ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 744 แมลงกัดทอง
“เขาสุขาวดีไม่ได้เรื่องเอาซะเลย!”
เจี่ยนก่าวจากตระกูลเจี่ยนมองส่งเรือโบราณทองคำจากไปก็ได้แต่ร้อง คำรามเดือดดาล
ผู้ฝึกลมปราณของตระกูลเจี่ยนและตระกูลกวานจำนวนมากก็เหมือน จะรู้ว่าพวกเขามิอาจทำอะไรเรือโบราณทองคำของสำนักทองไพศาลได้
“ยังดีที่พวกเจ้ามา” เจี่ยนก่าวแอบถอนหายใจอยู่กับตัวเอง ใบหน้า ของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “นังหนูอิน พี่หงเสียนและพี่เว่ยอวี้จะมาถึง เมื่อไหร่?”
“มาไม่ได้แล้วล่ะ” อินย่าหนันยิ้มเจื่อน “ข้าแค่ขู่เขาสุขาวดีไปเท่านั้น”
“ขู่เขาสุขาวดี?” กวานฉีแห่งตระกูลกวานรูปร่างอ้วนท้วน ดวงตา เล็กๆ บนใบหน้าเมตตาของเขากำลังหรี่ลง “ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย ใน เมื่อเจ้ากับสิ่งเปุยเฉินต่างก็มากันแล้ว พวกเขาก็ควรจะอยู่ใกล้ๆ สิถึงจะ ถูก”
ขณะที่เขาเอ่ยถาม เฉียวอวิ๋นซีก็ขับเคลื่อนวิหคเพลิงพาเนี่ยเทียนและ สิ่งเปุยเฉินบินมาถึงที่นี่อย่างรวดเร็ว
อินย่าหนันมองเนี่ยเทียนที่เก็บเรือดาราและนั่งอยู่บนวิหคเพลิงอย่าง เกียจคร้านด้วยสายตาเย็นชาแล้วแค่นเสียงกล่าว “ไม่มีเจ้า ข้าก็สามารถ กำจัดภัยคุกคามจากเขาสุขาวดีได้!”
“เจ้าร้ายกาจจริงๆ” เนี่ยเทียนหัวเราะร่า
ผู้ฝึกลมปราณหนึ่งร้อยกว่าคนของตระกูลเจี่ยนและตระกูลกวาน กระจายตัวกันอยู่บนหินอุกกาบาตสามก้อน และมีหลายสิบคนที่ตายไป เพราะการต่อสู้กับคนของเขาสุขาวดี
พอเขาสุขาวดีจากไป คนเหล่านั้นของสองตระกูลจึงจัดการศพของ ผู้ตาย ไม่ก็รักษาแผลให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ บรรยากาศหดหู่กดดัน
“ผู้อาวุโสทั้งสองท่านต่อสู้กับเขาสุขาวดีด้วยสาเหตุอันใด?” เฉียวอวิ๋น ซีจอดวิหคเพลิง ก่อนจะขมวดคิ้วถามเจี่ยนก่าวและกวานฉี
เจี่ยนก่าวตอบกลับมาว่า “พวกเราสองตระกูลจอดพักอยู่ตรงนี้ก่อน …” เขาเล่าสถานการณ์ออกมาอย่างละเอียด
ที่แท้คนของตระกูลเจี่ยนและตระกูลกวานก็ร่วมมือกันมาสำรวจ สถานที่ที่ถูกปิดผนึกแห่งนี้ เรือรบทางช้างเผือกของพวกเขาก็จอดอยู่นอก พื้นที่ต้องห้ามเหมือนกัน
