ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 670 ไปมาได้ดังใจ
มองเห็นเจดีย์เล็กๆ หลังนั้นบินออกมาจากกลางหว่างคิ้วของจ้าว ซานหลิง เหยาจื่อหลันสามคนก็พลันหน้าเปลี่ยนสี
เจดีย์ซวีหลิงมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งดินแดนปราการดวงดาว ขอแค่ เป็นลูกศิษย์ที่มาจากดินแดนปราการดวงดาว แทบจะไม่เคยมีใครได้ยิน ชื่อของเจดีย์ซวีหลิง
วัตถุชิ้นนี้ ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมาล้วนอยู่ในการครองครองของซ วีหลิงจื่อ
ซวีหลิงจื่อคือผู้แข็งแกร่งที่อยู่อันดับห้าของดินแดนปราการดวงดาว
ตบะเขตวิญญาณช่วงท้าย พลังอำนาจข่มทับให้ผู้แข็งแกร่งและสำนัก มากมายหายใจไม่คล่องคอ
เดิมทีเหยาจื่อหลันเองคิดว่าต่อให้จ้าวซานหลิงได้โบราณสถานของซ วีหลิงจื่อมา ก็ไม่มีทางไขความลับของเจดีย์ซวีหลิง ได้รับการยอมรับจาก วิญญาณวัตถุของเจดีย์ซวีหลิงในระยะเวลาสั้นๆ
ไม่มีเจดีย์ซวีหลิง จ้าวซานหลิงมีตบะเขตวิญญาณช่วงกลาง ทั้งยัง เชี่ยวชาญเวทลับห้วงมิติ ก็ยังไม่มีทางทำให้นางหวาดหวั่นได้
เพราะอย่างไรซะนางก็เลื่อนสู่เขตวิญญาณช่วงท้ายตั้งแต่ก่อนหน้านี้ นานแล้ว ในมือก็มีอาวุธอยู่ไม่น้อย วิชาที่ฝึกฝนก็เลิศล้ำไม่ต่างกัน
นอกจากนี้แล้วคู่บำเพ็ญตนของนางอย่างเถียนจื่อผิงก็มีเขตวิญญาณ ช่วงกลาง ยังช่วยให้นางแข็งแกร่งให้อย่างมาก
ทว่าเมื่อเจดีย์ซวีหลิงปรากฎนางก็เข้าใจดีว่าเมื่อจ้าวซานหลิงที่ เชี่ยวชาญเวทห้วงมิติเช่นกันได้ครอบครองวัตถุชิ้นนี้ พออยู่ในพื้นที่ห้วงมิ ปั่นปุวน อีกฝุายก็เหมือนเสือติดปีก
เพราะความเข้าใจและการบรรลุที่ซวีหลิงจื่อมีต่อพื้นที่ห้วงมิปั่นปุวนก็ เป็นเอกในดินแดนปราการดวงดาว ว่ากันว่าพลังของซวีหลิงจื่อเพิ่มขึ้น อย่างตื่อเนื่อง รวมถึงการสร้างเจดีย์ซวีหลิงต่างก็เกี่ยวข้องกับพื้นที่ห้วงมิ ปั่นปุวน
เมื่ออยู่ในพื้นที่ห้วงมิปั่นปุวน เจดีย์ซวีหลิงก็สามารถสำแดงศักยภาพ แข็งแกร่งที่สุด
“ตราผนึกห้วงมิติ”
นิ้วมือเรียวยาวข้างซ้ายของจ้าวซานหลิงแตะลงบนเจดีย์ซวีหลิงที่ลอย นิ่งพร้อมหัวเราะเบาๆ
เจดีย์ซวีหลิงพลันปิดผนึกพื้นที่แห่งนี้ ทำให้หมื่นสรรพสิ่งล่องลอยตาม กฏเกณฑ์อย่างมหัศจรรย์ เนี่ยเทียนรับสัมผัสอย่างละเอียด ไม่นานก็ ค้นพบว่านอกจากโลกลับที่เขาและจ้าวซานหลิงอยู่แล้ว ทุกที่ที่ลูกคลื่น กระเพื่อมผ่านก็มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่างทุกความว่างเปล่าล้วนหยุดนิ่ง
น้ำหนักดำมืดแต่ละหยดที่หนักราวภูเขายักษ์พลันชะงักค้าง ไม่ สามารถรุกรานโลกลับได้อีก
