ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 605 จุดเริ่มต้นของหายนะ
เทือกเขาฮว้านคง
จุดลึกกลางอากาศที่ว่างเปล่า ปราณวิญญาณฟูาดินที่สกปรกมา รวมตัวกันอย่างบ้าคลั่งคล้ายแม่น้ำจากนอกโลกที่ไหลบ่าเข้ามา
คลื่นพลังงานสะท้านสะเทือนฟูาดินกระเพื่อมไปทั่วแปดทิศใน เทือกเขา บางพื้นที่มีหิมะปลิวปราย ก้อนหินและเทือกเขาเกาะตัวเป็น น้ำแข็ง บางตำแหน่งมีเปลวไฟโชติช่วง แม้แต่เทือกเขาและแม่น้ำก็ยังลุก ไหม้ไปด้วยเปลวเพลิง
กลางอากาศบางแห่งก็มีสายฟูารวมตัวกันเป็นมังกรขนาดใหญ่ยักษ์ที่ ลอยอยู่สูง ปลดปล่อยสายฟูาออกมาเต็มท้องฟูา ก่อให้เกิดเสียงฟูาร้อง ฟูาผ่าน่าหวาดกลัว
เทือกเขาเล็กเตี้ยแห่งหนึ่งมีแสงสีทองเปล่งประกายคล้ายทำมาจาก อาวุธล้ำค่าเชื่อมโยงวิญญาณที่สยบไปสี่ทิศ
และยังมีเสียงร้องโหยหวนราวกับผีร้ายที่ดังขึ้นทั่วทุกซอกมุมใน เทือกเขา พื้นดินสีขาวซีดถูกกระชากให้กลายเป็นร่องลึกหลายเส้น ธารน้ำ ใสกระจ่างถูกอาบย้อมไปด้วยเลือดสดสีแดง
รอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่ง
ปาซือทัวจากเผ่าอสูรกายโบกสะบัดมีดวิญญาณอสูรเล่มนั้น แสงมีด กลายมาเป็นภูเขาศพทะเลเลือด มีวิญญาณร้ายดุดันนับร้อยล้านตัวว่าย เวียนอยู่ในมหาสมุทรเลือดและกำลังกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง
แสงมีดสีเขียวยาวเหยียดคล้ายแม่น้ำแสง ทุกที่ที่ผ่านภูเขาแตกทลาย ความว่างเปล่าปริร้าวไปทั่วด้าน
จ้าวลั่วเฟิงเจ้าสำนักวิมานสวรรค์และหลิงตงผู้อาวุโสใหญ่ร่วมมือกัน อาศัยกระบี่น้ำแข็งนับพันแท่ง รวมไปถึงภูเขาทองที่ส่องแสงสีทองอร่าม ดังสร้างขึ้นมาจากทองคำต้านทานแสงมีดที่ขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ อย่าง ยากลำบาก
รอบด้านคนทั้งสอง ก้อนหินหลายร้อยก้อนซึ่งก่อตัวกันเป็นปราการ พลังวิญญาณซึ่งวิมานสวรรค์สร้างขึ้นมาก่อนหน้านี้พากันแตกกระจายไป ทีละนิด
อีกฝั่งหนึ่ง
ฉีปุายลู่จากสำนักอาวุธ อู๋หลางเสียที่มีฐานะเป็นขุนนางต่างถิ่นร่วม แรงกันล้อมโจมตีเอ้าเติงที่มาจากอาณาจักรปีศาจที่สี่
เอ้าเติงที่ทั่วร่างสวมใส่เกราะหนาแน่นขี่ม้าศึกสีดำตัวใหญ่ยักษ์ ใบหน้าสวมหน้ากากผีดุร้าย โผล่ให้เห็นเพียงดวงตาทั้งคู่ที่คล้ายมีไฟปีศาจ สีดำลุกโชนอยู่ภายใน
