ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 669 เทพธิดาแห่งเขาสุขาวดี
พื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน
ผู้ฝึกลมปราณสามคนของเขาสุขาวดีกระจายตัวกันอยู่ตรงกลุ่มแสงสี ดำ ทุกคนต่างขมวดคิ้ว
“เทพธิดา จุดลับที่เข้าไปในโบราณสถานของซวีหลิงจื่อถูกปิดแล้ว” หญิงวัยกลางคนหน้าตาสวยงามคนหนึ่งเก็บเอากระแสจิตวิญญาณกลับ มาแล้วเอ่ยเบาๆ “หากไม่มีอุบัติเหตุ คนของพวกเราน่าจะเข้าไปใน โบราณสถานของซวีหลิงจื่อได้แล้ว”
มู่ปี้ฉงพยักหน้าเบาๆ
นางคือเทพธิดาแห่งเขาสุขาวดี เรียกได้ว่าแทบจะเป็นอนาคตผู้นำที่ เขาสุขาวดีกำหนดไว้เป็นการภายใน อายุน้อยๆ แต่มีตบะเขตสามัญแล้ว
มู่ปี้ฉงสวมผ้าปิดหน้าบางๆ เรือนกายอรชร ดวงตาลึกล้ำดั่งบ่อเย็นอัน กระจ่างใส
ผู้ฝึกลมปราณเขาสุขาวดีสองคนที่อยู่ข้างกายนางคือสามีภรรยาคู่หนึ่ง ผู้หญิงชื่อเหยาจื่อหลัน ผู้ชายชื่อเถียนจื่อผิง ต่างก็มีตบะเขตวิญญาณ
ตบะของสามีภรรยาคู่นี้เหนือกว่านางมากนัก ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับ นางกลับไม่วางท่าเป็นผู้อาวุโสเลยแม้แต่น้อย แถมสีหน้าถ้อยคำยังอ่อน น้อมมากอีกด้วย
นี่เป็นเพราะพวกเขาสองคนต่างก็รู้ดีว่าขอแค่นางไม่ตายก่อนเวลาอัน ควร สักวันหนึ่งนางก็ต้องอยู่ในตำแหน่งสูงสุดของเขาสุขาวดี กลายมา เป็นผู้นำที่เหนือกว่าผู้ใด
เขาสุขาวดีทุ่มเทแรงกายแรงใจและทรัพยากรไปกับนางจำนวนมาก เพื่อปลูกฝังนาง
นางมีพรสวรรค์ที่น่าตะลึงอย่างถึงที่สุด ทำให้นางที่เพิ่งจะอายุยี่สิบ ต้นๆ ก็เลื่อนสู่เขตสามัญแล้ว
นางไม่เคยทำให้เขาสุขาวดีผิดหวังแม้แต่น้อย
“คนของสำนักสามกระบี่ก็ไม่ได้กลับไปที่ดินแดนปราการดวงดาว เหมือนกัน คนของสำนักสามกระบี่จะอยู่ในนั้นด้วยหรือเปล่า?”
“สำนักสามกระบี่?” เหยาจื่อหลันหัวเราะ “หุ่นเชิดตนหนึ่งที่จิ้วจิ่วโจ วจากสำนักสามกระบี่สร้างออกมาน่าหวาดกลัวจริง หุ่นเชิดนั้นชื่อว่าเหลี ยงฮ่าว ใช้กระดูกและเส้นเอ็นของสัตว์ระเบิดประกอบเป็นร่าง ฝีมือไม่ ธรรมดา แต่ก็มีแค่เหลียงฮ่าวคนเดียวเท่านั้น ลูกศิษย์ของพวกเราที่เข้าไป ข้างในมีมากร้อยกว่าคน เหลียงฮ่าวคนเดียวจะทำอะไรได้?”
