ หวาดกลัว เรือนกายที่แก่ชราสั่นเทิ้มไม่หยุด ในสายตาของนางตอนนี้ ดูเหมือนว่าเนี่ยเทียนจะไม่ใช่ คนอีกแล้ว แต่เป็นเทพมารน่ากลัวที่เดินออกมาจาก
หุบเหวมรณะ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 44 บทที่ 1319 เทพธิดาต้องก้มหัวให้
“กรี๊ด…” อารมณ์ของข่งซวงจิงที่ประสายสายตากับเนี่ยเทียน ตรงๆ แหลกสลาย นางแผดเสียงร้องด้วยความตกใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและหวาดกลัวอย่าง ลึกล้ำ ความน่าเกรงขามของผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะหาย วับไม่มีเหลือ! จุดลึกในจิตวิญญาณของนางมีร่างของเนี่ยเทียน ปรากฏ ร่างนั้นปานประหนึ่งทวยเทพแห่งความสิ้น หวังและหวาดกลัวสององค์ที่นาบประทับอารมณ์เชิง ลบไว้ให้นางอย่างตราตรึง ยากที่จะลบเลือนไปได้อีก “หึ!”
เนี่ยเทียนแค่นเสียงในลำคอ ไม่ได้หันไปมองข่งซวงจิ งอีก เพียงจ้องนิ่งไปที่หลิงปิงอวิ๋น ดวงตาดำมืดที่เป็นดั่งหุบเหวลึกของเขาแผ่พลังที่ทวย เทพแห่งความชั่วร้ายมอบให้ออกมาอีกครั้ง เมื่อ ปรากฎสู่สายตาของหลิงปิงอวิ๋นก็เป็นดั่งหินแม่เหล็ก ลึกลับที่ราวกับว่าจะดูดกระชากจิตวิญญาณของนาง เข้าไปหา “น้ำแข็งเกาะผลึก!” หลิงปิงอวิ๋นร่ายใช้เวทลับทางจิตวิญญาณ ดวงตาของ นางจึงเป็นเหมือนผลึกน้ำแข็งที่ปลดปล่อยประกาย แสงแวววาว น่าเสียดายที่พลังของความสิ้นหวังและหวาดกลัวที่ ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายสององค์สร้างขึ้นไม่ใช่สิ่งที่ เขตปราการทางจิตวิญญาณจะสามารถสกัดขวางไว้ได้ อารมณ์เชิงลบเช่นนี้จำเป็นต้องใช้พลังแห่งปณิธานที่
ยิ่งใหญ่ของผู้แข็งแกร่งมาต้านทานเท่านั้น “กรี๊ด!” เทพธิดาของลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็งที่มีฐานะสูงล้ำ เป็นที่หมายปองของคนรุ่นเดียวในยุคก่อนผู้นี้กลับ แผดเสียงกรีดร้องที่แสดงให้เห็นได้ชัดว่านางไม่ได้ แข็งแกร่งไปกว่าข่งซวงจิงสักเท่าไหร่เลย พวกคนที่จับตามองอยู่ พอเห็นว่าคนทั้งสองจากลัทธิ เทพวิญญาณน้ำแข็งแค่ถูกเนี่ยเทียนมองก็เสียกิริยาถึง ขนาดนี้ ต่างก็รู้สึกประหลาดใจอยู่ครามคัน พวกเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มีเพียงอวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับที่เคยโดนเล่นงาน มาก่อนแล้วเท่านั้นที่เข้าใจความรู้สึกของพวกนางได้ “ขนาดข้าก็ยังไม่สามารถป้องกันพลังจากสายตาของ เนี่ยเทียนที่มองมาได้ แล้วนับประสาอะไรกับพวก เจ้า?” อวี๋ซู่อิงหัวเราะหยันอยู่ในใจ
นางมีตบะเป็นแดนเทพเจ้า หลิงปิงอวิ๋นและข่งซวงจิ งต่างก็เป็นแค่แดนเอตทัคคะช่วงท้าย หากคนทั้งสอง สามารถสลัดพ้นจากอาการนี้ได้อย่างง่ายดายก็ไม่ เท่ากับพิสูจน์ว่านางไร้น้ำยาอย่างนั้นรึ? “เนี่ยเทียน!” หันฉงที่เห็นได้ว่าท่าไม่ดีก็แผดเสียง แหลมขึ้นมา ก่อนจะรีบพูดว่า “พวกเราตั้งใจเดินทาง จากดินแดนน้ำค้างแข็งมารออยู่ที่อาณาจักรวอหลิว เป็นเวลานานก็เพื่อต้องการมาขออภัยเจ้าโดยเฉพาะ เรื่องที่เกิดขึ้นในสำนักกำเนิดหยาง เจ้าลัทธิของข้า รู้ตัวแล้วว่าทำผิด ขอเจ้าได้โปรดอย่าถือสาพวกเรา ต่อไปเลย” เป็นแดนเอตทัคคะเหมือนกัน หลิงปิงอวิ๋นและข่งซวง จิงสองคนแค่ถูกเนี่ยเทียนมองมาก็ยังมีจุดจบเช่นนี้ เขาจะยังทำอะไรได้อีก? แล้วจะนับประสาอะไรกับที่ตอนนี้เบื้องหลังเนี่ยเทียน
