ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 743 ขู่ให้กลัว
“พวกเจ้าสองคน คนหนึ่งต้องการงูเหลือมน้ำแข็งยักษ์ คนที่ต้องการ สัตว์เพลิงฟูา ขอถามสักคำว่าแล้วข้าจะได้อะไร?” เนี่ยเทียนแค่นเสียงใน ลำคอ
“นี่…” เฉียวอวิ๋นซีอับจนคำพูด
“แล้วผลเก็บเกี่ยวของเจ้าน้อยนักหรือ?” อินย่าหนันสีหน้าไม่สบ อารมณ์ “ผลึกจิตวิญญาณทั้งหมดที่อยู่ใต้ทะเลสาบก็ล้วนอยู่ในมือของเจ้า ไม่ใช่หรือไง? ระดับความล้ำค่าของผลึกจิตวิญญาณมีมากกว่าสัตว์วิเศษ ระดับแปดสองตัวที่ตายไปมากนัก เจ้ายังไม่รู้จักพออีกหรือ?”
“ผลึกจิตวิญญาณข้าได้มาเพราะความสามารถของตัวเอง เพื่อผลึกจิต วิญญาณเหล่านั้น ข้ายังเกือบถูกคนสามสำนักของพวกเจ้าสังหาร ข้าได้มา มันก็เป็นเรื่องสมควรอยู่แล้ว” เนี่ยเทียนสีหน้าหยามหยัน “มันคนละเรื่อง กัน คิดจะให้ข้าลงมือชิงอาหารจากปากเขาสุขาวดี ตระกูลเจี่ยนและ ตระกูลกวานก็คงต้องมีผลประโยชน์ที่มากพอให้ข้าด้วยกระมัง?”
“ศึกนี้งูเหลือมเลือดน้ำแข็งระดับเจ็ดของข้าสามารถช่วยได้มาก” อิน ย่าหนันพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง
ความหมายในคำพูดของนางก็คือความสามารถของนางและงูเหลือม เลือดน้ำแข็งสมเหตุสมผลมากพอที่ทำให้นางได้รับงูเหลือมน้ำแข็งยักษ์มา
ส่วนสัตว์เพลิงฟูา ในเมื่อเฉียวอวิ๋นซีต้องการ อีกทั้งเนี่ยเทียนยังมี ความสัมพันธ์แนบแน่นกับสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ การที่เขาลงมือก็เท่ากับช่วย ให้เฉียวอวิ๋นซีได้มันมาครอง
“ทั้งสามท่าน…หรือไม่อย่างนั้นพวกเราเลี่ยงไปทางอื่นกันดีไหม?” สิ่ง เปุยเฉินจากสำนักสามกระบี่ยิ้มเจื่อน “แม้ว่าข้าจะเกลียดแค้นเขาสุขาวดี แต่ในเมื่ออีกฝุายมีคนเขตวิญญาณ ข้าก็รู้สึกว่าไม่ควรเสี่ยง ไม่ว่าใครจะ เป็นฝุายชนะ พวกเขาย่อมไม่มีทางยอมมอบศพของสัตว์วิเศษระดับแปด สองตัวมาให้เราแต่โดยดีอย่างแน่นอน”
งูเหลือมน้ำแข็งยักษ์และสัตว์เพลิงฟูาล้วนไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากได้ เขาจึง คิดจะวางตัวออกห่าง ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับน้ำขุ่นบ่อนี้
“เจ้าคิดจะไปก็ไปตอนนี้ได้เลย” อินย่าหนันมองเขาด้วยสายตาเย็นชา “อย่างไรซะมีหรือไม่มีเจ้าก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่”
แม้สิ่งเปุยเฉินจะขอบเขตสูง แต่เขากลับไม่มีที่พึ่งที่แข็งแกร่งอย่างงู เหลือมเลือดน้ำแข็งหรือโครงกระดูกปีศาจเลือด อินย่าหนันจึงไม่เห็นเขา อยู่ในสายตา
พอได้ยินนางพูดอย่างนี้ สีหน้าของสิ่งเปุยเฉินก็แข็งค้าง แค่นเสียงอยู่ ในลำคอหนึ่งครั้งแล้วจึงเงียบเสียงไป
“เนี่ยเทียน…” เฉียวอวิ๋นซีมองเนี่ยเทียนด้วยสีหน้าน่าสงสาร “ถือซะ ว่าช่วยข้าเถอะนะ สัตว์เพลิงฟูาระดับแปดตัวนั้นสำคัญต่อข้ามาก ถือว่า เห็นแก่หน้าผู้อาวุโสใหญ่ของพวกเรา ช่วยข้าสักครั้งได้ไหม?”
