ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 372 ความลับที่ซุกซ่อน
ตราประทับสะเก็ดดาวสามดวงทยอยกันเข้าไปอยู่ในเจดีย์ดวงดาว กลางภูเขา ถือเป็นการเปิดใช้ค่ายกลใหญ่ที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ทิ้งเอาไว้
เนี่ยเทียนในฐานะที่เป็นผู้กระตุ้น อันที่จริงสิ่งที่เขาต้องทำนั้นมีไม่มาก หลังจากที่ตราประทับสะเก็ดดาวบินออกมา การดำเนินการในช่วงหลัง ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก็เริ่มขึ้นเองอย่างเชื่องช้า
เขานั่งนิ่งอยู่บนยอดเขา ลืมตาขึ้นอีกครั้งเพื่อมองการต่อสู้ระหว่างห ลิงตงและเอ้าเติง
ตอนที่ลืมตาขึ้น หากใช้ดวงตาแท้จริงมองการต่อสู้กับใช้พลังของจิต วิญญานในทิพย์จักษุเจ็ดข้างมองสภาพการณ์ต่อสู้จะได้เห็นในสิ่งที่ต่างกัน โดยสิ้นเชิง
เขาพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก็พลันประจักษ์แจ้งขึ้นมา
การต่อสู้ระหว่างหลิงตงและเอ้าเติงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การโรมรันและ ฉีกทึ้งระหว่างพลังวิญญาณกับพลังปีศาจเท่านั้น จิตวิญญาณของพวกเขา เองก็กำลังปะทะกันด้วยวิธีการที่มหัศจรรย์เช่นกัน
เมื่อเขาหลับตาลง ใช้ทิพย์จักษุเจ็ดข้างที่แฝงเร้นไว้ด้วยพลังจิต วิญญาณไปสังเกต เงาปีศาจน่าหวาดกลัวที่เขาได้เห็นก็คือร่างจำแลงจิต วิญญาณของเอ้าเติง!
แท่งปรึซึมน้ำแข็งหลายก้อนที่รวมตัวขึ้นเป็นกรงขังมาจากการผสาน รวมระหว่างเวทลับพลังแห่งความเย็นสุดขั้วและพลังจิตวิญญาณที่ อัศจรรย์ของหลิงตง
ศึกการต่อสู้ทางจิตวิญญาณของหลิงตงและเอ้าเติงนั้นอันตรายยิ่งกว่า การปะทะกันระหว่างพลังวิญญาณและพลังปีศาจเสียอีก
ทิพย์จักษุทำให้เขาสังเกตเห็นถึงความหมายในอีกระดับหนึ่ง นั่นก็คือ มีเพียงผู้ที่บรรลุขอบเขตเช่นหลิงตงและเอ้าเติงเท่านั้นถึงจะมีวิธีการต่อสู้ ที่ลี้ลับมหัศจรรย์เช่นนี้ได้
“การเข่นฆ่าทางจิตวิญญาณที่เผยตัวออกมาอยู่ข้างนอก!”