แม้ว่าพวกเขาจะมาถึงทีหลัง แต่ตำแหน่งที่พวกเขาเข้ามาเป็น ตำแหน่งที่ใกล้กับจุดที่สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ทำการสำรวจพอดี
มาถึงได้ไม่นาน ทั้งสองตระกูลก็พบยันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์ชิ้นหนึ่ง พอไข ข้อมูลที่ทิ้งไว้ข้างในนั้นได้ สองตระกูลก็ติดตามร่องรอยที่ยันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์ ทิ้งไว้จนมาถึงที่นี่
ขณะที่พวกเขาพักผ่อนกันอยู่บนหินอุกกาบาตก้อนหนึ่ง เขาสุขาวดีก็ ขับเรือโบราณทองคำที่แย่งมาจากสำนักหินทองมาถึง
เขาสุขาวดีเพิ่งได้เรือโบราณทองคำลำนั้นมาครองได้ไม่นาน ในด้าน การควบคุมจึงดูเหมือนจะยังไม่คุ้นชิน หัวเรือจึงพุ่งชนลงบนหินอุกกาบาต ก้อนหนึ่ง
พอหินอุกกาบาตก้อนนั้นแตกออกก็เผยให้เห็นหินเพลิงฟูาที่อยู่ข้างใน และยังมองเห็นศพของสัตว์เพลิงฟูาได้รำไร
ทั้งๆ ที่ตระกูลเจี่ยนและตระกูลกวานจอดพักอยู่ตรงนี้ ทว่ากลับสัมผัส ไม่ได้ถึงศพของสัตว์เพลิงฟูาที่อยู่ในหินอุกกาบาต ราวกับว่าในหินมีตรา ผนึกบางอย่างปิดกั้นเอาไว้
เมื่อเรือโบราณทองคำชนลงมา ตราผนึกนั่นจึงถูกทำลาย และศพของ สัตว์เพลิงฟูาระดับแปดถึงได้เผยตัวออกมา
ตระกูลเจี่ยนและตระกูลกวานพบว่าหินอุกกาบาตก้อนหนึ่งซ่อนศพ ของสัตว์เพลิงฟูาเอาไว้ ดังนั้นจึงลงมือกับหินอุกกาบาตอีกก้อนหนึ่ง แล้ว จึงค้นพบศพของงูเหลือมน้ำแข็งยักษระดับแปด
สัตว์วิเศษระดับแปดสองตัวกระตุ้นความละโมบของเขาสุขาวดี เขา สุขาวดีจึงอาศัยว่ามีกำลังมากกว่ามารีดไถศพของสัตว์วิเศษระดับแปดสอง ตัว นี่ทำให้ตระกูลเจี่ยนและตระกูลกวานไม่พอใจอย่างมาก และแน่นอน ว่าการปะทะย่อมระเบิดขึ้น
“คนของเขาสุขาวดีที่เข้ามาที่นี่เหมือนจะมีเจียงเฟิงเป็นผู้นำ เจียงเฟิง พาเทพธิดามู่ปี้ฉงเดินทางล่วงหน้าไปก่อนแล้ว”
กวานฉีทอดสายตามองไปไกล “แล้วก็เพราะอาศัยว่ามีเจียงเฟิงอยู่ เขาสุขาวดีถึงได้วางอำนาจคิดจะยึดสัตว์วิเศษระดับแปดไปทั้งสองตัว”
“เจียงเฟิงแดนว่างเปล่าช่วงกลาง!” เฉียวอวิ๋นซีหน้าเปลี่ยนสีในบัดดล
“ถูกต้อง ก็คือเจียงเฟิง!” เจี่ยนก่าวสีหน้าเคร่งเครียดถึงขีดสุด “นึกไม่ ถึงเลยว่าแค่ข่าวของพื้นที่ที่ถูกปิดผนึกมาหมื่นปีนี้เล็ดรอดไป เขาสุขาวดี จะถึงขั้นเชิญตัวเจียงเฟิงมา!”
