ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 902 เสียงครวญดังระงม
“ทำไมล่ะ? ผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์ที่อยู่ในดินแดนดวงดาวรอบๆ จะนิ่งดู ดายอย่างนั้นหรือ?” เนี่ยเทียนงงงัน
“แค่ไม่ซ้ำเติมก็นับว่าบุญแล้ว จะหวังให้พวกเขายื่นมือช่วยเหลือก็แทบ จะเป็นไปไม่ได้เลย” เมิ่งหลีทำเสียงขึ้นจมูกหนึ่งที “ดินแดนที่เป็นเพื่อน บ้านของดินแดนพงฟูาเราก็มีดินแดนหิมะ ดินแดนจุลอันธการและดินแดน ปราการดวงดาว ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของดินแดนปราการดวงดาวยังไม่เลื่อนสู่ แดนเอตทัคคะ นั่นก็แทบจะช่วยอะไรไม่ได้เลย”
“ส่วนดินแดนหิมะก็ไม่ถือว่าเป็นมิตรกับดินแดนพงฟูาของเรา ดินแดน จุลอันธการเอง เมื่อพันปีก่อนก็เคยเปิดศึกกับ ดินแดนพงฟูาของเรา”
“พลังของดินแดนหิมะและดินแดนจุลอันธการสูงกว่าดินแดนพงฟูา ของเราระดับหนึ่งก็จริง แต่เนื่องด้วยพวกเขาแข็งแกร่งกว่าเราจึงเคยมี ความคิดที่จะฮุบเอาดินแดนพงฟูาของเราไปครอง”
“ทุกคนต่างก็อยู่ในดินแดนดวงดาวระดับกลาง ดินแดนหิมะและ ดินแดนจุลอันธการแข็งแกร่งกว่าเราแค่เล็กน้อย แน่นอนว่าเราย่อมไม่ยินดี ตกเป็นรองอีกฝุาย”
“ต่อให้พวกเราคิดจะพึ่งพาใคร คนคนนั้นก็ต้องเป็นสำนักที่เก่าแก่อย่าง พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว สำนักห้าธาตุ ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และหอทอดฟูา เท่านั้น”
“……”
เมิ่งหลีเล่าสถานการณ์ให้เนี่ยเทียนฟังง่ายๆ
ผู้ที่ดินแดนดวงดาวระดับกลางของเผ่ามนุษย์หวังจะได้พึ่งพิงมากที่สุดก็ คือสำนักใหญ่ๆ อย่างพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
เมื่อพึ่งพาสำนักใหญ่เหล่านี้ ทุกๆ ระยะหลายปีจะต้องเอาวัตถุดิบวิเศษ หยกวิเศษ หรือหินวิเศษหลายชนิดไปส่งเป็นของบรรณาการ
แลกมาด้วยการปกปูองจากสำนักใหญ่ๆ
หากชนต่างเผ่าเข้ามารุกราน หรือมีเผ่ามนุษย์ต่างดินแดนหมายจะยึด ครอง สำนักเบื้องบนที่พวกเขาพึ่งพาจะออกหน้ามาแก้ไขปัญหาให้
แต่หากเป็นฝุายพึ่งพาคนอื่นแล้ว นอกจากบรรณาการที่ส่งไป ยัง จำเป็นต้องเข้าร่วมกองกำลังเวลาที่สำนักใหญ่ๆ พวกนี้ระดมพลด้วย
เวลาที่สำนักใหญ่ๆ เปิดฉากต่อสู้กับชนต่างเผ่าหรือสัตว์โบราณนอก ดินแดนก็จะต้องส่งผู้แข็งแกร่งในดินแดนดวงดาวของพวกเขาให้ไปเข้าร่วม ซึ่งมีความเป็นไปได้มากที่คนเหล่านั้นจะบาดเจ็บและล้มตาย
ในอดีตก็เคยมีผู้แข็งแกร่งของสี่สำนักใหญ่นี้เยื้องกรายมาเยือนดินแดน พงฟูาและจับตามองดินแดนพงฟูาอย่างใกล้ชิด ดูว่าดินแดนพงฟูามี ทรัพยากรมากพอหรือไม่ ถึงจะเลือกพวกเขาเป็นผู้พึ่งพิง
