ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 598 ออกจากเมือง!
อาณาจักรเลี่ยคงเดิมนั้นมีปราณวิญญาณฟูาดินที่เข้มข้นอย่างยิ่ง คือ พื้นที่แห่งการฝึกตนที่เหมาะสมที่สุดของเหล่าผู้ฝึกลมปราณ
แรกเริ่มเดิมที อาณาจักรเลี่ยคงคือพื้นที่ที่มีเอกลักษณ์อย่างมากใน ดินแดนดาวตก ตำแหน่งฐานะก็เหนือกว่าอาณาจักรเสวียนเทียน
ซวีเฉิงที่ปีนั้นรักษาการณ์อยู่ในอาณาจักรเลี่ยคงก็เป็นสำนักที่ แข็งแกร่งที่สุดของดินแดนดาวตก
ทว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอาณาจักรเลี่ยคง เป็นเหตุให้ สิ่งเจือปนมากมายจากนอกอาณาจักรและพลังงานฟูาดินต่างธาตุหลาย ชนิดแทรกซึมเข้ามาจนเปลี่ยนอาณาจักรเลี่ยคงให้ต่างจากเดิมไปอย่าง สิ้นเชิง
วัตถุประหลาดที่มาจากนอกอาณาจักรมีสิ่งสกปรกของดวงดาวซึ่งแฝง เร้นไว้ด้วยปราณแห่งการกัดกร่อน มีทั้งพลังงานที่ทำให้จิตวิญญาณพลุ่ง พล่าน และยังมีปราณประหลาดหลายชนิดหลายรูปแบบที่ปะปนไว้ด้วย ปราณของอสูรกาย ภูตผีปีศาจ
เพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของพลังงานฟูาดินในอาณาจักรเลี่ย คง สุดท้ายจึงเป็นเหตุให้ผู้ฝึกลมปราณที่แข็งแกร่งของที่แห่งนี้พากันจาก ไป
อาณาจักรเลี่ยคงก็ถูกตัดชื่อออกจากดินแดนดาวตกตามไปด้วย
“ในปราณฟูาดินหลายชนิดซึ่งลอยอวลอยู่ในอาณาจักรเลี่ยคงก่อน หน้านี้ อัตราส่วนของสารพิษ ปราณอสูร ปราณภูตผีปีศาจนั้นมีไม่มาก ทว่าช่วงที่ผ่านมา นอกจากจะมีปราณอสูร ปราณภูตผีปีศาจมากมายแล้ว ยังมีพิษร้ายรั่วไหลออกมาจากรอยแยกห้วงมิติทั้งหกเส้นนั้นด้วย”
“นี่จึงทำให้สภาพแวดล้อมของอาณาจักรเลี่ยคงยิ่งเปลี่ยนมาเป็น เลวร้าย”
ต่งลี่มีสีหน้าจนใจ “เจ้าเองก็รู้ว่าเวลาผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์อย่าง พวกเราเคลื่อนไหวอยู่ในอาณาจักรเลี่ยคง เดิมทีก็จำเป็นต้องแบกรับการ รุกรานจากปราณฟูาดินที่สกปรกอยู่แล้ว พอเจอการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ หากพวกเราออกจากสามเมืองใหญ่ที่มีค่ายกลปกปูองอย่างเมืองโพ่เมี่ย ซากปรักหักพังและพื้นที่ที่ถูกทิ้งร้าง เกรงว่าคงต้องแบกรับแรงกดดันที่ มากกว่าเดิม”
“ส่วนชนต่างเผ่าที่เนื่องจากสายเลือดแข็งแกร่ง เมื่ออยู่ภายใต้ สภาพแวดล้อมเช่นนี้กลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ”