ยังมีแดนเทพเจ้าสี่ท่านอย่างจีหยวนฉวน เย่เหวินฮั่น โม่เชียนฝานและอวี๋ซู่อิงยืนออกันอยู่ ไม่ว่าท่านใดก็ล้วนสามารถสยบลัทธิเทพวิญญาณ น้ำแข็งของเขาได้ทั้งสิ้น แถมนี่ยังไม่ใช่พละกำลังทั้งหมดของเนี่ยเทียน คนของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอย่างฉู่รุ่ย จู่กว้าง เหย้าที่เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า และยังมีผู้อาวุโสอีก มากมายต่างก็เป็นโล่หนุนหลังที่แข็งแกร่งให้กับเนี่ย เทียนทั้งสิ้น แล้วลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็งของพวกเขาจะเอาอะไร ไปต่อกรกับเนี่ยเทียนได้อีก? ต่อให้ไม่มีภัยคุกคามจากกู่ผี ขอแค่เนี่ยเทียนยังมีชีวิต อยู่ต่อและไม่ตายไปกลางคันเสียก่อน พวกเขาก็ต้อง ยอมศิโรราบแต่โดยดี วิงวอนหวังว่าเนี่ยเทียนจะไม่ คิดถึงพวกเขา จะไม่ไปซักไซ้เอาความผิดของ
หลิงปิงอวิ๋นที่ดินแดนน้ำค้างแข็งต่อ ทว่าตอนนี้… หันฉงก้มหน้าด้วยกิริยานอบน้อมถ่อมตน ปากก็พร่ำ เอ่ยขอโทษและใช้ถ้อยคำที่แสดงให้เห็นว่ายอม ศิโรราบอย่างระมัดระวัง โดยที่ไม่มีใครรู้ตัว โม่เชียนฝานและอวี๋ซู่อิงที่เป็นแดน เทพเจ้าสองคนได้เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้หลิงปิงอวิ๋น และข่งซวงจิงอย่างเงียบเชียบ ตั้งท่าเตรียมพร้อม กำราบหญิงทั้งสองหากพวกนางเสียสติจนคุมอารมณ์ ตัวเองไม่อยู่ “เอาเถอะ” เนี่ยเทียนโบกมือ ก่อนจะค่อยๆ สลายอารมณ์สิ้นหวัง และหวาดกลัวที่ยืมมาจากทวยเทพแห่งความชั่วร้าย สองท่านออกไป หลิงปิงอวิ๋นสองคนที่เกือบจะอารมณ์แหลกสลาย แต่
เนื่องจากไม่ได้รับผลกระทบจากอารมณ์กระหายการ เข่นฆ่า เคียดแค้นและบ้าคลั่ง จึงไม่ได้มีพฤติการณ์ ใดๆ ที่รุนแรงจนเกินไป รอจนเนี่ยเทียนสลายอารมณ์สองขุมนั่นออกไปแล้ว พวกนางสองคนก็อึ้งค้างอยู่นานมาก และในที่สุดสติก็ หวนกลับคืนมาอีกครั้ง ข่งซวงจิงที่อับอายจึงตวาดขึ้นว่า “เนี่ย…” “พอที!” หลิงปิงอวิ๋นตะคอกเสียงเย็นเพื่อตัดบทเสียง โวยวายของอีกฝ่าย แล้วจู่ๆ ก็เป็นฝ่ายยอมปราชัย หันไปโค้งคำนับเนี่ยเทียนเบาๆ “ตอนที่อยู่ในสำนัก กำเนิดหยาง ข้ากระทำการวู่วามเกินไป ไม่ควรไป ล่วงเกินเจ้า ข้าไม่ขอเป็นตัวแทนของลัทธิเทพ วิญญาณน้ำแข็ง แต่เป็นตัวแทนของตัวเองขอน้อมรับ ความผิดต่อเจ้า หวังว่าเจ้าจะให้อภัย” ในที่สุดนางก็รู้จักคำว่ากลัวขึ้นมาแล้ว
เนี่ยเทียนเพิ่งจะอายุเท่าไหร่เอง? ไม่ว่าวิชาที่เขาร่ายใช้จะเป็นอาคมชั่วร้ายอะไรหรือ อาศัยวัตถุชั่วร้ายชนิดไหน แต่การที่ทำให้อารมณ์ทาง ใจของนางพังทลาย หลงเหลือแต่ความสิ้นหวังและ หวาดกลัว ยังไม่ถือว่าเขาร้ายกาจมากพออีกหรือ? นางแน่ใจในข่าวลือที่บอกว่าตอนอยู่ดินแดนเมฆา มรกต เนี่ยเทียนสังหารแดนเอตทัคคะไปมากมาย ทำ ร้ายให้ซ่งเช่อฉวนบาดเจ็บสาหัส ทำลายอาณาจักร คลื่นมรกตมานานมากแล้ว ลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็งของพวกนางไม่มีพลังเหลือ ให้ต่อกรกับเนี่ยเทียนจริงๆ ทางเลือกเดียวที่ทำได้ก็ คือยอมรับผิดแต่โดยดีเท่านั้น “อ้อ” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับช้าๆ “รู้ว่าผิดก็ดีแล้ว” กล่าวจบเขาก็ไม่สนใจพวกหลิงปิงอวิ๋นอีก แต่ตรงดิ่ง ไปยังที่ตั้งของสำนักอักขระเทพ
