ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 831 พี่น้องคู่หนึ่ง
“ตึง!”
อาวุธวิเศษประเภทบินของอินย่าหนันกระแทกลงบนผนังหินแห่งหนึ่ง อย่างแรงจนแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ
ก่อนหน้าที่อาวุธชิ้นนั้นจะพังทลาย พวกเนี่ยเทียนสามคนได้ทะยาน ตัวหลบออกมาแล้ว แต่กระนั้นหัวก็ยังกระแทกจนมึนงง เจ็บปวดจนพูด ไม่ออก
ยืนอยู่บนหินสีเทาเข้ม เนี่ยเทียนรับสัมผัสอยู่ชั่วครู่ก็รู้ว่าความ ประหลาดของที่แห่งนี้มาจากแรงโน้มถ่วงที่เพิ่มมาขึ้น
สนามแรงโน้มถ่วงตรงกลางของนครหินที่พังทลายจู่ๆ กลับเพิ่มมาก กว่าเดิมเป็นร้อยเท่า!
สนามแรงโน้มถ่วงที่น่าหวาดกลัวทำให้อาวุธวิเศษประเภทบินมิอาจ ข้ามผ่านไปได้ พอถูกสนามแรงโน้มถ่วงดึงรั้ง อาวุธวิเศษประเภทบินตก กระแทกลงมาก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผลดี
หากไม่เพราะพวกเขาสามคนต่างก็มีความพิเศษติดตัว เมื่ออยู่ภายใต้ แรงมหาศาลของสนามแรงโน้มถ่วงที่เพิ่มขึ้นจากเดินเป็นร้อยเท่า การที่ ร่วงกระแทกลงบนพื้นอย่างแรงเช่นนี้ อาการของพวกเขาอาจเจ็บหนักยิ่ง กว่าเดิม
มองอาวุธวิเศษประเภทบินที่แตกกระจาย ได้ยินเสียงหัวเราะขบขัน จากผู้ฝึกลมปราณรอบด้าน สีหน้าของอินย่าหนันก็เริ่มเย็นชา
เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านั้นรู้ว่าสนามแรงโน้มถ่วงของกลางนครหิน ผิดปกติไปจากที่อื่น
ทั้งๆ ที่คนเหล่านั้นเห็นว่าพวกเขาสามคนโดยสารอาวุธวิเศษประเภท บินแล่นผ่านไปทางนี้ แต่กลับไม่มีใครเอ่ยเตือนแม้แต่คำเดียว นี่แสดงให้ เห็นว่าพวกเขามีเจตนาชั่วร้ายเพียงใด
“พวกเจ้าหัวเราะอะไรกัน?” อินย่าหนันกล่าวเสียงเย็น
“ไม่มีอะไร” คนหนึ่งในนั้นที่ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มดูแคลนไม่จางหาย เอ่ยตอบอย่างไม่แยแส “ก็แค่รู้สึกว่าตลกเท่านั้น”
“ฟิ้ว!”
อินย่าหนันพุ่งออกไปข้างหน้า ในร่างของนางก็เหมือนมีเสียงคำราม ของร้อยสัตว์ดังออกมา
ค้อนสีเงินขนาดใหญ่ยักษ์อันหนึ่งพลันบินออกมาจากแหวนเก็บของ ของนางเหมือนกลุ่มแสงสีเงินที่พุ่งเข้าไปกระแทกคนผู้นั้น
ขอบเขตของคนผู้นั้นสูงกว่าอินย่าหนันหนึ่งระดับ เป็นเขตลี้ลับช่วง กลาง
เขาแค่นเสียงเบาๆ หนึ่งที ก่อนจะรีบกางร่มสีเขียวเข้มออกมา
มือทั้งสองข้างของเขาจับด้ามร่ม หันส่วนหัวของร่มขึ้นไปบนฟ้า ริม ขอบของร่มมีม่านแสงพลังวิญญาณไหลลงมาอย่างรวดเร็วราวผ้าม่านที่ถูก คลี่ลง
“ตูม!”
