ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 371 รุกรานอย่างกำเริบเสิบสาน
แสงเย็นเยียบจำนวนมากตวัดฟันลงมาจากบนอากาศเหนือหุบเขา
ดวงตาสีเทาซีดของหลิงตงจ้องเขม็งมายังภูตผีปีศาจระดับสูงที่เรียก ตัวเองว่าเอ้าเติง จุดลึกในดวงตาของเขาคล้ายมีฟูาดินหนาวเหน็บที่ทั่วทุก หนแห่งเต็มไปด้วยเกล็ดหิมะกำลังก่อตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ทุกที่ที่เอ้าเติงผู้สวมชุดเกราะหนักอึ้งขี่บนหลังม้าศึกตัวใหญ่เดินผ่าน ล้วนมีเสียงประหลาด “เปรี๊ยะๆๆ” ดังลั่น
เมื่อสายตาของหลิงตงมองผ่านไป พื้นที่แห่งนั้นก็จับตัวเป็นน้ำแข็ง ทันที
มีเพียงเหนือศีรษะของเอ้าเติงเท่านั้นที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากแสงน้ำแข็ง เย็นเฉียบที่ตวัดฟันลงมา
“นี่ก็คือพลังในการสู้รบของเผ่ามนุษย์ดินแดนดาวตกหรือ?”
เอ้าเติงจากอาณาจักรปีศาจที่สี่ซึ่งออกมาจากรอยแยกห้วงมิติที่เปิด ออกพูดพึมพำด้วยภาษามนุษย์ที่ชัดเจน
นาทีถัดมาเขาก็ยกทวนยาวสีดำเล่มนั้นขึ้น
“อู้!”
ปราณปีศาจสีม่วงเข้มที่บริสุทธิ์อย่างถึงขีดสุดซึ่งมีอยู่เต็มฟูาดินแห่งนี้ พลันมารวมตัวกันจากแปดทิศ
และก็ดูเหมือนว่ารอยแยกห้วงมิติที่แตกออกข้างกายเอ้าเติงจะยุบ ยวบลงไป
“ครืนๆๆ!”
ภูเขาลูกเล็กเตี้ยที่ถูกพลังความเย็นสุดขั้วของหลิงตงทำให้กลายมา เป็นปริซึมน้ำแข็งพลันสั่นไหวอย่างรุนแรง
เนี่ยเทียนที่ยืนอยู่บนรถศึกทองคำใช้พลังการรับสัมผัสของทิพย์จักษุ จึงพลันค้นพบว่าฟูาดินที่พวกเขายืนอยู่เหมือนจะยุบยวบเข้าไปหารอย แยกห้วงมิติเส้นนั้น
ภายใต้การรับสัมผัสด้วยทิพย์จักษุของเขา เกาะน้ำแข็งที่ประกอบด้วย ภูเขาเล็กเตี้ยมากมายล้วนเปลี่ยนมาเป็นบิดเบือน
เขาหลับตาลง ไม่ใช้สายตาไปมองสภาพรอบด้านอีก ใช้แค่ทิพย์จักษุ มาสำรวจฟูาดินในบริเวณใกล้เคียง
ภายใต้การมองจากทิพย์จักษุทั้งเจ็ดข้างของเขา ทิวทัศน์รอบด้านล้วน บิดเบือนไปหมด และทำท่าจะไหลไปหาหลุมลึกดำมืดแห่งนั้น
ในโลกแห่งการรับสัมผัสจากทิพย์จักษุของเขา ทวนยาวสีดำที่ถูกเอ้า เติงยกขึ้นมานั้นแทงทะลุเข้าไปในนภากาศ ชักนำให้ปราณปีศาจพลุ่ง พล่านกระเพื่อมไหว
ลายปีศาจประณีตซับซ้อนลึกลับเปล่งวาบออกมาจากปลายแหลมของ ทวนยาว ก่อนที่ลายปีศาจนั้นจะเปลี่ยนมาเป็นดอกไม้ผีของอาณาจักร ปีศาจซึ่งผลิบานเปล่งประกาย
