ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 741 แต่ละฝ่ายมารวมตัวกัน
สิ่งเป่ยเฉินลูบคลำจมูกเก้อๆ แต่ก็ไม่ได้ถือสา เพียงทะยานตัวเข้าไปใน อาวุธวิเศษประเภทบินของตัวเองเพียงลำพัง
อาวุธวิเศษประเภทบินของเขามีรูปลักษณ์แปลกตาเหมือนเกิดจาก การรวมตัวกันของกระบี่เล่มใหญ่ที่ไม่มีด้ามหลายเล่ม
วัตถุที่ชื่อว่า “ตัดกองทัพ” นี้มีความเร็วอ่อนด้อยกว่าวิหคเพลิงอย่าง เห็นได้ชัด
สิ่งเป่ยเฉินนั่งอยู่บน “ตัดกองทัพ” ขณะที่เฉียวอวิ๋นซีจงใจลด ความเร็วของวิหคเพลิงลง เขาจึงตามมาด้านหลังห่างออกไปหลายสิบ เมตร
“ชนเผ่าหินเทาผู้นั้นบอกว่าไม่ได้มีเพียงแค่ภูตผีปีศาจและเผ่าหินเทา ของพวกเขาเท่านั้นที่มาที่นี่ ยังมีคนเผ่าอสูรกายด้วย” เฉียวอวิ๋นซีสีหน้า เคร่งเครียด นางเหลือบมองเนี่ยเทียนหนึ่งครั้ง ทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็หยุดชะงักไปก่อน
“มีอะไรหรือ?” เนี่ยเทียนถามอย่างแปลกใจ
“ดูเหมือนคนเผ่าอสูรกายจะกำลังตามหาวิญญาณอสูรนั่นอยู่ ทั้งยัง ประกาศว่าหากได้ข่าวของวิญญาณอสูรก็ให้คนของทุกตระกูลแจ้งให้พวก เขาทราบทันที” เฉียวอวิ๋นซีกล่าว
“วิญญาณอสูร?” เนี่ยเทียนแค่นเสียงเย็น “มันไม่ดำรงอยู่อีกต่อไป แล้ว”
“ดูเหมือนว่าวิญญาณอสูร…จะเป็นมหาราชาสายเลือดระดับเก้าคน หนึ่ง!” เฉียวอวิ๋นซีเอ่ยอีกครั้ง
“อสูรกายสายเลือดระดับเก้า!” เนี่ยเทียนแสดงสีหน้าสนใจ
“ถูกต้อง อสูรกายสายเลือดระดับเก้า ถูกขนานนามว่ามหาราชา ซึ่ง หมายความว่าราชาผู้ยิ่งใหญ่” เฉียวอวิ๋นซีสีหน้าซับซ้อน “ต่อให้เป็นดวง วิญญาณบริสุทธิ์ สูญเสียพลังจิตวิญญาณไปเป็นจำนวนมาก แต่นั่นก็คือ มหาราชาคนหนึ่งเชียวนะ ตลอดทั้งเผ่าพันธุ์อสูรกาย มหาราชานับว่ามี ตำแหน่งสูงส่ง มีเพียงตระกูลที่เก่าแก่ที่สุดของอสูรกายเท่านั้นถึงจะมีมหา ราชาระดับเก้าปรากฏตัวขึ้น”
“หากมีมหาราชาระดับสูงสุดท่านหนึ่งไปเยือนดินแดนปราการ ดวงดาวของพวกเรา ห้าสำนักสามตระกูลก็ได้แต่หลบเลี่ยงและต้องยอม มอบดินแดนปราการดวงดาวให้เขาแต่โดยดี”
เนี่ยเทียนตื่นตะลึงอย่างหนัก แอบพูดในใจว่า “นึกไม่ถึงว่าอสูรกาย ตนนั้นจะมีที่มายิ่งใหญ่ขนาดนี้ หากเอาจิตวิญญาณของเขามาชุบหลอม เป็นวิญญาณวัตถุไว้ในไข่มุกวิญญาณมืด ไข่มุกวิญญาณมืดคงไม่ได้อ่อนแอ เกินไปหรอกนะ?”
