ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 549 ศูนย์รวมใจของผู้คน?
“ทำไมเผยฉีฉีถึงมาอยู่ที่นี่?”
ในใจเนี่ยเทียนบังเกิดความสงสัยอย่างยิ่ง เผ่ามนุษย์ทุกคนซึ่งรวมเขา ด้วยต่างก็เยื้องกรายไปยังเกาะที่เขาเพิ่งจากมา
ไม่รู้ว่าทำไมเผยฉีฉีถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้ เรื่องนี้ทำให้เขาตกตะลึงและ แปลกใจอย่างมาก
แต่พอรู้ว่าเปูาหมายที่ภูตผีปีศาจชั้นสูงเหล่านั้นตามหาคือเผยฉีฉี เขา กลับรู้สึกว่านี่ถือเป็นข่าวดี
—อย่างน้อยนี่ก็บอกให้รู้ว่าเผยฉีฉียังมีชีวิตอยู่
ขอแค่เผยฉีฉียังมีชีวิตอยู่และรู้ว่าเผยฉีฉีอยู่ในเกาะแห่งนี้ เขาก็เชื่อว่า ไม่ช้าหรือเร็วเขาย่อมได้พบกับเผยฉีฉี
ภูตผีปีศาจชั้นสูงเหล่านั้นต่างก็มีสายเลือดระดับสี่ เขามั่นใจมากว่า หากตนลอบโจมตีก็จะจัดการเจ้าพวกนั้นได้
แต่เขาไม่ได้ทำเช่นนี้
เพราะเขารู้ดีว่าในบริเวณใกล้เคียงยังมีชนต่างเผ่าอยู่อีก และถ้าเขาลง มือก็อาจเป็นการเปิดเผยร่องรอยของตัวเอง กังวลว่าจะถูกชนต่างเผ่ารุม โจมตี
ดังนั้นเขาจึงหลบเลี่ยงภูตผีปีศาจชั้นสูงเหล่านั้นมาก่อน ควบคุมให้ ทิพย์จักษุวนล้อมทะเลสาบเพื่อตามหาต่อไป
ไม่นานเขาก็มองเห็นภูตผีปีศาจมากกว่าเดิมผ่านทิพย์จักษุ ภูตผีปีศาจ เหล่านั้นกระจายตัวกันอยู่รอบทะเลสาบ มีอยู่หลายกลุ่ม ทุกกลุ่มต่างก็ เป็นภูตผีปีศาจชั้นสูง
ภูตผีปีศาจชั้นสูงทุกตนเหมือนจะกำลังตามหาเผยฉีฉี ไอสังหารของ พวกเขาตลบอบอวล
จากบทสนทนาของพวกทำให้รู้ว่าเผยฉีฉีได้สังหารชนต่างเผ่าที่อยู่บน เกาะแห่งนี้ไปไม่น้อย
มีภูตผีปีศาจหลายตนที่ตายด้วยน้ำมือของเผยฉีฉี ภูตผีปีศาจเหล่านั้น หวาดกลัวเผยฉีฉีมากจนไม่กล้าเดินทางเพียงลำพัง ได้แต่จับกลุ่มกันไป ไหนมาไหนเท่านั้น
และก็ดูเหมือนว่าภูตผีปีศาจจะรู้เรื่องของเผ่ามนุษย์ที่อยู่อีกเกาะหนึ่ง จากคำบอกเล่าของชนเผ่าหินเทาแล้ว เพียงแต่ภูตผีปีศาจรู้สึกว่าเผยฉีฉี เป็นภัยคุกคามมากกว่า จึงคิดจะจัดการปัญหาใหญ่อย่างเผยฉีฉีทิ้งไปก่อน จากนั้นค่อยรวมกำลังกันไปหาเรื่องเผ่ามนุษย์
เผยฉีฉีคนเดียวกลับจัดการชนต่างเผ่าและภูตผีปีศาจมากมายได้อยู่ หมัดเช่นนี้!