บนศีรษะของภูตผีปีศาจระดับสูงที่ขี่ม้าศึกสีดำมีภาพมายาของเงา ปีศาจตัวใหญ่ยักษ์ราวขุนเขาน่าหวาดกลัวค่อยๆ ปรากฏขึ้นทีละนิด
เงาปีศาจน่าหวาดกลัวนั้นสูงหลายร้อยเมตร มันลอยอยู่นิ่งๆ กลาง อากาศ กำลังกลืนกินปราณปีศาจรอบด้าน
คาถาวิเศษเย็นสุดขั้วที่หลิงตงร่ายใช้คล้ายกลายมาเป็นกรงขังขนาด ใหญ่ยักษ์ที่เกิดจากการรวมตัวกันของเกาะน้ำแข็งซึ่งกำลังกักกันเงาภูตผี ปีศาจไว้ภายใน
บนพื้นผิวภายนอกของปริซึมน้ำแข็งโปร่งใสที่ตั้งตรงมีอักขระบรรพ กาลจำนวนมากลอยขึ้นมา
อักขระเหล่านั้นล้วนเป็นสีเงินซึ่งราวกับนาบประทับสัจธรรมแห่ง ความจริงของพลังงานความเย็นสุดขั้วเอาไว้
เงาของภูตผีปีศาจแหงนหน้าแผดเสียงคำราม แขนใหญ่โตที่เสียดแทง เข้าไปในท้องฟูานั้นส่ายสะบัด ชักนำปราณปีศาจพลุ่งพล่านให้มาโจมตี แท่งปรึซึมเหล่านั้น
ด้านล่างของเงาภูตผีปีศาจขนาดมหึมาดูเหมือนว่าจะมีปราณปีศาจ มากกว่าเดิมไหลทะลักออกมาจากรอยแยกห้วงมิติ
เนี่ยเทียนใช้ทิพย์จักษุสังเกตการณ์จึงเห็นทันทีว่าเรือนกายช่วงล่าง ของเงาภูตผีปีศาจใหญ่ยักษ์ที่ไม่รู้ว่าปรากฏขึ้นมาด้วยสาเหตุใดกำลังจม ลึกลงไปในรอยแยกห้วงมิติทีละนิด
ขณะที่มันกำลังจมลงไปก็ได้ชักนำทุกอย่างที่อยู่ใกล้เคียงไม่ว่าจะเป็น ภูเขาน้ำแข็ง หินก้อนใหญ่ แสงเย็นเยียบที่ยังคงพุ่งฉิวอย่างบ้าคลั่ง หรือ แม้แต่ปราณปีศาจพลุ่งพล่านให้จมลึกไปพร้อมกันด้วย
“สายเลือดระดับเจ็ด!”
ขณะที่เนี่ยเทียนกำลังตกอยู่ในโลกแห่งการรับสัมผัสผ่านทิพย์จักษุ อยู่ๆ จ้าวลั่วเฟิงแห่งวิมานสวรรค์ก็ร้องอุทานเสียงหลง
เขาจึงเบิกตาโพลง
ภาพที่เห็นเมื่อลืมตาขึ้นก็คือในเกาะน้ำแข็งที่เกิดจากพลังเย็นสุดขั้ว ของหลิงตง มีชั้นน้ำแข็งที่แข็งแกร่งพากันระเบิดกระจายออก
ชั้นน้ำแข็งก้อนใหญ่ที่แข็งทนทานหลุดออกมาจากภูเขาน้ำแข็งเป็น เปาะๆ ทำให้ภูเขาน้ำแข็งกลับคืนสู่สภาพดั้งเดิม
ทวนยาวสีดำสนิทที่เอ้าเติงยกขึ้นปลดปล่อยแสงปีศาจสีม่วงเข้มให้ ลอดทะลุผ่านเทือกเขา แสงปีศาจตัดสลับกัน ปราณปีศาจที่ไหลทะลักเข้า มารวมกันอย่างต่อเนื่องกำลังทำลายค่ายกลเย็นเยือกที่หลิงตงจัดวาง เอาไว้
รอยแยกห้วงมิติที่เปิดออกมีปราณปีศาจซัดตลบอบอวลซึ่งดูเหมือนว่า มันจะกำลังดูดเอาทุกอย่างที่อยู่รอบด้านไปพร้อมกันจริงๆ
“อ๊าก!”