“คาดไม่ถึงเลยจริงๆ” “หลิงปิงอวิ๋นที่เย่อหยิ่งจองหอง เทพธิดาแห่งวิญญาณ น้ำแข็งกลับยอมขอโทษเด็กรุ่นเล็กคนหนึ่ง” “ฮ่าๆ ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เนี่ยเทียนไม่ได้ สนใจในความงามของนางแม้แต่น้อย แน่นอนว่าย่อม ไม่สนความรู้สึกของนางอยู่แล้ว” “นางน่ะนะ ถ้าเทียบกับเนี่ยเทียนแล้ว อายุของนางก็ มากเกินไป” “…” พวกคนที่มีความแค้นกับหลิงปิงอวิ๋นเอ่ยเย้ยหยัน อย่างไม่เหลือดี “พวกเจ้า!” ข่งซวงจิงคำรามอย่างเกรี้ยวกราด เนื่องจากเนี่ยเทียนจากไป โม่เชียนฝานและอวี๋ซู่อิงจึง ตามไปด้วยโดยไม่เอ่ยคำใด
จีหยวนฉวนเองก็ไม่เคยมีความสัมพันธ์ใดต่อลัทธิเทพ วิญญาณน้ำแข็ง จึงหมุนกายจากไปอีกคน มีเพียงเย่เหวินฮั่นแห่งหอทอดฟ้าเท่านั้นที่รู้จัก อาจารย์ของหลิงปิงอวิ๋นจึงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง รอจน พวกเนี่ยเทียนจากไปไกลแล้วถึงได้ขยับเข้ามาใกล้ พวกหลิงปิงอวิ๋น “ผู้อาวุโสเย่…” หลิงปิงอวิ๋นโค้งตัวคำนับ เย่เหวินฮั่นถือเป็นคนรุ่นเดียวกับอาจารย์ของนาง แม้ว่าพรสวรรค์ของนางจะโดดเด่นจนฝึกตนมาถึง แดนเอตทัคคะช่วงท้ายได้ในเวลาเพียงไม่นาน และ เป็นผู้ควบคุมดูแลลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็ง ทว่า เนื่องจากเย่เหวินฮั่นเคยมีบุญคุณกับลัทธิเทพวิญญาณ น้ำแข็งมาก่อน นางรำลึกในบุญคุณนั้นจึงไม่เคยกล้าดู หมิ่นเย่เหวินฮั่นที่ถูกกักอยู่ในขอบเขตแดนเทพเจ้า ช่วงต้นมาเป็นเวลานาน
“ทุกคนแยกย้ายกันไปเถอะ” เย่เหวินฮั่นตวาดเบาๆ พวกแดนเอตทัคคะที่มารวมตัวกันเพื่อดูเรื่องสนุกกริ่ง เกรงในฐานะของเขาจึงพากันถอยจากไปแต่โดยดี รอจนเหลือแค่พวกเขา เย่เหวินฮั่นจึงกล่าวว่า “เจ้า รู้จักยอมรับผิดแต่เนิ่นๆ และกล้าขอโทษเนี่ยเทียน อย่างตรงไปตรงมา นับว่ามีความพัฒนาไปมาก ข้าจะ บอกกับเจ้าตามตรงแล้วกัน เนื่องจากคำขอโทษของ เจ้าเมื่อครู่นี้ ถือว่าลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็งของพวก เจ้าพ้นหายนะจากเนี่ยเทียนมาได้แล้ว หาไม่แล้ว…” “ข้ารู้แล้วว่าตัวเองผิด” หลิงปิงอวิ๋นผงกศีรษะรับ เบาๆ “เฮ้อ” เย่เหวินฮั่นถอนหายใจ “เจ้าเองก็จริงๆ เลย ไปมีเรื่องกับใครไม่มี ดันไปมีเรื่องกับเขาเสียได้ บางที เจ้าอาจจะไม่รู้ ก่อนหน้านี้ไม่นานที่อาณาจักรผนึกฟ้า เนี่ยเทียนใช้พลังการต่อสู้ของเขาในตอนนี้ทัดทานการ
โจมตีครั้งหนึ่งจากเสวียนหมิงต้าจุนไว้ได้ ทั้งการโจมตี ที่ว่านั้นยังเป็นเวทจิตวิญญาณดับสูญซึ่งสร้างขึ้นจาก สายเลือดและจิตวิญญาณของเสวียนหมิงต้าจุนเอง ด้วย!” “ว่าไงนะ?!” พอเขากล่าวจบ ข่งซวงจิง หันฉงต่างก็หน้าไร้สีเลือด ไม่ต่างจากหลิงปิงอวิ๋น “เนี่ยเทียนแข็งแกร่งถึงระดับนี้แล้วหรือ? จะเป็นไปได้ อย่างไร!” ข่งซวงจิงไม่กล้าเชื่อ “ไม่เชื่อก็เป็นเรื่องปกติ” เย่เหวินฮั่นยิ้มจืดเจื่อน “ขนาดข้าเองยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไหร่เลย ทว่า นี่เป็นเรื่องจริง! ก่อนหน้าที่พวกเราจะไปถึง จากพลัง อำนาจที่เนี่ยเทียนปลดปล่อยออกมาจากร่างและริ้ว คลื่นของการต่อสู้ที่ยังหลงเหลืออยู่ล้วนพิสูจน์ว่าคนที่ ต่อสู้กับเสวียนหมิงต้าจุนก็คือตัวเนี่ยเทียนเอง!”
