ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 632 ร่วมรบ!
“นายน้อยเนี่ย!”
ชั่วขณะที่เนี่ยเทียนเดินออกมาจากค่ายกลนำส่งของตระกูลต่ง หลี่ หลางเฟิงก็อุทานขึ้นเบาๆ
สิบกว่าวันมานี้ เขานั่งรอเงียบๆ อยู่ข้างค่ายกลมาโดยตลอด ไม่เคย ขยับไปไหน และไม่เคยเอ่ยคำใด
เสียงพูดคุยกันของคนตระกูลต่ง ข่าวที่ฉินแยนได้รับมาจากพรรคคิช กูฏ เขาล้วนรับฟังเข้าหูทั้งหมด แต่กลับไม่เคยแสดงความคิดเห็นออกไป แม้แต่ครึ่งคำ
ที่เขารอคอยอยู่ มีเพียงเนี่ยเทียนเท่านั้น
“เนี่ยเทียน!” ต่งลี่ดีใจเหลือล้น นางดูคลายใจอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะ รีบกล่าวว่า “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ข้าสบายดี สบายดีมากๆ เลยล่ะ!” เนี่ยเทียนตอบพร้อมรอยยิ้ม
ต่งลี่คิดว่าการที่เขายืมใช้ห้องฝึกตนของตระกูลต่งเป็นเพราะเผา ผลาญพลังงานมากเกินไปจึงรีบร้อนฟื้นตัว ในใจเป็นกังวลก็ถือเป็นเรื่อง ปกติ
“ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?” เขาเอ่ยถาม
สถานที่แห่งนี้ยังมีผู้อาวุโสของตระกูลต่งอยู่ด้วย ทว่าผู้อาวุโสเหล่านั้น เนี่ยเทียนไม่คุ้นเคยมากนัก บวกกับพวกต่งลี่ ต่งปุายเจี๋ยที่รู้สถานการณ์ เนี่ยเทียนจึงไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก
แต่พวกเขาทุกคนล้วนมีสีหน้าเคร่งเครียด หัวคิ้วขมวดแน่น ทำหน้า ราวกับว่าหายนะใหญ่กำลังจะมาเยือน
ต่งปุายเจี๋ยถอนหายใจเบาๆ หนึ่งครั้งก่อนจะเล่าข้อพิพาทที่เกิดขึ้นใน วิมานสวรรค์ บอกเขาว่าเซี่ยอี้ยืนหยัดจะยึดเกราะมังกรเพลิงมาเป็นของ ตน แต่ถูกหัวมู่ปฏิเสธ
แล้วก็บอกว่าจ้าวลั่วเฟิงยินดีนำอาวุธล้ำค่าเชื่อมโยงวิญญาณธาตุไม้ ของวิมานสวรรค์มาแลกเปลี่ยนกับเกราะมังกรเพลิง แต่ก็ยังถูกปฏิเสธ
จ้าวลั่วเฟิงจากวิมานสวรรค์และพวกหัวมู่จึงแยกย้ายกันไปอย่างไม่สบ อารมณ์เพราะเนี่ยเทียน และตอนนี้ก็ยังไม่ได้ข้อตกลงที่เป็นอันหนึ่งอัน เดียวกัน
ส่วนค่ายกลวาสนาห้าธาตุของวิมานสวรรค์ก็น่าจะประคองตัวไม่ได้ นานนัก หากค่ายกลแตกเมื่อไหนก็คือช่วงเวลาแห่งการตัดสินศึกสุดท้าย ระหว่างเผ่ามนุษย์และชนต่างเผ่า
“สงครามเริ่มขึ้นแล้วหรือ?” เนี่ยเทียนถามอย่างแปลกใจ
เขาตั้งใจฝึกตนในห้องฝึกตนเฉพาะของต่งหวังหลิงอยู่พักหนึ่ง จึงไม่รู้ ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วกันแน่