จิตใจของเนี่ยเทียนสั่นไหว เขาสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้งก่อนจะ ตั้งใจจับตามองการต่อสู้ระหว่างเอ้าเติงและหลิงตงด้วยความสนใจอย่าง เต็มเปี่ยม
ไม่นานเขาก็สังเกตเห็นอีกว่าไม่ว่าเปลวเพลิงสีม่วงและสีดำที่งูเหลือม ยักษ์สองหัวตัวนั้นพ่นออกมาจะสาดกระเด็นไปโดนวัตถุใด ทุกสรรพสิ่งก็ ล้วนมีไฟโชติช่วงลุกท่วม
ภูเขา พื้นดิน อากาศล้วนลุกเป็นไฟเมื่อเปลวเพลิงสีม่วงและสีดำ เหล่านั้นมาเยือน
การเผาไหม้ของเปลวเพลิงสองประเภทเป็นเหตุให้ปราณวิญญาณฟูา ดินส่วนหนึ่งที่ถูกหลิงตงชุบหลอมจนสะอาดเกิดเสียงลั่นดัง “เปรี๊ยะๆ” และไม่นานก็มอดไหม้กลายเป็นเถ้าธุลี
เนี่ยเทียนตั้งสมาธิรับสัมผัสก็วิเคราะห์ได้ทันทีว่าเปลวเพลิงที่งูหลาม สองหัวตัวนั้นพ่นออกมาสามารถเผาไหม้ปราณวิญญาณได้
ทุกที่ที่เปลวเพลิงสีม่วงและสีดำแลบผ่าน ปราณวิญญาณล้วนถูกเผา อย่างรวดเร็ว
เมื่ออยู่ท่ามกลางการลุกไหม้ของเปลวเพลิงสองประเภทนั้น ปราณ ปีศาจที่เดิมทีเบาบางกลับเปลี่ยนมาเป็นเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
“ข่าหลัว จื่อเหลียน…”
การมาถึงของคนตระกูลอาซือข่าเท่อก็ดึงดูดความสนใจของเขาไปได้ เช่นกัน เห็นกลุ่มคนที่เคยหยุดชะงักอยู่ตรงจุดที่ธารปีศาจขาดหายใน ช่องทางว่างเปล่า ใบหน้าของเขาก็เผยความฉงนสนเท่ห์
“ภูตผีปีศาจระดับสูงอีกแล้ว!” ฮวางฝานแค่นเสียงเบาๆ
“เดิมทีพวกเขาควรปรากฏตัวที่อาณาจักรหลีเทียน” เนี่ยเทียนพึมพำ ออกมา “พวกเขาคือคนของตระกูลอาซือข่าเท่อ สัตว์กร่อนวิญญาณตัว นั้นท่านเคยเจอมาก่อน ส่วนพวกภูตผีปีศาจระดับสูงเหล่านั้นก็เกือบจะ บุกเข้าไปในอาณาจักรหลีเทียน หากไม่ใช่เพราะรอยแยกห้วงมิติของ อาณาจักรหลีเทียนใกล้จะปิดตัวลง พวกเขาก็คงบุกออกไปแล้ว”
“เจ้าเคยเจอกับพวกเขามาก่อนรึ?” ฮวางฝานเอ่ยถามด้วยความตะลึง ระคนสงสัย
“ข้าจับร่องรอยของพวกเขาได้ผ่านทางตราผนึกที่พระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้ ที่น่าแปลกใจก็คือทำไมพวกเขาถึงไม่ได้ไปเยือน
อาณาจักรหลีเทียน แต่กลับมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่?” เนี่ยเทียนอธิบาย คร่าวๆ
“ฟูุวๆ!”
เพลิงปีศาจสีม่วงพลุ่งพล่านหลายกลุ่มถูกงูหลามสองหัวตัวนั้นพ่น มายังทิศทางที่พวกเขาอยู่
ผู้แข็งแกร่งเขตลี้ลับคนหนึ่งของวิมานสวรรค์ที่อยู่ข้างกายฮวางฝาน ขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะโบกมืออย่างรำคาญใจ
ในชายแขนเสื้อของเขาพลันมีลมพายุหมุนคว้างออกมา
ลมพายุนั้นกวาดตะลุยอยู่กลางอากาศด้วยเสียงหวีดแหลมเสียดแก้วหู พัดให้ไฟปีศาจสีม่วงสลายตัวกลายมาเป็นเพียงแค่สะเก็ดไฟ
“เนี่ยเทียนผู้นี้เจ้าเป็นคนพาเขามาจากอาณาจักรหลีเทียน เจ้าจงดูแล เขาให้ดี”
คนผู้นั้นลุกขึ้นยืน หันหน้ามาบอกกับฮวางฝานหนึ่งประโยคแล้วจึง กลายร่างเป็นกลุ่มควันลอยไปยังหุบเขา
และเวลานี้พวกผู้แข็งแกร่งเขตลี้ลับของวิมานสวรรค์คนอื่นๆ ต่างก็พา กันดิ่งทะยานลงไปด้านล่าง
รวมถึงจ้าวลั่วเฟิงด้วย
ไม่นานผู้แข็งแกร่งของวิมานสวรรค์ที่มีจ้าวลั่วเฟิงเป็นผู้นำก็มายืนอยู่ ข้างรอยแยกห้วงมิติที่ปริแตกออก
ด้านหน้าของพวกเขาก็คือเอ้าเติงผู้ขี่ม้าศึกสีดำ ในมือถือทวนยาวซึ่ง มาจากอาณาจักรปีศาจที่สี่
นั่วหลันเต๋อ ข่าหลัว จื่อเหลียนและสัตว์กร่อนวิญญาณของตระกูล อาซือข่าเท่อต่างก็อยู่เบื้องหน้าพวกเขา
“ฟิ้วๆ!”
