ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 830 เมืองแห่งหนึ่งที่ถูกท ำลำย
ชนต่างเผ่าทั้งสามถอยหนีไป อินย่าหนันไม่มีความคิดที่จะตามไปไล่ โจมตี หลังจากเดินวนไปเก็บแหวนเก็บของของพวกผู้ฝึกลมปราณที่ตาย ไปมาเรียบร้อย นางก็เรียกอาวุธวิเศษประเภทบินออกมาอีกครั้ง
“สถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะให้อยู่นาน พวกเรารีบจากไปจะดีกว่า” อิน ย่าหนันบินเข้าไปในอาวุธวิเศษประเภทบินด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ไม่มี ความยินดีที่เป็นผู้ชนะแม้แต่น้อย “ไม่แน่ว่าเจ้าสามคนนั้นอาจจะตามมา หาเรื่องอีก หากพวกเขามาอีกครั้งคงไม่ได้มากันแค่สามคน แต่อาจจะมี ชนต่างเผ่าที่ดุร้ายมาเพิ่มมากกว่าเดิม”
มู่ปี้ฉงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็บินตามเข้าไปในอาวุธวิเศษประเภทบินโดย ไม่เอ่ยคำใด
หญิงสาวทั้งสองพากันหันมามองเนี่ยเทียน
เนี่ยเทียนหรี่ตารวบรวมทิพย์จักษุเก้าข้างให้ติดตามคนทั้งสามไป
ทว่าความเร็วที่คนทั้งสามหนีไปมากเกินกว่าที่เขาคาดคิดไว้เสียอีก
พ่าเก๋อเซินจากเผ่าโครงกระดูกจมลงใต้ดิน มิอาจตามหาร่องรอยได้
ส่วนอีกสองคนก็พุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็วราวสายฟูาแลบจนแม้แต่ ทิพย์จักษุก็ยังมิอาจเล็งเปูาหมายได้ชัด กระทั่งสูญเสียปราณของพวกเขา ไปในที่สุด
“ไปกันเถอะ”
เนี่ยเทียนรู้สึกอารมณ์เสียเล็กน้อย หลังเก็บเอาทิพย์จักษุเก้าข้าง กลับคืนมาก็กระโดดขึ้นไปบนอาวุธวิเศษประเภทบิน
อินย่าหนันจึงขับเคลื่อนอาวุธวิเศษประเภทบินให้จากไปทันที
คนทั้งสามไม่เอ่ยอะไร
ทั้งๆ ที่ชนต่างเผ่าสามคนถูกพวกเขาโจมตีจนล่าถอยกลับไป แต่นั่นมิ อาจทำให้พวกเขาดีใจแม้แต่น้อย
ความสามารถที่ชนต่างเผ่าทั้งสามแสดงออกมาทำให้พวกเขารู้สึกไม่ เป็นสุขอย่างยิ่ง ชนต่างเผ่าสามคน…ล้วนมีสายเลือดระดับหก ความสามารถในการต่อสู้เทียบเคียงได้แค่เขตลี้ลับเท่านั้น
ทว่าพลังที่แท้จริงของพวกเขากลับอยู่เหนือระดับสายเลือดไปมากโข
ลำพังเพียงแค่พ่าเก๋อเซินจากเผ่าโครงกระดูกก็สังหารเขตลี้ลับจาก ต่างดินแดนได้อย่างง่ายดายราวกับแค่ยกมีดขึ้นหั่นผัก