ค้อนยักษ์สีเงินของอินย่าหนันกระแทกลงบนร่มคันนั้นอย่างแรง แสง สว่างพร่างพราวสาดกระเซ็นไปทั่ว
คนผู้นั้นร้องอึกอักอยู่ในลำคอ มือสองข้างที่ถือด้ามร่มมีเสียงกระดูก แตกดังลอยมา
หน้าเขาเปลี่ยนมาเป็นแดงก่ำ มุมปากมีเลือดเส้นหนึ่งไหลลงมาเงียบๆ
ดวงตาของเขาพลันฉายแววประหลาด
คนมากมายที่ตอนแรกทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งไม่ยิ้มมองพวกเนี่ยเทียนสาม คน มาบัดนี้รอยยิ้มกลับจางหายไป
พวกเขาขมวดคิ้วน้อยๆ ก่อนค่อยๆ ขยับเข้ามาตีวงโอบล้อมพวกเนี่ย เทียนสามคน
เพราะอาวุธวิเศษประเภทบินพัง อินย่าหนันที่อารมณ์ไม่ดีเห็นว่าพวก เขามีท่าทีไม่เป็นมิตร ความเย็นเยียบในดวงตาจึงยิ่งเข้มข้น
ช่วงที่ผ่านมานี้งูเหลือมเลือดน้ำแข็งระดับแปดตัวนั้นได้กลับเข้าไป ซ่อนตัวอยู่ตรงหน้าท้องของนางอีกครั้งเหมือนเป็นรอยสักของนาง
ตามคำบอกของอินย่าหนัน งูเหลือมเลือดน้ำแข็งทำความเข้าใจกับ ผนังหินแห่งการบรรลุจึงบรรลุเวทลับทางสายเลือดอย่างหนึ่งที่มาจากงู เหลือมลายเลือด ตอนนี้กำลังทำความเข้าใจกับความลี้ลับของเวทลับนั้น อย่างละเอียด
งูเหลือมเลือดน้ำแข็งที่อยู่ในสภาวะเช่นนี้แค่เข้าไปพักพิงอยู่ในร่างของ นาง ไม่ได้อยู่ในสภาวะจำศีล จึงสามารถเรียกเอาออกมาต่อสู้ได้ทุกเมื่อ
ซึ่งก็หมายความว่าขอแค่อินย่าหนันต้องการ นางก็สามารถหยุดยั้ง การทำความเข้าใจของงูเหลือมเลือดน้ำแข็งและเรียกให้มันออกมาร่วมรบ ได้
เมื่อผู้ฝึกลมปราณเขตสามัญและเขตลี้ลับหลายคนตีวงโอบล้อมพวก เขาสามคน ทั้งยังเผยเจตนาชั่วร้าย อินย่าหนันก็เริ่มหงุดหงิดเต็มทน คิด จะเรียกเอางูเหลือมเลือดน้ำแข็งระดับแปดออกมาช่วย
เนี่ยเทียนมองประเมินคนเหล่านั้น รอจนสังเกตเห็นว่าขอบเขตของ พวกเขามีแค่เขตสามัญและเขตลี้ลับ ไม่มีใครเป็นเขตวิญญาณแม้แต่คน เดียว เขาก็เข้าใจได้ว่าหากงูเหลือมเลือดน้ำแข็งระดับแปดปรากฏตัว เจ้า พวกคนที่มีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นเหล่านี้ต้องตายอนาถกันหมด แน่นอน
เว้นเสียแต่ว่าในบรรดาคนเหล่านี้มีคนอย่างหลัวฮุยแห่งสำนักเชื่อมฟ้า ซึ่งครอบครองอาวุธล้ำค่าของสำนัก ถึงอาจจะพอรอดชีวิตไปได้
ดวงตาของมู่ปี้ฉงจากเขาสุขาวดีก็ฉายแววเย็นเยียบเหมือนกัน เห็นได้ ชัดว่าไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
การต่อสู้กำลังจะปะทุขึ้นทุกขณะ
ทว่าเวลานี้เอง อาวุธวิเศษประเภทบินอีกลำหนึ่งพลันทะยานมาจาก ทิศไกล
ตอนที่อาวุธวิเศษประเภทบินลำนั้นเข้ามาใกล้ เจ้าของสองคนที่อยู่ ด้านบนก็บินออกไปแล้วปล่อยให้อาวุธวิเศษประเภทบินลดตัวลงอย่าง ระมัดระวัง
ผู้ที่มาคือชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ผู้ชายมองดูแล้วใจกว้างอ่อนโยน ส่วน ผู้หญิงนั้นมีท่าทางทระนงองอาจ
หญิงชายคู่นั้นหน้าตาคล้ายคลึงกันอยู่หลายส่วน เหมือนจะเป็นพี่ชาย น้องสาว หรือไม่ก็พี่สาวน้องชาย
“พวกเจ้าทำอะไรกันน่ะ?” ชายหนุ่มเห็นว่าสถานการณ์ทางด้านนี้ไม่ ค่อยดีจึงตะโกนขึ้นมาเสียงดัง “พวกเจ้าคงไม่ได้คิดจะมาต่อสู้กันที่นี่ กระมัง?”
