ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 369 วิมานสวรรค์
ตอนที่นั่งอยู่บนรถศึกทองคำและมุ่งหน้าไปยังรอยแยกห้วงมิติของ อาณาจักรเสวียนเทียนที่เปิดออก เนี่ยเทียนหมุนตัวกลับมองไปยังวิมาน สวรรค์ที่ค่อยๆ ห่างไกลออกไปด้วยจิตใจที่สะท้านไหว
วิมานสวรรค์ พระราชวังยิ่งใหญ่น่าเกรงขามประหนึ่งภูเขาลูกมโหฬาร ที่ตั้งตะหง่านอยู่บนก้อนเมฆ
เพราะว่าเมื่อครู่นี้รีบร้อนเกินไป เขาจึงยังไม่ทันสังเกตวิมานสวรรค์ได้ อย่างละเอียด ตอนนี้เมื่อยืนอยู่บนรถศึกทองคำ เขากลับสามารถมองเห็น วิมานสวรรค์ได้ชัดเจนมากขึ้น
สำนักผู้ฝึกลมปราณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเก้าอาณาจักรในดินแดนดาวตก ตั้งอยู่บนพื้นที่โล่งกว้างไร้ขอบเขตสิ้นสุด
พระราชวังที่เป็นดั่งภูเขาสูงเสียดแทงเข้าไปในชั้นเมฆหลังนั้นโอ่อ่า มโหฬาร อยู่ห่างกันไกลมากเขาก็ยังคงมองเห็นว่ามีแสงแวววาวล้อมวนอยู่ รอบวิมานสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่
มองวิมานสวรรค์ เขาพลันบังเกิดความเคารพยำเกรง
“ขอแค่เจ้าพยักหน้าตอบรับ เจ้าก็คือส่วนหนึ่งของวิมานสวรรค์แล้ว” บนรถศึกทองคำ ฮวางฝานกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความ จริงใจและหวังดี “หนิงหยางตายไปแล้ว วิมานสวรรค์จำเป็นต้องสร้าง ดาวดวงใหม่ที่เจิดจรัสยิ่งกว่าเดิมขึ้นมา และคนที่ได้รับตราประทับสะเก็ด ดาวก็คือคนที่เหมาะสมที่สุด”
“ขอแค่เข้ามาอยู่ในวิมานสวรรค์ ไม่ว่าอาณาจักรใดในดินแดนดาวตก เจ้าก็ล้วนสามารถไปเยือนได้”
“ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า ได้รับการปลูกฝังอบรมอย่างตั้งใจจากวิมาน สวรรค์ อนาคตย่อมกว้างไกลไร้ขีดจำกัด”
“วิมานสวรรค์ต้องการเจ้า และเจ้าก็ต้องการบุคคลยิ่งใหญ่อย่างวิมาน สวรรค์เป็นโล่หนุนหลังในการฝึกบำเพ็ญตบะเช่นกัน เมื่ออยู่ในวิมาน สวรรค์เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องกังวลถึงสิ่งใด แค่ตั้งใจฝึกตนก็พอ”
“ในด้านการฝึกบำเพ็ญตบะของเจ้า ทรัพยากรทุกประเภทที่เจ้า ต้องการ วิมานสวรรค์ล้วนสามารถแก้ปัญหาให้เจ้าได้”
“เนี่ยเทียน อันที่จริงเจ้าควรมาอยู่กับวิมานสวรรค์ตั้งนานแล้ว!”
“…”
ฮวางฝานกล่าวด้วยความจริงจัง ทั้งยังใช้น้ำเสียงเชิญชวนมาบรรยาย ให้เห็นถึงความงดงามของการเข้าร่วมกับวิมานสวรรค์
มีอยู่ครู่หนึ่งที่เนี่ยเทียนเองก็เกิดความสนใจ มองพระราชวังยิ่งใหญ่สูง โดดเด่น นึกถึงฐานะของวิมานสวรรค์ที่อยู่เหนือสำนักใดในดินแดนดาว ตก ใจของเขาก็พลันเอนเอียง
ทว่าขณะที่เขากำลังตกอยู่ในภวังค์นั้น ฮวางฝานกลับตวาดขึ้น กะทันหัน “ระวังหน่อย!”
แสงสีทองมัวซัวที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากรถศึกทองคำตรงเข้ามา ห้อหุ่มเรือนกายของเขาและฮวางฝานเอาไว้
“อู้!”