มีดกระดูกสลายเล่มนั้นสร้างความสะท้านสะเทือนให้กับเนี่ยเทียน อย่างหนัก และจนถึงตอนนี้ความรู้สึกที่ว่านั้นก็ยังไม่จางหายไป
ดาราเพลิงกาฬที่หลี่เหย่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อเขาอยู่คู่กายเขามานาน หลายปี จนทำให้เขาเกิดความผูกพันกับมัน นึกไม่ถึงเลยว่าแค่มีดกระดูก สลายฟันลงมาทีเดียว ดาราเพลิงกาฬกลับแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี
ดาราเพลิงกาฬสร้างขึ้นมาเพื่อเขาโดยเฉพาะซึ่งอิงจากธาตุสามธาตุใน ร่างของเขาที่ต่างกัน
ดาราเพลิงกาฬสามารถแบกรับพลังเปลวเพลิง พลังดวงดาวและพลัง พืชหญ้าจากในร่างของเขา ทำให้เขาเอาพลังออกมาใช้ได้อย่างเหมาะมือ เดิมทีเขานึกว่ามันจะอยู่คู่กายเขาไปตลอดกาล
การที่ดาราเพลิงกาฬแตกสลายสร้างการโจมตีที่ไม่น้อยให้แก่เขา
หากไม่เป็นเพราะงูเหลือมน้ำแข็งยักษ์ถูกปลุกให้ตื่นเนื่องจากผนังหิน แห่งการบรรลุถูกมีดกระดูกสลายฟาดฟัน เขาที่ถูกพ่าเก๋อเซินซึ่ง ครอบครองมีดกระดูกสลายโจมตีก็คงได้แต่อาศัยดาวเปล่งประกายมา คอยหลบเลี่ยงอย่างที่มิอาจทำอะไรได้มากไปกว่านั้น
การเรียกใช้ดาวเปล่งประกายเผาผลาญพลังดวงดาวของเขาไป มหาศาล อีกทั้งตอนที่เขาใช้ดาราเพลิงกาฬรับมือกับศัตรูก็ได้เผาผลาญ พลังดวงดาวไปเกินครึ่ง
หากศึกนั้นยังคงดำเนินต่อไป เมื่อพลังดวงดาวของเขาถูกดาวเปล่ง ประกายเผาผลาญไปจนหมดอย่างแท้จริง เขาก็คงต้องถูกมีดกระดูกสลาย ปลิดชีพอย่างแน่นอน
“เจ้ายังไม่ได้ลงแรงเต็มกำลัง” อินย่าหนันกวาดตามองมู่ปี้ฉงด้วย สายตาเย็นชา แล้วจู่ๆ ก็กล่าวเอาโทษอีกฝุาย “ดอกไม้ปีศาจในร่างของ เจ้ามีสองราก ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบ เจ้ากลับใช้รากสีดำแค่รากเดียว”
ข้อนี้ เนี่ยเทียนก็สังเกตเห็นเหมือนกัน
ดอกไม้ปีศาจสองสีในร่างของมู่ปี้ฉงเคยเผยกายอย่างเด่นชัดตอนอยู่ ในอาณาจักรโพ่สุ้ย ดอกหนึ่งมีรากเป็นสีดำ ซึ่งได้ถูกมู่ปี้ฉงควบคุมให้โจมตี ภูตผีปีศาจตนนั้น จนอีกฝุายหนีไปอย่างกระเซอะกระเซิง
หากนางลงแรงเต็มกำลัง เอารากดอกไม้ที่มีสีสันสดใสออกมาใช้ด้วย ภูตผีปีศาจตนนั้นจะไม่ตายไปเร็วกว่านี้หรอกหรือ?
