ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 681 คนจำกส ำนักไฟศักดิ์สิทธิ์
“ข้าเอาของให้เหลยเจิ้นอวี่แล้ว เขาก็แค่รับปากว่าจะกำชับให้คน ตระกูลเหลยช่วยพูดกับสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ให้ ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ เขาไม่ รับประกัน”
หัวมู่ที่หน้านิ่วคิ้วขมวดพูดกับจงเจิง ลู่ย่วนซีและต่งหวังหลิงที่อยู่ตรง นั้น
“อาวุธล้ำค่าเชื่อมโยงวิญญาณสามชิ้นบวกกับปืนใหญ่ผลึกแหวกนภา สำหรับเหลยเจิ้นอวี่แล้วนั่นนับเป็นสมบัติก้อนโตที่หล่นลงมาจากฟูา” ลู่ย่ วนซีคิดอยู่ครู่ก็กล่าวว่า “ข้อเรียกร้องของพวกเราก็ไม่ได้มากมายอะไร ขอแค่ไว้ชีวิตเนี่ยเทียนเท่านั้น เนี่ยเทียนไม่ตาย วันหน้าเขายังมีโอกาสที่ จะลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง”
“ก็เพราะเนี่ยเทียนโดดเด่นเกินใคร ข้าถึงได้เป็นกังวล” หัวมู่ถอน หายใจ
“พรุ่งนี้เหลยเทียนฉี่แดนว่างเปล่าช่วงต้นของตระกูลเหลยก็จะกลับมา ยังอาณาจักรต้าฮวาง ถึงเวลานั้นก็คงต้องดูว่าเหลยเทียนฉี่มีท่าทีอย่างไร” ต่งหวังหลิงกล่าวอย่างจนใจ
“เฮ้อ ตระกูลเหลยเองก็ระวังตัวไม่น้อย พวกเขาเลือกมาอยู่ที่ อาณาจักรต้าฮวางก็เพราะมีเหตุผล” ลู่ย่วนซีขมวดคิ้ว “เรื่องที่เนี่ยเทียน เคยอาศัยยอดเขาทั้งสามของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวในอาณาจักร
เสวียนเทียนมาโจมตีเรือรบทงเทียนของเผ่าอสูรกาย ตระกูลเหลยต้อง ตรวจสอบมาแล้วอย่างชัดเจนแน่นอน”
“หากตระกูลเหลยไม่อยู่ในอาณาจักรต้าฮวาง แต่อยู่ที่อาณาจักร เสวียนเทียน หรือไม่ก็อาณาจักรหลีเทียนและอาณาจักรเชียนแจว๋ เนี่ย เทียนอาศัยตราประทับสะเก็ดดาวสามดวงก็น่าจะสยบขวัญตระกูลเหลย ได้”
“เหลยเทียนฉี่จะกลับมาพรุ่งนี้แล้ว เนี่ยเทียนล่ะ?” จงเจิงกล่าว
“เขาบอกแค่ว่าเขาอยากอยู่คนเดียวเงียบๆ” หัวมู่เหลือบมองอูจี้ที่นั่ง เงียบปราดหนึ่ง “เรื่องนี้หนักหนาเกินไปสำหรับเขา เขาเองก็คงไม่อยาก แสดงความอ่อนแอให้พวกเราเห็น ถึงได้เลือกจะขังตัวเองเอาไว้”
“หวังว่าเขาจะข้ามผ่านเคราะห์ครั้งนี้ไปได้” จงเจิงกล่าว
คืนวันนั้น
เนี่ยเทียนจงใจเลือกมาอยู่ในหอเรือนหินหลังหนึ่งที่ค่อนข้างห่างไกล เพียงลำพัง โดยปฏิเสธจะพบกับคนที่ต้องการมาให้กำลังใจเขา
เขายืนพิงกรอบหน้าต่าง ทอดสายตามองไปยังตำแหน่งที่ตั้งภูเขาไฟ ของตระกูลเหลย ในใจครุ่นคิดถึงแต่พวกเนี่ยตงไห่สามคน
เขาอยากจะไปพบท่านตา ท่านปูาใหญ่และต่งลี่ดูสักครั้ง แต่ก็รู้สึกอีก ว่าหากได้พบพวกเขาจริงๆ คงมีแต่จะเพิ่มความเจ็บปวดก็เท่านั้น
“หวังเพียงว่าพวกเจ้าจะปลอดภัยดี”
เนิ่นนานหลังจากนั้น เขาก็ถอนหายใจเบาๆ แล้วไม่คิดถึงเรื่องอะไรอีก
วันที่สิบ
ยามเช้าตรู่ เรือรบทางช้างเผือกสีเงินยวงลำหนึ่งแหวกชั้นเมฆทะยาน มาลอยอยู่เหนืออาณาจักรต้าฮวางอย่างเงียบเชียบ