พวกผู้ฝึกลมปราณที่เตรียมจะล้อมโจมตีพวกเนี่ยเทียน เมื่อเห็นพี่ชาย น้องสาวคู่นี้มาถึงก็แค่นเสียงฮึดฮัดไม่พอใจ ทว่ากลับข่มอารมณ์ไว้ไม่ลง มือ
พวกเขาไม่ได้มาจากสำนักเดียวกัน แต่เหมือนว่ามาจากดินแดน เดียวกันจึงรู้จักกันเป็นอย่างดี
“พวกเจ้าคนทั้งกลุ่มจะรังแกคนสามคน ไม่ไร้ยางอายไปหน่อยหรือ?” หญิงสาวขมวดคิ้วพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
คนเหล่านั้นดูท่าทางจะยำเกรงคู่พี่น้องที่มาใหม่นี่อยู่มาก
หลังจากคู่พี่น้องเอ่ยขัดจังหวะ พวกเขาก็ไม่มีใครตอบโต้ เพียงแยก ย้ายกันไปอย่างไม่เต็มใจ
คนผู้นั้นที่ถูกอินย่าหนันโจมตีจนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยใช้สายตาเคียด แค้นจ้องอินย่าหนันอยู่พักใหญ่ ก่อนจะหุบร่มแล้วถอยห่างไปโดยไม่เอ่ย คำใด
“พวกเรามาจากดินแดนพลังฟ้า พวกเราสองพี่น้องมาจาตำหนักหลิง อู่…” คนที่มาแนะนำที่มาของตัวเอง
ขอบเขตของสองพี่น้องแบ่งออกเป็นเขตลี้ลับช่วงท้ายและเขตลี้ลับ ช่วงกลาง คนพี่นามว่าไฉหลงเกอ คนน้องนามว่าไฉฟ่งอู่
ดินแดนพลังฟ้าของพวกเขาก็คือดินแดนดวงดาวระดับกลางที่มีแดน เอตทัคคะนั่งบัญชาการณ์ เจ้าตำหนักหลิงอู่คือผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะ ช่วงกลาง เมื่อเทียบกับสำนักอักขระเทพ สำนักภูเขาพันกระบี่และสำนัก ทองไพศาลแล้วก็เหมือนว่าจะแข็งแกร่งกว่าระดับหนึ่ง
ไฉหลงเกอมีท่าทางใจกว้างอ่อนโยน บุคลิกสุภาพมีมารยาท ยาม พูดคุยกับเขา เนี่ยเทียนรู้สึกสบายใจอย่างมาก
ส่วนไฉฟ่งอู่นั้นหน้าตางดงามไม่ธรรมดา เมื่อเทียบกับอินย่าหนัน และมู่ปี้ฉงแล้วก็เรียกได้ว่ากินกันไม่ลง นางมีท่วงท่าองอาจห้าวหาญ ไม่ ชอบพูดมาก ยามนี้พี่ชายของนางพูดคุย เวลาส่วนใหญ่นางมักจะรับฟัง เงียบๆ
จากคำแนะนำของไฉหลงเกอ เนี่ยเทียนรู้ว่านครที่ผุพังแห่งนี้เคยมีผู้ แข็งแกร่งแดนเทพเจ้าช่วงต้นของเผ่ามนุษย์คนหนึ่งเสียชีวิตเมื่อครั้ง สงครามนองเลือดครั้งที่สองของเผ่ามนุษย์กับชนต่างเผ่า
คนผู้นั้นมีนามว่าเชียนจ้งจวิน ฝึกวิชาแห่งปฐพี สามารถทำให้สนาม แรงโน้มถ่วงเกิดการเปลี่ยนแปลง
คู่ต่อสู้ของเชียนจ้งจวินคือต้าจุนของภูตผีปีศาจ เขาถูกต้าจุนของภูตผี ปีศาจทำลายแดนเทพเจ้าจนย่อยยับ แม้ว่าแดนเทพเจ้าของเชียนจ้งจวิน