ทว่าดินแดนพงฟูากลับไม่มีแม้แต่คุณสมบัติที่จะเข้าตาของสี่สำนักใหญ่
สี่สำนักใหญ่ไม่เห็นค่าทรัพยากรที่ถือกำเนิดอยู่ในดินแดนพงฟูา พลัง ของสำนักอักขระเทพ สำนักภูเขาพันกระบี่และสำนักทองไพศาลก็ไม่อยู่ใน สายตาของสี่สำนักใหญ่เช่นกัน
เมื่อไม่ได้รับการดูแลจากสี่สำนักใหญ่ อีกทั้งดินแดนดวงดาวในบริเวณ ใกล้เคียงยังไม่แข็งแกร่งจนถึงระดับที่ทำให้ดินแดนพงฟูาเงยหน้ามองด้วย
ความเคารพเลื่อมใส ดังนั้นดินแดนพงฟูาจึงยังคงเป็นดินแดนอิสระ มี สำนักอักขระเทพ สำนักภูเขาพันกระบี่และสำนักทองไพศาลคอยให้การ ดูแลอย่างต่อเนื่อง
บวกกับที่หลายพันปีที่ผ่านมาไม่เคยมีชนต่างเผ่ายกทัพมารุกราน ดังนั้นดินแดนพงฟูาจึงอยู่ในสภาวะสงบสุข พัฒนาไปอย่างเงียบเชียบ ไม่ จำเป็นต้องหากองหนุนจากต่างดินแดน
ใครจะไปคาดคิดว่าดินแดนพงฟูาที่เงียบสงบมานานหลายปีจะดึงดูด ความสนใจให้ชนต่างเผ่ามารุกรานกะทันหันอย่างนี้?
“ศิษย์น้อง ในแหวนเก็บของวงนี้คือเนื้อสัตว์วิเศษระดับสูงที่ข้าเอาแร่ อโลหะเงินของเจ้าไปแลกมาให้ และยังมีวัตถุดิบวิเศษหลายอย่างที่เหมาะ กับการฝึกตนของเจ้า” ต้วนสือหู่ส่งแหวนเก็บของวงหนึ่งให้กับเขาแล้วพูด ว่า “เจ้ารีบไปปรึกษากับคนของดินแดนดาวตกเถอะ ข้าเองก็จะติดต่อไป ยังสำนักทองไพศาล พวกเจ้าควรฉวยโอกาสไปจากที่นี่ในขณะที่การ เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ยังไม่เกิดขึ้น”
เนี่ยเทียนรับแหวนวงนั้นมาโดยไม่พูดอะไร จากนั้นเขาก็ไปหาพวกหัวมู่
พวกหัวมู่ ฝานข่ายที่พอได้ยินว่าจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นในดินแดนพงฟูา และดินแดนพงฟูาจะกลายมาเป็นสมรภูมิรบระหว่างชนต่างเผ่ากับสาม สำนักใหญ่ พวกเขาก็ตื่นตะลึงกันอย่างหนัก
พวกฝานข่าย จ้าวลั่วเฟิงต่างแสดงท่าทีกับเนี่ยเทียนว่าจะทำตามคำ บอกของต้วนสือหู่ นั่นคือไปตามเส้นทางที่พวกบรรพบุรุษหุนเทียนจากไป แล้วพักที่ดินแดนปราการดวงดาวชั่วคราว จากนั้นถึงเดินทางกลับดินแดน ดาวตกโดยผ่านสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ของดินแดนปราการดวงดาว
พวกเขาไม่ได้สนใจหายนะที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ที่มาที่ไปนี้ของดินแดนพง ฟูา เพียงแต่คิดจะหลีกหนีไปให้เร็วที่สุด
ทว่าพวกหัวมู่กลับเอาตามความคิดของเขาเป็นหลัก
ไม่ว่าเขาจะอยู่ต่อเพื่อร่วมรบกับสำนักอักขระเทพ หรือไปที่ดินแดน ปราการดวงดาว พวกเขาก็ล้วนทำตามที่เนี่ยเทียนต้องการ
เนี่ยเทียนใคร่ครวญอย่างระมัดระวัง ทว่าก็ยังไม่ได้คำตอบ
หลังจากนั้นไม่นาน ทางฝุายสำนักอักขระเทพก็มีข่าวใหม่ส่งมา
ข่าวใหม่ทำให้เขารู้ว่า ที่กองทัพของชนต่างเผ่าบุกมา เหตุผลส่วนหนึ่งก็ เพราะเผยฉีฉี!
