ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 633 ศึกของแต่ละเผ่าพันธ์!
ครู่หนึ่ง เนี่ยเทียนก็มาปรากฏกายอยู่กลางตำหนักใหญ่ของวิมาน สวรรค์
ค่ายกลนำส่งหลังหนึ่งที่เชื่อมโยงไปยังอาณาจักรต่างๆ กำลังส่อง ประกายแสงเจิดจ้า และมีเขตสามัญ เขตลี้ลับของแต่ละอาณาจักรพากัน เดินออกมาเป็นระยะ
เนี่ยเทียนเป็นเพียงหนึ่งในคนที่ไม่สะดุดตามากที่สุด
ผู้อาวุโสคิ้วขาวหนวดขาวท่านหนึ่งของวิมานสวรรค์ที่นั่งเฝูาอยู่ข้าง ค่ายกล เดิมทีนั่งก้มหน้าไม่พูดไม่จา ทว่ายามนี้กลับหน้าเปลี่ยนสี
ผู้อาวุโสท่านนี้ไม่ได้หันไปมองเนี่ยเทียน แต่ดวงตาที่ลุกเรืองนั้นพลัน จ้องไปยังจ้าวซานหลิงที่ยืนเคียงไหล่กับเนี่ยเทียน
คนผู้นี้มีเขตลี้ลับช่วงท้าย นามว่าอู๋หยา เชี่ยวชาญเวทลับห้วงมิติ เช่นเดียวกัน
“พี่จ้าว!”
อู๋หยาพลันผุดลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด เขาเดินก้าว เดียวก็ขยับเข้ามาใกล้จ้าวซานหลิง
จ้าวซานหลิงแค่นหัวเราะเสียงหยัน สะบัดปลายแขนเสื้อเป็นวงกว้าง พลังงานมหาศาลขุมหนึ่งก็ผลักให้อู๋หยากระเด็นไปหลายก้าว
ค่ายกลนำส่งหลายหลังที่อยู่ด้านข้างมีคนจากอาณาจักรต่างๆ ที่มา ช่วยรบเดินออกมา
คนจำนวนไม่น้อยในนั้นต่างก็จำจ้าวซานหลิงได้
“เป็นเขา!”
“เจ้าคนบ้าผู้นี้ก็มาด้วยหรือ? หรือว่า เขาก็มาช่วยรบเหมือนกัน?”
“จะเป็นไปได้อย่างไร? หายนะที่เขาสร้างไว้ในอาณาจักรต้าฮวาง โหดเหี้ยมยิ่งกว่าฝีมือของชนต่างเผ่าเสียอีก เขาไม่มีทางตั้งใจมาที่นี่เพราะ ภัยพิบัติครั้งนี้แน่นอน!”
“เขามาแล้ว ข้ากลับรู้สึกเป็นกังวลเสียมากกว่า หากเจ้าคนบ้าผู้นี้จะ ร่วมมือกับชนต่างเผ่าโจมตีเผ่ามนุษย์ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก”
“…”
เขตสามัญและเขตลี้ลับหลายคนที่พอเห็นจ้าวซานหลิงปรากฏตัวก็ พลันหน้าเผือดสี พากันวิพากษ์วิจารณ์เบาๆ แล้วถอยห่างอย่างเงียบเชียบ
“พี่จ้าว” อู๋หยาที่ก่อนหน้านี้ถูกจ้าวซานหลิงซัดพลังใส่ยิ้มเจื่อน เขา ยกมือขึ้นกุมกันแล้วกล่าวว่า “ท่านเจ้าวิมานสั่งไว้แล้วว่า เอ่อ…ไม่ต้องการ ให้ท่านมาอาณาจักรเสวียนเทียน”
“พี่ชายของข้าคนนั้นกลัวว่าข้าจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ในอาณาจักรเสวียน เทียน หรือกลัวว่าข้าจะเปิดฉากสังหารครั้งใหญ่ไม่ต่างจากชนต่างเผ่า?” จ้าวซานหลิงหัวเราะหยัน
“ข้อนี้ข้าไม่รู้หรอก” อู๋หยาส่ายหน้าเบาๆ
ฝึกเวทห้วงมิติเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังถึงเขตลี้ลับช่วงท้าย คนผู้นี้จึงรู้ดี ถึงความน่ากลัวของจ้าวซานหลิงยิ่งกว่าใคร
ตอนที่เขามองเห็นจ้าวซานหลิง หน้าก็พลันเปลี่ยนสี ร้องอุทานด้วย ความตกใจ “ยินดีด้วยที่พี่จ้าวพัฒนาไปอีกขั้นแล้ว!”