“เจ้าใช้วิธีใดจัดการกับวิญญาณของมหาราชาเผ่าอสูรกายตนนั้นกัน แน่?” เฉียวอวิ๋นซีถามขึ้นมาอีกครั้งอย่างอดไม่ไหว
อินย่าหนันเองก็มองมาด้วยความใคร่รู้
ช่วงเวลาที่เนี่ยเทียนแยกทางกับพวกนาง พวกนางต่างก็นึกว่าเนี่ย เทียนต้องตายไปแล้ว นึกไม่ถึงว่าเมื่อเจอกันอีกครั้ง เนี่ยเทียนกลับจัดการ วิญญาณอสูรดวงนั้นได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งความช่วยเหลือจากภายนอก
เรื่องนี้คือข้อกังขาที่ลบออกจากใจของพวกนางไม่ได้
“ต่อให้เป็นมหาราชาเผ่าอสูรกาย ทว่าเมื่ออ่อนแอจนถึงระดับหนึ่ง ก็ ใช่ว่าจะไร้เทียมทานอีกต่อไป” เนี่ยเทียนกล่าวด้วยความเข้าใจอย่างลึกล้ำ
เห็นว่าเขาไม่อธิบายอะไร หญิงสาวสองคนก็ได้แต่หงุดหงิดเพราะทำ อะไรเขาไม่ได้ ได้เพียงเงียบเสียงไปพร้อมกับความขุ่นเคือง
พอพวกนางไม่เอ่ยอะไร เนี่ยเทียนก็อยู่อย่างสบายหู เขาจึงหยิบเอา หินวิเศษออกมาชุบหลอมโอสถวิญญาณของตัวเองต่อไป
เวลาล่วงผ่านไปแต่ละนาที
คนสี่คนกลัวว่าจะเจอเข้ากับชนต่างเผ่าจึงคอยปลดปล่อยพลังจิต วิญญาณออกไปสัมผัสกับทิศทางการเคลื่อนไหวของจิตวิญญาณรอบด้าน ด้วยความระมัดระวัง
หลังจากพวกเขารู้จากปากของเผ่าหินเทาคนนั้นว่าใกล้ๆ นี้ไม่ได้มี เพียงแค่ภูตผีปีศาจและเผ่าหินเทาเท่านั้น พวกเขาก็ระวังตัวกันอย่างหนัก
และพวกเขาก็เตรียมตัวพร้อมรับมือกับชนต่างเผ่ากลุ่มเล็กที่อาจเจอ ได้ทุกเมื่อ
การเดินทางราบรื่นผิดปกติ ตลอดทางที่ผ่านมาพวกเขาไม่เจอกับชน ต่างเผ่าคนใด
ครึ่งเดือนให้หลัง
ตอนที่วิหคเพลิงบินผ่านหินอุกกาบาตทรงวงแหวนก้อนหนึ่ง เฉียวอวิ๋นซีก็เลิกคิ้วแล้วกล่าวด้วยความปิติยินดี “ข้าสัมผัสได้ถึงยันต์ไฟ ศักดิ์สิทธิ์!”
วิหคเพลิงโบยบิน นางที่อาภรณ์โบกสะบัด รอบกายล้อมวนด้วยวง แสงสีทอง ในมือถืออาวุธวิเศษก็พลันบินออกจากวิหคเพลิง ลดกายลงไป ยังหินอุกกาบาตก้อนนั้น
มุมหนึ่งของหินอุกกาบาตซึ่งมีเศษหินจำนวนนับไม่ถ้วนกองอยู่พลันมี แสงสีแดงเปล่งวาบมาจากใต้ดินคล้ายถูกนางชักนำออกมา
แสงนั้นลอยขึ้น ก่อนที่ยันต์โบราณสีแดงเพลิงจะถูกนางคว้าจับมาไว้ ในมือ
นางกำยันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์เอาไว้แน่น ผสานกระแสจิตวิญญาณของ ตัวเองเข้าไป แล้วดึงเอาข้อมูลที่คนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ทิ้งเอาไว้มาจาก ข้างใน
ครู่หนึ่งดวงตาของนางก็เป็นประกาย ครั้นจึงบินเข้ามาในวิหคเพลิง อีกครั้งแล้วพูดว่า “เจอทิศทางที่แน่ชัดแล้ว!”