“พวกเราสองฝุายแค่อยากรู้เลยตามมาดูสถานการณ์ แน่นอนว่าย่อม ไม่ได้พาผู้แข็งแกร่งที่สุดมาด้วย”
“แดนว่างเปล่าของสองตระกูลเราไม่มีใครมาสักคนเดียว แล้วก็เพราะ เขาสุขาวดีมองออกถึงจุดนี้ถึงได้ทำตัวเผด็จการขนาดนี้”
อินย่าหนันและสิ่งเปุยเฉินที่พอได้ยินว่าเจียงเฟิงจากเขาสุขาวดีก็อยู่ ที่นี่ด้วย ทั้งยังพามู่ปี้ฉงเดินทางไปก่อนแล้วก็เริ่มดีใจกันไม่ออก
เจียงเฟิงแห่งเขาสุขาวดีและเยว่เหยียนสี่จากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ต่างก็ คือแดนว่างเปล่าช่วงกลาง ตลอดทั้งดินแดนปราการดวงดาว พวกเขาล้วน เป็นผู้แข็งแกร่งที่แค่กระทืบเท้าก็สร้างการสั่นสะเทือนที่น่าหวาดกลัว ให้กับโลกใบนี้ได้
“ผู้อาวุโสใหญ่ของข้าก็อยู่ที่นี่ด้วย อีกทั้ง…ไม่น่าจะอยู่ห่างจากที่นี่ไป ไกลนัก” เฉียวอวิ๋นซีสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วกล่าวว่า “มีความเป็นไป ได้มากว่าเจียงเฟิงและนังสารเลวมู่ปี้ฉงตามร่องรอยของสำนักข้าไป จึง เดินทางล่วงหน้าไปก่อน”
“ผู้อาวุโสเยว่ก็อยู่ด้วยรึ?” กวานฉีถามเสียงหนัก
เฉียวอวิ๋นซีพยักหน้ารับ
“สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์และเขาสุขาวดีได้รับข่าวใหญ่ขนาดนั้นกันแน่ถึงได้ ลงมืออย่างเต็มกำลังกันขนาดนี้?” เจี่ยนก่าวตะลึงพรึงเพริด
สิ่งเปุยเฉินและอินย่าหนันก็มองมาด้วยสายตาลึกล้ำ ในใจเต็มไปด้วย ความแปลกใจ รู้สึกว่าที่สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์และเขาสุขาวดีระดมกำลังเต็มที่ ขนาดนี้ต้องมีเหตุผลอย่างอื่นแน่นอน
“เรื่องนี้…ข้าเองก็ไม่รู้แน่ชัดเหมือนกัน” เฉียวอวิ๋นซีส่ายหน้า
“ยังมีชนต่างเผ่าด้วย” เนี่ยเทียนเอ่ยแทรกน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย
“ชนต่างเผ่า?!” กวานฉีหน้าเปลี่ยนสีไปอีกครั้ง
“ถูกต้อง สำนักคุมสัตว์ สำนักสามกระบี่และตระกูลฉู่ของพวกเราต่าง ก็เจอกับชนต่างเผ่า เมื่อปะทะกันจึงได้รับบาดเจ็บสาหัส” อินย่าหนัน เหลือบมองเนี่ยเทียนแวบหนึ่งจึงกล่าวต่อ “ผู้อาวุโสหงเสียนของสำนักข้า ผู้อาวุโสเว่ยอวี้ของสำนักสามกระบี่ล้วนตายด้วยน้ำมือของชนต่างเผ่าไป แล้ว ส่วนผู้อาวุโสฉู่เสวียนจีเป็นตายไม่รู้ชัด…”
นางไม่ได้พูดความจริงออกมา ไม่ได้บอกว่าเนี่ยเทียนต่างหากที่เป็น ตัวการสังหารหงเสียน เว่ยอวี้
