ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 554 พูดมาก
“ดินแดนดาวตก ฮ่าๆ!”
อามู่ซือหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ใบหน้าเผยแววดูหมิ่นราวกับว่าในสายตา ของเขาดินแดนดาวตกต่ำต้อยจนไม่มีค่าพอให้พูดถึง
“ดินแดนดาวตกเดิมทีก็คือทุ่งเลี้ยงสัตว์ของพวกข้า หากไม่เป็นเพราะ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเยื้องกรายมาเยือน มีหรือที่ดินแดนดาวตก จะกลายมาเป็นที่อยู่อาศัยของเผ่ามนุษย์ได้?” เขาหยุดเสียงหัวเราะแล้ว เอ่ยขึ้นด้วยภาษาเผ่ามนุษย์ที่ชัดเจนอีกครั้ง “ได้ยินมาว่า ดินแดนดาวตก ไม่มีผู้แข็งแกร่งของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอาศัยอยู่อีกแล้ว? สถานที่ที่ถูกพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทอดทิ้งย่อมถูกกำหนดให้หวน กลับคืนสู่มือของพวกข้า”
“แต่ข้าว่าพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวไม่ได้ทอดทิ้งดินแดนดาวตก อย่างแท้จริง” เนี่ยเทียนกล่าว
หากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทอดทิ้งดินแดนดาวตกไปอย่างไม่ใย ดีจริงๆ แล้วทำไมประตูสวรรค์…ถึงได้เปิดขึ้นอีกครั้ง?
แล้วมีหรือที่เขาจะได้ตราประทับสะเก็ดดาวสามดวงมาครอง กลาย มาเป็นผู้สืบทอดของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว?
นับตั้งแต่ที่ตราประทับสะเก็ดดาวนาบประทับลงไปกลางหน้าอก เขา ก็มีความรู้สึกอย่างหนึ่งว่าตัวเองกำลังแบกรับภาระหนักอึ้งบางอย่าง
ตราประทับสะเก็ดดาวสามดวงสามารถปิดผนึกรอยแยกห้วงมิติไม่ให้ ภูตผีปีศาจเข้ามารุกราน อีกทั้งตรงจุดรอยแยกห้วงมิติในอาณาจักรเชียน แจ๋วยังมีอาวุธวิเศษประเภทบินอีกหนึ่งลำที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ทิ้งเอาไว้อีกด้วย
พื้นที่ต้องห้ามแห่งชีวิตของอาณาจักรเลี่ยคงก็มักจะดึงดูดหิน อุกกาบาตนอกโลกให้ตกลงมาเป็นประจำ
เบื้องใต้พื้นที่ต้องห้ามแห่งชีวิตมีเขตอาคมลึกลับที่พระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวสร้างเอาไว้ แม้แต่เขาที่เป็นผู้สืบทอดซึ่งเนื่องจากขอบเขตไม่สูง พอก็ยากที่จะเข้าใจความลับเบื้องใต้พื้นที่ต้องห้ามแห่งนั้นได้
ในสายตาของเขา แม้ว่าเนื่องจากเหตุผลบางประการ ผู้แข็งแกร่งของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวถึงได้ถอนกำลังออกไปจากดินแดนดาวตก ทว่าพวกเขากลับยังทิ้งบางอย่างไว้ข้างหลัง
เขาที่เป็นผู้สืบทอด รวมไปถึงความลับเบื้องใต้พื้นที่ต้องห้ามแห่งชีวิต ก็ล้วนเป็นสิ่งที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจัดวางไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม
เขายังถึงขั้นรู้สึกด้วยว่าผู้แข็งแกร่งของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ยังคงใช้ช่องทางลับบางอย่างจับตามองดินแดนดาวตกอย่างลับๆ อยู่ ตลอดเวลา
“ฮ่าๆ เกรงว่าเจ้าคงไม่ได้มาจากดินแดนดาวตกจริงๆ เจ้าไม่รู้เลยสัก นิดว่าสำนักเผ่ามนุษย์เก่าแก่อย่างพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวนี้มี ความหมายเช่นไรกันแน่” อามู่ซือส่ายหัว มองเขาด้วยสายตาเวทนา
