ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 553 พื้นที่ที่ชนต่างเผ่าเยื้องกรายมาเยือน
หลังจากที่เนี่ยเทียนมาถึงเกาะนี้ก็ได้เห็นทะเลสาบหนองบึงมากมาย ทว่าน้ำของทะเลสาบเหล่านั้นล้วนใสกระจ่างจนเห็นถึงก้น ทั้งยังมีต้นไม้ ใบหญ้างอกงามมีชีวิตชีวา
ทว่าทะเลสาบสีดำเบื้องหน้านี้กลับไม่มีต้นไม้ขึ้นแม้แต่ต้นเดียว รอบ ด้านเงียบสงัด
ในสายตาของเนี่ยเทียน บางทีน้ำของทะเลสาบสีดำแห่งนี้อาจมาจาก มหาสมุทรสีดำกว้างใหญ่ ยากที่จะมองอะไรได้ออกเพียงแค่ตาเปล่า
แต่นี่กลับไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจระคนแปลกใจ
ที่ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจก็คือเหนือทะเลสาบสีดำมีหมอกควัน หลากสีลอยอยู่
หมอกควันเหล่านั้นเหมือนทะเลเมฆที่ล่องลอยเบาๆ อยู่เหนืออากาศ เบื้องบนไม่ห่างไปจากทะเลสาบสีดำ
แค่มองปราดเดียวเนี่ยเทียนก็รู้ว่าหมอกควันหลากสีเหล่านี้เหมือนกับ หมอกควันที่พาเขาและต่งลี่มาถึงยังเกาะก่อนหน้านี้
ไม่เพียงเท่านี้ เมื่อเขาเพ่งสายตามองไปยังพบว่าจุดลึกของหมอก หลากสีมีลำแสงเปล่งประกายแวววาว
เขาโคจรทิพย์จักษุให้ไปอยู่บนอากาศเหนือหมอกควัน ใช้ทิพย์จักษุ สำรวจจึงมองออกทันทีว่าลำแสงแวววาวเหล่านั้นคือรอยแยกห้วงมิติ หลายเส้น!
รอยแยกห้วงมิติมีลำแสงวูบวาบอยู่ด้านใน รอยแยกบางครั้งก็หุบเข้า บางครั้งก็ขยายออก
หนึ่งในรอยแยกห้วงมิติเหล่านั้นพอขยายกว้างอีกครั้งก็พลันมีร่างสูง ใหญ่ร่างหนึ่งพยายามจะลอดทะลุออกมา
แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เนี่ยเทียนใช้ทิพย์จักษุมองอย่างละเอียด กลับพบว่าตอนที่เงาร่างสูงใหญ่นั้นกำลังจะลอดทะลุออกมา ร่างของเขา กลับแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ตายอนาถอยู่ในรอยแยกห้วงมิติเส้นนั้น
ไม่นานนักเขาก็มองเห็นรอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งขยายออก ก่อนที่จะ มีเงาพร่าเลือนอีกเงาหนึ่งทำท่าจะบินเข้ามา
เงาพร่าเลือนนั้นเหมือนมีปีกกว้างใหญ่คล้ายคนของเผ่าปักษา
เขาเองก็ตายไปกลางทาง ร่างหายวับไป ไม่สามารถลอดผ่านรอยแยก ห้วงมิติมาได้สำเร็จเช่นกัน
เนี่ยเทียนสังเกตอยู่นานมากก็พบว่าทุกระยะเวลาช่วงหนึ่งจะมีรอย แยกห้วงมิติปริออก แล้วก็มีชนต่างเผ่ามากมายพยายามฝุาออกมาอย่าง ร้อนใจ
ทว่าชนต่างเผ่าพวกนั้นล้วนตายอนาถอยู่ในรอยแยกห้วงมิติหลายเส้น อย่างไม่มีข้อยกเว้น
มองอยู่พักหนึ่งเนี่ยเทียนก็เริ่มตระหนักได้ว่ารอยแยกห้วงมิติที่อยู่ใน หมอกหลากสีก็คือเส้นทางที่พาชนต่างเผ่ามาที่นี่
รอยแยกห้วงมิติที่อยู่ในหมอกหลายสีคล้ายคลึงกับรอยแยกห้วงมิติหก เส้นในเทือกเขาฮว้านคงที่พวกเขาลอดผ่านมาอย่างมาก