ตอนที่โครงกระดูกปีศาจเลือดยังดึงเอาเลือดสดของชนต่างเผ่า สายเลือดระดับเจ็ดออกมาได้ไม่หมด และโซ่ผลึกสายเลือดของมันยังไม่ ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ เขาก็ไม่คิดว่าหากออกจากห้องฝึกตนก่อนเวลาแล้วจะ อาศัยโครงกระดูกปีศาจเลือดมาเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ใดๆ ได้
แต่ตอนนี้โครงกระดูกปีศาจเลือดไม่เพียงแต่ชุบหลอมเลือดของชน ต่างเผ่าสายเลือดระดับเจ็ดเสร็จแล้ว มันยังสร้างโซ่ผลึกสายเลือดขึ้นมาได้ สำเร็จ นั่นถึงทำให้เขามีความมั่นใจเพิ่มขึ้น
“เริ่มแล้ว!” ฉินแยนเอ่ยขึ้นเบาๆ
คนอื่นๆ ที่เหลือต่างก็พากันเงียบงันเพราะประโยคนี้ของนาง
“นานเท่าไหร่แล้ว? ค่ายกลวาสนาห้าธาตุแตกแล้วหรือ?” เนี่ยเทียน กล่าวเสียงหนัก
“ยังไม่แตก แต่วิมานสวรรค์รู้สึกว่าได้เวลาแล้ว” ฉินแยนอธิบาย “ค่ายกลวาสนาห้าธาตุของวิมานสวรรค์เชื่อมโยงไปยังโลกลับห้าใบ ไม่ว่า โลกลับใบไหนก็ตามที่ไม่สามารถถ่ายโอนพลังห้าธาตุออกมาได้อีก ค่ายกล นั้นก็ย่อมแตกทลายไปด้วยตัวเอง”
“วิมานสวรรค์คิดว่าค่ายกลวาสนาห้าธาตุนั้นเผาผลาญพลังของชน ต่างเผ่าไปแล้วไม่น้อย หากค่ายกลยังไม่แตก พวกเขายังมีแผนรอรับมือ หากสถานการณ์เลวร้าย พวกเขาก็ยังสามารถส่งคนไปหลบภัยในโลกลับ แห่งอื่นๆ ได้”
“ด้วยเหตุนี้ผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์ทุกคนจึงเดินออกจากค่ายกลวาสนา ห้าธาตุก่อนกำหนดและเปิดฉากต่อสู้เป็นตายกับชนต่างเผ่า”
เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสี รีบย้อนกลับไปที่ค่ายกลนำส่ง “ส่งข้าไปที่ นั่น!”
“ไม่นะ!” ต่งลี่กรีดร้องเสียงแหลม เอ่ยร้อนรน “เนี่ยเทียน เรื่องนี้… เจ้าไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมด้วย อีกอย่าง บนร่างเจ้ายังมีเกราะมังกรเพลิง หากเจ้าไป เซี่ยอี้และคนอื่นๆ เห็นท่าไม่ดี เกรงว่าคงต้องบีบให้เจ้ามอบ เกราะมังกรเพลิงให้แก่เซี่ยอี้ผู้นั้น!”
ด้วยเรื่องนี้ ทุกคนที่อยู่ใกล้กับค่ายกลได้พูดคุยกันมาหลายรอบแล้ว
ต่งปุายเจี๋ยและต่งลี่ต่างก็ยืนกรานว่าต่อให้เนี่ยเทียนกลับมาก็ห้ามให้ เขาไปวิมานสวรรค์เด็ดขาด
สถานการณ์ทางฝั่งนั้นร้ายแรงจนถึงขั้นที่ผู้แข็งแกร่งเขตวิญญาณ ทั้งหมดยังต้านทานไม่ไหว เซี่ยอี้ก็ยังไม่คิดจะลงมือช่วย หากเนี่ยเทียนไป ที่นั่นก็ไม่เท่ากับเอาเกราะมังกรเพลิงไปส่งให้เขาหรอกหรือ?