ในมือของเขาถือทวนยาวสีดำสนิทราวกับอันธกาลมืดมิด ทุกครั้งที่ ทวนยาวนั้นแตะลงเบาๆ ปลายทวนแหลมคมก็คล้ายมีปราณปีศาจไร้ที่ สิ้นสุดระเบิดฝุาทะลุมาจากอาณาจักรปีศาจ
ฉีป๋ายลู่ที่มีเขตวิญญาณช่วงกลางเรียกกระจกตาข่ายไฟออกมาและ พยายามดึงพลังงานร้อนแรงจากโลกลึกลับมาเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ได้แค่พอ ต้านทานเอาไว้เท่านั้น
พื้นที่ที่หอหันปิงเฝูาพิทักษ์
กันฉงถอยห่างออกมาสามพันเมตร มองเขตวิญญาณสองคนของ สำนักพวกเขาสร้างเขตน้ำแข็งเย็นสุดขั้ว ทำให้หมื่นสรรพสิ่งเกาะตัวเป็น น้ำแข็ง
ทว่ากลางฟูาดินที่เย็นเยือกกกลับมีเผ่าทมิฬสายเลือดระดับเจ็ดสอง คนที่ชักนำพิษร้ายในปราณวิญญาณฟูาดินสกปรกให้มาผสมรวมกับเวท ลับสายเลือดเพื่อสร้างเป็นเมฆพิษห้าสีซึ่งลอยไปทั่วท้องฟูา
กลุ่มเมฆหลากสีปะปนไปด้วยพิษร้ายแรงที่สามารถกัดกินฟูาดิน ก้อน เมฆค่อยๆ กระจายตัวออกไป
เขตน้ำแข็งเย็นสุดขั้วที่ผู้แข็งแกร่งเขตวิญญาณสองคนสองคนจากหอ หันปิงร่วมพลังกันสร้างออกมาก็เป็นราวกับโลกน้ำแข็งใบหนึ่งที่กำลังถูก โลกพิษร้ายอีกใบหนึ่งกลืนกินไปทีละนิด
พลังความเย็นสุดขั้วและพลังสายเลือดที่มีพิษร้ายแรงสุดขีดปะทะกัน อย่างต่อเนื่องอยู่ในฟูาดินแห่งนี้
พื้นดินและก้อนหินที่มีน้ำแข็งเกาะหนาชั้นเริ่มปริแตกไปช้าๆ
จุดลึกของพื้นดินที่ปริแตกก็คล้ายจะมีธารเลือดสกปรกซึ่งแฝงเร้นไว้ ด้วยพิษร้ายกาจลอยอวลออกมา
กันฉงยืนมองอยู่ใกล้ๆ และได้เห็นสภาพผิดปกติใต้ผืนแผ่นดินนั้นก็รู้ ว่าโลกน้ำแข็งที่เขตวิญญาณสองคนจากหอหันปิงของพวกเขาสร้างขึ้นมา ถูกโจมตีอย่างหนักจนใกล้จะแตกสลายเต็มที
รอยแยกห้วงมิติอีกแห่งหนึ่งที่แต่ละฝุายของอาณาจักรปุายจั้นให้การ พิทักษ์
ต่งหวังหลิงผู้เฒ่าประหลาดเขตวิญญาณช่วงกลางของตระกูลต่งยืนอยู่ บนหัวของวานรสีชาดขนาดใหญ่ยักษ์ตัวหนึ่งและกำลังประมือกับอสูรกาย สายเลือดระดับเจ็ดอย่างดุเดือด
วานรยักษ์สีชาดตัวนั้นคือวิญญาณสัตว์ของต่งหวังหลิง ร่างกายใหญ่ พอๆ กับโครงกระดูกปีศาจเลือด อานุภาพร้ายกาจน่าหวั่นเกรง
ทว่ายามนี้บนร่างของวานรยักษ์กลับมีวิญญาณร้ายมากมายรุมเกาะ