เผ่ามนุษย์อย่างพวกเขาต่างก็อาศัยรอยแยกห้วงมิติหกเส้นใน เทือกเขาฮว้านคงเยื้องกรายมาถึงผืนแผ่นดินลอยตัวที่อยู่ด้านบน
ก่อนจะอาศัยแถบผ้าน้ำวนลูกใหญ่ยักษ์พาลงมาที่แผ่นดินด้านล่าง
ส่วนชนต่างเผ่ากลับอาศัยรอยแยกห้วงมิติลักษณะคล้ายคลึงกันเยื้อง กรายมาถึงแผ่นดินด้านล่างโดยตรง
จากคำบอกของเจินฮุ่ยหลันที่เชี่ยวชาญเวทลับห้วงมิติ รอยแยกห้วง มิติที่พาพวกเขาเข้ามานั้นไม่มั่นคงอย่างยิ่ง ซึ่งจะลอดผ่านรอยแยกห้วงมิติ เหล่านั้นมาได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่พิเศษเท่านั้น
เวลาส่วนใหญ่ หากไม่รอให้รอยแยกห้วงมิติมั่นคงแล้วกระโดดเข้ามา อัตราความตายจะสูงมาก
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็รู้ว่ารอยแยกห้วงมิติที่อยู่ในหมอกหลากสีน่าจะ เคยมั่นคงมาก่อน
พวกภูตผีปีศาจ อสูรกาย และเผ่าทมิฬคงรอให้รอยแยกห้วงมิติมั่นคง ก่อนแล้วค่อยไหลบ่าเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้รอยแยกห้วงมิติที่เดิมทีมั่นคงกลับคืนสู่สภาวะปั่นปุวนอีกครั้ง ทุกครั้งที่มีคนพยายามลอดผ่านมาจึงต้องตายอย่างไม่มีข้อยกเว้น
ทว่าพวกชนต่างเผ่าที่อยู่ในดินแดนของใครของมันกลับยังไม่ยอมแพ้ ยังคงทดลองจะเข้ามา
พวกชนต่างเผ่าส่วนใหญ่ที่ทะเล่อทะล่าเข้ามาในภายหลังล้วนหายวับ ไปในรอยแยกห้วงมิติแล้วก็ตายไปจริงๆ
สังเกตการณ์อยู่พักใหญ่ก็ไม่เห็นว่าชนต่างเผ่าคนไหนลอดผ่านรอย แยกห้วงมิติที่มั่นคงมาได้สำเร็จ เนี่ยเทียนจึงเริ่มวางใจ
เขาไม่ได้รีบร้อนไปจากทะเลสาบสีดำแห่งนี้เพื่อสังหารชนเผ่าเล็กๆ ใน พื้นที่ใหม่
แต่ยืนอยู่ข้างทะเลสาบที่นิ่งสงบ ปลดปล่อยทิพย์จักษุออกมา ตรวจสอบความเคลื่อนไหวของพวกชนต่างเผ่า
หากภูตผีปีศาจและอสูรกายตามมา เขาจะได้ใช้ดาวเปล่งประกายจาก ไปโดยเร็วที่สุด
“ไม่รู้ว่าด้านในทะเลสาบสีดำนี้จะมีอะไร…”
เงียบไปครู่เขาก็ตัดสินใจว่าจะต้องเผาผลาญพลังจิตวิญญาณของ สะเก็ดดาวอีกเล็กน้อยเพื่อตรวจสอบความลี้ลับเบื้องใต้ทะเลสาบ
พลังจิตวิญญาณของสะเก็ดดาวดวงหนึ่งบินออกมาจากในมหาสมุทร จิตวิญญาณ พอสัมผัสกับทะเลสาบสีดำมันก็พลันเปล่งวาบ
เขารวบรวมสมาธิบังคับให้พลังจิตวิญญาณของสะเก็ดดาวดวงนั้นลด ตัวลงไปเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว
ใต้ทะเลสาบดำมืด พลังจิตวิญญาณของสะเก็ดดาวดวงนั้นประหนึ่ง ดวงดาวที่ฉายแสงวาบๆ อยู่ในจุดลึกของทางช้างเผือกอันมืดมิด และ ค่อยๆ ลดตัวดิ่งลงไปด้านล่างอย่างต่อเนื่อง
แสงขมุกขมัวที่พลังจิตวิญญาณสะเก็ดดาวแผ่ออกมาส่องสว่างผิวน้ำ ดำทะมึนในรัศมีที่แคบมาก