“สวรรค์! สถานที่แห่งนี้ซ่อนความลับอะไรไว้กันแน่?” เจี่ยนก่าวสูด ลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง “ห้าสำนักสามตระกูลของดินแดนปราการ ดวงดาวมาที่นี่ก็ยังพอทำเนา แต่นี้แม้แต่ชนต่างเผ่าที่แข็งแกร่งอย่างภูตผี ปีศาจ อสูรกายก็ล้วนเข้ามาที่นี่ด้วยหรือ”
“พี่เจี่ยน ข้ารู้สึกว่าพวกเราควรรีบส่งคนกลับไปยังจุดที่เรือรบทาง ช้างเผือกจอดอยู่แล้วเรียกรวมผู้อาวุโสเขตดินแดนให้มาที่นี่!” กวานฉีเอ่ย อย่างร้อนใจ
เจี่ยนก่าวพยักหน้า “ข้าเองก็คิดอย่างนี้เหมือนกัน”
เยว่เหยียนสี่ เจียงเฟิง เขตดินแดนช่วงกลางเหล่านี้เดินทางมาถึงก่อน ชนต่างเผ่าที่แข็งแกร่งจำนวนมากพากันปรากฏตัว นี่ก็มากพอจะบอกให้รู้ ว่าพื้นที่ที่ถูกปิดผนึกมานานนับหมื่นปีแห่งนี้ต้องซุกซ่อนความลับยิ่งใหญ่ที่ น่าตกตะลึงเอาไว้แน่นอน
แล้วนับประสาอะไรกับที่ใต้ฝุาเท้าของพวกเขามีศพของสัตว์วิเศษ ระดับแปดอยู่สองตัว
เจี่ยนก่าวและกวานฉีต่างก็รู้สึกว่าหากมีแค่พลังการต่อสู้ของพวกเขา ในตอนนี้ อย่าว่าแต่จะได้ส่วนแบ่งจากที่นี่เลย แม้แต่โอกาสรอดชีวิตก็ยัง เป็นเรื่องยาก
พวกเขาสองคนได้ข้อตกลงร่วมกันอย่างรวดเร็ว จึงจัดให้เขตลี้ลับ หลายคนรีบโดยสารอาวุธวิเศษประเภทบินไปขอกำลังเสริมมา
“ผู้อาวุโสทั้งสองท่าน คือว่า…” อินย่าหนันเหลือบมองหินอุกกาบาต ก้อนที่มีศพของงูเหลือมน้ำแข็งยักษ์ระดับแปดปราดหนึ่งแล้วจึงเอ่ยอย่าง เกรงใจ “ข้าเองก็นับว่าช่วยพวกท่านเอาไว้ หากข้าไม่มาขู่เขาสุขาวดี พวก ท่านคงบาดเจ็บและล้มตายกันไปมากกว่านี้ งูเหลือมน้ำแข็งยักษ์ระดับ แปดตัวนั้นสำคัญต่องูเหลือมเลือดน้ำแข็งของข้าอย่างมาก พวกท่านจะ มอบมันให้ข้าได้หรือไม่?”
ในที่สุดนางก็เผยความปรารถนาที่มีต่องูเหลือมน้ำแข็งยักษ์ระดับแปด ออกมา
เจี่ยนก่าวและกวานฉีมองหน้ากันด้วยสีหน้าไม่น่ามอง ไม่ได้เอ่ยตอบ รับในทันที
เนี่ยเทียนรู้ว่าไม่ว่าจะเป็นงูเหลือมน้ำแข็งยักษ์หรือสัตว์เพลิงฟูาก็ล้วน ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา เขาจึงหันไปมองหินอุกกาบาตก้อนที่สาม พอ ความคิดบังเกิดขึ้นจึงทะยานตัวไปที่นั่น
หินอุกกาบาตทั้งสามก้อนห่างกันไม่ไกลมากนัก ฟูาดินแห่งนี้มีแรงโน้ม ถ่วงน้อยนิด ต่อให้เขายังไม่เลื่อนสู่เขตลี้ลับ ทว่าไม่ต้องอาศัยเรือดาราก็ยัง สามารถไปถึงหินอุกกาบาตก้อนนั้นได้อยู่ดี
พื้นผิวของหินอุกกาบาตก้อนนั้นก็มีหลุมบ่อจำนวนมากเหมือนกัน เห็นได้ชัดว่าสถานที่แห่งนี้ได้ถูกสำรวจมาก่อนแล้ว