หลิงปิงอวิ๋นพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว “หากพวกเจ้าไม่ขอโทษ หากเนี่ยเทียนไม่ให้อภัย ข้า เองก็คงช่วยอะไรพวกเจ้าไม่ได้” เย่เหวินฮั่นมองพวก เขาด้วยสายตาลึกล้ำแวบหนึ่ง “ข้ารู้ว่าพวกเจ้ามาที่นี่ ด้วยสาเหตุใด ปัญหาของกู่ผี ข้าจะพยายามช่วยอย่าง สุดความสามารถ แต่จะสำเร็จหรือไม่ เนี่ยเทียนจะ ยอมรับปากไหม ข้อนี้ข้าไม่ขอรับรองอะไรทั้งสิ้น” “ขอบพระคุณมาก!” ข่งซวงจิงและหันฉงหันมาโค้ง คำนับเขาพร้อมกัน ในตำหนักกว้างใหญ่ของสำนักอักขระเทพ “ห๊า! พวกคนที่เข้าไปในอาณาจักรผนึกฟ้ามีเสวียนห มิงต้าจุนเป็นผู้นำ?” จิ่งโหรวที่พอได้ยินเรื่องนี้ก็อด ร้องอุทานเสียงดังไม่ได้ พวกผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะที่ภักดีต่อเนี่ยเทียน อย่างเซี่ยเชียน จิ่งเฟยหยาง ฉวนจื่อซวนต่างก็ตะลึง
ค้างไปเช่นกัน ตอนอยู่ดินแดนเมฆามรกต เนี่ยเทียนสามารถทัดทาน ซ่งเฉ่อชวนได้ล้วนเป็นเพราะอาศัยสนามแม่เหล็ก แปลกประหลาด และช่วงแรกที่สนามแม่เหล็กก่อตัว ขึ้นมาก็เป็นเพราะโหยวฉีเหมี่ยวแห่งสำนักบุกเบิกฟ้า เป็นคนดึงเอาพลังงานนอกดินแดนมาใช้ พวกเขาได้เห็นกับตาตัวเอง จึงเชื่อว่าพลังงานขุมนั้น ไม่ใช่ของเนี่ยเทียนเอง ทว่าตอนนี้เนี่ยเทียนไม่มีสนามแม่เหล็กบ้าคลั่งนั่นให้ ใช้ แต่ตอนอยู่ในอาณาจักรผนึกฟ้ากลับสามารถ ปะทะกับเสวียนหมิงต้าจุนได้ นี่จึงเป็นเรื่องที่กระตุ้น เร้าอารมณ์ของพวกเขามากจริงๆ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 44 บทที่ 1320 เปลี่ยนแปลงอาณาจักร
ลูกน้องและสหายทุกคนต่างก็รู้สึกว่ามองเนี่ยเทียนไม่ ออกอีกต่อไป “กู่ผี…” จีหยวนฉวนแห่งลัทธิจิตตวิสุทธิฉวยโอกาสที่บรรยาย กำลังคึกคักยกหัวข้อนี้ขึ้นมาพูด เสียงเอะอะในตำหนักเงียบกริบลงทันที ทำเอาสีหน้าจีหยวนฉวนเปลี่ยนมาเป็นกระอัก กระอ่วน “ขอโทษด้วย ข้าเองก็ไม่อยากให้เป็นเช่นนี้ แต่การดำรงอยู่ของกู่ผีก็เหมือนก้างปลาที่ติดคอ มัน เป็นภัยคุกคามต่อเผ่ามนุษย์ของเรา หากไม่อาจ จัดการได้ ข้าเป็นกังวลว่าฝ่ายในของพวกเราเองจะ เริ่มเกิดปัญหาความวุ่นวายเอาได้”
พวกอวี๋ซู่อิง โม่เชียนฝาน เซี่ยเชียนต่างก็เงียบงัน ทว่า สายตาของแต่ละคนกลับเต็มไปด้วยริ้วรอยของความ กังวล ตอนนี้ดินแดนที่สำนักของพวกเขาตั้งถิ่นฐานอยู่ยังไม่ ถูกกู่ผีรุกราน ทว่าหลังจากนี้ล่ะ ใครจะบอกได้? หากวันใดวันหนึ่ง เงื้อมมือของกู่ผียื่นไปถึงดินแดน ของพวกเขา แล้วแบบนั้นควรจะทำอย่างไรถึงจะดี? จะอย่างไรก็ต้องมีคน หรือมีพลังอะไรสักอย่างไป กำราบกู่ผี ทำให้มันไม่กล้าอาละวาดปล่อยพิษร้ายไป ทั่วดินแดนเผ่ามนุษย์อย่างกำแหงเช่นนี้อีก “อู้!” เย่เหวินฮั่นแห่งหอทอดฟ้าเหยียบย่างเข้ามาในตำหนัก ใหญ่ พอเห็นว่าทุกคนอยู่กันแบบเงียบกริบ เขาก็ ตะลึงไปอย่างเห็นได้ชัด “พวกเรากำลังพูดถึงเรื่องของกู่ผี” จีหยวนฉวน
อธิบาย เย่เหวินฮั่นเข้าใจได้ แล้วจึงหันไปพูดกับเนี่ยเทียน อย่างตรงไปตรงมาว่า “ช่วงนี้บุคคลที่แข็งแกร่งที่สุด ของสำนักห้าธาตุ ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และหอทอดฟ้าของ ข้าต่างก็ไม่อยู่ อันที่จริงเรื่องของกู่ผี พวกเราก็เคย ทดลองใช้พลังของเวทอาคมที่หายากรวมถึงอาวุธ หลากหลายชนิด แต่ก็น่าเสียดายที่ได้ผลน้อยนิด ขนาดไอพิษที่กู่ผีปลดปล่อยออกมา พวกเราก็ยังไม่ สามารถกำจัดได้อย่างสะอาดราบคาบ” “หากไม่เป็นเพราะถูกบีบให้จนใจจริงๆ พวกเราก็คง ไม่คอยจับตามองทุกการกระทำของเจ้าในอาณาจักร วอหลิวอยู่ตลอดเวลาหรอก” “และหากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ พวกเราก็ไม่มีทางรู้ข่าวที่ อสูรกายแอบลอบเข้ามา แล้วตรงไปที่อาณาจักรผนึก ฟ้าเพื่อเล่นงานเจ้าได้เร็วขนาดนั้น”
