ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 531 คนรู้จัก
ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาของเนี่ยเทียน คนที่เขาให้การยอมรับอย่างแท้จริง มีไม่มากนัก
หนิงหยางแห่งวิมานสวรรค์ แม้ว่าจะเป็นศัตรู ทว่าศักยภาพที่เขา แสดงออกมากลับทำให้เนี่ยเทียนบังเกิดความเลื่อมใสทุกครั้งที่นึกถึง
การตายของหนิงหยางเป็นเพราะอสูรกายส่วนหนึ่ง ทั้งยังมีความ ช่วยเหลือจากหลี่หลางเฟิงและเซวียหลง ส่วนเขาออกแรงแค่นิดหน่อย เท่านั้น
หลี่หลางเฟิงที่โดดเด่นมีชื่อเสียงไม่ต่างกัน ยอมเผาผลาญพลังชีวิตเพื่อ เสาะแสวงหาพลังที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม ทว่าเมื่อเจอกับหนิงหยางก็ยังตก เป็นรอง นี่จึงแสดงให้เห็นถึงความร้ายกาจของหนิงหยางได้เป็นอย่างดี
อันที่จริงก่อนหน้าที่หนิงหยางยังไม่ตาย เขาต่างหากถึงจะเป็นเมล็ด พันธ์ที่ส่องประกายแสงเจิดจ้าที่สุดซึ่งวิมานสวรรค์มองให้เป็นคนที่จะมา รับช่วงต่อ
ผู้ฝึกลมปราณขอบเขตเดียวกันทุกคนต่างก็ดับแสงเมื่ออยู่ต่อหน้าหนิง หยาง
บุคคลเช่นนี้ต่างหากถึงจะเป็นคนที่ทำให้เนี่ยเทียนนับถือ ทำให้เขา รู้สึกว่าอีกฝุายเป็นคนบ้าระห่ำที่สมควรถูกขนานนามว่าเมล็ดพันธ์ที่ทรง เกียรติอย่างแท้จริง!
เมื่อเทียบกับหนิงหยางแล้ว หงเหอและฮวางหู่ผู้นั้นก็เป็นได้แค่ตัวตลก เท่านั้น ไม่มีค่าพอให้ออกหน้าออกตาได้เลย
“ฟิ้ว!”
ต่งลี่บินมาถึงก็มองเห็นเนี่ยเทียนที่ร่างโชกไปด้วยเลือด รวมไปถึงศพ อันน่าสังเวชของฮวางหู่ที่ถูกดาราเพลิงกาฬฟันขาดเป็นสองท่อนทันที
“หา!” นางอุทานเบาๆ สีหน้าแตกตื่น “เจ้าฆ่าเขาได้เร็วขนาดนี้เลย เหรอ?”
นางเชื่อว่าเนี่ยเทียนจะต้องเป็นฝุายชนะ แต่ก็ยังคาดไม่ถึงว่าเวลาแค่ แผล็บเดียว ฮวางหู่จะตายไปด้วยความอาฆาตแค้นเสียแล้ว
“เทียบกับหนิงหยาง เขาก็ช่างอ่อนด้อยยิ่งนัก” เนี่ยเทียนใช้ปลาย แขนเสื้อเช็ดคราบเลือดบนหน้าตัวเองด้วยสีหน้ายโส “เจ้าเอาแหวนเก็บ ของของเขามาได้เลย ข้าจะไปหาดูสักหน่อยว่าซูหลินอยู่แถวนี้ด้วย หรือไม่”
ขอบเขตการปกคลุมของทิพย์จักษุยังคงมีขีดจำกัด เนื่องจากซูหลิน ค่อยๆ จากไปไกล ทิพย์จักษุสามข้างที่เขาปล่อยออกไปให้ตามคนทั้งสาม จึงไม่เห็นร่องรอยของนางแล้ว
เมื่ออยู่เหนือขอบเขตการรับสัมผัส ทิพย์จักษุก็จะไม่สามารถใช้งานได้