พวกเขาพี่น้องคิดว่าหากถึงช่วงเวลาเป็นตายขึ้นมาจริงๆ บางทีพวก เฉียนปูหุ่ย จงเจิงก็อาจจะไม่ยืนกรานปกปูองเนี่ยเทียนอย่างถึงที่สุด
“เทพเพลิงเซี่ยอี้…” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว แค่นเสียงเย็น “คิดจะชิง เกราะมังกรเพลิงไปจากข้า ก็ใช่ว่าเขาจะมีความสามารถนั้น!”
“ฟิ้ว!”
และเวลานี้เอง เงาร่างหนึ่งก็พลันเผยกายกลางอากาศ
“ผู้อาวุโสจ้าว!” เนี่ยเทียนตะลึงงัน “ท่าน ทำไมท่านยังอยู่ที่นี่?”
เวลาผ่านไปสิบกว่าวัน ในความรู้สึกของเนี่ยเทียน จ้าวซานหลิงที่จู่ๆ ก็โผล่มาเหมือนจะยิ่งลึกลับเกินคาดเดาเข้าไปใหญ่
เขาจ้องจ้าวซานหลิงเขม็ง แล้วก็พลันเกิดความรู้สึกประหลาดอย่าง หนึ่ง ทั้งๆ ที่จ้าวซานหลิงยืนอยู่ตรงหน้าเขา…แต่กลับทำให้เขารู้สึก เหมือนว่าอีกฝุายยืนอยู่ในห้วงมิติที่แตกต่างกัน
เขาพลันนึกขึ้นมาได้ว่าก่อนหน้านี้ไม่นาน เนื่องจากฉีป๋ายลู่ยอมถอย ให้ จ้าวซานหลิงก็เหมือนจะคลายปมในใจได้ ขอบเขตจึงเพิ่มขึ้นไปอีก หนึ่งขั้น
จ้าวซานหลิงในเวลานั้นสภาพจิตใจได้เลื่อนสู่เขตวิญญาณช่วงกลาง แล้ว เพียงแต่ขอบเขตยังไม่มั่นคงเท่าใดนัก
ตอนที่เขาอยู่ในห้องลับหยกวิเศษ ช่วยให้โครงกระดูกปีศาจเลือดสร้าง โซ่ผลึกสายเลือดขึ้นมาอีกครั้ง ดูเหมือนจ้าวซานหลิงจะฝุาทะลุขั้นสู่เขต วิญญาณช่วงกลางได้อย่างแท้จริงแล้ว
จ้าวซานหลิที่อยู่เบื้องหน้าน่าจะเป็นผู้แข็งแกร่งเขตวิญญาณอย่างจริง แท้แน่นอน
อีกทั้งยังเป็นคนมหัศจรรย์ที่เชี่ยวชาญเวทลับห้วงมิติด้วย!
“ข้าก็ต้องรอเจ้าน่ะสิ” จ้าวซานหลิงหัวเราะหึหึ “เจ้ากับข้ามีข้อ สัญญาร่วมกัน เรื่องที่เจ้ารับปากข้า ข้ายังรอให้เจ้าทำตามสัญญาอยู่นะ หากเจ้าตายไป ข้าก็ไม่เท่ากับช่วยอาณาจักรหลีเทียน อาณาจักรปุายจั้น ให้เหนื่อยเปล่าหรอกหรือ?”
เนี่ยเทียนตะลึง “ข้าจะไปอาณาจักรเสวียนเทียน ท่านก็จะตามไปด้วย หรือ?”