อินย่าหนันสีหน้าสดชื่น “ผู้อาวุโสเยว่เหยียนสี่อยู่ห่างจากพวกเราอีก ไกลแค่ไหน?”
สิ่งเป่ยเฉินขับเคลื่อนตัดกองทัพขยับขึ้นหน้ามารับฟังอย่างตั้งใจ
“ด้วยความเร็วของพวกเรา อีกหนึ่งเดือนกว่าก็น่าจะไปรวมตัวกับผู้ อาวุโสใหญ่ได้” เฉียวอวิ๋นซีตอบรับ จากนั้นก็ใช้สายตาประหลาดมอง มายังเนี่ยเทียน “ดูเหมือนว่าพวกผู้อาวุโสใหญ่จะมีการค้นพบครั้งสำคัญ ข้อมูลจากยันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์นี้บอกให้รู้ว่าพวกเขาคาดหวังให้ข้าพาเจ้าไปที่ นั่นโดยเร็วที่สุด”
“เขา?” อินย่าหนันตะลึง
“เขาคือคนที่ผู้อาวุโสใหญ่ตั้งใจเชิญมาโดยเฉพาะ ข้าว่าผู้อาวุโสใหญ่ คงคิดจะอาศัยเขาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายอะไรบางอย่าง” เฉียวอวิ๋นซีก ล่าว
เนี่ยเทียนอึ้งไปครู่ก็พลันคืนสติ รู้สึกว่าการค้นพบของเยว่เหยียนสี่ต้อง เกี่ยวข้องกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวแน่นอน
บางทีพวกเยว่เหยียนสี่คงเจอค่ายกลนำส่งอีกหลังหนึ่งที่เชื่อมโยงไป ยังอาณาจักรเลี่ยคงซึ่งพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งไว้ที่นี่
“สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราเห็นว่าเจ้าและข้าไม่ไปถึงเสียที คง กลัวว่าพวกเราจะหลงทางเลยจัดการให้คนไม่น้อยทิ้งยันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์ไว้ ในบริเวณรอบๆ นี้ โดยหวังให้พวกเราอาศัยการชักนำของยันต์ไฟ ศักดิ์สิทธิ์ตามหาพวกเขาให้เจอ” เฉียวอวิ๋นซีรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย “แต่ก็ ไม่ได้มีเพียงข้าเท่านั้นที่จะหายันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์เจอได้”
“หมายความว่ายังไง?” สิ่งเป่ยเฉินอดไม่ไหวจึงต้องเอ่ยแทรก
“ชนต่างเผ่าที่แข็งแกร่งและเผ่ามนุษย์ที่ขอบเขตสูงล้ำก็สามารถรับ สัมผัสได้ถึงการดำรงอยู่ของยันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์และได้รับข้อมูลไปจากใน
ยันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน” ใบหน้าของเฉียวอวิ๋นซีเต็มไปด้วยความขมขื่น “พวกผู้อาวุโสใหญ่ยังไม่รู้ว่าคนของเขาสุขาวดีและชนต่างเผ่าก็มาที่นี่กัน ด้วย”
“ยันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเขาทิ้งไว้ให้ข้าก็คือการบอกตำแหน่งที่แน่ชัด ซึ่งคนอื่นๆ ก็สามารถไล่สืบหาจนไปเจอกับพวกเขาได้เหมือนกัน”
“ที่ข้าเป็นกังวลก็คือชนต่างเผ่าพวกนั้นก็จะอาศัยยันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์ชิ้น อื่นเดินทางไปหาคนสำนักของข้า”
อินย่าหนันร้องอุทานเสียงหลง “เขาสุขาวดีก็มาด้วยหรือ?”
“หากไม่เพราะนังแพศยามู่ปี้ฉง ข้าและเนี่ยเทียนก็คงได้ไปรวมตัวกับ ผู้อาวุโสใหญ่นานแล้ว!” เฉียวอวิ๋นซีเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “อย่าให้ข้าได้เจอ นางอีกเชียว!”