เวลานี้เนี่ยเทียนพลันมีสติกลับคืนมา รู้ว่ารถศึกทองคำได้ฝุาเข้ามาใน พื้นที่ที่ปราณปีศาจไหลเชี่ยวแล้ว
พอเข้ามาในพื้นที่ที่มีปราณปีศาจเข้มข้นกลบทับ เส้นสายตา การได้ ยิน และพลังในการรับสัมผัสของเนี่ยเทียนต่างก็ได้รับขีดจำกัดในชั่ว พริบตา
และเขาเองก็พลันตื่นตัวขึ้นมา
แม้ว่าวิมานสวรรค์จะเป็นสำนักผู้ฝึกลมปราณที่ทระนงองอาจที่สุด ของดินแดนดาวตก ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับรอยแยกห้วงมิติที่เปิดออกและ เมื่อปราณปีศาจไหลท่วมเอ่อ วิมานสวรรค์เองก็ไม่มีวิธีการใดมารับมือ เช่นกัน
วิมานสวรรค์ยังจำเป็นต้องพึ่งพาเขา จำเป็นต้องให้เขาที่ได้รับตรา ประทับสะเก็ดดาวจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวไปปิดผนึกรอยแยก ห้วงมิติ
ทว่าพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวคือสำนักผู้ฝึกลมปราณเก่าแก่ที่เคย ยึดครองดินแดนดาวตก ขับไล่พวกต่างเผ่ามากมายรวมไปถึงเผ่าของภูตผี ปีศาให้ออกไปจากดินแดนแห่งนี้
ต่อให้สำนักผู้ฝึกลมปราณแห่งนี้จะจากดินแดนดาวตกไปเมื่อนานมาก แล้ว ทว่าตราผนึก ค่ายกลลับที่พวกเขาทิ้งเอาไว้กลับยังคงพิทักษ์ดินแดน ดาวตก ทำให้พวกภูตผีปีศาจไม่กล้าย่างกรายเข้ามาง่ายๆ
นอกจากนี้ต่อให้พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจะหายไปแล้ว ทว่า ประตูสวรรค์ที่จะเปิดขึ้นครั้งหนึ่งในทุกๆ หลายร้อยปีก็ยังคงเป็นเหมือนผู้ ที่ชักนำพวกเขาอย่างลับๆ
และเขาก็คือผู้ที่ได้รับตราประทับสะเก็ดดาว นั่นเท่ากับว่าเป็นผู้สืบ ทอดที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวให้การยอมรับ
นี่หมายความว่าอันที่จริงแล้วเขาก็คือคนของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาว เมื่อเทียบวิมานสวรรค์กับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวแล้ว ไม่ว่าจะ เป็นรากฐาน ประวัติศาสตร์ ศักยภาพก็คล้ายว่าจะไม่ได้อยู่ในระดับ เดียวกัน
“หากสามารถหาพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเจอ ใช้ตัวตนของผู้ที่ ได้รับการสืบทอดจนได้รับการยอมรับจากสำนัก ถึงจะเป็นทางเลือกที่ดี ที่สุด”
เขาชั่งน้ำหนักอยู่ในใจตัวเอง ก่อนที่จะค่อยๆ หลุดพ้นจากอิทธิพล ของวิมานสวรรค์ สีหน้าจึงกลับมาเป็นสุขุมและผ่อนคลาย แล้วจึงหันไป พูดกับฮวางฝานว่า “จะเข้าร่วมกับวิมานสวรรค์หรือไม่นั้น ข้าคงต้อง พิจารณาให้ดีเสียก่อน ตอนนี้ที่สำคัญที่สุดคือปิดผนึกรอยแยกห้วงมิติของ อาณาจักรเสวียนเทียนให้เสร็จสิ้น”
“ก็ถูกของเจ้า” ฮวางฝานเองก็ไม่ได้คิดฝืนใจเขาเท่าใดนัก
ในสายตาของเขา ขอแค่เนี่ยเทียนไม่ออกไปจากดินแดนดาวตกและ ยังคงใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ การที่เข้าร่วมกับวิมานสวรรค์ กลายมาเป็นศิษย์ผู้ทรง เกียรติของวิมานสวรรค์ซึ่งเป็นที่จับตามองมาที่สุด ใช้พลังของวิมาน
สวรรค์มาสร้างความสำเร็จให้กับตัวเองถึงจะเป็นการกระทำที่ฉลาดมาก ที่สุด
เขารู้ว่าเนี่ยเทียนไม่ใช่คนโง่ และรู้ว่าต่อให้ตอนนี้เนี่ยเทียนจะยังไม่ รับปาก แต่ก็ต้องมีสักวันที่อีกฝุายคิดได้
……
สถานที่ที่ถูกปราณปีศาจเข้มข้นเหนียวหนืดปกคลุม
พื้นที่ตรงกลางของเทือกเขาที่สูงต่ำไม่เท่ากันมีหลุมลึกที่ปริแตกออก จากพื้นดินซึ่งแทบไม่ต่างไปจากอาณาจักรหลีเทียน
ในหลุมนั้นมีปราณปีศาจกลิ้งหลุนๆ ออกมาอยู่ตลอดเวลา
บนยอดเขาที่สูงต่ำไม่เท่ากันซึ่งโอบล้อมอยู่รอบรอยปริแตกมีผู้ แข็งแกร่งของวิมานสวรรค์สิบกว่าคนที่บ้างก็ยืน บ้างก็นั่ง ต่างก็กำลัง สังเกตการณ์ไปยังรอยแยกห้วงมิติที่เปิดออก
“อ๊าว! โฮก! โฮกๆ!”