“ถูกต้อง” จ้าวซานหลิงพูดอย่างเต็มไปด้วยเหตุผล ก่อนจะหรี่ตาลง มองเขาอย่างเหยียดหยาม “หุ่นเชิดเลือดตัวนั้นล่ะ? ไหนให้ข้าดูหน่อยสิ ข้าอยากจะเห็นว่าพลังเลือดเนื้อของมันตอนนี้ถึงระดับไหนแล้ว”
“ท่านดูเองเถอะ” เนี่ยเทียนรีบเรียกโครงกระดูกปีศาจเลือดออกมา ทันที
พอโครงกระดูกปีศาจเลือดเผยตัว ปราณเลือดเนื้อเข้มข้นก็พลันแผ่ไป ทั่วทั้งตระกูลต่ง
คนตระกูลต่งทุกคน ไม่ว่าขอบเขตจะอยู่ในระดับไหน เลือดสดในกาย ก็พลันเกิดความเคลื่อนไหวผิดปกติ การไหลเวียนของเลือดเดี๋ยวช้าเดี๋ยว เร็ว บางครั้งยังเหมือนจะไหลย้อนกลับด้วย
ส่วนตัวเนี่ยเทียนเองกลับไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อย เขายังคงผ่อน คลายเป็นตัวของตัวเอง
ทว่าคนตระกูลต่งที่ยืนอยู่ใกล้โครงกระดูกปีศาจเลือดกลับจำต้องก้าว ถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว ราวกับว่ายิ่งอยู่ใกล้กับโครงกระดูกปีศาจเลือดมาก เท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งควบคุมเลือดสดในกายได้ยากมากเท่านั้น
แม้แต่หลี่หลางเฟิงเองก็ยังมีสีหน้าตะลึงพรึงเพริด จำต้องก้าวถอยห่าง
ต่งลี่ ต่งปุายเจี๋ยก็ล้วนมีอาการเดียวกัน
“นายน้อยเนี่ย หุ่นเชิดเลือดตัวนี้ เปลี่ยนมา เปลี่ยนมาเป็นแตกต่างไป จากเดิมแล้ว” หลี่หลางเฟิงที่อยู่กับโครงกระดูกปีศาจเลือดมาค่อนข้าง นานเอ่ยออกมาตรงๆ ไม่มีอ้อมค้อม “เมื่อก่อนตอนที่อยู่กับมัน ข้าไม่มี แรงกดดันขนาดนี้มาก่อน แต่ตอนนี้ ข้าอยู่ข้างกายมัน เลือดทั่วร่างของข้า เหมือนจะบินออกไปรวมที่ร่างของมันอย่างมิอาจควบคุมได้”
“ศพของเผ่าโครงกระดูกตนนี้พอเอามาหลอมเป็นหุ่นเชิดเลือด เลือด ลมของมันพลุ่งพล่านไพศาลได้มากกว่าเดิมจริงๆ!” ดวงตาจ้าวซานหลิง ฉายประกายประหลาด ต่อให้เป็นเขาเองก็ยังรู้สึกว่าเลือดลมไม่มั่นคง เขา มองโครงกระดูกปีศาจเลือดด้วยสายตาลึกล้ำ แล้วก็ใช้เวทลับ สังเกตการณ์อยู่พักใหญ่ ก่อนที่หน้าของเขาจะพลันเปลี่ยนสี
เขาสัมผัสได้อย่างเฉียบไวว่าโครงกระดูกปีศาจเลือดตนนี้ไม่เพียงแต่ เลือดลมเปี่ยมล้นถึงขีดสุด ท่ามกลางเลือดลมของมันที่แผ่ออกมายังแฝง เร้นไว้ด้วยปราณประหลาดที่สามารถทำให้หมื่นสรรพสิ่งในฟูาดินตายดับ ได้ด้วย
“นี่คือ…”
จ้าวซานหลิงสีหน้าเปลี่ยนแปลงไปเกินจะคาดเดา ในใจแอบเดาได้ถึง อะไรบางอย่าง สายตาของเขาที่มองไปยังเนี่ยเทียนจึงเปลี่ยนมาเป็นตก ตะลึงอย่างถึงที่สุด