“ดูท่าพื้นที่ลับแห่งนี้คงเริ่มจะครึกครื้นมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว” สิ่งเป่ ยเฉินกล่าวอย่างปลงตก
“ไปกันเถอะ พวกเรารีบไปรวมตัวกับคนของสำนักข้าโดยเร็วที่สุด!” เฉียวอวิ๋นซีกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว
อันดับต่อมานางก็เป็นคนนำทางทุกช่วงระยะ ระหว่างทางนางหายันต์ ไฟศักดิ์สิทธิ์ชิ้นใหม่ได้เจออยู่เรื่อยๆ และคอยปรับทิศทางอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งค่อยๆ ขยับไปใกล้จุดที่เยว่เหยียนสี่อยู่
หนึ่งเดือนต่อมา
วันนี้ขณะที่พวกเขากำลังห้อทะยานมาอย่างรวดเร็วก็พลันเห็นว่าทิศ ไกลมีศพลอยอยู่หลายศพ
ศพเหล่านั้นล้วนสวมอาภรณ์ของสำนักหินทอง สิ่งเป่ยเฉินที่พอเห็น ศพเหล่านั้นก็พลันหน้าเปลี่ยนสี “สำนักหินทอง!”
เฉียวอวิ๋นซีเองก็ตกตะลึงอย่างมาก “ข้าและเนี่ยเทียนเคยเจอเหมาห มิงหย่วนของสำนักหินทองมาก่อน พวกเขาอาศัยวัตถุชิ้นหนึ่งทำให้หา ซากเรือรบที่สำนักทองไพศาลทิ้งเอาไว้เจอ พวกเราและพวกเขาแยกจาก กันนานมากแล้ว แล้วพวกเขามาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
“หรือว่าเรือโบราณลำนั้นของสำนักทองไพศาลถูกพวกเขาซ่อมแซม สำเร็จแล้ว?” เนี่ยเทียนเองก็กล่าวอย่างแปลกใจ
อินย่าหนันบินออกมาจากวิหคเพลิง นางขี่งูเหลือมเลือดน้ำแข็งเข้าไป ใกล้ๆ ศพของคนสำนักหินทองแล้วสำรวจดูรอบๆ อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะ หยิบเอายันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์มาจากชายแขนเสื้อของคนผู้หนึ่ง
“ยันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์!” เฉียวอวิ๋นซีอุทานตกใจ พูดต่อทันใดว่า “พวกเขา น่าจะอาศัยยันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์ที่สำนักข้าทิ้งเอาไว้จึงรู้ตำแหน่งของพวกผู้ อาวุโสใหญ่ ดังนั้นถึงได้ตามไป ทว่าพวกเขาเจอกับอะไร ทำไมถึงถูกฆ่ากัน หมด?”
“ชนต่างเผ่าไม่น่าจะมาถึงที่นี่เร็วขนาดนี้!” สิ่งเป่ยเฉินสีหน้ามืดคล้ำ
สำนักหินทองคือสำนักที่พึ่งพาสำนักสามกระบี่ของพวกเขา ตอนนี้คน ในสำนักมากมายต้องมาตายอยู่ที่นี่ ทั้งยังไม่ใช่ฝีมือของชนต่างเผ่า นี่จึงทำ ให้เขาเดือดดาลอย่างยิ่ง
“เหมาหมิงหย่วนไม่ได้อยู่ในศพพวกนี้ด้วย คนที่ตายไปส่วนใหญ่คือ เขตต้นสวรรค์และเขตสามัญ มีเพียงสามคนที่เป็นเขตลี้ลับ” อินย่าหนัน ตรวจสอบอยู่รอบหนึ่งก็หันมาพูดกับพวกเนี่ยเทียน “หากไม่ใช่ฝีมือของ ชนต่างเผ่าก็คือฝีมือของสำนักอื่น และเขาสุขาวดีก็น่าสงสัยมากที่สุด!”