“เนี่ยเทียน!”
เงาร่างหนึ่งก้าวเดินออกมาจากค่ายกลนำส่งห้วงมิติอีกหลังหนึ่ง และ นางก็พลันร้องอุทานขึ้นมา
เนี่ยเทียนหันกลับไปมอง ก่อนกล่าวด้วยความแปลกใจ “พี่หลิว?”
คนที่เพิ่งเดินออกมาจากค่ายนำส่งคือหลิวหลิงจากสำนักหยิน ข้าง กายของนางยังมีเขตสามัญและเขตลี้ลับของสำนักหยินอีกหลายคน
“เจ้ามาทำอะไร?” หลิวหลิงหน้าเปลี่ยนสี รีบพูดอย่างร้อนใจ “รีบ กลับไปซะ ศึกครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้า! เจ้าปรากฏตัวในอาณาจักรเสวียน เทียนมีแต่จะหาเรื่องใส่ตัว!”
“เนี่ยเทียน!” อู๋หยาตะลึง
“เขาก็คือเนี่ยเทียน!”
ในตำหนักใหญ่ เขตลี้ลับและเขตสามัญจำนวนมากต่างเดินออกมา จากในค่ายกล และเส้นสายตาก็พลันมารวมกันอยู่บนใบหน้าของเนี่ย เทียน แต่ละคนหน้าเปลี่ยนสีไม่ต่างกัน
เพราะช่วงที่ผ่านมานี้ชื่อเสียงของเนี่ยเทียนโด่งดังมากเกินไป พวก หัวมู่เกิดข้อพิพาทกับพวกเซี่ยอี้และจ้าวลั่วเฟิงหลายครั้งเพราะเกราะ มังกรเพลิงในมือของเนี่ยเทียน จนถึงตอนนี้ทั้งสองฝุายก็ยังตกลงกันไม่ได้
ในช่วงเวลาที่เปราะบางเช่นนี้ เนี่ยเทียนที่เป็นบุคคลสำคัญกลับมาโผล่ อยู่ในตำหนักใหญ่ของวิมานสวรรค์ ทำให้พวกเขาต่างก็สนอกสนใจ
เขตสามัญคนหนึ่งของลัทธิอูตู๋หัวเราะหึหึ ก่อนจะตวาดกร้าว “เนี่ย เทียน! เจ้าคิดได้แล้วใช่ไหม? ก็ยังนับว่าไม่สาย ขอแค่เจ้ายอมมอบเกราะ มังกรเพลิงมาดีๆ เทพเพลิงก็จะยอมออกรบ! เมื่อเทพเพลิงลงมือ ขอแค่ ต้านทานปาซือทัวเอาไว้ได้ ก็นับว่ามีความเป็นไปได้มากที่ศึกนี้เผ่ามนุษย์ อย่างพวกเราจะชนะ!”