ในหลุมลึกดำมืดแห่งนั้นมีเสียงคำรามของภูตผีปีศาจดังลอยมาเป็น ระยะ
ต่างจากอาณาจักรหลีเทียน เดิมทีอาณาจักรเสวียนเทียนนั้นไม่ใช่ทุ่ง เลี้ยงสัตว์ของภูตผีปีศาจ สัตว์วิเศษที่อาศัยอยู่ในอาณาจักรเสวียนเทียน แห่งนี้จึงไม่มีสายเลือดของภูตผีปีศาจ
และก็ด้วยเหตุนี้ เสียงคำรามของภูตผีปีศาจที่ส่งออกมาจากในหลุม ลึกจึงไม่ได้ดึงดูดให้สัตว์วิเศษแปรสภาพพากันมาเยือน
ที่ถูกดึงดูดมามีเพียงผู้แข็งแกร่งฝุายต่างๆ ของวิมานสวรรค์เท่านั้น
ผู้แข็งแกร่งของวิมานสวรรค์ที่ตบะแทบจะอยู่ในเขตลี้ลับกันทั้งหมด ต่างก็กระจายตัวอยู่บริเวณรอบๆ เทือกเขา
“ก่อนหน้านี้ในรอยแยกที่แตกออกมีเพียงปราณปีศาจที่รั่วซึมออกมา อย่างต่อเนื่องเท่านั้น ไม่เคยได้ยินเสียงของภูตผีปีศาจคำรามมาก่อน สอง วันมานี้เสียงคำรามของภูตผีปีศาจด้านในนั้นยิ่งดุเดือดมากขึ้นเรื่อยๆ หรือ ว่าภูตผีปีศาจเตรียมจะเข้ามารุกรานก่อนกำหนด?”
ผู้อาวุโสคนหนึ่งของวิมานสวรรค์นามว่าหลิงตงมีเครายาวสีขาว ไม่ว่า ที่ใดก็ตามที่ดวงตาสีเทาซีดของเขามองไป พื้นดินก็คล้ายจะกลายมาเป็น พื้นที่เย็นเยียบน่าสะพรึงกลัว
หลิงตงคือผู้อาวุโสใหญ่อันดับหนึ่งในกลุ่มของผู้อาวุโสวิมานสวรรค์ เขาฝึกวิชาความเย็นสุดขั้ว มีตบะเขตวิญญาณช่วงต้น!
ด้วยตบะของหลิงตง หากเยื้องกรายมาถึงอาณาจักรหลีเทียนก็ สามารถทำลายล้างผู้แข็งแกร่งทั้งหมดของอาณาจักรหลีเทียนได้เลย!