การปรากฏตัวของเรือรบทางช้างเผือกลำนั้นได้ดึงดูดสายตาของผู้ แข็งแกร่งมากมายในนครฮวางที่มารวมตัวกันให้เงยหน้าขึ้นมองทันที
หลายคนล้วนรู้ดีว่าเหลยเทียนฉี่ของตระกูลเหลยคือผู้ขับเคลื่อนเรือ รบทางช้างเผือกลำนั้นย้อนกลับไปยังทางช้างเผือกเพื่อหาดวงดาวมอดดับ ที่เหมาะสำหรับสร้างค่ายกลนำส่งซึ่งเชื่อมโยงไปยังดินแดนปราการ ดวงดาว
การหวนกลับมาของเรือรบทางช้างเผือกหมายความว่าเหลยเทียนฉี่ แดนว่างเปล่าช่วงต้นก็ได้ย้อนกลับมาแล้วเช่นกัน
การกลับมาของเขาทำให้ตระกูลเหลยยิ่งมีความมั่นใจมากขึ้น ต่อให้ จ้าวซานหลิงมาที่นี่ก็ไม่มีทางเล่นลูกไม้อะไรได้
“เหลยเทียนฉี่กลับมาแล้ว!”
ในหอเรือนหินหลายหลัง ผู้ฝึกลมปราณที่มาจากแปดทิศต่างก็มองไป ยังเรือรบทางช้างเผือกด้วยสายตาลึกล้ำ
เนี่ยเทียนเองก็เดินออกมา เขาเงยหน้ามองท้องฟูา มองเรือรบทาง ช้างเผือกที่ยาวหลายร้อยเมตร ตลอดลำเป็นสีเงินยวง บนเรือโบราณยังมี ผ้าใบผืนใหญ่โบกสะบัด บนผ้าใบนั้นเต็มไปด้วยสายฟูาแน่นขนัด เห็นได้ ชัดว่าเป็นสัญลักษณ์เฉพาะของตระกูลเหลย
“นี่ก็คือเรือรบทางช้างเผือกของตระกูลเหลย ดูเหมือนว่าจะเล็กกว่า ของเผ่าอสูรกายอยู่หลายเท่า”
“ตระกูลเหลยไม่ใช่กลุ่มอิทธิพลที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนปราการ ดวงดาว สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ต่างหากถึงจะเป็นหนึ่งในสามตระกูลห้าสำนัก ของดินแดนปราการดวงดาว ตระกูลเหลยเป็นเพียงแค่ผู้ที่พึ่งพาสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แต่ได้ครอบครองเรือรบทางช้างเผือกที่สามารถทะยาน ไปกลางท้องฟูามากหมู่ดาวก็น่าตะลึงมากพอแล้ว”
“เฮ้อ น่าเสียดายที่ไม่ได้อยู่ในอาณาจักรเสวียนเทียน หากอยู่ที่ อาณาจักรเสวียนเทียน บางทีเนี่ยเทียนอาจจะใช้พลังค่ายกลมหัศจรรย์ ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวระเบิดมันให้แหลกลาญได้”
“ไม่มีประโยชน์หรอก ต่อให้อยู่ในอาณาจักรเสวียนเทียน เนี่ยเทียนก็ ไม่มีทางทำเช่นนั้น เขาไม่มีทางปล่อยให้ท่านตา ท่านปูาใหญ่และต่งลี่ตาย ไปได้ หากเขากล้าลงมือกับเรือรบทางช้างเผือกของตระกูลเหลย สามคน นั้นก็ต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย”
“ถูกต้อง หากเขาสละสามคนนั้นทิ้งก็ไม่มีทางมาที่นครฮวางตามคำสั่ง ของตระกูลเหลยหรอก”
“…”
เมื่อผู้ฝึกลมปราณจำนวนมากมองเห็นว่าเรือรบทางช้างเผือกมาถึง ต่างก็พากันวิพากษ์วิจารณ์
พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนรู้สึกเสียดายแทนเนี่ยเทียน ต่างก็คิดว่าหาก ตระกูลเหลยจับตัวพวกเนี่ยตงไห่ไม่ได้ ตระกูลเหลยก็คงไม่มีทางหาตัวเนี่ย เทียนเจอ
ด้วยพรสวรรค์และโชคของเนี่ยเทียน หากไม่มีตระกูลเหลยมารบกวน สักวันหนึ่งเขาต้องกลายมาเป็นบุคคลอันดับหนึ่งของดินแดนดาวตก
บุคคลเช่นนี้กลับต้องมาตายก่อนเวลาอันควรเพียงเพราะการมาเยือน ของตระกูลเหลย นี่จึงทำให้ทุกคนรู้สึกเสียดายอย่างมาก
“อู้!”