“ดินแดนที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวควบคุมมีเยอะจนนับไม่หวาดไม่ ไหว อันที่จริงพวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจดินแดนดาวตกนี้นักหรอก”
เนี่ยเทียนตะลึงไปเล็กน้อย
อามู่ซือน่าจะมาจากบางอาณาจักรของดินแดนอสูรกาย ฟัง ความหมายจากคำพูดของเขาดูเหมือนเขาจะคุ้นเคยกับพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวอย่างมาก
ตอนที่พูดถึงพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว สีหน้าของเขาเคร่งเครียด นัยน์ตามีแววกริ่งเกรง
นี่หมายความว่าในสายตาของเขา พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวของ เผ่ามนุษย์ไม่ธรรมดา อีกทั้งในจุดใดจุดหนึ่งบนทางช้างเผือกที่กว้างใหญ่ ไพศาล พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวต้องยิ่งใหญ่เกรียงไกรอย่างมาก หา ไม่แล้วคงไม่ทำให้อสูรกายตนนี้ให้ความสนใจได้ขนาดนี้
เนี่ยเทียนพอจะรู้มาบ้างว่าหลังจากที่ผู้แข็งแกร่งของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวไปจากดินแดนดาวตก สำนักใหญ่ๆ ในดินแดนดาวตก ต่างก็ทยอยกันขาดการติดต่อกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
หากเป็นอย่างที่อามู่ซือกล่าวจริง ดินแดนดาวตกเป็นเพียงสถานที่ เล็กๆ อันห่างไกล ไม่ได้รับความสำคัญจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว แต่แล้วทำไมทุกๆ ระยะเวลาช่วงหนึ่งถึงยังมีการเลือกผู้สืบทอดจาก ดินแดนดาวตก?
เหตุใดภูตผีปีศาจและอสูรกายถึงได้คิดหาวิธีหวนคืนกลับมาที่นี่อีก ครั้ง?
เขาเดาเอาว่าดินแดนดาวตกต้องยังซุกซ่อนความลับบางอย่างที่เขาไม่ รู้เอาไว้ รอจนเขาชุบหลอมตราประทับสะเก็ดดาวดวงที่สองได้ และ ขอบเขตของเขาไต่ขึ้นสูงอีกครั้งถึงจะได้รับคำชี้แนะผ่านบันทึกในตรา ประทับสะเก็ดดาวทั้งสามดวง
อามู่ซือเห็นว่าเนี่ยเทียนไม่ตอบรับจึงหัวเราะหึหึแล้วเป็นฝุายเอ่ยขึ้น ก่อน “เจ้ารู้หรือไม่ว่า เหตุใดเผ่ามนุษย์ในดินแดนดาวตกของพวกเจ้าถึง ได้มาที่นี่?”
“เพราะอะไร?” เนี่ยเทียนตะลึง
“รอยแยกห้วงมิติหกเส้นในเทือกเขาฮว้านคงปรากฏขึ้นได้ก็เพราะ ความพยายามของคนเผ่าข้า” อามู่ซือหัวเราะร่า
ได้ยินคำพูดนี้เนี่ยเทียนก็พลันไพล่นึกไปถึงอสูรกายหลายตนที่อาศัย หินอุกกาบาตเดินทางมายังพื้นที่ต้องห้ามแห่งชีวิตทันที
หลังจากนั้นพวกอสูรกายก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เปลวอัคคี กะโหลกเลือดและเดือนดับก็เหมือนจะเคยเห็นร่องรอยพวกเขาใน เทือกเขาฮว้านคงเท่านั้น
ไม่นานนักอสูรกายก็มาปรากฏกายอีกครั้งในอาณาจักรอั้นหมิง ทั้งยัง หนีออกไปพร้อมกับเรือรบทางช้างเผือกที่จมอยู่ในบ่อน้ำของอาณาจักร อั้นหมิงด้วย
ผลกลับกลายเป็นว่าเขาได้ไข่มุกวิญญาณมืดมาครองโดยบังเอิญ ทว่า เรือรบทางช้างเผือกก็ยังคงบินไปยังทางช้างเผือกได้อยู่ดี
อสูรกายพวกนั้นก็จากไปพร้อมกันด้วย
พอได้ยินอามู่ซือกล่าวเช่นนี้ ใจเนี่ยเทียนก็เย็นเยียบน้อยๆ ตระหนัก ได้ว่ารอยแยกห้วงมิติหกเส้นนั่นน่าจะเกี่ยวข้องกับอสูรกายจริงๆ
อสูรกายเป็นฝุายเปิดรอยแยกห้วงมิติหกเส้น ชักนำให้ผู้แข็งแกร่งของ แต่ละสำนักในดินแดนดาวตกมาเยือน หรือว่าพวกเขามีแผนการอื่น?
