ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 368 อาณาจักรเสวียนเทียน
ในช่องทางว่างเปล่า
ปราณปีศาจเข้มข้นเหนียวหนืดที่กลิ้งซัดสาดค่อยๆ เชื่อมต่อที่จุดธาร ปีศาจขาดหาย ขยับเข้าไปใกล้น้ำวนสีเทาที่ทอดยาวไปสู่อาณาจักรหลี เทียน
จื่อเหลียนแห่งตระกูลอาซือข่าเท่อและข่าหลัวต่างก็ยืนอยู่ด้านหลัง ภูตผีปีศาจระดับสูงตนหนึ่ง
ภูตผีปีศาจระดับสูงตนนั้นเรือนกายสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลา อาภรณ์ที่เขาสวมใส่พิถีพิถันมากเป็นพิเศษ สีของอาภรณ์เป็นสีม่วงเข้ม ตรงปลายแขนเสื้อและปกคอล้วนปักลายสีทองที่งดงาม
ภูตผีปีศาจระดับสูงกลุ่มนี้ล้วนเหยียบอยู่บนแผ่นหลังของภูตผีปีศาจ ระดับต่ำตัวหนึ่งที่มีเรือนกายใหญ่โตราวกับกิ้งก่า
ภูตผีปีศาจระดับต่ำตัวนี้กำลังลอยทะยานมาตามปราณปีศาจเข้มข้น อย่างเงียบเชียบ
“ท่านอานั่วหลันเต๋อ เผ่ามนุษย์ของอาณาจักรหลีเทียนที่มีพลังการ ต่อสู้สูงสุดมีตบะเพียงแค่เขตลี้ลับเท่านั้น” จื่อเหลียนเชิดหน้าขึ้น ขมวด คิ้วน้อยๆ “ด้วยศักยภาพของตระกูลเรา หากคิดจะยึดครองอาณาจักรหลี เทียน แท้จริงแล้วคงไม่จำเป็นต้องรอให้ปราณปีศาจค่อยๆ ไหลซึมออกไป ทีละนิดกระมัง? ท่านเห็นไหม เพราะว่าเราเอาแต่รอจึงกลายเป็นว่าเปิด
โอกาสให้ค่ายกลที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้ได้ทำงานอีก ครั้ง”
ดวงตาของนั่วหลันเต๋อผู้สวมอาภรณ์ประณีตเผยความลึกลับ เขา กล่าวอธิบายอย่างจริงจังว่า “ก่อนหน้านี้อาณาจักรหลีเทียนก็คือหนึ่งใน ทุ่งเลี้ยงสัตว์ของตระกูลอาซือข่าเท่อเรา ช่วงแรกเริ่มสุดอาณาจักรหลี เทียนนั้นเป็นเพียงสถานที่ที่เอาไว้เลี้ยงสัตว์ปีศาจเท่านั้น อันที่จริงมูลค่า ของทุ่งเลี้ยงสัตว์แห่งนี้มีไม่มาก ต่อให้ถูกปราณปีศาจกลบทับจนมิดก็ไม่ สามารถสร้างผลประโยชน์ได้เท่าใดนัก”
“หากไม่เพราะสาเหตุนี้ ตอนที่ผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์ของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวฉวยโอกาสที่กำลังของเราอ่อนแอมาช่วงชิงมันไป พวก เราก็คงลงมือประหัตประหารเพื่อเอามันคืนไปแล้ว”
“ภายหลังค่ายกลนำส่งห้วงมิติที่เชื่อมต่อกับทุ่งเลี้ยงสัตว์ถูกทำลายไป ทีละแห่ง”
“พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งรอยแยกห้วงมิตินั่นไว้แค่เส้นเดียว ทั้งยังทำการปิดผนึกด้านเดียวอย่างกำเริบเสิบสาน”