เสียงร้องคำรามพลุ่งพล่านดังออกมาจากรอยแยกห้วงมิติ
นาทีถัดมา งูหลามตัวใหญ่สองหัว ลำตัวเป็นสีดำสนิทตลอดร่าง ดวงตาเปล่งประกายสีม่วงแวววาวก็พุ่งตัวออกมาจากรอยแยกห้วงมิติด้วย ท่าทีที่ยากลำบากเล็กน้อย
เมื่องูหลามโผล่ออกมา สองหัวของมันก็แยกกันพ่นเปลวเพลิงสีม่วง และสีดำออกไปในทิศทางที่ต่างกัน
เปลวไฟเป็นกลุ่มๆ คล้ายดวงอาทิตย์สีดำและสีม่วงที่มีไฟลุกท่วมต่าง ก็บินเข้าหาผู้แข็งแกร่งเขตลี้ลับของวิมานสวรรค์ที่กระจายกันอยู่รอบด้าน
“สัตว์ปีศาจสายเลือดระดับเจ็ด!” จ้าวลั่วเฟิงพูดขึ้นน้ำเสียงแตกตื่น
“โฮก! โฮกๆ!!”
ในรอยแยกห้วงมิติด้านล่างมีเสียงคำรามแหบโหยมากกว่าเดิมดัง กังวานออกมา
สีหน้าของจ้าวลั่วเฟิงพลันเปลี่ยนมาเป็นเคร่งเครียด เขามองไกลๆ ไป ยังฮวางฝานแล้วพยักหน้าให้
ฮวางฝานรู้ใจจึงรีบกล่าวกับเนี่ยเทียน “เอาล่ะ! ถึงตาเจ้าแล้ว เจ้ารีบ กระตุ้นใช้ตราประทับสะเก็ดดาวทั้งสามดวงไปเปิดค่ายกลลับที่พระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้เพื่อปิดผนึกรอยแยกห้วงมิติ!”
รถศึกทองคำทะยานเข้าไปยังภูเขาสูงลูกที่อยู่ใกล้ที่สุด
ที่นั่นมีผู้แข็งแกร่งของวิมานสวรรค์สองคนยืนอยู่ก่อนแล้ว
เมื่อพวกเขาเห็นว่ารถศึกทองคำที่ฮวางฝานและเนี่ยเทียนโดยสารมา ลดระดับลงต่ำ พวกเขาก็แค่เอ่ยทักทายฮวางฝานคำเดียว ก่อนจะเอา สมาธิทั้งหมดไปไว้ที่การต่อสู้ระหว่างหลิงตงและเอ้าเติงอีกครั้ง
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?” ฮวางฝานถามเบาๆ
“ท่านเจ้าสำนักและผู้อาวุโสใหญ่คิดจะฉวยโอกาสสังหารภูตผีปีศาจที่ แข็งแกร่งอย่างแท้จริงบางส่วน หมายจะใช้โอกาสครั้งนี้มาหยั่งเชิงดู รากฐานของภูตผีปีศาจ เพื่อเตรียมการสำหรับอนาคตที่เผื่อจะต้องเหยียบ เข้าไปในอาณาจักรปีศาจ” คนผู้หนึ่งเอ่ยอธิบาย
“ตั้งใจแค่สังหารภูตผีปีศาจระดับสูงอย่างเดียวหรือ?” ฮวางฝานขมวด คิ้ว
“แน่นอนว่ายังมีแผนการอื่นอีก” คนผู้นั้นดวงตาเปล่งแสงวาบอยู่ครู่ หนึ่ง เขาเหลือบตามามองเนี่ยเทียนแต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เห็นได้ชัดว่าในสายตาของเขา เนี่ยเทียนคือคนนอก ความลับ บางอย่างของวิมานสวรรค์ ไม่สะดวกที่จะเปิดเผยให้เนี่ยเทียนรับรู้