“ถูกต้อง” เถียนจื่อผิงรีบพูดคล้อยตาม “ทุกอย่างล้วนเป็นไปตาม แผนการของพวกเรา รอแค่ให้พวกหันชื่อกุ่ยออกมาและนำโบราณสถาน ของซวีหลิงจื่อกลับมาด้วยก็พอแล้ว”
“เทพธิดา เมื่อได้โบราณสถานของซวีหลิงจื่อนั่นมา ตำแหน่งของท่าน ในสำนักคงเพิ่มมากขึ้นถึงระดับที่เพียงพอแล้ว”
“หวังว่าทุกอย่างจะราบรื่น” มู่ปี้ฉงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สดใสอย่างถึง ที่สุด
“วางใจเถอะเทพธิดา ไม่มีทางเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นแน่นอน” เถีย นจื่อผิงรีบเอ่ยรับรอง
……
แผ่นดินสีดำ เนื่องจากเจดีย์ซวีหลิงถูกจ้าวซานหลิงเก็บมาแล้ว พื้นดิน จึงมีเสียงกัมปนาทน่าหวาดกลัวดังออกมาอย่างต่อเนื่อง
เจดีย์ซวีหลิงที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของดึงเอาพลังห้วงมิติรับเข้าสู่ร่าง ของเขาอย่างบ้าคลัง พลังอำนาจของเขาจึงทะยานสูงตามไปด้วย
เขาคอยกินยาลงไปอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ยาพวกนั้นไหลลงท้อง ประกายแสงในดวงตาของเขาก็ค่อยๆ ฟื้นคืนมาทีละนิดคล้ายว่าอาศัย ฤทธิ์ยามารวบรวมพลังจิตวิญญาณ
ดวงตาเนี่ยเทียนเต็มไปด้วยประกายประหลาด มองพื้นดินสีดำที่อยู่ เบื้องล่างซึ่งค่อยๆ ปริแตกออก
แผ่นดินสีดำที่มีเสียงกัมปนาทสั่นสะเทือนคล้ายกำลังจะปริแตก แล้ว พังทลายหายไป
ยามนี้นอกจากน้ำวนดวงดาวที่แห้งขอด ไม่สามารถใช้ได้แล้ว พลัง วิญญาณชนิดอื่นๆ ที่เหลือของเขาต่างก็อยู่ในสภาวะพรั่งพร้อมสูงสุด
ตราผนึกถูกคลาย เขายืนอยู่ที่เดิม ในที่สุดกระแสจิตก็หลุดออกจาก ร่างแล้วแผ่ไปทั่วฟูาดิน
เขาทดลองสร้างทิพย์จักษุขึ้นมา และมันก็สามารถก่อตัวได้สำเร็จ ใช้ ทิพย์จักษุเก้าข้างมองพื้นดินจึงสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าใน ขอบเขตที่ทิพย์จักษุมองเห็น พื้นที่ส่วนใหญ่ของแผ่นดินสีดำได้เริ่ม พังทลายแล้ว
หลังจากที่จ้าวซานหลิงได้โบราณสถานของซวีหลิงจื่อไป ฟูาดินแห่งนี้ ที่ซวีหลิงจื่อสร้างขึ้นเป็น “ดินแดน” ก็พังทลายลงทันที
“ครืนๆๆ!”
แผ่นดินสีดำค่อยๆ ปริแตกออก ลำแสงห้าสีบนท้องฟูาไม่เหลืออยู่ แม้แต่น้อย ปราณวิญญาณหลากหลายชนิดที่ลอยขึ้นมาจากจุดลึกของฟูา ดินก็ค่อยๆ สลายหายไป
เนิ่นนานหลังจากนั้น จ้าวซานหลิงก็ถอนหายใจออกมายาวๆ “พร้อม หรือยัง?”