บนชั้นเมฆมืดทะมึนมีแสงดาวเปล่งประกายระยับ เพราะได้รับการชัก นำจากค่ายกลลับที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้จึงพากันไหลริน ลงมา
ม่านฟูาที่มืดมิดด้วยปราณปีศาจจนมองไม่เห็นพระอาทิตย์และ พระจันทร์ถูกธารแสงดวงดาวชุบหลอมให้สะอาดเอี่ยมจนค่อยๆ ฟื้นคืนสู่ สภาพของท้องฟูามากหมู่ดาวที่ลึกลับและกว้างใหญ่เฉกเช่นปกติ
ดวงดาวดารดาษส่องแสงเจิดจรัสสะดุดตา
“ตระกูลอาซือข่าเท่อ!” เอ้าเติงที่มาจากอาณาจักรปีศาจที่สี่พลันเก็บ ทวนยาวสีดำกลับไป หยุดการต่อสู้กับหลิงตงชั่วคราว ก่อนจะหันหน้าไป มองนั่วหลันเต๋อ ดวงตาสีม่วงใต้หน้ากากส่องแสงแห่งความฉงน “ทุ่งเลี้ยง สัตว์ของตระกูลพวกเจ้าควรจะอยู่ที่อาณาจักรหลีเทียนไม่ใช่หรือ?”
“อาณาจักรหลีเทียนถูกปิดผนึกไปแล้ว” นั่วหลันเต๋อกล่าวเบาๆ
“เหตุใดถึงมาที่นี่” เอ้าเติงถามเสียงหนัก
“มาช่วยเจ้าอย่างไรล่ะ” นั่วหลันเต๋อตอบรับ
เอ้าเติงที่สวมเกราะหนักอึ้งทั้งร่างแค่นเสียงเย็นหนึ่งครั้ง เขาไม่ได้ มองนั่วหลันเต๋ออีก แต่หันไปถลึงตาใส่จ้าวลั่วเฟิงที่บินลงมา รวมไปถึงห ลิงตงที่หลังจากหยุดต่อสู้ก็บินลงมาเช่นกัน
เนี่ยเทียนที่อยู่บนยอดเขามองทุกอย่างด้วยใบหน้าสนเท่ห์ แล้วอยู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าบรรยากาศแปลกประหลาดพิกล
เอ้าเติงที่เมื่อครู่นี้ยังต่อสู้อย่างดุเดือดกลับหยุดการเข่นฆ่ากับหลิงตง การมาเยือนของนั่วหลันเต๋อจากตระกูลอาซือข่าเท่อที่เป็นภูตผีปีศาจ เหมือนกันไม่ทำให้เขายินดีแม้แต่น้อย กลับทำให้เขาหงุดหงิดด้วยซ้ำ
จ้าวลั่วเฟิง หลิงตง และยังมีผู้แข็งแกร่งของวิมานสวรรค์ที่ทยอยกันลง มาถึงต่างก็ยืนประจันหน้ากับพวกภูตผีปีศาจอย่างเอ้าเติง ดูจากท่าทาง ของพวกเขาแล้วน่าจะมีเรื่องให้สนทนากัน
“เหล่าฮวาง วิมานสวรรค์ของพวกท่านคิดจะทำอะไรกันแน่?” เนี่ย เทียนขมวดคิ้วเป็นปม สถานการณ์ที่เห็นตรงหน้านี้อยู่เหนือการ คาดการณ์ของเขา ทำให้เขางุนงงอย่างยิ่ง
“เรื่องนี้…” ฮวางฝานทำท่าจะพูดแต่ก็เงียบไปอีกครั้ง
“คนของตระกูลอาซือข่าเท่อมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ เหตุใดเอ้าเติงถึงไม่ดี ใจล่ะ?” เนี่ยเทียนถามอีก