ทิพย์จักษุของเขาก็ลองค้นหาไปทั่วทะเลสาบเงียบๆ ด้วย แต่กลับไม่ เห็นทิศทางการเคลื่อนไหวของเผยฉีฉี
เนี่ยเทียนไม่ได้สนใจภูตผีปีศาจเหล่านั้น แล้วก็รู้สึกว่าบางทีเผยฉีฉีอาจ ไม่ได้อยู่ที่นี่ เขาจึงเลือกเดินเลี่ยงไปอีกทาง อำพรางปราณชีวิตและค้นหา ต่อไป
ประมาณครึ่งชั่วยามต่อมาเขาก็เจออสูรกายอีกหลายกลุ่มในพื้นที่ที่มี ธารน้ำไหลคดเคี้ยว
ระดับสายเลือดของอสูรกายก็น่าจะแค่ระดับสี่เหมือนกัน ฝีมือเท่า เทียมกับผู้แข็งแกร่งเขตต้นสวรรค์ของเผ่ามนุษย์
เห็นอสูรกายผ่านทิพย์จักษุ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยิ่งระมัดระวังมากกว่าเดิม เขาค่อนข้างรักษาระยะห่างกับอสูรกายเหล่านั้น เพราะกลัวว่าอสูรกายจะ พบทิศทางการเคลื่อนไหวของเขา
อสูรกายเชี่ยวชาญเวทลับทางจิตวิญญาณ ต่อให้เขามีพรสวรรค์การ อำพรางสายเลือด แต่หากอยู่ใกล้เกินไป อสูรกายก็อาจจะใช้เวทลับทาง จิตวิญญาณที่มหัศจรรย์จับร่องรอยของเขาได้
เขาจึงอาศัยทิพย์จักษุสังเกตการณ์อย่างเงียบๆ อยู่พักหนึ่ง แล้วก็รู้ว่า อสูรกายเองก็กำลังตามหาเผยฉีฉีเหมือนกัน
เมื่อออกมาจากพื้นที่ที่อสูรกายเคลื่อนไหว เนี่ยเทียนก็ยิ่งมีสีหน้า เคร่งเครียด แม้ว่าอสูรกายและภูตผีปีศาจที่เขาเจอจะมีสายเลือดระดับสี่ ทว่าจำนวนของสองชนเผ่านั้นไม่น้อย
ลำพังเพียงแค่ภูตผีปีศาจชั้นสูงและอสูรกายก็มีมากถึงยี่สิบสามสิบตน แล้ว จำนวนนี้…มากกว่าจำนวนรวมของเผ่ามนุษย์แต่ละฝุายที่เหลืออยู่ เสียอีก
และนี่ยังเป็นเพียงแค่ภูตผีปีศาจกับอสูรกายเท่านั้น
ผ่านจุดที่อสูรกายเคลื่อนไหว เขาก็เดินมาถึงเขตบึงน้ำอีกแห่งหนึ่ง ที่ นั่นมีเผ่าทมิฬเคลื่อนไหวอยู่!