ฮวางฝานเองก็เข้าใจดีจึงพยักหน้ารับแล้วไม่เอ่ยถามอีก แต่หันมาเร่ง ให้เนี่ยเทียนรีบลงมือ
เนี่ยเทียนเต็มไปด้วยความงุนงง ไม่รู้ว่าวิมานสวรรค์วางแผนจะทำ อะไรกันแน่ แต่ตอนนี้เขาก็ไม่มีเวลามามัวคิดมาก หลังจากที่นั่งลงไป เรียบร้อยแล้วจึงรีบกระตุ้นตราประทับสะเก็ดดาวตามวิธีการเฉพาะทันที
ตราประทับสะเก็ดดาวสามดวงตรงหน้าอกทยอยกันบินออกมาจากใน ร่างเขา ตราประทับสะเก็ดดาวดวงที่ถูกเขาชุบหลอมตรงดิ่งลงไปยังภูเขา ลูกที่อยู่ใต้ฝุาเท้าของเขา
ตราประทับสะเก็ดดาวอีกสองดวงเปล่งวาบอยู่กลางอากาศ ก่อนจะ บินไปยังภูเขาอีกสองลูกที่เหลืออย่างรวดเร็ว
เขารวบรวมสมาธิรับสัมผัส ไม่นานก็ค้นพบว่าภูเขาลูกใหญ่ที่ตรา ประทับสะเก็ดดาวทั้งสามดวงเลือก ด้านในนั้นมีตำหนักหินโล่งกว้าง และ บนผนังหินก็สลักภาพค่ายกลดวงดาวมากมายเอาไว้เหมือนภูเขาสามลูก ในอาณาจักรหลีเทียน
ตำหนักทั้งสามแห่งล้วนมีเจดีย์ดวงดาวอยู่หนึ่งหลัง หลังจากที่ตรา ประทับสะเก็ดดาวบินเข้าไป เจดีย์ดวงดาวทั้งสามหลังก็ทยอยกันถูกจุดให้ สว่างไสว
หลังจากนั้นภาพค่ายกลดวงดาวบนผนังหินก็ปลดปล่อยแสงดาวพร่าง พราว
ภูเขาลูกใหญ่ทั้งสามก็พลันเปลี่ยนมาเป็นหินแม่เหล็กที่สามารถดึงดูด เอาดวงดาวดารดาษบนท้องฟูามาได้อย่างน่าพิศวง
ดวงดาวมากมายที่ส่องแสงสว่างอยู่บนนภากาศพลันเปลี่ยนมาเป็น เจิดจรัส ก่อนที่จะมีแม่น้ำแสงหลายเส้นซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของ ดวงดาวจำนวนมากไหลรินลงมาจากท้องฟูา
“เปิดค่ายกลแล้ว!”
เมื่อเห็นว่าค่ายกลลับที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้ถูกเปิด ใช้งาน ขวัญกำลังใจในการต่อสู้ของจ้าวลั่วเฟิงแห่งวิมานสวรรค์ก็มั่นคง ขึ้นมาทันที
“ฟิ้ว!”
และเวลานี้เอง ในรอยแยกห้วงมิติที่เปิดออกก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งบิน ออกมา
นั่วหลันเต๋อ ข่าหลัว และจื่อเหลียนแห่งตระกูลอาซือข่าเท่อ รวมไปถึง สัตว์กร่อนวิญญาณที่ถูกหัวมู่ทำร้ายจนบาดเจ็บต่างก็อยู่ในกลุ่มนั้น