“ดี! มาช้ายังดีกว่าไม่มา ในที่สุดเกราะมังกรเพลิงในมือของเจ้าก็เอา มาใช้ได้แล้ว!” คนผู้หนึ่งของวังวิญญาณกล่าวอย่างฮึกเหิม
คนอื่นๆ ต่างก็พากันเอ่ยชื่นชม รู้สึกว่าเนี่ยเทียนจงใจมาที่นี่ย่อมต้อง เตรียมจะยอมแพ้ให้กับเซี่ยอี้และจ้าวลั่วเฟิงโดยยอมมอบเกราะมังกร เพลิงให้แต่โดยดีแน่นอน
“รีบไสหัวกลับไปทางค่ายกลนำส่งเดี๋ยวนี้!” หลิวหลิงจากสำนักหยินก ระชากลากถูเนี่ยเทียนอย่างไม่ยอมให้เขาปฏิเสธ ทั้งยังผลักเขาเข้าไปใน ค่ายกลนำส่ง ให้เขามาทางไหนก็กลับไปทางนั้น
นางเป็นห่วงความปลอดภัยของเนี่ยเทียนจริงๆ ทั้งยังรู้ด้วยว่าเมื่อเนี่ย เทียนปรากฏตัวในอาณาจักรเสวียนเทียน เขาจะเป็นคนที่ชักนำให้เกิด การเปลี่ยนแปลงเช่นไร
“ข้าเองก็รู้สึกเหมือนกันว่าเจ้ากลับไปน่าจะดีกว่า” จ้าวซานหลิงเอ่ย เนิบนาบ ไม่ได้ขัดขวางการกระทำของหลิวหลิง
“อย่านะ! เจ้าจะไปไหนไม่ได้! ต่อให้จะไปจริงๆ ก็โปรดทิ้งเกราะมังกร เพลิงไว้ก่อน!” พอเห็นว่าหลิวหลิงจะบังคับส่งตัวเนี่ยเทียนกลับไป อู๋หยา จากวิมานสวรรค์ก็รีบปรี่ขึ้นหน้ามาอย่างร้อนรน
“ไสหัวไป!” จ้าวซานหลิงสีหน้าเย็นชา โบกมือหนึ่งครั้ง อู๋หยาก็ถูกบีบ ให้ถอยกรูดไปอีกครั้ง
“พี่จ้าว ท่าน ท่านคุมตัวเขามาส่งก็ไม่ใช่เพราะให้เขามอบเกราะมังกร เพลิงหรอกหรือ?” อู๋หยาตะลึงงัน
“ใครบอกว่าข้าคุมตัวเขามาส่ง?” จ้าวซานหลิงคร้านจะอธิบาย เพียง แค่หันกลับไปมองเนี่ยเทียน “จะไป หรือว่าจะอยู่ต่อ?”
“อยู่!” เนี่ยเทียนรีบตะโกนตอบรับ
“ดี!” จ้าวซานหลิงยกมือขึ้นคว้าจับ เนี่ยเทียนที่ถูกหลิวหลิงผลักดันก็ ถูกเขาดึงตัวกลับมา
“ฟิ้ว!”
ในความรู้สึกของเนี่ยเทียน เขาพลันเหมือนได้เข้าไปอยู่ในโลกลับแห่ง หนึ่งที่เล็กมาก วินาทีที่เข้าไปอยู่ในโลกใบนั้น เขาก็รู้สึกถึงเพียงปราณของ จ้าวซานหลิงที่อยู่ข้างกาย ทว่าสัมผัสไม่ได้ถึงปราณของพวกหลิวหลิงอีก แม้แต่นิดเดียว
แต่ว่าเมื่ออยู่ท่ามกลางโลกลี้ลับใบนั้น เส้นสายตาของเขากลับไม่ได้รับ ผลกระทบใดๆ
เขาสามารถมองเห็นทุกคนที่อยู่กลางตำหนักใหญ่ แล้วก็ได้ยินเสียง พวกเขา เพียงแต่ไม่รู้สึกถึงปราณที่ปลดปล่อยออกมาจากร่างของพวกเขา
“นี่คือโลกลับมายาที่เป็นของข้าเพียงผู้เดียว” จ้าวซานหลิงสีหน้านิ่ง เฉย “แท้จริงแล้วในนี้มีห้วงอากาศหลายชั้นที่กั้นขวางพวกเรากับโลกแห่ง ความจริง ข้าอาศัยเวทลับห้วงมิติทำให้เจ้ามองเห็นและได้ยิน แต่การ โจมตีทั้งหมดที่โลกภายนอกมีต่อเจ้า จะถูกห้วงมิติกั้นขวางเอาไว้”
“แล้วความเชื่อมโยงระหว่างข้ากับหุ่นเชิดเลือดล่ะ จะหายไปด้วย หรือไม่?” เนี่ยเทียนรีบถาม
“ข้อนี้ข้าไม่รู้” จ้าวซานหลิงขมวดคิ้วแล้วพลันกล่าวว่า “ทำไมโซ่ผลึก สายเลือดในหัวใจของเผ่าโครงกระดูกตนนั้นถึงได้ก่อตัวขึ้นมาใหม่อีก ครั้ง?”