“นอกจากนี้เวลาที่ต่อสู้กัน พวกเขายังสามารถอยู่ท่ามกลางปราณ วิญญาณที่สกปรก และดูดซับสารหล่อเลี้ยงที่เหมาะสมกับพวกเขามาได้ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกบำเพ็ญตนหรือการฟื้นฟูสายเลือดต่างก็ส่งผลดีต่อพวก เขาไม่น้อย”
“นี่จึงเป็นเหตุให้อาณาจักรเลี่ยคงค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นพื้นที่ที่ เหมาะสมกับการเคลื่อนไหวของชนต่างเผ่า แต่พวกเรา…กลับกลายมา เป็นฝุายที่ถูกพันธนาการ”
หลี่หลางเฟิงเอ่ยแทรก “คืออย่างนี้ ตอนที่ข้าผ่านพื้นที่พืชพรรณดุร้าย มาเข้าร่วมงานแลกเปลี่ยนก็พอจะสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของปราณ วิญญาณฟูาดินแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นข้าไม่ได้คิดอะไรมาก นึกไม่ถึงว่าผ่าน ไปเดือนหนึ่ง สภาพแวดล้อมของอาณาจักรเลี่ยคงจะเปลี่ยนมาเป็น เลวร้ายยิ่งกว่าเดิมอย่างนี้”
เนี่ยเทียนนิ่งคิดไปครู่ก็รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบเชียบของ พลังงานฟูาดินนี้ต้องเกี่ยวข้องกับชนต่างเผ่าที่กำลังจะรุกรานเข้ามา แน่นอน
ชนต่างเผ่ากำลังใช้วิธีการบางอย่างที่พวกเขาไม่รู้เปลี่ยนแปลง อาณาจักรเลี่ยคง ทำให้อาณาจักรเลี่ยคงกลายมาเป็นสนามรบอย่างที่พวก เขาต้องการ
“สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?” เขาถามอีกครั้ง
“ขณะที่เจ้าตั้งใจฝึกตนตลอดหนึ่งเดือนมานี้ เขตสามัญและเขตลี้ลับ ส่วนใหญ่ในเมืองโพ่เมี่ยต่างก็ถูกโยกย้ายให้ไปอยู่ที่เทือกเขาฮว้านคงแล้ว” ต่งลี่ขมวดคิ้วแน่น “แต่ละฝุายของอาณาจักรหลีเทียนก็หนีไม่พ้นความ รับผิดชอบจึงทยอยกันใช้ค่ายกลนำส่งเดินทางไปยังเทือกเขาฮว้านคง”
เนี่ยเทียนสีหน้าเย็นชา “พวกเขาจะให้คนจากอาณาจักรหลีเทียนไป เป็นตัวรับกระสุนแทนอีกแล้วรึ?”
“เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องเป็นกังวล” ต่งลี่ยิ้มเย่อหยิ่ง “พันธมิตรของพวกเรา ตอนนี้ ไม่ใช่สิ่งที่สำนักเทียนเหยียนจะมีสิทธิ์มีเสียง มีตระกูลต่ง หอหันปิง สำนักอาวุธ สำนักหยินสำนักหยางและพรรคคิชกูฏก็ที่แอบให้การดูแล
พันธมิตรย่อมปฏิบัติในสิ่งที่สมควรต่ออาณาจักรหลีเทียน ไม่มีทางนิ่งดู ดายปล่อยให้พวกเขาไปตายแน่นอน”
เนี่ยเทียนวางใจได้จึงกล่าวอีกครั้ง “ทางฝุายของเทือกเขาฮว้านคง เป็นอย่างไรบ้าง?”