ขณะที่เรือรบทางช้างเผือกมาปรากฏตัวอยู่กลางอากาศเหนือนครฮ วางและตระกูลเหลย เหลยเจิ้นอวี่ก็เป็นฝุายบินออกไป
ตรงภูเขาไฟ พวกเหลยเทียนหง หลิวหมินฮวาง จางจ้งฉือก็ทยอยกัน บินออกมา
ไม่นานนักเรือรบทางช้างเผือกที่เป็นของตระกูลเหลยก็ค่อยๆ จอดนิ่ง อยู่ตรงภูเขาไฟลูกที่อยู่ค่อนข้างใกล้
พวกเหลยเทียนหงทยอยกันมาถึง แล้วจึงไปพบเหลยเทียนฉี่ทันที
ด้วยตบะแดนว่างเปล่าช่วงต้น เหลยเทียนฉี่ผู้แข็งแกร่งแห่งตระกูล เหลยคือชายชรารูปร่างผอมแห้งคนหนึ่ง
เหลยเทียนฉี่ที่รูปร่างผอมแห้งมองดูเหมือนไม่สะดุดตา ทว่าทุกที่ที่เขา เดินผ่าน ความว่างเปล่าล้วนมีเสียงฟูาร้องดังครืนครั่น เหมือนว่าสายฟูาที่
อยู่ในจุดลึกของชั้นเมฆถูกกระตุ้น และอาจจะฟาดผ่าลงมาได้ทุกเมื่อไม่ ต่างจากทัณฑ์สวรรค์
“พี่ใหญ่ สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?” เหลยเทียนหงเอ่ยถาม
ในใจเขารู้ดีว่า ตอนที่เรือรบทางช้างเผือกซึ่งตระกูลเหลยของพวกเขา โดยสารมาทำการสำรวจอยู่ในทางช้างเผือกอันกว้างใหญ่ไพศาล ระหว่าง ทางก็ได้ทิ้งค่ายกลนำส่งเอาไว้
ตอนที่ยังไม่พบดินแดนดาวตก ตระกูลเหลยของพวกเขาได้ทิ้งค่ายกล นำส่งเอาไว้ทั้งหมดหกหลัง ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อปูองกันว่าหากเกิดอุบัติเหตุ เมื่อไหร่จะสามารถอาศัยค่ายกลเหล่านั้นเดินทางเชื่อมต่อกันจนกลับไปถึง ดินแดนปราการดวงดาว
ที่พี่ชายเขาจากไปก็เพื่อไปสร้างค่ายกลนำส่งหลังที่เจ็ดให้เชื่อมโยงกับ หกหลังก่อนหน้านี้
ระหว่างที่เขาพูด เหลยเจิ้นอวี่ก็เร่งร้อนตามมาถึง ก่อนจะกล่าวอย่าง นอบน้อม “คารวะท่านประมุข”
“ติดต่อสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว ข้าส่งข่าวออกไป แล้วก็ได้ข่าว กลับมาจากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์แล้วเช่นกัน” เหลยเทียนฉี่เองก็ค่อนข้างจะ ตื่นเต้นไม่น้อย เขากล่าวว่า “สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เป็นอย่างยิ่ง ได้สั่งความมาเป็นพิเศษว่าต้องหาตัวผู้สืบทอดของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวให้เจอ”
“อีกห้าวันให้หลัง ผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์จะเดินทางมา เยือนดินแดนดาวตกตามค่ายกลทั้งเจ็ดหลังที่พวกเราสร้างเอาไว้!”