“ข้าไม่จำเป็นต้องเตรียมอะไร” เนี่ยเทียนกล่าว
“ดี งั้นพวกเราออกไปกันเถอะ” พลังของจ้าวซานหลิงคืนมาทุกด้าน แล้ว เพราะบรรลุเวทลับห้วงมิติหลายชนิดในเจดีย์ซวีหลิง ความรู้ที่มีต่อ พลังห้วงมิติจึงเพิ่มระดับขึ้นสูง นี่จึงทำให้พลังในการต่อสู้ของเขา แข็งแกร่งยิ่งกว่าตอนที่เพิ่งเข้ามามากมายนัก
โดยเฉพาะเขายังได้ครอบครองอาวุธห้วงมิติที่เชื่อมโยงวิญญาณของซ วีหลิงจื่ออีกด้วย!
ว่ากันว่าปีนั้นที่ซวีเฉิงซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ในดินแดนดาวตก กำราบ วิมานสวรรค์ได้เสียอยู่หมัดก็อาศัยอาวุธห้วงมิติเชื่อมโยงวิญญาณชิ้นหนึ่ง เช่นกัน
จ้าวซานหลิงเองก็เคยบอกว่าหากเขาได้เจดีย์ซวีหลิงมาเมื่อไหร่ ต่อให้ ขอบเขตของเขายังอยู่เขตวิญญาณขั้นกลาง ก็ยังสามารถเอาชนะเซี่ยอี้ได้
มีเจดีย์ซวีหลิงอยู่ในมือ ขอแค่ผู้เฒ่าประหลาดของวิมานสวรรค์ยังฝุาสู่ เขตดินแดนไม่สำเร็จ ในดินแดนดาวตก เขาก็นับว่าไร้พ่ายแล้ว
“ไป!”
จ้าวซานหลิงยกมือคว้าเนี่ยเทียนให้เข้ามาอยู่ในโลกลับส่วนตัวของเขา
นาทีถัดมา โลกลับนั้นก็ล่องลอยด้วยความเร็วสูงสุดไปยังจุดที่ตั้งของ กลุ่มแสงสีดำ
การปรากฏตัวของโลกลับนั้นทำให้เนี่ยเทียนตระหนักได้ว่าจ้าวซานห ลิงฟื้นกำลังการต่อสู้สูงสุดแล้วจริงๆ
“ฟิ้วๆๆ!”
เวลาสั้นๆ แค่ไม่กี่นาที โลกลับของจ้าวซานหลิงก็พาเนี่ยเทียนข้าม ผ่านระยะทางยาวไกลไปถึงจุดแสงสีดำ
“ตอนที่ข้าเข้าไปในเจดีย์ซวีหลิง จุดแสงสีดำนี้ก็ถูกปิดผนึก ได้แต่ออก เข้าไม่ได้” จ้าซานหลิงแสยะปากยิ้มนาทีที่ข้าผลักประตูเข้าไป ข้าก็ได้รับ การยอมรับจากวิญญาณวัตถุของเจดีย์ซวีหลิงแล้ว ข้าก็เหมือนกับซวีห
ลิงจื่อที่เชี่ยวชาญเวทลับห้วงมิติ และก็มีเพียงข้าที่ถึงจะได้รับความโปรด ปรานจากวิญญาณวัตถุของเจดีย์ซวีหลิง”
ขณะที่พูดด้วยความโอหัง โลกลับเฉพาะของเขาก็ผสานรวมเข้าไปใน จุดแสงสีดำ
เนี่ยเทียนพลันรู้สึกเหมือนฟูาดินพลิกกลับ สรรพสิ่งบิดเบือน ความรู้สึกอันแปลกประหลาดนั้นดำรงอยู่แค่ครู่เดียวก็คืนกลับมาเป็นปกติ
จากนั้นเขาก็ค้นพบว่าตัวเองเข้าไปในพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวนแล้ว
“ตูม!”
พอคนทั้งสองเดินออกมา กลุ่มแสงสีดำนั้นก็พลันหดเล็กลง กลายมามี ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสีดำที่จมลงสู่ด้านล่าง
“ไม่ใช่คนของสำนักพวกเรา!” เถียนจื่อผิงหน้าเปลี่ยนสี ถลึงตามอง เนี่ยเทียนและจ้าวซานหลิงที่เดินออกมาพลางตวาดดัง “พวกเจ้าคือใคร?”