“บอกกับพวกเจ้าตามตรง หุ่นเชิดเลือดของข้าเผาผลาญพลังงานไป มหาศาลตอนที่ต่อสู้กับพวกหงเสียน ตอนนี้ยังไม่สามารถฟื้นคืนพลัง กลับมาได้มากพอ” เนี่ยเทียนดูหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด “ด้วยพลังการ ต่อสู้ของมันตอนนี้ มากสุดก็แค่สู้กับเขตวิญญาณช่วงต้นได้คนเดียวเท่านั้น มันไม่ได้มีพลังเหลือมากพอจะกำราบทั้งสามฝุายได้”
เฉียวอวิ๋นซีอึ้งไปครู่แล้วกล่าวใหม่ว่า “อาวุธวิเศษประเภทบินลำนั้น ของเจ้าก็อานุภาพน่ากลัวมากเหมือนกันนี่นา”
“สิ้นเปลืองมากเกินไป” เนี่ยเทียนระอาใจอย่างยิ่ง “การโจมตีครั้ง หนึ่งต้องเผาผลาญหินดวงดาวไปเกือบร้อยก้อน จำนวนหินดวงดาวที่อยู่ ในมือข้ามีน้อย ไม่มากพอที่จะสังหารเขตวิญญาณหลายคน”
“พูดอยู่ตั้งนาน ที่แท้ก็พละกำลังไม่พอนี่เอง” อินย่าหนันเชิดหน้า เปลี่ยนท่าทีไปอย่างสิ้นเชิง “ไอ้ข้าก็นึกไปว่าเจ้ายังสามารถใช้เวทลับอาศัย พลังของหุ่นเชิดเลือดมาเปิดฉากสังหารได้อีกครั้ง ดูท่าข้าคงประเมินเจ้า สูงเกินไป ในเมื่อเจ้าไม่มีความสามารถนี้ก็อย่าปากเก่งจะดีกว่า!”
“ถูกต้อง ข้าไม่มีความสามารถนั้น” เนี่ยเทียนไม่ได้โกรธเคือง เขา ยังคงนั่งอยู่บนหลังวิหคเพลิงอย่างเกียจคร้าน “หากเจ้าเก่งนักก็ให้งู เหลือมเลือดน้ำแข็งของเจ้าไปแย่งชิงมันมาเสียเองสิ เดี๋ยวข้าจะนั่งให้ กำลังใจอยู่ไกลๆ”
“เจ้า!” อินย่าหนันถลึงตามองอย่างดุดัน
เนี่ยเทียนไม่ยอมอ่อนข้อให้แม้แต่น้อย เขายังยกนิ้วชี้ไปยังพื้นที่การ ต่อสู้แล้วเอ่ยยุ “ไปสิ ขอให้เจ้าประสบความสำเร็จ”
“ฟุอๆ!”
งูเหลือมเลือดน้ำแข็งที่อยู่ใต้ร่างของอินย่าหนันส่งเสียงร้องอย่างฮึก เหิม ดวงตาของมันเป็นประกายวาวด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า
ลายสีดำตัดขาวบนร่างของมันแผ่แสงขมุกขมัวออกมาพร้อมๆ กับ คลื่นสายเลือดต่างชนิดที่ไหลบ่าออกมาจากในร่างของมัน
อินย่าหนันสัมผัสได้ถึงความร้อนรนของมัน ทว่าก็ได้แต่ใช้กระแสจิต วิญญาณคอยปลอบให้มันสงบครั้งแล้วครั้งเล่า
“ไม่มีวิธีแล้วจริงๆ หรือ?” เฉียวอวิ๋นซีถามขึ้นเบาๆ
“ไม่มี” เนี่ยเทียนเอ่ยเสียงหนัก
โครงกระดูกปีศาจเลือดดูดเอาเลือดสดของเผ่าหินเทาไปก็ได้แค่ ต้านทานเขตวิญญาณช่วงต้นคนหนึ่งเท่านั้น อานุภาพของเรือดารามีมาก ไร้ที่สิ้นสุดก็จริง แต่กลับสิ้นเปลืองมากเกินไป เขาจึงไม่คิดจะเสี่ยงลงมือ
นอกจากนี้เขายังมีความกังวลอย่างอื่น
เถียนจื่อผิงและเหยาจื่อหลันสองคนล้วนเคยเจอเขาตรงพื้นที่ห้วงมิติ ปั่นปุวนมาก่อน รู้ว่าเขาเป็นพวกเดียวกับจ้าวซานหลิง ซึ่งพวกเขาไม่ เพียงแต่แย่งชิงเจดีย์ซวีหลิงของหลิงซวีจื่อไป ยังสังหารผู้แข็งแกร่งของเขา สุขาวดีไปถึงห้าคนด้วย
การที่จู่ๆ เขาก็ปรากฏตัวอาจทำให้เขาสุขาวดีละทิ้งคนตระกูลเจี่ยน ตระกูลกวานแล้วหันหัวหอกมาหาเขาแทน
เขาไม่อยากเล่นกับไฟให้ไฟมาไหม้ตัว
“ในเมื่อหวังพึ่งเจ้าไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น…” อินย่าหนันเงียบไปครู่แล้วก็ เหมือนจะตัดสินใจได้ นางจึงพลันตบลงไปบนลำตัวของงูเหลือมเลือด น้ำแข็ง
งูยักษ์ที่อดรนทนไม่ไหวนานแล้วจึงพลันส่ายสะบัดหางยาวมุ่งหน้าไป ยังสนามรบพร้อมกับนาง
“นางเป็นบ้าไปแล้วหรือไร?” สิ่งเปุยเฉินหน้าเปลี่ยนสี บังคับให้ตัด กองทัพบินถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว
เฉียวอวิ๋นซีเองก็ตกตะลึงไปกับการกระทำของนาง “นางคิดจะทำ อะไร?”