เนื่องจากการต่อสู้ระหว่างเขากับหงเหอและฮวางหู่ไม่ได้อยู่ในระยะที่ ห่างกันมากนัก ดังนั้นจึงไม่สามารถเคลื่อนย้ายทิพย์จักษุไปตามการ
เคลื่อนไหวของร่างกาย จึงปล่อยให้ซูหลินค่อยๆ หายไปจากอาณาเขต การรับสัมผัสของทิพย์จักษุ
ดวงตาข้างนั้นของสัตว์ปฐพีแตกยังอยู่ในมือซูหลิน ซูหลินเองก็ร่วมบีบ บังคับต่งลี่ให้มอบดวงตาข้างนั้นด้วยเหมือนกัน แน่นอนว่าเขาย่อมไม่ ปล่อยนางไป
“เจ้าระวังตัวด้วย” ต่งลี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็กล่าวว่า “ผู้ที่มีเขตต้น สวรรค์ของวิมานสวรรค์อาจไม่ได้มีแค่พวกซูหลินสามคน ในเมื่อพวกเขา ปรากฏตัวอยู่แถวนี้ก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีคนของวิมานสวรรค์มากกว่าเดิม เคลื่อนไหวอยู่ใกล้ๆ หากซูหลินไปรวมตัวกับพวกคนของวิมานสวรรค์แล้ว เจ้าก็จงรีบกลับมา”
“ดวงตาของสัตว์ปฐพีแตกล้ำค่าก็จริง แต่เจ้า…มีความสำคัญต่อข้า มากกว่า ข้าไม่อยากให้เกิดเรื่องขึ้นกับเจ้า”
กล่าวมาถึงช่วงท้าย ต่งลี่ก้มหน้าลงน้อยๆ แสดงความเขินอายอย่าง หาได้ยาก ทั้งยังแอบเปิดเผยความในใจให้อีกฝุายรับรู้
ใจของเนี่ยเทียนสั่นไหว รู้สึกอบอุ่นใจเช่นกันจึงพยักหน้ารับแล้วกล่าว ด้วยรอยยิ้ม “วางใจเถอะ นอกเสียจากว่าเจอศิษย์ผู้ทรงเกียรติตัวจริง อย่าง หนิงหยาง คนอื่นๆ …ต่อให้เป็นหยางคันแห่งตำหนักเทพเพลิง ตอนนี้ข้าก็ ยังมีความมั่นใจว่าจะจัดการได้!”
“หนิงหยางมีแค่คนเดียว” ต่งลี่กล่าว
“ถ้าอย่างนั้นก็ถูกต้องแล้ว” เนี่ยเทียนหัวเราะฮ่าๆ ไม่สนใจจะจัดการ คราบเลือดบนร่าง แต่ใช้ดาวเปล่งประกายหายตัวไปทันที
เมื่อเขาขยับ ทิพย์จักษุเก้าข้างที่อยู่ในระยะการรับสัมผัสของเขาก็แผ่ ออกไปรูปพัดคลี่ที่กระจายตัวกันไปตามหาซูหลิน
ภาพเหตุการณ์ทุกอย่างสะท้อนขึ้นมากลางใจ ทว่ากลับไม่มีภาพของ ซูหลินปรากฏอยู่ด้วย
เขาเองก็ไม่ได้สนใจอีกแล้วว่ารอบๆ นี้จะมีของวิเศษซุกซ่อนอยู่หรือไม่ เอาแต่คิดจะตามหาซูหลินเพื่อทวงดวงตาสัตว์ปฐพีแตกคืนมา ก่อนจะ สังหาร ซูหลินที่นี่ไปพร้อมกัน
ตอนอยู่ในประตูสวรรค์ เขาเคยประมือกับซูหลินมาก่อน ตอนนั้นเขา ก็ชนะซูหลินและแย่งชิงตราประทับสะเก็ดดาวมาครองได้แล้ว
ห่างมานานหลายปี แม้ว่าซูหลินจะอาศัยกำลังของวิมานสวรรค์จน เหยียบเข้าสู่เขตต้นสวรรค์เหมือนกัน ทว่าก็แค่ช่วงต้นเท่านั้น
ตอนที่เขาและซูหลินอยู่ขอบเขตเดียวกัน เขายังมั่นใจมากพอว่าจะฆ่า อีกฝุายได้ แล้วนับประสาอะไรกับตอนนี้?