เพียงแต่ว่าในหลุมพวกนั้นไม่มีอะไรสักอย่าง
ผู้ฝึกลมปราณตระกูลเจี่ยนและตระกูลกวานจำนวนไม่น้อยก็กระจาย ตัวกันอยู่ที่นี่ พวกเขามองเนี่ยเทียนที่กำลังสำรวจหลุมบ่อพวกนั้นด้วย ความใคร่รู้ ก่อนที่หญิงสาวร่างสูงใหญ่รูปร่างอ้วนท้วนคนหนึ่งซึ่งมี ลักษณะคล้ายคลึงกับกวานฉีจะขมวดคิ้วใส่เขาหนึ่งทีแล้วกล่าวว่า “อย่า มัวเสียเวลาอยู่เลย พวกเราสำรวจหินอุกกาบาตก้อนนี้มาก่อนแล้ว แต่ไม่ ค้นพบอะไร”
“เฮอๆ ข้าก็แค่ดูไปงั้นๆ” เนี่ยเทียนกล่าวกลั้วหัวเราะ
“เจ้าคือใคร?” หญิงสาวร่างสูงใหญ่ทว่ากลับอ้วนท้วนถามอย่างสงสัย
“ข้ามากับเฉียวอวิ๋นซี ถือเป็นแขกของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์” เนี่ยเทียน ตอบรับ
“แขกของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์?” หญิงสาวคนนั้นกังขาอย่างมาก
“พี่หญิงกวานเหอ เขาเป็นแขกของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์จริงๆ” สิ่งเปุย เฉินที่โดยสารตัดกองทัพมาก็ลดตัวลงจอด ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไม่เจอ กันนาน เจ้าเลื่อนสู่เขตสามัญช่วงท้ายแล้ว ยินดีด้วยๆ”
“เจ้ากำลังแขวะข้าอยู่งั้นหรือ?” หญิงสาวที่เขาเรียกว่ากวานเหอแค่น เสียงเย็นหนึ่งครั้ง “ข้าอายุมากกว่าเจ้า แต่เจ้าเลื่อนสู่เขตลี้ลับแล้ว ข้ายัง ดิ้นรนอยู่ในเขตสามัญ ยังมีอะไรให้ต้องยินดีอีก?”
“นี่…ข้ายินดีกับเจ้าด้วยความจริงใจนะ” สิ่งเปุยเฉินกระอักกระอ่วน
ดูเหมือนว่าเขากับกวานเหอจะรู้จักกันมานานแล้ว คนทั้งสองจึง พูดคุยกันไม่หยุดปาก ทว่าสายตากลับจับจ้องมาที่เนี่ยเทียนตลอดเวลา
สิ่งเปุยเฉินมองเนี่ยเทียนไม่ออก แต่เขามักรู้สึกว่าการกระทำทุกอย่าง ของเนี่ยเทียนล้วนมีเหตุผล
เฉียวอวิ๋นซีและอินย่าหนันต่างก็อยากได้สัตว์วิเศษมาครอง เขารู้ดีว่า ตัวเองย่อมไม่สามารถขออะไรมาจากมือของตระกูลเจี่ยนและตระกูล กวานได้ เมื่อเห็นว่าเนี่ยเทียนมาที่นี่จึงตามมาด้วย หมายจะดูว่าในหิน อุกกาบาตก้อนที่สามจะซ่อนความมหัศจรรย์อะไรที่ตระกูลเจี่ยนและ ตระกูลกวานมองข้ามไปหรือไม่
“เจ้าจริงใจกับเขาเป็นด้วยหรือ?” เมื่อเผชิญหน้ากับเขา กวานเหอก็มี ท่าทีขุ่นเคืองอย่างเห็นได้ชัด “ปีนั้นที่ตระกูลกวานคิดจะแต่งงานเชื่อม สัมพันธ์กับสำนักสามกระบี่ เจ้ารังเกียจที่ข้าอายุมากกว่า หน้าตาไม่สวย จึงปฏิเสธข้า เจ้าน่ะหรือจะจริงใจ?”