เวลานี้เนี่ยเทียนเองก็สังเกตเห็นว่าเบื้องหน้าของเขาและจ้าวซานหลิง มีคนปรากฎเพิ่มมาอีกสามคน
คนทั้งสามสวมอาภรณ์ไม่ต่างจากพวกหันชื่อกุ่ย เห็นได้ชัดว่ามาจากที่ เดียวกัน
“เขาสุขาวดี…” จ้าวซานหลิงหัวเราะเสียงแปร่ง “นึกไม่ถึงว่าด้าน นอกจะมีคนของพวกเจ้าดักอยู่”
“โบราณสถานของซวีหลิงจื่อ! พวกเจ้าคือคนที่ช่วงชิงไปได้งั้นรึ?” เหยาจื่อหลันสีหน้าเย็นชา “พวกเจ้าสองคนไม่คุ้นหน้าเอาเสียเลย มาจาก สำนักไหน?”
“อย่ามัวพูดเหลวไหลอยู่เลย” จ้าวซานหลิงมีท่าทางหงุดหงิดอย่าง เห็นได้ชัด “คนที่ชื่อหันชื่อกุ่ยจากเขาสุขาวดีของพวกเจ้า และจิ้วจิ่วโจ วจากสำนักสามกระบี่ล้วนถูกพวกเราฆ่าตายไปหมดแล้ว โบราณสถาน ของซวีหลิงจื่ออยู่ในมือของนายท่านอย่างข้า หากพวกเจ้าคิดจะชิงไป หรืออยากแก้แค้นให้หันชื่อกุ่ยก็ลงมือได้เต็มที่”
“ทุกคนที่อยู่ข้างในล้วนถูกพวกเจ้าฆ่าหมดแล้วงั้นรึ?” มู่ปี้ฉงตะลึงงัน
“นังหนู เจ้าไม่มีตาหรือไร?” จ้าซานหลิงเอ่ยเสียดสี “ในเมื่อมีแค่พวก เราสองคนที่รอดชีวิตกลับมา คนอื่นๆ ก็ย่อมตายกันหมดแล้ว หึ เนี่ย เทียน นังหนูนี่มีความสามารถไม่เบา หน้าตาก็ไม่ด้อยไปกว่าต่งลี่ พรสวรรค์ก็น่าตะลึงไม่น้อย อายุแค่นี้ก็อยู่เขตสามัญช่วงต้นแล้ว”
จ้าวซานหลิงเอ่ยเย้ยหยันอย่างไม่แยแสความเย็นชาในดวงตามู่ปี้ฉง เอาแต่พูดคุยกับเนี่ยเทียน “อายุแท้จริงของนางแค่ยี่สิบต้นๆ เท่านั้น ทว่า กลับมีตบะเขตสามัญแล้ว วันหน้าอนาคตคงไร้ขีดจำกัด เจ้าสนใจหรือไม่? หากสนใจข้าจะจับตัวนางเป็นๆ ให้เอากลับไปเป็นสาวใช้ของเจ้าดีไหม ล่ะ?”