ที่ทำให้เขาแปลกใจก็คือ ทิพย์จักษุแผ่ขยายไปตลอดทาง ทว่ากลับหา ร่องรอยของซูหลินไม่พบ
ซูหลินไปจากจุดที่ตั้งศพของสัตว์ปฐพีแตกแค่ครึ่งเค่อเท่านั้น นอกเสีย จากว่าหลังจากที่ซูหลินแยกทางกับหงเหอฮวางหู่แล้วใช้ความเร็วสูงสุด
เร่งเดินทางไปยังจุดใดจุดหนึ่งแล้วล่ะก็ หาไม่แล้วก็ไม่มีทางที่เขาตามหา อยู่พักใหญ่ก็ยังไม่เห็นวี่แววอย่างนี้
ไม่นานนักเนี่ยเทียนก็เดินออกมาจากในผืนปุา ค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ ยอดเขายักษ์แห่งนั้น
ยอดเขาที่สูงตระหง่านเสียดแทงเข้าไปในหมู่เมฆเป็นยอดเขาเดียวกับ ที่เขาและต่งลี่เห็นตอนที่เพิ่งมาถึง
ยอดเขานั้นเดิมทีเหมือนว่าจะเชื่อมโยงอยู่กับแผ่นดินด้านบน ทว่า กลับถูกฟันขาดตรงกลาง ยอดเขาจึงทั้งโล้นเตียนทั้งราบเรียบ
ตีนเขามีเศษหินกระจัดกระจาย แนวสายตาจึงมองเห็นได้ค่อนข้าง กว้างไกล
เศษหินเหล่านั้นเนี่ยเทียนคิดว่าน่าจะเป็นเศษหินบนภูเขาที่พอถูกฟัน ก็ระเบิดออกแล้วร่วงลงมา บ้างก็ใหญ่มหึมา บ้างก็เล็กแค่กำปั้น
ขณะที่เขายังไม่ทันหาซูหลินเจอก็พลันมองเห็นผู้ฝึกลมปราณที่สวม ชุดสีขาวสะอาด ปราณความเย็นอบอวลสี่คน
หนึ่งในนั้นก็คือเสวียนเข่อที่เขาเคยเจอในพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาว
เสวียนเข่อที่ปีนั้นก็มีตบะเพียงท้ายสวรรค์เช่นกัน หลังเวลาผ่านไป หลายปีกลับก้าวกระโดดกลายมาเป็นต้นสวรรค์ช่วงท้าย ตลอดทั้งร่างแผ่ ปราณเย็นเยียบอึมครึม
คนข้างกายเขาสามคนคือหญิงสองชายหนึ่ง ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมา จากหอหันปิงแห่งอาณาจักรปิงเฟิง
ขณะที่เนี่ยเทียนอาศัยเศษหินก้อนหนึ่งกระโดดตัวขึ้นสูงแล้วทะยาน ไปข้างหน้าอีกครั้ง พวกเสวียนเข่อก็มองเห็นเขาทันที
ไม่ได้สนใจพวกเสวียนเข่อที่อยู่ฝั่งซ้ายมือ เขายังคงมุ่งหน้าไปยัง ทิศทางที่คิดว่าซูหลินน่าจะจากไป
“คนผู้นั้นคือใคร? ไอสังหารช่างเข้มข้นยิ่งนัก!”
หวังหรงจากหอหันปิงมองเห็นเนี่ยเทียนที่ร่างโชกไปด้วยเลือดและ กำลังทะยานตัวขึ้นสูงก็พลันร้องอุทานด้วยความตกใจ
“เขตต้นสวรรค์ช่วงกลาง!”
ชายหนุ่มอีกคนหนึ่งของหอหันปิงที่มีนามว่าจ้าวเยว่หรี่ตาลง มอง ประเมินอยู่ครู่หนึ่งก็มองขอบเขตแท้จริงของเนี่ยเทียนออก ก่อนจะพูด อย่างไม่ยี่หระ “ขอบเขตเท่ากับข้า ก็แค่ต้นสวรรค์ช่วงกลางเท่านั้น บน ร่างของเขาก็เหมือนว่าจะไม่มีสัญลักษณ์บ่งบอกตัวตนว่าเป็นคนของฝุาย ไหน”
จ้าวเยว่ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก็พลันหันไปพูดกับเสวียนเข่อ“ไอ้หมอนี่เต็ม ไปด้วยปราณสังหาร ไม่รู้ว่าใครไปล่วงเกินเขา ตามความเห็นข้า พวกเรา ควรจัดการเขาแล้วช่วงชิงวัตถุวิเศษที่เขาหาเจอมาครอง”
ช่วงเวลาที่ผ่านมา สี่คนนี้ของหอหันปิงก็ทำแบบเดียวกับวิมานสวรรค์
เพียงเจอใครที่ศักยภาพไม่สูงพอ หรือคนที่เดินทางเพียงลำพังก็จะลง มือช่วงชิงของวิเศษที่คนเหล่านั้นหามาได้อย่างไม่เกรงใจทันที
และก็ถือว่าช่วงนี้พวกเขาได้ผลเก็บเกี่ยวมาไม่น้อย ดังนั้นเมื่อรู้ตบะ ของเนี่ยเทียนจึงไม่หวาดกลัว บวกกับที่เนี่ยเทียนเองก็ไม่ใช่พวกศิษย์ผู้ ทรงเกียรติที่มีชื่อเสียง จ้าวเยว่จึงบังเกิดความคิดชั่วร้ายในฉับพลัน
หวังหรงเองก็มีท่าทางสนใจจึงรีบเอะอะเสียงดัง “ทุกคนที่เข้ามาที่นี่ ล้วนเจอของดีไม่มากก็น้อย วัตถุดิบวิเศษที่อยู่ที่นี่ส่วนใหญ่ล้วนเป็น ระดับสูง คนผู้นั้นเองก็น่าจะได้อะไรมาบ้าง ศิษย์พี่เสวียนเข่อ พวกเรา จัดการเขาอย่างที่เคยทำเลยดีไหม?”