ฉางเซินแห่งวังยมบาลก็ยังมีตบะแค่เขตลี้ลับช่วงท้าย ระดับห่างจาก เขาไปหนึ่งขั้น ซึ่งย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเช่นกัน
เวลาส่วนใหญ่แล้วหลิงตงมักจะปิดด่านตลอดทั้งปี ไม่สนใจเรื่องราว ภายนอก ใจมุ่งแต่จะแสวงหาตบะที่สูงขึ้น
หากไม่เป็นเพราะวิมานสวรรค์เผชิญกับสถานการณ์ยากลำบากที่อาจ ต้องถูกบีบให้ย้ายสำนักจนอาจจะกลายมาเป็นตัวตลกของดินแดนดาวตก เขาเองก็ไม่มีทางรีบร้อนออกจากด่านเด็ดขาด
“ผู้อาวุโสใหญ่ ฮวางฝานพาตัวเนี่ยเทียนมาจากอาณาจักรหลีเทียน แล้ว”
บนยอดเขาอีกแห่งหนึ่ง เจ้าสำนักวิมานสวรรค์อย่างจ้าวลั่วเฟิงสวม อาภรณ์สีเทาเรียบง่าย มีเพียงบนนิ้วนางของมือซ้ายเท่านั้นที่สวมแหวน หยกสีเขียวมรกต
เรือนกายของเขาสูงโปร่ง ใบหน้าขาวสะอาดราวกับหยก มองดูแล้ว เหมือนอายุแค่สามสิบต้นๆ เท่านั้น ใบหน้าก็นิ่งสนิทราวกับผิวน้ำ
“หนิงหยางตายไปแล้ว ตราประทับสะเก็ดดาวดวงนั้นของเขาตอนนี้ ตกอยู่ในมือของเนี่ยเทียน” หลิงตงกล่าวด้วยสีหน้ามืดทะมึน “เจ้าสำนัก เจ้าเนี่ยเทียนผู้นี้มีตราประทับสะเก็ดดาวอยู่กับตัว ไม่ว่าเขาจะสามารถปิด ผนึกรอยแยกห้วงมิติได้หรือไม่ก็ล้วนจำเป็นต้องเข้ามาอยู่ในวิมานสวรรค์ กลายมาเป็นลูกศิษย์ของวิมานสวรรค์เรา”
จ้าวลั่วเฟิงพยักหน้าเบาๆ “ตามหลักแล้วควรเป็นเช่นนี้”
“อ๊าก!”
เสียงคำรามของภูตผีปีศาจที่ดังสนั่นหวั่นไหวดังลอยมาจากในหลุมลึก ดำมืดนั่นอีกครั้ง
ผู้แข็งแกร่งของวิมานสวรรค์ที่อยู่ใกล้เคียงล้วนมองไปยังหลุมนั่นด้วย สายตาเย็นชา ไม่มีใครที่เผยความหวาดกลัวออกมาทางดวงตา
ดูเหมือนว่าพวกเขาจะแอบเตรียมพร้อมรออยู่ด้วยซ้ำ
หลังจากผ่านไปพักใหญ่
กรงเล็บสีดำแหลมคมใหญ่ยักษ์ก็พลันยื่นออกมาจากปากหลุม และ ทันใดนั้นภูตผีปีศาจระดับต่ำตัวหนึ่งที่มีขนขึ้นเต็มตัว รูปร่างเหมือนวานร ตัวใหญ่ก็โผล่พรวดจากหลุมนำมาก่อน
“ภูตผีปีศาจสายเลือดระดับหก! รนหาที่ตาย!”
หลิงตงผู้อาวุโสใหญ่ของวิมานสวรรค์แค่นเสียงเย็น ดวงตาสีเทาของ เขาหันขวับไปมองภูตผีปีศาจระดับหกที่ลอดทะลุรอยแยกออกมาตัวนั้น
เห็นได้ด้วยตาเปล่าว่าเมื่อภูตผีปีศาจสายเลือดระดับหกที่มีเรือนกาย ยาวเกือบสามเมตรตัวนี้ถูกเขาจ้องมอง เรือนกายของมันก็จับตัวเป็น น้ำแข็งอย่างรวดเร็ว
ดวงตาที่ลืมขึ้นของหลิงตงพลันปิดลงเบาๆ
“กร๊อบ!”
ร่างของภูตผีปีศาจระดับต่ำสายเลือดระดับหกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ก่อนจะกลายมาเป็นก้อนน้ำแข็งเล็กละเอียดที่ระเบิดออกในทันทีทันใด
เลือดเนื้อของภูตผีปีศาจตนนั้นปะปนอยู่ในก้อนน้ำแข็งที่แตกออก และไม่อาจกลับมารวมตัวกันได้อีก
“อู้!”
และเวลานี้เอง รถศึกทองคำที่เนี่ยเทียนโดยสารมาก็เคลื่อนมาถึงที่ แห่งนี้