“อาจเป็นเพราะพวกเขาเองก็คาดหวังว่าสักวันหนึ่งผู้ฝึกลมปราณเผ่า มนุษย์จะแข็งแกร่งมากพอจนกล้าเหยียบเข้าไปในรอยแยกห้วงมิติ เพื่อ บุกเข้าไปยังอาณาจักรปีศาจของพวกเรา”
“แต่ที่น่าเสียดายก็คือจนถึงกระทั่งวันนี้ ตลอดทั้งดินแดนดาวตกก็ยัง มีคนเพียงแค่หยิบมือเท่านั้นที่กล้าหาญพอจะเข้าไปในอาณาจักรปีศาจ ของเราและยังมีชีวิตอยู่”
กล่าวมาถึงตรงนี้ผู้นำระดับสูงของตระกูลอาซือข่าเท่อก็เงียบงันไปครู่ หนึ่ง
“ทว่าจากการเปลี่ยนแปลงในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผู้ฝึก ลมปราณเผ่ามนุษย์ของดินแดนดาวตกเองก็มีศักยภาพเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน” นั่วหลันเต๋อกล่าวต่อว่า “หากพวกเขาอวดดีกล้าเข้าไปในอาณาจักรปีศาจ ของพวกเรา เมื่ออยู่ในพื้นที่ที่มีปราณปีศาจไหลทะลัก พละกำลังของพวก เขาก็จะลดลงฮวบฮาบ และนั่นเท่ากับรนหาที่ตาย”
“เช่นเดียวกัน ในดินแดนดาวตกที่มีแต่ปราณวิญญาณฟูาดินทั่วทุกหน แห่ง รวมไปถึงอาณาจักรหลีเทียนแห่งนี้ หากพวกเราทะเล่อทะล่าโผล่เข้า ไปก็จะกลายมาเป็นฝุายถูกกระทำไม่ต่างกัน”
“นอกจากนี้ทางตระกูลก็ไม่แน่ใจว่ารอยแยกห้วงมิติที่เปิดออกจะเป็น กับดักที่เผ่ามนุษย์วางไว้หรือไม่?”
“พวกเราไม่ได้พุ่งเข้าไปในอาณาจักรของพวกเขาทันทีที่รอยแยกปริ แตก นั่นก็เป็นเพราะกังวลว่าหากกองทัพใหญ่ของพวกเราบุกเข้าไป รอย แยกห้วงมิติที่แตกออกจะถูกปิดผนึกกะทันหัน”
“เมื่อถึงเวลานั้นคนในตระกูลที่โผล่เข้าไปในอาณาจักรหลีเทียนก็จะ กลายเป็นกองทัพที่โดดเดี่ยว”
นั่วหลันเต๋อถอนหายใจหนึ่งครั้ง ก่อนจะกล่าวต่อว่า “เผ่ามนุษย์เจ้า เล่ห์เพทุบาย พวกเราเคยเสียเปรียบพวกเขามาแล้วหลายครั้ง จึง จำเป็นต้องระมัดระวังตัวให้มาก”
“โฮก!”
และเวลานี้เอง สัตว์กร่อนวิญญาณตัวนั้นที่ถูกหัวมู่ทำร้ายจนบาดเจ็บ สาหัสก็บินคำรามกลับมา
ตอนที่สัตว์กร่อนวิญญาณมองเห็นนั่วหลันเต๋อ ดวงตาปีศาจของมัน พลันปลดปล่อยประกายแห่งความตื่นเต้นและยินดี ก่อนจะรีบใช้ภาษา ปีศาจเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด
นั่วหลันเต๋อแห่งตระกูลอาซือข่าเท่อรับฟังอย่างตั้งใจ บางครั้งก็ขมวด คิ้วเป็นปม บางครั้งก็คลายออก
ผ่านไปพักใหญ่เขาถึงได้พยักหน้ารับเบาๆ และพูดว่า “ดูท่ารอยแยก ห้วงมิติทั้งสามรอยที่เปิดออกคงจะไม่ใช่กับดัก แต่เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เมื่อประตูสวรรค์ปรากฏ ผู้ที่ได้รับตราประทับสะเก็ดดาวเผยตัวแล้ว อีก ทั้งยังลงมือปิดผนึกรอยแยกห้วงมิติของอาณาจักรหลีเทียนแล้วด้วย…”