“คือว่า เจ้ารู้สึกหรือไม่ว่าที่นี่ไม่เหมือนกับอาณาจักหรหลีเทียน” ฮวางฝานกล่าวพร้อมถอนหายใจ
“ยังไม่เห็นว่ามีอะไรแตกต่างตรงไหน” เนี่ยเทียนส่ายหัว “หลังจาก เปิดใช้ค่ายกลที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้ ต้องรอให้ตรา ประทับสะเก็ดดาวทั้งสามดวงกลับคืนมาสู่ร่างของข้าก่อน การรับสัมผัส ของข้าถึงจะเปลี่ยนมาเป็นเฉียบไวมากกว่าเดิม”
“ที่นี่กำราบสิ่งของอย่างหนึ่งเอาไว้” ฮวางฝานลังเลอยู่ชั่วครู่ถึงได้ กล่าวว่า “สิ่งของชิ้นนั้นมีความสำคัญต่อภูตผีปีศาจในอาณาจักรปีศาจที่สี่ อย่างยิ่งยวด ข้าเดาว่าที่พวกเขารุกรานเข้ามาก็เพราะคิดจะชิงเอาสิ่งของ ชิ้นนั้นกลับไป”
“ของอะไรรึ?” เนี่ยเทียนตะลึง
ฮวางฝานส่ายหน้าเบาๆ “รายละเอียดข้าเองก็ไม่รู้แน่ชัด แต่อาจจะ เป็นอาวุธปีศาจชิ้นหนึ่ง และอาจจะเป็นภูตผีปีศาจที่แข็งแกร่งตนหนึ่ง มัน ถูกพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวปิดผนึกมาหลายปี คือว่า วิมานสวรรค์ ของพวกเรามีสามคนที่มีตบะอยู่ในเขตวิญญาณ หลังจากเขตวิญญาณไป แล้วก็คือสามแดนใหญ่อย่างแดนว่างเปล่า”
“การฝุาทะลุจากแดนว่างเปล่าขึ้นไปจำเป็นต้องใช้วัตถุดิบวิเศษ จำนวนมาก ซึ่งในบรรดาสิ่งของเหล่านั้นคือสิ่งที่ดินแดนดาวตกของเราไม่ มี”
“ทว่าอาณาจักรปีศาจแต่ละแห่งที่พวกภูตผีปีศาจใช้ชีวิตอยู่กลับมี วัตถุมหัศจรรย์ที่สามารถนำมาช่วยให้สามคนที่อยู่เขตวิญญาณฝุาทะลุ ขอบเขตได้”
“ข้าเดาว่าเจ้าสำนักและผู้อาวุโสใหญ่อาจจะวางแผนนำวัตถุที่ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวกำราบไว้มาแลกเปลี่ยนกับภูตผีปีศาจ”
“ว่าไงนะ?” เนี่ยเทียนพลันหน้าเปลี่ยนสี “พวกเขาคิดจะแลกเปลี่ยน กับภูตผีปีศาจ?”
ฮวางฝานยิ้มเจื่อน “คิดจะฝุาขั้นสู่แดนว่างเปล่าก็จำเป็นต้องรวบรวม วัตถุหายากที่ดินแดนดาวตกไม่มี หากพวกเขาไม่ไปยังอาณาจักรของพวก ภูตผีปีศาจก็จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนกับพวกภูตผีปีศาจตรงๆ ไม่มีวิธีอื่นอีก แล้ว เพราะว่าของเหล่านั้นมีเพียงภูตผีปีศาจเท่านั้นถึงจะมี”