คนเผ่าทมิฬทุกคนต่างก็มีควันพิษหลากสีล้อมวนไปทั่วร่าง โดยที่ ควันพิษพวกนั้นมีสีต่างกันไปตามสารพิษที่ดูดซับ ควันพิษที่ปล่อยออกมา จากในร่างของพวกเขาก็ไม่เหมือนกันด้วย
เผ่าทมิฬมีผิวหนังเป็นสีเขียวเข้ม ดวงตาสีเขียวรุบรู่คล้ายไฟผีสีเขียวที่ กำลังลุกไหม้
ภายใต้การสังเกตการณ์จากทิพย์จักษุ เขตบึงน้ำที่เผ่าทมิฬกระจายตัว อยู่แปลกประหลาดอย่างมาก
น้ำของบึงแห่งนั้นมีห้าแสงหกสี และยังมีควันพิษหลากสีลอยกรุ่น ขึ้นมา
คนของเผ่าทมิฬไม่เพียงแต่ไม่ได้รับผลกระทบจากควันพิษแม้แต่น้อย แถมยังสูดลมหายใจเข้าไปคำใหญ่คล้ายกำลังชุบหลอมสารพิษไปไว้ใน เรือนกาย
บางครั้งคนของเผ่าทมิฬก็จะไชโยโห่ร้อง แล้วเก็บเอาดอกไม้ในบึงที่ เห็นได้ชัดว่ามีพิษร้ายแรงกลับมา
เผ่าทมิฬบางคนจะกลืนกินดอกไม้พิษนั้นไปโดยตรง บางคนก็เก็บมัน ไว้อย่างถนอม เพื่อรอไว้หลอมเป็นยาหรือไม่ก็ชุบหลอมช้าๆ
ดูเหมือนว่าคนเหล่านั้นของเผ่าทมิฬไม่ได้มีความคิดที่จะตามหาเผย ฉีฉี ทำเพียงตามหาพืชพิษและสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อพวกเขาเท่านั้น
จำนวนของพวกเขาน้อยกว่าฝุายของภูตผีปีศาจกับอสูรกาย มีไม่ถึง สิบคน
ทว่าในความรู้สึกของเนี่ยเทียน เผ่าทมิฬที่มีพิษเต็มร่าง แม้แต่หายใจ หรือพูดจาก็ล้วนมีควันพิษระบายออกจากร่างเช่นนี้น่าจะรับมือได้ยาก กว่ามาก
เขาไม่ได้บุ่มบ่ามเช่นเดิม แต่หลบเลี่ยงพื้นที่ที่เผ่าทมิฬเคลื่อนไหวไป อย่างเงียบเชียบก่อนจะจากไปอีกครั้ง
หลังจากนั้นเขาก็ทยอยเห็นเผ่าเล็กๆ ที่แปลกหน้าอีกหลายเผ่า
ชนเผ่าเล็กๆ เหล่านั้นมีพละกำลังที่อ่อนแอ เทียบกับเผ่าทมิฬ ภูตผี ปีศาจและอสูรกายแล้วก็ราวกับว่าจะมีฝีมือเทียบกับชนเผ่าหินเทา
จำนวนของชนต่างเผ่ามากกว่าเผ่ามนุษย์หลายเท่าตัว และดูเหมือนว่า พวกเขาก็รู้จากปากของชนเผ่าหินเทาแล้วว่าอีกเกาะหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียงมี เผ่ามนุษย์รวมตัวกันอยู่
ทว่าชนต่างเผ่าเหล่านี้ไม่ได้รับร้อนลงมือข้ามทะเลไปสังหารเผ่ามนุษย์
คนส่วนหนึ่งของชนต่างเผ่าเหมือนภูตผีปีศาจและอสูรกายที่คล้ายจะ เสียเปรียบด้วยน้ำมือของเผยฉีฉี แล้วพวกเขาก็รู้ว่าเผยฉีฉีซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ดังนั้นจึงตามหาร่องรอยของเผยฉีฉี หมายจัดการกับนางก่อนเป็นอันดับ แรก
เผ่าทมิฬและเผ่าเล็กๆ เพิ่งจะมาถึงที่นี่ได้ไม่นาน พวกเขาจึงคิดจะ ค้นหาความลี้ลับของเกาะแห่งนี้เพื่อรวบรวมพืชหญ้าพิษที่ช่วยให้พวกเขา แข็งแกร่งก่อน รอจนที่นี่ไม่มีของดีอะไรแล้วค่อยไปหาเรื่องเผ่ามนุษย์
ดูจากภายนอกแล้วศักยภาพของชนต่างเผ่าเหล่านี้ล้วนเหนือกว่าเผ่า มนุษย์
เนี่ยเทียนยังไม่ทันสำรวจไปทั่วเกาะแห่งนี้ ทว่าภาพเหตุการณ์ที่เขาได้ เห็นและจำนวนของชนต่างเผ่าก็มากพอจะทำให้พวกศิษย์ผู้ทรงเกียรติที่ รออยู่อีกเกาะหนึ่งตัดสินใจได้แล้ว