“บรรพบุรุษของพวกเราเดิมทีอาศัยอยู่ด้านบน” อามู่ซือชี้นิ้วไปยังชั้น เมฆบนท้องฟูาสีเทาขมุกขมัว สีหน้าของเขาซับซ้อน “แรกเริ่มเดิมที รอย แยกห้วงมิติหกเส้นนั้นเป็นช่องทางเชื่อมโยงไปยังดินแดนดาวตกของเผ่า อสูรกายของพวกเรา และยังเป็นของภูตผีปีศาจ เผ่าทมิฬ เผ่าโครงกระดูก เผ่าไม้และชนต่างเผ่าอื่นๆ”
“ด้วยสาเหตุบางอย่าง แผ่นดินใหญ่ผืนนั้นของพวกเราพังทลาย พวก เราถูกบีบให้ต้องย้ายถิ่นฐาน”
“มาตุภูมิตายไป พวกเราจึงไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่บนแผ่นดินด้านบนได้ อีก รอยแยกห้วงมิติทั้งหกเส้นที่เชื่อมโยงไปยังดินแดนดาวตกจึงเสีย ประสิทธิภาพตามไปด้วย”
“ภายหลังสถานที่ที่รอยแยกห้วงมิติสามเส้นซึ่งถูกพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวปิดผนึกเชื่อมโยงไปถึงก็คือดินแดนที่พวกเราใช้ชีวิตอยู่ใน ปัจจุบัน”
“หลังจากที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวช่วงชิงดินแดนดาวตกมาได้ รอยแยกห้วงมิติสามเส้นที่เชื่อมโยงไปยังดินแดนที่พวกเราใช้ชีวิตอยู่
ตอนนี้ก็ถูกปิดผนึกมาอย่างยาวนาน ยากที่พวกเราจะใช้ข้ามอาณาจักร ได้”
“พวกเราครุ่นคิดแทบล้มประดาตายถึงคิดได้ว่าจะอาศัยรอยแยกห้วง มิติหกเส้นที่เชื่อมโยงกับมาตุภูมิ เดินทางจากมาตุภูมิที่พังพินาศไปยัง ดินแดนดาวตก”
“การเปิดรอยแยกห้วงมิติหกเส้นก็เพื่อเตรียมไว้ใช้สำหรับการเข้าออก ของพวกเราในภายหลัง ให้เผ่ามนุษย์ของพวกเจ้าค้นพบจนข้ามเข้ามา ภายในก็เพราะมาตุภูมิที่พวกเราเคยอาศัยอยู่มีพลังงานต่างธาตุมากมาย ซึ่งเหมาะสมกับการต่อสู้ของพวกเรา”
“และเพราะดินแดนดาวตกถูกพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เปลี่ยนแปลง พลังงานที่เหมาะสมกับพวกเราจึงถูกบังคับฝืนให้เปลี่ยนไป กลายมาเป็นปราณฟูาดินที่เผ่ามนุษย์อย่างพวกเจ้าคุ้นเคยกันมากที่สุด”
“ก่อนหน้าที่พลังงานฟูาดินของพวกเรายังไม่แทรกซอนเข้าไปยัง ดินแดนดาวตก เมื่อพวกเราฝืนบุกเข้าไป พลังในการต่อสู้จะถูกลดทอน”
“ทว่าเมื่ออยู่ที่นี่ พลังในการต่อสู้ของพวกเราจะสามารถสำแดงได้ อย่างเต็มที่”
“ผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์ของพวกเจ้าที่มาเยือนจะทยอยถูกฆ่าไปทีละ คนจนสิ้นซาก รอจนพวกเราหารอยแยกห้วงมิติหกเส้นนั้นเจอ พวกเราก็ จะเดินทางไปสู่ดินดาวตกผ่านทางเส้นทางเหล่านั้น”
อามู่ซือไม่ได้รีบร้อนต่อสู้ แต่กลับอธิบายถึงเปูาหมายของเผ่าอสูรกาย ให้เนี่ยเทียนฟังราวกับคนพูดมาก