เนี่ยเทียนตะลึงงัน
อายุยี่สิบต้นๆ ก็มีเขตสามัญช่วงต้น ความเร็วในการพัฒนาเช่นนี้ เกรง ว่าดินแดนดาวตกคงไม่มีแม้แต่คนเดียว
อายุของเขาเอง จนถึงวันนี้ก็เกือบจะสามสิบปีแล้ว
เมล็ดพันธุ์คนอื่นๆ ของดินแดนดาวตกที่ฝึกถึงเขตต้นสวรรค์ช่วงท้าย ส่วนใหญ่ก็อายุใกล้เคียงกับเขา หรือไม่ก็อายุเยอะกว่าเขามาก
“ดูเหมือนว่าผู้อาวุโสจ้าวจะอารมณ์ดีไม่น้อย” เขากล่าวกลั้วหัวเราะ
จ้าวซานหลิงในอดีตแทบจะไม่เคยพูดหยอกล้อกับเขา อีกฝุายมักพูด เอาจริงเอาจัง ไม่มีการพูดจาชวนหัวแม้แต่น้อย
พอได้เจดีย์ซวีหลิงมา จ้าวซานหลิงก็อารมณ์ดีอย่างมาก ไม่เพียงแต่ หน้าตาสดใส ยังเริ่มพูดจาล้อเล่นกับเขาด้วย
คนทั้งสามคนที่อยู่เบื้องหน้า ในความรู้สึกของเนี่ยเทียน ปราณของ หญิงวัยกลางคนหน้าตาสวยงามนั้นมีแต่จะแข็งแกร่งกว่าเซี่ยอี้ เห็นได้ชัด ว่าเป็นผู้แข็งแกร่งเขตวิญญาณช่วงท้าย
ส่วนผู้ชายอ่อนด้อยกว่านางเล็กน้อย น่าจะเป็นเขตวิญญาณช่วงกลาง
หากดูจากภายนอก พลังในการต่อสู้ของคนทั้งสองสามารถกำราบจ้าว ซานหลิงได้อย่างมั่นคง ทว่าจ้าวซานหลิงกลับไร้ซึ่งความหวาดกลัว ทั้งยัง โอหังผิดปกติ ดูท่าเจดีย์ซวีหลิงคงสร้างความมั่นใจให้เขาได้ไม่น้อย
“กล้าบังอาจหยามเกียรติเทพธิดาเขาสุขาวดีของเรารึ ช่างไม่รู้จักที่ ตาย!” เหยาจื่อหลันเดือดดาลอย่างหนัก สะบัดปลายแขนเสื้อหนึ่งครั้ง หยดน้ำสีดำหลายหยดก็พลันตรงเข้ามากดทับโลกลับที่จ้าวซานหลิงอยู่
หยดน้ำสีดำแต่ละหยดต่างก็หนักอึ้งราวภูเขา พอปะทะเข้ากับโลกลับ ของจ้าวซานหลิง ปราการห้วงมิติเป็นชั้นๆ ก็พลันแตกทลาย
“น้ำหนักดำมืดแต่ละหยดล้วนหนักราวภูเขา ชุบหลอมได้ไม่ง่ายเลย” จ้าวซานหลิงแค่นเสียงเย็น พูดถึงที่มาของหยดน้ำสีดำพวกนั้น แล้วจึง กล่าวอีกว่า “หากข้าไม่ได้เจดีย์ซวีหลิงมา เกรงว่าคงได้แต่หนี กระเซอะกระเซิง ทว่าตอนนี้…ก็ไม่รู้แล้วว่าคนที่ต้องหนีคือใคร”
“อู้!”
เจดีย์ซวีหลิงบินออกมาจากกลางหว่างคิ้วของจ้าวซานหลิงแล้วพลัน ลอยนิ่ง
เมื่อเจดีย์ซวีหลิงบินออกมา โลกลับของเขาก็พลันเปลี่ยนมาเป็นหนัก อึ้งราวโลหะ น้ำหนักดำมืดกดทับเข้ามาก็ยังไม่อาจสั่นคลอนได้แม้แต่น้อย
“ไป!”
มีดแสงห้วงมิตินับพันนับหมื่นรวมตัวกันราวฝูงปลาที่บินออกมาจาก เจดีย์ซวีหลิง ลอดทะลุผ่านชั้นห้วงมิติ ทะยานเข้าหาเหยาจื่อหลัน
“เจดีย์ซวีหลิง!” พอเห็นเจดีย์หลังเล็ก สามคนจากเขาสุขาวดีต่างก็ ร้องอุทานเสียงหลง
……