วิญญาณร้ายเหล่านั้นถูกอสูรกายสายเลือดขั้นเจ็ดใช้ผลึกปริซึมกลาง หว่างคิ้วควบคุมจึงคล้ายมดที่กัดแทะร่างของช้างตัวใหญ่
ต่งหวังหลิงมองวิญญาณสัตว์ของตัวเองที่ถูกเผาผลาญพลังไปทีละนิด ด้วยสีหน้ามืดทะมึน รู้สึกรับมือไม่ถูก
ห่างออกไปไม่ไกล เขตวิญญาณช่วงต้นสามคนของหอโอสถ ตระกูล เฉาและตระกูลกู่ก็กำลังต่อสู้กับภูตผีปีศาจและเผ่าทมิฬสายเลือดระดับ เจ็ดสองตนอย่างยากลำบากไม่ต่างกัน
การต่อสู้ทำนองนี้เกิดขึ้นในทั่วทุกมุมของเทือกเขาฮว้านคง สำนัก เทียนเหยียน ภูเขาสายฟูา วังวิญญาณ สำนักหยาง สำนักหยินที่ต้อง เผชิญกับชนต่างเผ่าสายเลือดระดับเจ็ดต่างก็เพลี่ยงพล้ำตกเป็นรอง
ผู้เฒ่าประหลาดเขตวิญญาณช่วงท้ายของวิมานสวรรค์ผู้นั้นกำลังอยู่ ในช่วงคับขันของการฝุาสู่เขตดินแดน
ต่อให้ดินแดนดาวตกจะฟูาพลิกปฐพีคว่ำ เขาก็ไม่สามารถออกจาก ด่านมาให้การช่วยเหลือได้
เซี่ยอี้จากตำหนักเทพเพลิงก็กำลังฝุาทะลุสู่เขตวิญญาณช่วงท้าย ซึ่ง เขาได้บอกไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าหากเขายังไม่เลื่อนสู่เขตวิญญาณช่วงท้าย จะไม่มีทางออกจากด่านเด็ดขาด
เมื่อเป็นเช่นนี้พลังการต่อสู้เขตวิญญาณของเผ่ามนุษย์ในเทือกเขาฮว้า นคงจึงสู้ชนต่างเผ่าไม่ได้
พวกเขาสู้ไปถอยไป ค่อยๆ ออกห่างจากรอยแยกห้วงมิติทั้งหกเส้นไป ทุกขณะ รอยแยกห้วงมิติทั้งหกเส้นนั้นเดี๋ยวก็ขยายใหญ่ เดี๋ยวก็หดตัวลง และเริ่มอยู่ในสภาวะมั่นคง
ทุกครั้งที่รอยแยกห้วงมิติมั่นคงก็จะมีชนต่างเผ่ากลุ่มใหม่ๆ เดิน ออกมา
ชนต่างเผ่าที่เข้ามาใหม่ส่วนใหญ่มีสายเลือดระดับสี่ ห้าและหก พวก เขาไม่ได้รีบร้อนเท่าไหร่นัก เพียงแค่จับตามองการต่อสู้ของเขตวิญญาณ เผ่ามนุษย์กับผู้แข็งแกร่งในเผ่าตัวเองเงียบๆ
พวกเขากำลังรอให้ผู้แข็งแกร่งในเผ่าสังหารเผ่ามนุษย์เขตวิญญาณ หรือไม่ก็บีบให้เขตวิญญาณเหล่านั้นถอยออกไปจากเทือกเขาฮว้านคง
สถานการณ์เคร่งเครียดในเทือกเขาฮว้านคงและความแข็งแกร่งของ ชนต่างเผ่าทำให้ทุกคนในอาณาจักรเลี่ยคงเกิดหวาดกลัวจิตใจไม่เป็นสุข
ผู้ฝึกลมปราณหลายคนในเมืองโพ่เมี่ย ซากปรักหักพังและพื้นที่ที่ถูก ทิ้งร้างที่เดินทางมาดูฝีมือของชนต่างเผ่า ส่วนใหญ่ล้วนเผ่นหนีไปด้วย ความหวาดผวา