หลัวเซวี่ยอีกคนหนึ่งก็คันไม้คันมือ เตรียมพร้อมลงมือ
ทว่าเสวียนเข่อที่คนทั้งสามยกให้เป็นผู้นำกลับมองเนี่ยเทียนที่ร่างโชก เลือด ดวงตาฉายแสงเหี้ยมเกรียมโดยไม่เอ่ยคำใด
“ศิษย์พี่เสวียนเข่อ ท่านออกคำสั่งสิ!” หวังหรงมีสีหน้าร้อนใจ “เขา จากไปไกลมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว หากพวกเราไม่ลงมืออีก เดี๋ยวเขาก็หายไป จากเส้นสายตาของพวกเราหรอก”
“อย่าไปมีเรื่องกับเขา” เสวียนเข่อกล่าวเสียงเย็น
คำพูดนี้ดังจบ สีหน้าคนทั้งสามก็เต็มไปด้วยความฉงน รู้สึกไม่เข้าใจ
พวกเขาล้วนรู้ดีว่าเสวียนเข่อไม่ถือสาหากคิดจะใช้การสังหารมาปล้น ชิงสิ่งของจากผู้ที่มีฝีมือไม่มากพอ
ไม่เพียงเท่านี้ หลังจากที่มาถึงที่แห่งนี้เสวียนเข่อยังเคยเอ่ยปากไว้ว่า เมื่อใดที่พบเจอใครก็ตามที่อยู่เพียงลำพังก็ให้ลงมือทันที ใครที่จัดการได้ ห้ามปล่อยผ่านเด็ดขาด
ทั้งๆ ที่คนผู้นั้นมีเขตต้นสวรรค์ช่วงกลาง แถมยังตัวคนเดียว เหตุใด เสวียนเข่อถึงเลือกที่จะหลีกเลี่ยง?
“ศิษย์พี่ ด้วยกำลังของพวกเราสี่คน คิดจะเล่นงานเขาก็ไม่ใช่ว่าง่ายยิ่ง กว่าพลิกฝุามือหรอกหรือ?” จ้าวเยว่ขมวดคิ้ว “เขาไม่ใช่หนิงหนางที่ตาย ไปเสียหน่อย แถมยังมีตบะต้นสวรรค์ช่วงกลาง พวกเราจะต้องกลัวเขา ทำไม?”
“เขาอันตรายยิ่งกว่าที่พวกเจ้าคิดมากนัก!” เสวียนเข่อแค่นเสียงเย็น “ห้ามลงมือ พวกเราตามเขาไป ดูสิว่าเขาตามหาใครอยู่กันแน่ จำเอาไว้ว่า ต้องรักษาระยะห่างที่เหมาะสมกับเขา หลีกเลี่ยงไม่ให้เขาเปลี่ยน เปูาหมายมาเล่นงานพวกเราแทน”
คนทั้งสามไม่เห็นด้วยแม้แต่น้อย พวกเขารู้สึกว่าด้วยฝีมือในการต่อสู้ ของพวกเขาสี่คนย่อมสามารถจัดการเนี่ยเทียนและช่วงชิงเอาสมบัติของ อีกฝุายมาครองได้อย่างง่ายดาย
“ข้าพูดอะไรพวกเจ้าก็ทำตามซะ!” น้ำเสียงของเสวียนเข่อเย็นเยียบ
คนทั้งสามจึงไม่พูดมากอีก ก่อนจะก้มหน้าก้มตาไล่ตามทิศทางที่เนี่ย เทียนจากไปภายใต้การนำของเสวียนเข่อ
เสวียนเข่อบินทะยานพลางมองเงาร่างของเนี่ยเทียนที่ค่อยๆ จากไป ไกล ความรู้สึกถึงวิกฤตที่ทำให้เขาอยู่ไม่สุขอ่อนจางลงไปเรื่อยๆ ตาม ระยะห่างระหว่างเขากับเนี่ยเทียน
“คนผู้นี้คือใครกันแน่? เหตุใดข้าถึงได้รู้สึกคุ้นเคยกับเขานัก?”