ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 866 ศพผี
โพรงนั้นดำมืด และดูเหมือนว่าพลังงานสกปรกเข้มข้นจะปะทุออกมา จากข้างใน
ปากถ้ำเปิดกว้าง ศพกองเป็นพะเนิน เนี่ยเทียนมองผ่านๆ ก็พอจะ วิเคราะห์ได้ว่าศพพวกนั้นมาจากเผ่าพันธ์ที่ต่างกัน
อาวุธวิเศษประเภทบินของเซี่ยหว่านถิงค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ และ เมื่อห่างจากโพรงไปประมาณสิบเมตร นางก็จอดอาวุธวิเศษประเภทบิน แล้วเอ่ยขึ้นเบาๆ “จะเข้าไปดูด้านในหรือไม่?”
“พวกเราก็เดินทางอยู่ในเทือกเขาฝังเลือดมาพักหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังไม่ พบอะไรสักอย่าง หากเป็นอย่างที่เจ้าบอกจริงๆ ว่าในเทือกเขาฝังเลือดมี วัตถุดิบล้ำค่าซุกซ่อนไว้มากมาย แล้ววัตถุดิบพวกนั้น…อยู่ที่ไหนกันแน่?” อินย่าหนันดูหงุดหงิดไม่น้อย “เข้าไปดูในนั้นให้รู้ดำรู้แดงเถอะ”
เซี่ยหว่านถิงมองมายังเนี่ยเทียน
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ
“แม้ว่าโพรงนี้จะใหญ่มาก แต่หากจะเอาอาวุธวิเศษประเภทบินลอด ผ่านเข้าไปข้างในก็คงไม่ค่อยสะดวกเท่าใดนัก” เซี่ยหว่านถิงบังคับให้ อาวุธวิเศษประเภทบินมาหยุดอยู่ตรงปากโพรงแล้วกล่าวเสนอแนะ “ถ้า ไม่อย่างนั้นทุกคนลงเดินกันดีไหม?”
“ก็ดี” เนี่ยเทียนนำเข้าไปในโพรงก่อนใคร
เขาปลดปล่อยสายเลือดแห่งชีวิตออกไปรับสัมผัสเงียบๆ
ศพที่กองอยู่ในโพรงมีประกายไฟลุกไหม้ ประกายไฟนั่นคือพิษจาก ศพ มีอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อสิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อ
แต่ว่าในศพกลับไม่มีพลังงานที่ผิดปกติ นี่จึงทำให้เนี่ยเทียนล้มเลิกการ คาดเดาของตัวเองไป
“ศพพวกนี้ไม่น่าจะใช่ศพผี แล้วก็ไม่มีท่าทีว่าจะแปรสภาพมาเป็นศพ ผีด้วย” เนี่ยเทียนกวักมือเรียกให้คนทั้งสามเข้ามาหา
รอจนเซี่ยหว่านถิงเก็บอาวุธวิเศษประเภทบินลงไปเรียบร้อยแล้ว คน ทั้งสี่ถึงได้เริ่มเดินอยู่ในโพรงที่กว้างขวางแห่งนั้น
พื้นที่ในโพรงกว้างมาก ต่อให้มีคนสิบกว่าคนเดินเคียงไหล่กันก็ยังไม่ เป็นปัญหา
แต่ว่าพลังงานสกปรกที่อยู่ในโพรงกลับเข้มข้นกว่าข้างนอกเยอะมาก ตอนที่พวกเขาเดินกันอยู่ข้างในก็จำเป็นต้องเผาผลาญพลังวิญญาณมาก ขึ้นเพื่อมาใช้ขัดขวางการรุกรานของพลังงานสกปรก
“อู้ๆๆ!”