พลังจิตวิญญาณสะเก็ดดาวที่อยู่ด้านล่างทะเลสาบสีดำมองไม่เห็น ซากศพของเผ่าใดๆ ใต้ทะเลสาบแห่งนี้ไม่มีสิ่งใดอยู่สักอย่างเดียว
พลังจิตวิญญาณสะเก็ดดาวที่เปล่งแสงช้าๆ จึงหยุดนิ่งไม่ขยับ ก่อนที่ เขาจะรวบรวมสมาธิรับสัมผัสอีกครั้ง
ไม่นานจิตสำนึกอันกว้างใหญ่ที่ผลุบๆ โผล่ๆ ซึ่งเหมือนมาจากจุดที่ ห่างไปไกลแสนไกลก็เหมือนจะแบ่งกระแสจิตส่วนหนึ่งให้มาปรากฏตัวอยู่ ในทะเลสาบสีดำอย่างเงียบเชียบ
จิตสำนักพร่าเลือนกลุ่มนั้นทั้งเก่าแก่ทั้งยิ่งใหญ่ไพศาล แค่ปรากฏตัวก็ เหมือนแผ่ปราณไปทั่วทุกหนแห่งในทะเลสาบสีดำ
เวลานี้พลังจิตวิญญาณสะเก็ดดาวของเนี่ยเทียนที่อยู่ใต้ทะเลสาบก็ได้ เผาผลาญพลังจนหมดสิ้นและมอดดับในที่สุด
ทะเลสาบสีนิลเบื้องหน้าเรียบสงบคล้ายไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
ทว่าเนี่ยเทียนกลับรู้สึกได้อย่างเลือนรางว่าจิตสำนึกที่ไม่รู้ว่ามาจาก ไหนกลุ่มนั้นได้ตรงเข้ามาอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ชั่วคราวแล้ว
“สภาพการณ์ของที่นี่ไม่เหมือนใต้ทะเล ไม่มีศพของเผ่ามนุษย์และชน ต่างเผ่า มีแต่น้ำดำมืดว่างเปล่า พลังจิตวิญญาณของสะเก็ดดาวมีน้อย เกินไป ยากจะลอยไปถึงก้นทะเลสาบ ก็ไม่รู้ว่าก้นทะเลสาบจะมีอะไรอยู่
กันแน่” เขาใคร่ครวญพักหนึ่งก็เก็บเอาพลังจิตกลับคืนมา แล้วก็ไม่คิดจะ รวบรวมพลังจิตวิญญาณสะเก็ดดาวขึ้นมาใหม่เพื่อสำรวจอีกครั้ง
และเวลานี้เอง ทิพย์จักษุข้างหนึ่งที่ลออยู่เหนือหมอกหลากสีก็ มองเห็นเงาร่างหนึ่งที่พยายามจะลอดผ่านมาทางรอยแยกห้วงมิติออกมา อีกครั้ง
เงาร่างนั้นเดิมทีพร่าเลือนอย่างมาก ทว่ากลับเปลี่ยนมาเป็นชัดเจนใน ระยะเวลาสั้นแสนสั้น
ตะลึงอยู่ครู่เนี่ยเทียนก็ก้าวถอยหลังอย่างเงียบเชียบ ออกห่างจากริม ทะเลสาบที่ไร้ซึ่งพืชพรรณแล้วซ่อนตัวอยู่กลางพุ่มไม้ซึ่งห่างไปไกล
อสูรกายที่ร่างเต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะสวมชุดเกราะงดงามเดิน พรวดออกมาจากในรอยแยกห้วงมิติ
เกราะบนร่างของเขาแตกวิ่น เผยให้เห็นเลือดเนื้อที่อยู่เบื้องใต้ซึ่งยังมี เลือดสดไหลซึมไม่หยุด
ดูท่าตอนที่เขาลอดผ่านรอยแยกห้วงมิติมาจะไม่ราบรื่นอย่างยิ่ง เกราะปูองกันกายถึงได้พังทลาย ส่วนตัวเองก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส
ทว่าอย่างไรซะเขาก็ผ่านมาได้โดยที่ยังมีชีวิตอยู่ และเป็นคนแรกที่ มาถึงที่นี่ได้สำเร็จหลังจากเนี่ยเทียนจับตามองมานาน
อสูรกายตนนี้ก็มีสายเลือดแค่ระดับสี่เช่นกัน ผลึกทรงปริซึมกลาง หว่างคิ้วของเขาเปล่งประกายระยับ
พอเขามาถึง ยังไม่ทันได้ตรวจสอบอาการบาดเจ็บของตัวเองก็พลัน เงยหน้าขึ้นมองทิพย์จักษุไร้รูปลักษณ์ที่ลอยอยู่เหนือหัวของเขา
“นั่นมันอะไร?”