เขาลังเลอยู่ชั่วครู่จึงออกคำสั่ง “กลับกันเถอะ ล้มเลิกการลงมือใน อาณาจักรหลีเทียน เปลี่ยนทิศทาง”
“ท่านอา จะไม่ลองดูหน่อยหรือ?” จื่อเหลียนกล่าวอย่างไม่ยอมแพ้
“ค่ายกลโบราณลึกลับที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้ใช่ว่าจะ แก้ไขไม่ได้ แต่หากคิดจะทำลายมันก็จำเป็นต้องจ่ายค่าตอบแทน มหาศาล” นั่วหลันเต๋อส่ายหัว กล่าวว่า “ความมหาศาลของค่าตอบแทน นั้นเหนือเกินกว่ามูลค่าของตัวอาณาจักรหลีเทียนเอง ไม่จำเป็นต้องฝืนไป ทำลายมัน อีกอย่างผู้ที่สามารถทำลายผนึกของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวได้ก็ไม่ใช่ข้า”
“แล้วพวกเราจะไปที่ไหนกัน?” จื่อเหลียนเอ่ยถาม
“นำสถานการณ์ของทางฝั่งนี้ไปบอกตระกูลอื่นๆ ให้รับรู้ ให้พวกเขา ตัดสินใจว่าจะระดมพลบุกไปโจมตีอาณาจักรเสวียนเทียนและอาณาจักร เชียนแจว๋ก่อนกำหนดหรือไม่” นั่วหลันเต๋อกล่าว
หลังจากนั้นภายใต้คำสั่งของเขา คนในตระกูลอาซือข่าเท่อทุกคนก็ ล้วนหันกลับ ล้มเลิกแผนการรุกรานอาณาจักรหลีเทียน
……
อาณาจักรเสวียนเทียน มุมหนึ่งของพระราชวังใหญ่ยักษ์บนภูเขาลูก ใหญ่
ค่ายกลนำส่งห้วงมิติขนาดใหญ่หลายหลังกระจายตัวกันอยู่ในบริเวณ นั้น และก็มีผู้ฝึกลมปราณของวิมานสวรรค์เข้าๆ ออกๆ อยู่ตลอดเวลา
วิมานสวรรค์คือสำนักผู้ฝึกลมปราณที่ทรงอิทธิพลและยิ่งใหญ่ที่สุด ของตลอดทั้งดินแดนดาวตก ปริมาณค่ายกลนำส่งแห่งมิติของพวกเขาจึง มีมากเกินกว่าฝุายใด
ค่ายกลนำส่งห้วงมิติหนึ่งในนั้นพลันเปล่งแสงวาบ ก่อนที่ฮวางฝาน เนี่ยเทียนและซูหลินจะเดินออกมา
เมื่อฮวางฝานและซูหลินปรากฏตัว ลูกศิษย์วิมานสวรรค์ที่อยู่ใน บริเวณใกล้เคียงต่างก็หันมามองอย่างพร้อมเพรียงกัน
“เหล่าฮวาง ศิษย์พี่หญิงซู”
“คารวะเหล่าฮวาง”
“สวัสดีศิษย์พี่หญิงซู”
คนเหล่านั้นพากันเอ่ยทักทาย
ฮวางฝานมีสีหน้าเคร่งเครียด ไม่ได้สนใจพวกลูกศิษย์ของวิมานสวรรค์ แต่ตวาดเสียงหนักว่า “รีบไปเตรียมรถศึกทองคำมาให้ข้า! แล้วจงส่งข่าว ไปบอกแก่ท่านเจ้าสำนักว่าข้าพาตัวเนี่ยเทียนที่ได้รับตราประทับสะเก็ด ดาวกลับมายังวิมานสวรรค์แล้ว ตอนนี้พวกเราจะไปยังจุดที่รอยแยกห้วง มิติเปิดออก!”
“เนี่ยเทียน!”
“เขาก็คือเนี่ยเทียนแห่งอาณาจักรหลีเทียน?”
“เนี่ยเทียนที่แย่งชิงตราประทับสะเก็ดดาวสองดวงไปจากมือศิษย์พี่ หญิงซูและต่งปุายเจี๋ยน่ะหรือ?”