คนทั้งสี่เพิ่งเดินเข้ามาได้ประมาณร้อยเมตรก็มีวิญญาณร้ายห้าดวง โผล่มาตรงเส้นทางที่เป็นจุดตัด
วิญญาณร้ายทั้งห้ากระโจนเข้าใส่ทำให้พวกอินย่าหนันหน้าเปลี่ยนสี ไปเล็กน้อย รีบบอกให้เนี่ยเทียนหยิบเอาไข่มุกวิญญาณมืดออกมา
ทว่าเนี่ยเทียนกลับไม่ได้หยิบไข่มุกวิญญาณมืดออกมาทันที
“เนี่ยเทียน เจ้ายืนบื้อทำไมอยู่?” อินย่าหนันกล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนใจ
ตอนที่วิญญาณร้ายห้าดวงห่างจากพวกนางไปประมาณสามเมตร สมองของพวกนางก็มีความเจ็บร้าวรุนแรงส่งผ่านมา ปราณจิตวิญญาณที่ เย็นเยียบอึมครึมซึ่งวิญญาณร้ายส่งออกมาเหมือนจะล่อลวงจิตวิญญาณที่ แท้จริงของพวกนาง บีบให้จิตวิญญาณที่แท้จริงของพวกนางออกมาจาก มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียน
สีหน้าของพวกนางเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
และเวลานี้เอง เนี่ยเทียนถึงได้เรียกไข่มุกวิญญาณมืดออกมา
เมื่อไข่มุกวิญญาณมืดเผยกาย แสงสีเขียวขมุกขมัวก็พลันแผ่ออกมา ห่อหุ้มวิญญาณร้ายห้าดวงเอาไว้
ไข่มุกวิญญาณมืดเหมือนหินแม่เหล็กที่รัดพันวิญญาณร้ายห้าดวง เอาไว้อย่างแน่นหนา วิญญาณร้ายที่สัมผัสได้ว่าท่าไม่ดีจึงร้องคำรามอย่าง บ้าคลั่ง ดิ้นรนหมายจะสลัดให้หลุดพ้น
ทว่าเมื่ออยู่ภายใต้สนามแม่เหล็กที่วิญญาณวัตถุแผ่ออกมา วิญญาณ ร้ายทั้งห้ากลับทยอยกันหายวับเข้าไปในไข่มุกวิญญาณมืดอย่างที่มิอาจ ควบคุมตัวเองได้
เมื่อวิญญาณร้ายหายเข้าไปในไข่มุกวิญญาณมืด เนี่ยเทียนก็แบ่ง กระแสจิตวิญญาณกลุ่มหนึ่งไปตรวจสอบ แล้วจึงเห็นว่าวิญญาณวัตถุได้ใช้ เวทลับทางจิตวิญญาณสลายร่างของวิญญาณร้ายให้กลายมาเป็นเศษซาก วิญญาณที่ยุ่งเหยิง
เนื่องจากวิญญาณร้ายห้าดวงถูกดูดเข้าไป แผนที่ที่สอดคล้องกับ เทือกเขาฝังเลือดก็ถูกวาดขึ้นมาโดยลงรายละเอียดมากกว่าเดิม
ดูเหมือนว่าวิญญาณวัตถุจะดึงความดุร้ายส่วนหนึ่งของวิญญาณร้าย มาเก็บไว้กับตัว เนี่ยเทียนจึงสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าวิญญาณร้ายเปลี่ยน มาเป็นแข็งแกร่งทีละนิด
“ต่อไปหากมีวิญญาณร้ายโผล่มาอีก พวกเจ้าไม่ต้องตื่นเต้น” เนี่ย เทียนยิ้ม “หากวิญญาณร้ายพวกนั้นอยู่ใกล้ข้ามากพอ ข้าจะเอาวัตถุจาก เผ่าอสูรกายชิ้นนี้ดูดพวกมันมาเก็บไว้”
“ข้าตกใจแทบแย่” เซี่ยหว่านถิงลูบคลำหน้าอกตัวเอง เอ่ยอย่างคนที่ ยังหวาดผวาไม่คลาย “ข้านึกว่าเจ้าถูกวิญญาณร้ายพวกนั้นล่อลวงจน สูญเสียสติไปแล้วเสียอีก”
คนทั้งสี่เดินหน้าต่อไป
ตลอดทางพวกเขาได้พบกับวิญญาณร้ายอีกหลายกลุ่ม
เนี่ยเทียนใช้วิธีการเดิม รอให้วิญญาณร้ายเข้ามาใกล้มากพอถึงหยิบ ไข่มุกวิญญาณมืดออกมากะทันหัน ดูดดึงวิญญาณร้ายที่หนีไม่ทันเข้ามา ในไข่มุกวิญญาณมืดทั้งหมด
แสงสีเขียวที่ไข่มุกวิญญาณมืดปลดปล่อยออกมาหลังจากนั้นยิ่ง เปลี่ยนมาเป็นเจิดจ้าสว่างไสว วิญญาณวัตถุที่อยู่ข้างในก็ค่อยๆ แข็งแกร่ง มากขึ้น
“วิญญาณร้ายในเทือกเขาฝังเลือดช่วยให้วิญญาณวัตถุที่อยู่ในไข่มุกที่ พิเศษเม็ดนี้และวัตถุประเภทนี้เติบโตขึ้นมาได้ ไม่เลว” เนี่ยเทียนยกยิ้ม พลันรู้สึกว่าต่อให้ไม่เจอวัตถุดิบวิเศษอะไร ลำพังเพียงแค่วิญญาณร้าย จำนวนมากของที่นี่ก็อาจจะช่วยให้ไข่มุกวิญญาณมืดพัฒนาไปได้อีกระดับ
หนึ่งเค่อต่อมา
คนทั้งสี่เดินมาถึงตรงกลางของโพรงที่กว้างขวาง ด้านในนี้มีศพสิบกว่า ศพกองเกลื่อนกลาด
ดูเหมือนว่าศพเหล่านั้นเพิ่งจะตายไปได้ไม่นาน จึงยังคงมีเลือดลมล้อ มวนอยู่
“แจ๊บๆๆ!”