“เอ่อ ข้าแค่ไม่ชอบถูกใครจับคลุมถุงชน หาใช่ตั้งแง่รังเกียจเจ้า” สิ่ง เปุยเฉินกุมมือขออภัยติดต่อกันหลายครั้ง ได้แต่ยิ้มเจื่อนขอร้องให้นาง อภัยให้
“รังเกียจข้าก็บอกกันมาตรงๆ ไม่ต้องมาเล่นลูกไม้นี้! ข้าเกลียดคนต่ำ ช้าที่ชอบเสแสร้งอย่างเจ้าที่สุด!” กวานเหอตวาดอย่างขุ่นเคือง
คนทั้งสองปะทะฝีปากกัน เนี่ยเทียนที่ได้ยินก็ยิ้มแหย
แต่เขาไม่ได้ตั้งใจฟังเรื่องราวในอดีตของคนทั้งสองเท่าไหร่นัก รอจน ลอยตัวมาถึงหลุมอีกแห่งหนึ่งที่ค่อนข้างใหญ่ เขาก็ปล่อยปราณแห่งชีวิตที่ พิเศษออกมารับสัมผัสกับเบื้องล่าง ก่อนที่ดวงตาจะเป็นประกายขึ้นมา เสี้ยวหนึ่ง
“ฟิ้ว!”
ร่างของเขาตรงดิ่งเข้าไปยังก้นหลุมที่ถูกตระกูลเจี่ยนและตระกูลกวาน ขุดเอาไว้ทว่ากลับไม่เจอสิ่งใด ดาราเพลิงกาฬถูกเขาเรียกเอาออกมา รวบรวมพลังวิญญาณใส่เข้าไป แสงเจิดจ้าจึงสว่างพร่างพราว ก่อนที่เขา จะใช้ดาราเพลิงกาฬฟันหินออกเสียงดัง “เคร้งๆๆ”
“เสียเวลาเปล่า!” กวานเหอเหลือบตามองเขาหนึ่งครั้งด้วยสีหน้าดู หมิ่น
เนี่ยเทียนไม่สนใจแม้แต่น้อย เขายังคงโบกสะบัดดาราเพลิงกาฬต่อไป เศษหินก้อนใหญ่แตกกระจายต่อเนื่อง ส่วนตัวเขาก็ดิ่งลึกลงไปใต้ก้นหลุม
ผ่านไปพักหนึ่ง ดาราเพลิงกาฬแทงเข้าไปในหินอุกกาบาตดัง “สวบ”
หินอุกกาบาตก้อนนั้นพลันส่องแสงทองเจิดจ้า!
เศษหินหายไป จู่ๆ ตรงกลางหินอุกกาบาตก็มีแมลงสีทองอร่ามตัว หนึ่งปรากฏขึ้นมา
แมลงตัวนั้นมีรูปร่างเหมือนดักแด้ไหม มีหนวดมากมายเป็น ตะปุมตะป ่าสีทองซึ่งปลดปล่อยแสงเจิดจ้า
ตอนที่ดาราเพลิงกาฬแทงเข้าไปในตัวของแมลงสีทองตัวนี้ ความรู้สึก ลวงตาที่ทำให้เนี่ยเทียนรู้สึกเหมือนแทงลงไปบนเหล็กถูกปล่อยออกมา พร้อมกับแสงสีทองนั้น
เพราะเขาจมลึกลงมาใต้หลุม บวกกับแสงสีทองของแมลงตัวนั้นถูก ร่างของเขาบังเอาไว้ คนที่อยู่บนหินอุกกาบาตจึงไม่มีใครสังเกตเห็น
ทว่าสิ่งเปุยเฉินจากสำนักสามกระบี่กลับเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ ก่อนจะหา ข้ออ้างแยกตัวออกมาจากกวานเหอ แล้วทะยานลงไปในหลุมตามเนี่ย เทียน
พอสิ่งเปุยเฉินลงมาข้างล่าง เขามองปราดเดียวก็เห็นแมลงสีทองอร่าม นั่นทันที จึงพูดเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่ฮึกเหิมไม่น้อย “นั่นคือแมลงกัดทอง! เหมือนปลิงแทะกระดูกที่ต่างก็เป็นแมลงดึกดำบรรพ์!”
——