ลูกศิษย์มากมายของวิมานสวรรค์พลันร้องอุทานฮือฮาขึ้นมาทันที ทุก คนต่างก็ใช้สายตาตกตะลึงมองมายังเนี่ยเทียน
“เหล่าฮวาง รถศึกทองคำมารออยู่ที่หน้าประตูแล้ว!” เสียงตะโกน หนึ่งดังมาจากอีกมุมของพระราชวังใหญ่
“ดี!” ฮวางฝานพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะหันไปกล่าวกับซูหลิน “ไม่มี ธุระของเจ้าแล้ว เจ้าอยู่ที่สำนักเถอะ ข้าจะพาเนี่ยเทียนไปยังจุดที่รอย แยกห้วงมิติเปิดออก”
“เจ้าค่ะ” ซูหลินพยักหน้ารับด้วยสีหน้าหม่นหมอง
“เนี่ยเทียน ตามข้ามา!” ฮวางฝานก้าวยาวๆ นำไปข้างหน้า
เนี่ยเทียนเดินตามเขาไปทั้งยังมองประเมินรอบด้านด้วยความใคร่รู้ แล้วเขาก็ค้นพบว่าพระราชวังแห่งนี้ใหญ่โตโอ่อ่าอย่างถึงที่สุด
และดูเหมือนว่าจุดที่เขาอยู่จะเป็นเพียงชั้นหนึ่งของพระราชวังแห่งนี้ เท่านั้น ทว่าพื้นที่ของชั้นหนึ่งนี้เกรงว่าคงเทียบเคียงได้กับครึ่งหนึ่งของ เมืองโพ่เมี่ยเลยทีเดียว
ผู้ฝึกลมปราณของวิมานสวรรค์ต่างก็เดินไปเดินมาอยู่ในพระราชวังชั้น นี้ บางคนกำลังพูดคุยกันเรื่องหลักการหลอมอาวุธ บางคนขอคำแนะนำ การฝึกวิชาของสำนักจากสหาย และบางคนก็ประลองฝีมือกันเอง
เขาสังเกตการณ์อยู่เล็กน้อยก็พบว่าผู้ฝึกลมปราณของวิมานสวรรค์ ส่วนใหญ่ที่เขาได้เห็นล้วนมีขอบเขตอยู่ขั้นกลางสวรรค์และต้นสวรรค์
ผู้ที่อยู่เขตสามัญก็มีไม่น้อย
ตอนที่ผู้ฝึกลมปราณของวิมานสวรรค์เหล่านี้ได้ยินว่าเขาคือเนี่ยเทียน ทุกคนต่างก็วางกิจธุระในมือของตัวเองลงแล้วหันมามองเขาด้วยความ ตะลึงระคนแปลกใจ
บนใบหน้าของคนเหล่านี้เผยให้เห็นแววปิติยินดีราวกับว่าได้รอคอย เขามานานมากแล้ว
ไม่นานเขาและฮวางฝานก็เดินออกมาจากพระราชวัง
หน้าประตูของพระราชวังมีรถศึกสีทองเลื่อมคันหนึ่งลอยตัวอยู่กลาง อากาศรอพวกเขาอยู่นานแล้ว
พอเดินออกมาจากพระราชวัง เขาแค่มองไปรอบด้านอย่างไม่ใส่ใจแต่ กลับพลันเข้าใจว่าเหตุใดผู้ฝึกลมปราณของวิมานสวรรค์เหล่านั้นถึงได้มีสี หน้ารอคอย
เพราะทิศทางที่ห่างจากพระราชวังไปไม่ถึงร้อยลี้ ได้มีปราณปีศาจ ไหลกรากกลบทับฟูาดินจนมิดแล้ว
ตามความเร็วในการแผ่ขยายของปราณปีศาจนั้น อีกไม่นานเท่าไหร่ สำนักผู้ฝึกลมปราณที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนดาวตกอย่างวิมานสวรรค์ คงต้องถูกบีบให้ย้ายถิ่นฐาน!
“ที่แท้สถานการณ์ของพวกเขาแค่ดีกว่าวังยมบาลเล็กน้อยเท่านั้น” เนี่ยเทียนพึมพำ
“เหล่าฮวาง พวกท่านเจ้าสำนักล้วนไปรออยู่ตรงจุดรอยแยกห้วงมิติ แล้ว ที่นั่นมีการเปลี่ยนแปลงไม่คาดคิดเกิดขึ้น ท่านต้องรีบพาตัวเนี่ย เทียนไปโดยเร็วที่สุด!” คนผู้หนึ่งวิ่งตามออกมาด้วยท่าทางเร่งร้อน ทั้งยัง ตะโกนพูดเสียงดัง
“เข้าใจแล้ว” ฮวางฝานอึ้งตะลึง ก่อนจะเอื้อมมือออกมาคว้าตัวเนี่ย เทียนแล้วลากเขาขึ้นรถศึกทองคำไปด้วยกัน
รถศึกทองคำที่เหมือนเรือสายฟูาพลันพุ่งทะยานไปยังพื้นที่ที่มีปราณ ปีศาจไหลบ่าทันที