“เนี่ยเทียน พวกเราจนปัญญาแล้วจริงๆ ตอนนี้เท่าที่รู้ สิ่งที่สามารถเล่นงานกู่ผีอย่างได้ผล นอกจากอักขระ มหัศจรรย์ที่เจ้าสร้างขึ้นแล้ว ก็อาจจะมีแค่พลังแห่ง เวลาที่อาจารย์เจ้าบรรลุมาเท่านั้น” จีหยวนฉวนเองก็ช่วยเอ่ยเกลี้ยกล่อม ท่าทีของพวกเขาบอกชัดว่าต้องการให้เนี่ยเทียนคิดหา วิธีไปกำราบกู่ผีที่อาละวาดไปทั่ว หรือไม่ก็พยายาม ติดต่อหาอูจี้อาจารย์ของเขาให้ได้ และด้วยเหตุนี้ อันที่จริงพวกเขาก็ได้จ่ายค่าตอบแทน ไปมากพอสมควรแล้ว ศพของชนต่างเผ่าและสัตว์โบราณระดับเก้าที่พวกเขา เอามาให้จิ่งเฟยหยางก็คือค่าตอบแทนล่วงหน้า และ พวกเขายังรับปากอีกว่าขอแค่เนี่ยเทียนยอมช่วย จัดการปัญหาเรื่องกู่ผี พวกเขาจะยังคิดหาวิธีพูดเกลี้ย กล่อมให้ผู้อาวุโสในสำนักนำศพของชนต่างเผ่าและ
สัตว์โบราณจำนวนมากกว่าเดิมออกมาจากคลังสมบัติ เพื่อมอบให้กับเนี่ยเทียน “อะไรที่ควรพูด พวกเจ้าก็ล้วนพูดอย่างชัดเจนแล้ว ข้าเข้าใจแล้วล่ะ” เนิ่นนานต่อมา เนี่ยเทียนถึงขมวดคิ้ว เงยหน้าขึ้นพูด ว่า “ตอนนี้ข้าไม่สามารถตอบรับพวกเจ้าได้ทันที และ ข้าในตอนนี้ก็ยังไม่สามารถวิเคราะห์ความสามารถ ของกู่ผีได้อย่างแม่นยำ ข้าต้องการเวลาทำความเข้าใจ ด้วยตัวเองเสียก่อน และพวกเจ้าก็ควรไปนำบันทึก เกี่ยวกับกู่ผีโดยละเอียดที่มีอยู่ในสำนักของพวกเจ้ามา มอบให้ข้า” เย่เหวินฮั่นพยักหน้ารับ “ตกลง” จากนั้นจีหยวนฉวน เย่เหวินฮั่นและผู้อาวุโสแดน เอตทัคคะของสำนักห้าธาตุอีกหลายคนต่างก็พากัน กลับออกไป
ในตำหนักจึงเหลือแต่คนกันเองที่สนิทสนมกับเนี่ย เทียนเท่านั้น “พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร?” เนี่ยเทียนสอบถาม ความเห็น “กู่ผีชั่วร้ายเกินไป ข้ากลับรู้สึกว่าในเมื่อมันไม่ได้เป็น ฝ่ายเข้ามาหาพวกเราเอง พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องให้ ความสนใจ” บุตรวิญญาณโลหิตเป็นคนแรกที่แสดง ความเห็น “ไม่ว่ากู่ผีจะไปเคลื่อนไหวในดินแดนไหน ขอแค่ไม่ได้มาที่ดินแดนดาวตก ดินแดนพงฟ้าและ ดินแดนปราการดวงดาวก็ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับ พวกเรา รอจนขอบเขตและสายเลือดของเจ้าพัฒนา ไปได้มากพอ และมั่นใจว่าสามารถต่อกรกับกู่ผีได้จริง แล้วค่อยลงมือก็ยังไม่สาย” “อืม ข้าเองก็คิดอย่างนี้เหมือนกัน” จิ่งเฟยหยางกล่าว คนอื่นๆ ต่างก็แสดงท่าทีว่าเห็นด้วย
เนี่ยเทียนรับฟังอย่างตั้งใจอยู่ครู่หนึ่งก็ค้นพบว่าผู้ แข็งแกร่งของดินแดนดาวตก ดินแดนพงฟ้าและ ดินแดนปราการดวงดาวต่างก็บอกให้เขาไม่ต้องสนใจ กู่ผี อย่างน้อยก็ตอนนี้ เพราะว่ามันเสี่ยงมากเกินไป ส่วนพวกเซี่ยเชียน อวี๋ซู่อิง โม่เชียนฝานกลับขอให้เขา พิจารณาอย่างรอบคอบ ดูว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะไปกำราบกู่ผีโดยที่ตัวเองก็ต้องปลอดภัยด้วย เพื่อ ที่ว่ามันจะได้ไม่กำเริบเสิบสานขนาดนี้ “ข้าจะลองพิจารณาเองอีกครั้ง” สุดท้ายเนี่ยเทียนก็ เอ่ยประโยคนี้ขึ้นมา “จางฉี่หลิง ลี่ว่านฝ่าและพวกแดนเอตทัคคะที่ แข็งแกร่งหลายคนต่างก็อยากพบเจ้า” ฉวีหมิงเต๋อก ล่าวขึ้น “บอกกับพวกเขาว่าตอนนี้ข้าไม่พบใครทั้งนั้น” เนี่ย เทียนสั่งความ