เมื่อภูตผีปีศาจระดับสูงตนหนึ่งตายไป นางก็สามารถร่วมมือกับอิน ย่าหนันสังหารฝูหลัวซือเท่อจากเผ่าอสูรกาย หากเป็นเช่นนั้น ผลลัพธ์ ย่อมไม่เป็นอย่างในตอนนี้
ชนต่างเผ่าสามคน นอกจากชายหนุ่มเผ่าโครงกระดูกคนนั้นแล้ว อันที่ จริงอีกสองคนที่เหลือน่าจะถูกสังหารไปได้
ภายใต้สายตาจับจ้องจากเนี่ยเทียนและอินย่าหนัน ดวงตาของมู่ปี้ฉง เป็นประกายหม่นมัว “ข้าเองก็อยากใช้ดอกไม้สีสดนั่นเหมือนกัน แต่ ตอนนี้ยังมีปัญหา หากดอกไม้สองสีปรากฏพร้อมกันจะเกิดการปะทะ กันเอง ซึ่งจะทำให้ข้ามิอาจสำแดงพลังที่แท้จริงออกมาได้ ตอนนี้ข้ายังไม่ มีความสามารถที่จะเอาดอกไม้ปีศาจสองดอกออกมาใช้ในเวลาเดียวกัน”
หยุดไปครู่ นางก็ขมวดคิ้วพูดขึ้นอีกว่า “อีกอย่างข้ารู้สึกว่าต่อให้ข้า เอาดอกไม้ปีศาจทั้งสองสีออกมาใช้พร้อมกันก็อาจจะยังฆ่าเจ้าหมอนั่น ไม่ได้”
อินย่าหนันเลิกคิ้วสูง “หมายความว่าไง?”
“ไอ้หมอนั่นมีชื่อว่ากู่ถ่าซือ มาจากอาณาจักรปีศาจแห่งที่สอง เวลาที่ ต่อสู้ ข้าสัมผัสได้ว่าเขายังไม่ได้แบไพ่ตายออกมา” มู่ปี้ฉงถอนหายใจหนึ่ง ที “ตระกูลปีศาจในอาณาจักรปีศาจแห่งที่สองแข็งแกร่งขนาดไหน เจ้าก็ น่าจะรู้ดีกระมัง?”
อินย่าหนันหน้าเปลี่ยนสีทันควัน “อาณาจักรปีศาจแห่งที่สอง!”
ตระกูลของเผ่าพันธุ์ภูตผีปีศาจ ที่อยู่อาศัยในอาณาจักรปีศาจแห่งที่ สองแทบจะมีมหาราชาสายเลือดระดับเก้านั่งบัญชาการณ์อยู่ทุกตระกูล
ว่ากันว่า ตระกูลปีศาจในอาณาจักรปีศาจแห่งที่สองที่เก่าแก่ที่สุดเคย มีต้าจุนสายเลือดระดับสิบปรากฏขึ้นด้วย
ห้าสำนักสามตระกูลในดินแดนปราการดวงดาวก็มีการติดต่อกับภูตผี ปีศาจเช่นกัน ทว่าภูตผีปีศาจที่พวกเขารู้จักล้วนมาจากอาณาจักรที่สี่และ ห้าแทบทั้งหมด
แม้แต่ภูตผีปีศาจจากอาณาจักรปีศาจแห่งที่สามก็ยังน้อยครั้งที่จะมา ปรากฏตัวในดินแดนปราการดวงดาว
เพราะตระกูลปีศาจในอาณาจักรปีศาจแห่งที่สามเริ่มมีมหาราชา ระดับเก้าปรากฏตัว ตระกูลภูตผีปีศาจที่มีมหาราชาระดับเก้าย่อมมี ศักยภาพเหนือกว่าทุกสำนักในดินแดนปราการดวงดาว
แล้วนับประสาอะไรกับอาณาจักรปีศาจแห่งที่สอง?