“บางทีคงเป็นเพราะดูดซับเลือดของชนต่างเผ่าไปเยอะกระมัง?” เนี่ย เทียนพูดปด
“เลือดของชนต่างเผ่า?” จ้าวซานหลิงหัวเราะหยัน “เวทหลอมเลือด ของสำนักโลหิตกระจอกๆ ก็ได้แค่ช่วยให้มันชักนำเลือดสดเท่านั้น ทำไม ข้าไม่เห็นเคยรู้มาก่อนว่าเวทลับของสำนักโลหิตช่วยให้โซ่ผลึกสายเลือดที่ ปริแตกกลับมาประสานตัวได้ใหม่ด้วย?”
“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” เนี่ยเทียนแบมือ
“ดูท่าบนร่างของเจ้าคงยังมีความลับอีกมากที่ข้าไม่รู้” จ้าวซานหลิง หรี่ตาคล้ายว่าเมื่ออยู่ในโลกมายาลึกลับนั้น เขาไม่เป็นกังวลสักนิดว่าเสียง จะดังออกไป “ช่างเถอะ พวกเราไปดูกันว่าสถานการณ์ข้างนอกเป็นเช่น ไร ศึกนี้เจ้าห้ามออกมานอกโลกมายาแม้แต่ก้าวเดียว หาไม่แล้วข้าก็ ปกปูองเจ้าไม่ได้”
“อู้”
ชั่วขณะถัดมา เนี่ยเทียนก็ค้นพบว่าพวกอู๋หยา หลิวหลิงที่อยู่กลาง ตำหนักใหญ่ล้วนหายไปหมด
เขารู้สึกเหมือนฟูาดินพลิกกลับอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะมองเห็นว่าในโลก มายาที่เขาและจ้าวซานหลิงสองคนอยู่ได้ค่อยๆ ลอยขึ้นบนฟูาและหลุด พ้นไปจากค่ายกลวาสนาห้าธาตุที่ยังคงโคจรอยู่
ม่านรัตติกาลปกคลุมไปทั่วบริเวณ ฝนห่าใหญ่เทลงมาจากฟากฟูา กลางอากาศสูงมีสายฟูาแลบแปลบปลาบ
พายุฝนเทกระหน่ำลงสู่พื้นดิน การเข่นฆ่านองเลือดที่ดุเดือดอย่างถึง ที่สุดกระจายไปทั่วรัศมีพันลี้ของวิมานสวรรค์!