พวกฉวีหมิงเต๋อ จิ่งเฟยหยางและฉวนจื่อซวนจึง รับปากว่าจะทำตามที่เขาต้องการ …… ดินแดนไม้เขียว เมฆสกปรกสีเขียวอมเทาล่องลอยเบาๆ ปกคลุมไปทั่ว ดินแดนที่เคยเต็มไปด้วยชีวิตชีวาแห่งนี้ อาณาจักรที่มีนามว่าอาณาจักรลวี่ไห่ (ลวี่ไห่ ทะเล เขียว) อาณาจักรลวี่ไห่คืออาณาจักรแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงมาก ที่สุดในดินแดนไม้เขียว อาณาจักรแห่งนี้ประกอบขึ้น จากป่าไม้เขียวขจี สี่ฤดูเป็นดั่งฤดูใบไม้ผลิ มี สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้ผู้ฝึกวิชาธาตุไม้มาใช้ ชีวิตอยู่ อาณาจักรแห่งนี้ถูกไอพิษของกูผีปกคลุม พอกู่ผีจาก ไปแล้วจึงเป็นสถานที่เปลี่ยวร้างแห่งหนึ่ง
พืชพรรณเขียวขจีในอาณาจักรลวี่ไห่ที่เนื่องจากโดนไอ พิษที่กู่ผีทิ้งไว้จึงเกิดการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างของ แผ่นดินก็เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน ซึ่งพวกมันต่างก็ ค่อยๆ แปรสภาพกลายมาเป็นอาณาจักรที่เต็มไปด้วย สารพิษทั่วทุกหนแห่ง เหมาะสมให้คนของเผ่าทมิฬมา อยู่อาศัย “พรวด!” ประตูข้ามอาณาจักรบานหนึ่งก่อตัวขึ้นเนื่องจากถูก สมบัติล้ำค่าทางห้วงมิติบางชิ้นเป็นตัวกระตุ้น “อู้!” คนของเผ่าทมิฬผู้หนึ่งที่ผิวกายเป็นสีเขียวเข้ม ดวงตา เป็นสีเขียวมรกต เรือนกายสูงใหญ่เดินนำออกมาก่อน พอเขามาโผล่ในอาณาจักรลวี่ไห่ พลังแห่งเลือดลมที่ แผ่ออกมาจากร่างของเขาก็คล้ายจะขานรับกับ สารพิษและไอพิษที่แผ่ปกคลุมไปทั่วอาณาจักรแห่งนี้
ตอนที่เท้าของเขาเหยียบลงบนผืนแผ่นดินนี้ก็มีแมลง พิษที่ไม่มีใครรู้จักหลายร้อยล้านตัวและกลุ่มเชื้อรา หลายกลุ่มบินออกมาจากเลือดเนื้อกลางฝ่ามือของเขา แมลงพิษและกลุ่มเชื้อราที่มีพิษร้ายแรงต่างก็พากัน บินว่อนไปทั่วบริเวณของอาณาจักรลวี่ไห่ บ้างก็มุด หายเข้าไปในแผ่นดิน บ้างก็ผลุบหายเข้าไปในพืชหญ้า หรือไม่ก็จมดิ่งลงสู่มหาสมุทร เพราะการมาเยือนของเขา อาณาจักรลวี่ไห่จึงแปร สภาพไปอย่างรวดเร็ว ตามหลังเขายังมีคนของเผ่าทมิฬอีกมากตามกัน ออกมาเป็นพรวน แต่ละคนล้วนมีสีหน้าฮึกเหิม ต่าง คนต่างพกเอาขวดหลากหลายชนิดมาด้วย พอมาถึงก็ เปิดฝาขวดออกเพื่อปลดปล่อยสัตว์รูปร่างประหลาด มากมายที่อยู่ด้านในออกมา “ต้าจุน อาณาจักรลวี่ไห่เหมาะสมกับการวิวัฒนาการ
มากกว่าอาณาจักรอื่นมากนัก มันสามารถกลายมา เป็นพื้นที่ที่หล่อเลี้ยงสายเลือดของพวกเราเผ่าทมิฬได้ ดีที่สุด” มหาราชาเผ่าทมิฬสายเลือดระดับเก้าคนหนึ่ง หัวเราะหึหึเสียงแปร่ง ก่อนพูดว่า “คิดไม่ถึงจริงๆ ว่า วัตถุประหลาดของเผ่าเราจะช่วยเราบุกเบิกที่ดินใน ดินแดนของเผ่ามนุษย์ได้อย่างนี้” เผ่าทมิฬคนอื่นๆ ต่างก็ตื่นเต้นดีใจกันอย่างมาก ผู้นำขบวนเผ่าทมิฬในครั้งนี้คือทงโยวต้าจุน สายเลือด ระดับสิบขั้นกลาง ฐานะของเขาในเผ่าทมิฬเป็นรอง แค่เจ้าประมุขอย่างจิ่วโยวต้าจุนเท่านั้น เปลวเพลิงกัดกร่อนดินแดนถูกสร้างขึ้นมาได้ก็เพราะ ในอดีตทงโยวต้าจุนเคยสื่อสารกับกู่ผี แล้วเอาแก่น สารพิษของกู่ผีมาผสานรวมกับสารพิษหลากหลาย ชนิด เพื่อใช้ทำลายดินแดนของแดนว่างเปล่าและ แดนเอตทัคคะเผ่ามนุษย์โดยเฉพาะ