“ชนต่างเผ่าทั้งสามนั่นน่าจะเป็นบุคคลที่สะดุดตาที่สุดในตระกูลของ ตัวเอง” มู่ปี้ฉงสีหน้าเคร่งเครียด “ระดับสายเลือดของพวกเขาไม่อ่อนแอ ต่างก็มีอาวุธล้ำค่าของเผ่าพันธุ์อยู่ในการครอบครอง อาวุธล้ำค่าพวกนั้น ทำให้พลังสายเลือดของพวกเขาเพิ่มขึ้นสูงอีกหลายเท่า พวกเขากล้า เคลื่อนไหวอย่างกำเริบเสิบสานอยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ย เห็นได้ชัดว่ามีความ มั่นใจในตัวเองอย่างยิ่งยวด”
ประโยคนี้อินย่าหนันเองก็เห็นด้วยอย่างมาก นางพยักหน้ากล่าวว่า “หากคนที่พวกเขาคิดจะสังหารไม่ใช่พวกเรา แต่เป็นคนอื่น พวกเขาก็ น่าจะทำสำเร็จไปแล้ว”
ย้อนนึกไปถึงผู้ฝึกลมปราณจากต่างดินแดนหลายสิบคนที่มาทำความ เข้าใจอยู่กับผนังหินแห่งการบรรลุซึ่งถูกฆ่าตายราวหมูหมาไร้ค่า พวกเขา ก็ตระหนักได้ว่าคู่ต่อสู้ของตนในครั้งนี้ย่อมต้องเป็นผู้โดดเด่นของชนต่าง เผ่าแน่นอน
กล่าวมาถึงตรงนี้ อินย่าหนันก็หยิบเอาแหวนเก็บของที่เก็บมาได้ ออกมา ครั้นจึงปล่อยกระแสจิตวิญญาณเข้าไป
ครู่หนึ่งนางก็โยนแหวนเก็บของเหล่านั้นไว้ที่เท้าด้วยสีหน้ารังเกียจ “ผู้ ฝึกลมปราณจากต่างแดนพวกนั้นช่างยากจนได้น่ากลัวนัก นอกจากแหวน เก็บ ยาและอาวุธวิเศษระดับต่ำบางส่วนแล้วก็ไม่มีของสิ่งใดที่ทำให้ข้า สนใจได้เลย”
เนี่ยเทียนและมู่ปี้ฉงสองคนขยับเข้าไปใกล้แหวนเก็บของเหล่านั้น ก่อนจะปล่อยกระแสจิตวิญญาณของตัวเองออกไปรับสัมผัส
กระแสจิตวิญญาณของพวกเขาว่ายวนอยู่ในแหวนเก็บของพวกนั้นพัก หนึ่งก่อนจะถูกดึงกลับคืนมา
เป็นอย่างที่อินย่าหนันกล่าวไว้ ในแหวนเก็บของพวกนี้มีแค่หินวิเศษ และหยกวิเศษจำนวนไม่มาก ส่วนยาและอาวุธวิเศษในนั้นก็ล้วนมิอาจทำ ให้พวกเขาสนใจได้
“น่าขันจริงๆ” อินย่าหนันกล่าวเย้ยหยัน “ตอนที่พวกเขาได้ยินว่าเรา มาจากดินแดนปราการดวงดาว ยังมีหน้ามาทำสีหน้าดูแคลน ไอ้เราก็นึก ว่าจะร้ายกาจ มีอาวุธล้ำค่าอะไรติดตัวเสียอีก”
มู่ปี้ฉงกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยชา “ดินแดนดวงดาวที่คนเหล่านี้จากมา อาจมีระดับสูงกว่าดินแดนปราการดวงดาวของเราจริง เพียงแต่ว่า ตำแหน่งของพวกเขาในสำนักต่างๆ คงไม่สูงมากนัก อาจจะเป็นแค่ลูก ศิษย์ธรรมดาในสำนักเท่านั้น”
เนี่ยเทียนพยักหน้าเห็นด้วย “น่าจะเป็นเช่นนี้”