“ผีน่ะสิที่รู้” เนี่ยเทียนส่ายหัว
“อู้!”
เรือดาราที่เขาเก็บไว้ในแหวนเก็บของพลันลอยออกมา เขาพลิ้วกาย เข้าไปอยู่ในนั้นแล้วใช้ทิพย์จักษุเก้าข้างจับตามองอินย่าหนันไกลๆ พร้อม รับมือกับเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดทุกเมื่อ
“ศิษย์…ศิษย์น้องเฉียว อีกเดี๋ยวขอข้าโดยสารไปด้วยนะ!”
สิ่งเปุยเฉินถอยห่างไปได้ระยะหนึ่งแล้วก็พลันคิดขึ้นมาได้ว่าอาวุธ วิเศษประเภทบินของเขาไม่เร็วมากพอ จึงเก็บตัดกองทัพลงไปแล้วเป็น ฝุายบินเข้าหาวิหคเพลิงด้วยตัวเอง
“รีบไปจากที่นี่กันเถอะ ผู้หญิงคนนั้นเป็นบ้าไปแล้ว!” สิ่งเปุยเฉินเอ่ย เร่ง
“ดูก่อนว่านางคิดจะทำอะไร” เมื่อเรียกเรือดาราออกมาแล้วขึ้นไปยืน อย่างมั่นคง เนี่ยเทียนก็ใช้ทิพย์จักษุจับตามองทุกการกระทำของอินย่า หนันอย่างใกล้ชิด
“เขาสุขาวดี!”
พอกำลังจะเข้าไปใกล้สนามรบ อินย่าหนันก็ตะโกนเสียงดัง “สำนัก สามกระบี่รู้เรื่องที่พวกเจ้าแย่งเรือรบทองคำมาจากสำนักหินทองแล้ว! ผู้ อาวุโสหงเสียนจากสำนักคุมสัตว์ ผู้อาวุโสเว่ยอวี้จากสำนักสามกระบี่ และ ผู้อาวุโสฉู่จากตระกูลฉู่กำลังจะตามมาอีกไม่นานนี้!”
“ข้าส่งข่าวไปแล้ว เขาสุขาวดีของพวกเจ้าก็เตรียมรอรับไฟโทสะจาก สำนักสามกระบี่เถอะ!”
อินย่าหนันตะเบ็งเสียงดังลั่น ต่อให้ไม่มีทิพย์จักษุให้ใช้ แต่เฉียวอวิ๋นซี สิ่งเปุยเฉินสองคนก็ยังได้ยินกันอย่างชัดเจน
เฉียวอวิ๋นซีอึ้งงัน “นาง…นางกำลังขู่เขาสุขาวดีอย่างนั้นรึ?”
ดวงตาของสิ่งเปุยเฉินเป็นประกาย อดเอ่ยชมไม่ได้ “ที่แท้ผู้หญิงคนนี้ ไม่ได้เป็นบ้า จะว่าไปก็ไม่แน่ว่าเสียงร้องโหวกเหวกของนางอาจจะมี ประโยชน์จริงๆ ก็เป็นได้!”
เนี่ยเทียนเองก็สัมผัสได้ถึงความฉลาดของอินย่าหนัน เขาจึงยิ่งไม่รีบ ร้อนจากไป ยังคงยืนมองสถานการณ์อยู่เงียบๆ
เขาสุขาวดีย่อมไม่รู้เรื่องที่พวกหงเสียน เว่ยอวี้ ฉู่เสวียนจีถูกเนี่ยเทียน สังหารหรือไม่ทำร้ายให้บาดเจ็บสาหัส และสุดท้ายตายด้วยน้ำมือของชน ต่างเผ่า
มีความเป็นไปได้มากว่าพวกเขาจะเชื่อในคำพูดของอินย่าหนันและ ตกใจหนีกันไปจริงๆ
เขาสุขาวดีลงมือกับสำนักหินทอง พวกเขาย่อมเหมือนวัวสันหลังหวะ หากรู้ว่าพวกเว่ยอวี้จากสำนักสามกระบี่กำลังบุกมาด้วยความดุร้าย เกรง ว่าพวกเขาต้องตกใจขวัญผวากันแน่
“อินย่าหนันจากสำนักคุมสัตว์!”