เขาจึงนำข่าวนี้บอกกับต่งลี่ผ่านหินส่งข้อความเสียง
……
“หนึ่งวันครึ่ง” ต่งลี่ดูเวลาตามเครื่องคำนวณเวลา นางวางหินส่ง ข้อความเสียงลงแล้วหันไปมองทุกคน “เนี่ยเทียนส่งข่าวกลับมาแล้ว จำนวนชนต่างเผ่าที่รวมตัวอยู่ที่นั่นมีเยอะกว่าพวกเรามาก ตอนนี้จำนวน ชนต่างเผ่าที่เขาเห็นก็มากกว่าพวกเราหลายเท่าแล้ว และนี่อาจเป็นเพียง แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น”
“ที่น่ายินดีก็คือสายเลือดของชนต่างเผ่าพวกนั้นมีแค่ระดับสี่ ไม่มีใคร ที่ฝีมือร้ายกาจเป็นพิเศษ”
“แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ หากพวกเราบุ่มบ่ามเข้าไปก็อาจถูกโจมตีอยู่ดี”
“จะตัดสินใจอย่างไรพวกเจ้าก็ลองชั่งน้ำหนักกันดูเถิด”
พอนางกล่าวจบ เมล็ดพันธ์ผู้มีชื่อเสียงเผ่ามนุษย์ที่มาจากดินแดนดาว ตกต่างก็เงียบงันกันไป
พวกเขาเองก็คาดการณ์ได้ว่าชนต่างเผ่าที่อยู่บนเกาะนั้นคงมีไม่น้อย ข้อนี้พอจะรู้ได้จากข่าวที่ชนเผ่าหินเทาแพร่งพรายไว้ก่อนจากไป
ชนต่างเผ่าไม่ได้รุกรานเข้ามาเพราะคิดจะเก็บวัตถุวิเศษและสมุนไพร บนเกาะนั้นให้เรียบร้อยเสียก่อน รอจนเกาะนั้นถูกค้นหาจนทั่วแล้ว พวก เขาก็ย่อมต้องลงมือ
ถึงเวลานั้นชนต่างเผ่ามากมายก็จะมารวมตัวกันจัดการกับพวกเขา
ซูหลินจากวิมานสวรรค์เงียบไปครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็เหลือทางเลือกข้อเดียว—เฝูาที่แห่งนี้เอาไว้ นับแต่นี้ไปทุกคน เริ่มสร้างเส้นปูองกันที่หนาแน่นขึ้นแล้วรอการมาถึงของพวกต่างเผ่า”
ฉินแยนขมวดคิ้ว “เอาแต่เฝูาอยู่ที่นี่จะเป็นวิธีที่ดีจริงๆ น่ะหรือ?”
“เจ้าจะให้ไปจากที่นี่?” ซูหลินยิ้มเจื่อน “อาวุธวิเศษประเภทบินพา พวกเราไปจากเกาะนี้ได้ก็จริง แต่เกาะนี้มีแค่พวกเราที่มีเขตต้นสวรรค์ อีก เกาะหนึ่งก็เป็นชนต่างเผ่าที่มีระดับเดียวกัน ความเสี่ยงพอจะคาดเดาได้ หากโดยสารอาวุธวิเศษประเภทบินหนีไปจากที่นี่จะเจอกับเรื่องอะไรก็ไม่ มีใครรู้”
“และหากพวกเราเจอกับชนต่างเผ่าที่สายเลือดแข็งแกร่งยิ่งกว่า หรือ เจอความเสี่ยงที่ไม่อาจควบคุมได้ก็อาจตายกันหมดในชั่วพริบตา”
คำพูดนี้ดังจบ ทุกคนต่างก็พากันพูดคุยจอแจ บางคนแนะนำให้ ออกไปจากเกาะแห่งนี้ ไม่ต้องเฝูาพิทักษ์ และบางคนก็รู้สึกว่าหากจากไป มีแต่จะทำให้ตายเร็วยิ่งกว่าเดิม
ไม่มีใครความเห็นตรงกัน เสียงถกเถียงดังเอ็ดอึง หาข้อสรุปไม่ได้
ผ่านไปพักหนึ่งเย่ฉินแห่งสำนักหยินก็พลันเอ่ยว่า “เอาอย่างนี้แล้วกัน พวกเราแบ่งคนส่วนหนึ่งสร้างแนวปูองกันขึ้นมาก่อน แล้วค่อยแบ่งคนอีก ส่วนโดยสารอาวุธวิเศษประเภทบินพยายามออกไปค้นหานอกเกาะ หาก เจอสถานที่ที่ปลอดภัยกว่านี้พวกเราก็ไปพร้อมกัน แต่หากข้างนอก อันตรายยิ่งกว่า ถ้าเช่นนั้นก็…อยู่ที่นี่เหมือนเดิม ตกลงไหม?”