สีหน้าตกตะลึงของเหยาชื่อหลัน เถียนผิงจื่อ และยังมีมู่ปี้ฉงเทพธิดา จากเขาสุขาวดีต่างก็ชะงักค้างอยู่อย่างนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีก
คนทั้งสามเหมือนตั๊กแตนที่อยู่ในผลึกใส มิอาจกระดุกกระดิกได้
ที่ทำให้เนี่ยเทียนรู้สึกตะลึงระคนแปลกใจมากที่สุดคือลำแสงกลุ่มหนึ่ง ที่บินมาจากนอกโลก ลำแสงเส้นนั้นก็ถูกตราผนึกห้วงมิติล็อคนิ่งเอาไว้ คล้ายสำแสงสดใสเส้นหนึ่งที่หยุดนิ่งอยู่กลางอากาศ
“เนี่ยเทียน เวทลับที่ข้าเชี่ยวชาญ พอใช้ได้ไหมล่ะ?” จ้าซานหลิงหัน มายิ้มให้
“ร้ายกาจมากเลยล่ะ” เนี่ยเทียนถอนหายใจ
“น่าเสียดายที่ข้าต้องอาศัยเจดีย์ซวีหลิง” จ้าวซานหลิงปลงอนิจจัง อย่างมาก กล่าวว่า “เวลาหยุดนิ่งของอาจารย์เจ้าต่างหากถึงจะน่ากลัว อย่างแท้จริง หากห้วงเวลาหยุดนิ่งเมื่อไหร่ ถึงจะลึกลับเกินคาดเดายิ่งกว่า เวทตราผนึกห้วงมิติ ไม่กลัวเจ้าหัวเราะ ก่อนหน้านี้ที่ยังไม่ได้เจดีย์ซวีหลิง มา คนเดียวในดินแดนดาวตกที่ข้าหวาดกลัวไม่ใช่เซี่ยอี้ แล้วก็ไม่ใช่ท่านผู้ นั้นของวิมานสวรรค์ แต่เป็นอาจารย์ของเจ้า”
“หากวันใดวันหนึ่งอาจารย์ของเจ้าก็เลื่อนสู่เขตวิญญาณเช่นกัน เขาจะ สร้างภัยคุกคามมหาศาลให้แก่ข้า
“ตราผนึกห้วงมิติยังสามารถถูกทำลายได้ แต่เวลาหยุดนิ่งกลับทำ ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น”
ระหว่างที่เขาพูด มีดแสงห้วงมิติดั่งฝูงปลาก็บินเข้าไปหยุดอยู่ข้างกาย ของเหยาจื่อหลันกับเถียนจื่อผิงสองคนแล้ว
มีดแสงห้วงมิตินับพันนับหมื่นต่างก็มารวมตัวกันอย่างรวดเร็วในพื้นที่ ห้วงมิปั่นปุวน
ไม่นานมีดแสงขนาดใหญ่ยักษ์ยาวหลายร้อยจั้ง หนากว้างอย่างถึง ที่สุดก็ก่อตัวสำเร็จ
เพียงมีดแสงยักษ์ที่เกิดจากการรวมตัวกันของมีดแสงเล็กๆ จำนวน มากซึ่งปลดปล่อยปราณแหวกฟูาผ่าดินก่อตัวขึ้นสำเร็จก็พลันฟาดฟันเข้า ใส่คนทั้งสามจากเขาสุขาวดีทันที
เนี่ยเทียนจ้องเขม็งไปยังเหยาจื่อหลันที่แข็งแกร่งที่สุดตาไม่กะพริบ
สีหน้าตกตะลึงของเหยาจื่อหลันยังคงไม่แปรเปลี่ยน
ทว่าตอนที่มีดแสงเล่มใหญ่นั้นเกือบจะพุ่งมาโดน ดวงตาของนางก็ พลันฉายประกายมีชีวิตชีวา
กระแสธารเส้นยาวสองเส้นพลันบินออกมาจากชายแขนเสื้อของนาง ก่อนที่พวกมันจะตัดสลับกันเป็นรูปไม้กางเขน
จุดที่ตัดสลับกันมีแสงแวววาวเปล่งประกาย
“อาณาจักรน้ำลี้ลับ”
ตรงปลายทั้งสี่ของธารน้ำสองเส้นที่ตัดสลับกันอยู่กลางอากาศยืดยาว ออกไปยังจุดปลายทางคล้ายเชื่อมโยงกับมหาสมุทรลี้ลับแล้วพาไอน้ำให้ ไหลกรากเข้ามา
ไอน้ำพลันปกคลุมไปทั่วร่างของเหยาจื่อหลัน ทำให้พื้นที่นั้นขมุกขมัว ดั่งกลายมาเป็นพื้นที่พิเศษ
“กลับมา!”