ขนาดในเผ่าทมิฬเอง กู่ผียังถือว่าเป็นวัตถุประหลาดที่ แม้แต่คนเผ่าทมิฬก็ยังหวาดกลัว คนของเผ่าทมิฬที่ได้รับความไว้วางใจและการยอมรับ จากกู่ผีก็มีน้อยยิ่งกว่าน้อย ทงโยวต้าจุนก็คือคนหนึ่งในนั้น และยังเป็นหนึ่งในคน ที่สำคัญที่สุดด้วย ว่ากันว่าตอนที่ทงโยวต้าจุนยังเด็ก เขาที่อยู่ในตระกูล ไม่ได้โดดเด่นมากนัก ระดับสายเลือดก็ไม่สูง เป็นเพียง แค่เผ่าทมิฬที่ธรรมดามากคนหนึ่ง วันหนึ่งขณะที่เขาเดินทางไปยังอาณาจักรต่างๆ ที่มี พิษร้ายของเผ่าทมิฬ ก็ได้พบเจอกับกู่ผีเข้าโดยบังเอิญ กู่ผีในเวลานั้นยังไม่ได้น่ากลัวเท่าตอนนี้ ทงโยวต้าจุนที่ ยังเป็นเด็กจึงได้ผูกมิตรกับกู่ผีในช่วงเวลานั้น การพบกันระหว่างทงโยวต้าจุนกับกู่ผีเป็นการสร้างต้า จุนคนหนึ่งขึ้นมาพร้อมกับวัตถุประหลาดชิ้นหนึ่งของ
เผ่าทมิฬ ช่วงแรกเริ่มสุด ทงโยวต้าจุนเป็นผู้เลี้ยงกู่ผี เขาคอยหา สถานที่ที่มีไอพิษเข้มข้นในดินแดนของเผ่าทมิฬแห่ง แล้วแห่งเล่ามาช่วยทำให้กู่ผีแข็งแกร่ง เดิมทีกู่ผีก็รับใช้เขา มันที่คือพึ่งที่แข็งแกร่งที่สุดยาม เขาต่อสู้ คืออาวุธหรือไม่ก็สัตว์เลี้ยงของเขา แต่ไม่นานเมื่อกู่ผีแข็งแกร่งจนทัดเทียมกับเขา หรือถึง ขั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเขาในบางเรื่อง ความสัมพันธ์ ระหว่างเขาและกู่ผีจึงเปลี่ยนไป ทั้งสองมีฐานะเท่าเทียมกัน จึงทำงานร่วมกัน หรือจะ พูดได้ว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ทงโยวต้าจุนให้การเคารพ บูชากู่ผี และกู่ผีก็ไม่พึ่งพาเขาอีกต่อไป มันเริ่มใช้พละกำลัง ของตัวเองตามหาไอพิษที่เหมาะสมกับการเติบโตของ มันตามดินแดนต่างๆ ของเผ่าทมิฬ
สายเลือดของทงโยวต้าจุนเองก็ค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้นมา ทีละก้าว จนกระทั่งท้ายที่สุดเขาได้ขึ้นสู่ตำแหน่ง สูงสุดของเผ่าทมิฬ กลายมาเป็นต้าจุนระดับสิบ ระหว่างนี้หลายครั้งที่เขาพบเจอเรื่องไม่คาดคิดและไม่ สามารถแก้ไขได้ก็จะไปขอความช่วยเหลือจากกู่ผี ขอ ยืมพลังจากกู่ผีมาคลี่คลายเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี ครั้งสุดท้ายขณะที่แนวป้องกันทั้งหมดของเผ่าทมิฬใน มหาสมุทรดาวมอดดับใกล้จะพังทลาย ก็เป็นเขาที่ไป พูดโน้มน้าวกู่ผี และพากู่ผีเข้าไปในสนามรบ สร้าง ความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้แก่เผ่ามนุษย์ ศึกนั้นเป็นเหตุให้ฝ่ายของเผ่ามนุษย์บาดเจ็บและล้ม ตายกันไปมาก แดนเทพเจ้าสิ้นชีพไปสองท่าน ทว่ากู่ผีก็ถูกเจ้าประมุขพรรคเงามืดใช้เวทลับเงามืดมา ปิดผนึกได้สำเร็จ และพามันออกไปจากมหาสมุทร ดาวมอดดับ นับแต่นั้นมันจึงหายตัวไป
ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ทงโยวต้าจุนเคยมาเยือน ดินแดนของเผ่ามนุษย์อย่างลับๆ อยู่หลายครั้ง เพื่อ พยายามตามหาเจี่ยงหยวนฉือ หมายจะช่วย ปลดปล่อยกู่ผี แต่ต้องกลับไปมือเปล่าพร้อมกับความ ปลงอนิจจัง เขาคาดไม่ถึงว่าขณะที่ตั้งใจฝึกตนอยู่ในเผ่าทมิฬ จู่ๆ จะได้รับข่าวที่บอกว่า—กู่ผีเป็นฝ่ายแว้งโจมตีเจี่ยง หยวนฉือได้สำเร็จ! ไม่เพียงแต่ทำสำเร็จ ยังเกือบจะรุกรานเข้าไปใน ดินแดนสะเก็ดดาว และทำให้ดินแดนหลายแห่งของ เผ่ามนุษย์ถูกกลืนกินด้วยพิษร้าย! หลังจากพูดคุยกับประมุขเผ่า เขาจึงพามหาราชา ระดับในเผ่าหลายคนเดินทางมาที่นี่ “ข้ายังไม่เจอมันเลย” ทงโยวต้าจุนปลดปล่อยปราณ จิตวิญญาณให้แผ่ลามไปทั่วทุกมุมในอาณาจักรลวี่ไห่