“นางบอกว่าพวกหงเสียน เว่ยอวี้ ฉู่เสวียนจีกำลังเดินทางมา?”
“คงไม่จริงหรอกมั้ง?”
กระแสจิตวิญญาณและความคิดเป็นเสี้ยวๆ แผ่ลามออกมาอย่างบ้า คลั่งจากเขตการต่อสู้
ความคิดของผู้ที่มีเขตวิญญาณก็ยิ่งทยอยกันมาถึงอย่างรวดเร็วไม่ต่าง จากสายฟูาแลบ
เนี่ยเทียนและพวกสิ่งเปุยเฉินต่างก็สัมผัสได้ว่ามีพลังจิตวิญญาณที่บ้าง ก็เย็นชา บ้างก็ยิ่งใหญ่ ไม่ก็อ่อนโยนปกคลุมไปทั่วบริเวณที่พวกเขาอยู่
“เฉียวอวิ๋นซีจากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์!”
“สิ่งเปุยเฉินจากสำนักสามกระบี่ก็อยู่ด้วย!”
“คนผู้นั้น คนผู้นั้น…เจ้าเด็กที่เจอในพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน!”
ผู้แข็งแกร่งเขตวิญญาณของทางฝุายเขาสุขาวดีส่งกระแสจิตวิญญาณ มาตรวจสอบจึงค้นพบร่องรอยของเนี่ยเทียน เฉียวอวิ๋นซีและสิ่งเปุยเฉิน ทันที
เฉียวอวิ๋นซีและสิ่งเปุยเฉินต่างก็มีฐานะสูงส่งในสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์และ สำนักสามกระบี่ ในเมื่อพวกเขามาถึงแล้ว นี่ก็หมายความว่าผู้แข็งแกร่งที่ ปกปูองพวกเขาต้องอยู่ในบริเวณใกล้เคียง
พอเหยาจื่อหลันที่กำลังต่อสู้อยู่กับเจี่ยนก่าวจากตระกูลเจี่ยนเห็นว่า นอกจากอินย่าหนันแล้วยังมีพวกเนี่ยเทียนอีกสามคน ในที่สุดนางก็หน้า เปลี่ยนสี
ทันใดนั้นน้ำหนักดำมืดหลายหยดที่หนักราวแสนชั่งคล้ายโลกลับที่ ห่อหุ้มไว้ด้วยน้ำสีมืดดำก็หมุนวนไปสี่ด้านแปดทิศ ในน้ำหนักดำมืดทุก หยดต่างก็มีเงาวิญญาณของโหยวจื่อหลันปะปนไปกับอักขระลึกลับ จำนวนนับไม่ถ้วน
“ย้อนกลับไปที่เรือโบราณสีทอง! ละทิ้งสถานที่แห่งนี้ไปรวมตัวกับผู้ อาวุโสเจียงเฟิงก่อน!” โหยวจื่อหลันตะโกนก้อง
ทันใดนั้นเงาร่างมากมายก็กลายมาเป็นแสงไฟฟูาที่พุ่งปราดเข้าหาเรือ โบราณสีทอง
แสงสีทองเป็นชั้นๆ พลันลอยอวลออกมาจากตัวของเรือโบราณสีทอง เส้นแสงสีทองจำนวนมากปรากฏขึ้นบนพื้นผิวของเรือโบราณและห้อหุ้มผู้ ฝึกวิญญาณของเขาสุขาวดีที่เข้ามาข้างในไว้จนมิด
“ครืนๆๆ!”
เสียงกัมปนาทดังสะเทือนแก้วหูดังลอยมาจากในเรือโบราณสีทอง ก่อนที่เรือโบราณซึ่งเดิมทีเป็นของสำนักทองไพศาลจะค่อยๆ ถูกปรับ ทิศทางให้ถอยห่างไปจากสนามรบ
ผู้ฝึกลมปราณของตระกูลเจี่ยนและตระกูลกวานที่เห็นว่าเรือโบราณสี ทองกำลังจะจากไป พวกเขาต่างก็มีสีหน้ามืดคล้ำ ทว่ากลับไม่มีใครห้าม ปราม
“นางขู่ให้เขาสุขาวดีกลัวจนหนีไปได้สำเร็จจริงๆ ด้วย” สิ่งเปุยเฉิน โหวกเหวกเสียงดัง
——