“เขาสุขาวดี!” สิ่งเป่ยเฉินคำรามกร้าว
“หลังจากนี้ทุกคนระวังตัวกันให้มากหน่อย หวังว่าจะไม่ได้เจอกับพวก คนของเขาสุขาวดีระหว่างทาง” เฉียวอวิ๋นซีกล่าว
“รอให้ผู้แข็งแกร่งของสำนักข้ามาถึงที่นี่ คงต้องคิดบัญชีกับเขาสุขาวดี ดีๆ สักหน่อยแล้ว!” สิ่งเป่ยเฉินคำรามเดือดดาล
จากนั้นคนทั้งสี่ก็ออกเดินทางกันอีกครั้ง
สองวันต่อมา พวกเขาก็พบศพของคนสำนักหินทองจำนวนมาก กว่าเดิม คราวนี้แม้แต่เหมาหมิงหย่วนก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย
“สำนักหินทองถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมมีความเป็นไปได้ว่าเกี่ยวข้องกับ เรือโบราณที่ผุพังของสำนักทองไพศาลลำนั้น” เฉียวอวิ๋นซีมองศพของ เหมาหมิงหย่วนที่นอนตายตาไม่หลับแล้วกล่าวว่า “หากเรือโบราณของ สำนักทองไพศาลลำนั้นซ่อมสำเร็จจริงๆ มันก็มีมูลค่าควรเมือง เรือรบทาง ช้างเผือกที่แต่ละสำนักในดินแดนปราการดวงดาวของพวกเราสร้างขึ้นมา ล้วนเทียบเรือลำนั้นไม่ได้”
“ศพพวกนั้นไม่มีร่องรอยถูกไฟเผา ย่อมไม่ใช่ฝีมือของสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ข้าแน่นอน”
นางตัดขาดความสัมพันธ์เรื่องการตายของสำนักหินทองกับสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ก็เพราะกลัวว่าสิ่งเป่ยเฉินจะเข้าใจผิด
“เจ้าวางใจเถอะ ข้าไม่ได้ตาบอด ย่อมแยกแยะได้อยู่แล้ว” สีหน้าของ สิ่งเป่ยเฉิยไม่น่ามองอย่างถึงที่สุด
“นับแต่วันนี้ไป พวกเราตื่นตัวกันให้มาก มีความเป็นไปได้มากว่าคน ของเขาสุขาวดีจะอยู่ข้างหน้า พวกเราอย่าได้เดินตามรอยคนสำนักหิน ทอง” อินย่าหนันเอ่ยเตือน
“พวกเขาจะกล้าลงมือกับพวกเราเชียวรึ?” สิ่งเป่ยเฉินเดือดดาล
“ที่นี่ไม่ใช่ดินแดนปราการดวงดาว หากเจ้าถูกฆ่าตายโดยที่ไม่มีใครรู้ เขาสุขาวดีจะยังต้องเป็นกังวลเรื่องอะไรอีก?” อินย่าหนันเอ่ยแขวะ “อีก อย่างสำนักสามกระบี่ของพวกเจ้ากับเขาสุขาวดีก็มีข้อพิพาทกันเรื่อง โบราณสถานของซวีหลิงจื่อ เจ้านึกจริงๆ หรือว่าพวกเขาจะไม่กล้าลงมือ กับเจ้า?”
สิ่งเป่ยเฉินหุบปากฉับทันใด
เจ็ดวันต่อมา
เรือโบราณสีทองอร่ามที่ถูกสำนักหินทองช่วงชิงมาลอยนิ่งอยู่กลางหิน อุกกาบาตใหญ่ยักษ์สามก้อน บนเรือสีทองกับบนหินอุกกาบาตสามก้อน นั้นมีผู้ฝึกลมปราณจำนวนมากที่กำลังควบคุมอาวุธให้ประหัตประหารกัน กลางอากาศ การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด
“เขาสุขาวดี! ตระกูลเจี่ยน แล้วก็ตระกูลกวาน!” เฉียวอวิ๋นซีร้อง อุทานด้วยความตะลึง
อินย่าหนันเองก็ตวาดกร้าว “ห้าสำนักสามตระกูลในดินแดนปราการ ดวงดาวกลับมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่กันหมด! ตระกูลเจี่ยนและตระกูลกวาน มาถึงที่นี่เร็วกว่าพวกเราเสียอีก แถมยังต่อสู้อยู่กับเขาสุขาวดี นี่มันเกิด เรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”
——