เพราะมีชนต่างเผ่าบางส่วนแอบค้นหาความเคลื่อนไหวของเผยฉีฉีลับๆ อยู่ในดินแดนที่นางเคยปรากฏตัว
พอรู้ว่าที่ชนต่างเผ่ามาที่นี่ เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากเผยฉีฉี เนี่ยเทียนก็ เข้าใจทันทีว่า มีความเป็นไปได้ถึงแปดเก้าส่วนที่จะเกี่ยวข้องกับวัตถุดิบ วิเศษระดับเพาะฟูาชิ้นนั้น
เขาจึงตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อเขาไปหาต้วนสือหู่อีกครั้งก็ให้ต้วนสือหู่จัดการส่งพวกฝานข่าย เดินทางไปจากดินแดนพงฟูา โดยผ่านช่องทางของสำนักทองไพศาล กลับไปยังดินแดนปราการดวงดาว
พวกฉีป๋ายลู่ หัวมู่ จงเจิงกลับเลือกจะอยู่ต่อเพื่อติดตามสถานการณ์ เงียบๆ
แรกเริ่มต้วนสือหู่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของเขา แต่พอเขายืน กรานจึงจำต้องรับปาก
ดังนั้นพวกฝานข่ายจึงไปที่สำนักทองไพศาล จากนั้นก็หายตัวไปจาก อาณาจักรวอหลิว
เนี่ยเทียนเลือกอยู่ต่อแล้วใช้เลือดเนื้อของสัตว์วิเศษปริมาณมหาศาล ที่ต้วนสือหู่หามาให้มาดูดซับจิงชี่เลือดเนื้ออย่างบ้าคลั่ง หมายเพิ่มความ แข็งแกร่งให้กับสายเลือดแห่งชีวิต
ในแหวนเก็บของวงนั้นมีเลือดเนื้อของสัตว์วิเศษระดับหก ระดับเจ็ด มากมายกองเป็นภูเขา
เพราะยาหรือวัตถุดิบวิเศษที่เสริมพลังจิตวิญญาณไม่มีมากนัก เนี่ย เทียนเองก็เข้าใจดีว่า คิดจะดึงพลังจิตวิญญาณมาจากในทางเชือกเผือก แล้วสร้างร่างแยกวิญญาณที่สามขึ้นมา เลื่อนสู่เขตลี้ลับในเวลาสั้นๆ นี้คง เป็นจริงไม่ได้
กลับเป็นสายเลือดแห่งชีวิตที่เมื่อมีเลือดเนื้อสัตว์วิเศษมากพอ การสูบ ดึงพลังชีวิตอันเป็นพรสวรรค์ของเขาจึงสามารถดึงจิงชี่เลือดเนื้อมหาศาล ออกมาได้
เขาฝึกตนทั้งวันทั้งคืน เนื้อสัตว์วิเศษเป็นกองๆ ถูกเผาผลาญไปและ กลายมาเป็นเลือดลมที่ผสานรวมกับสายเลือดแห่งชีวิตของเขา ช่วยให้ สายเลือดแห่งชีวิตจำศีลอีกครั้ง รอการแปรสภาพ ปลุกพรสวรรค์อย่างใหม่ ขึ้นมา
เวลาผันผ่าน
หลังจากที่พวกฝานข่ายจากไป เวลาก็ผ่านไปอีกครึ่งเดือน
ครึ่งเดือนมานี แรกเริ่มเรือรบทางช้างเผือกของชนต่างเผ่ายังปรากฏแค่ ในพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่ในการดูแลของสำนักอักขระเทพและสำนักทองไพศาล
ซึ่งในพื้นที่เหล่านี้มีอาณาจักรของสำนักภูเขาพันกระบี่ที่ได้รับความ สนใจจากชนต่างเผ่าเป็นพิเศษ หลายอาณาจักรไม่มีใครเฝูาดูแล จึงกลาย มาเป็นแดนสุขาวดีของชนต่างเผ่า และเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของพวกเขา ชั่วคราว
อาณาจักรวอหลิวที่ในอดีตเคยครึกครื้นก็เปลี่ยนมาเป็นเงียบสงัดเพราะ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