เสียงที่ทำให้คนขนลุกดังมาจากในกองกระดูก เนี่ยเทียนหรี่ตามอง ก่อนจะอุทานขึ้นเบาๆ “ศพผี!”
พวกเซี่ยหว่านถิงเองก็สัมผัสได้ว่าในกองศพเหล่านั้นมีศพอีกชนิดหนึ่ง ปะปนอยู่ด้วย
ศพชนิดนั้นเปลือยกายไม่ใส่อาภรณ์ใดๆ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นศพของชน ต่างเผ่า บ้างก็ภูตผีปีศาจ บ้างก็อสูรกาย บ้างก็เผ่าทมิฬ
ร่างของศพพวกนั้นปกคลุมไปด้วยขนสีขาว ดวงตากลวงโบ๋ ไม่มี ชีวิตชีวาใดๆ
พวกมันนอนทับอยู่บนศพอื่นๆ กำลังกัดกินเนื้อหนังของศพเหล่านั้น หรือไม่ก็แทะกระดูกดังกร๊อบๆ กินอย่างไม่สนใจสิ่งใด
ศพสิบกว่าศพมีสามศพในนั้นที่ถูกแทะจนเกลี้ยง เหลือเพียงกระดูก เป็นท่อนๆ ที่ค่อนข้างยาว อวัยวะภายในและเลือดเนื้อล้วนถูกกินไปหมด สิ้นแล้ว
กลิ่นเน่าเหม็นชวนอาเจียนคละคลุ้งอยู่ในโพรง
พวกผู้หญิงที่เกิดมาก็รักสะอาดกันอยู่แล้ว จึงปรับตัวกับสภาพน่า ขยะแขยงนี้ไม่ได้ เซี่ยหว่านถิง อินย่าหนันและมู่ปี้ฉงต่างก็มีสีหน้ารังเกียจ เตรียมจะถอยออกมาจากโพรงนั่น
ศพที่พวกนางเห็นกำลังถือเครื่องในที่เริ่มเน่าเละซึ่งไม่รู้ว่าเป็นของเผ่า มนุษย์หรือชนต่างเผ่าด้วยสองมือและกัดแทะอย่างเมามัน
ภาพนี้เป็นการโจมตีที่รุนแรงสำหรับพวกนาง ทำให้พวกนางเกือบจะ อ้วกออกมา
“น่าขยะแขยงจริงๆ” อินย่าหนันปิดจมูกด่า
อันที่จริงแสงน้ำแข็งของนางที่กักกั้นพลังงานสกปรกทำให้นางไม่ได้ กลิ่นเหม็นเน่าใดๆ แต่กระนั้นนางก็ยังปิดจมูกราวกับรู้สึกว่าทำแบบนี้ถึง จะสบายใจขึ้นมาหน่อย
“ศพผี…”
เนี่ยเทียนหรี่ตาลงมองศพผีพวกนั้นอยู่ตรงโพรงถ้ำขนาดใหญ่ยักษ์ เงียบๆ
ในร่างของศพผีมีพลังงานพิเศษอย่างหนึ่งอย่างที่คิดไว้จริงๆ
พลังงานชนิดนั้นคล้ายคลึงกับปราณแห่งความตายของเผ่าโครง กระดูก ทว่าปราณแห่งความตายของเผ่าโครงกระดูกจะค่อนข้างบริสุทธิ์ ไม่มีพลังงานอย่างอื่นเจือปน
พลังงานในร่างของศพผีมีกลิ่นเน่าเหม็นชวนสะอิดสะเอียนเจือปนไป กับพิษศพและปราณแห่งความตาย
สิ่งมีชีวิตที่กลายมาเป็นศพผีล้วนเป็นชนต่างเผ่าแทบทั้งหมด ไม่รู้ว่า ตอนที่พวกเขามีชีวิตอยู่เกิดอะไรขึ้น เลือดลมถึงได้เปลี่ยนมาเป็นพลังงาน ที่ปะปนไปด้วยปราณแห่งความตายเช่นนี้
ศพผีไม่มีวิญญาณ ราวกับว่าอยู่ได้แค่ในเทือกเขาฝังเลือดแห่งนี้เท่านั้น หากออกไปจากเทือกเขาฝังเลือดแล้วก็อาจจะตายได้ทันที
เห็นได้ชัดว่าศพผีที่กัดแทะเลือดเนื้อก็สัมผัสได้ถึงพลังชีวิตของพวกเขา เหมือนกัน แต่พวกมันกลับไม่ได้จู่โจมทันที เพียงตั้งใจกินศพที่อยู่เบื้อง หน้าตัวเองให้เกลี้ยงเสียก่อน