“เพราะข่าวจากเจ้าจึงทำให้รู้ว่าชนต่างเผ่าสายเลือดระดับเจ็ดจะเข้า มาด้วย ทุกฝุายจึงไม่กล้าประมาท จ้าวลั่วเฟิงเจ้าสำนักวิมานสวรรค์ หลิง ตงผู้อาวุโสใหญ่ต่างก็ไปเฝูาที่เทือกเขาฮว้านคงด้วยตัวเอง” ต่งลี่สีหน้า เคร่งเครียด “และยังมีผู้เฒ่าประหลาดหลายคนที่ไม่ปรากฏตัวนานแล้วซึ่ง ต่างก็ทยอยกันมาถึง พวกเขาต่างก็รอรับศัตรูตัวฉกาจอย่างพวกชนต่าง”
จ้าวลั่วเฟิงและหลิงตงต่างก็มีเขตวิญญาณช่วงกลางและช่วงต้น บวก กับผู้เฒ่าประหลาดเขตวิญญาณอีกหลายคนคอยนั่งบัญชาการ เนี่ยเทียน ก็เชื่อว่าตอนที่ชนต่างเผ่าข้ามรอยแยกห้วงมิติมาถึง บางทีพวกเขาอาจ ต้องเป็นฝุายตื่นตะลึงเสียเอง
เขาเชื่อมั่นมากกว่าชนต่างเผ่าที่กำลังจะเข้ามาไม่รู้สักนิดว่าเขาได้พา เหล่าผู้กล้าส่วนหนึ่งกลับมาล่วงหน้าก่อนแล้ว
ในสายตาของชนต่างเผ่าเหล่านั้น คนในอาณาจักรเลี่ยคงตอนนี้… อาจจะยังไม่รู้ข่าวที่พวกเขาจะรุกรานเข้ามา
รอจนชนต่างเผ่ากรูกันเข้ามาแล้วพบว่าผู้แข็งแกร่งมากมายของเผ่า มนุษย์ได้มารวมตัวกัน เกรงว่าพวกเขาคงตกตะลึงกันอย่างหนัก
“ในเมืองโพ่เมี่ยน่าจะไม่มีผู้แข็งแกร่งเหลืออีกเท่าไหร่แล้วกระมัง?” เนี่ยเทียนกล่าว
“อืม คนที่ควรไปก็ล้วนไปกันหมดแล้ว” ต่งลี่พยักหน้ารับเบาๆ แล้ว พูดอีกครั้งว่า “แต่ว่ายังมีพวกฝึกตนด้วยตัวเองที่ไม่เชื่อฟังคำสั่ง ทั้งยังหา ข้ออ้างอยู่ต่อ ในบรรดาคนเหล่านี้ย่อมมีคนที่อยากได้สมบัติควรเมืองของ เจ้า ก่อนผู้อาวุโสของตระกูลข้าจะจากไปได้กำชับข้าเป็นพิเศษว่าห้ามเจ้า ออกไปจากเมืองโพ่เมี่ยเด็ดขาด”
หลี่หลางเฟิงเองก็กล่าวว่า “เขตลี้ลับทุกคนของอาณาจักรหลีเทียน ต่างก็ถูกเรียกให้ไปที่เทือกเขาฮว้านคง นายน้อยเนี่ย ท่านไม่เหมาะจะจาก ไปจริงๆ”
เนี่ยเทียนแสยะปากหัวเราะหึหึ “ไม่ ข้าต้องออกนอกเมืองโพ่เมี่ยสัก หน่อย ไปดูการเปลี่ยนแปลงของพลังงานฟูาดิน”
เนื่องจากเมืองโพ่เมี่ยมีค่ายกลใหญ่ปกปูอง สามารถตัดขาดปราณ สกปรกทั้งหมดได้ ทำให้ผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์ที่อยู่ในเมืองปลอดภัยดี
เขาต้องการทำความเข้าใจกับปราณวิญญาณฟูาดินของอาณาจักรเลี่ย คงในเวลานี้ว่าเลวร้ายถึงขั้นไหน จึงจำต้องออกจากเมืองไปรับสัมผัสด้วย ตัวเอง
นอกจากนี้เขาเองก็อยากให้โครงกระดูกปีศาจเลือดสำแดงบารมี ทำ ให้พวกคนที่มีใจคิดไม่ซื่อล้มเลิกความคิดชั่วร้ายไปให้หมด
การที่เขาจะร่ายใช้พลังของโครงกระดูกปีศาจเลือดยังมีอีกสาเหตุหนึ่ง นั่นคือจะทำให้พวกคนบางส่วนได้รู้ว่าอาณาจักรหลีเทียนในเวลานี้ก็มีพลัง ในการต่อสู้ขั้นสูงสุดอย่างเขตวิญญาณเหมือนกัน!