เหยาจื่อหลันพลันหลุดพ้นจากพันธนาการของห้วงมิติ นิ้วทั้งสิบร่าย เวทคาถาลี้ลับ น้ำหนักดำมืดแต่ละหยดบินเข้ามาในอาณาจักรน้ำลี้ลับที่ นางสร้างขึ้นราวสกุณาที่บินกลับรัง
พออาณาจักรน้ำลี้ลับได้รับน้ำหนักดำมืดเข้ามา ไอน้ำที่แผ่ขยายเป็น วงกว้างต่างก็ถูกน้ำหนักดำมืดดูดซับ
น้ำหนักดำมืดแต่ละหยดที่เป็นดั่งเพชรสีดำเปลี่ยนมาเป็นวาวใส ทั้งยัง มีเหลี่ยมมุมชัดเจน แต่ละหยดพากันกระแทกเข้าใส่มีดแสงเล่มยักษ์
น้ำหนักดำมืดหนึ่งหยดเท่ากับภูเขายักษ์สูงหลายพันเมตรที่หนักอึ้ง อย่างถึงที่สุด
เสียง “เคร้งๆๆ” ดังกังวานต่อเนื่องลอยออกมาจากจุดที่น้ำหนักดำ มืดปะทะเข้ากับมีดแสง แสงเจิดจ้าสาดส่องให้พื้นที่ห้วงมิปั่นปุวนอันมืด มิดให้สว่างไสวราวเวลากลางวัน
“เพล้ง!”
นั่นคือเสียงมีดแสงเล่มหนาที่คล้ายจะแบกรับการโจมตีจากน้ำหยดดำ มืดไม่ไหวจึงพลันแตกออก ก่อนจะกระจายเป็นชิ้นเลชิ้นน้อย
“ขอบเขตของข้ายังต่ำกว่านางระดับหนึ่ง” จ้าวซานหลิงส่ายหัว “หากคิดจะใช้ตราผนึกห้วงมิติพันธนาการผู้ที่ขอบเขตสูงกว่าได้อย่าง สมบูรณ์แบบ ต่อให้อาศัยเจดีย์ซวีหลิงก็ยังยากลำบาก”
เนี่ยเทียนเองก็มองออกว่าคนสามคนจากเขาสุขาวดีมีเพียงเหยาจื่อห ลันเท่านั้นที่สลัดตราผนึกห้วงมิติพ้นอย่างรวดเร็ว
โหยวจื่อผิงที่ขอบเขตเท่ากับเขาถึงจะทำสำเร็จตามมาเป็นคนที่สอง
เทพธิดาของเขาสุขาวดี มู่ปี้ฉงที่สวมผ้าคลุมหน้าบางๆ เรือนกายอรชร เวลานี้ยังคงสลัดไม่หลุด ได้แต่เบิกตากว้าง มองการต่อสู้ระหว่างจ้าว ซานหลิงและเหยาจื่อหลันอย่างจนใจ
แม้ว่าพรสวรรค์ของนางจะเลิศล้ำ ทว่าเวลาแห่งการฝึกตนยังสั้นมาก เมื่ออยู่ในการต่อสู้ระดับนี้ พลังของเขตสามัญจึงได้แต่มองเฉยเท่านั้น
“ฟิ้ว!”
ตราผนึกห้วงมิติเสียประสิทธิภาพ ลำแสงจากนอกโลกที่หยุดนิ่งจึง โคจรได้ดังเดิมอีกครั้ง
ลวดลายห้วงมิติอันสวยงามซับซ้อนจำนวนนับไม่ถ้วนที่เป็นผิวนอก เปลี่ยนแปลงไปด้วยวิธีการที่ทำให้คนตาลาย
วิถีการโคจรของลำแสงนอกโลกเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง ก่อนจะบินมา หาเหยาจื่อหลัน
เหยาจื่อหลันพลันหน้าเปลี่ยนสี
ดั่งว่าในสายตาของนาง มีดแสงห้วงมิตินั้นก็ยังไม่น่ากลัวเท่าลำแสง จากนอกโลก
“คนผู้นี้สามารถใช้เจดีย์ซวีหลิงมาส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลง ของลำแสงห้วงมิติได้ หากต่อสู้อยู่กับเขาในพื้นที่ห้วงมิปั่นปุวน ข้าก็ยัง ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา” เหยาจื่อหลันรีบส่งข้อความลับมาบอกเถียงขื่อผิง “รีบพาเทพธิดาหนีไป!”
“ตกลง!” เถียนจื่อผิงเองก็เป็นห่วงความปลอดภัยของมู่ปี้ฉง จะยอม ให้เกิดความผิดพลาดใดๆ กับนางไม่ได้
และขณะที่เขาจะพามู่ปี้ฉงจากไปนั้น ดวงตาของเหยาจื่อพลันพลัน แสงความปิติยินดี “พวกคนของสำนักสามกระบี่ตามมาแล้ว!”