เนื่องจากรอยแยกห้วงมิติหลายเส้นที่เชื่อมโยงไปยังอาณาจักรของชน ต่างเผ่าถูกทำลายหรือไม่ก็ถูกปิดผนึก จึงไม่มีชนต่างเผ่ารุกรานเข้ามาอีก
ผู้ฝึกลมปราณที่มาอาศัยอยู่ในอาณาจักรวอหลิวเพราะต้องการทำ การค้า เมื่อเห็นท่าไม่ดีก็รีบพากันจากไป ทำให้ในอาณาจักรวอหลิวเหลือ คนเพียงหยิบมือ
วันนี้ต้วนสือหู่และจิ่งโหรวสองคนพาหลี่มู่หยางและสิ่งหวนเยว่มาหา เนี่ยเทียนกะทันหัน
คู่สามีภรรยาหลี่มู่หยางและสิ่งหวนเยว่ต่างก็เลื่อนสู่เขตวิญญาณช่วง ท้ายกันแล้ว ทว่าใบหน้าของพวกเขากลับไร้ซึ่งความยินดี กลับกันคือเต็ม ไปด้วยความเจ็บปวด
ทว่าคนที่เจ็บปวดยิ่งกว่าพวกเขาก็คือต้วนสือหู่
“เกิดอะไรขึ้น?” เนี่ยเทียนถามอย่างตกใจ
“อาณาจักรคูเหยียนถูกภูตผีปีศาจบุกโจมตีแล้ว” หลี่มู่หยางสีหน้าหนัก อึ้ง “มีภูตผีปีศาจสายเลือดระดับแปดพากองทัพใหญ่บุกเข้าไปที่นั่น กะทันหัน พวกเราสองคนอาศัยค่ายกลนำส่งแห่งมิติกลับออกมาจาก อาณาจักรคูเหยียน ทว่าอาณาจักรคูเหยียนยังมีเผ่ามนุษย์อยู่อีกหลายคน ก่อนพวกเราจะจากมาก็ได้ยินว่าข้างนอกเต็มไปด้วยเสียงร้องโหยหวนคร่ำ ครวญด้วยความเจ็บปวด”
อาณาจักรคูเหยียนคืออาณาจักรส่วนตัวของต้วนสือหู่ ภูเขาไฟตั้ง ตระหง่านเต็มทุกพื้นที่ แต่ละปีต้วนสือหู่จะได้รับหินวิเศษเปลวเพลิง มากมายจากอาณาจักรคูเหยียน
พวกกลุ่มนักล่าที่เป็นสหายเขาก่อนหน้านี้ก็คอยช่วยเขาขุดหาหินวิเศษ เปลวเพลิงจากในภูเขาไฟของอาณาจักรคูเหยียน
เพียงคืนเดียว อาณาจักรคูเหยียนกลับถูกรุกราน เหล่านักล่าแห่ง ดวงดาวที่เคยโบยบินอยู่ในดินแดนพงฟูาอย่างเสรี และเคยช่วยต้วนสือหู่ป ล้นทรัพยากรของสำนักอื่น เกรงว่าคงยากที่จะพ้นหายนะครั้งนี้ไปได้
“ศิษย์พี่ สำนักอักขระเทพของพวกท่าน… ” เนี่ยเทียนพูดเพียงครึ่ง เดียวก็เงียบไป
“สำนักอักขระเทพย่อมไม่สนใจอยู่แล้ว อาณาจักรคูเหยียนเองก็ไม่ใช่ อาณาจักรที่สำคัญอะไรมากมาย และสำนักอักขระเทพก็ไม่สามารถแบ่งคน มาช่วยได้” จิ่งโหรวยิ้มขื่น “ภูตผีปีศาจ อสูรกาย เผ่าโครงกระดูก เผ่า ทมิฬล่วนมีมหาราชาสายเลือดระดับเก้าเผยกาย สำนักอักขระเทพของเรา เองก็คงเอาตัวไม่รอด”
ไม่รอให้เนี่ยเทียนเอ่ย จู่ๆ จิ่งโหรวก็อ้อนวอนขึ้นมาว่า “เนี่ยเทียน เจ้า คือบุตรแห่งดวงดาวของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวไม่ใช่หรือ? เจ้าจะ ติดต่อไปหาพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวได้หรือไม่ สำนักอักขระเทพของ เรายินดีเป็นผู้พึ่งพาพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ขอแค่พระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวส่งผู้แข็งแกร่งมาที่ดินแดนพงฟูา คลี่คลายสงครามนองเลือดครั้ง นี้”
ต้วนสือหู่เองก็มองเนี่ยเที่ยนอย่างคาดหวัง