แม้ว่าโครงกระดูกปีศาจเลือดจะไม่ใช่ผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์ แต่มัน เชื่อฟังเขา เมื่อมันสำแดงพลังที่น่าหวาดกลัวของเขตวิญญาณออกมาก็จะ ทำให้พวกคนที่วางแผนฮุบกลืนอาณาจักรหลีเทียนรู้จักกริ่งเกรงกันบ้าง
“ว่าไงนะ? เจ้าจะออกจากเมือง?” ต่งลี่เดือดดาล “เจ้าเป็นบ้าไปแล้ว หรือไร? เจ้าต้องรู้นะว่ามีผู้ฝึกตนมากมายที่นิสัยเหมือนจ้าวซานหลิง พวก เขาไม่หวาดเกรงผู้ใด และไม่สนใจว่าดินแดนดาวตกจะเป็นหรือตาย ใน สายตาของพวกเขาเจ้าก็คือเนื้ออวบอ้วนที่แทะได้สบาย เมื่อช่วงชิงสมบัติ ไปจากมือเจ้าก็แค่หนีไปซ่อนตัวในพื้นที่ห่างไกล รอจนขอบเขตฝุาทะลุ ใหม่อีกรอบ พวกเขาก็คงไม่กลัวแม้แต่จะกลับมาแก้แค้นตระกูลต่ง หรือ หอหันปิง!”
“เจ้าว่าจะมีเขตวิญญาณมาฆ่าข้าหรือไม่?” เนี่ยเทียนถามด้วยรอยยิ้ม
“เขตวิญญาณล้วนอยู่ที่เทือกเขาฮว้านคง สมบัติที่อยู่ในมือของเจ้า… น่าจะไม่ทำให้เขตวิญญาณลงมือแย่งชิงอย่างหน้าไม่อาย” ต่งลี่ยิ้มเจื่อน “เขตวิญญาณทุกคนต่างก็มีสำนักใหญ่หนุนหลัง พวกเขามีทรัพยากร มากมายให้ใช้ ไม่ว่าพวกเขาคนใดก็ล้วนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงอยู่ใน ดินแดนดาวตกมานาน ย่อมไม่มีทางลดตัวลงมาทำเรื่องหน้าอายแบบนี้”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี” เนี่ยเทียนลุกขึ้นยืนแล้วเดินดิ่งออกไปข้างนอก “ไม่ มีเขตวิญญาณ พวกกระจอกเขตลี้ลับก็มีแต่จะพาตัวมาตายเท่านั้น! เดี๋ยว เจ้าก็คอยดูเถอะว่าข้าสังหารพวกเขาอย่างไร!”
กล่าวจบเขาก็เดินอาดๆ ออกมาจากเขตถนนเก่าแก่ ตรงดิ่งไปยัง ประตูเมืองโพ่เมี่ยด้วยท่าทางราวกับคนไม่กลัวตาย
ต่งลี่มีความเคารพเลื่อมใสในตัวเขาแบบไม่ลืมหูลืมตาอยู่แล้ว พอเห็น เขามีความมั่นใจอย่างนี้จึงไม่เอ่ยเกลี้ยกล่อมอีก
หลี่หลางเฟิงที่พอหายตกใจก็ไม่ได้พูดมาก เพียงแค่เดินตามไปติดๆ เท่านั้น
“ว่าไงนะ เนี่ยเทียนจะออกจากเมือง?!”
บนหอหินหกชั้นในเขตถนนที่คึกคักของเมืองโพ่เมี่ย เสียงร้องอุทาน ด้วยความตกใจของฉินแยนดังลอยมา
ข้างกายนางมีเด็กรุ่นเล็กอย่างต่งปุายเจี๋ยเฉียนซิน เฉาชิวสุ่ย กู่ฮ่าวเฟิง รวมไปถึงเขตสามัญอีกสามถึงห้าคน
พวกเขากำลังปรึกษากันว่าหากชนต่างเผ่าบุกเข้ามาแล้วสถานการณ์ การต่อสู้คับขัน แต่ละฝุายของอาณาจักรปุายจั้นจะควรทำเช่นไร
จู่ๆ ได้ยินว่าเนี่ยเทียนจะออกจากเมือง คนทั้งกลุ่มจึงอึ้งงันตามกันไป หมด
ดวงตาของเฉียนซินฉายแสงวูบวาบไม่มั่นคง “เขตลี้ลับของพวกเราแต่ ละฝุายต่างก็ไปที่เทือกเขาฮว้านคงกันหมดแล้ว หากเขาออกจากเมือง เกรงว่าคงไม่มีวิธีใดให้รับมือได้เลย”
“แย่แล้ว!” เฉาชิวสุ่ยหน้าเปลี่ยนสี “หอหันปิงสำนักหยินสำนักหยา งต่างก็เป็นเช่นนี้ ก่อนที่ผู้อาวุโสในสำนักของพวกเราจะจากไปล้วนกำชับ เป็นพิเศษว่าอย่าให้เนี่ยเทียนออกจากเมืองเด็ดขาด ต่งลี่เองก็น่าจะบอก เขาแล้ว แต่ทำไมเขาถึงยังเสี่ยงจะออกจากเมือง?”