สำนักใหญ่ๆ ที่มีผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะนั่งบัญชาการณ์อย่างน้อยก็ มีความสามารถเทียบเคียงได้กับสำนักอักขระเทพ สำนักทองไพศาล สำนักภูเขาพันกระบี่ เมล็ดพันธ์ที่สำนักใหญ่เช่นนี้ให้การย่อมรับก็ย่อม ต้องมีอาวุธร้ายกาจติดตัว ทรัพยากรที่อยู่ในแหวนเก็บของไม่เพียงแต่ มากมายดารดาษ มูลค่าก็ย่อมต้องสูงตามไปด้วย
อย่างต้วนสือหู่และจิ่งโหรวที่เขาสนิทสนมด้วยนั่นต่างหากถึงจะ เรียกว่าเป็นใจกลางของสำนักใหญ่อย่างแท้จริง คนทั้งสองได้ครอบครอง อาณาจักรคูเหยียน ย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว
ลูกศิษย์ทั่วไปในสำนักใหญ่ๆ มีเป็นพันเป็นหมื่น ไม่มีทางที่ทุกคนจะ ใช้จ่ายมือเติบได้
ผ่านไปอีกหลายวันหลังจากนั้น คนทั้งสามก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก เพียงตั้งใจฝึกตนกันไปเงียบๆ
หลังจากที่ศึกนี้ผ่านพ้น เนี่ยเทียนเสียหายหนักสุด ไม่เพียงแต่ดารา เพลิงกาฬระเบิดกระจาย แม้แต่โครงกระดูกปีศาจเลือดก็ยังถูกดึงพลัง แห่งความตายไปไม่น้อย เป็นเหตุให้พลังในการต่อสู้ของมันลดลงฮวบฮาบ
ในความรู้สึกของเนี่ยเทียน เกรงว่าตอนนี้โครงกระดูกปีศาจเลือดคงมี พลังพอแค่ต่อสู้กับเขตวิญญาณช่วงต้นครั้งหนึ่งเท่านั้น
พ่าเก๋อเซินจากเผ่าโครงกระดูกทำให้เขาเกิดความกดดัน และด้วย ความกดดันนี้ เขาจึงฝึกตนอย่างมุ่งมั่นและมานะมากขึ้น
สองวันต่อมา
อาศัยหินวิเศษชนิดต่างๆ พลังวิญญาณสามธาตุที่สูญเสียไปตอนสู้ กับพ่าเก๋อเซินก็ได้ฟื้นคืนมาหมด ส่วนโอสถวิญญาณและน้ำวนพลัง วิญญาณทั้งสามลูกก็ผ่านการชุบหลอมอีกหลายครั้ง
ชั่วขณะนั้นเขารู้แล้วว่าโอสถวิญญาณและน้ำวนพลังวิญญาณได้ถูกชุบ หลอมจนมาถึงจุดที่เขาจะฝุาข้ามขอบเขตได้อีกครั้งแล้ว
“ต้องหาโอกาสเหมาะๆ มาเลื่อนสู่เขตสามัญช่วงท้ายให้ได้”
นับตั้งแต่ที่เดินทางมาถึงสนามรบสุ้ยเมี่ย เวลาเพิ่งผ่านไปแค่ไม่กี่เดือน เท่านั้น เขาเองก็ไม่เคยนึกว่าความเร็วในการฝึกตนของตัวเองจะเพิ่มขึ้น พรวดพราดขนาดนี้ เขาจึงคาดเดาเอาว่าการต่อสู้กับพ่าเก๋อเซินทำให้เขา ได้รับผลประโยชน์มากมาย เมื่อมีความรู้สึกกดดันจึงบีบให้ตัวเองฝึกตน อย่างบ้าคลั่ง หมายจะยกระดับพลังการต่อสู้และเลื่อนขอบเขตให้ได้ โดยเร็วที่สุด
ผ่านไปอีกหลายวัน
อาวุธวิเศษประเภทบินของอินย่าหนันก็บินมาลอยอยู่เหนือพื้นที่รก ร้างแห่งหนึ่ง บนพื้นที่รกร้างแห่งนี้มีเศษหินใหญ่ยักษ์อยู่นับไม่ถ้วน
หินยักษ์ที่กระจายตัวอยู่น่าจะเคยกองทับถมกันเป็นนครหินขนาด มโหฬารแห่งหนึ่ง ทว่าเนื่องจากสงครามที่ดุเดือดครั้งหนึ่ง นครหินจึง พังทลายลงมา บัดนี้จึงแทบมองไม่เห็นหอเรือนหินที่สมบูรณ์แบบสักหลัง สิ่งที่เห็นมีเพียงกองหินระเกะระกะ