ร่างอยู่บนอากาศสูง ทอดสายตามองไปไกล สิ่งที่เขาเห็นล้วนมีแต่การ ประหัตประหารกันระหว่างเผ่ามนุษย์และชนต่างเผ่า อาวุธวิเศษจำนวน นับไม่ถ้วนส่องประกายแสงแวววาวปะทะกับเวทลับสายเลือดของชนต่าง เผ่า
บริเวณใกล้เคียงกับวิมานสวรรค์ หินขนาดใหญ่ลอยอยู่กลางอากาศ ถูกเวทลับสายเลือดของชนเผ่าหินเทาควบคุมเอาไว้ ทำให้มันบดขยี้เรือน กายของเขตสามัญจำนวนมากให้กลายเป็นเพียงกองเลือด
และก็มีผู้แข็งแกร่งของสำนักหยางที่ร่ายใช้เวทลับ ควบคุมอาวุธที่ ร้อนแรงดุจดวงอาทิตย์ให้ต่อสู้กับชนเผ่าหินเทา
พื้นที่เขตหนึ่ง กลางอากาศมีหยดน้ำลอยตัวซึ่งต่างก็กลายมาเป็นผลึก น้ำแข็งที่ปานประหนึ่งกริชแหลมคมซึ่งแทงทะลุร่างของชนเผ่าปักษา
เนี่ยเทียนมองไปไกลๆ ก็รู้ว่าพื้นที่แห่งนั้นเป็นของผู้แข็งแกร่งหอ หันปิง พื้นดินใต้ฝุาเท้าของพวกเขาเกาะตัวกันเป็นน้ำแข็ง อาวุธที่ใช้ก็ เหมือนจะเป็นน้ำแข็งและหยดน้ำที่ทนทานซึ่งได้รับพลังความเย็นไร้ที่ สิ้นสุด
อีกฝั่งหนึ่ง ฝนที่เทลงมาห่าใหญ่ถูกกลบทับไว้ด้วยพิษร้ายแรงจนมิด ดวงตาผีร้ายสีเขียวเป็นมันขลับหยดลงบนม่านแสงที่ผู้ฝึกลมปราณเผ่า มนุษย์เรียกออกมา ม่านแสงหลากสีจำนวนมากต่างก็มีควันสีเขียวเข้มข้น ลอยกรุ่น
ซากศพที่แขนขาขาดกระจายเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นดิน ศพเหล่านั้นมี ทั้งของเผ่ามนุษย์และมีทั้งของชนต่างเผ่า
ไม่รู้ว่าสงครามที่โหดเหี้ยมนี้ดำเนินมานานแค่ไหนแล้ว สิ่งที่เนี่ยเทียน เห็นจึงมีเพียงการเข่นฆ่านองเลือดเท่านั้น
ทุกคนไม่ว่าจะเป็นเผ่ามนุษย์หรือชนต่างเผ่าต่างล้วนเหมือนคนที่ กลายเป็นบ้า พวกเขาหลงเหลือเพียงความกระหายเลือดอย่างเดียว เท่านั้น หากไม่สังหารคู่ต่อสู้ให้สิ้นซาก พวกเขาก็ไม่คิดจะหยุดมือ
“ไปทางนั้น”
โลกลับมายาเหมือนฟองอากาศที่ลอยอยู่กลางฝนเม็ดใหญ่ มัน ล่องลอยห่างจากที่ตั้งของวิมานสวรรค์ไปไกลเรื่อยๆ
ภาพคาวเลือดเบื้องล่างสะท้อนเข้ามาในคลองจักษุของเนี่ยเทียน เขา มองเห็นการประหัตประหารกันระหว่างเผ่ามนุษย์และชนต่างเผ่าที่ดำเนิน ไปอย่างไม่มีใครตกเป็นรองใคร
ทว่ารอจนโลกลับมายาของจ้าวซานหลิงล่องลอยไปได้หลายสิบลี้ เขา ก็สังเกตเห็นการต่อสู้ระหว่างชนต่างเผ่าระดับเจ็ดกับเผ่ามนุษย์เขต วิญญาณ
ศึกแห่งผู้สุดยอดนี้ต่างหากถึงจะเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินว่าใคร จะแพ้ ใครจะชนะ!