จะพังทลายไปแล้ว แต่คาถาและเวทลับแห่งปฐพีที่เขาบรรลุมาทั้งชีวิตก็ เหมือนจะผสานรวมอยู่ใต้แผ่นดิน ทำให้สนามแรงโน้มถ่วงตรงจุด ศูนย์กลางของนครซึ่งในอดีตเคยเป็นที่อยู่อาศัยของเผ่ามนุษย์หินแห่งนี้ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่า
นับสิบล้านปีที่ผ่านมา ผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์มากมายที่ฝึกวิชาแห่ง ปฐพีซึ่งเคยมาฝึกตนอยู่ที่นี่ก็ล้วนได้รับผลประโยชน์ไปไม่น้อย
วิชาที่พี่น้องไฉหลงเกอและไฉฟ่งอู่ฝึกฝนไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพลังแห่ง ปฐพี พวกเขาแค่เดินทางผ่านมาเท่านั้น
ส่วนพวกผู้ฝึกลมปราณที่มีท่าทีไม่เป็นมิตรกับพวกเขาก่อนหน้านี้ก็ เป็นแขกจากดินแดนพลังฟ้า อีกทั้งพวกเขายังอาศัยช่องทางรอยแยกแห่ง มิติเส้นหนึ่งในดินแดนพลังฟ้าเดินทางมายังสนามรบสุ้ยเมี่ยแห่งนี้
คนเหล่านั้นส่วนใหญ่ล้วนเป็นลูกศิษย์ของสำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ใน ดินแดนพลังฟ้า วิชาที่พวกเขาฝึกตนเกี่ยวพันกับเชียนจ้งจวินที่มาตายอยู่ ที่นี่พอดี
ทุกครั้งที่ลูกศิษย์ของสำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์เดินทางมายังสนามรบสุ้ย เมี่ยก็ล้วนจะมาที่นี่เพื่อพยายามไขความลับที่เชียนจ้งจวินทิ้งเอาไว้
ว่ากันว่าตอนที่ประมุขสำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์คนปัจจุบันยังหนุ่ม ก็ ได้มาฝึกตนที่นี่และได้ความลับบางอย่างเกี่ยวกับแดนเทพเจ้าของเชียนจ้ง จวินไปครอง ถึงได้กลายมาเป็นประมุขสำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จ ทั้งยังมีตบะเป็นแดนเอตทัคคะช่วงต้น
ฐานะของสำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในดินแดนพลังฟ้าเทียบกับ ตำหนักหลิงอู่ไม่ได้
ไฉหลงเกอสองพี่น้องคือศิษย์ผู้กล้าอันดับต้นๆ ของตำหนักหลิงอู่ ดังนั้นเวลาที่ลูกศิษย์ของสำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์เผชิญหน้ากับพวกเขาจึงมี ความเกรงใจกันอยู่บ้าง
“ในเมื่อพวกเจ้าสองพี่น้องฝึกวิชาที่ไม่เกี่ยวข้องกับเชียนจ้งจวิน มาอยู่ ที่นี่ก็คงไม่ได้รับผลเก็บเกี่ยวอะไรกระมัง?” เนี่ยเทียนถาม