โดยเฉพาะผู้ฝึกลมปราณอิสระที่ไม่ขึ้นกับใคร เมื่อพวกเขารู้ว่าผู้ แข็งแกร่งเขตวิญญาณของแต่ละสำนักใกล้จะปกปูองเทือกเขาฮว้านคงไว้ ไม่อยู่ พวกเขาก็รีบหนีไปก่อนใคร
พวกกันฉง ต่งเถิงเฟยเห็นว่าท่าไม่ดีก็ออกคำสั่งอย่างเงียบเชียบ
เด็กรุ่นเล็กเขตต้นสวรรค์ที่ยังอยู่ในเมืองโพ่เมี่ยอย่างเสวียนเข่อ ต่ง ปุายเจี๋ย ต่งลี่ เย่ฉินต่างก็ถูกพวกเขาสั่งให้กลับไปยังสำนักโดยเร็วที่สุดเพื่อ เปิดค่ายกลใหญ่มาปกปูองสำนักและตระกูลที่พึ่งพา ให้ทุกคนซ่อนตัวอยู่ ภายในห้ามออกมาข้างนอกเด็ดขาด
ตระกูลและสำนักใหญ่เหล่านั้นต่างก็รู้มานานแล้วว่าดินแดนดาวตกจะ ไม่มีวันอยู่ในความสงบ ตลอดหลายพันหลายหมื่นปีที่ผ่านมานี้พวกเขาจึง สั่งสมทรัพยากรมาสร้างค่ายกลหลากหลายรูปแบบที่ทำลายไม่ได้
ค่ายกลมหัศจรรย์เหล่านั้นมีพลังต้านทานสายเลือดของชนต่างเผ่า ระดับเจ็ดได้ ต่อให้เป็นค่ายกลที่ย่ำแย่ที่สุดก็ยังต้านทานได้ช่วงระยะเวลา หนึ่ง
พวกกันฉงต้องการให้เมล็ดพันธ์อันเป็นจุดศูนย์กลางของสำนักพวก เขาไปซ่อนตัวอยู่ในค่ายกลใหญ่
ภายใต้คำสั่งจากพวกเขา เด็กรุ่นเล็กเขตต้นสวรรค์อย่างเสวียนเข่อ ฉินเย่ ฉินแยนต่างก็ต้องพากันแยกย้ายกลับไป
แม้แต่ต่งลี่และต่งปุายเจี๋ยเองก็ยังถูกพาตัวกลับไปด้วย
ไม่นานในเมืองโพ่เมี่ยก็แทบจะไม่มีคนให้เห็น บนถนนแทบไม่มีผู้ฝึก ลมปราณปรากฏตัว
ศูนย์บัญชาการกะโหลกเลือด
ไฉ่หลันยืนอยู่บนหอสูง ทอดสายตามองไปรอบด้านด้วยสีหน้าหดหู่
สือชิงที่อยู่ข้างกันถอยหายใจหนึ่งครั้ง กล่าวอย่างจนใจ “คนที่มีกำลัง ให้ต่อสู้ล้วนไปที่เทือกเขาฮว้านคงกันหมดแล้ว พวกคนที่กำลังไม่พอก็กลับ สำนักของใครของมัน ส่วนพวกผู้ฝึกตนอิสระ…ก็ยิ่งหนีเร็วกว่าใคร ตอนนี้ ในเมืองโพ่เมี่ยนอกจากสมาชิกของกะโหลกเลือดแล้วก็แทบไม่มีใครอยู่
ในใจของไฉ่หลันเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง “ค่ายกลเมืองโพ่เมี่ยที่พวก เราปกปูองเอาไว้แทบจะไม่มีค่าอะไรเมื่อเทียบกับค่ายกลของตระกูลและ สำนักที่มีรากฐานลึกล้ำ อย่าว่าแต่ชนต่างเผ่าสายเลือดระดับเจ็ดเลย ต่อ ให้เป็นสายเลือดระดับหกก็ยังเข้ามาโจมตีได้อย่างง่ายดาย”