ฉีป๋ายลู่ จงเจิง ต่งหวังหลิง เฉียนปูหุ่ย เขตวิญญาณทุกคนต่างก็กำลัง ต่อสู้อยู่กับชนต่างเผ่าอย่างดุเดือด
มีภูตผีปีศาจสองตนที่เลือดหวนคืนสู่บรรพบุรุษ พวกเขาประหนึ่งเทพ มารดึกดำบรรพ์ที่ยึดครองฟูาดิน ขณะที่หายใจก็ดูดกลืนปราณปีศาจไร้ที่ สิ้นสุดไปด้วย หลี่มู่หยางและสิ่งหวนเยว่ที่ล้อมโจมตีภูตผีปีศาจสองตนนั้น เรียกเอาอาวุธล้ำค่าเชื่อมโยงวิญญาณออกมา
อาวุธเชื่อมโยงวิญญาณของคนทั้งสอง หนึ่งคล้ายดวงอาทิตย์ที่ ร้อนแรง ส่วนอีกหนึ่งคล้ายดวงจันทร์ที่ใสกระจ่าง
ขณะที่พวกเขาประมือกับภูตผีปีศาจ ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ก็ ขยายใหญ่อย่างต่อเนื่อง และบางครั้งก็หดเล็กลง เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่ มีที่สิ้นสุด
ทว่าภูตผีปีศาจที่หวนคืนสู่บรรพบุรุษ ร่างปีศาจที่ใหญ่มหึมาซึ่งยืน ตระหง่านค้ำฟูาดิน ทุกรูขุมขนเล็กๆ ต่างก็มีแสงปีศาจสีดำสนิทพ่น ออกมา แสงปีศาจนั้นแปรเปลี่ยนมาเป็นอาณาจักรปีศาจที่น่าหวาดกลัว ซึ่งกำราบพระอาทิตย์และพระจันทร์ไว้ภายใน
“ทางนั้น!” จ้าวซานหลิงชี้มือไปฝั่งหนึ่งแล้วหลุดหัวเราะพรืด “เขานี่ ว่างซะจริง”
เนี่ยเทียนมองตามไปก็เห็นคนผู้หนึ่งประหนึ่งภูเขาไฟที่ปะทะด้วย เปลวเพลิงเดือดพล่านกำลังนั่งนิ่งอยู่กลางอากาศที่มีฝนเม็ดใหญ่เท กระหน่ำ
คนผู้นี้มีศีรษะโล้นเตียนสะดุดตา เรือนกายใหญ่กำยำ เขาทำเพียงแค่ หรี่ตาลงมองศึกด้านล่าง เห็นได้ชัดว่าไม่คิดจะยื่นมือช่วยเหลือ
“เขาก็คือเซี่ยอี้?” เนี่ยเทียนคำรามเบาๆ
“ถูกต้อง เทพเพลิง เซี่ยอี้!” นัยน์ตาจ้าวซานหลิงฉายแววเคร่งขรึม อย่างที่หาดูได้ยาก “นอกจากผู้เฒ่าประหลาดคนนั้นแล้ว ตอนนี้เขาก็คือ คนที่สองในดินแดนดาวตกที่เลื่อนสู่เขตวิญญาณช่วงท้าย”
เนี่ยเทียนมองตามสายตาเซี่ยอี้ที่กำลังมองทิศไกล แล้วก็เห็นว่าผู้นำ สามท่านจากพรรคคิชกูฏซึ่งมีหัวมู่เป็นผู้นำกำลังล้อมโจมตีอสูรกายคน หนึ่ง
ในมือของอสูรกายคนนั้นถือมีดวิญญาณอสูรเอาไว้!