นครหินที่ถูกทำลายมีร่องรอยที่กาลเวลาอันยาวนานทิ้งเอาไว้ เกรงว่า คงผ่านเวลามาแล้วนับสิบล้านปี
ในนครที่ผุพังมีเงาของผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์เคลื่อนไหวไปทั่ว ดู เหมือนคนเหล่านั้นกำลังตามหาอะไรบางอย่าง
คนเหล่านั้นล้วนสัมผัสได้ถึงการมาของพวกเนี่ยเทียนอย่างชัดเจน แต่ กลับไม่มีใครให้ความสนใจ
นั่งอยู่บนอาวุธวิเศษประเภทบิน เนี่ยเทียนเพ่งสมาธิรับฟังบทสนทนา ของพวกเขา ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงตะลึง “นครหินแห่งนี้เป็นนครของ เผ่ามนุษย์หิน ในยุคบรรพกาลอันห่างไกล คนของเผ่ามนุษย์หินเคยอาศัย อยู่ที่นี่ เผ่าวิญญาณโบราณและชนต่างเผ่าเคยเปิดศึกที่ดุเดือดในสนาม รบสุ้ยเมี่ยแห่งนี้ เป็นเหตุให้นครของเผ่ามนุษย์หินถูกถอนรากถอนโคนไป ด้วย”
“กลุ่มคนของเผ่ามนุษย์หินเองก็ตายกันหมด ศพของพวกเขาล้วนถูก ทยอยกันขนย้ายออกไป ตอนนี้เหลือเพียงแค่ซากปรักหักพังให้เห็น”
อินย่าหนันและมู่ปี้ฉงที่ฟังบทสนทนาของคนเหล่านั้นก็รู้เช่นกันว่า สถานที่แห่งนี้คือที่ใด
หญิงสาวสองคนเงียบไปพักใหญ่ ก่อนที่มู่ปี้ฉงจะพูดขึ้นว่า “ตาม ความเห็นข้า ทางที่ดีที่สุดพวกเราไม่ควรอยู่ที่นี่ พอคนเก้าคนของเผ่า มนุษย์หินออกมาจากทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวก็ได้ตามหาช่องทางที่จะเข้า มาในสนามรบสุ้ยเมี่ย ในเมื่อที่นี่เคยเป็นที่อยู่อาศัยของเผ่ามนุษย์หิน ก็ไม่ แน่ว่าพวกเขาอาจจะเดินทางมาที่นี่ก็เป็นได้”
อินย่าหนันพลันหน้าเปลี่ยนสี กล่าวคล้อยตาม “มีเหตุผล พวกเรารีบ ไปดีกว่า”
เนี่ยเทียนเองก็ไม่ได้คัดค้าน
รูปปั้นหินแปดรูปจากทั้งหมดเก้ารูปสำแดงพลังที่เทียบเคียงได้กับ แดนว่างเปล่า
ส่วนรูปปั้นหินรูปที่เก้าก็ยิ่งมีพลังน่ากลัวจนมิอาจประเมินได้ หากรูป ปั้นทั้งเก้าเข้ามาในสนามรบสุ้ยเมี่ยแล้วมาที่นี่เมื่อไหร่…
อาวุธวิเศษประเภทบินที่คนทั้งสามโดยสารมาแค่จอดนิ่งอยู่พักเดียวก็ บินออกไปจากน่านฟูาเหนือนครหินอีกครั้ง
ทว่าขณะที่อาวุธวิเศษประเภทบินของพวกเขาบินไปถึงจุดศูนย์กลาง ของนครหินนั้นเอง จู่ๆ อาวุธวิเศษประเภทบินลำนี้ก็เหมือนชนเข้ากับตา ข่ายขนาดใหญ่ยักษ์จึงร่วงกระแทกพื้นอย่างแรง
ผู้ฝึกลมปราณที่อยู่บริเวณใกล้เคียงมองเห็นสภาพน่าขันของพวกเนี่ย เทียนสามคนแล้วก็ยิ้มเสแสร้ง สายตาที่มองมาราวกับมองเห็นพวกบ้าน นอกสามคน