เนี่ยเทียนตั้งใจรับฟัง ยิ่งฟังก็ยิ่งตกใจ ตระหนักได้ว่าการปรากฏของ รอยแยกห้วงมิติหกเส้นเดิมทีก็คือแผนการชั่วร้ายของเผ่าอสูรกาย
แรกเริ่มสุดเขาไม่เข้าใจว่าผู้แข็งแกร่งเผ่าอสูรกายคนนี้เปิดใจระบาย เรื่องพวกนี้ให้เขาฟังด้วยเหตุใด
ทว่าผ่านไปพักหนึ่งเขาก็พบว่าบาดแผลใต้เสื้อเกราะที่ปริออกเพราะ การข้ามรอยแยกห้วงมิติของอามู่ซือได้ประสานตัวกันอย่างรวดเร็วในชั่ว ระยะเวลาสั้นๆ
นี่หมายความอามู่ซือก็มีพลังในการรักษาตัวที่แข็งแกร่งมากเช่นกัน ตอนที่เขาข้ามผ่านรอยแยกห้วงมิติเส้นนั้นมาน่าจะได้รับบาดเจ็บสาหัส
ที่เขาพูดจ้อไม่หยุดปากบางทีก็แค่เพื่อช่วงชิงเวลาให้อาการบาดเจ็บ ของตัวเองฟื้นตัวเท่านั้น
ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง ทิพย์จักษุข้างหนึ่งที่เขาทิ้งไว้ไกลมากก็มองเห็นเผ่า ปักษาหลายคนกระพือปีกบินมาโอบล้อมเขาไว้อย่างรวดเร็ว
เขาจึงรู้อีกว่าที่อามู่ซือจงใจกดเสียงต่ำสื่อสารกับอาปูหลู่น้องชายของ เขาผ่านหอยสังข์แตรก็เพราะเขาแอบเรียกรวมผู้แข็งแกร่งต่างเผ่าให้มา โอบล้อมและสังหารเขาอย่างเงียบเชียบ
“พูดมามากมายขนาดนี้ก็เพื่อให้อาการบาดเจ็บฟื้นตัว รอกำลังเสริม มาช่วยกระนั้นรึ?” เนี่ยเทียนเอ่ยขึ้นอย่างฉับพลัน
อามู่ซือหัวเราะฮ่าๆ “หลักๆ แล้วก็เพื่อให้อาการบาดเจ็บมั่นคง เพื่อให้ข้ามรอยแยกห้วงมิติเส้นนั้นมาได้ ข้าต้องจ่ายค่าตอบแทนไปสูง มาก”
“แต่ว่าตอนนี้น่าจะพอสมควรแล้ว อาการบาดเจ็บพวกนี้ก็น่าจะไม่ ส่งผลกระทบต่อข้าเท่าใดนัก”
“ดังนั้น เจ้าก็ไปตายได้แล้ว”
ระหว่างที่พูดแสงสีเขียวพร่างพราวก็กระเพื่อมออกมาจากในร่างของ เขา
เสื้อเกราะที่เขาสวมซึ่งเปลี่ยนมาเป็นขาดวิ่นผุพังเพราะได้รับความ เสียหายตอนข้ามรอยแยกห้วงมิติก็พลันแตกโพล๊ะออกมาคล้ายกระดอง เต่าที่ระเบิด
เศษชิ้นส่วนเสื้อเกราะปลดปล่อยประกายแสงเย็นเยียบและแหลมคม มาพร้อมกับเสียงฟูาร้องลมคำราม
เศษชิ้นส่วนเสื้อเกราะทั้งหมดล้วนพุ่งเข้าหาเนี่ยเทียนตามการชี้นำ จากอามู่ซือ
เสื้อเกราะที่แตกออกแต่ละชิ้นยังมีปราณจิตวิญญาณบางอย่างแฝง เร้นอยู่ด้วย
เนี่ยเทียนเพ่งมองไป ขณะที่หมายจะใช้พลังจิตจับทิศทางการบินของ เศษเสื้อเกราะอย่างแม่นยำ สมองของเขากลับเจ็บร้าวราวถูกบีบเคล้น
หัวใจเขาพลันตื่นตะลึง ตอนที่มองไปยังอามู่ซืออีกครั้งกลับพบว่าร่าง ของอามู่ซือถูกปกคลุมไว้ด้วยม่านแสงสีเขียวทะมึนหลายชั้น มีเพียงผลึก ใสทรงปริซึมกลางหว่างคิ้วเท่านั้นที่ส่องแสงเจิดจ้า
ดวงตาของเนี่ยเทียนที่มองไปยังผลึกใสทรงปริซึมพลันพร่าลาย ศีรษะ มึนงง จิตวิญญาณราวกับจมลงสู่บึงลึกที่น่าหวาดกลัว