“ปาซือทัว!” เพียงแค่มองปราดเดียว เขาก็เดาตัวตนของอสูรกายผู้ นั้นออก รู้ว่าคนผู้นี้คือสายเลือดระดับเจ็ด และก็เป็นผู้นำของชนต่างเผ่าที่ เดินทางมาครั้งนี้
มีดวิญญาณอสูรเล่มนั้นอยู่ในมือของปาซือทัวก็ราวกับสามารถ เชื่อมโยงไปยังนรกภูมิ เสียงผีร้ายวิญญาณอาฆาตจำนวนนับไม่ถ้วนร้อง หวีดหวิวดังลอยมาคล้ายถูกชักนำมาจากจุดลึกของห้วงแม่น้ำอเวจี
หัวมู่และผู้นำของพรรคคิชกูฏอีกสองคนต่างก็อยู่ท่ามกลางแม่น้ำ วิญญาณที่รวบรวมดวงวิญญาณร้ายไว้นับล้านๆ ตัว พวกเขาต่างคนต่าง เรียกอาวุธวิเศษเหมาะมือออกมาใช้ ชิ้นหนึ่งคือระฆังทองเหลืองโบราณ ชิ้นหนึ่งคือเข็มขัดหยกโปร่งใส ส่วนอีกชิ้นหนึ่งเป็นสถูปเจ็ดชั้น
ระฆังโบราณ เข็มขัดหยก สถูปวิเศษต่างก็เป็นอาวุธเชื่อมโยงวิญญาณ ปลดปล่อยแสงสว่างเจิดจ้าสะท้อนนภากาศที่มืดมิด
อาวุธเชื่อมโยงวิญญาณสามชิ้นคล้ายมาจากมือของคนคนเดียวกัน ระฆังโบราณ เข็มขัดหยกและสถูปวิเศษต่างก็เป็นสัญลักษณ์เฉพาะของ พรรคคิชกูฏ
อาวุธเชื่อมโยงวิญญาณสามชิ้นลอยสูงๆ ต่ำๆ อยู่ในแม่น้ำวิญญาณ แสงวิเศษพร่างพราวไปไกลนับหมื่นจั้ง ต้านทานการกัดกินของวิญญาณ ร้ายนับร้อยล้านตัวเอาไว้ได้อย่างอยู่มือ
“รากฐานของพรรคคิชกูฏช่างลึกล้ำจนมิอาจคาดการณ์ได้อย่าง แท้จริง คนทั้งสามร่วมมือกัน ใช้อาวุธเชื่อมโยงวิญญาณสามชิ้นกลับ ขัดขวางปาซือทัวเอาไว้ได้” จ้าวซานหลิงถอนหายใจหนึ่งที ก่อนจะส่าย หัว “น่าเสียดาย ดูท่าแล้วพวกเขาก็คงจะรั้งไว้ได้ไม่นานนัก หากอาวุธ เชื่อมโยงวิญญาณสามชิ้นถูกผีร้ายกัดกร่อนเมื่อใดก็จะสูญเสียความมี ชีวิตชีวา และเกรงว่าคนทั้งสามนั่นก็น่าจะต้องตายตามไปด้วย”
“พี่จ้าว” และเวลานี้เอง เซี่ยอี้หัวโล้นก็สังเกตเห็นโลกลับมายาจึง แสยะยิ้ม “ยังจำสัญญาของเจ้าและข้าได้หรือไม่? เจ้ารับปากข้าว่าหากข้า เลื่อนสู่เขตวิญญาณช่วงท้ายเมื่อไหร่ เจ้าและข้าจะแบ่งอาณาจักรต้าฮวาง กัน เจ้ายังคงเป็นเจ้าสำนักอาวุธ ส่วนข้าก็จะได้แก่นเพลิงพิภพทั้งหมดใน อาณาจักรต้าฮวางไปครอง”
“อ้อ สัญญานั่นน่ะหรือ?” จ้าวซานหลิงยิ้มประหลาด “ศิษย์พี่ของข้า ยอมแพ้โดยการยกตำแหน่งเจ้าสำนักอาวุธให้ข้าแล้ว สัญญาของพวกเราก็ ย่อมต้องล้มเลิกตามไปด้วย”
“เจ้าเด็กที่อยู่ข้างกายเจ้า ข้าเคยเห็นภาพวาดของเขามาหลายครั้ง เขาก็คือเนี่ยเทียนกระมัง?” เซี่ยอี้หัวเราะหึหึ
“ถูกต้อง” จ้าวซานหลิงพยักหน้า
“ขอบคุณพี่จ้าวที่พาเขามาให้ข้า” เซี่ยอี้ยื่นมือมาหาเนี่ยเทียน “เจ้าผี น้อย เอาเกราะมังกรเพลิงออกมา บุญคุณความแค้นของเจ้าและข้านับว่า จบสิ้นกัน ข้ารับปากว่าขอแค่เจ้ายอมมอบเกราะมังกรเพลิงมาแต่โดยดี ข้าเซี่ยอี้รับประกันความสงบสุขให้กับอาณาจักรหลีเทียนของเจ้าหนึ่งพัน ปี!”
——