“ผู้ฝึกตนด้วยตัวเองที่ไม่มีสำนักหลายคนไม่สนใจใยดีคำสั่งของ พันธมิตรเลยสักนิด” ฉินแยนหน้าเคร่ง “เพราะคนเหล่านี้ไม่มีสำนัก หลัง เกิดเรื่องพวกเขาก็ไม่กลัวว่าพันธมิตรจะไปหาเรื่อง ในบรรดาพวกเขาต้อง มีคนที่ใจละโมบต่อทรัพย์สมบัติในมือของเนี่ยเทียนอย่างแน่นอน”
“ไม่ว่าอย่างไรเราก็ไปดูกันก่อนเถอะ หวังว่า…เนี่ยเทียนจะมีวิธี รับมือ” ต่งปุายเจี๋ยกระโดดผลุงออกจากหอเรือน แล้วเดินดิ่งออกไปนอก เมืองอย่างรวดเร็ว
ผู้ที่ได้รับข่าวเช่นเดียวกันยังมีพวกเสวียนเข่อจากหอหันปิง เย่ฉินจาก สำนักหยินและเฉินฮ่าวจากสำนักหยาง
พอได้ยินว่าเนี่ยเทียนจะออกจากเมือง พวกเขาก็ตื่นตระหนกจนต้อง พากันตามออกมา
“ท่านผู้นำ! เนี่ยเทียนออกจากเมืองแล้ว!” ในศูนย์บัญชาการกะโหลก เลือด สือชิงรีบร้อนเข้ามาในห้องลับฝึกตนของไฉ่หลัน
ไฉ่หลันตะลึงงัน “เจ้าเด็กนั่นเป็นบ้าไปแล้วหรือไร? เขาไม่รู้หรอกหรือ ว่าคนมากมายจ้องสมบัติในมือเขาตาเป็นมัน นี่เขายังจะกล้าออกไปอีก รึ?”
สือชิงส่ายหัวยิ้มเจื่อน แสดงท่าทีว่าไม่รู้ความต้องการของเนี่ยเทียน
“ตอนนี้ท่านเจินก็ไม่อยู่ในเมืองโพ่เมี่ย และกะโหลกเลือดของพวกเรา ก็…สูญเสียอำนาจในการคุมเมืองแห่งนี้ไปนานแล้ว” ไฉ่หลันถอนหายใจ หนึ่งที “มีผู้ฝึกตนด้วยตัวเองหลายคนขอบเขตไม่ด้อยไปกว่าข้า หากพวก
เขาลงมือกับเนี่ยเทียนจริงๆ ต่อให้บวกข้าเข้าไปก็ยังกลัวว่าจะไม่มีทาง เอาชนะได้”
“แล้วจะทำอย่างไรดี?” สือชิงกล่าวอย่างกังวลใจ
“ข้าก็ไม่รู้” ไฉ่หลันสีหน้าขมขื่น “ติดต่อกับเขตลี้ลับที่ให้การดูแลเนี่ย เทียนซึ่งตอนนี้อยู่เทือกเขาฮว้านคงก็ใช่ว่าจะทันการ เจ้าเด็กเนี่ยเทียนผู้ นั้นคิดอะไรอยู่กันแน่? หรือเขาไม่รู้ว่าในสายตาของคนมากมาย เขาก็คือ คลังสมบัติเคลื่อนที่?”