จุดที่ห่างออกไปไกล ผู้เฒ่าหลังค่อมคนหนึ่งกำลังเหยียบกระบี่สีทอง บินทะยานเข้ามาราวสายฟูาแลบ
จ้าวซานหลิงเองก็สัมผัสได้ แค่นเสียงเย็นหนึ่งที “ถือว่าพวกเจ้าโชค ดี”
กล่าวจบโลกลับที่เขาและเนี่ยเทียนอยู่พลันกลายร่างเป็นรุ้งเส้นยาว และจากไปในทิศทางตรงกันข้ามกับคนที่มา
ตอนที่เขาขยับตัวจากไป มีดแสงห้วงมิติเล็กๆ จำนวนมากคล้ายฝูง ปลาก็ไล่ตามติดเขาไป
เหยาจื่อหลันได้แต่มองจ้าวซานหลิงจากไปโดยที่ทำอะไรไม่ได้แม้แต่ น้อย ได้แต่พยายามดิ้นรนสุดกำลัง หลบเลี่ยงการโจมจีจากลำแสงนอก โลก กว่าจะหลุดพ้นมาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย
รอจนนางกลับมาเป็นอิสระดังเดิมแล้วก็ตกใจจนเหงื่อแตกพลั่กไปทั้ง ร่าง “คนผู้นี้คือใครกันแน่? เขารู้จักโบราณสถานของซวีหลิงจื่อได้อย่างไร ทั้งยังช่วงชิงเจดีย์ซวีหลิงไปจากมือหันชื่อกุ่ยและจิ้วจิ่วโยวได้ด้วย”
“ไม่น่าจะใช่คนจากดินแดนปราการดวงดาวของพวกเรา” หลังจาก จ้าวซานหลิง มู่ปี้ฉงถึงจะหลุดพ้นจากพันธนาการของเขาได้ นางพูดด้วย ดวงตาหม่นแสง “เท่าที่ข้าจำได้ในเดินแดนปราการดวงดาวของพวกเรา ไม่มียอดฝีมือที่เชี่ยวชาญเวทลับห้วงมิติอย่างเขา”
“ไม่ใช่คนของดินแดนปราการดวงดาวของพวกเรา หรือว่า…เขามา จากอาณาจักรดวงดาวในระดับที่สูงกว่า?” เหยาจื่อหลันหน้าเปลี่ยนสี
เถียนจื่อผิงพยักหน้า “น่าจะเป็นเช่นนี้ เขาได้รับการยอมรับจาก วิญญาณวัตถุของเจดีย์ซวีหลิง ไม่ธรรมดาเกรงว่าคงมีแต่ดินแดนดวงดาว ในระดับที่สูงกว่าเท่านั้นถึงจะมีบุคคลเช่นนี้ถือกำเนิดขึ้นมา”
“ฟิ้ว!”
ผู้เฒ่าหลังค่อมที่เหยียบบนกระบี่สีทองทะยานเข้ามา พอหยุดชะงักก็ ตวาดกร้าว “คนเมื่อครู่นี้คือใคร? เหตุใดเจดีย์วิเศษของซวีหลิงจื่อถึงอยู่ใน มือของเขา”
สีหน้าเหยาจื่อหลันเดือดดาล “ผีน่ะสิที่รู้ว่าเขาคือใคร? เขาสุขาวดี ของข้าตายกันหมด จิ้จิ่วโยวจากสำนักสามกระบี่ของพวกเจ้าก็ถูกเขาฆ่า เหมือนกัน”
“แล้วเจ้ายังมัวยืนบื้ออยู่ทำไม?” ผู้เฒ่าหลังค่อมพูดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยว กราด
“วิญญาณวัตถุในเจดีย์ซวีหลิงยอมรับเขาเป็นนายแล้ว อยู่ในพื้นที่ห้วง มิติปั่นปุวน หากเขาอยากจะไป ใครจะห้ามเขาได้?”
ขาดคำ ผู้เฒ่าหลังค่อมก็หน้าเปลี่ยนสีไปบ้างเหมือนกัน “เขาควบคุม เจดีย์ซวีหลิงได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้วรึ?”
“หากไม่ใช่อย่างนี้ กะอีแค่เขตวิญญาณช่วงกลางอย่างเขา ข้าจะ จัดการไม่ได้เชียวรึ?” เหยาจื่อหลันกล่าวอย่างขลาดกลัว
“นึกไม่ถึงว่าเจ้าและข้าสองสำนักวางแผนมานานหลายปี สุดท้ายกลับ ได้ดีคนอื่นไปเสียนี่” ผู้เฒ่าหลังค่อมพูดอย่างหดหู่
……