พร้อมกับแมลงพิษและเชื้อรา “ต้นกำเนิดพลังงาน ของมันคือสารพิษหลากหลายชนิด และต้องได้รับการ หล่อเลี้ยงจากไอพิษ ดูเหมือนว่ามันจะใช้พลังของ ตัวเองมาแปรเปลี่ยนอาณาจักรแห่งต่างๆ คล้ายเป็น การหว่านเมล็ดพันธ์…” “หว่านเมล็ดพันธ์?” มหาราชาท่านหนึ่งอุทานตกใจ “จะพูดว่าเพาะปลูกก็ได้” ทงโยวต้าจุนอธิบาย “ไม่ใช่ ว่าทุกดินแดนในเผ่ามนุษย์ที่จะถูกเปลี่ยนแปลงให้ กลายมาเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมกับพวกเราได้อย่าง ง่ายดาย อาณาจักรที่มันเลือกล้วนเป็นอาณาจักรที่ ง่ายต่อการทำได้สำเร็จ สามารถแปรสภาพและสร้าง บึงไอพิษจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว รอจนแปรสภาพ สำเร็จแล้ว มันถึงจะมาเก็บเกี่ยวพลังงานเหล่านั้นเข้า ไปหล่อเลี้ยงร่างกายตัวเอง” “ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง” มหาราชาเหล่านั้นพยักหน้า
รับเบาๆ “ส่วนข้าก็สามารถช่วยมันทำให้อาณาจักรพวกนี้แปร สภาพได้เหมาะสมกับมันเร็วยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็จะ กลายมาเป็นสถานที่ที่เหมาะสมกับการเลื่อนขั้นทาง สายเลือดของพวกเราด้วย” ทงโยวต้าจุนหัวเราะเบาๆ “พวกผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่ามนุษย์ต่างก็ยังไม่ กลับมา และในขณะที่เวทลับเงามืดของเจี่ยงหยวนฉือ เสียประสิทธิภาพ พวกเราก็ควรตามรอยเท้าของมัน ทำเรื่องที่ควรทำให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด” กล่าวมาถึงตรงนี้ ทงโยวต้าจุนก็พลันคลี่ยิ้มกว้าง “มัน สัมผัสได้ถึงข้าแล้ว” “ต้าจุน แล้วพวกเรา?” “พวกเจ้ารออยู่ที่นี่ก่อน เอาสิ่งของที่นำมาจากเผ่า โปรยไปให้ทั่วทุกมุมในอาณาจักรแห่งนี้ ทำให้ อาณาจักรลวี่ไห่แห่งนี้แปรสภาพได้โดยเร็วที่สุด”
“ฟิ้ว!” มหาสมุทรเลือดลมของทงโยวต้าจุนกลายมาเป็น ลำแสงสีเขียวซีดกลุ่มหนึ่งที่บินทะยานออกไปจาก อาณาจักรแห่งนี้ ครึ่งชั่วยามต่อมา ริมขอบของดินแดนไม้เขียว เขาก็ มองเห็นกู่ผีที่ถูกห่อหุ้มอยู่ในแดนเทพเจ้าเงามืดสีเทา เข้ม และกำลังปลดปล่อยคลื่นจิตวิญญาณที่เขา คุ้นเคยดีออกมา กู่ผีอยู่ในลักษณะของเจี่ยงหยวนฉือ ซึ่งลอยตัวขึ้นมา ในดินแดนสีเทาเข้มอย่างเงียบเชียบ “หลังจากที่เจ้าถูกผนึก ข้าก็คิดหาทุกวิถีทางมาช่วย เจ้าออกไปจากดินแดนเผ่ามนุษย์ ทว่าเจี่ยงหยวนฉือ คือแดนเทพเจ้าช่วงกลาง ทั้งยังไม่อยู่เป็นที่เป็นทาง ลึกลับเกินจะคาดเดา ข้าจึงตามหาเขาไม่พบ” ทงโยว ต้าจุนที่พอเห็นดวงตาไร้แววอารมณ์มนุษย์ของ
เจี่ยงหยวนฉือก็รู้ว่ามันคือกู่ผี “เจ้าจงไปตามรอยเท้าของข้า แปรสภาพอาณาจักร เหล่านั้นให้สำเร็จโดยเร็ว…” กู่ผีพูดกับทงโยวต้าจุน ด้วยภาษาเผ่าทมิฬแปร่งหู “ข้าทำเช่นนั้นเรียบร้อยแล้ว” ทงโยวต้าจุนกล่าว “มีคนที่เป็นภัยคุกคามแก่ข้า คนหนึ่งคือผู้ที่ฝึกวิชา แห่งเวลา คนหนึ่งมีนามว่าเนี่ยเทียน ผนึกคำสาปชนิด หนึ่งของเขามีความลี้ลับอย่างมาก มันสามารถปิด ผนึกแก่นกรดพิษของข้าได้” กู่ผีเอ่ย “เจ้าจงคิดหาวิธี ตามหาตัวพวกเขาให้เจอแล้วฆ่าทิ้งซะ อย่าให้พวกเขา มาเป็นภัยต่อข้าได้” ———————————