พวกเขาสองผัวเมียมาที่นี่ก็เพราะหวังจะอาศัยตัวตนบุตรแห่งดวงดาว ของเนี่ยเทียนมาสร้างความสัมพันธ์กับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว และ ได้รับการดูแลจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
ด้วยกำลังของสำนักอักขระเทพ เดิมทีก็ไม่เข้าตาของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวอยู่แล้ว ขนาดคุณสมบัติที่จะเป็นผู้พึ่งพาก็ยังไม่มี
ในเมื่อเนี่ยเทียนคือบุตรแห่งดวงดาวที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวให้ การยอมรับ จะอาศัยความสัมพันธ์นี้ให้พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวใจ กว้างรับพวกเขาได้หรือไม่?
หรือไม่ก็ให้สำนักอักขระเทพเป็นผู้พึ่งพิงของบุตรแห่งดวงดาวอย่างเนี่ย เทียนไปเลย ด้วยวิธีการเช่นนี้ ก็เท่ากับมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว แล้วพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจะช่วย ดินแดนพงฟูาให้พ้นเคราะห์นี้ไปได้หรือไม่?
“ข้า ข้ายังไม่ผ่านการฝึกตนของเส้นทางแห่งดวงดาวที่พระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้ ยังไม่ได้เข้าสู่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ” เนี่ยเทียนเองก็ยิ้มจืดเจื่อน
“การฝึกตนของเส้นทางแห่งดวงดาวจะผ่านไปได้อย่างไร?” จิ่งโหรวก ล่าวอย่างร้อนใจ
สถานการณ์ของดินแดนพงฟูานับวันก็ยิ่งเลวร้าย สำนักภูเขาพันกระบี่ นับว่าถูกลบชื่อออก สำนักอักขระเทพและสำนักทองไพศาลร่วมมือกันก็ยัง ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของกองทัพพวกชนต่างเผ่า
หากไม่มีกองกำลังนอกดินแดนมาให้ความช่วยเหลือ อาณาจักรต่างๆ ในดินแดนพงฟูาก็จะเป็นเหมือนอาณาจักรคูเหยียนที่ทยอยกันถูกชนต่าง เผ่ายึดครอง
เพราะถูกบีบจนอับจนหนทาง พวกเขาถึงได้นึกถึงบุตรแห่งดวงดาว อย่างเนี่ยเทียนขึ้นมา หวังว่าเนี่ยเทียนจะติดต่อกับพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวได้โดยเร็ว
“ข้าเลื่อนสู่เขตลี้ลับถึงจะมีสิทธิ์เข้าไปในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว และได้รับการยอมรับอย่างแท้จริงจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว” เนี่ย เทียนลังเลไปครู่ ก่อนกล่าวต่อว่า “การชุบหลอมพลังจิตวิญญาณของข้าไม่ มากพอ หากได้รับยาหรือวัตถุดิบวิเศษจำนวนมากที่เพิ่มพลังให้จิต วิญญาณได้ บางทีก็อาจมีหวังว่าจะเลื่อนขอบเขตได้ในเวลาสั้นๆ”
“ยาหรือวัตถุดิบวิเศษที่เพิ่มพลังให้จิตวิญญาณได้ เจ้าก็มีผลึกจิต วิญญาณอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?” จิ่งโหรวถามอีกครั้ง
“ใช้หมดแล้ว” เนี่ยเทียนยิ้มจืด
“เรื่องนี้ เดี๋ยวข้าคิดหาวิธีเอง”
——