“ตามข้อตกลงเดิม ข้ารับมือกับวิญญาณร้าย ศพผีมอบให้พวกเจ้า” เนี่ยเทียนกล่าวเรียบๆ
พอเขาพูดเช่นนี้ สีหน้าของอินย่าหนันสามคนก็พลันแข็งทื่อ
ตอนที่ยังไม่เจอกับศพผี พวกนางจึงยังไม่รู้ว่าศพผีคือสิ่งใดกันแน่ ตอนนี้พอได้มาเห็นศพผีแทะกระดูกกับตาตัวเอง ภาพเหตุการณ์ที่ทำให้ คนขยะแขยงเช่นนี้ทิ่มแทงใจพวกนางอย่างรุนแรงจนพวกนางหมดความ สนใจที่จะต่อสู้กับศพผี
ราวกับว่าเพียงแค่แตะต้องโดนศพผีพวกนั้นก็ถือเป็นฝันร้ายของพวก นางแล้ว
“ในเมื่อมาที่เทือกเขาฝังเลือด และรู้ว่าพวกมันมีตัวตนอยู่ พวกเจ้าก็ น่าจะเข้าใจตั้งแต่แรกแล้วว่าพวกเราต้องได้เจอกับพวกมัน” เนี่ยเทียน แค่นเสียงเย็นหนึ่งที “สิ่งมีชีวิตที่น่าขยะแขยงพวกนี้กำลังวุ่นวายอยู่กับ การกัดแทะศพ รอจนพวกมันกินศพที่อยู่ตรงหน้าเกลี้ยงเมื่อไหร่ก็ย่อมหัน มากินพวกเราต่อแน่นอน”
“พวกเจ้าลองคิดสภาพดูว่าหากพวกเจ้าพลาดท่าเสียที กลายมาเป็น ศพให้พวกมันกัดกิน…”
อินย่าหนันตวาดกร้าว “หุบปากไปเลย!”
จากนั้นนางก็แข็งใจเดินเข้าหาศพผี
“แม้ว่าการเรียกเจ้าออกมาตอนนี้จะดูไม่มีคุณธรรมนัก แต่เจ้าก็ ออกมาเถอะนะ” นางพึมพำในใจเบาๆ
งูเหลือมเลือดน้ำแข็งที่อยู่ตรงหน้าท้องของนางจึงค่อยๆ ลอยตัว ออกมา
เมื่องูเหลือมเลือดน้ำแข็งเผยกาย พลังงานสกปรกที่มากกว่าเดิมหลาย สิบเท่าก็พากันพุ่งเข้าหามันทันที
เห็นได้ชัดว่าขนาดงูเหลือมเลือดน้ำแข็งที่แข็งแกร่งก็ยังปรับตัวไม่ทัน กับพลังงานสกปรกที่เข้มข้นขนาดนี้ มันจึงรีบสร้างเกราะน้ำแข็งขึ้นมาคุม กายเอาไว้
พลังงานสกปรกที่รุกรานมันเข้มข้นยิ่งกว่าตอนรุกรานพวกเนี่ยเทียน หลายเท่านัก แม้แต่เกล็ดน้ำแข็งที่เกิดจากพรสวรรค์ทางสายเลือดของงู เหลือมเลือดน้ำแข็งก็ยังต้านทานได้อย่างยากลำบาก
เนี่ยเทียนมองเห็นว่าเกราะน้ำแข็งเหล่านั้นเริ่มมีรอยปริเล็กละเอียด คล้ายจะแตกออก
งูเหลือมเลือดน้ำแข็งคำรามเบาๆ แล้วรีบใช้พลังสายเลือดทำให้ความ เย็นเยียบปกคลุมไปทั่วทั้งโพรง
ตลอดทั้งโพรงแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นศพผี ซากศพ หรือว่าผนังหินก็ล้วน จับตัวเป็นน้ำแข็งคล้ายรูปปั้นน้ำแข็ง กลิ่นเหม็นเน่าชวนอาเจียนก็เหมือน จะถูกความเย็นชำระล้างให้เจือจางลงไปไม่น้อย
“ดูเหมือนว่าใต้กองศพพวกนี้จะมีของอะไรบางอย่างที่ส่องแสงอยู่” มู่ ปี้ฉงกล่าวอย่างแปลกใจ
——