“และพวกเราก็ไม่เคยได้รับการยอมรับจากแต่ละฝุาย ต่อให้พวกเรา สละเมืองโพ่เมี่ยไปอยู่ที่อาณาจักรอื่น…ก็ไม่น่าจะได้รับการปกปูองจาก ค่ายกลของสำนักและตระกูลเหล่านั้น”
สือชิงพยักหน้ายิ้มเจื่อน
เขารู้ดีอยู่แก่ใจว่าสำนักใหญ่ๆ อย่างวิมานสวรรค์ ตำหนักเทพเพลิง หรือตระกูลต่งที่มีผู้พึ่งพาจำนวนนับไม่ถ้วนเมื่อเผชิญกับความแข็งแกร่ง ของชนต่างเผ่า ฝุายในของพวกเขาก็มีแต่จะให้ความสนใจกับคนของ
ตัวเองและกลุ่มอิทธิพลที่ให้การคุ้มครองพวกเขามานานหลายร้อยหลาย พันปี
และเห็นได้ชัดว่ากะโหลกเลือดไม่ได้อยู่ในกลุ่มคนเหล่านี้
ไม่มีการปกปูองจากค่ายกลเก่าแก่ที่ถูกสร้างอย่างสุดความสามารถมา ยาวนานเฉกเช่นสำนักและตระกูลต่างๆ ต่อให้พวกเขาไปจากเมืองโพ่เมี่ย ไปอยู่ที่อาณาจักรอื่นๆ หากเจอกับชนต่างเผ่าที่บุกเข้าไป เกรงว่าก็คงมีแต่ ความตายที่รออยู่
ภายใต้สถานการณ์ที่คับขันอันตรายเช่นนี้ กะโหลกเลือดควรจะไปอยู่ ที่ไหน ไฉ่หลันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
“ก็ไม่รู้ว่าเนี่ยเทียนไปอยู่ที่ไหนกันแน่” สือชิงถอนหายใจกล่าว “หาก เขาอยู่ในเมือง มีโครงกระดูกปีศาจเลือดตนนั้นอยู่ อย่างน้อยก็ยัง ต้านทานได้ระยะหนึ่ง ต่อให้จะย่ำแย่แค่ไหน พวกเราจากอาณาจักรเลี่ย คงไปอาณาจักรหลีเทียนพร้อมกับเขา ขอแค่มีโครงกระดูกปีศาจเลือดอยู่ ด้วย ต่อให้ไม่มีค่ายกลใหญ่เก่าแก่ก็ยังถือว่ามีความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น”
“ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปอยู่ไหน” ไฉ่หลันเองก็จนใจ “บางทีเขาอาจเห็นว่า ท่าไม่ดีเลยจากไปก่อนแล้ว เขามีโครงกระดูกปีศาจเลือดอยู่กับตัว เดินทางเพียงลำพัง ขอแค่ไม่เจอกับชนต่างเผ่าสายเลือดระดับเจ็ด ไม่ว่า อยู่ที่ไหนก็น่าจะพอมีกำลังปกปูองตัวเองได้”
“ท่านผู้นำ หากเทือกเขาฮว้านคงต้านรับไม่ไหวจริงๆ พวกเรา…ควร จะไปหรือว่าไม่ไปดี?” สือชิงถามเบาๆ
“ก็คงต้องไปเท่านั้น” ไฉ่หลันหันไปมองเมืองที่ว่างเปล่าไร้ผู้คนด้วย ดวงตาแดงก่ำ “เมืองนี้ข้าสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง น่าเสียดาย ที่สุดท้ายข้าก็รักษามันไว้ไม่อยู่!”