“ข้างนอก?” ซูหลินถอนหายใจหนึ่งที “หากเจอผู้แข็งแกร่งของต่าง เผ่า เปิดเผยร่องรอยโดยไม่ทันระวัง หรือไม่ก็ถูกชนต่างเผ่าตามรอยจนมา เจอที่นี่ แบบนั้นก็ยิ่งอนาถเข้าไปอีก เส้นปูองกันที่พวกเราสร้างสามารถ สกัดกั้นชนต่างเผ่าสายเลือดระดับสี่ได้ก็จริง แต่หากเจอสายเลือดระดับ ห้า หก เกรงว่าคงไม่มีประโยชน์อันใด”
ศิษย์ผู้ทรงเกียรติทั้งกลุ่มต่างก็มีความคิดเห็นและความกังวลของใคร ของมัน พูดคุยกันอยู่นานมากก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ทำให้ทุกคนพอใจ
นี่ก็เป็นเพราะทุกคนที่มาจากดินแดนดาวตกไม่มีใครที่เป็นผู้นำได้ อย่างแท้จริง
ไม่มีใครที่คำพูดหนักแน่นจนได้รับความเชื่อถือจากทุกคน ความคิด แตกต่าง ไม่สามัคคีกัน จึงเป็นเหตุให้เกิดผลลัพธ์เช่นนี้
“หรือจะลองถามความเห็นของเนี่ยเทียนดู?” เสวียนเข่อจากหอ หันปิงเงียบอยู่นานก็พลันพูดขึ้นว่า “เขาแค่บอกข้อมูลแต่ไม่ได้แสดง ความเห็น เขาไปที่เกาะแห่งนั้นก็ย่อมลคุ้นเคยกับที่นั่นมากกว่า พวกเรา ฟังความคิดเห็นเขาดีไหม?”
ที่น่าแปลกก็คือเมื่อเสวียนเข่อเสนอความเห็นกลับทำให้ทุกคนพากัน เงียบกริบ ก่อนที่หลายคนจะพยักหน้ารับเบาๆ
คนของสำนักหยินสำนักหยาง อาณาจักรปุายจั้นและหอหันปิงต่างก็ แสดงว่าเห็นด้วย
แม้แต่หยางคันและหลิวเจี้ยนก็ยังพยักหน้ายอมรับ
ซูหลินเงียบไปพักหนึ่งก็แสดงท่าที “หากเนี่ยเทียนมีความเห็นอะไร ดีๆ วิมานสวรรค์ก็พร้อมรับฟัง”
จางจิวแห่งลัทธิอูตู๋ก็กล่าวเหมือนกันว่า “พวกเราก็ยินดีฟังความเห็น ของเนี่ยเทียน”
และที่คาดไม่ถึงก็คือแม้แต่เลี่ยวเยี่ยนกับอวี๋หยางจากภูเขาสายฟูาและ สำนักเทียนเหยียนก็พยักหน้ารับเบาๆ ด้วย