“ผู้อาวุโสจ้าว จากการวิเคราะห์ของท่าน หุ่นเชิดเลือดตนนี้จะสู้กับ ปาซือทัวได้หรือไม่? หากเซี่ยอี้จะลงมือกับข้า มันจะต้านทานได้ไหวมั้ย?” เนี่ยเทียนเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน ดังนั้นถึงได้สอบถามจ้าวซานหลิง เขา
คิดว่าด้วยขอบเขตและความสามารถของจ้าวซานหลิง บางทีอีกฝุาย อาจจะมองศักยภาพที่แท้จริงของโครงกระดูกปีศาจเลือดออกก็เป็นไป
“ไม่ว่าจะเป็นปาซือทัวหรือเซี่ยอี้ หากลงมือเมื่อไหร่ เจ้าก็ต้องตาย อย่างมิต้องสงสัย” จ้าวซานหลิงหัวเราะหยัน
“ทำไมล่ะ?” เนี่ยเทียนไม่เข้าใจ
“โครงกระดูกปีศาจเลือดไม่สามารถต้านทานการบดขยี้ทางจิต วิญญาณของพวกเขาแทนเจ้าได้!” ดวงตาของจ้าวซานหลิงเต็มไปด้วย ความเย้ยหยัน “ปาซือทัวผู้นั้นคืออสูรกาย อสูรกายเชี่ยวชาญอะไรมาก ที่สุด ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่รู้กระมัง? เขาก็แค่หลบเลี่ยงหุ่นเชิดเลือดแล้วใช้พลัง จิตวิญญาณที่แข็งแกร่ง เท่านี้ก็สามารถบดขยี้มหาสมุทรจิตวิญญาณของ เจ้าให้กลายเป็นเถ้าถ่านได้ในพริบตา”
“เซี่ยอี้คือเขตวิญญาณช่วงท้าย เขาไม่ต่อสู้พัวพันกับหุ่นเชิดเลือด ลำพังแค่ใช้พลังจิตวิญญาณกำราบเจ้า เจ้าจะมีอะไรไปต้านทานเขาได้?”
“เนี่ยเทียน! ผู้อาวุโสจ้าวพูดถูกแล้ว!” ต่งปุายเจี๋ยตวาดเสียงหนัก “ขอบเขตของเจ้าต่ำเกินไป พลังจิตยังไม่แปรสภาพเป็นพลังจิตวิญญาณ หากพวกเขาละทิ้งวิธีการอย่างอื่น ใช้แค่เวทลับจิตวิญญาณมากำราบเจ้า แม้แต่วินาทีเดียวเจ้าก็ต้านทานไม่ได้! อย่าไปอาณาจักรเสวียนเทียนเลย เจ้าไปแล้วย่อมนำภัยครั้งใหญ่มาสู่ตัวแน่นอน!”
ต่งลี่เองก็วิงวอนอย่างยากลำบาก
เนี่ยเทียนพลันเงียบงัน
ความเป็นไปได้ที่จ้าวซานหลิงพูดถึง เขาไม่เคยตึกตรองอย่างละเอียด จริงๆ ตอนนี้มาลองคิดดูแล้วถึงได้รู้ว่าไม่ว่าจะเป็นปาซือทัวหรือเทพ เพลิงเซี่ยอี้ ก็ล้วนมีจิตวิญญาณที่เหนือเกินกว่าขอบเขตของเขา ซึ่ง ความคิดเดียวของพวกเขาก็สามารถปลีพตนได้
ศึกแห่งจิตวิญญาณเป็นศึกที่น่ากลัวและอันตรายมากที่สุด ขอบเขต ต่างกันมากเกินไป และยังไม่มีวิธีการที่ดีมาชดเชย
“ข้าเป็นคนดีก็จะเป็นให้ถึงที่สุด” จ้าวซานหลิงหัวเราะเบาๆ “ข้าจะ ไปเป็นเพื่อนเจ้า เมื่อเข้าไปในวิมานสวรรค์ เจ้าห้ามอยู่ห่างจากข้าแม้แต่ ก้าวเดียว ข้าจะจัดให้เจ้าอยู่ในโลกลับมายาที่เป็นของข้าโดยเฉพาะ ขอแค่ เจ้าไม่เดินออกไป ไม่ว่าจะเป็นปาซือทัวหรือเทพเพลิงเซี่ยอี้ก็อย่าหวังว่า จะได้ใช้ไสยศาสตร์ทางจิตวิญญาณมาสังหารเจ้าในชั่วพริบตา”
“ขอบพระคุณมาก!” เนี่ยเทียนโค้งตัวคำนับ
“ไปกันเถอะ”
——