“อืม” ไฉหลงเกอพยักหน้ารับ “พวกเราก็แค่ผ่านทางมาเท่านั้น แล้วก็ ไม่ได้คิดจะอยู่นาน”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี” เนี่ยเทียนยิ้มบางๆ เห็นว่าคนของสำนักแผ่นดิน ศักดิ์สิทธิ์ค่อยๆ กระจายตัวกันออกไปเพราะการมาของพี่น้องสองคน เขา จึงกล่าวว่า “สถานที่บ้าๆ แห่งนี้ไม่เหมาะให้อยู่นาน ข้าแนะนำว่าพวกเจ้า จงรีบจากไปจะดีกว่า ไม่แน่ว่าสถานที่แห่งนี้อาจเกิดเรื่องใหญ่ในเวลาใด เวลาหนึ่งก็เป็นได้”
“หมายความว่าอย่างไร?” ไฉฟ่งอู่ที่พูดน้อยรู้สึกสนใจในคำพูดของ เนี่ยเทียน “เหมือนเจ้าจะรู้อะไรบางอย่าง”
“บางทีอาจมีคนของเผ่ามนุษย์หินมาถึงที่นี่ในเวลาใดเวลาหนึ่ง” เนี่ย เทียนกล่าว
“เผ่ามนุษย์หิน?” ไฉฟ่งอู่มีสีหน้าประหลาด “พวกเจ้าล้อเล่นหรือไร? ทุกคนล้วนรู้ดีว่าเผ่ามนุษย์หิน ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไปตั้งแต่เมื่อครั้ง
สงครามใหญ่ครั้งแรกแล้ว สำนักผู้ฝึกลมปราณในดินแดนพลังฟ้าของเรา ยังไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีเผ่ามนุษย์หินรอดชีวิตอยู่”
“เชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่เจ้า” เนี่ยเทียนไม่ได้เล่ารายละเอียด เขาแค่เอ่ย เตือนเพราะเห็นว่าสองพี่น้องนี่นิสัยไม่เลวก็เท่านั้น
“ช่างเถอะ ไม่ว่าเผ่ามนุษย์หินจะมาจริงหรือไม่ พวกเราก็ไม่คิดจะอยู่ นาน” ไฉหลงอู่ค่อนข้างจะเยือกเย็น เขาลังเลอยู่ครู่ก็พลันถามว่า “พวก เจ้าอยู่รอบนอกของสนามรบสุ้ยเมี่ยมีเป้าหมายที่แน่นอนหรือไม่?”
เนี่ยเทียนส่ายหน้า
“แบบนี้เองหรือ” ไฉหลงอู่คิดอยู่ครู่หนึ่งก็กล่าวว่า “มีสถานที่แห่ง หนึ่งที่จะเปลี่ยนมาเป็นคึกคักในอีกไม่นาน หากพวกเจ้าไม่มีเป้าหมาย อย่างอื่นก็ลองไปดูได้ เผื่อว่าจะได้ผลพวงอะไรกลับมา”
“ที่ไหนหรือ?” ดวงตาเนี่ยเทียนเป็นประกาย
“พวกเราก็กำลังจะไปที่นั่นพอดี หากพวกเจ้าสนใจ สามารถเดินทาง ไปด้วยกันได้ ระหว่างทางข้าจะอธิบายให้พวกเจ้าฟังเอง ดีไหม” ไฉหลงอู่ เชื้อเชิญ
เนี่ยเทียนหันไปมองมู่ปี้ฉงและอินย่าหนัน
หญิงสาวทั้งสองพยักหน้ารับ
“ก็ได้ พวกเราเพิ่งมาสนามรบสุ้ยเมี่ยเป็นครั้งแรก ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ ที่นี่สักอย่าง โปรดให้คำชี้แนะด้วย” เนี่ยเทียนกล่าว