เหลยเทียนหงปิติยินดีอย่างยิ่งยวด “ผู้อาวุโสใหญ่จะมาเยือนด้วย ตัวเอง?”
“ถูกต้อง!” เหลยเทียนฉี่หัวเราะหึหึ “เดิมทีตระกูลเหลยของพวกเราก็ คือหนึ่งในหกขั้วอิทธิพลที่พึ่งพาสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเราอยู่ในอันดับที่ไม่ สูงเท่าไหร่นัก ทว่าหลังจากผ่านเรื่องนี้ไป พวกเราต้องเลื่อนมาอยู่อันดับ หนึ่งในหกขั้วอิทธิพลแน่นอน! ดินแดนดาวตกมีเก้าอาณาจักร ทรัพยากร เปี่ยมล้น และยังมีสำนักอีกมากมายที่มีค่าควรให้ปลูกฝัง ตระกูลเหลย สร้างความดีความชอบครั้งใหญ่ สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ต้องตบรางวัลตระกูล เหลยของพวกเราอย่างงามแน่นอน!”
“เจ้าเด็กที่ชื่อเนี่ยเทียนคนนั้นรออยู่ในนครฮวางแล้ว ผู้แข็งแกร่งของ แต่ละสำนักในตระกูลเหลยต่างก็มารวมตัวกันในนครฮวางแล้วเช่นกัน” เหลยเทียนหงรายงาน
“ดี!” เหลยเทียนฉี่ฮึกเหิม “ตอนนี้พวกเราแค่รอผู้ให้อาวุโสใหญ่มาถึง แล้วค่อยมอบทุกอย่างให้เขาจัดการก็พอ”
“ท่านประมุข เจ้าเด็กเนี่ยเทียนนั่นเป็นภัยอย่างใหญ่หลวง ต่อให้ สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ได้ตราประทับสะเก็ดดาวไปครอง ก็ไม่ควรเก็บเขา เอาไว้” ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เหลยเจิ้นอวี่ก็กล่าวว่า “เด็กคนนี้พรสวรรค์ไม่ ธรรมดา ทั้งยังมีโชคดีค้ำฟูาติดชะตา หลายครั้งที่เขาสร้างปาฏิหาริย์ให้ เกิดขึ้น ต่อให้สูญเสียตราประทับสะเก็ดดาวไป เขาก็มีโอกาสที่จะผงาด ขึ้นมาอีก ตระกูลเหลยของพวกเราไม่ควรทิ้งภัยร้ายไว้เด็ดขาด”
ดวงตาของเหลยเทียนฉี่กลิ้งกลอก “เรื่องนี้ต้องดูว่าสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ มีท่าทีเช่นไร ข้าจะลองหยั่งเชิงถามพวกเขาดู”
“ทราบแล้ว” เหลยเจิ้นอวี่พยักหน้า ก่อนจะพูดอีกครั้ง “ต้องการพบ เจ้าเด็กเนี่ยเทียนนั่นหรือไม่?”