เขาพึมพำด้วยภาษาชนต่างเผ่า จุดลึกในผลึกทรงปริซึมกลางหว่างคิ้ว พลันสร้างเวทลับจิตวิญญาณที่ลึกลับขึ้นมา
ทิพย์จักษุข้างนั้นที่ลอยอยู่กลางอากาศคล้ายถูกทวนยาวแทงทะลุจน แตกกระจายไปในชั่วพริบตา
การที่ทิพย์จักษุแตกกระจาย ความเชื่อมโยงระหว่างเนี่ยเทียนและ ทิพย์จักษุจึงขาดหายตามไปด้วย
อสูรกายตนใหม่ที่เพิ่งมาถึงแค่นเสียงเย็นแล้วปลดปล่อยคลื่นพลังจิต วิญญาณที่แปลกประหลาดกวาดไปรอบด้านทันที
เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสีน้อยๆ รีบย้ายทิพย์จักษุที่อยู่ใกล้เคียงออกมา ให้ห่างจากอีกฝุายได้มากที่สุด
อสูรกายที่เพิ่งออกมาจากรอยแยกห้วงมิติยืนตระหง่านอยู่กลางกลุ่ม หมอกหลากสี ก่อนที่เขาจะหยิบเอาหอยสังข์แตรออกมาแล้วตวาดเบาๆ ด้วยภาษาชนต่างเผ่า “อาปูหลู่ น้องชายของข้า เจ้าอยู่ที่ไหน?”
หอยสังข์แตรที่อยู่ในมือของเขาคล้ายจะมีประโยชน์เช่นเดียวกับหิน ส่งข้อความเสียงซึ่งสามารถส่งข้อความได้ในขอบเขตที่กำหนด
หอยสังข์แตรส่งเสียงอื้ออึง ดูเหมือนว่านั่นจะเป็นเสียงตอบรับของ อสูรกายจากอีกฝั่ง
อสูรกายที่เพิ่งมาใหม่กดเสียงต่ำพูดคุยกับอาปูหลู่ที่เป็นน้องชายของ เขาอยู่สองสามคำก็พลันบินออกมาจากหมอกหลากสีแล้วลดตัวลงข้าง ทะเลสาบสีดำ
ตำแหน่งที่เขายืนอยู่ไม่ห่างจากเนี่ยเทียนเท่าใดนัก
อีกทั้งตอนที่เขาลดตัวลงมา ผลึกใสทรงปริซึมกลางหว่างคิ้วของเขาก็ ส่องแสงสีเขียวเจิดจ้า
“ออกมาเถอะ” เขามองมายังจุดที่เนี่ยเทียนซ่อนตัวแล้วหัวเราะหึหึ เสียงแปร่ง “เจ้าร้ายกาจมาก สามารถอำพรางปราณเลือดเนื้อได้ ทว่า คลื่นจิตวิญญาณที่อ่อนจางของเจ้ายังถูกข้าจับได้อยู่ดี คนอื่นๆ อาจหาตัว เจ้าไม่เจอ แต่เจ้าย่อมหนีไม่พ้นการรับสัมผัสด้านจิตวิญญาณจากข้าอามู่ ซือ!”
เนี่ยเทียนกระจายทิพย์จักษุที่เหลือไว้แปดทิศ และยังไม่เห็นวี่แววที่ ชนต่างเผ่าจะมารวมตัวกันในช่วงเวลาสั้นๆ นี้
ดังนั้นเขาจึงเดินเอื่อยเฉื่อยออกจากพุ่มไม้มาหยุดอยู่เบื้องหน้าอสูร กายที่เรียกตัวเองว่าอามู่ซือ แล้วกล่าวพร้อมยิ้มน้อยๆ “ข้าชื่อเนี่ยเทียน มาจากดินแดนดาวตก”