……
“พวกเจ้าไปเถอะ ตอนนี้ที่นี่ยังไม่ต้องการพวกเจ้า” กันฉงมองฟูาดิน ที่ค่อยๆ ถูกหมอกพิษปกคลุมแล้วพลันหันไปพูดกับพวกฉางเซิน หลีจิ้งที่ อยู่ด้านหลัง “เทือกเขาฮว้านคงต้านไว้ไม่อยู่แล้ว ตามความเห็นข้า อีกไม่ นานเท่าไหร่พวกเขตวิญญาณก็จะต้องเลือกไปจากที่นี่เหมือนกัน”
หลีจิ้งทอดสายตามองไปไกล ในเส้นสายตาเห็นเพียงหมอกพิษที่กลิ้ง ซัดตลบไม่หยุด นางพูดอย่างหมดหวัง “ต่อให้พวกเรากลับอาณาจักรหลี เทียน ด้วยค่ายกลที่สร้างจากรากฐานของพวกเราก็คงไม่สามารถ ต้านทานการรุกรานจากสายเลือดระดับเจ็ดได้หรอก”
“หอหันปิงของพวกเราก็ไม่มีความสามารถจะคุ้มครองพวกเจ้าได้ ค่ายกลนั้นของพวกเราจำเป็นต้องรับคนไว้มากมาย” กันฉงเองก็มีสีหน้า จนใจ “ต่อให้เป็นพวกเราเองก็ยังต้องสละคนมากมายทิ้งไป เจอชนต่าง เผ่าบุกมาแบบนี้ ชาวบ้านธรรมดาส่วนใหญ่ก็คงต้องตายกันไปมาก”
หยุดไปครู่เขาก็พูดอีกว่า “ข้ามีข้อแนะนำเดียวให้กับพวกเจ้า เมื่อ กลับไปถึงอาณาจักรหลีเทียนแล้วจงไปยังพื้นที่ลับที่พวกเจ้าเคยส่งคนเข้า ไปประลองก่อนหน้านี้ พื้นที่ลับพวกนั้นอาจจะมีปราณวิญญาณฟูาดินไม่ พอก็จริง แต่หากพวกเจ้าเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ข้างในนั้น…ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา พอเข้าไปแล้วก็จงตัดขาดกับโลกภายนอก ผ่านไปสักสิบปีร้อยปีค่อยสร้าง
ค่ายกลนำส่งที่เชื่อมโยงมายังอาณาจักรหลีเทียนขึ้นใหม่เพื่อแอบดูการ เปลี่ยนแปลงข้างนอก”
จบคำพูดนี้ เหล่าเขตลี้ลับของอาณาจักรหลีเทียนต่างก็พากันเงียบงัน
พื้นที่ลับอย่างโลกมายามรกตนั้นแม้แต่สัตว์วิเศษระดับสูงก็ยังไม่อาจ ใช้ชีวิตอยู่ได้ พวกเขาเข้าไปก็ได้แต่ใช้หินวิเศษมาฝึกตนอย่างเดียว
ทว่าหินวิเศษก็ใช่ว่าจะไร้ที่สิ้นสุด อย่างไรก็ต้องมีวันที่ใช้หมด
รอจนใช้หินวิเศษหมดแล้ว พวกเขาไม่เพียงแต่เพิ่มระดับขอบเขตไม่ได้ อาจจะถึงขั้นขอบเขตถดถอยด้วยซ้ำ
นี่เป็นเรื่องที่พวกเขามิอาจรับได้
“ไปกันเถอะ ไปกันให้หมด เขตสามัญและเขตลี้ลับหอหันปิงของข้าก็ จะหนีไปจากอาณาจักรเลี่ยคงโดยเร็วที่สุด แล้วค่อยไปซ่อนตัวอยู่ในค่าย กลใหญ่ของสำนักเหมือนกัน” กันฉงโบกมือ สีหน้าห่อเหี่ยว เวลาเพียงไม่ นานแต่เขากลับแก่ชราลงไปหลายส่วน