“ไม่ต้อง” เหลยเทียนฉี่โบกมือ เอ่ยเสียงหยัน “ห้าวันให้หลัง เขาก็ น่าจะเป็นคนที่ตายไปแล้ว จะเจอเขาหรือไม่ก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ใน เมื่อคนในครอบครัวของเขาถูกคุมขัง อีกทั้งเขายังมาปรากฏตัวในนครฮ วาง เขาก็ไม่มีทางสร้างเรื่องอะไรขึ้นมาได้อีก”
ระหว่างที่พูดเขาก็เลิกคิ้ว แล้วเอ่ยกำชับอีกครั้ง “เอาอย่างนี้ จง เปลี่ยนแปลงค่ายกลนำส่งของนครฮวางที่เชื่อมโยงไปภายนอกสักหน่อย ให้คนเข้ามาได้อย่างเดียว ห้ามออกไป ยังมีเวลาอีกห้าวัน พวกเราต้อง แน่ใจว่าจะไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น หลีกเลี่ยงไม่ให้เจ้าเด็กนั่นเปลี่ยนใจแอบ หนีไป”
“ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้!” เหลยเจิ้นอวี่เป็นฝุายรับเรื่องไปทำ
พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปแล้วห้าวัน
บนยอดภูเขาไฟที่ถูกตระกูลเหลยยึดครอง ค่ายกลนำส่งอีกหลังหนึ่ง ของอาณาจักรต้าฮวางพลันมีคลื่นห้วงมิติกระเพื่อมอย่างรุนแรง
ผู้เฒ่าร่างเล็กเตี้ยแต่กลับแข็งแกร่งกำยำคนหนึ่งปรากฏตัว
ผู้เฒ่าเปลือยแขนจึงเห็นว่าบนแขนของเขามีลวดลายเปลวเพลิงแน่น ขนัดคล้ายภาพสักลาย ทั้งยังมีเปลวเพลิงลุกโชติช่วง
เมื่อเขาเดินออกมาจากค่ายกลนำส่ง ลาวาใต้พิภพที่ถูกสำนักอาวุธ กำราบเอาไว้ก็พลันเดือดปะทุอย่างรุนแรง
เขายืนอยู่ตรงนั้นก็ราวกับเทพเจ้าแห่งเปลวเพลิงองค์หนึ่งซึ่งสามารถ เรียกใช้ลาวาทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ใต้ดินของอาณาจักรต้าฮวางได้ตามใจชอบ ทั้งยังสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สยบขวัญฝูงชน
“คารวะผู้อาวุโสใหญ่!”
พี่น้องเหลยเทียนฉี่ เหลยเทียนหงที่ยืนอยู่ด้านข้างทำท่าคารวะด้วย ความนอบน้อม
“ผู้สืบทอดของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอยู่ที่ไหน?” คนจาก สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์เอ่ยด้วยเสียงก้องกังวาน แค่เขาเปิดปาก มุมปากก็มี สะเก็ดไฟสาดกระเซ็นออกมาข้างนอก
“ถูกจัดตัวไว้ในนครฮวางแล้ว” เหลยเทียนหงค้อมตัวต่ำ ใบหน้าเต็ม ไปด้วยรอยยิ้มประจบ “ผู้อาวุโสใหญ่โปรดวางใจ พวกเราจับตัวญาติสาม คนของเขาเอาไว้แล้ว เขาจึงรอคอยให้ท่านมาถึงอย่างว่าง่าย รอแค่ท่าน ลงมือกรีดเถือเอาตราประทับสะเก็ดดาวสามดวงบนร่างเขามาเท่านั้น”
“ว่าไงนะ?” คนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์หน้าเปลี่ยนสี ดวงตาพลันลุก โชนไปด้วยเพลิงโทสะ “ข้าแค่ให้พวกเจ้าไปตามหาเขา ไม่ได้สังให้พวกเจ้า ใช้วิธีการรุนแรงเช่นนี้บีบให้เขาปรากฏตัว!”
“นี่…” เหลยเทียนหงสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย
“คือว่า ผู้อาวุโสใหญ่ ข้าจะไปเอาตัวเขามาพบท่านเลยดีไหมขอรับ?” เหลยเทียนฉี่กล่าว
“ไม่ต้อง ข้าจะไปพบเขาด้วยตัวเอง” คนจากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์แค่น เสียงเย็น ก่อนจะเอ่ยสั่งความ “จงไปนำตัวญาติสามคนของเขาออกมาให้ ข้า!”
เหลยเทียนหงฉงนไม่น้อย แต่กลับไม่กล้าขัดคำสั่ง เพียงรีบไปนำตัว พวกเนี่ยตงไห่สามคนออกมา
พอคนจากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์เห็นว่าตรงลำคอของพวกเนี่ยตงไห่สาม คนมีตรวนสายฟูารัดพันอยู่ หน้าเขาก็เปลี่ยนสีไปอีกครั้ง ครั้นจึงตวาดด่า เสียงดัง “ไอ้พวกโง่!”
——